ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

กว่าหรั่งจะมาถึงบ้านของน้าเบิ้มก็ค่ำมากแล้ว ไม่มีใครสนใจผัดไทยเจ้าอร่อยที่เขาเอาติดมือไปฝากรวมทั้งก้อยด้วยเพราะหิวจนรอไม่ไหวต้องหาอะไรกินไปก่อนหน้า โบ้ชวนให้หรั่งนอนที่นี่ด้วยกัน จะได้ไม่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์กลับดึกๆ ดื่นๆ เขาไม่อยากค้างอยากกลับไปนอนบ้าน แล้วพรุ่งนี้จะเอาก้อยมาฝากอีก

“หรั่ง...ก้อยอยู่ที่นี่เลยก็ได้นะ หรั่งจะได้ไม่ลำบากเทียวไปเทียวมา”

“เกรงใจน้าเบิ้มเขาน่าก้อย...ฉันแบ่งผัดไทยเอาไว้นี่นะเจ๊โอ๋ ยังไงพรุ่งนี้ก็อุ่นกินได้” หรั่งแบ่งผัดไทยให้ครบตามจำนวนคนในบ้านหลังนี้ แล้วจูงมือก้อยจะไป โบ้ลากแขนเขาออกห่างจากเธอ ต่อว่ายกใหญ่ว่าทำไมต้องทำเหมือนก้อยเป็นสิ่งของ นึกจะหยิบติดไปด้วยก็หยิบ นึกจะฝากใครก็เอามาทิ้งไว้เฉยๆ เธอเป็นคนไม่ใช่สิ่งของ มีหัวใจ มีอารมณ์ มีความรู้สึก อย่างน้อยเขาน่าจะบอกให้เธอรู้ว่าเขาคิดอย่างไรกับเธอ

“ปล่อยให้เป็นชะตากรรมของกูกับก้อยเองดีกว่า” หรั่งพูดจบ คว้ามือก้อยออกมาขึ้นรถ โบ้ได้แต่มองตามเธอ

ด้วยความสงสาร...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ชาติชายแวะไปหาดวงใจที่บ้านเพื่อแจ้งว่าตามหาแก้มเจอแล้ว เธอสบายดีตอนนี้อยู่ที่บ้านหลานสาวของเขาที่เป็นเพื่อนรักของเธอ การมาแจ้งข่าวครั้งนี้ทำให้ชาติชายได้รู้เรื่องราวของแก้มและครอบครัวในอีกแง่มุมหนึ่งซึ่งต่างจากที่เธอเที่ยวบอกใครต่อใครดวงใจเล่าว่าแยกทางกับสามีด้วยเหตุจำเป็นบางอย่างตั้งแต่แก้มอายุได้ 5 ขวบ เธอตั้งใจจะรอให้ลูกโตพอที่จะเข้าใจอะไรๆ เสียก่อนแล้วค่อยบอกความจริง

“แต่แก้มโตเร็วกว่าที่ฉันคิด เธอคิดของเธอเองเข้าใจเอาเองและตัดสินใจเองที่จะไปอยู่กับปู่ของเธอ และไม่กลับมาหาฉันอีกเลย คุณคงเข้าใจพวกเรามากขึ้นแล้วนะคะ”

“ที่จริงคุณไม่จำเป็นต้องสนใจว่าคนอื่นจะเข้าใจหรือไม่ คนเดียวที่คุณควรจะสนใจและห่วงใยมากที่สุดก็คือลูกสาวของคุณเอง ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องพูดความจริงก่อนที่คุณจะสูญเสียทุกสิ่งไปอย่างไม่มีวันเรียกกลับคืนมาได้”

ooooooo

บุญส่งรู้ข่าวว่าเมื่อวานแพรวาไปหาที่บ้าน แต่บังเอิญตนไม่อยู่ คิดว่าเผ่าลาภต้องมีเรื่องร้อนใจบางอย่างก็เลยแวะมาที่บ้านของเขาแต่เช้า จึงได้รู้ว่าเผ่าลาภต้องการขายพลอยดิบที่ตนเองเคยอยากได้

“แล้วตอนนี้ไม่อยากแล้วหรือ” เผ่าลาภว่าแล้วหยิบพลอยดิบน้ำงามจากกระเป๋าส่งให้บุญส่งดู

“ก็ยังอยากอยู่เหมือนกันนะ แต่ว่าออเดอร์มันเปลี่ยนไป ถ้าคุณตงมีอีกเท่าหนึ่งของของที่เห็นนี้นะผมวางเงินทันทีเลย แต่ต้องน้ำเดียวกันนะ”

เผ่าลาภขอเวลาสักครู่ แล้วหันไปบอกให้รำไพช่วยโทร.เช็กกับทางเหมืองว่าพลอยน้ำนี้ เรายังมีในสต๊อกอีกหรือเปล่า เธอหายไปพักหนึ่งกลับมาแจ้งว่าทนงศักดิ์ยืนยันว่าพลอยน้ำนี้ยังมียู่ในสต๊อกอีกยี่สิบเม็ด บุญส่งขอซื้อทั้งหมด แต่สู้ราคาได้แค่สี่สิบล้านบาท เผ่าลาภตกลงทันที เขาจะเอาสินค้าเมื่อไหร่ขอให้บอก

“ผมขอรวบรวมเงินก่อน เย็นนี้โทร.บอก”

“ได้เลย  เงินพร้อม พลอยก็พร้อม” เผ่าลาภจับมือกับบุญส่งสีหน้ายิ้มแย้ม...

ขณะที่เผ่าลาภตกลงใจขายพลอยดิบลอตใหญ่ให้บุญส่ง เขาไม่ล่วงรู้เลยว่าที่มุมหนึ่งของเหมือง อรทัยบารมีและกฤษฎากำลังขายพลอยดิบที่ยักยอกออกมาระหว่างขั้นตอนการคัดพลอยให้กับเฮียเขียว ต่างสมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย เฮียเขียวได้พลอยดิบน้ำงามในราคาถูก ส่วนอรทัยกับพวกก็ได้เงินไปใช้ฟรีๆ

“โชคดีจริงๆที่ผมได้รู้จักพวกคุณ...แหม เป็นการค้าที่คุ้มค่าจริงๆ” เฮียเขียวยิ้มแย้มพอใจ

“ฉันยินดีทำการค้านอกรอบแบบนี้เสมอ ง่ายและไม่ยุ่งยาก และค่อยเจอกันใหม่” อรทัยว่าแล้ววานบารมีกับกฤษฎาช่วยไปส่งเฮียเขียวทีี่รถด้วย ทันทีที่พวกนั้นคล้อยหลัง ทนงศักดิ์เดินเข้าบอกอรทัยว่าเมื่อครู่นี้ เผ่าลาภให้รำไพโทร.มาถามถึงพลอยดิบในสต๊อก อรทัยอยากรู้ว่าสามีตอบทางนั้นว่าอย่างไร

“ก็ตอบว่าอยู่ครบน่ะสิ เราไม่ได้แตะต้องพลอยในสต๊อกนี่นา ถ้าตอนก่อนเข้าสต๊อกละก็ว่าไปอย่าง” ทนงศักดิ์พูดจบหัวเราะชอบใจ อรทัยพลอยขำไปด้วย...

