สมาชิก

ไฟในวายุ

ตอนที่ 4

ละเวงลากกระเป๋าเข้ามาในโรงแรม อุศเรนปรี่เข้าประจบพี่สาวเพราะมัวแต่นอนไปรับที่สนามบินไม่ทัน ละเวงต่อว่าพอทำเนาก่อนจะสั่งให้เอากระเป๋าไปเก็บแล้วพาไปไร่วายุกูลทันที เพราะอยากจัดการภารกิจให้จบๆเสีย อุศเรนจ๋อยยังงัวๆเงียๆอยู่เลย

แม้ยังหัวค่ำ แต่ทแกล้วเป็นห่วงสลิลจึงขับรถตามมาส่งเธอถึงรีสอร์ต สลิลบ่นจะห่วงอะไรนักหนาทแกล้วว่ามีคนแปลกหน้ามาพักแถวนี้ต้องระวัง สลิลรู้ว่าเขาพาลแขวะใหญ่

“ไม่ได้พาล พูดเรื่องจริง หว้าลองคิดดู ถ้าคุณใหญ่รู้จักกับคนนิสัยอันธพาลอย่างนายวายุนั่นได้ ก็คงจะไม่ใช่คนดีซักเท่าไหร่หรอก” ทแกล้วเบ้หน้าหมั่นไส้สุดๆ

สลิลส่ายหน้าระอา ทแกล้วเอ็ดพูดอะไรให้ฟังกันไว้บ้าง อย่าดื้อนักตนเป็นห่วง

“หว้าไม่ใช่เด็กๆแล้วนะแก้ว หว้ารู้ว่าอะไรเป็นอะไร แก้วไม่ต้องห่วงมากนักหรอกน่า รีบกลับไปอยู่เป็นเพื่อนพี่ขวัญเถอะ”

ทแกล้วงอนที่สลิลไม่ใส่ใจความรู้สึกของตน เดินงอนๆกลับขึ้นรถขับออกไป สลิลโบกมือจนรถทแกล้วลับตา

...ภูผายืนมองหลานสาวนิ่งๆอยู่บนระเบียงบ้าน พอสลิลเข้ามาก็เปรยว่าไม่ใจอ่อนกับทแกล้วบ้างหรือ สลิลเข้ากอดแขนลุงพูดขำๆ คนเป็นเพื่อนกันมาแต่เล็กจะให้มาเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร อีกอย่างตนยังขยาดเรื่องแฟน อยู่ให้ลุงเลี้ยงจนแก่ดีกว่า

ภูผาลูบหัวสลิลด้วยความเอ็นดู “แต่ถ้าได้คนดีๆ

อย่างแก้วมาช่วยดูแลหว้าแทนลุง ลุงก็วางใจนะ...แก้วเป็นคนดี ลุงมั่นใจว่าเขาจะไม่ทำให้หลานลุงต้องเสียใจอีกแน่นอน”

“คนที่ดีกับคนที่รักมันต่างกันนะคะคุณลุง ไม่แน่ วันนึงหว้าอาจจะตกหลุมรักคนไม่ดีเข้าอีกก็ได้” สลิลเศร้าลง

ภูผาเอ็ดอย่าทำให้กังวลแบบนี้ สลิลปั้นยิ้มบอกว่าล้อเล่น ภูผายกกำปั้นทุบหัวหลานหนึ่งทีก่อนจะดึงตัวมากอด “ล้อเล่นแบบนี้ลุงไม่ขำด้วยหรอกนะ...ชีวิตลุงก็ห่วงเราอยู่คนเดียวนี่แหละ ลุงจะต้องอยู่จนส่งเราขึ้นฝั่งให้ได้”

“ส่งดีๆนะคะ ห้ามถีบส่งเพราะเบื่อหว้าซะก่อนล่ะคะ”

“ใครจะทำหลานรักได้ลงคอ ถีบตกน้ำล่ะพอได้อยู่”

“คุณลุงอะ...”

สองลุงหลานหัวเราะมีความสุข สลิลไม่รู้สึกขาดความรักเหมือนเด็กบ้านแตกคนอื่นๆเลย

ด้านละเวงมาถึงหน้าไร่วายุกูล คนงานทำตามคำสั่งวายุห้ามใครเข้าอย่างเคร่งครัด แม้เธอจะบอกว่าเธอเป็นน้องสะใภ้วายุก็ตาม  หัวหน้าคนงานเข้ามารายงานวายุซึ่งนั่งอยู่ในบ้าน  พอเขารู้ว่าละเวงมาก็ตกใจหน้าซีด สั่งเสียงเฉียบ ไม่ว่าใครอ้างเป็นญาติสนิทอย่างไรก็ไม่ให้เข้า ถ้าปล่อยใครเข้ามาจะไล่ออก คนงานกลัวหงอลนลานออกไป

อุศเรนบอกละเวงว่าเขาไม่ให้เข้าทั้งๆที่รู้ว่าเราเป็นใคร  บางทีเขาอาจจะไม่ใช่ไกรกูณฑ์อย่างที่นายท่านสงสัย ละเวงเจ็บใจ จะต้องรู้ให้ได้ ทั้งสองขึ้นรถกลับไป...เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาใหญ่  ซึ่งเฝ้ามองอย่างสงสัย

ใหญ่ขี่ม้ากลับมา  พบสลิลกำลังสำรวจประตูคอกม้าที่ชำรุดอยู่ ใหญ่เก็บม้าแล้วเปรย

“ฉันไม่ได้เอาม้าตัวโปรดของเธอไปขี่  เธอคงไม่ว่าอะไรนะ”

“ฉันจะว่าอะไรลูกค้าได้ล่ะคะ  ลูกค้าเป็นใหญ่อยู่แล้วนี่” สลิลอดแขวะไม่ได้ก่อนจะถามว่าเขาไปไร่วายุกูลมาหรือ ใหญ่หันขวับมาจ้องตาเขม็ง ตอบว่าใช่ สลิลหวาดหวั่นเล็กน้อยแต่ความอยากรู้มีมากกว่า “คุณใหญ่อยากรู้อะไรเกี่ยวกับไร่วายุกูลกันแน่คะ  ถามหว้าได้นะคะ หว้าอาจจะรู้ก็ได้ หรือว่าคุณใหญ่กับคุณวายุมีปัญหาอะไรกันอยู่”

“ฉันไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเขา  ส่วนเขามีปัญหาอะไรกับฉันหรือเปล่า   อันนี้ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน” พูดจบใหญ่จะเดินไป

สลิลเดินตาม  ใหญ่หันมาส่งเสียงเฉียบ  ไม่ต้องตาม ไม่มีอะไรจะบอกอีกแล้ว  สลิลยังมองด้วยความสงสัย  จะต้องสืบเรื่องนี้ให้ได้

ooooooo

อุศเรนมาส่งละเวงที่หน้าห้องพัก เผลอคุยว่าชั้นบนสุดโรงแรมนี้เป็นบ่อน  ตนเคยเจอวายุมาที่นี่ ถ้าเราดักรออาจได้เจอเขาง่ายกว่า  ละเวงโวยทันทีแสดงว่า

ที่มาหมกตัวโรงแรมนี้เพราะเข้าบ่อนนี่เอง  อุศเรนจ๋อยไม่น่าพลาด แก้ตัวว่าแค่เล่นคลายเครียดเท่านั้น

ส่วนใหญ่นั่งคิดทบทวนลำดับเหตุการณ์  ภาพไกรกูณฑ์นอนคว่ำหน้าจมกองเลือดในห้องนอนตน  กับภาพรถสปอร์ตของไกรกูณฑ์ขับสวนไป  และละเวงกับน้องชายมาที่ไร่วายุกูลแต่เข้าไม่ได้ มันเกิดอะไรขึ้น ใหญ่กุมหัวด้วยความเครียด