ทางด้านกัมปนาทซาบซึ้งใจธนูมากที่คอยปลอบใจในยามที่ตัวเองล้มเหลว ถูกคนอื่นขโมยโปรเจกต์ที่ปั้นมากับมือไปหน้าตาเฉย จนเขามีกำลังจะกลับมาลุยงานต่อไป เพื่อตอบแทนความดีครั้งนี้ของธนู กัมปนาทจะส่งเสียให้เขาเข้าเรียนคอร์สสั้นๆเกี่ยวกับวิชาบริหารจัดการและจะผลักดันให้เขาได้ดิบได้ดีใน M.S. JEWELRY...

ในระหว่างที่กัมปนาทตัดสินใจจะกลับมาทุ่มเทให้งานอีกครั้ง ชาติชายเข้ามารายงานเผ่าลาภถึงเรื่องไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นในห้องคัดพลอย เผ่าลาภติงว่าคนที่เขากล่าวหาเกือบทั้งหมดเป็นญาติพี่น้องของเราทั้งนั้น

“ผมถึงต้องขึ้นมาหาเฮียด้วยตัวเองไง แม้จะยังจับไม่ได้ แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามีความพยายามที่จะทำการทุจริต เพราะฉะนั้นเฮียต้องทำอะไรซักอย่างก่อนที่มันจะสายไป” ชาติชายเห็นเผ่าลาภนิ่งไปคิดว่าไม่สนใจ “เอาล่ะ...ผมถือว่าได้ทำตามสำนึกและหน้าที่ของคนในตระกูลที่ดีแล้วนะ แต่ถ้าเฮียไม่สนใจที่ผมทักท้วงก็ตามใจ”

“ใครว่า อั๊วสนใจมากต่างหาก วันใดที่อั๊วจับใครได้คาหนังคาเขา อั๊วจะจัดการกับมันผู้นั้นอย่างรุนแรงทุกคน โดยไม่มีข้อยกเว้น” เผ่าลาภเสียงกร้าว

ooooooo

ครู่ต่อมา ขณะที่ชาติชายมาตามทางเดินหน้าห้องทำงานของเผ่าลาภ แก้มแกล้งโทรศัพท์มาแหย่ว่าแม่ของเธอสวยไหม เธอรู้ว่าเมื่อคืนเขาแอบไปหาแม่ของเธอมา เพราะฉะนั้นเขาต้องตอบได้ว่าแม่สวยไหม จังหวะนั้น ชาติชายเหลือบเห็นกันทิมาเดินคุยมากับปีเตอร์ จึงรีบหลบมุม ไม่ได้สนใจฟังสิ่งที่แก้มพูด

“แค่นี้ก่อนนะแก้ม” ชาติชายพูดจบ วางสายทันที...

ด้านปีเตอร์คุยกับผู้ช่วยคนใหม่ของตัวเองได้สักพักก็เดินแยกไปอีกทางหนึ่ง ส่วนเธอเดินมาตามทางเรื่อยๆจนสุดทางเดิน เจอชาติชายยืนพิงผนังทางเดินอยู่ เขาไม่มีทางเลี่ยงจำต้องทักทายและแสดงความยินดีกับกันทิมาสำหรับตำแหน่งใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้ง แล้วถามว่าสามีของเธอพอใจหรือที่เธอมาทำงานที่นี่

“เป็นความพอใจของฉันเองค่ะ”

“ขอให้คุณมีความสุขกับงานนะ ส่วนผมก็มีเหตุผลเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งข้อที่จะไม่ขอมาเหยียบที่นี่” ชาติชายว่าแล้วขยับจะไป กันทิมาเรียกไว้ เพราะมีหลายเรื่องในใจที่อยากพูดด้วย แต่กลับพูดได้แค่ ขอให้เขาโชคดี...

ทันทีที่เลขาฯหน้าห้องเข้ามารายงานเผ่าลาภว่าบุญส่งโทร.มาบอกว่ารวบรวมเงินได้แล้ว ขอให้เขายืนยันการซื้อพลอยตามที่ตกลงไปด้วย เผ่าลาภสั่งให้เธอยกเลิกนัดของเขาพรุ่งนี้ทั้งหมด เขาจะไปเหมือง...

ทางฝ่ายแสงเทพถึงกับยิ้มกว้างเมื่อเห็นรายงาน

งบดุลของบริษัท M.S. JEWELRY ที่ตะวันฉายกับนายปื๊ดนำมาให้ เหมือนที่เขาคาดไว้ไม่มีผิดว่าธุรกิจข้าวเป็นแหล่งเงินทุนใหญ่ของบริษัท ดังนั้นถ้าเราทำลายธุรกิจข้าวได้ ทุกอย่างก็เป็นอันจบ แล้วให้ช่วยกันลองคิดทีว่า อะไรที่สามารถทำลายข้าวสารได้

“มอดไง” นายปื๊ดโพล่งขึ้นทันที...

คืนวันเดียวกัน แพรวาเอาผ้าห่มฝีมือตัวเองที่ปักรูปเธอกับชายคนรักห่อของขวัญอย่างทะนุถนอม แล้วโทร.นัดให้เขามาเจอกันวันพรุ่งนี้ ตะวันฉายสบช่องไหนๆ

เธออยากจะพบเขาอยู่แล้ว จึงขอให้ช่วยพาไปเที่ยวโรงสีข้าว

ของตระกูลมหาโชคตั้งศิริด้วยเลย อ้างว่าอยากไปถ่ายรูปที่นั่นเพื่อทำตัวอย่างโบรชัวร์ส่งให้อรทัยดู เผื่อชอบใจจะได้จ้างบริษัทของเขาทำโฆษณาให้ แล้วให้แพรวาไปเจอเขาที่นั่นจะได้กินข้าวด้วยกันให้หายคิดถึง

“ดีค่ะ พี่ตะวันเตรียมตัวให้ดีนะ เพราะน้องแพรมีของชิ้นใหญ่ไปฝากด้วยแหละ”

“พี่จะรอจ้ะ” ตะวันฉายวางสายแล้วเลี้ยวรถไปจอดหน้าอาคารชุดทันสมัยแห่งหนึ่ง ไม่ถึงอึดใจมีรถแท็กซี่แล่นมาจอดข้างๆ แองจี้ลงจากรถมาเคาะกระจกรถของตะวันฉาย ถามว่ามารอแนะนำตัวกับใครแถวนี้หรือเปล่า

“ก็มีแต่คุณเท่านั้นแหละครับ เก่งไหมล่ะที่ผมตามหาคุณจนเจอ”

“ช้าไปค่ะ คุณใช้เวลานานเกินไปมาก” แองจี้ว่าแล้วเดินตรงไปยังตัวอาคารชุด ตะวันฉายเดินตามจนทัน

“แต่ก็คงไม่นานจนถึงกับหมดอารมณ์ไปแล้วนะ เพราะผมกำลังต้องการผ่อนคลายก่อนจะทำงานใหญ่วันพรุ่งนี้” ตะวันฉายมองแองจี้ด้วยสายตาเว้าวอน ขณะที่เธอยิ้มหวานแทนคำตอบ

ooooooo

คำรณกับนายเสือกลับไปหาก้อยที่บ้านของ หรั่งแต่ไม่เจอ จึงตัดสินใจมาที่ชุมชนจานเดี่ยว ไม่ ผิดหวังเมื่อเจอก้อยอยู่ที่บ้านน้าเบิ้ม เขาพยายามหว่านล้อมให้เธอไปโชว์ความสามารถในการเล่นดนตรี ที่งาน เทศกาลดนตรี “ตัวโน้ตแห่งชีวิต ลิขิตแห่งฝัน”ร่วมกับวงดนตรีคนตาบอด ก้อยยังไม่เคยเล่นร่วมวงดนตรีกับใครกลัวจะเล่นไม่ได้

“ก็ให้ไปเล่นวันนี้ พรุ่งนี้เสียเมื่อไหร่ล่ะ มีเวลาให้ซ้อม”

ก้อยขอเวลาปรึกษาหรั่งก่อน แล้วค่อยให้คำตอบ...