ด้านวายุที่อยู่ไร่วายุกูล  หวั่นใจเกรงความลับจะแตก  ตัดสินใจโทร.หาธราในคืนนั้น  พอธราได้รับโทรศัพท์ลูกชายก็ดีใจน้ำตารื้น “น้อย  ตอนนี้ลูกอยู่ที่ไหน  เมื่อไหร่จะกลับบ้าน  แม่เป็นห่วงลูกมากรู้ไหม...อะไรนะ ถึงเวลาจะกลับเอง  แล้วเมื่อไหร่ล่ะลูก  เมื่อไหร่ถึงจะกลับมาหาแม่ซะที...น้อย...น้อย...” ปลายสายวางไป  ธราน้ำตาร่วงเผาะคิดถึงและห่วงไกรกูณฑ์อย่างมาก

เช้าวันใหม่ ใหญ่เดินมาที่คอกม้าเห็นเข็มทำความสะอาดอยู่ เข็มทำใจกล้าทักทายอรุณสวัสดิ์ใหญ่ เขาตีหน้าขรึมจนเข็มขยาด แต่จู่ๆก็โพล่งขึ้นว่า อยากเข้าเมือง เข็มรีบบอก

“คุณใหญ่รีบรึเปล่าครับ พอดีตอนกลางวันผมกับลุงขาบต้องออกไปซื้อของใช้เข้ารีสอร์ตพอดี ออกไปพร้อมกันตอนนั้นได้ไหมครับ”

ใหญ่ตอบว่าไม่รีบ เข็มจึงบอกว่าถึงเวลาจะไปตามที่กระท่อมหิน ใหญ่พยักหน้า พลันเห็นสลิลกับทแกล้วเดินมา เขารีบหันหลังเดินกลับ เหลือบเห็นเสื้อเชิ้ตแขนยาวของคนงานและหมวกปีกกว้าง จึงคว้าติดมือไปด้วย...สลิล มองตามหลังใหญ่อย่างเสียดาย ทแกล้วบ่น

“พิลึกคนจริงๆ เห็นเราเดินมาทีไรต้องเดินหนีทุกที”

“ก็คงหนีพี่แก้วคนเดียวแหละครับ เดี๋ยวนี้คุณใหญ่อารมณ์ดีขึ้นเยอะ ยอมพูดคุยบ้างแล้ว โดยเฉพาะกับ

พี่หว้า ไม่อาละวาดแล้วด้วย” เข็มสาธยาย

สลิลปรามพูดมากไปแล้ว เข็มเจื่อนลง ทแกล้วอดบ่นอีกไม่ได้ อาการดีแล้วทำไมยังไม่ไปจากที่นี่เสียที ทำอย่างกับคนไม่มีบ้าน ไม่มีครอบครัว งานการไม่ต้องทำหรืออย่างไร...สลิลไม่สนใจหันไปถามเข็มคุยอะไรกับใหญ่ เข็มรายงานว่าใหญ่อยากเข้าเมือง ทแกล้วสวน คงอยากไปหาลูกเมีย สลิลค้อนขวับ ครุ่นคิดอยากรู้ว่าใหญ่จะเข้าเมืองทำไม

สลิลกลับมาเลียบเคียงถามภูผาจะไปไร่วายุกูลอีกไหม ภูผาถอนใจ ผิดหวังกับการไม่ต้อนรับของทางนั้น และการที่เขาส่งคนไปข่มขู่นวลขวัญอย่างที่สลิลเล่าให้ฟัง

“คุณลุงจะเล่าเรื่องนี้ให้คุณธราฟังไหมคะ”

“ไม่เล่าดีกว่า ลุงไม่อยากหาเรื่องให้คุณธราไม่ สบายใจเพิ่มขึ้น เดี๋ยวจะล้มป่วยขึ้นมาอีก”

“ดูคุณลุงเป็นห่วงคุณธราจังเลยนะคะ”

“ก็...ตามประสาเพื่อนเก่านั่นแหละ” ภูผายิ้มๆ สลิลชำเลืองมองอย่างสงสัย ภูผาชิงเดินหนี

สลิลเห็นลุงขาบเดินควงกุญแจรถผ่านมาพอดี จึงแย่งกุญแจจากมือมา แล้วบอกว่าตนจะขับรถไปกับเข็มเอง ให้เขาไปซ่อมประตูคอกม้า ลุงขาบเหวอพูดไม่ทันมองเธอเดินควงกุญแจไป

ใหญ่สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวและหมวกปีกกว้างของคนงานเดินมา เข็มทักจะไปแบบนี้จริงๆหรือ เขาพยักหน้า พลันสลิลเดินยิ้มร่าเข้ามาถามไปกันหรือยัง ใหญ่สวน

“ไหนว่าลุงขาบจะเป็นคนขับรถไปไง”...เข็มอึกอักตอบไม่ถูก

“ลุงขาบไม่ว่างค่ะ ต้องไปซ่อมคอกม้า หว้าเลยจะขับรถเข้าเมืองให้แทน คุณใหญ่ขึ้นรถเลยค่ะ ไปเข็ม” สลิลขึ้นประจำที่คนขับ

เข็มกระโดดขึ้นท้ายรถ ใหญ่ทำหน้าเซ็งก่อนจะเดินขึ้นรถอย่างเลี่ยงไม่ได้ สลิลแอบยิ้มขับรถอารมณ์ดีออกไป

ooooooo

หน้าโรงแรมที่ละเวงพัก นวลขวัญขับรถเข้ามาจอดเพราะนัดคุยงานกับวีระลูกค้า วายุขับรถสปอร์ตตามมาจอดต่อท้าย นวลขวัญถามนํ้าเสียงไม่พอใจว่าตามมาทำไม เขาอ้อนอยากมาขอโทษ อยากให้เธอหายโกรธ นวลขวัญรู้สึกเบื่อหน่าย

“โอเคค่ะ ถ้าคุณยืนยันว่าคุณไม่รู้เรื่องนักเลงพวกนั้น ฉันก็จะเชื่อ ฉันไม่โกรธคุณแล้ว แต่ฉันก็ไม่สะดวกใจจะเป็นเพื่อนกับคุณต่อไป เพราะฉะนั้นอย่าตามฉันมาอีก ชัดเจนนะคะ”

แทนที่วายุจะโกรธ กลับอมยิ้มเดินตามนวลขวัญเข้าไปในโรงแรมอีก...พอทั้งสองเข้ามาในห้องอาหาร  ละเวงกับอุศเรนเดินผ่านไปไม่ทันเห็นกัน ละเวงบ่นว่าอุศเรนที่ให้รอวายุที่นี่ ไม่เห็นจะมาเสียที วันนี้ตนจะบุกไปที่ไร่อีกครั้ง แต่ก่อนอื่นต้องไปหาร้านซ่อมโทรศัพท์ก่อน

วีระเชื้อเชิญนวลขวัญให้นั่ง เห็นวายุเดินมายิ้มๆ ก่อนจะนั่งโต๊ะข้างๆ จึงถามมาด้วยกันหรือ นวลขวัญหันไปมองหน้าหงิกก่อนจะบอกวีระว่าไม่ได้มาด้วยกันวีระยิ้มเย้ยไปทางวายุ...

รถสลิลเข้ามาจอดที่ตลาด ใหญ่ขอแยกตัวไปทันที สลิลข้องใจ บอกเข็มให้ไปซื้อของให้ครบแล้วกลับมารอที่รถ ว่าแล้วก็ตามใหญ่ไปห่างๆ...เห็นใหญ่ขยับปีกหมวกบังหน้า เดินไปยังตู้เอทีเอ็มเพื่อกดเงินเก็บใส่กระเป๋า แล้วก้มหน้าเดินกลับไปทางเดิม สลิลหลบอย่างรวดเร็ว

ใหญ่เดินมาร้านซ่อมโทรศัพท์ หยุดมองก่อนจะก้าวเข้าไป ไม่คาดคิด ละเวงเดินออกมาชนกับเขาอย่างจัง ถึงกับเซไป อุศเรนรีบประคองพี่สาว พอใหญ่เห็นว่าเป็นละเวงก็รีบเอาหมวกปิดหน้า ก้มหน้าขอโทษด้วยนํ้าเสียงทุ้มตํ่า ละเวงสบถตามอารมณ์ก่อนจะเดินไปกับอุศเรน สลิลจับตามองอย่างเก็บข้อมูล ใหญ่รีบเข้าไปเลือกซื้อโทรศัพท์

อึดใจ ใหญ่เดินกลับมาที่รถที่เข็มรออยู่ สลิลทำทีซื้อของเต็มมือเดินมาจากทางเดียวกับที่ใหญ่เดินมา เขามองอย่างแปลกใจ ใหญ่แบมือขอกุญแจรถจากสลิล จะขับกลับให้เอง สลิลขึ้นนั่ง เข็มโดดขึ้นกระบะหลังใหญ่กำลังจะออกรถ สลิลเห็นนวลขวัญขับรถมาจอดอีกฝั่งก็รีบบอกใหญ่อย่าเพิ่งไป ใหญ่หันมาถามอย่างหงุดหงิดว่าลืมซื้ออะไรอีก

“เปล่าค่ะ หว้าเจอคนรู้จักค่ะ ขอไปทักแป๊บนึงนะคะ” ไม่รอคำตอบ สลิลวิ่งลงจากรถไป

ใหญ่เคือง ปลดเกียร์ว่างรอ มองสลิลเดินไปทักทายนวลขวัญ พลันรถสปอร์ตเข้ามาจอดเทียบ ใหญ่เห็นคนที่ลงจากรถเป็นไกรกูณฑ์ เดินตรงไปหานวลขวัญกับสลิล ก็หน้าซีดตกตะลึงแสดงว่าคนที่ปรากฏตัวเป็นวายุคือไกรกูณฑ์ ใหญ่รีบดึงหมวกปิดหน้า มองน้องชายอย่างระมัด ระวังตัว...ไกรกูณฑ์ทักทายสลิล เธอทักตอบกรายๆ นวลขวัญรีบบอกว่าไม่ได้มาด้วยกัน สลิลดึงนวลขวัญออกห่างกระซิบถามว่าเขามาข่มขู่อะไรอีกหรือเปล่า เธอส่ายหน้า ไกรกูณฑ์รู้ว่าตัวเองถูกระแวง ก็กวาดตามองไปทางอื่นเก้อๆ ใหญ่ซึ่งอยู่ในรถรีบหลบหน้าลง

นวลขวัญถามสลิลว่าใครขับรถมาให้ สลิลกำลังจะบอกว่าใหญ่ แต่นึกได้ว่าเขาไม่ให้ใครรู้ว่าเขาอยู่ที่นี่จึงบอกไปว่าคนงาน สลิลลากลับเพราะต้องรีบเอาของไปให้แม่ครัวแต่แอบกระซิบ

“ปลอดภัยแน่นะพี่ขวัญ ให้หว้าอยู่เป็นเพื่อนได้นะ”

วายุได้ยินกระแอมไอขึ้น สลิลเหลือบตามอง นวล-ขวัญปฏิเสธ “หว้ากลับไปเถอะ พี่นัดเพื่อนเอาไว้...แก้วก็มาทำธุระแถวนี้ พี่โทร.กริ๊งเดียวแก้วก็มาถึง”

สลิลจึงลา ไกรกูณฑ์กล่าวสวัสดี เธอค้อนขวับเดินไปขึ้นรถ ใหญ่เคลื่อนรถตั้งลำรอ พอสลิลขึ้นนั่งไม่ทันคาดเข็มขัด เขาก็ออกรถพรืด แต่ก็อดถามไม่ได้ว่าคุยกับใคร

“พี่ขวัญค่ะ พี่สาวของนายแก้ว ส่วนผู้ชายนั่นก็คุณวายุไงคะ คุณใหญ่สนใจเรื่องเขามาตลอด แต่ไม่รู้จักเขาเหรอคะ”

“มันไกล ฉันมองไม่ชัด”

“เพิ่งรู้ว่าคุณใหญ่สายตาสั้นด้วย” สลิลเหน็บ ใหญ่ไม่พอใจแกล้งขับรถเร็วจนสองคนหน้าหงาย เข็มกลิ้งอยู่กระบะหลัง ในใจใหญ่ครุ่นคิดว่าไกรกูณฑ์ปลอมเป็นตนเพื่ออะไร

พอมาถึงรีสอร์ต ใหญ่ก็เบรกรถจนทั้งสองหัวทิ่ม แล้วลงจากรถท่าทางหัวเสีย เข็มต่อว่าขับรถไม่คิดถึงชีวิตตนบ้างเลย ใหญ่ไม่สนใจเดินไป สลิลเรียกเขาไว้ ถามเป็นอะไร เขาปฏิเสธ

“หว้าเห็นคุณใหญ่ท่าทางแปลกๆตั้งแต่ออกจากตลาดแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นคะ”

“อย่ามายุ่งกับฉัน!” ใหญ่ผลักไหล่สลิลให้พ้นทาง สลิลโวยไล่หลังว่าผู้ชายวัยทองหรือไง

ใหญ่เข้าบ้านพัก คลุ้มคลั่งระเบิดอารมณ์ “ไกรกูณฑ์ยังไม่ตาย แกหลอกฉันทำไม!”

ภาพในอดีตผุดขึ้น...ขณะที่ใหญ่เดินเล่นมาทางสระน้ำในบ้าน ต้องชะงักเมื่อเห็นละเวงนั่งทาเล็บอยู่อย่างสบายอารมณ์ เขาถามเสียงเข้มว่าเธอเป็นใคร ละเวงลุกยืนไม่ทันจะตอบ ไกรกูณฑ์เดินเข้ามาแนะนำ ละเวงเป็นภรรยาตน ใหญ่แปลกใจ

“คุณใหญ่ฟังไม่ผิดหรอกครับ ละเวงเป็นภรรยาของผม” ว่าแล้วก็หอมแก้มโชว์

“อย่าทำพฤติกรรมประเจิดประเจ้ออย่างนี้นะน้อย อายเด็กรับใช้ในบ้านมันบ้าง” ใหญ่เอ็ด

ไกรกูณฑ์เบ้ปากรำคาญพี่ชาย “หัวโบราณเกินไปแล้วคุณใหญ่ ผมแสดงความรักกับเมียแค่นี้เอง ไม่เห็นจะน่าเกลียดตรงไหนเลย”

ใหญ่ปรายตามองถามไปคว้าผู้หญิงคนนี้มาจากไหน ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ละเวงเคืองที่ถูกพาดพิง ไกรกูณฑ์ต่อว่าพูดจาให้เกียรติเมียตนบ้าง ว่าแล้วก็โอบเอวละเวง ใหญ่ถามอีกว่าธรารู้เรื่องหรือยัง ไกรกูณฑ์อ้างว่าแม่ไม่ว่าอะไร ฉะนั้น ใหญ่ก็ว่าอะไรตนไม่ได้ ละเวงแอบยิ้มท้าทาย

ใหญ่ครุ่นคิดมาถึงตรงนี้ ชักรู้สึกว่านี่อาจเป็นแผนการของละเวง

ooooooo

หน้าไร่วายุกูล ละเวงกับอุศเรนจอดรถซุ่มรอดูว่าเจ้าของไร่เป็นใครกันแน่ อุศเรนเริ่มเบื่อบ่นอุบ ทันใดรถสปอร์ตไกรกูณฑ์แล่นผ่าน ละเวงจำได้รีบบอกอุศเรนขับตามเข้าประตูไร่ไปเลย คนงานทำหน้างงๆ เข้าใจว่ามาด้วยกันกับเจ้านาย

รถจอดหน้าบ้าน ไกรกูณฑ์ลงจากรถมากะจะเอาเรื่องว่าใครตามเข้ามา พอเห็นละเวงลงจากรถก็ตกใจ เธอวิ่งเข้ากอดแขน “คุณไกรกูณฑ์จริงๆด้วย...”