เมื่อหรั่งขับรถพาแพรวามาถึงโรงสีข้าวตามนัด เห็นตะวันฉายยืนพิงรถตัวเองรอท่าอยู่ก่อนแล้วโดยมีนายปื๊ดทำหน้าที่เป็นสารถีให้ จากนั้นแพรวาพาแฟนหนุ่มไปพบกับลินจง พร้อมกับแจ้งจุดประสงค์ที่พาเขามาที่นี่ว่าเขารับทำโฆษณาให้บริษัทของเรา ก็เลยต้องทำตัวอย่างโบรชัวร์ไปให้อรทัยดูก่อน  ลินจงเห็นว่าเป็นคนกันเอง จะต้องทำตัวอย่างทำไมให้เสียเวลา ให้แพรวาเสนอเผ่าลาภจ้างตะวันฉายเสียเลยก็สิ้นเรื่อง

“ลัดขั้นตอนอย่างนั้นเดี๋ยวจะดูไม่ดีครับ แล้วก็ผมเลยจะถือโอกาสขอศึกษางานไปด้วย ผมกำลังจะทำธุรกิจส่งออกพวกอุปโภค บริโภค เลยคิดว่าน่าจะมาศึกษางานที่นี่ในเชิงโครงสร้างและระบบน่ะครับ”

“โอ๊ย โรงสีของเราไม่มีระบบแบบแผนอะไร หรอก เราทำกันแบบอุตสาหกรรมในครอบครัว ไล่มาตั้งแต่อากง อาเหล่ากงแล้ว เราทำกันแบบชาวบ้านทั่วๆไปนั่นแหละ”

ตะวันฉายได้ยินข่าวมาว่าที่นี่ส่งข้าวสารไปไกลถึงยุโรป แสดงว่าต้องมีแผนการตลาดที่ดี ขนาดราคาข้าวของประเทศเราสูงกว่าที่อื่น ที่นี่ยังมีออเดอร์ จากต่างชาติเข้ามาไม่ขาด ลินจงอาศัยค้าขายด้วยความซื่อสัตย์ ลูกค้าเก่าๆถึงยังผูกติดอยู่กับที่นี่ พอลูกค้าไปขยายตลาดของเขาขึ้นมา พลอยทำให้เราได้ออเดอร์เพิ่มไปด้วย

“แต่ที่จริงก็นิ่งๆ เงียบๆ ซบเซาอยู่นานเหมือนกันนะ เพิ่งจะมีออเดอร์ลอตใหญ่เข้ามานี่แหละ มาแบบ ตั้งตัวแทบไม่ทัน ถึงได้วุ่นวายอย่างที่เห็น” ลินจงพยักพเยิดไปที่ท่าน้ำเห็นคนงานกำลังขนข้าวลงเรือกันอย่างเร่งรีบ

“งั้นคุณอาช่วยพาผมเดินดูรอบๆหน่อยได้ไหมครับจะได้ถ่ายรูปไปด้วย คุยไปด้วยเลย”

ลินจงเดินนำตะวันฉายชมสถานที่ แพรวาขยับจะตามแต่นึกอะไรขึ้นมาได้ หันไปสั่งเด็กคนงานช่วยไปเอาถุงใบใหญ่ที่อยู่ในรถมาให้ หรือจะบอกให้คนขับรถของเธอช่วยหยิบให้ก็ได้ พอแพรวาคล้อยหลัง นายปื๊ดเข้าไปเลียบๆเคียงๆถามคนงานที่ขนข้าวสารว่าพนักงานซึ่งใส่เสื้อแจ็กเกตสีส้มด้านหลังปักตัวหนังสือว่า “จินดาเซอร์วิส” ที่เดินถือกระป๋องเข้ามาเป็นใคร ได้ความว่าเป็น พนักงานอบน้ำยากันมอด นายปื๊ดตาวาวขึ้นมาทันที...

ฝ่ายตะวันฉายพยายามเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับการส่งข้าวให้มากที่สุดพร้อมกับถ่ายรูปตามจุด สำคัญๆไว้ด้วย นอกจากนี้เขายังได้รู้จากลินจงอีกว่าถ้าการส่งข้าวล่าช้า จะทำให้โรงสีข้าวโดนปรับเงินจำนวนมหาศาลและถ้าข้าวถูกเก็บไว้นานเกินไปจะเกิดความชื้น หรือไม่ก็ถูกมอดกิน คุณภาพข้าวจะต่ำทำให้เสียราคาได้

“ที่เห็นในเรือนั่นคือเตรียมจะส่งออกใช่ไหมครับ”

“แต่ยังไม่ใช่วันนี้หรอก ต้องให้ครบจำนวนตามออเดอร์ก่อน แล้วก็ยังต้องรอขั้นตอนการอบยาอีก อยากไปดูในเรือไหมล่ะ เดี๋ยวอาจะพาลงไปดู”

ตะวันฉายรับคำทันที ลินจงขอเวลาสักครู่ จะไปสั่งคนงานก่อน แล้วบอกให้แพรวาพาตะวันฉายไปนั่งรอที่ศาลาริมน้ำ สักครู่เธอจะให้คนไปตาม...

เมื่อได้อยู่ด้วยกันตามลำพังบนศาลา ตะวันฉายป้อนคำหวานให้แพรวาจนหลงใหลได้ปลื้ม ไม่รู้ว่านั่นเป็น แค่คำลวง ระหว่างนั้นหรั่งถือถุงใส่ของขวัญเข้ามาให้ แพรวา หยิบห่อของขวัญในนั้นส่งให้ตะวันฉายอีกทอดหนึ่ง เขาแกะออกดูเห็นผ้าห่มผืนใหญ่พับไว้อย่างประณีต

“ถ้าเดาไม่ผิดจะต้องมีรูปพี่เต็มไปหมดเลยใช่ไหมจ๊ะ”

“ค่ะ...แล้วก็มีรูปน้องแพรด้วย เวลานอนจะได้มีน้องแพรอยู่ใกล้ๆหัวใจพี่ตะวันตลอดเวลา”