ไกรกูณฑ์มองซ้ายมองขวาเกรงคนงานได้ยิน ดันละเวงออกแล้วลากเข้าไปคุยในบ้าน อุศเรนเดินตาม เขาหันมาตวาดใส่ “แกอยู่นี่แหละ ฉันจำแกได้ ไอ้นักพนันกระจอก”

ละเวงรีบบอกว่านี่น้องชายตน ไกรกูณฑ์กำชับไม่ให้เข้าบ้าน ตนต้องการจะคุยกับละเวงลำพัง อุศเรนจ้องหน้าเคืองๆ...เข้ามาในบ้านไกรกูณฑ์ผลักละเวงลงที่โซฟาอย่างแรง ถามมาทำไม

“ละเวงต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายถามคุณว่า...”

“อย่ามาเรียกฉันว่าไกรกูณฑ์เด็ดขาด ฉันอยู่ที่นี่ในฐานะวายุ เจ้าของไร่วายุกูลถ้าความลับฉันแตกเพราะเธอ เธอได้เจ็บตัวแน่” ไกรกูณฑ์บีบปากละเวงให้หยุดพูด ก่อนจะปล่อย

“คุณไกร...เอ่อ คุณน้อย ละเวงเรียกคุณน้อยได้ใช่ไหมคะ” ละเวงหน้าแหยด้วยความเจ็บ

ไกรกูณฑ์พยักหน้าไม่เต็มใจนัก ละเวงถามอีก “ทำไมคุณน้อยไม่ไปอยู่ต่างประเทศตามแผนคะ รู้รึเปล่าว่าเป็นเพราะคุณน้อยมาอยู่ที่ไร่นี่ คุณใหญ่เลยไม่ยอมมา แล้วถ้าคุณใหญ่รู้ว่าคุณน้อยยังไม่ตาย แผนการที่เราลงทุนลงแรงทำมาทั้งหมด ก็จะสูญเปล่านะคะ”

“ไอ้ใหญ่มันจะรู้ได้ยังไง ฉันมาดักรอมันอยู่ที่นี่ตั้งแต่ที่มันหนีมาจากกรุงเทพฯ ฉันก็ไม่เห็นมันจะโผล่หัวมาที่นี่ซักครั้ง” ไกรกูณฑ์ทำโมโหกลบเกลื่อน

แต่พอละเวงบอกว่าใหญ่มาที่นี่แล้วก็ตกใจ ละเวงย้ำว่าใหญ่โทร.บอกตนเอง ว่ามาแล้วเห็นคนอยู่แยะจึงไม่กล้าเข้ามา ฉะนั้นตนเชื่อว่า ใหญ่กำลังเฝ้าดูอยู่ใกล้ๆที่นี่ ไกรกูณฑ์กังวลใจ

ละเวงพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ “คุณน้อยกลับกรุงเทพฯก่อนดีกว่าค่ะ ละเวงจะจัดการทุกอย่างให้เอง”

“ฉันไม่กลับ! ฉันจะจัดการไอ้ใหญ่ด้วยตัวของฉันเอง” ละเวงเซ้าซี้ เขาเสียงเฉียบ “หุบปาก! เธอคอยดูนะละเวง ฉันต้องเอาชนะไอ้ใหญ่ให้ได้ ฉันจะต้องอยู่เหนือมันทุกอย่าง จากนี้ไป ทุกคนจะต้องจำได้แค่ ไกรกูณฑ์ ธนากูล คนเดียวเท่านั้น” แววตาเขาอิจฉาริษยาอยากเอาชนะละเวงหนักใจความดื้อรั้นของสามีอย่างมาก

ooooooo

บ่ายคล้อย สลิลกำลังแปรงขนให้ม้า ทแกล้วถามอย่างหึงหวงว่าเธอสนิทสนมกับใหญ่ถึงขนาดพากันไปในเมืองเลยหรือ สลิลย้อนเคืองๆ

“สนิทอะไรกันล่ะ แก้วไม่รู้อะไรอย่าพูดดีกว่า ตอนขาไปก็ดีอยู่หรอก แต่พอกลับมาน่ะสิอยู่ดีๆก็ของขึ้นอารมณ์เสียใส่หว้า ขับรถซิ่งซะเข็มจะกระเด็นตกรถ หว้าเสียวรถคว่ำแทบแย่”

“ทีหลังอย่าไปไหนมาไหนกับเขาอีกนะหว้า อันตราย จิตปกติรึเปล่าก็ไม่รู้”

สลิลว่าเว่อร์เกินไป แล้วหันมาสนใจม้าต่อ ทแกล้วตั้งข้อสงสัยว่าใหญ่เข้าเมืองทำไม ปกติเห็นกลัวคนจะแย่ สลิลเล่าว่าเขาไปกดเงินแล้วซื้อโทรศัพท์ สลิลเผลอเล่าอีกว่าเจอวายุ

“เราเจอคุณวายุโดยบังเอิญ แต่คุณใหญ่กลับไม่รู้จักเขา ทั้งๆที่ถามเรื่องเขามาตลอด แถมทำท่าทางเหมือนพยายามหลบหน้าด้วยนะ”

ทแกล้วว่าสองคนอาจไม่ถูกกัน แต่สลิลไม่ปักใจตามเพราะเห็นแววตาใหญ่เศร้ามากกว่าโกรธแค้น ทแกล้วซักไซ้วายุไปทำอะไรที่ตลาด สลิลชะงักปัดเปลี่ยนเรื่องแต่ทแกล้วไม่ยอม

“ทำไมเหรอ เล่าให้แก้วฟังเดี๋ยวนี้เลยนะหว้า นายนั่นไปทำอะไรที่ตลาด”

สลิลถอนใจ จ้องหน้าทแกล้วตอบ “ตามจีบพี่ขวัญ”

“ทำไมพี่ขวัญไม่เล่าให้แก้วฟังซักคำ”

“ใจร้อนวู่วามยังงี้ พี่ขวัญคงเล่าให้ฟังหรอก”

“แก้วสารภาพตามตรงเลยนะหว้า แก้วกลัวว่านายวายุจะมาหลอกจีบพี่ขวัญ แล้วที่แก้วกลัวกว่านั้นคืออะไรรู้ไหม...แก้วกลัวพี่ขวัญจะใจอ่อน”

สลิลตบบ่าเพื่อนปลอบว่าคงไม่ เพราะนวลขวัญเป็นคนฉลาด ไม่เสียรู้ใครง่ายๆ แต่ทแกล้วกังวลเพราะเห็นมานักต่อนักที่คนฉลาดตกม้าตายเพราะความรัก สลิลลองถามถ้าวายุไม่ได้เป็นคนส่งพวกนักเลงมา จะว่าอย่างไร ทแกล้วไม่เชื่อ มั่นใจว่าเป็นวายุเพราะอยากได้ไร่ขวัญแก้ว สลิลจึงให้รอดู ตนจะช่วยเป็นหูเป็นตาให้อีกทาง

คืนนั้น หลังจากที่ธรานั่งประทินโฉมก่อนเข้านอน กำลังขึ้นเตียง โทรศัพท์หัวเตียงก็ดังขึ้น เธอเอื้อมมือไปรับสาย “สวัสดีค่ะ บ้านธรากูลค่ะ...น้อย นั่นน้อยใช่ไหมลูก”

“ผม...ใหญ่ครับคุณท่าน” น้ำเสียงใหญ่อึกอัก

“ใหญ่เองเหรอลูก หายไปไหนมาตั้งนาน รู้ไหมว่าแม่เป็นห่วงแค่ไหน แล้วตอนนี้ใหญ่อยู่ที่ไหนล่ะลูก”

ใหญ่ลังเลสักพักกว่าจะตอบกว้างๆว่าอยู่เชียงใหม่ ธราคิดว่าที่ไร่วายุกูล “ไม่ใช่ครับตอนนี้ผมกำลังมีปัญหานิดหน่อย ยังไม่สะดวกที่จะบอกให้ใครรู้ว่าอยู่ที่ไหน”

ธราสีหน้านิ่งแต่น้ำเสียงห่วงใย “ใหญ่มีปัญหาอะไร ทำไมไม่บอกแม่ ใหญ่ก็รู้ว่าแม่รักใหญ่มาก แม่ช่วยใหญ่ได้ทุกอย่างนะ”

ใหญ่ซาบซึ้ง “ขอบคุณครับคุณท่านแต่ปัญหานี้ผมต้องสะสางด้วยตัวเอง เอาไว้ผมจัดการปัญหาเรียบร้อยแล้ว ผมจะกลับไปหาคุณท่านที่บ้านนะครับ”

ธราสะอื้นฮัก “วันก่อนน้อยโทร.มาหาแม่ ก็พูดอย่างนี้เหมือนกัน บอกว่าถึงเวลาจะกลับบ้านเอง แต่ไม่ยอมบอกว่าอยู่ที่ไหน”

“คุณท่านไม่ทราบจริงๆเหรอครับว่าน้อยอยู่ที่ไหน” ใหญ่ถามด้วยความแปลกใจอยากรู้

“แม่ไม่รู้เลยจริงๆ นี่ก็ให้ละเวงช่วยตามหา แต่ก็ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวเท่าไหร่ ใหญ่กับน้อยหายออกจากบ้านไปวันเดียวกัน มีปัญหาอะไร มีปัญหาอะไรกันรึเปล่าลูก” ธรารอฟังใหญ่

ใหญ่อึกอัก “ตอนนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจหรอกครับ...ว่าปัญหามันคืออะไรกันแน่ แต่คุณท่านไม่ต้องห่วงนะครับ สำหรับผม ไม่ว่าน้อยจะทำอะไรผิด เขาก็เป็นน้องที่ผมรักและให้อภัยได้เสมอ แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าน้อยเขาคิดยังไงกับผม...แค่นี้ก่อนนะครับ แล้วผมจะโทร.หาคุณท่านใหม่ สวัสดีครับ” ใหญ่วางสายปิดเครื่องไปทันที ครุ่นคิดถึง
อดีตที่ผ่านมา

ไกรกูณฑ์เมามายขับรถสปอร์ตกลับมาบ้าน ใหญ่ยืนกอดอกขวางกลางห้องโถง ตำหนิที่กินเหล้าเมา ไกรกูณฑ์สวนด้วยความรำคาญ “คุณแม่ยังไม่เห็นว่าอะไรผมเลย คุณใหญ่อย่ายุ่งเรื่องส่วนตัวของผมจะดีกว่า”

“เพราะคุณท่านคอยให้ท้าย นายถึงได้เหลวไหลยังงี้ไงล่ะ น้อยกลับมาจากเมืองนอกตั้งนานแล้ว ไม่คิดจะไปช่วยงานที่บริษัทบ้างเลยรึไง” ใหญ่ยันอกน้องชายให้หยุดเดิน

ไกรกูณฑ์ปัดมือพี่ชายออก แดกดัน “ที่บริษัทก็มีคุณใหญ่จัดการทุกอย่างอยู่แล้วนี่ จะให้ผมเข้าไปทำอะไรอีกล่ะ หรือว่ายังขาดคนเช็ดรองเท้าให้คุณใหญ่อยู่”

“เลิกพูดจาแบบนี้ซะทีเถอะน้อย...”

ไกรกูณฑ์สวน “ในเมื่อคุณพ่อยกบริษัทให้คุณใหญ่คนเดียว คุณใหญ่ก็ดูแลไปสิ”

“ทำไมน้อยพูดยังงี้ ถึงคุณพ่อจะยกบริษัทให้พี่ แต่มันก็คือสมบัติของครอบครัวเรา ก็เหมือนกับเป็นของน้อยด้วยเหมือนกัน”

“คุณใหญ่ก็พูดได้สิ เพราะได้เป็นประธานบริษัทอยู่แล้วนี่” ไกรกูณฑ์ขำหยัน “ยังไงก็ไม่เหมือน...ผมง่วงแล้ว ขอตัวไปนอนก่อน” ไกรกูณฑ์เดินชนไหล่ใหญ่ไป

ใหญ่ถอนใจที่มีน้องชายไม่ได้ความแบบนี้...

เขานอนก่ายหน้าผากคิดถึงเรื่องราวเศร้าๆ

ooooooo

ลานจอดรถ นวลขวัญเดินมาที่รถ พบว่ายางรถแบนทั้งสี่ล้อ ยืนมองอย่างแปลกใจ ไม่ทันไร นักเลงสองคนที่เคยไปข่มขู่ที่ไร่โผล่มา หัวเราะกวนๆถามจะยอมขายไร่หรือยัง หรือจะต้องได้พวกตนเป็นสามี นวลขวัญถอยกรูดมองหาทางหนีทีไล่ พวกมันย่างสามขุมเข้าหา

นวลขวัญรู้สึกรังเกียจสะอิดสะเอียน รวบรวม พละกำลังผลักพวกมันแล้ววิ่งหนี พลันไกรกูณฑ์ขับรถเข้าจะชน พวกนักเลงกระโดดหลบ เขาลงจากรถมาช่วยนวลขวัญ ต่อสู้พวกนักเลง โดนพวกมันชกคิ้วแตก เขาขยิบตาให้พวกนักเลงก่อนที่พวกมันจะทำทีแพ้วิ่งหนีไป

นวลขวัญเข้าประคอง ไกรกูณฑ์ซึ่งเธอยังเข้าใจ ว่าเป็นวายุ...เขาขับรถพาเธอไปส่งไร่ นวลขวัญจึงแสดงน้ำใจพาเขาเข้าไปทำแผลในบ้าน ไกรกูณฑ์แอบอมยิ้ม... ทำแผลเสร็จ ทแกล้วโผล่มาปราดเข้าจะเอาเรื่อง นวลขวัญต้องดึงน้องชายไว้ เล่าเรื่องที่เจอมาให้ฟัง แต่ทแกล้วไม่เชื่อ

“พี่ขวัญเชื่อแผนการตื้นๆของมันได้ยังไง มัน อาจจะจ้างคนมาทำร้ายพี่ขวัญ แล้วก็เข้ามาช่วย ยอมเจ็บตัวนิดหน่อย เพื่อซื้อใจพี่ขวัญก็ได้”