หรั่งภาวนาให้ตัวเองหูหนวกไปเสียเลยจะได้ไม่ต้องได้ยินคำหวานๆพวกนั้น ยิ่งเห็นตะวันฉายก้มลงจูบหน้าผากแล้วเลื่อนมาที่แก้มนวลของหญิงในดวงใจของตัวเองแล้ว ทนดูไม่ได้ต้องรีบเดินหนี สวนกับคนงานที่เข้ามาตามแพรวากับตะวันฉายให้ไปลงเรือได้แล้ว ทั้งคู่เดินตามคนงานโดยทิ้งผ้าห่มผืนนั้นไว้กลางศาลา

ooooooo

ในขณะเดียวกัน กัมปนาทคุกเข่าลงตรงหน้าเผ่าลาภ ขอโทษที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท และทำให้เราต้องสูญเสียโอกาสมากมายหลายอย่าง ความจริงแล้วโทษครั้งนี้เขาสมควรตายด้วยซ้ำ

“ทุกคนมีความผิดพลาดได้ทั้งนั้น เมื่อผิดแล้วก็เรียนรู้มันปรับปรุงกันใหม่ ไม่ให้เกิดขึ้นอีก มันไม่มีอะไรเสียหายจนเกินแก้หรอกอาฮุย ถ้ามันไม่ได้เกิดจากเจตนาที่สร้างความฉิบหายให้บริษัท แล้วลื้อจะแกร่งขึ้นเฉลียวฉลาดขึ้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่อั๊วต้องการจากน้องๆ ทุกคน” เผ่าลาภปลอบ

“อั๊วสัญญา จากนี้ไปอั๊วจะไม่ยอมให้ใครเข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์จากเราไปได้แม้แต่นิดเดียว”

เผ่าลาภกำลังจะไปเหมือง จึงชวนกัมปนาทกับธนูไปด้วยกัน...

ทางด้านตะวันฉายได้ข้อมูลของโรงสีข้าวเพียงพอแล้วจึงขอตัวกลับ แพรวาเดินมาส่งเขาขึ้นรถด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม โดยไม่รู้ว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะยิ้มให้ชายคนนี้ แล้วหันไปล่ำลาลินจงที่ไม่ลืมกระติกใส่กาแฟเย็นเป็นของฝากติดมือไปให้เผ่าลาภด้วย...

ระหว่างที่หรั่งขับรถพาแพรวากลับกรุงเทพฯ รถของเผ่าลาภแล่นเข้ามาจอดหน้าสำนักงานเหมือง เห็นคนงานกำลังหิ้วถุงกอล์ฟมาใส่รถของกฤษฎาโดยที่เจ้าของรถเดินเข้ามาพร้อมกับอรทัยและทนงศักดิ์ พลางเอ่ยปากชวนเผ่าลาภไปออกรอบด้วยกัน เขาปฏิเสธทันทีว่าไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น พลันสายตาของเขาเหลือบไปเห็นบารมีกับสุชาติออกมาจากอาคารสำนักงาน โวยวายลั่นว่าสองคนนั่นมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

“พอดีทางนี้ขาดคนน่ะครับ ผมก็เลยรับเอาไว้” ทนงศักดิ์ชี้แจง

เผ่าลาภเหน็บน้องชายไหนว่าไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วมาทำไม อรทัยรีบตัดบท ถ้าจะยืนคุยกันอยู่อย่างนี้น่าจะเปิดห้องประชุมผู้ถือหุ้นเสียเลย วันนี้อยู่กันครบด้วย ทั้งกัมปนาทและชาติชาย

“อั๊วแค่แวะมาเอาของ  ทนงศักดิ์ไปเปิดเซฟให้หน่อย อั๊วจะเอาพลอยในสต๊อก” เผ่าลาภว่าแล้วเดินนำทนงศักดิ์เข้าไปในสำนักงาน บารมีกับกฤษฎาต่างหน้าเสีย เหงื่อแตกพลั่ก เพราะรู้ดีว่าในสต๊อกมีแต่ลม...

ครู่ต่อมา เผ่าลาภเรียกทุกคนไปรวมตัวกันที่ห้องประชุมของสำนักงานเหมือง ประกาศลั่นจะต้องหาตัวหัวขโมยที่ขโมยพลอยในสต๊อกไปหมดให้ได้ กัมปนาทกับชาติชายรอดตัวเพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสต๊อกพลอย อรทัยแก้ตัวน้ำขุ่นๆว่าคนอยู่กันมากมายจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเอาไป

“ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องอยู่กันเลยสักคนดีไหม เลี้ยงพวกลื้อไว้สู้เลี้ยงหมายังดีเสียกว่า อย่างน้อยมันก็ยังเป็นหูเป็นตาให้ได้ รู้ไหมว่าสต๊อกพลอยหายไปครั้งนี้เราเสียหายเท่าไหร่” เผ่าลาภกราดตามอง ทุกคนต่างเงียบกริบ

กฤษฎาว่าพลอยหายไปก็ขุดเพิ่มใหม่ได้ไม่เห็นจะยาก เผ่าลาภด่าไม่เลี้ยงว่าโง่เง่า พูดจาไม่มีความคิด กว่าจะขุดพลอยน้ำงามๆได้แต่ละเม็ดยากลำบากมาก ถ้าง่ายชนิดที่ขุดไปตรงไหนก็เจอ จะต้องไปเสียเงินกว้านซื้อที่ดินขอประทานบัตรทำซากอะไร แล้วตะคอกถามว่าใครเป็นคนเอาพลอยในสต๊อกไปให้สารภาพมา ไม่มีใครยอมปริปาก เผ่าลาภโกรธจัด ในเมื่อรักใคร่กลมเกลียวกันอย่างนี้ ตนขอไล่อรทัยกับพวกออก

“ต่อไปนี้อย่าได้โผล่หน้ามาให้เห็นอีก อั๊วพูดคำไหนคำนั้น ใครขัดคำสั่งเจอดีแน่” เผ่าลาภสั่งเสียงเฉียบ...

ระหว่างนั่งรถกลับกรุงเทพฯ เผ่าลาภทั้งเครียดทั้งแค้นจนตัวสั่นไปหมด ต้องขอให้รำไพช่วยโทร.บอกเลขาฯหน้าห้องของเขาด้วยว่าให้คำสั่งไล่ออกมผลทันทีนับจากวันนี้...

ทางฝ่ายแสงเทพหัวเราะลั่นเมื่อรู้จากตะวันฉายว่าโรงสีข้าวน่ำเล้งของครอบครัวเผ่าลาภใช้บริการกำจัดมอดของบริษัทจินดาเซอร์วิส เขาสนิทสนมกับเถ้าแก่เจ้าของบริษัทนี้เป็นอย่างดี เราสองคนโตมาด้วยกัน ชื่อบริษัทเขาก็เป็นคนตั้งให้ ทำให้งานวินาศกรรมครั้งนี้ยิ่งง่ายขึ้นอีก

ooooooo

ความเครียดประกอบกับร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงทำให้เผ่าลาภถึงกับวูบขณะที่ก้าวขึ้นบันไดบ้าน รำไพกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่กับลินจง หันมาเห็นเขายืนโงนเงนจะล้ม ทิ้งโทรศัพท์จะเข้าไปประคอง เป็นจังหวะเดียวกับเผ่าลาภหมดสติกลิ้งตกบันได จึงชนเข้ากับเธอเต็มๆ ล้มกลิ้งไปด้วยกันทั้งคู่

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่นายสยามจะเข้าไปช่วยได้ทัน แพรวาเข้ามาเห็นพ่อกับแม่นอนหมดสติอยู่ที่เชิงบันได ตกใจ รีบวิ่งเข้าไปดู

“คุณป๋า แม่...หรั่ง...นายหรั่งมานี่หน่อยเร็ว” แพรวาตะโกนลั่น...