ไกรกูณฑ์หัวเราะ “สงสัยคุณแก้วคงจะเป็นคอละคร”

ทแกล้วโกรธจะพุ่งเข้าชก นวลขวัญดึงน้องไว้ ไกรกูณฑ์เห็นท่าไม่ดีลากลับแต่ไม่วาย ยิ้มหว่านเสน่ห์ให้นวลขวัญยั่วทแกล้ว “ขอบคุณที่ทำแผลให้ คุณขวัญมือเบามาก แล้วผมจะแวะมาให้ทำแผลให้ใหม่นะครับ”

“ไปให้พ้นเลย ขอให้แผลติดเชื้อ เน่าตายไปเลย ยิ่งดี”

ไกรกูณฑ์หันมายิ้มเหยียดๆอารมณ์ประมาณเด็กหนอเด็ก ก่อนจะเดินออกไป ทแกล้วฮึดฮัดโมโห นวลขวัญรั้งไว้ดึงให้นั่งสงบสติอารมณ์

ooooooo

ละเวงลากกระเป๋ากลับเข้าบ้านธนากูล ธราต่อว่าหายเงียบไม่ส่งข่าวมาบ้าง ก่อนจะถามว่า คนที่ไร่ใช่ไกรกูณฑ์หรือเปล่า ละเวงยอมรับ

“นั่นปะไร ฉันสังหรณ์ใจไม่มีผิด เขาบอกรึเปล่าว่าไปทำอะไรที่นั่น”

“บอกจะไปตามหาคุณใหญ่ค่ะ ละเวงชวนให้กลับมาด้วยกันก็ไม่ยอม”

ธราถอนใจ “พอเจอตัวไกรกูณฑ์ วายุก็หายตัวไปซะอย่างนั้นแหละ ทำไมมันถึงได้วุ่นวายไม่จบไม่สิ้นอย่างนี้นะ”

ละเวงสีหน้าหนักใจระคนกังวลอย่างบอกไม่ถูก เสนอแนะ “ถ้างั้นคุณท่านขึ้นไปหาคุณน้อยที่ไร่วายุกูลเลยดีไหมคะ ละเวงไปเป็นเพื่อนเอง”

ธราหน้าตึงบอกแล้วว่าตนไม่ต้องการไปเหยียบที่นั่นถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ละเวงอยากรู้เหตุผล แต่ธราตัดบทไล่ให้เอากระเป๋าไปเก็บ ละเวงทิ้งค้อนขวับก่อนจะเดินปึ่งๆไป ธราเครียดขรึมคิดถึงอดีต....สมัยที่ไกรกูณฑ์กับใหญ่ยังเด็ก ทุกครั้งที่ปิดเทอมชาตรีจะพาดวงดาวภรรยาอีกคนกับใหญ่ไปพักผ่อนที่บ้านไร่วายุกูล ไกรกูณฑ์น้อยใจอ้อนวอนให้ตนพาไปบ้าง ตนไม่อาจอธิบายกับลูกได้ว่า บ้านไร่นั้นพ่อซื้อให้ใหญ่...

ธราน้ำตาคลอดึงสติกลับมา ปาดน้ำตาปรับสีหน้า เรียกละเวงเข้ามาสั่ง “เธอช่วยติดต่อน้อยให้ฉันหน่อย บอกเขาว่า ถ้าเขาไม่ยอมกลับมาบ้านภายในสองวัน ฉันจะขึ้นไปหาเขาที่ไร่วายุกูลด้วยตัวเอง”...ละเวงดีใจเพราะใจจริงอยากให้ไกรกูณฑ์กลับมา

ooooooo

เช้าวันใหม่ เมื่อใหญ่รู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นฆาตกรฆ่าน้องชายตัวเอง ก็กล้าจะออกมาสู้หน้าผู้คนได้บ้าง เขามาทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารที่ทางรีสอร์ตจัดมื้อเช้าไว้บริการลูกค้า แต่อดหลบมานั่งมุมลับตาคนไม่ได้ ถึงจะรู้สึกดีขึ้นแต่ก็ยังดูเคร่งเครียดและเย็นชาอยู่

สลิลถือถาดผลไม้เข้ามาวางโต๊ะบุฟเฟ่ต์ จังหวะจะเดินออกไป เหลือบเห็นใหญ่นั่งจิบกาแฟอยู่ในมุมลับตา ก็แปลกใจระคนดีใจที่เขายอมเปิดตัว เธอแกล้งมองเลยเขาไปทำให้ใหญ่ยกมือทักเก้อ สลิลออกมาแอบมองกลับไปขำๆ

“ฉันไม่ใช่เบ๊คุณนะ อยากใช้ก็กวักมือเรียก หมดธุระก็ผลักหัวทิ่ม”

จากนั้น สลิลมาให้อาหารม้าที่คอก ใหญ่เดินมา เธอแกล้งปั้นหน้านิ่งเดินหนี ใหญ่ตามถาม “เป็นอะไรของเธอขึ้นมาอีก”  สลิลส่ายหน้า “เธอพยายามหลบหน้าฉัน เมื่อวานยังดีๆอยู่เลย”

สลิลชะงักหันมาโต้ “ทีคุณใหญ่ยังเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายใส่หว้าได้เลย บอกตามตรง หว้าขี้เกียจตามอารมณ์คุณใหญ่แล้ว...เครียด” ว่าแล้วก็เดินหนี

ใหญ่เดินเร็วแซงขึ้นมาดักหน้าเอ่ยปาก “ฉันขอโทษ...”

สลิลเบือนหน้าหนีแต่แอบอมยิ้ม ใหญ่รีบบอกต่อว่า ชีวิตตนกำลังมีปัญหา จะให้อารมณ์ดีตลอดเวลาเหมือนทแกล้วแฟนเธอได้อย่างไร สลิลเถียงทันควัน “เพื่อนค่ะ!”

“จะอะไรก็ช่างเถอะ ถามอะไรหน่อยสิ”

สลิลกอดอกเหมือนรู้ “นึกแล้วว่าต้องมีเรื่องใช้แน่ๆ”

ใหญ่ไม่สนใจคำแดกดัน “เธอรู้ไหมว่านายวายุจะขายไร่วายุกูลให้ใคร”

“หว้าจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ...แล้วคุณใหญ่อยากรู้ไปทำไมคะ”

“ถ้าเธอไม่รู้ก็ไม่ต้องมาย้อนถามฉัน” ใหญ่เอ็ดแล้วจะเดินกลับ

สลิลพูดไล่หลัง “ถ้าคุณใหญ่อยากรู้จริงๆ หว้าสืบหาคำตอบให้ก็ได้นะคะ” เห็นใหญ่ชะงักก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ “แต่คุณใหญ่ต้องบอกหว้ามาก่อนว่าอยากรู้เรื่องนี้ไปทำไม”

ใหญ่หันขวับมาเสียงเฉียบ “ไปหาคำตอบมาให้ได้ซะก่อน แล้วค่อยมาต่อรองกับฉัน...ถ้าเธอหาคำตอบมาให้ฉันได้ ฉันจะยอมตอบคำถามเธอหนึ่งข้อ”

“จริงเหรอคะ” สลิลยิ้มกว้างอย่างลืมตัว นึกได้รีบสำรวม ย้ำถาม “ถามอะไรก็ได้ใช่ไหม”