กันทิมารู้ข่าวร้ายรีบมาที่โรงพยาบาล เจอแพรวากับนายสยามยืนหน้าเครียดอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง แพรวาปล่อยโฮทันที เธอต้องปลอบให้ใจเย็นๆอย่าเพิ่งกังวลมากไปจะไม่สบายไปอีกคน

“จะไม่ให้กังวลได้อย่างไรคะ แม่หัวแตก หมอกำลังเย็บอยู่ แขนก็หักต้องเข้าเฝือก ส่วนคุณป๋าหมดสติ ยังไม่รู้สึกตัว อยู่ในห้องไอซียู” แพรวาเล่าทั้งน้ำตา จังหวะนั้น พยาบาลเข็นรถเข็นพารำไพออกมาจากห้องฉุกเฉิน เธอละล่ำละลักถามถึงเผ่าลาภว่าเป็นอย่างไรบ้าง ช่วยพาเธอไปหาเขาที นายสยามรีบเข็นรถเข็นพารำไพออกไปโดยมีแพรวากับกันทิมาตามมาติดๆ...

รำไพถึงกับร้องไห้โฮเมื่อเห็นสภาพของเผ่าลาภที่นอนไม่ได้สติมีสายอุปกรณ์ช่วยชีวิตระโยงระยางเต็มไปหมด กันทิมาหันไปถามพยาบาลว่าคนไข้เป็นอย่างไรบ้าง ได้ความว่าต้องรอผลเอกซเรย์สมองก่อน คุณหมอจึงจะวินิจฉัยอาการได้ รำไพร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจตาย

“คุณต้องไม่เป็นอะไรนะคะ ฉันจะอยู่ได้อย่างไรถ้าไม่มีคุณ”

หรั่งเดินเลี่ยงออกมารอข้างนอก บริเวณที่นั่งพักของญาติผู้ป่วยซึ่งอยู่ติดกับห้องเด็กอ่อน สักพัก กันทิมาตามออกมา เหลือบเห็นทารกแรกเกิดนอนเรียงรายอยู่ในห้องเด็กอ่อน เดินเข้ามาเกาะกระจกมองด้วยสายตาเป็นประกาย หรั่งหันมาถามว่าข้างในเป็นอย่างไรบ้าง

“พี่รำไพก็ยังฟูมฟายอยู่ ย่ำแย่ไปตามๆกันเลยล่ะ ตอนนี้ก็เหลือแต่นายแล้วนะนายหรั่ง ที่จะต้องคอยยืนเคียงข้างแพรวาและพยุงเธอให้ลุกขึ้นสู้ต่อไปให้ได้” คำพูดของกันทิมาตรงกับความตั้งใจของหรั่งอยู่แล้ว

ooooooo

คำรณนั่งดื่มเหล้ากับน้าเบิ้มและผู้ใหญ่เงาะฆ่าเวลาระหว่างรอฟังคำตอบจากก้อยจนเมาปลิ้น นายเสือชวนให้ไปกันได้แล้ว เจ้าภาพงานเลี้ยงโทร.มาตามหลายรอบแล้ว แต่เขาไม่ยอมไปไหนทั้งสิ้นจนกว่าจะได้คำตอบเสียก่อน โบ้พยายามโน้มน้าวให้ก้อยรับคำเชิญชวนของคำรณ แต่เธอยืนกรานว่าจะรอปรึกษาหรั่งก่อน

“ไอ้หรั่งมันก็คิดเหมือนพี่โบ้นี่แหละ เชื่อพี่สิ อีกหน่อยก้อยอาจจะดังกลายเป็นที่รักของประชาชน มีงานมีคอนเสิร์ต มีคนมาสัมภาษณ์ถ่ายรูปลงหนังสือ โอ...นี่คือความฝันของพี่โบ้เลยนะ”

“แต่ก้อยไม่ได้มีความฝันแบบพี่โบ้นี่ ก้อยเล่นไวโอลินเพราะก้อยชอบเสียงของมัน...มันติดตัวก้อยมาตั้งแต่จำความได้ แล้วตอนที่ก้อยเล่นกีตาร์ก็เพราะว่ามันสนุกดี แล้วก้อยก็ไม่มีอะไรทำ ก้อยไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะมีชีวิตมาถึงวันนี้ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะการตัดสินใจของหรั่งในวันนั้น”

“ทั้งชีวิตนี้ ก้อยก็เลยมีแต่เพียงไอ้หรั่ง” โบ้สีหน้าหม่นหมองลงทันที

“ใช่...ถ้าก้อยจะทำอะไรมากกว่านี้ ขอให้หรั่งเป็นคนตัดสินใจให้ดีกว่า เขาน่าจะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับก้อยได้”

โบ้ฟังแล้วสะเทือนใจสุดๆ พลันภาพในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อนผุดขึ้นมาในสมองของเขา วันนั้น ก้อยเดินถือไวโอลินทะเล่อทะล่าเข้าไปกลางถนน มีรถคันหนึ่งพุ่งตรงมาที่เธอ โบ้โดดรวบตัวเธอหลบได้อย่างหวุดหวิด คนขับรถโกรธจัดลงจากรถมาด่าก้อยเสียๆหายๆ หรั่งซึ่งเห็นเหตุการณ์โดยตลอดเข้ามาต่อว่าคนขับรถ

“พี่ขับรถชนเด็กแล้วยังด่าเธออีกหรือ ทุเรศจัง”

“อ้าว...มึงยุ่งอะไรด้วยไอ้หัวแดง อยากเจ็บตัวนักหรือ...ถุย ไอ้เด็กสลัม” คนขับรถด่าเสร็จกลับขึ้นรถ หรั่งโกรธจัด คว้าไม้หน้าสามฟาดใส่กระจกหลังรถแตกกระจาย แล้ววิ่งมาคว้ามือก้อยพาหนีโดยมีโบ้ตามไปติดๆ โดยมีเสียงคนขับรถตะโกนด่าไล่หลังหยาบๆคายๆ ทั้งสามคนวิ่งหนีมาจนเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงหยุด

“ช่วยเราด้วยๆ เราไม่อยากกลับบ้าน พ่อเลี้ยงเขาจะทำร้ายเรา” ก้อยยกมือควานไปข้างหน้า ท่าทางน่าสงสาร หรั่งและโบ้มองหน้ากัน รู้ทันทีว่าเธอตาบอด

“ไม่ต้องกลัวนะ มากับเราแล้วจะปลอดภัย เราชื่อหรั่ง เราจะดูแลเธอเอง เราสัญญา” หรั่งพูดอยู่คนเดียว โดยที่โบ้ไม่ได้เอ่ยปากสักคำ ทำให้ก้อยคิดว่า คนที่ช่วยชีวิตเธอไว้คือหรั่งไม่ใช่เขา...

ด้วยความช่วยเหลือจากพนักงานของจินดาเซอร์วิส ทำให้แสงเทพได้น้ำยาสูตรใหม่สำหรับไปอบข้าวของโรงสีข้าวน่ำเล้งโดยเฉพาะ พนักงานรับรองว่านี่เป็นสูตร “อบวันนี้ พรุ่งนี้เละ” แล้วยกกระป๋องใส่น้ำยาซึ่งติดสติกเกอร์สีแดงยื่นให้ แสงเทพจ่ายเงินค่าปิดปากให้เขาจำนวนหนึ่ง แล้วสั่งให้นายปื๊ดตามไปรับน้ำยาส่วนที่เหลือ

“ผมเชื่อแล้วครับ คุณอานี่สุดยอดผู้ทรงอิทธิพลจริงๆ ดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่อาทำไม่ได้เลยนะครับ...ถามจริงๆเถอะครับอา ทำไมอาถึงจ้องจะทำลายคุณเผ่าลาภเขาขนาดนั้น” ตะวันฉายอดสงสัยไม่ได้

“สี่สิบปีที่แล้ว ในครั้งแรกของการให้สัมปทานทำเหมืองบนที่ผืนนี้ มันควรจะเป็นสิทธิของอา ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้คนแซ่ตั้งมันมาตัดหน้าอาเสียก่อน” แสงเทพยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจ หาว่าสองพี่น้อง เผด็จศึกและเผ่าลาภซึ่งเป็นเพื่อนรักของเขารวมหัวกันหลอกให้เขาเข้าป่าล่าสัตว์ แล้วแอบไปเซ็นสัญญาซื้อที่ดินผืนนี้เป็นของตัวเอง ทั้งๆที่ต้นคิดเรื่องนี้คือเขาซึ่งเล็งเห็นว่าที่ผืนนี้เหมาะจะกว้านซื้อไว้ทำธุรกิจร่วมกัน โดยไม่รู้ว่าใต้ที่ดินผืนนี้มีของมีค่า

“อาช้ำใจจนแทบจะละทิ้งจากวงการนักเลง ป่วยเป็นมาเลเรียอยู่กลางป่า ดีว่าพี่สาวของอา แม่ของแองจี้มาเตือนสติอาไว้ อาถึงกลับมามีวันนี้ได้ ถึงตอนนี้แผนการล้างแค้นของอาเกือบบรรลุเป้าหมายแล้ว เหลือเพียงแค่หลานชายไปกระซิบพ่อให้ออกประทานบัตรที่ผืนนั้นให้อาเท่านั้น มันก็จะเป็นการจบแบบสมบูรณ์แบบที่สุด”

ตะวันฉายคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะมีปัญหา แสงเทพยังมีเรื่องคาใจที่ต้องถามตะวันฉายอีกเรื่องหนึ่งว่าไม่เสียดายแพรวาหรือ เขาตอบโดยไม่ต้องคิดว่าไม่เสียดาย ตราบใดที่ยังมีแองจี้อยู่ใกล้ๆ

ooooooo

อาการของเผ่าลาภหนักมาก หมอบอกว่าเส้นเลือดในสมองแตก ทำให้สมองบวม เขาจะใช้วิธีให้ยาไปละลายก้อนเลือด ถ้าก้อนเลือดที่กดทับเส้นประสาทหมดไปโอกาสจะฟื้นตัวก็มีสูง แพรวาอยากรู้ว่าใช้เวลานานไหมกว่าพ่อของเธอจะฟื้นตัว

“ก็สามถึงหกเดือน หรืออาจจะมากกว่านั้นผมยังตอบไม่ได้” หมอรายงานจบขอตัวออกไป แพรวาออกไปบอก นายสยามที่รออยู่หน้าห้องกับหรั่งให้ช่วยกลับไปที่บ้าน บอกให้เด็กจัดเสื้อผ้ามาให้แม่ของเธอกับเธอด้วย เราจะค้างกันที่นี่ แล้วบอกหรั่งว่าพรุ่งนี้ให้มารับเธอที่นี่ เธอจะเข้าออฟฟิศ เขาสงสารเธอจับใจ ได้แต่ปลอบว่า

“คุณเผ่าลาภต้องหายครับ ท่านต้องหายแน่นอน”...

กว่าหรั่งไปถึงบ้านของน้าเบิ้ม พระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าแล้ว โบ้ต่อว่าเขาชุดใหญ่ว่าหายไปไหนมาทั้งคืน ก้อยรออยู่ไม่ได้หลับได้นอน หรั่งเองก็ไม่ได้นอนเช่นกัน เมื่อคืนเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น คุณเผ่าลาภไม่สบายมาก

“แล้วมึงเป็นหมอหรือ...เดี๋ยวนี้มึงเปลี่ยนไปมากนะไอ้หรั่ง”

ก้อยขอร้องโบ้อย่าไปว่าหรั่ง แล้วพยายามจะเล่าให้ฟังว่าเมื่อวานคำรณมาชวนไปขึ้นเวทีคอนเสิร์ต นอกจากหรั่งจะไม่สนใจฟังสิ่งที่ก้อยเล่ายังพูดแต่เรื่องตัวเองว่าเจ้านายของเขากำลังมีปัญหาใหญ่ ช่วงนี้เขาคงจะวุ่นวายกับงานมากกว่าเก่า และอาจจะต้องฝากก้อยไว้ที่นี่นานขึ้นอีก แม้จะน้อยใจอยู่ลึกๆ ที่เขาไม่สนใจเรื่องของเธอ แต่ก้อยก็ยินดีจะทำตามที่เขาต้องการ หรั่งควักเงินให้โบ้ไว้จำนวนหนึ่ง

“นี่เงินสำหรับค่าอาหาร เดี๋ยวกูแวะบอกพ่อกับแม่มึงเอง” อารามรีบร้อนหรั่งขี่มอเตอร์ไซค์จากไปโดยไม่ได้ร่ำลาก้อยสักคำ โบ้ต้องโทร.ไปเตือนแล้วส่งมือถือให้ก้อยคุยกันเอง

“โทษทีนะก้อย หรั่งมัวแต่รีบจนใจลอย”

“ไม่เป็นไร ตั้งใจทำงานนะหรั่ง” ก้อยวางสาย พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล...

ขณะที่เกิดเรื่องวุ่นๆ ขึ้นกับครอบครัวของเผ่าลาภ ที่โรงสีข้าวน่ำเล้งกำลังถูกภัยมือคุกคาม นายปี๊ดกับพวกปะปนมากับพนักงานของจินดาเซอร์วิส พร้อมกับกระป๋องน้ำยาสูตรใหม่มีสติกเกอร์สีแดงคาดไว้ ชนิดเดียวกับที่พนักงานคนนั้นเอามาให้แสงเทพดูเมื่อคืนนี้ เข้าไปทำการพ่นอบข้าวสารที่จะส่งให้ลูกค้า...

ด้านลินจงกับวิโรจน์มาเยี่ยมเผ่าลาภแต่เช้าและมาให้กำลังใจรำไพไปในตัว ขอให้ถือเสียว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการฟาดเคราะห์ พ้นไปจากนี้แล้วคงหมดเคราะห์หมดโศก รำไพเกรงว่าจะเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเสียมากกว่า ลินจงไม่เข้าใจว่าเธอหมายถึงอะไร

“ก่อนคุณตงจะล้มไป เขาเพิ่งสั่งปลดคนออกจากบริษัท ญาติพี่น้องเราทั้งนั้น คำสั่งจะมีผลบ่ายนี้แหละ”

ooooooo

คำสั่งปลดอรทัย ทนงศักดิ์ กฤษฎา รวมทั้งบารมีและสุชาติถูกปิดไปทั่วออฟฟิศทั้งที่บริษัท M.S. Group. บริษัท M.S.JEWELRY และที่สำนักงานเหมือง นอกจากนี้ ยังมีการประกาศแต่งตั้งให้ชาติชายขึ้นเป็นผู้จัดการฝ่ายโรงเจียระไน และแต่งตั้งกัมปนาทขึ้นเป็นผู้จัดการทั่วไปแทนตำแหน่งของอรทัยที่ว่างลง

“และเนื่องจากคุณเผ่าลาภ มหาโชคตั้งศิริ ล้มป่วยอย่างกะทันหัน จึงแต่งตั้งให้นางสาว แพรวา มหาโชคตั้งศิริ รักษาการแทนในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

พนักงานพากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา แต่พอเห็นแพรวาเดินเข้ามากับหรั่ง วงแตกทันที รีบแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง...

การปิดประกาศคำสั่งปลดครั้งนี้ สร้างความไม่พอใจให้กับอรทัยและพวกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกฤษฎาหาว่าเผ่าลาภไม่ไว้หน้ากัน แทนที่จะเก็บเรื่องนี้เอาไว้เงียบๆ อรทัยสั่งให้ลูกชายหุบปาก ที่เรื่องราวบานปลายใหญ่โตก็เพราะเขาเป็นต้นเหตุ ใครสั่งใครสอนให้ขโมยพลอยในสต๊อก กฤษฎาโยนบาปไปให้บารมีทันที

อรทัยพาลไปหมดเล่นงานลูกตัวเองไม่พอ เจอหน้าชาติชายก็หาว่าเป็นตัวการยุยงให้เผ่าลาภไล่พวกตนออกเพื่อตัวเองจะได้เป็นใหญ่ เขาไม่อยากมีเรื่องด้วยเดินหนีไปอีกทางหนึ่ง โชคไม่ดีเจอบารมีเดินมาพอดี

“ดีใจด้วยเว้ยอาเหลียง ลื้อมันเริ่มจะมีโชคกับเขาบ้างแล้วนี่หว่า แต่อย่าเพิ่งแน่ใจไปว่านี่จะเป็นโชคดีเพราะสุดท้ายมันอาจจะเป็นโชคเลือกก็ได้นะเว้ย” บารมีแดกดันจบ ผละจากไป...

การล้มป่วยของเผ่าลาภครั้งนี้ทำให้สุริยะคิดจะเฉดหัวเขาออกจากกรรมการบริหารพรรคโดยใช้ข้ออ้างเรื่องสุขภาพ ที่สำคัญเขามีประโยชน์ต่อพรรคน้อยเกินไป และยังเตือนให้ลูกชายบอกเลิกแพรวาได้แล้ว ตะวันฉายยอมทำตามที่พ่อต้องการ แต่มีข้อแม้ว่าต้องยกประทานบัตรที่ดินหลังเขา ติดเหมือง M.S. ให้แสงเทพ

“แกยังไม่ได้เป็นนักการเมืองเต็มตัวเลย หัดต่อรองถึงขนาดนี้เชียวหรือ” สุริยะยิ้มพอใจ ระหว่างนั้นบารมีโทร– ศัพท์มาหาตะวันฉายซึ่งเดินเลี่ยงออกมารับสายห่างจากพ่อ เขารายงานว่าโดนเผ่าลาภไล่ออกจากงานแล้วยังไม่ทันจะได้อะไรสักเท่าไหร่ พลอยที่ขโมยมาก็ได้แค่ไม่กี่ก้อน

“แล้วทีนี้จะทำอย่างไรล่ะ หนี้สินที่ต้องหามาใช้เขาล่ะ จะทำอย่างไรดี” บารมีคร่ำครวญ...

ในเวลาเดียวกัน ที่บริษัท M.S.JEWELRY แพรวามืดแปดด้านไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี หรั่งแนะให้เธอเรียกประชุมพนักงานและผู้บริหารทั้งหมด เพื่อแจ้งสถานการณ์ของบริษัทให้ทราบว่า บริษัทของเรายังมั่นคงและเราจะเดินหน้าต่อไปตามแนวทางที่เผ่าลาภวางไว้และให้บอกพวกนั้นว่าอาการของท่านไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก ขอให้ทุกคนอย่าตกใจ จงทำงานในหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเองให้ดีที่สุด แพรวาขอร้องให้เขาช่วยพูดแทน

“ไม่ได้หรอกครับ มันไม่ใช่บริษัทของผม มันเป็นของคุณ...คุณต้องพูด คุณต้องแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นผู้นำ ผมแจ้งคุณกัมปนาทให้ทราบแล้ว ส่วนคุณชาติชายมาไม่ได้ต้องดูแลความเรียบร้อยที่เหมือง”

แพรวาไม่มั่นใจตัวเองจะทำได้ แต่หรั่งมั่นใจเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเธอทำได้แน่นอน...

การกล่าวในที่ประชุมพนักงานและผู้บริหารของแพรวาทำได้ไม่มีที่ติ ทำให้ทุกคนมีขวัญและกำลัง พร้อมจะปฏิบัติงานในหน้าที่ของตัวเองได้เหมือนเดิม หรั่งอดภูมิใจในตัวแพรวาไม่ได้

ooooooo

แม้เหตุการณ์ที่ M.S.JEWELRY จะราบรื่น แต่ที่เหมืองกลับวุ่นวาย อรทัยใช้เงินจ้างคนงานให้ลาออกจากงาน เหลือเพียงผ่องกับลูกน้องอีกเกือบสิบคนและนักธรณีวิทยาเท่านั้นที่ไม่ตกเป็นเครื่องมือของเธอ ชาติชายอยากรู้ว่าคนงานที่เหลืออยู่ไหนกันหมด ผ่องรายงานว่าไปช่วยกันเปิดหน้าดินตรงที่ดินหลังเขาตามที่เขาสั่ง

“กูยังไม่ได้สั่งเลย ฟังมาจากใคร”

“ไม่รู้ ก็ไอ้พวกคนงานมันพูดกันว่าเฮียสั่งให้เร่งมือ เดี๋ยวจะไม่มีพลอยขาย พวกมันก็เลยรีบพากันไปลุย”

ชาติชายโวยลั่น ทางเรายังไม่ได้จ่ายเงินค่าที่ดินแล้วจะไปเปิดหน้าดินได้อย่างไร...

หลังจากเลิกประชุมพนักงานและผู้บริหารของบริษัท หรั่งเข้าไปกระซิบบางอย่างกับแพรวาซึ่งพยักหน้ารับ จากนั้น เธอหันไปขอให้กัมปนาทช่วยหาทางปล่อยพลอยดิบที่ยังพอจะมีเหลือให้ด้วย

“น้องแพรเช็กแล้ว ดูเหมือนว่าเรากำลังต้องการเงินอย่างเร่งด่วน เพื่อใช้เก็บงานสนามกอล์ฟ งานขยายเหมือง รวมทั้งเรื่องแผนงานทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อีก ถ้าช้าเราอาจจะพลาดที่ดินผืนนี้ก็ได้”

“ตกลงจ้ะ เอ้อ อาจะบอกอะไรให้อย่างหนึ่งนะ น้องแพร วันนี้หนูทำได้ดีมาก ถ้าเฮียตงรู้เขาจะต้องภูมิใจแน่ๆ อารับรอง” กัมปนาทยิ้มให้ ก่อนจะออกจากห้องประชุม...

ตกเย็น แพรวากลับไปหาเผ่าลาภที่ยังนอนแน่นิ่งอยู่ในห้องไอซียู เล่าถึงสิ่งที่ได้ทำในวันนี้และคุยอวด

ว่ากัมปนาทยังชมเลยว่าเธอเก่งขึ้น อ้อนวอนทั้งน้ำตาให้ท่านตื่นขึ้นมาจะได้เห็นด้วยตาตัวเองว่าเธอเก่งแค่ไหน

“เฮียตงรู้นานแล้วแหละว่าลูกสาวของเขาเก่งแค่ไหน เชื่ออาโกสิ” ลินจงเข้าไปโอบไหล่แพรวาไว้แล้วก้มลงกระซิบข้างหูเผ่าลาภ “เฮีย ฉันกลับก่อนนะ แล้วจะมาเยี่ยมบ่อยๆ นอนพักเต็มอิ่มเมื่อไหร่ก็ตื่นขึ้นมานะเฮีย”

รำไพขอบใจลินจงมากที่ไม่ทิ้งกัน แล้ววานแพรวาไปส่งเธอด้วย

“เดี๋ยวน้องแพรมานะคะ คุณป๋าอยากได้อะไรไหม กาแฟเย็นข้างล่างอร่อยใช้ได้ น้องแพรจะกินเผื่อคุณป๋าแล้วกันนะ” แพรวาพูดจบ เดินไปหาลินจงที่กำลังล่ำลารำไพอยู่ จึงไม่เห็นที่ปลายนิ้วของเผ่าลาภขยับ...

ด้านหรั่งนึกขึ้นได้ว่าอาจจะต้องอยู่กับแพรวาที่โรงพยาบาลอีกนาน จึงโทร.บอกโบ้ว่าอาจจะไปรับก้อยดึกเพราะงานยุ่งมาก ฝากเขาดูแลเธอให้ด้วย โบ้วางสายแล้วเข้าไปในห้องซ้อมดนตรีซึ่งก้อยนั่งเล่นกีตาร์อยู่ บอกเธอว่าหรั่งโทร.มาฝากเธอไว้กับเขา ก้อยอยากรู้ว่าหรั่งรู้หรือเปล่าว่าเธออยู่ที่ห้องซ้อมดนตรี โบ้ยังไม่ทันจะว่าอะไร คำรณเปิดประตูห้องเข้ามาส่งเสียงตื่นเต้นว่ามือเปียโนตาบอดที่เขานัดให้มาซ้อมดนตรีกับก้อยเบี้ยวนัด แต่มีนักดนตรีวงร็อกเกิดสนใจเธอขึ้นมาอยากให้ไปร่วมแจมบนเวทีคอนเสิร์ต โบ้หาว่าเขาโม้

“ไม่ได้โม้ นักดนตรีอาชีพจริงๆ กำลังทำอัลบั้มใหม่ เล่นดีร้องดี ตาไม่บอดด้วย”

ก้อยสงสัยว่าตัวเองจะให้ไปเล่นอะไรกับนักดนตรีคนนั้นได้ พูดยังไม่ทันขาดคำ คนที่เธอเอ่ยถึงก้าวเข้ามาในห้องซ้อมดนตรี บอกให้ก้อยเล่นกีตาร์อย่างที่เล่นเมื่อครู่นี้ รับรองต้องสนุกแน่ๆ...

ระหว่างรอลิฟต์อยู่ที่ห้องโถงของโรงพยาบาล ลินจงบอกแพรวาว่าไม่ต้องกังวลเรื่องการเงินของบริษัทส่งข้าวลอตนี้หมดเมื่อไหร่ เราจะมีเงินเข้ามามากมาย เธอจะได้เอามาใช้จ่ายในบริษัทได้ จังหวะนั้น ประตูลิฟต์เปิดออก ลินจงเห็นหรั่งก้าวออกมา สั่งให้เขาอยู่แถวนี้ก่อนอย่าเพิ่งกลับ เผื่อรำไพกับแพรวาอยากได้อะไรจะได้ช่วยเหลือได้ สั่งเสร็จก็ก้าวเข้าไปในลิฟต์ แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ รีบยื่นหน้าออกมาเรียกแพรวาไว้

“น้องแพร วันนั้นที่หนูพาแฟนมาหาอาน่ะ หนูลืมผ้าห่มเอาไว้นะ อาเอาติดมาด้วยเดี๋ยวจะให้เด็กเอาขึ้นมาให้นะ อาไปก่อนล่ะ” ลินจงกลับเข้าไปในลิฟต์ แพรวาทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้แถวนั้นอย่างอ่อนแรง ก่อนจะขอยืมมือถือของหรั่งโทร.หาตะวันฉายแจ้งข่าวเรื่องพ่อของเธอป่วย และเรื่องที่เขาลืมผ้าห่มที่เธอให้เอาไว้ ตะวันฉายไม่ได้ลืมไปเยี่ยมเผ่าลาภและก็ไม่ได้ลืมผ้าห่ม แต่จงใจทำแบบนั้นเพราะเขาจะขอเลิกกับเธอ

แพรวาถึงกับช็อก ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะถูกชายที่เธอรักหมดหัวใจบอกเลิกทางโทรศัพท์ น้ำตาไม่รู้มาจากไหน ไหลอาบแก้ม มือไม้อ่อนจนทำโทรศัพท์หลุดมือ โชคดีที่หรั่งคว้าไว้ทัน เป็นจังหวะเดียวกันกับเด็กคนงานของลินจงนำผ้าห่มเข้ามาให้ แพรวารับมาถือไว้ แล้วหันไปทางหรั่ง

“นายหรั่ง ช่วยพาฉันไปที่ไหนสักที่ทีเถอะ ที่ไหนก็ได้ ยิ่งไกลผู้ไกลคนยิ่งดี” แพรวาพูดจบเอาผ้าห่มผืนนั้นทิ้งลงถังขยะใกล้ๆ หรั่งเดาได้ไม่ยากว่าเกิดอะไรขึ้น

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

วีนแรง "แคท" องค์แม่ลง สวมบทเมียหลวง จับ "แป้ง" กดน้ำสภาพพังยับ

วีนแรง "แคท" องค์แม่ลง สวมบทเมียหลวง จับ "แป้ง" กดน้ำสภาพพังยับ
20 ม.ค. 2563
08:10 น.