ใหญ่หน้านิ่งตอบว่า...ใช่ สลิลดีใจมุ่งมั่นต้องไปหาคำตอบมาให้ได้เพื่อที่จะรู้เรื่องของเขา ขณะเดียวกัน ไกรกูณฑ์ได้รับโทรศัพท์จากละเวง ขอร้องให้กลับบ้าน เขาไม่ยอมจนกว่าจะทำธุระที่ตั้งใจให้เสร็จก่อน ให้เธอบอกธราด้วยว่าคอยดูความสำเร็จของตน แต่ละเวงอ้างคำสั่งธราว่าถ้าเขาไม่กลับบ้านภายในสองวัน เธอจะขึ้นไปหาที่ไร่ด้วยตัวเอง ไกรกูณฑ์โกรธที่แม่คอยควบคุมสั่งทุกเรื่อง ไม่ปล่อยให้ตนทำอะไรด้วยตัวเองบ้างเลย

บ่ายวันนั้น ใหญ่ควบม้ามาหยุดมองไร่กว้างสุดลูกหูลูกตา นึกถึงอดีต คราวที่จู่ๆไกรกูณฑ์ก็มาขอไร่วายุกูลจากตนดื้อๆ ตนทำใจเย็นถามเขาจะเอาไปทำอะไร

“ผมจะร่วมหุ้นกับเพื่อนทำโรงแรม ที่นั่นอากาศดี วิวก็สวย เหมาะที่จะทำโรงแรมมาก คุณใหญ่โอนให้ผมนะครับ ผมจะได้เริ่มโครงการเลย”

“พี่ไม่ให้ ถ้าอยากทำงานก็ไปฝึกงานที่บริษัทของเรา พี่จะสอนงานให้ ไม่ต้องไปร่วมหุ้นกับคนอื่น นายยังไม่มีประสบการณ์ เดี๋ยวก็ถูกหลอกจนได้” ใหญ่เสียงแข็ง

“ถ้าคุณใหญ่ไม่ให้ผมลองทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง แล้วผมจะหาประสบการณ์มาจากไหน”

“ก็ที่บริษัทของเราไง ไปทำงานกับพี่แล้วพี่จะสอนงานให้ทุกอย่าง” ใหญ่สวนทันที

“ผมจะเก่งด้วยตัวเอง และผมต้องเก่งกว่าคุณใหญ่ด้วย” ไกรกูณฑ์อยากเอาชนะ

ใหญ่ย้อนถามเราพี่น้องกันจะเอาชนะเพื่ออะไร ไกรกูณฑ์หาว่าใหญ่ไม่อยากยกให้ “พี่ยอมยกอะไรให้นายได้ทุกอย่าง ยกเว้นไร่วายุกูล ที่นั่นมันมีความหมายกับพี่มากแค่ไหนนายก็รู้”

“โอเค ถ้าคุณใหญ่ไม่ยอมให้ ผมไปขอคุณแม่ก็ได้ ผมจะให้คุณแม่สั่งคุณใหญ่ให้โอนที่ให้ผม ถ้าคุณแม่สั่ง คุณใหญ่ไม่มีทางปฏิเสธได้อยู่แล้ว” ไกรกูณฑ์มั่นใจมาก

ใหญ่เองก็มั่นใจว่าธราต้องไม่ทำอย่างนั้น ไกรกูณฑ์ ไม่ยอมแพ้ตอกย้ำปมด้อยใหญ่ “แต่ผมเป็นลูกแท้ๆของคุณแม่ ส่วนคุณใหญ่เป็นแค่ลูกเลี้ยง”

“คุณท่านยุติธรรมเสมอ คุณท่านไม่เคยลำเอียง คุณท่านไม่มีทางสั่งให้พี่ยกไร่วายุกูลให้นายแน่นอน” ใหญ่เจ็บปวดแต่กลั้นไว้

ไกรกูณฑ์เจ็บใจจ้องหน้าใหญ่อย่างโกรธแค้น ขู่ตนต้องการอะไรไม่เคยไม่ได้ ก่อนเตะของข้างตัวระบายอารมณ์เดินไป ใหญ่มองตาม หนักใจปนเบื่อหน่ายกับความเอาแต่ใจของน้อง

จากนั้นใหญ่เดินมาเจอธรากำลังตัดเล็มกิ่งไม้อยู่ เธอถามทะเลาะอะไรกัน ไกรกูณฑ์ถึงขับรถออกไปอย่างกับเหาะ ใหญ่เล่าเรื่องให้ฟัง ธราตกใจมาก ตำหนิลูกชายตัวที่กล้าขอสิ่งที่ใหญ่รัก

“อย่าโกรธน้องนะใหญ่ น้อยยังเด็กชอบทำอะไรเอาแต่ใจตัวเอง ไม่คิดถึงใจคนอื่นเลย”

“เรื่องนั้นผมไม่โกรธหรอกครับ แต่ผมเป็นห่วงน้อยมากกว่า” ธราทำหน้าสงสัย ใหญ่ขยายความ “เห็นน้อยบอกผมว่าจะเอาที่ดินไปสร้างโรงแรมกับเพื่อน ผมกลัวว่าน้อยจะถูกโกงน่ะครับ คุณท่านพอจะทราบไหมครับว่าน้อยจะร่วมหุ้นกับเพื่อนคนไหน”

“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน...ใหญ่ช่วยแม่ดูน้องด้วยนะอย่าให้ใครมาหลอกน้อยได้ น้อยยิ่งไม่ประสีประสาอยู่ด้วย”

“น้อยฟังผมที่ไหนล่ะครับคุณท่าน แต่คุณท่านไม่ต้องห่วงนะครับ ยังไงผมกับน้อยก็เป็นพี่น้องกัน ผมจะไม่ยอมปล่อยให้น้อยถูกใครมาโกงได้ง่ายๆหรอกครับ” ใหญ่ฝืนยิ้มทั้งที่หนักใจ
ธรายิ้มออก แต่สีหน้าใหญ่หม่นลง เขาท้อใจที่ไกรกูณฑ์ไม่เคยเห็นตนเป็นพี่ชาย ไม่เคยมองความหวังดีของตนเลย ธราวางมือบนไหล่ใหญ่อย่างให้กำลังใจพร้อมถอนใจออกมา...

ใหญ่หยุดคิดมองไปยังทางเข้าไร่วายุกูล ก่อนจะขี่ม้าเลาะไปข้างรั้ว ซุ่มมองตัวบ้านอย่างครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

ooooooo

ด้วยความอยากรู้เรื่องใหญ่ สลิลจึงมาทำอาหารกับนวลขวัญที่บ้าน เลียบเคียงถามว่าวายุมาขอซื้อไร่ขวัญแก้วให้ตัวเองหรือซื้อไปขายให้ใคร เพราะได้ยินมาว่าไร่ของเขาเองก็จะขายทิ้ง นวลขวัญ คาดเดาว่าเขาคงซื้อเอาไปรวมกับที่เขาเพื่อขายให้นายทุนที่เขาจะร่วมหุ้นทำโรงแรม

“แล้วนายทุนคนที่ว่าเป็นใครคะ พี่ขวัญรู้รึเปล่า”

“พี่ไม่รู้หรอกจ้ะ เพราะพี่ไม่คิดจะขายที่ให้เขาอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้สนใจถาม”

สลิลเผลอรำพึง แล้วตนจะรู้ได้อย่างไร ทแกล้วขัดอยากรู้มากเกินไปหรือเปล่า นวลขวัญเห็นด้วยถามมีอะไร สองพี่น้องจ้องเป็นตาเดียว สลิลอึกอักๆ ก่อนจะสารภาพว่าใหญ่อยากรู้

ทแกล้วแดกดัน “ทั้งปี...เพิ่งรู้ว่ามาพักที่บ้านไร่สายนํ้าแล้วจะได้ทาสรับใช้ส่วนตัวด้วย”

สลิลหยิกพุงทแกล้ว ก่อนจะอธิบายกับนวลขวัญ “ถ้าหว้าหาคำตอบให้เขาได้ เขาจะยอมตอบคำถามหว้าหนึ่งข้อ...พี่ขวัญช่วยหว้าสืบหน่อยนะคะ”

ทแกล้วค้านไม่ยอมให้พี่สาวไปยุ่งกับวายุ สลิลเข้าใจเพื่อความปลอดภัยของนวลขวัญสำคัญกว่า แต่นวลขวัญกลับตกลงจะช่วยสืบให้ ทแกล้วจะท้วง นวลขวัญรีบพูดก่อน

“ที่พี่ช่วยหว้าเพราะพี่อยากรู้เหมือนกันว่าหุ้นส่วนที่คุณวายุเอามาอ้างกับพี่ มีตัวตนจริงรึเปล่า หรือเขาโกหกพี่ จริงๆ แล้วนายทุนที่ว่าก็คือตัวเขาเองนั่นแหละ”

ทแกล้วถอนใจ สลิลยิ้มแฉ่ง ขอบคุณนวลขวัญยกใหญ่...จวบจนฟ้ามืด ใหญ่ก็ยังซุ่มดูอยู่ข้างรั้วไร่วายุกูล ด้วยความคิดถึงที่นี่มากตัดสินใจมุดรั้วเข้าไป ได้ยินคนงานคุยกันว่าวายุไม่อยู่ค่อยไม่เครียด คนอะไรอารมณ์ร้ายมาก...ใหญ่สะท้อนใจที่ไกรกูณฑ์ใช้ชื่อตนแล้วทำนิสัยไม่ดีให้ลูกน้องนินทาลับหลัง ใหญ่แอบย่องไปไขประตูบ้านด้วยกุญแจที่พกติดตัวเสมอเข้าไป

ใหญ่ไม่กล้าเปิดไฟในบ้าน เดินสำรวจไปเรื่อยด้วยความรักบ้านหลังนี้ เห็นรูปถ่ายชาตรี ดวงดาวและตัวเองในวัยเด็กก็นํ้าตารื้น อดนึกถึงอดีต ทุกครั้งที่ได้มาอยู่ที่นี่ ตนจะมีความสุขมาก พ่อโอบแม่พาเข้าบ้าน แม่เปรย “นานๆ จะเห็นใหญ่ยิ้ม หัวเราะอย่างมีความสุขเต็มที่อย่างนี้สักที”

“คุณก็ด้วยแหละ...ผมก็ดีใจที่เห็นคุณกับลูกมีความสุขนะครับ”

ใหญ่หันมองพ่อกับแม่ แม่เอ่ยถามมองอะไร ไม่พูดไม่จาเอาแต่ยิ้ม เขาตอบ “ผมชอบให้คุณพ่อกอดคุณแม่แบบนี้ แล้วก็ชอบให้คุณแม่ยิ้มแบบนี้...ทำไมตอนอยู่กรุงเทพฯ คุณพ่อกับคุณแม่ต้องอยู่กันคนละบ้านด้วยล่ะครับ ผมอยากให้เราสามคนอยู่บ้านเดียวกัน เหมือนตอนอยู่ที่นี่จังเลยครับ” ดวงดาวหน้าเจื่อนไม่รู้จะตอบลูกอย่างไร

พ่อประคองแม่และโอบไหล่ใหญ่เดินเข้าบ้านพร้อมกัน...หลังจากนั้น ใหญ่แอบฟังพ่อแม่คุยกันในห้องนอน พ่อกุมมือแม่ถามว่า เรื่องที่ใหญ่พูดคงไม่ทำให้เธอคิดมาก

ดวงดาวฝืนยิ้ม “เรื่องมันผ่านมาตั้งห้าหกปีแล้ว ฉันชินซะแล้วล่ะค่ะ”

“คุณกำลังประชดผมอยู่รึเปล่า”

“ฉันพูดจริงๆค่ะ ไม่ได้ประชด”

“ผมขอบคุณคุณมากนะที่เข้าใจผม และยอมให้ผมแต่งงานออกหน้าออกตากับคุณธรา”

“ฉันรู้ตัวดีว่าฉันเป็นแค่ลูกสาวชาวบ้านธรรมดา แต่คุณธราเป็นลูกสาวนักธุรกิจใหญ่ เธอสามารถช่วยคุณให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้ ส่วนฉันช่วยอะไรคุณไม่ได้เลย ก็ต้องยอมรับและยอมทนอยู่ในสภาพแบบนี้” ดวงดาวน้ำตารื้น

ชาตรีโอบกอดยืนยันว่ารักเธอไม่น้อยไปกว่าธรา ดวงดาวฝืนยิ้มขอบคุณที่ยังรักและไม่ทอดทิ้งตนกับลูก ยอมให้อยู่เรือนหลังเล็กในบริเวณบ้าน ตนเกรงใจธรามาก

“คุณคิดมากเกินไปแล้วล่ะ คุณธราเข้าใจทุกอย่างดี เขายังถามถึงคุณกับใหญ่อยู่บ่อยๆเลยว่าอยู่เรือนหลังเล็กสะดวกสบายกันดีรึเปล่า”...ใหญ่แอบมองแม่ฝืนยิ้มอย่างไม่ค่อยเข้าใจสภาพความเป็นอยู่แบบนี้เท่าไหร่ รู้เพียงว่าเวลาอยู่ที่นี่ แม่กับตัวเองจะมีความสุขมาก...

ใหญ่มองภาพถ่ายในมือ กล่าวออกมาเหมือนสัญญากับพ่อและแม่ว่า ตนจะรักษาบ้านของเราไว้ให้ได้ จะไม่ยอมให้ไกรกูณฑ์ขายไร่นี้อย่างเด็ดขาด

ส่วนไกรกูณฑ์เดินทางกลับมาบ้านธนากูล

ด้วยอารมณ์หงุดหงิด เบรกรถเสียงดังสนั่น ละเวงดีใจออกมาต้อนรับแต่เขาไม่สนใจ เดินปึงปังเข้าบ้านมาหาธรา ธราเห็นหน้าลูกชายก็โผกอดด้วยความดีใจ เขากลับรำคาญหาว่าแม่เห็นตนเป็นเด็กตลอดเวลา เมื่อไหร่ตนจะทำอะไรสำเร็จ ธราปาดน้ำตาย้อนถามว่าที่ผ่านมาเขาเคยทำอะไรสำเร็จบ้าง ไกรกูณฑ์เจ็บจี๊ดในใจจะโวยแต่พอเห็นสายตาดุของแม่ก็เบาเสียงลง

“ผมกำลังจะพิสูจน์ให้คุณแม่เห็นอยู่นี่ไงครับ

ว่าผมก็ทำอะไรสำเร็จด้วยตัวเองได้...ผมจะต้องเก่งกว่าคุณใหญ่ ผมจะต้องเอาชนะคุณใหญ่ให้ได้ คุณแม่คอยดูก็แล้วกัน”

“นายใหญ่ก็อีกคน ไม่รู้ไปอยู่ซะที่ไหน เคยโทร.หาแม่ครั้งนึงบอกว่าอยู่เชียงใหม่ น้อยอยู่ที่นั่นไม่เจอพี่เขาบ้างเลยเหรอ”

ไกรกูณฑ์หน้าตึงปฏิเสธว่าไม่เจอแล้วขอไปอาบน้ำ นอนพัก อ้างขับรถมาทั้งคืน ละเวงระริกระรี้เกาะแขนสามีจะตามไปผสมน้ำให้อาบ ธรามองตามหลังลูกชายอย่างหนักใจ

ooooooo

ไฟในวายุ

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด