ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ไฟในวายุ

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

ไฟในวายุ ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ท่ามกลางฝนกระหน่ำ ลมกระโชกแรง แสงไฟหน้ารถตู้สาดส่องทาง รถค่อยๆแล่นอย่างระมัดระวัง คนขับรถชำเลืองมองผู้โดยสารเพียงคนเดียวที่นั่งมา สีหน้าท่าทางหวาดกลัวเหมือนคนทำผิดอะไรมา เสียงผู้โดยสารขุ่นเคืองถามคนขับ...มาถูกทางแน่หรือเปล่า

คนขับไม่ค่อยพอใจ เพราะเห็นหนทางข้างหน้ามืดมิด หวั่นเกรงโดนทำร้าย ตัดสินใจจอดรถพรืดตรงทางแยก ผู้โดยสารตวาด “ขับต่อไปสิ ฉันจ้างแกมา แกต้องไปส่งฉัน ให้ถึงที่”

คนขับนิ่งเฉย ผู้โดยสารตะคอกอีกครั้งให้ออกรถ คนขับหน้าบึ้งตึงลงจากรถมาลากผู้โดยสารลง ผลักล้มไปบนพื้นถนนเตะอัดเข้าที่ท้อง แล้วขึ้นรถขับหนีกลับไป ผู้โดยสารจุกนั่งกุมท้องกุมหัวด้วยความเครียด ก่อนจะระเบิดอารมณ์ร้องลั่นอย่างอัดอั้น พร้อมเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ

เนื่องจากฝนตกกระหน่ำ ทำให้บ้านไร่สายน้ำรีสอร์ท ไฟดับมืดมิดทั่วบริเวณ สลิลกางร่มฝ่าฝนมาที่ล็อบบี้ มีลุงขาบถือตะเกียงเจ้าพายุคอยส่องทางให้ เธอบ่น อะไรกันนักหนา จู่ๆก็ตกหนักลงมา โชคดีที่แขกเข้านอนกันหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นคงยุ่งตาย

“นั่นสิครับ วันนี้คุณหมอภูไม่อยู่ซะด้วยสิ”

“ถึงคุณลุงจะไม่อยู่ แต่ลูกหว้าอยู่ซะอย่าง รับรองว่าหว้าเคลียร์ได้ทุกอย่าง” สลิลโอ่

“คร้าบ...คุณลูกหว้าของผมเก่งที่สุดอยู่แล้ว”

พลัน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่เคาน์เตอร์หลายสาย สลิลรีบบอกลุงขาบให้ช่วยกันรับสาย เพื่อตอบคำถามเรื่องไฟดับ...ผ่านไปซักครู่ ทุกเสียงสงบลง สลิลบอกลุงขาบกลับไปพักกันก่อนที่จะสว่าง ทันใดเห็นเงาคนตะคุ่มๆเดินตากฝนเข้ามา สลิลเพ่งมองเห็นเขาหยุดยืนจดๆ จ้องๆ กลางสายฝน จึงยกตะเกียงส่อง ตะโกนถามมาติดต่อห้องพักใช่ไหม เขายืนนิ่ง เธอจึงร้องบอกให้เข้ามาหลบฝนก่อน และให้ลุงขาบไปเอาใบลงทะเบียนเข้าพักมา ชายหนุ่มตัดสินใจเดินมาใกล้

“คุณชื่ออะไรคะ...” สลิลมองอย่างพิจารณาพร้อมเอ่ยถาม

“ใหญ่...” ชายหนุ่มตอบห้วนๆ

สลิลให้นั่ง ซักถามอะไรเขาก็ไม่ตอบ มีพยักหน้าบ้างบางที พอลุงขาบเอาเอกสารมาให้กรอก เขาก็ลงชื่อ...

ใหญ่เพียงอย่างเดียว และส่งเอกสารคืนพร้อมเงินสี่พันบาท ถามพอไหม สลิลมองเงินในมืองงๆตอบว่าพอ เสียงใหญ่เหมือนออกคำสั่ง

“ขอบ้านพักที่เป็นส่วนตัวและเงียบที่สุด มีไหม”

สลิลมองอย่างพิจารณาแล้วตอบ “มีค่ะ หว้าจะให้คุณใหญ่พักที่กระท่อมหินนะคะ ที่นั่นเงียบและไม่มีคนเดินผ่านอย่างที่คุณใหญ่ต้องการค่ะ”

ลุงขาบสะกิดบุ้ยใบ้ไม่น่าไว้ใจ แต่สลิลไม่สนใจขอกุญแจพาใหญ่ไปส่งบ้านพัก ระหว่างเดินเธอสังเกตว่าใหญ่มีอาการเศร้าโศก อมทุกข์ หวาดระแวงตลอดเวลา ก็สงสัย...พอลุงขาบไขประตูบ้านให้ สลิลบอกใหญ่ว่าไฟดับแบบนี้อาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่ ไม่ทันพูดจบ ใหญ่แทรกเสียงแข็ง ไล่ให้เธอออกไป สลิลชะงัก วางตะเกียงให้เขาบนโต๊ะ เขาตวาดไม่ต้องและไล่ซ้ำอีกที

“ออกไปให้พ้น เอาตะเกียงนั่นออกไปด้วย” ใหญ่ยืนตัวสั่นนิดๆท่ามกลางความมืด

“โอเคค่ะ หว้ากับลุงขาบจะออกไปเดี๋ยวนี้  เชิญคุณพักผ่อนตามสบายนะคะ...เราไปกันเถอะค่ะลุงขาบ” สลิลคว้าตะเกียงเดินออกไป เหลียวมองใหญ่อีกครั้งเห็นแผ่นหลังเขาสั่นสะท้าน

พอทุกคนออกไป ใหญ่ก็ซุกตัวลงมุมมืดร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาเขาสะดุ้งสุดตัว ตาโพลง...ภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาผุดขึ้น

ใหญ่นั่งบนพื้นบ้านธนากูล มองปืนในมือแววตาสั่นระริก มองไปรอบห้องมีภาพวาดม้าวิ่งในทุ่งหญ้าบนผืนผ้าใบที่ยังลงสีไม่เสร็จดี พู่กันหลอดสีกระจายเกลื่อนพื้น สีแดงสดเปื้อนพรมเป็นทางยาว ปลายทางมีร่างชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าจมกองเลือด...ใหญ่ช็อกส่ายหน้าไปมาเชิงปฏิเสธว่าตนไม่ได้ทำ...เสียงฟ้าครืนๆ แสงวาบเข้าหน้า เห็นสีหน้าใหญ่เครียดเหมือนหัวแทบระเบิด จับต้นชนปลายไม่ถูก ใหญ่กุมหัวพูดซ้ำๆ “ฉันไม่ได้ฆ่า ฉันไม่ได้ทำ...ฉันไม่ได้ทำ!”

เช้าวันใหม่ สลิลควบม้าอย่างสง่างาม ด้านหลังเห็นทแกล้วขี่ม้าตามมาทัน ดึงหมวกสลิลไปสวมหัวตัวเอง เร่งม้าแซงหน้าไปอย่างเร็ว สลิลฮึดควบม้าไปแย่งหมวกคืน แล้วโบกโชว์อย่างผู้มีชัย ทแกล้วบังคับม้าให้มาหยุดคู่กับม้าของสลิล ยิ้มหวานให้อย่างภักดี

“แก้วเบื่อรึเปล่าที่ต้องมาขี่ม้าเป็นเพื่อนหว้าเกือบทุกเช้าแบบเนี้ย” สลิลเอ่ยถาม

“แก้วจะเบื่อหว้าได้ยังไง มีความสุขจะตายไป”

สลิลมองทแกล้วพูดอะไรแปลกๆ เขารีบเฉไฉว่าชอบขี่ม้า ขี่แล้วมีความสุข สลิลสลดลงพึมพำ “ถ้าวิธูชอบขี่ม้าเหมือนแก้วก็คงดีเนอะ”

ทแกล้วจ๋อย แขวะว่าวิธูไม่เห็นจะสนใจสลิลเท่าที่ควร ไม่มาหาที่รีสอร์ตด้วย สลิลเองก็รู้สึกแต่ยังคิดเข้าข้างตัวเองว่าไม่มีอะไร แล้วชวนทแกล้วแข่งม้ากลับคอก ว่าแล้วก็ควบม้านำลิ่ว

ด้านใหญ่ ตื่นขึ้นมารู้สึกปวดหัวอย่างหนัก ได้ยินเสียงคนคุยกันจึงลุกไปแง้มม่านดู เห็นลุงขาบสั่งเข็มเก็บกวาดกิ่งไม้ที่ร่วงเกลื่อนหน้าที่พัก เขารู้สึกปวดหัวมากจนทรุดลง ภาพคนนอนตายจมกองเลือดผุดขึ้นมาอีก เขาตะโกน อย่างบ้าคลั่งลุกขึ้นกวาดข้าวของในห้องหล่นแตกกระจาย

“ฉันไม่ได้ทำ!...ไม่ได้ทำ!...” ใหญ่ใช้กำปั้นชกกำแพงเลือดอาบ เริ่มเพ้อ “ฉันฆ่าคนตายจริงๆ เหรอ...ฉันไม่ได้ฆ่า...ฉันไม่รู้เรื่อง...ฉันไม่ได้ทำ...”

ลุงขาบกับเข็มได้ยินเสียงตกใจรีบวิ่งไปตามสลิล สลิลเพิ่งกลับจากขี่ม้า พอรู้ก็รีบไปดูที่กระท่อมหิน ไม่ลืมสั่งลุงขาบเอากุญแจสำรองไปด้วย เธอลากคอเข็มไปเป็นเพื่อน...มาถึงทุกอย่างเงียบสงบ สลิลเคาะประตูเรียกใหญ่ ไม่มีเสียงตอบ เข็มโพล่งขึ้นว่าใหญ่คงฆ่าตัวตายไปแล้ว สลิลจึงให้ลุงขาบไขประตูเข้าไป

ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป สลิลต้องตกใจที่ข้าวของเกลื่อนกราด ภายในห้องมืดมิด เธอจะเปิดม่าน เสียงใหญ่ดุดันดังขึ้น...อย่าเปิด...ทั้งสามชะงัก สลิลหันมองเห็นเขาซุกตัวอยู่ในความมืดมุมห้องก็จะเดินเข้าหา ใหญ่คว้าของปาใส่ “อย่ามายุ่งกับฉัน ออกไป!”

สลิลถามเกิดอะไรขึ้น ลุงขาบคอยปกป้องเจ้านาย กระซิบให้กลับออกไป แต่เธอไม่สนใจพยายามถามใหญ่เป็นอะไร ตนยินดีช่วย พอเห็นแผลที่มือเขาก็อาสาทำแผลให้ แต่ใหญ่ตวาดไล่

“อย่ามายุ่งกับฉัน เธอช่วยฉันไม่ได้หรอก ไม่มีใครช่วยฉันได้ทั้งนั้น ออกไป ออกไปให้หมด อย่ามาเข้าใกล้ฉัน ออกไป!...” ใหญ่กุมหัวก้มหน้างุด

เข็มกลัวบอกสลิลให้ออกไปก่อนที่ใหญ่จะบ้าคลั่งทำร้ายเอา ไม่ทันขาดคำใหญ่ลุกขึ้น ลุงขาบกับเข็มดึงสลิล

ออกไปอย่างรวดเร็ว สลิลเหลียวมองอย่างสงสัยว่าใหญ่เป็นอะไรกันแน่...ลุงขาบบ่นคนอะไรโมโหร้าย ให้สลิลไล่ใหญ่ออกไป แต่เธอกลับคิดว่าใหญ่ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แค่ไม่อยากสุงสิงกับใคร ให้ลุงขาบกับเข็มจับตาดูใกล้ชิด ลุงหมอกลับมาเมื่อไหร่ตนจะปรึกษาว่าจะทำอย่างไรดี

ooooooo

คฤหาสน์ธนากูล หมอภูผาเดินเข้ามาในห้องโถง ถือกล่องของขวัญมาอวยพรวันเกิดธราอดีตคนรักเก่าที่ปัจจุบันเหลือแต่มิตรภาพอันดีต่อกัน...ธราเลือกแต่งงานกับชาตรี ธนากูล แต่พอเขาเสีย ภูผาก็แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนอย่างเพื่อนที่ดี

“ผมมาทำธุระที่กรุงเทพฯหลายวันแล้วล่ะครับ แต่เมื่อคืนมาร่วมงานเลี้ยงวันเกิดคุณธราไม่ได้จริงๆ เช้านี้เลยแวะเอาของขวัญมาให้ก่อนกลับรีสอร์ต...สุขสันต์วันเกิดนะครับ”

ธรารับของขวัญมาสีหน้าเศร้าๆ ภูผาอดถามไม่ได้ว่าป่วยหรือเปล่า เธอยิ้มแห้งๆ หันบอกละเวงที่กำลังบีบนวดให้ “เธอออกไปก่อน ฉันขอคุยกับเพื่อนเก่าฉันเป็นการส่วนตัวหน่อย...อ้อ ฉันลืมแนะนำไป นี่ละเวง เมียของไกรกูณฑ์ลูกชายคนเล็กน่ะค่ะคุณหมอ”

ละเวงยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ภูผาท้วงไม่เห็นส่งข่าวไกรกูณฑ์แต่งงานตั้งแต่เมื่อไหร่ ธราถอนใจบอกไม่ได้ตบแต่ง พามาอยู่เฉยๆ เพิ่งมาได้สี่ห้าเดือน ละเวงอายหลบตาเดินออกไปอย่างเจียมตัว...ภูผาขอตรวจอาการธราอย่างห่วงใย แต่เธอปฏิเสธแค่เครียดไปหน่อย

“มีเรื่องอะไรไม่สบายใจเหรอครับ”

“วายุกับไกรกูณฑ์หายตัวไป ฉันติดต่อทั้งสองคนไม่ได้เลย” ธราน้ำตารื้น ภูผาตกใจถามเกิดอะไรขึ้น ธราส่ายหน้า “ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าเรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่ แค่รู้จากที่ละเวงเล่าว่าเมื่อคืนวายุกับไกรกูณฑ์ทะเลาะกันใหญ่โต ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรกัน ฉันเองก็มัวแต่ยุ่งดูแลแขกที่มางานเลี้ยงวันเกิดฉัน...ฉันสังหรณ์ใจยังไงไม่รู้หมอภู กลัวจะเกิดเรื่องร้ายกับเขาสองคน”

ภูผาปลอบให้ใจเย็นอย่าคิดมากจะยิ่งเครียด แววตาธราเศร้าจับใจ เป็นห่วงลูกทั้งสองคน มันผิดปกติที่ติดต่อพวกเขาไม่ได้ ภูผาได้แต่ลูบหลังมือเธอปลอบใจ...ผ่านไปซักพัก ภูผาลากลับ ละเวงเดินออกมาส่งที่รถแท็กซี่ภูผาบอกละเวงถ้ายังติดต่อวายุกับไกรกูณฑ์ไม่ได้น่าจะแจ้งความ

“คุณท่านไม่อยากให้แจ้งความค่ะ กลัวเป็นข่าวแล้วจะกระทบกับงานที่บริษัท แล้วละเวงเกรงว่าคุณท่านจะเครียดมากขึ้น จนอาการทรุดหนักไปกว่านี้ด้วยค่ะ”

“ถ้าคุณธราอาการไม่ดีขึ้นก็รีบโทร.บอกผมนะ ผมจะรีบลงมาดู ไม่ต้องเกรงใจนะ ผมกับคุณธราเป็นเพื่อนกันมานาน ถ้ามีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ ผมก็ยินดี” ภูผายิ้มแบบผู้ใหญ่ใจดี

ละเวงไหว้ขอบคุณ มองตามหลังภูผาไปอย่างกังวลใจ...

ooooooo

ไร่ชาขวัญแก้วเป็นไร่ชาที่กว้างใหญ่ นวลขวัญคุมคนงานเก็บใบชา นวลขวัญเป็นพี่สาวของทแกล้ว สองพี่น้องต้องคุมไร่กันเองหลังจากเสียพ่อและแม่ไป ทแกล้วรักและหวงพี่สาวมาก หลังจากไปขี่ม้ากับสลิลทุกเช้าแล้ว เขาต้องกลับมาช่วยงานพี่สาว

“นี่เรามาจ้องหน้าพี่ทำไม” นวลขวัญตีแขนน้องชายขำๆ

“ที่จริงพี่ขวัญก็สวยนะ ทำไมไม่ยอมมีแฟนซักทีจะได้มีคนช่วยทำงาน ไม่ต้องออกมาตากแดดให้ผิวเสียยังงี้”

“ทำเป็นปากดีถ้ามีคนมาจีบพี่จริงๆ แก้วจะยอมเหรอ เห็นไล่ตะเพิดออกจากไร่ไปกี่คนแล้วล่ะ”

ทแกล้วเข้ากอดประจบ “แก้วมีพี่สาวกับเขาอยู่คนเดียว จะไม่ให้หวงได้ยังไงล่ะครับ ใครจะเข้ามาจีบก็ต้องสแกนให้ละเอียดยิบ”

นวลขวัญยิ้มๆ ขอบใจน้องชาย ทแกล้วอ้อนถามมีอะไรให้ตนกินบ้างเช้านี้ เธอขยี้หัวน้องชายอย่างเอ็นดู ก็เป็นแบบนี้ทุกที...

สลิลอดห่วงใหญ่ไม่ได้ ลากเข็มมาแอบดูที่กระท่อมหิน เข็มพลาดสะดุดก้อนหินอุทานเสียงดัง ใหญ่ซึ่งซุกตัวอยู่ในมุมมืด เหลียวมองอย่างไม่พอใจ สลิลเอ็ดเข็มให้ระวัง ไม่ทันไร มือถือเธอดังขึ้น ทั้งสองสะดุ้ง หน้าจอขึ้น ชื่อวิธู...เสียงใหญ่ตวาดออกมาว่าใคร สลิลรีบวิ่งหนีออกไป เข็มวิ่งตามแทบไม่ทัน ใหญ่แหวกม่านมองตามด้วยความหงุดหงิด

หลังจากนั้น สลิลก็มาตามนัดของวิธู แปลกใจเล็กน้อยที่เขานัดมาที่เวดดิ้งสตูดิโอกลางเมืองเชียงใหม่ วิธูเดินออกมาเห็นสลิลก็ตกใจ เธอรีบถาม นัดมาทำไมที่นี่

“ผมน่ะเหรอนัดหว้ามาที่นี่” สีหน้าวิธูลำบากใจ

“ก็คุณโทร.หาหว้าตอนที่หว้ากำลังแอบดู...เอ๊ย! กำลังยุ่งๆอยู่ หว้าเลยไม่ได้รับสาย หว้าโทร.กลับคุณก็ปิดมือถือ แล้วคุณก็ส่งข้อความบอกให้หว้ามาหาที่นี่”

วิธูงง ไม่ทันไร เรืองตะวันหรือลูกหยี น้องสาวแท้ๆ ของสลิลเดินเข้ามาเกาะแขนวิธูในชุดเจ้าสาว “ลูกหยีเป็น คนเอามือถือพี่วิธูโทร.หาพี่หว้าเองแหละค่ะ เห็นพี่หว้าตัดสายทิ้ง ลูกหยีก็เลยส่งข้อความไปบอกให้มาที่นี่แทน”

สลิลมองชุดที่น้องสาวสวม เรืองตะวันยืดตัวประกาศ ว่า ตนกับวิธูกำลังจะแต่งงานกัน สลิลช็อกมองหน้าวิธูเขา ทำหน้าจ๋อยรู้สึกผิด เรืองตะวันสำทับ จะช้าหรือเร็วสลิลก็ต้องรู้อยู่ดี

“จริงเหรอวิธู” สลิลถามเสียงสั่น น้ำตาคลอ

“ผมขอโทษ...เรื่องนี้ผมอธิบายได้นะหว้า...”

“ไม่ต้องอธิบายหรอกค่ะพี่วิธู พี่หว้าเขาเป็นคน ฉลาด แค่นี้เขาก็เข้าใจแล้วล่ะค่ะ เอาเป็นว่าผู้ชายคนนี้ ลูกหยีขอนะคะ หวังว่าแค่นี้พี่สาวคงให้น้องสาวได้” เรือง–ตะวันแทรกขึ้น

สลิลน้ำตาคลอ ไม่ได้ฟูมฟาย ตัดสินใจเดินหนี วิธู จะตามแต่ถูกเรืองตะวันดึงไว้และลากกลับเข้าไป...เรืองพร คุยมือถือเดินมาเห็นสลิลก็รีบวางสาย เข้าไปทักลูกสาวคนโต ถามรู้เรื่องแล้วใช่ไหม ตนรู้ว่าเธอรักวิธู แต่ตอนนี้ วิธูกับเรืองตะวันรักกันมากกว่า ต้องเข้าใจ

“ถึงมันจะเข้าใจยาก แต่หว้าจะพยายามเข้าใจค่ะ” สลิลกลั้นน้ำตา

“ขอบใจมากลูก คิดซะว่าเสียสละให้น้อง เหมือนที่หว้าเคยเสียสละมาตลอดก็แล้วกันนะ”

สลิลมองแม่ด้วยความน้อยใจ รับคำแล้วขอตัว เรืองพรกลับเข้าไปดูลูกสาวคนเล็ก ไม่ได้ห่วงใยความรู้สึกลูกสาวคนโตเลยแม้แต่น้อย...สลิลกลับขึ้นรถ ฟุบหน้าร้องไห้โฮกับพวงมาลัย

กลับถึงรีสอร์ต  สลิลปรับอารมณ์ สีหน้าให้เป็นปกติ ฟังลุงขาบรายงานว่าใหญ่ไม่ยอมทานอาหารสักมื้อ  ไม่ยอมออกมาจากบ้าน ไม่รู้ฆ่าตัวตายไปหรือยัง เธอเป็นห่วงรีบคว้ากุญแจสำรองวิ่งไปดู  ลุงขาบวิ่งตามอย่างห่วงใย...สลิลถือวิสาสะไขกุญแจเข้าไปในกระท่อมหิน  สภาพห้องยังรกเหมือนเดิม เห็นใหญ่นอนตัวสั่นไม่ได้สติอยู่มุมห้อง จับตัวดูก็รู้ว่าเป็นไข้สูง

สลิลกับลุงขาบช่วยกันพยุงไปนอนบนเตียง  เปิดไฟในห้องสว่างทำให้เห็นใบหน้าใหญ่ชัดเจน  เห็นที่หางคิ้วมีแผล ตามเนื้อตัวมีรอยฟกช้ำ หลังมือทั้งสองข้างแตกจากการชกกำแพง  สลิลให้ลุงขาบช่วยไปเอากล่องยาและเสื้อผ้าของลุงมาให้ใหญ่เปลี่ยน ลุงขาบยืนลังเล

“คุณลูกหว้าจะอยู่คนเดียวได้เหรอครับ”

“โธ่ คุณใหญ่เขาไข้ขึ้นไม่ได้สติยังงี้ ลุกขึ้นมาทำอะไรหว้าไม่ได้หรอกค่ะลุง”

ลุงขาบรับคำวิ่งออกไป  สลิลมองใหญ่อีกครั้งด้วยแววตาสงสาร “หว้าไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร เจอเรื่องเลวร้ายอะไรมา แต่หว้ามั่นใจว่าคุณไม่น่าจะใช่คนร้าย”...

เวลาผ่านไป  สลิลยืนรอลุงขาบเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ใหญ่อยู่หน้าบ้าน  จากนั้นก็เข้ามาทำแผลให้เขาและป้อนยาลดไข้ให้ ใหญ่ปรือตามองแต่ไม่รู้สึกตัว สลิลสั่งลุงขาบให้คนมาทำความสะอาดห้อง  ลุงขาบทำหน้าเจื่อนๆ

บอกว่าไม่มีใครกล้ามา  เธอจึงให้ลุงขาบทำเสียเอง หรือจะให้เข็มช่วยก็ได้ แต่ต้องกำชับไม่ให้เสียงดัง

ooooooo

คืนนั้น ภูผากลับมา สลิลค่อนขอดนึกว่าหลงแสงสีเมืองกรุงจนลืมหลานเสียแล้ว ภูผาลูบหัวสลิลอย่างเอ็นดู ก่อนจะเอ่ย ถ้าไม่กลัวรีสอร์ตเจ๊งก็ว่าจะไม่กลับเหมือนกัน สลิลหน้ามุ่ย

“คุณใหญ่เป็นยังไงบ้างล่ะ”

สลิลแปลกใจที่ลุงรู้  ภูผาเฉลยว่าลุงขาบรายงานตอนไปรับ  สลิลหน้านิ่ว “คุณใหญ่เขาอาจจะดูอารมณ์ร้อน โมโหร้าย  แต่หว้าคิดว่าเขาน่าสงสารมากกว่า  เหมือนมีปัญหาชีวิตรุนแรงที่ยังแก้ไม่ตก เขาเศร้ามาก เศร้าจนหว้าเห็นแล้วรู้สึกใจหายยังไงก็ไม่รู้ค่ะ  หว้าเลยปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวเงียบๆ ให้ลุงขาบกับเจ้าเข็มคอยดูอยู่ห่างๆ

“ก็ดีแล้วล่ะที่หว้าไม่ไปยุ่งกับเขามาก ให้เวลาเขาได้อยู่กับตัวเองซักพัก  คนเราบางทีก็อยากจะมีเวลาให้ตัวเองไตร่ตรอง  เพื่อหาทางออกให้ชีวิตโดยที่ไม่มีใครไปยุ่งเกี่ยว  หว้าเองก็ต้องให้เวลาตัวเองเพื่อทบทวนเรื่องวิธูเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

“คุณลุงรู้...”

“แม่เราเขาโทร.บอกลุงเมื่อตอนบ่าย เรื่องแบบนี้มันอาจจะต้องใช้เวลาทำใจนานหน่อย แต่ลุงเชื่อว่า หว้าจะผ่านมันไปได้”

สลิลรับคำว่าจะพยายามผ่านไปให้ได้ ภูผาโอบกอดหลานรักด้วยความเอ็นดูและชมเชย...

วันรุ่งขึ้น ทแกล้วมาขี่ม้าเป็นเพื่อนสลิลตามเคย สลิลเล่าเรื่องใหญ่ให้ฟัง เขาไม่ค่อยพอใจที่ดูเธอจะห่วงใหญ่ลูกค้าคนนี้เกินไป สลิลย้อนว่าถ้าเขาได้เห็นหน้าใหญ่ก็ต้องสงสารเหมือนตน ทแกล้วเบ้ปากไม่มีวัน สลิลหมั่นไส้แต่ก็รับปากจะระวังตัว ทแกล้วชำเลืองมองอย่างพอใจขึ้น

ใหญ่ค่อยๆลืมตาลุกขึ้นนั่ง สีหน้าเขาดีขึ้น เขาก้มมองมือตัวเองมีผ้าพันแผล แตะหางคิ้ว มีพลาสเตอร์ปิด มองไปรอบห้องเก็บกวาดสะอาดเรียบร้อย ที่หัวเตียงมีกระดาษโน้ต...ทานยาก่อนอาหารเม็ดสีเหลืองก่อนนะคะ ตอนสายหว้าจะเอาอาหารมาส่ง...ลงชื่อลูกหว้า...ใหญ่ขยำกระดาษปาทิ้งอย่างไม่พอใจที่มาวุ่นวายกับตน

ด้านบ้านธนากูล ละเวงจัดอาหารเช้ากำลังจะขึ้นไปให้ธราบนห้อง ธราเดินออกมาพอดี เธอวางถาดแล้วเข้าประคอง ธราเอ่ยถามได้ข่าววายุกับไกรกูณฑ์หรือยัง ละเวงส่ายหน้าจ๋อยๆ

“อะไรกัน ป่านนี้แล้วยังไม่ได้ข่าวอีกเหรอ ไกรกูณฑ์สามีเธอน่ะ ฉันไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่หรอก เพราะชอบหนีเที่ยวเป็นประจำอยู่แล้ว...แต่วายุนี่สิ ไม่เคยหายไปเฉยๆแบบนี้เลย เอ้อ...วายุอาจจะไปที่ไร่วายุกูลก็ได้ เธอโทร.ไปเช็กรึยัง”

ละเวงตอบว่าเช็กแล้ววายุไม่ได้ไปที่นั่น ธรายิ่งวิตกเขาหายไปไหน ละเวงสีหน้ากังวลใจ ขณะเดียวกัน มีรถเก๋งสปอร์ตแล่นเข้าไปในไร่วายุกูลด้วยความเร็วสูง มาจอดที่หน้าบ้านพัก ชายมาดเท่สวมแว่นตาดำก้าวลงจากรถ หัวหน้าคนงานวิ่งหน้าตื่นเข้ามาต้อนรับยกมือไหว้

“สวัสดีครับคุณวายุ”

“เรื่องที่ฉันสั่งเรียบร้อยไหม”

“เรียบร้อยครับ ผมไล่คนงานเก่าออกหมดแล้วครับ ตอนนี้จ้างคนงานจากต่างอำเภอมาทำงานแทนแล้วครับ”

วายุยิ้มอย่างพอใจ ถอดแว่นกวาดตามองบ้านพักไปทั่ว ก่อนจะเดินคอตั้งบ่าเข้าไป

ooooooo

สลิลได้ยินลุงขาบกับป้านิ่มถกกันเรื่องเอาอาหารไปให้ใหญ่ที่กระท่อมหิน แต่โดนตะเพิดกลับมาทุกครั้ง จนสองสามีภรรยาสงสัยทำไมสลิลยอมให้คนแบบนี้เข้าพัก ดูเป็นคนลึกลับน่ากลัว หวั่นใจจะอาละวาดพังบ้านอีก แต่สลิลกลับเข้ามาบอกว่า ตนไม่เห็นด้วย

“หว้ากลับมองว่าเขาน่าสงสารมากกว่าค่ะป้า หว้าเห็นแววตาเขา มันเศร้ามากเลยนะคะป้า เหมือนคนกำลังทุกข์ใจแบบสุดๆ ตอนนี้เขาแค่อาละวาด ขังตัวเองอยู่แต่ในบ้านพัก ก็ให้เขาอยู่ไปก่อนเถอะค่ะ”

“คุณหว้าอย่าใจดีนักเลยค่ะ” ป้านิ่มเป็นห่วง

“คุณใหญ่เป็นแขกของรีสอร์ต ยังไงหว้าก็ต้องดูแลให้ดีที่สุดก่อน เอาไว้ถ้าเขาก่อเรื่องร้ายแรงกว่านี้ค่อยว่ากันอีกทีแล้วกันนะคะ” สลิลมองไปที่ถาดอาหาร พอรู้ว่าเป็นของใหญ่ก็จะยกไปให้เอง ลุงขาบขวางด้วยความห่วง แต่สลิลเตือนให้ช่วยป้านิ่มเตรียมอาหารสำหรับทัวร์ชุดใหญ่ที่กำลังจะเข้ามา สองสามีภรรยานึกได้รีบกุลีกุจอจัดแจงแต่ก็อดห่วงสลิลไม่ได้

สลิลยกถาดอาหารมา  เห็นใหญ่ยืนเศร้าอยู่ที่ระเบียง พอเขาเห็นเธอก็หน้าบึ้งหันกลับเข้าบ้านปิดประตูโครม สลิลเข้ามาเคาะประตูเรียก เขากลับกราดเกรี้ยวไล่ให้เธอไป สลิลอ่อนใจวางถาดอาหารทิ้งไว้หน้าห้องแล้วเดินกลับไป...ระหว่างเดิน วิธูโทร.เข้ามือถือ เพื่อขอโทษและอยากอธิบาย นัดให้เธอออกมาพบ แต่สลิลปฏิเสธ ขอให้เรื่องจบเงียบๆไปแบบนี้ดีแล้ว ทันใดเรืองตะวันซึ่งแอบมองวิธูคุยโทรศัพท์อยู่ สีหน้าเคียดแค้นแกล้งเดินส่งเสียงทักเข้ามาให้สลิลได้ยิน

“ขอโทษนะคะที่ลูกหยีมาช้า เดี๋ยวทานข้าวเสร็จแล้วเราแวะไปดูตัวอย่างการ์ดแต่งงานกันนะคะ”...วิธูสีหน้าลำบากใจตัดสายสลิลทิ้ง ทำให้เรืองตะวันแอบยิ้มอย่างสะใจ

สลิลได้ยินเสียงน้องสาวน้ำตารื้น ยืนทำใจให้กลับมาเข้มแข็ง ปาดน้ำตาก้าวเดินต่อไป ใหญ่แอบมองมาจากบ้านพักด้วยแววตาอ่อนโยนลงเมื่อเห็นเธอร้องไห้...สลิลหลบมานั่งซึมที่คอกม้า ภูผาเดินมาเห็นเข้าปลอบใจหลานสาว ยังคิดเรื่องวิธูอีกหรือ สลิลสะดุ้งที่เขารู้

“หว้าพยายามจะไม่คิดแล้วนะคะ แต่วันนี้วิธูโทร.มาบอกว่าอยากอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้น”

ภูผาลูบไล้แผงคอม้าไป ถามหลานสาวว่าวิธูอธิบายอะไรบ้าง สลิลปฏิเสธไม่เปิดโอกาสให้เขาอธิบาย ภูผาจึงเตือนถ้าไม่ฟังก็จะเข้าใจเฉพาะมุมที่ตัวเองคิดเท่านั้น

“ทุกอย่างในโลกมีสองด้านเสมอ บางเรื่องมีสามหรือสี่ด้านด้วยซ้ำไป มันเป็นคนละด้านของเหรียญอันเดียวกัน สุดแล้วแต่เราจะพลิกด้านไหนขึ้นมามอง...ด้านนึงหว้าอาจจะเสียใจ เสียดายวิธู แต่ทำไมไม่มองให้เห็นอีกด้านนึงล่ะ หว้าจะเหนี่ยวรั้งผู้ชายโลเลไม่มั่นคงแบบนั้นไว้ทำไม น่าขอบใจลูกหยีมากกว่า ที่ทำให้หว้าได้มองเห็นอีกด้านของวิธู”

สลิลน้ำตาไหลอย่างเจ็บปวด ซบหน้าสะอื้นกับไหล่ลุง ยอมรับว่าพยายามจะเข้าใจแต่อดเสียใจไม่ได้ที่วิธูมองไม่เห็นความรักที่ตนมีให้ ภูผาบีบไหล่หลานรักปลอบให้ยอมรับความจริงแล้วจะเจ็บน้อยลง “ไม่มีใครในโลกที่ไม่เคยเจ็บปวด  ลุงเชื่อว่าสักวันหว้าจะได้เจอคนที่เขาเห็นคุณค่าความรักที่หว้ามีให้เขา  ส่วนเรื่องวิธูกับลูกหยี  หว้าจะแก้ไข  เข้าใจหรือให้อภัย  หว้าก็ลองคิดดู...จะสุขหรือทุกข์อยู่ที่เราเป็นคนเลือก”

สลิลสะอื้น  ภูผากอดปลอบประโลมหลานสาวด้วยความรู้สึกเข้าใจหัวอกคนอกหักผิดหวังยับเยินอย่างที่สุด

ooooooo

ค่ำวันนั้น  ภูผาโทร.ถามสารทุกข์ธราด้วยความเป็นห่วงอาการเจ็บป่วยของเธอ  ธรากลับบอกว่าอาการป่วยของตนหมอที่ไหนก็รักษาไม่หาย  ภูผาจึงชวนเธอขึ้นมาพักผ่อนที่รีสอร์ตของเขา  แต่ธราปฏิเสธไม่อยากไปใกล้ที่ที่วายุรัก มองไปทางไหนจะทำให้คิดถึง

“นี่ยังติดต่อคุณวายุกับคุณไกรกูณฑ์ไม่ได้อีกเหรอครับ”

“ยังค่ะ ไม่รู้แม่ละเวงตามหายังไง  ป่านนี้ยังไม่ได้ข่าวคราวของทั้งคู่เลย” ธรากลั้นสะอื้น

“ผมจะช่วยตามหาทางนี้ให้อีกทางนึงแล้วกัน เผื่อคุณวายุจะกลับขึ้นมาพักที่ไร่”

ธราดีใจไม่รู้จะพึ่งใครอีกแล้ว  ภูผารับปากได้ข่าวอย่างไรจะบอกทันที...ภูผาวางสายด้วยความรู้สึกยังมีเยื่อใยต่อเธอ

ทางไร่วายุกูล  ชายหนุ่มผู้ที่หัวหน้าคนงานเรียกว่าวายุ  เข้ามายืนดูภาพถ่ายครอบครัวในบ้านพัก  ซึ่งประกอบด้วย  ชาตรี  ดวงดาวและเด็กชายวัยสิบขวบ  กอดกันดูอบอุ่น เขารู้สึกขมขื่นไม่พอใจ  เดินฉับๆออกไปจากห้องโถง...

เช้าวันใหม่  ลุงขาบถือถาดอาหารยืนทำใจอยู่หน้ากระท่อมหิน  กลัวใหญ่อาละวาดไล่ตะเพิดเอาอีก  ตัดสินใจเคาะประตูเบาๆ  เสียงใหญ่ดังสั่งให้ไปเอากาแฟดำมา  ลุงขาบสะดุ้งถือถาดวิ่งลิ่วออกไป  สลิลทานอาหารเช้าอยู่ กับภูผาและทแกล้ว  เห็นลุงขาบวิ่งมา  ถามโดนไล่มาอีก แล้วหรือ  เขาตอบก็ไม่เชิง ใหญ่ขอกาแฟดำเพิ่ม  ป้านิ่มกุลีกุจอชง  สลิลแปลกใจที่ใหญ่ไม่อาละวาด  ลุงขาบเองก็แปลกใจคงเพิ่งหายไข้ ภูผาเปรย

“ก็เป็นพัฒนาการที่ดีนะ  สภาพแวดล้อมที่สงบสวยงามของรีสอร์ตเรา  น่าจะช่วยให้เขาดีขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ”

สลิลพยักหน้าเห็นด้วย  อาสาเอากาแฟไปให้ใหญ่เอง ทแกล้วเหล่มองสลิลที่ดูจะให้ความสนใจใหญ่มากเกินไป ภูผาปรามอย่าเพิ่งไปรุกเร้าเขานัก เดี๋ยวจะปิดตัวเองอีก  สลิลจึงชะงัก  ป้านิ่มเร่งลุงขาบให้รีบเอากาแฟไปให้ใหญ่ เดี๋ยวจะอารมณ์เสียอีก ลุงขาบบ่น ดูแลยิ่งกว่าลูกค้าวีไอพีเสียอีก ภูผาแอบขำมองหลานสาวที่ทำหน้า เสียดาย

ใหญ่มองตัวเองเพิ่งเห็นว่าอยู่ในชุดคนอื่น แล้วเห็นชุดตัวเองวางกองอยู่ข้างเตียง ฉุกคิดรีบเข้าไปล้วงกระเป๋าเงินมาเปิดดู เห็นเงินอยู่ครบก็โล่งอก พอลุงขาบเอากาแฟมาให้ เขาก็ควักเงินห้าพันบาทให้ไปซื้อเสื้อผ้าให้ที ลุงขาบรับเงินจะเดินไป ใหญ่เรียกไว้อีก

“ผู้หญิงคนนั้น...ลูกหว้า...ฝากขอโทษเขาด้วย ที่ฉันอาละวาดใส่เขาหลายครั้ง” ใหญ่พูดจบปิดประตูห้องใส่หน้าลุงขาบ

“พิลึกคนจริงๆ...” ลุงขาบบ่นกำเงินเดินกลับไปหาสลิล

ทแกล้วกำลังไม่พอใจที่วิธูทำให้สลิลเสียใจ เขารู้เรื่องจากภูผา และภูผาฝากให้เขาดูแลสลิล เธอฝืนยิ้มปฏิเสธว่าไม่เป็นอะไร ดีใจด้วยซ้ำที่คนที่ตนรักทั้งสองลงเอยกัน ทแกล้วว่าสลิลแอ๊บเป็นนางเอก เสียใจแล้วบอกว่าไม่เสียใจ เขาตบอกตัวเองบอกให้เธอซบอกเขาร้องไห้ได้

“บ้า...อกแห้งๆยังงี้ซบไม่อุ่นหรอก”

“อ้าว พูดงี้มันหยามกันนี่หว้า อย่างนี้ต้องถอดโชว์ เห็นยังงี้ซ่อนรูปนะครับ” ทแกล้วทำท่าจะถอดเสื้อ สลิลดันเขาให้กลับไปช่วยงานนวลขวัญได้แล้ว อย่าอู้

ทแกล้วยังอดห่วงสลิลไม่ได้ ถามอีกครั้งว่าไม่เสียใจแน่นะ เธอปั้นยิ้มพยักหน้า โบกมือบ๊ายบายเร่งให้เขากลับไป ทแกล้วยิ้มมีความหวังในตัวหญิงสาวอย่างมาก...ลุงขาบวิ่งมาบอกเรื่องที่ใหญ่วานให้ซื้อเสื้อผ้า ถ้าตนเลือกเขาคงใส่ไม่ได้แน่ ฝากเธอจัดการที สลิลยินดีรีบโทร.ตามชวนทแกล้วมาไปเป็นเพื่อนตอนบ่ายๆ

แล้วบ่ายวันนั้น ทแกล้วเห็นสลิลเลือกเสื้อผ้าให้ใหญ่อย่างพิถีพิถันก็ไม่พอใจ พยายามพูดว่าใหญ่เป็นผู้ร้ายหลบคดีมา สลิลเคืองออกตัวแทนว่าถ้าทแกล้วได้พบใหญ่จะไม่คิดแบบนั้น

ooooooo

ห้องอาหารหรูในโรงแรมกลางเมืองเชียงใหม่ กษิต นักธุรกิจชื่อเสียงไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพราะเป็นเจ้าของบ่อนการพนัน มาพบวายุ อ้างเจรจาธุรกิจใหญ่

“ผมไปเจรจากับท่านเรื่องร่วมหุ้นทำโรงแรมมาแล้ว ท่านสนใจที่จะร่วมทุนด้วย แต่ว่า...”

วายุแปลกใจเรื่องอะไร กษิตบอกว่าท่านกลัวจะไม่ได้ที่ดินไร่วายุกูลมาจริงๆ วายุโกรธที่โดนสบประมาท “เอ๊ะ!คุณนี่พูดไม่รู้เรื่องหรือไง บอกว่าได้ก็ต้องได้สิ”

“แต่มันยังไม่ได้เป็นชื่อของคุณไม่ใช่เหรอ” กษิตดักคออย่างรู้ทัน

“ผมทำให้เป็นชื่อผมเมื่อไหร่ก็ได้อยู่แล้ว”

“งั้นก็ดี คุณมีที่ดิน ท่านมีเงินทุน ขายที่ให้ท่านซะ คุณก็จะได้เงิน แถมยังจะได้มีหุ้นอยู่ในโรงแรมด้วย เอาเป็นว่าถ้าคุณมีอะไรให้ผมช่วยก็บอกนะ เผื่องานจะเร็วขึ้น”

วายุสวนทันควัน ไม่ต้องตนจัดการได้  แถมกำชับ “ส่วนเรื่องขอซื้อไร่ขวัญแก้วที่ติดกับไร่ผม ผมก็จะจัดการเอง คุณไม่ต้องยุ่ง”

กษิตทำหน้าดูแคลนไม่คิดว่าวายุจะทำได้ แกล้งเร่งให้เขาจัดการโดยเร็ว ตนเป็นหุ้นส่วนเล็กๆ ถึงเวลาอย่าทิ้งกันก็แล้วกัน วายุรับรองเพราะกษิตเป็นคนเจรจากับท่านให้มาร่วมทุนตนไม่ทิ้งอยู่แล้ว แต่เมื่อไหร่จะให้ตนได้พบกับท่านเสียที กษิตบ่ายเบี่ยงว่าท่านไม่ค่อยว่าง เอาเป็นว่าจัดการเรื่องที่ดินได้เมื่อไหร่ก็ได้พบท่านเมื่อนั้น

“งั้นก็เร็วๆนี้แหละ ขอให้ผมหาตัวไอ้ฆาตกรเจอก่อนเถอะ รับรองว่าเรื่องจะต้องเรียบร้อยแน่นอน” แววตาวายุมุ่งมั่น ต้องทำสำเร็จแน่ กษิตชำเลืองมองอย่างเสือรอตะครุบเหยื่อ...

ไม่ทันไร นวลขวัญเดินเข้ามาในห้องอาหารผ่านโต๊ะกษิตกับวายุไปโต๊ะวีระ ลูกค้าที่เธอนัดไว้ กษิตรีบบอกวายุว่านั่นคือเจ้าของไร่ขวัญแก้วที่ติดกับไร่เขา วายุมองเธออย่างเก็บข้อมูล...วีระเป็นลูกค้าที่สั่งซื้อใบชาจากไร่ของนวลขวัญ เขาชมเชยว่าใบชาของเธอมีชื่อ เสียงมาก แถมเจ้าของก็ทั้งสวยและเก่ง ดูแลไร่ชาจนมีชื่อเสียงได้ขนาดนี้ นวลขวัญฝืนยิ้มกับลูกหยอดของเขา

ooooooo

พอรู้สึกดีขึ้น ใหญ่มานั่งซึมเศร้าที่ระเบียงหน้ากระท่อมหิน ภูผาเดินผ่านมาเห็น มองใหญ่ด้วยแววตาสงสารก่อนจะเข้ามาชวนคุย ใหญ่ทำท่าจะลุกหนี ภูผารีบแนะนำตัวว่าเป็นลุงของสลิลและเป็นเจ้าของรีสอร์ตแห่งนี้ ภูผาทำทีถามได้รับความสะดวกสบายไหม

ใหญ่เห็นท่าทีภูผาเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพเลยไม่กล้าเหวี่ยง พูดด้วยอย่างเย็นชา ภูผาขยับเข้าใกล้มากขึ้น ทำเนียน “คุณคงทำงานอิสระสิครับ ถึงได้ลางานมาพักได้หลายวันแบบนี้”

ใหญ่รับว่าใช่ ภูผายิ้มแย้มยินดีที่เขาเป็นนายตัวเอง ไม่ต้องมีใครมาจัดการตัวเรา ใหญ่ฟังเงียบๆ ภูผาคุยไปเรื่อย “ออกมาเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ดีครับ แล้วเราจะเห็นว่าโลกใบนี้  ยังมีแง่มุมอีกตั้งมากมายที่น่าเรียนรู้ น่าศึกษาอีกเยอะ”

“แต่ก็มีบางมุมที่โหดร้ายจนเราไม่อยากเผชิญหน้ากับมัน บางมุมก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้เจอ” ใหญ่หลุดปากออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ภูผาสังเกตเห็น พอจะอ่านออกว่าเขาผ่านเรื่องไม่ดีมาแน่ จึงถามเขาเล่นหมากรุกเป็นไหม ใหญ่มองงงๆแต่ก็ตอบว่าเป็น ภูผาชวน ไว้มาลองเล่นกันดู ใหญ่เริ่มอึดอัดอยากขอตัว ภูผาขัด

“คุณรู้ไหมว่าผมชอบช่วงเวลาไหนของการเล่นหมากรุกที่สุด” เห็นใหญ่นิ่งจึงเข้าเผชิญหน้า “ผมชอบเวลาที่เราถูกต้อนให้จนมุม...ผมชอบที่จะเฝ้าดูตัวเองว่า เราจะคิดหาวิธีแก้ไขสถานการณ์ตอนคับขันได้ยังไง รุกต่อ ตั้งรับหรือว่ายอมถอยซะบ้าง ต้องอ่านเกมให้ออก แต่ละเกมมีธรรมชาติของมันอยู่ หมากรุกแต่ละกระดานเหมือนมีชีวิตจิตใจนะครับ เกมชีวิตก็เหมือนกัน” ภูผาลอบมองปฏิกิริยาใหญ่ “ใครอ่านออกก็เดินไปบนหมากที่ตัวเองเป็นผู้วาง เป็นผู้กำหนด แต่ถ้าอ่านไม่ออกหรือพลั้งเผลอ ก็อาจถูกคนอื่นเชิดให้หันซ้ายหันขวา ต้อนให้จนมุมตามอำเภอใจเขาได้ ถ้าใครพลาดไปอยู่ตรงจุดนั้น โลกคงโหดร้ายน่าดู”

ใหญ่คิดตามหลบตาอย่างระแวง กลัวภูผารู้เรื่องของตน ภูผารีบออกตัวว่ารบกวนเขามานาน ยื่นมือไปทักทายยินดีที่รู้จัก ใหญ่ผงะถอยห่าง ภูผามองอย่างเข้าใจรีบบอกว่ามีอะไรให้ช่วย หรือให้ทำอะไรบอกตนได้ ไม่ต้องเกรงใจ ใหญ่กล่าวขอบคุณแล้วเลี่ยงเข้าบ้านทันที แต่ไม่วายแอบมองภูผาเดินกลับไปอย่างระแวง

ภูผาเดินกลับมาที่สำนักงาน พบสลิลกลับจากไปซื้อของพอดี สลิลบ่นไม่รู้เสื้อผ้าที่ซื้อมาจะถูกใจใหญ่หรือเปล่า เกรงจะโดนเหวี่ยงเอาอีก ภูผาจึงบอกว่าเพิ่งไปคุยกับใหญ่มา สลิลแปลกใจที่เขา
ยอมคุย ภูผายักไหล่ที่จริงก็คงไม่อยากคุยแต่น่าจะจำใจ สลิลว่าลุงของตนมีจิตวิทยาสูงอยู่แล้ว หลอกล่อคนเก่ง ภูผาทำหน้าเจื่อนๆตกลงชมหรือเปล่านี่

“ก็ชมสิคะ แล้วท่าทางคุณใหญ่เป็นยังไงมั่งคะคุณลุง ปกติรึยัง หรือว่ายังดูจิตๆอยู่”

“ไปว่าเขาเดี๋ยวเถอะเรานี่ เขาก็ดูเศร้าโศก อมทุกข์มากเลยนะ คงเจอปัญหาชีวิตหนักๆมาอย่างที่หว้าคิดไว้ล่ะ”

“คุณลุงคิดว่าคุณใหญ่จะเป็นคนร้ายรึเปล่าคะ”

“ลุงก็ยังไม่อยากฟันธงสักเท่าไหร่ แต่เท่าที่สัมผัสได้ คิดว่าไม่น่าจะเป็นคนร้ายอะไร”

สลิลดีใจที่ตนมองคนไม่ผิด แล้วขอตัวเอาของไปให้ใหญ่ ภูผาแซวอย่าไปรบกวนเขานาน รีบไปรีบกลับ สลิลเดินลิ่วไม่อยากสนใจ...พอเดินผ่านธารน้ำตกก็ชะงัก เพราะเห็นใหญ่นั่งทอดอารมณ์อยู่ แต่พอใหญ่เห็นเงาเธอในน้ำก็ลุกพรวดขึ้นจนสลิลตกใจถอยหนีสะดุดรากไม้ล้มก้นจ้ำเบ้า ใหญ่โวยเข้ามาไม่ให้สุ้มให้เสียง สลิลหน้าเหยพยายามลุกขึ้นเอง บ่นอุบ

“ช่วยสักนิดก็ไม่ได้...หว้าเอาเสื้อผ้ามาให้ค่ะ” สลิลชูถุงเสื้อผ้าให้ดู

ใหญ่คว้าถุงจะเดินหนี สลิลเรียกไว้ เขาชะงักหันมาถามมีอะไร เธอบอกเขาว่าได้รับคำขอโทษที่ฝากลุงขาบไปแล้ว ตนไม่โกรธเขาเลย เข้าใจด้วยซ้ำ ใหญ่ตีหน้าขรึมเดินไป สลิลยิ้มค้างเดินตามพูดไล่หลัง อย่าคิดมากตนไม่โกรธเขาจริงๆ...ใหญ่สะกดอารมณ์หันมา สลิลล้วงเงินทอนส่งให้ เขากลับบอกว่าไม่ต้อง ให้เอาไปรวมหักค่าใช้จ่าย เพราะตนจะเช็กเอาต์เย็นนี้ ว่าแล้วก็เดินกลับไป ปล่อยสลิลยืนอึ้งไม่เข้าใจอารมณ์เขา

ooooooo

บนบ้านพักไร่ขวัญแก้ว นวลขวัญทำคุกกี้ชาเขียวสูตรใหม่ ยกมาให้น้องชายชิม ทแกล้วแซวว่าวันนี้โดนลูกค้าจีบอีกหรือเปล่า นวลขวัญบ่น ประจำอยู่แล้วเบื่อจะแย่ ทแกล้วกระเซ้า

“ทนหน่อยน่า ลูกค้ารายใหญ่ แก้วสงสัยอยู่เหมือนกันนะว่าเขาติดใจรสชาติชาไร่เรา หรือติดใจเจ้าของไร่กันแน่”

นวลขวัญหมั่นไส้น้องชายแกล้งเอาคุกกี้ยัดใส่ปาก แล้วฝากให้เอาไปให้สลิลด้วย ทแกล้วไอแค่กๆ ก่อนจะทำหน้าอร่อยชมพี่สาว จากนั้นเขาก็นึกได้ถามพี่สาว

“เออพี่ขวัญ แก้วได้ยินคนงานในไร่คุยกันว่า คุณวายุเจ้าของไร่วายุกูล เขาจะขายไร่ไปสร้างโรงแรมแล้วนะ เห็นว่ามีนายทุนมากว้านซื้อที่รอบๆไปบ้างแล้วด้วย แก้วว่าอีกไม่นานเขาคงส่งคนมาขอซื้อไร่ของเรา”

“ไร่นี้เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้พวกเรา พี่ไม่มีวันขายให้ใครเด็ดขาด”

ทแกล้วมองสีหน้าเด็ดเดี่ยวของพี่สาว หวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก...

เมื่อใหญ่ตัดสินใจเช็กเอาต์ สลิลเข้ามาหาทิพวัลย์ที่ยืนอ่านเอกสารอยู่ตรงเคาต์เตอร์ประชาสัมพันธ์ แกล้งแซว “ทำไมวันนี้คุณผู้จัดการใหญ่มายืนเคาต์เตอร์เองได้ล่ะคะ”

“พนักงานเวรเขาขอเข้าช้านิดนึงน่ะค่ะ ทิพย์เลยมาดูแลงานให้ก่อน...คุณลูกหว้าได้ข่าวคุณวายุเจ้าของไร่วายุกูลไหมคะ”

ใหญ่เดินมาได้ยินชะงักยืนฟัง สลิลพูดแบบไม่ใส่ใจเท่าไหร่ “คุณวายุไม่ได้มาดูแลไร่เกือบสิบปีแล้วนี่คะ ปล่อยให้คนงานดูแลกันเอง คุณทิพย์ไปรู้อะไรมาเหรอคะ”

“ได้ยินมาว่าเขาจะขายไร่วายุกูล เอาไปสร้างโรงแรมค่ะ ถ้าเขาทำโรงแรมขึ้นมาจริงๆต้องกระทบยอดลูกค้ารีสอร์ตเราแน่ๆเลยนะคะ”

ใหญ่นิ่วหน้าแปลกใจ สลิลยังไม่อยากคิดมาก เตือนทิพวัลย์อย่าเพิ่งคิด กว่าจะสร้างเสร็จอีกตั้งนานแล้วข่าวนี้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ รอให้ชัวร์ก่อนค่อยเครียดก็ได้ ยังมีเวลา ทิพวัลย์เอ็ดยังทำหน้าระรื่นได้อีก ใหญ่กำลังหันหลังจะเดินไป สลิลเหลือบไปเห็นซะก่อนทักเขามาเช็กเอาต์หรือ ใหญ่ชะงักหันมา

“ฉันจะมาบอกว่า จะอยู่ที่นี่ต่อไม่มีกำหนด”

สลิลรู้สึกตามอารมณ์ใหญ่ไม่ทันเอาเสียเลย ตอบไปว่ายินดีให้บริการ ใหญ่เดินกลับไป ทิพวัลย์งง “อ้าว...นึกจะไปก็ไป คุณใหญ่นี่แปลกคนจริงๆนะคะเนี่ย”

“หว้าเริ่มจะชินกับเขาแล้วล่ะค่ะ” สลิลมองตามหลังใหญ่ขำๆ ส่ายหน้าไปมา

ค่ำนั้น ใหญ่ครุ่นคิดเรื่องที่ได้ยินมา แล้วรู้สึกปวดหัวด้วยความสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้น...

บริษัทธนากูลเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ธราได้รับรายงานจากเลขาของวายุ ทำให้ต้องรีบเข้าบริษัทพบมานพซึ่งเป็นหุ้นส่วน ละเวงจะตามมาด้วยแต่ธราสั่งให้รออยู่บ้านเผื่อวายุกับไกรกูณฑ์ติดต่อกลับมา...มานพไม่พอใจที่วายุไม่เข้าบริษัทหลายวัน ทำให้โครงการก่อสร้างคอนโดริมแม่น้ำเจ้าพระยาหยุดการดำเนินงานเพราะวายุไม่เซ็นอนุมัติเสียที ธราเปิดแฟ้มดู

“เท่าที่รู้โครงการนี้ติดปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่ วายุก็เลยระงับไว้ก่อน ถ้าเป็นเรื่องนี้ฉันคงช่วยอะไรคุณไม่ได้”

มานพไม่พอใจถามเมื่อไหร่วายุจะกลับ ธรา

ตอบไม่ได้แต่ให้เขาไปจัดการปัญหาเสียก่อนจะดีกว่า มานพโกรธที่ธราไม่คิดจะช่วย ขู่จะต้องเสียใจที่ทำกับตนแบบนี้...ธราอ่อนใจ

ในขณะที่ใหญ่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ไร่วายุกูล เขาเดินมาที่คอกม้า มองเจ้าแบล็คเมจิกกับสตาร์ไลท์ ซึ่งเป็นม้าตัวโปรดของสลิล...ใหญ่คิดถึงวัยเด็กที่พ่อกับแม่ยืนมองเขาขี่ม้าที่ไร่วายุกูล เสียงเข็มขัดจังหวะความคิด “คุณใหญ่ต้องการอะไรครับ...”

“เปล่า...ฉันมาเดินเล่น เห็นม้าสวยดีเลยเข้ามาดู หวงเหรอ”

“ตัวอื่นไม่หวงหรอกครับ แต่เจ้าสตาร์ไลท์กับแบล็คเมจิกตัวที่คุณใหญ่จับเมื่อกี๊ กับอีกตัวที่อยู่ใกล้ๆกัน พี่หว้าเธอหวง ไม่ให้ใครขี่นอกจากพี่แก้วคนเดียว”

ใหญ่ไม่สนใจชิงถามว่าไร่วายุกูลอยู่ไกลจากที่นี่มากไหม และไปอย่างไร เข็มตอบไปตามตรงว่าอยู่เลยไปทางยอดเขา ขี่ม้าเลาะไปทางชายป่าด้านหลังได้ไม่ไกล ใหญ่ฟังอย่างเก็บข้อมูล พอเห็นสลิลเดินมาก็รีบชิ่งหนีไปดื้อๆสลิลเข้ามาถามเข็มด้วยความแปลกใจคุยอะไรกัน

“เขามาถามทางไปไร่วายุกูลน่ะครับ”

สลิลแปลกใจที่ใหญ่รู้จักไร่วายุกูล มองตามหลังใหญ่ที่เดินกลับที่พักอย่างสงสัย

ooooooo

ตอนที่ 2

ใหญ่เดินหงุดหงิดจากคอกม้า สลิลวิ่งตามมาเพื่อบอกว่า อยากเอาม้าตนไปขี่เล่นได้ หรือจะให้ตนขี่เป็นเพื่อนก็ได้ ใหญ่สะบัดเสียงตอบไม่ต้องการเพื่อน แถมไล่ไปให้พ้น สลิลยืนจ้องไม่หลบ ใหญ่โมโหเดินกระแทกไหล่เธอเซเกือบล้ม ก่อนจะหันมากำชับ

“หยุดอยู่ตรงนั้นไม่ต้องตามมา แล้วก็เลิกตามวุ่นวายกับฉันซักที”

สลิลบ่นไล่หลัง “คนอะไรเอาแต่ใจตัวเองชะมัดเลย”

ภูผากำลังคุมคนงานปลูกดอกไม้ เหลือบเห็นหลานสาวเดินหน้าหงิกมาก็ทักทะเลาะกับใครมาอีก สลิลระบาย ตนอุตส่าห์หวังดีกลัวจะเบื่อ ให้เอาม้าไปขี่เล่นได้ กลับหัวเสียใส่ ผีเข้าผีออกเหลือเกิน ภูผาขำย้อนถามไหนว่าชินแล้วทำไมยังหงุดหงิด

“ชินก็ส่วนชินค่ะคุณลุง แต่หว้าไม่ชอบที่เขาไม่เห็นความหวังดีของคนอื่นบ้างเลย...คุณลุงคอยดูนะคะ หว้าจะต้องทำให้คุณใหญ่ยอมคุยกับหว้าดีๆให้ได้”

ภูผาหัวเราะ สลิลเคืองหัวเราะแบบนี้แสดงว่าไม่เชื่อ ภูผาเหวอที่มาพาลกันเสียงั้น...สลิลนึกได้เล่าว่า ใหญ่ถามทางไปไร่วายุกูลจากเข็ม มันน่าสงสัย ภูผากระเซ้าสงสัยอะไรคุณนักสืบ

“ก็ตรงที่ไม่มีใครพูดถึงไร่วายุกูลมาตั้งนานแล้วน่ะสิคะ แต่อยู่ๆคุณใหญ่ก็ทำท่าเหมือนรู้จัก และอยากไปที่นั่น แถมคุณวายุเจ้าของไร่ที่ไม่เคยมาดูแลไร่เป็นสิบๆปี ก็เพิ่งจะมาพักที่ไร่เมื่อไม่กี่วันนี่เองนะคะ”

ภูผาชะงักรีบถามว่าวายุมาพักหรือ สลิลตอบว่าใช่และทิพวัลย์บอกว่าเขาจะขายไร่ ภูผายิ่งแปลกใจ แต่สลิลไม่สนใจเรื่องนั้น กลับสงสัยใหญ่มากกว่าจะต้องล้วงความลับให้ได้

“ยุ่งไม่เข้าเรื่องน่ะเรา เรื่องส่วนตัวของลูกค้า ลุงว่าอย่าไปยุ่งกับเขาจะดีกว่า กลับไปทำงานได้แล้วไป” ภูผาดันสลิลให้เดิน สลิลหน้ามุ่ยเดินไป ภูผาหันมาครุ่นคิดเรื่องวายุทันที

จากนั้น ภูผาโทร.เล่าให้ธราฟัง ท่าทางเธอดีใจหมดห่วงไปหนึ่งคน ภูผาถามจะขึ้นมาไหม เธอกลับปฏิเสธจะตามไกรกูณฑ์ให้ได้อีกคนก่อน ปล่อยวายุพักผ่อนให้สบายใจ ภูผาแอบผิดหวังแต่ยังยินดีช่วยทุกอย่าง ธราขอบคุณหยอดคำหวานว่าเขาเป็นที่พึ่งได้เสมอ ทำเอาภูผาปลาบปลื้ม

ยามค่ำคืน ภาพเหตุการณ์เลวร้ายผุดขึ้นในห้วงความคิดของใหญ่...เขามองปืนในมืออย่างสับสน มองร่างไกรกูณฑ์นอนคว่ำหน้าจมกองเลือดอย่างตกใจ ละเวงวิ่งพรวดเข้ามา โผเข้ากอดร่างสามีร้องไห้โฮ ถาม “นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะคุณใหญ่ คุณใหญ่ฆ่าคุณไกรกูณฑ์หรือคะ คุณใหญ่ฆ่าเขาทำไม...”

“ฉันไม่ได้ทำ! ฉันไม่รู้เรื่อง!” สีหน้าใหญ่ช็อก

“ปืนอยู่ในมือคุณใหญ่ ถ้าคุณใหญ่ไม่ได้ทำแล้ว ใครจะทำ” สายตาละเวงปรักปรำใหญ่โยนปืนทิ้งปฏิเสธเสียงสั่น สับสน...ละเวงตอกย้ำ เขาไม่ทำแล้วใครจะทำ วันนี้เป็นวันเกิดคุณท่าน แต่เขากลับฆ่าลูกท่านตายคาบ้าน ใหญ่ลนลานรู้สึกผิด

“ฉันจะทำยังไงดี ฉันจะไปสารภาพความจริงกับคุณท่าน ฉันจะยอมรับผิดทุกอย่าง”

ละเวงดึงแขนใหญ่ไว้ “ใจเย็นๆก่อนค่ะคุณใหญ่ ถ้าคุณใหญ่บอกตอนนี้ คุณท่านต้องรับไม่ได้แน่ๆ คุณใหญ่ อยากให้คุณท่านเป็นอะไรไปอีกคนเหรอคะ”

ใหญ่จับตัวละเวงเขย่าอย่างเสียสติ แล้วจะให้ตนทำอย่างไร ละเวงทำท่าคิดก่อนจะบอกให้เขาหนีไปก่อน ใหญ่ถามจะทำอย่างไรกับศพ ละเวงอาสาจัดการให้ เรื่องเรียบร้อยเมื่อไหร่จะโทร.แจ้ง ใหญ่ยังไม่รู้จะหนีไปไหน ละเวงแนะนำให้ไปไร่วายุกูล เธอผลักดันให้เขารีบออกไปก่อนที่ใครจะมาเห็น ละเวงชะโงกหน้าออกจากห้อง มองใหญ่จนลับตา...

ใหญ่พยายามจับต้นชนปลายเรื่องราวที่เกิดขึ้น ฉุกคิดถึงละเวงขึ้นได้...ด้านละเวง กลับมาบ้านตอนค่ำ ธรานั่งรอซักถามไปไหนมา เธอสะดุ้งอ้างไปทำธุระข้างนอก ขอโทษที่ไม่ได้ขออนุญาต ธราไม่อยากเซ้าซี้ว่าธุระอะไร แต่เล่าเรื่องที่ภูผาโทร.มาบอกว่าวายุไปอยู่ที่ไร่วายุกูล ละเวงทำหน้าตกใจทำไมตอนที่ตนโทร.ไปเช็ก คนงานบอกว่าไม่ได้ไป

“จะไปเมื่อไหร่ก็ช่าง แต่ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าวายุ อยู่ที่ไร่วายุกูล”

“คุณท่านจะให้ละเวงจัดการยังไงต่อไปดีคะ” สีหน้าละเวงแอบร้ายเล็กน้อย

“อย่าเพิ่งไปยุ่งกับเขาเลย ปล่อยให้อยู่ที่นั่นไปก่อน ตอนนี้เธอเร่งหาตัวไกรกูณฑ์ให้เจอเร็วๆเถอะ ไม่รู้ไปอยู่ ซะที่ไหน” สีหน้าธราเป็นห่วงลูกชาย

“ค่ะคุณท่าน ละเวงจะรีบตามหาคุณน้อยให้เจอ เร็วที่สุด” ละเวงก้มหน้าหลบสายตา

ธรามองละเวงไม่แน่ใจจะได้เรื่องหรือเปล่า...ด้านไร่ วายุกูล วายุยืนอยู่บนระเบียงบ้าน มองผ่านความมืดออกไป สบถ “ไอ้ใหญ่ ไอ้ฆาตกร มึงไปมุดหัวอยู่ที่ไหนของมึง”

ooooooo

เช้าวันใหม่ ใหญ่แอบมาเอาม้าที่คอกขี่ออกไป สลิลเห็นเกิดสงสัย ตัดสินใจควบม้าตามใหญ่ลัดเลาะไปตามชายป่าอย่างที่เข็มเคยบอก จนมาถึงแนวรั้วไร่วายุกูล เห็นคนงานเดินขวักไขว่ก็แปลกใจ สลิลตามมาแอบมองห่างๆ ลงจากหลังม้าเดินมาใกล้ด้วยความอยากรู้

ไม่คาดคิดเกิดสะดุดรากไม้อุทานเสียงดัง ใหญ่หันขวับมามอง โกรธมากที่เธอตามมา จึงควบม้ากลับ สลิลกลับไปขึ้นม้าขี่ตาม แต่ไม่เห็นแม้เงาเขา หยุดหมุนไปมาอยู่ชายป่า ใหญ่โผล่มาจากมุมหนึ่ง เผชิญหน้ากับสลิล สีหน้าเขาดุดันเสียงเข้ม

“เธอแอบตามฉันมาทำไม”

“แล้วคุณใหญ่มาที่ไร่วายุกูลทำไมคะ”

“ไม่ใช่เรื่องของเธอ ฉันขอเตือนเธอไว้ก่อน ถ้าไม่อยากเดือดร้อน ก็อย่ามายุ่งกับเรื่องของฉันอีก” พูดจบใหญ่ควบม้าหนีไป

“ทำไมล่ะคะ คุณใหญ่เป็นคนไม่ดี หนีความผิดมารึไงคะ ถึงต้องทำตัวลึกลับแบบนี้ด้วย” สลิลควบม้าตามร้องถาม...ใหญ่เจ็บปวดกับคำถามของสลิล เร่งฝีเท้าม้าหนีความจริงอันโหดร้ายที่ตามหลอกหลอน...

บนถนนทางเข้าไร่ขวัญแก้ว วายุขับรถสปอร์ตเข้ามาท่ามกลางสีหน้าแปลกใจของคนงาน เขาจอดรถลงมายืนมองไร่ชาด้วยความพึงพอใจ...ขณะที่ทแกล้วมารอสลิลที่คอกม้าอย่างกระวนกระวายเมื่อเข็มบอกว่าสลิลขี่ม้าออกไปแล้ว ตนยังคิดว่าไปกับทแกล้วเหมือนทุกวัน ไม่ทันไร ใหญ่ขวบม้ากลับเข้ามาหน้าตาบูดบึ้ง บอกเข็มช่วยเก็บม้าให้ด้วยแล้วเดินไป ทแกล้วถามเข็มว่าใคร เข็มบอกว่าแขกวีไอพีของสลิล ทแกล้วพึมพำนี่หรือใหญ่ ชักไม่ชอบขี้หน้า

พอดีสลิลขี่ม้ากลับมา ทแกล้วต่อว่าทำไมวันนี้ไม่รอตน เธอตอบว่าออกไปขี่ม้าเล่นกับใหญ่ ทแกล้วงอนโวยนี่เป็นหน้าที่ตน ให้คนอื่นมาทำแทนได้อย่างไร แถมว่าหน้าตาไม่เป็นมิตร

“แก้วเจอกับคุณใหญ่แล้วเหรอ ถึงได้ไปว่าเขาเป็นชุดขนาดนั้น”

“เห็นเมื่อกี้แว้บนึง ถึงจะเห็นแวบเดียวก็ดูออกว่าคงไม่ใช่คนดี หว้าไปขี่ม้ากับเขาสองคนอย่างนั้นไม่กลัวรึไง”

สลิลปัดไม่มีอะไรน่ากลัวแล้วชวนทแกล้วไปคุยที่บ้าน...ส่วนใหญ่กลับเข้ากระท่อมดินด้วยอารมณ์หงุดหงิด ตัดสินใจเอามือถือออกมาเปิดแต่แบตหมด ยิ่งโมโหปามือถือทิ้งกระจาย ยืนเครียดจะทำอย่างไรดี...สุดท้ายมองไปที่โทรศัพท์ของทางรีสอร์ต โทร.เข้ามือถือละเวง ละเวงแปลกใจเบอร์ใคร พอได้ยินเสียงเป็นใหญ่ก็ตกใจ รีบถามเขาอยู่ที่ไหนกันแน่

“อยู่ที่ไหนก็ช่างฉันเถอะ ฉันอยากรู้เรื่องไกรกูณฑ์ เธอจัดการกับศพยังไง แล้วคุณท่านเป็นยังไงบ้าง”

ละเวงบอกไม่ต้องห่วงเรื่องทางนี้ ตนจัดการได้ ให้บอกมาว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน ไม่ทันที่ใหญ่จะตอบ เสียงธราดังแทรกเข้ามา ถามละเวงคุยกับใครอยู่ ละเวงสะดุ้งตัดสายทิ้งท่าทางอึกอัก ธราแทบจะเข้าแย่งมือถือ ถามใช่ไกรกูณฑ์หรือไม่ละเวงปฏิเสธอ้างคนโทร.ผิด ธราไม่พอใจไล่ละเวงไปพ้นหน้า...ใหญ่เสียดายที่ยังไม่ทันรู้เรื่องราวจากละเวง

วายุขับรถมาจอดหน้าบ้านของนวลขวัญ เป็นจังหวะที่เธอเดินออกมาพอดี เขาลงมาทักทายแนะนำตัว “ผม วายุ ธนากูล เจ้าของไร่วายุกูลครับ”

นวลขวัญแปลกใจที่เขารู้จักชื่อเธอ วายุอ้างว่า

ไร่ชาของเธอมีชื่อเสียงโด่งดัง นวลขวัญเชิญเขาไปนั่งโต๊ะสนามหน้าบ้าน ท่าทางเธอระวังตัวอยู่ในที

“คุณวายุมาหาฉันถึงที่ไร่ มีธุระอะไรรึเปล่าคะ”

“ผมเพิ่งจะขึ้นมาทำธุรกิจที่นี่ เห็นว่าไร่ของเราสองคนติดกัน ก็เลยอยากมาทำความรู้จักในฐานะ เพื่อนบ้านน่ะครับ”

“เรื่องสร้างโรงแรมของคุณ ฉันพอจะได้ข่าวมาบ้างแล้วล่ะค่ะ เห็นว่ากว้านซื้อที่ดินของชาวบ้านแถบนี้ไปเกือบหมดแล้ว...หวังว่ามาวันนี้คงไม่ได้จะมาขอซื้อที่ไร่ขวัญแก้วหรอกนะคะ”

วายุทึ่งที่เธอรู้ทัน ยิ้มให้ใจเย็นหยั่งเชิง “แล้วถ้าเป็นยังงั้น คุณขวัญจะยอมรึเปล่าล่ะครับ”

“ไม่ค่ะ...ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว ดิฉันขอตัวเข้าไปทำงานในไร่นะคะ” นวลขวัญตัดบท

วายุแอบทำหน้าหนักใจ เพราะดูท่าการเจรจาจะไม่ง่าย ตัดสินใจเดินตามเธอเข้าไปในไร่ชา เธอถอนใจเซ็งปนรำคาญ

ooooooo

ทแกล้วเอาคุกกี้ชาเขียวสูตรใหม่ที่นวลขวัญทำฝากมาให้สลิล แล้วชวนเธอไปขอบคุณด้วยตัวเอง สลิลอ้างวันนี้ไม่ว่าง ไล่ทแกล้วให้กลับไปช่วยงานนวลขวัญได้แล้ว

นวลขวัญกลับออกจากไร่ ส่งวายุขึ้นรถกลับ เขาขอมาเยี่ยมอีก เธอจึงดักคอ ถ้ามาในฐานะเพื่อนบ้านก็ยินดี แต่ถ้ามาเรื่องซื้อที่ เสียเวลาเปล่า ตนไม่ขายเด็ดขาดวายุทำเป็นยิ้มว่ามาในฐานะเพื่อนแน่นอน...รถวายุแล่นสวนกับรถทแกล้วที่หน้าบ้านพอดี ทแกล้วรี่เข้ามาถามพี่สาวใครมา พอรู้ว่าเป็นวายุมาดูท่าทีก็เสียดาย น่าจะได้เจอกัน จะไล่ตะเพิดไปเลย นวลขวัญเอ็ดน้อง

“พูดไม่เพราะเลยนะแก้ว ที่ของเรา ถ้าเราไม่ขายซะอย่าง ใครก็ทำอะไรเราไม่ได้อยู่แล้ว”

“แก้วกลัวว่าเขาจะเล่นไม่ซื่อ หาเรื่องข่มขู่ให้เรายอมขายที่ให้น่ะสิ”

“ก็เอาไว้ให้ถึงตอนนั้นก่อนค่อยว่ากัน ผูกมิตรเอาไว้ดีกว่าสร้างศัตรู ยังไงซะเราก็เพื่อนบ้านไร่ติดกัน พี่ไม่ยอมขายไร่ให้ใครง่ายๆหรอก เพราะพี่จะเก็บไว้ปลูกเรือนหอให้แก้ว”

ทแกล้วยิ้มแป้นดีใจ นวลขวัญชวนน้องชายไปทำงานในไร่ด้วยกัน สองพี่น้องกอดเอวกันเดินไปอย่างสนิทสนม...

วายุเดินเข้าบ้านที่ไร่วายุกูล แปลกใจเห็นกษิตนั่งรออยู่ในห้องรับแขก  กษิตอ้างท่านให้มาสำรวจไร่อย่างละเอียด วายุจะพาเดินดู แต่กษิตบอกว่าให้คนงานพาเดินดูระหว่างรอเขาแล้ว  และชมว่าไร่สวยไม่เสียดายหรือที่จะขาย สายตาวายุฉายแววชิงชังขึ้นมา เขาพยายามกดมันไว้

“ผมไม่เสียดายหรอก ทิ้งไว้แบบนี้ก็ไม่มีอะไรงอกเงยขึ้นมา เสียของเปล่า”

กษิตถามถึงไร่นวลขวัญ วายุบอกว่าเพิ่งกลับมาจากที่นั่น ท่าทางจะยาก กษิตเสนอจะส่งลูกน้องไปสั่งสอน วายุห้ามไม่ต้องการทำร้ายนวลขวัญ อยากใช้วิธีเจรจาอีกที กษิตเน้นอย่าให้นานเกินไป ท่านใจร้อน เปลี่ยนใจขึ้นมาจะยุ่ง วายุสีหน้าหนักใจ...

บ่ายแก่ๆละเวงลากตัวอุศเรนน้องชายมาคุยท่ีสวนหย่อมหลังบ้าน เกรงคนในบ้านเห็นต่อว่าสั่งแล้วไม่ให้มาที่นี่ อุศเรนต้องการขอเงิน เธอเบื่อหน่ายที่น้องเรียนก็ไม่จบงานก็ไม่ทำ ตัดสินใจจ้างน้องทำงานให้บางอย่าง...

ด้านใหญ่ เปิดทีวีีเปลี่ยนช่องหาข่าวทางบ้าน พอไม่มีก็หงุดหงิด เห็นเข็มกวาดสวนอยู่ จึงวานให้ไปหาหนังสือพิมพ์ย้อนหลังสามวันก่อนมาให้ มีกี่ฉบับเอามาให้หมด...เข็มวิ่งพรวดพราดมาที่สำนักงาน สลิลยืนคุยอยู่กับทิพวัลย์ เห็นเข็มค้นหนังสือพิมพ์ แถมคว้าฉบับใหม่บนโต๊ะไปด้วยก็สงสัย ดึงคอเสื้อมาถาม พอรู้ว่าใหญ่ต้องการ ก็คว้ากองหนังสือจะเอาไปให้เอง

เดินมาถึงเห็นใหญ่นั่งทอดอารมณ์อยู่ริมลำธาร สลิลส่งเสียงเรียก เขาสะดุ้งหันมาเอ็ดทำไมต้องเสียงดังด้วย สลิลทำตาใสซื่อย้อน

“ก็วันก่อนคุณใหญ่ดุว่าเข้ามาไม่ส่งเสียงให้รู้ตัวก่อน วันนี้หว้าก็เลยตะโกนก่อนไงค่ะ”

ใหญ่ไม่สบอารมณ์ สลิลบอกว่าเอาหนังสือพิมพ์มาให้ เขาดึงเอามาแล้วเดินหนี สลิลเดินตาม เขาหันกลับมากะทันหันจนเธอเกือบชน ตวาดไม่ต้องตาม สลิลมองตามสีหน้าอยากเอาชนะ

ใหญ่เข้าบ้านพัก ค้นหาข่าวในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ มีเพียงข่าวอวยพรวันเกิดธรา แต่ไม่มีข่าวการตายของไกร– กูณฑ์ ยิ่งทำให้เขากดดัน ขยำหนังสือพิมพ์แผดเสียงร้องด้วยความเครียด สลิลแอบมองยิ่งไม่เข้าใจในตัวเขามากขึ้น

ooooooo

บ่ายวันใหม่ สลิลมาเยี่ยมนวลขวัญที่ไร่ชา พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน นวลขวัญช่วยพูดเข้าข้างน้องชาย ว่าทแกล้วมาบ่นน้อยใจให้ฟังบ่อยๆว่าตั้งแต่ใหญ่มาพักที่รีสอร์ต เขาก็ตกกระป๋อง ไม่อยู่ในสายตาเธอเหมือนเมื่อก่อน

“ใช่ครับ เดี๋ยวนี้หว้าเขาหายใจเข้าออกเป็นคุณใหญ่ตลอด” ทแกล้วเรียกร้องความเห็นใจ

สลิลหมั่นไส้ แกล้งว่าให้เจ็บ “จะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ แก้วก็ไม่เคยอยู่ในสายตาหว้าอยู่แล้วค่ะพี่ขวัญ”

“โหย หว้า จะทำร้ายจิตใจกันไปถึงไหนเนี่ย เก็บไว้ในใจมั่งก็ได้”

นวลขวัญถามแทรกทำไมสลิลถึงสนใจใหญ่ สลิลตอบว่า ตอนแรกก็กลัวจะเป็นคนร้าย แต่ดูๆไปเหมือนเขาเจอมรสุมชีวิตหนัก แววตาน่าสงสาร หาทางออกให้ชีวิตไม่ได้ เกรงจะคิดสั้น...นวลขวัญได้ฟังจึงเสริมว่าต้องจับตาดูให้ดี ถ้ามาตายจะเดือดร้อน ลูกค้าหนีหมด ทแกล้วเสนอให้ไล่ไปเสียก็สิ้นเรื่อง สลิลโต้ ตนไม่ใจยักษ์ ไร้มนุษยธรรมอย่างทแกล้ว

“คุณลุงบอกว่าเขาหนีร้อนมาพึ่งเย็นก็น่าสงสาร ให้ดูๆไปก่อน เผื่อธรรมชาติจะช่วยเยียวยาจิตใจเขาให้ดีขึ้นได้”

ทแกล้วยังแขวะเปลี่ยนเป็นเปิดมูลนิธิดีกว่า สลิลหมั่นไส้ ต้องให้เด็กขาดความอบอุ่น ไม่มีคนรักอย่างเขามาพักเป็นคนแรก สามคนหัวเราะกันครื้นเครง วายุโผล่มาทักทายขอร่วมวง ทแกล้วไม่พอใจพูดอย่างไม่เป็นมิตร พวกเรายืนยันคำเดิมคือไม่ขายที่ วายุรีบบอกว่าตนมาทักทายฐานะเพื่อนเท่านั้น นวลขวัญปรามน้องชายแล้วแนะนำสลิลให้รู้จักกับวายุ สลิลยกมือไหว้แล้วดึงลากทแกล้วให้ออกไปด้วยกันก่อนจะหาเรื่องอีก

เข้ามาในครัว ทแกล้วโวยวายไม่ชอบขี้หน้าวายุ อย่าหวังว่าพวกเราจะยอมขายที่ สลิลดักคอ หวงพี่สาว หรือไม่ยอมขายที่กันแน่ ทแกล้วบอกว่าทั้งสองอย่าง

สลิลให้ใจเย็นดูๆเขาไปก่อน

“เดี๋ยวแก้วจะเชิญเขาไปพักที่รีสอร์ตหว้า ให้หว้าช่วยสืบประวัตินายนี่ให้หน่อย ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

สลิลสะอึกเหมือนโดนหลอกด่า หันมาจะตี ทแกล้วหลบเดินหนี ได้แต่เจ็บใจเล็กๆ...

เย็นวันนั้น สลิลกลับมาที่รีสอร์ต เห็นภูผากำลังออกกำลังกายด้วยการหวดวงสวิงกอล์ฟไปมา จึงเดินหน้ามุ่ยเข้าไปหา ภูผาเอ่ยถาม ไปหานวลขวัญมาเป็นอย่างไรบ้าง

“ก็ดีค่ะ เจอคุณวายุเจ้าของไร่วายุกูลด้วยนะคะ”

ใหญ่เดินมาได้ยินชะงัก แอบฟังหลังพุ่มไม้ ภูผาถามวายุเป็นอย่างไรบ้าง “ลุงเคยเห็นแต่ตอนเด็กๆ ถ้าเจอกันตอนนี้ก็คงจำไม่ได้แล้วล่ะ”

“ท่าทางสุภาพ ดูเป็นมิตรดีค่ะ แต่นายแก้วน่ะสิคะ ตั้งแง่ไม่ชอบเขาท่าเดียวเลย”

ใหญ่ซึ่งแอบฟังอย่างเก็บข้อมูล สีหน้าสงสัย...สลิลคุยกับภูผาเสร็จ เดินแยกไปข้างรีสอร์ต ไม่คาดคิด ใหญ่โผล่พรวดมาขวางหน้า เธอสะดุ้งตกใจ ใหญ่ถามสีหน้าดุดัน

“วายุเจ้าของไร่วายุกูลที่เธอไปเจอกันวันนี้หน้าตาเป็นยังไง”

“คุณใหญ่รู้ได้ยังไงคะว่าหว้าไปเจอคุณวายุมา”

ใหญ่ตะคอกจะรู้ได้อย่างไรก็ช่าง ให้ตอบมา สลิลยิ่งสงสัยจะรู้ไปทำไม หรือว่าเขาเกี่ยวข้องอะไรกับวายุหรือไร่วายุกูลถึงได้สนใจเรื่องนี้ ใหญ่กราดเกรี้ยว

“ไม่ต้องถาม ไม่ต้องเดาอะไรทั้งนั้น บอกมาเร็วๆว่านายวายุนั่นหน้าตาเป็นยังไง”

สลิลต่อรองให้เขาบอกก่อนว่าทำไมถึงอยากรู้ ใหญ่โกรธจับต้นแขนเธอบีบอย่างแรง  สลิลหน้าเบ้ร้องเจ็บ ใหญ่ได้สติปล่อยแขนเธอ พยายามกลบเกลื่อนความรู้สึกผิด สลิลจ้องหน้า

“คุณใหญ่มีเรื่องอะไรปิดบังอยู่กันแน่คะ เล่าให้หว้าฟังได้รึเปล่าคะ บางทีหว้าอาจจะช่วยคุณใหญ่ได้นะคะ” สลิลจับแขนใหญ่

“เธอช่วยฉันไม่ได้หรอก ไม่มีใครช่วยฉันได้ทั้งนั้น” ใหญ่สะบัดมือออกอย่างแรงเดินหนี

สลิลมองตามด้วยความสงสัยอยากรู้มากขึ้นทุกทีๆ...ใหญ่กลับเข้าบ้านพัก เดินเข้าห้องน้ำมองตัวเองในกระจกด้วยสีหน้าเคร่งเครียดกดดัน กระแทกมือกับอ่างน้ำอย่างแรง จ้องหน้าถาม

“แกเป็นใครมีสิทธิ์อะไรมาขายไร่วายุกูลของฉัน” ใหญ่นึกถึงอดีตที่พ่อจูงมือตนเดินชมไร่ พร้อมบอกว่ายกไร่นี้ให้แก่ตน  ตนวิ่งเข้ากอดแม่ถามว่าแม่รักไร่นี้เหมือนตนใช่ไหม แม้ดวงตาของแม่จะดูเศร้าๆแต่ก็รับคำ

ใหญ่โกรธแค้นว่าใครที่จะมาขายไร่ของตน กำหมัดชกกระจกเปรี้ยงเลือดอาบมือ พอเห็นเลือดที่มือ ภาพศพไกรกูณฑ์นอนจมกองเลือดผุดขึ้น เขายกมือกุมหัวส่ายหน้าไปมา

“ฉันไม่ได้ฆ่านายนะไกรกูณฑ์ ฉันไม่ได้ทำ...นี่มันอะไรกันวะ!” ใหญ่สับสนวุ่นวายใจ

ooooooo

สายวันใหม่ สลิลกับทแกล้วกลับจากขี่ม้าเดินคุยกันมา ทแกล้วสังเกตเห็นสลิลซึมๆจึงแซวว่าเครียดเรื่องใหญ่อีกแล้วใช่ไหม เห็นเธอนิ่งๆจึงฟันธง

“เฮ้อ ไม่รู้ว่าคุณใหญ่นี่มีดีอะไรนักหนาถึงได้อยู่ในความคิดหว้าได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง”

“พูดเว่อร์ไปแล้วแก้ว ยี่สิบสี่ชั่วโมงอะไรกัน”

“หรือไม่จริง ทีแก้วรู้จักกับหว้ามาตั้งแต่เด็ก มาขี่ม้าเล่นเป็นเพื่อนหว้าเกือบทุกเช้า แต่ไม่รู้ว่าแก้วจะได้อยู่ในใจหว้าวันละกี่นาที”

สลิลเหล่มองถามที่พูดนี่อิจฉาหรือน้อยใจ ทแกล้วว่าทั้งสองอย่าง แล้วถามว่าใหญ่แผลงฤทธิ์อะไรอีก สลิลถอนใจบ่นก็ตามประสาคนผีเข้าผีออก ทแกล้วติงอย่าเอามาคิดให้รกสมอง เขาแค่มาพักชั่วคราว ไม่นานก็ไปเหมือนแขกคนอื่นๆ สลิลพยักหน้าแต่ในใจยังครุ่นคิด

บนโต๊ะอาหาร ภูผานั่งรออยู่ก่อน ป้านิ่มหยิบการ์ดแต่งงานที่มีคนส่งมาให้แก่ภูผา ถามความเห็นควรจะให้สลิลหรือไม่ เกรงเธอจะเสียใจอีก ภูผาคิดว่าเขาพี่น้องกันอย่างไรเสียก็ต้องให้ พอสลิลเดินมากับทแกล้ว ภูผาจึงยื่นการ์ดให้ ทแกล้วรู้แกวรีบดึงมา

“อย่าไปดูให้ช้ำใจเลยหว้า ป้านิ่มครับ ช่วยเอาไปทิ้งให้ไกลๆเลยครับ”

สลิลดึงกลับ “เอาคืนมานะแก้ว นี่มันการ์ดแต่งงานน้องสาวหว้านะ จะเอาไปทิ้งได้ยังไงหว้าไม่ได้เสียใจกับเรื่องนี้แล้วล่ะ”

ภูผาโล่งใจ แต่ทแกล้วว่าไม่เสียใจแล้วทำไมทำหน้าเศร้า สลิลโต้ “ใครจะยิ้มหน้าเป็นเหมือนเธอได้ตลอดเวลาล่ะยะ หว้าแค่น้อยใจที่แม่กับลูกหยีส่งการ์ดมาให้ ทำยังกะหว้าเป็นคนอื่นงั้นแหละ ยังไงเราก็แม่เดียวกัน...หว้าไม่เคยคิดว่าลูกหยีเป็นคนอื่นเลยนะคะคุณลุง ลูกหยีก็น้องสาวหว้าคนนึง แค่ผู้ชายโลเลคนเดียว ทำไมหว้าจะเสียสละให้ไม่ได้”

ภูผาสบตาป้านิ่ม ยิ้มให้กันรู้สึกสบายใจขึ้น มองสลิลที่เปิดการ์ดออกอ่าน

ooooooo

บนถนนในเมือง นวลขวัญยืนคุยกับวีระหน้าออฟฟิศเขา ดูท่าเธออึดอัดอยากจะปลีกตัวกลับ เพราะเซ็งกับความขี้หลีของเขา แต่วีระดื้อดึงจะไปส่งเธอที่ไร่ พอดีวายุขับรถผ่านมาเห็นเขาจอดรถลงมาทักทายถามมีปัญหาอะไรหรือเปล่า

“เปล่าหรอกค่ะ ฉันมาคุยงานกับคุณวีระ เผอิญไม่ได้เอารถมา คุณวีระอาสาไปส่ง แต่ฉันเกรงใจ ขอกลับเอง คุณวีระไม่ยอม”

“แหมคุณขวัญ เราก็คนกันเอง ค้าขายด้วยกันมาตั้งนานแล้วไม่เห็นต้องเกรงใจอะไร”

ท่าทางนวลขวัญอึดอัดใจ วายุจึงบอกว่าตนกำลังจะกลับไร่เหมือนกัน อย่างไรก็ต้องผ่านไร่เธอ จึงชวนไปด้วยกัน นวลขวัญชั่งใจว่าไปกับวายุยังจะดีกว่าไปกับวีระ จึงยินยอม วีระมองอย่างเสียดาย...ระหว่างทาง วายุพยายามชวนคุย อ้างว่าตนมาอยู่ที่นี่ยังไม่มีเพื่อน มีเธอคนเดียวที่รู้จัก ถือเป็นเพื่อนคนแรก นวลขวัญยิ้มแหยๆ บอกเขาว่าอยู่ไปก็มีเพื่อนมากขึ้นเอง

วายุถือโอกาสเลียบเคียงถาม “ปกตินี่มีคนต่างถิ่นมาอยู่กันบ้างไหมครับ อย่างเช่นมาทำงาน หรือมาทำธุรกิจอะไรทำนองนี้น่ะครับ”

“ไม่ค่อยมีหรอกค่ะ”

“คุณขวัญไม่เห็นคนแปลกหน้ามาแถวนี้บ้างเลยเหรอครับ”

“คนแปลกหน้าเหรอคะ ก็มีอยู่คนนึงนะคะ”วายุสีหน้าอยากรู้ นวลขวัญตอบ “ก็คุณไงคะ”

“โธ่คุณขวัญ...นี่ผมยังเป็นคนแปลกหน้าสำหรับคุณอยู่อีกเหรอครับเนี่ย” วายุผิดหวัง

นวลขวัญนั่งนิ่งไว้ตัวหน่อยๆ วายุชำเลืองมองชักพอใจผู้หญิงคนนี้...มาถึงหน้าบ้าน นวลขวัญออกตัวขอโทษที่วันนี้ไม่เชิญเข้าบ้าน เพราะมีงานต้องทำอีกมาก วายุรีบบอกว่าไม่เป็นไร แต่วันหลังขอให้เธอเป็นไกด์พาเที่ยว

เธอรับคำกรายๆ

ทแกล้วออกมาเห็นวายุขับรถออกไป ก็ไม่ชอบใจที่ มาส่งพี่สาว นวลขวัญปัดอย่าไปสนใจบังเอิญเจอกันเท่านั้น

สงบสติอารมณ์ได้ใหญ่ตัดสินใจโทร.ไปที่ไร่วายุกูล ขอพูดสายกับวายุ แต่ทางนั้นบอกว่าเขาออกไปข้างนอก จึงซักถามว่าจะอยู่อีกนานไหม...สลิลหอบผ้าปูที่นอนมาจะเปลี่ยนให้ จะเคาะประตูก็เกรงว่าใหญ่จะเหวี่ยงเอาอีก จึงเดินเลาะมาหลังบ้าน แอบมองผ่านหน้าต่างว่าเขาทำอะไรอยู่ เห็นใหญ่กดโทรศัพท์ก็แปลกใจที่เขามีการติดต่อสื่อสารบ้างแล้ว

ใหญ่โทร.ไปหาละเวงอีกครั้ง เพื่อให้เธอสืบดูทีว่าใครอยู่ที่ไร่วายุกูล ละเวงขอให้เขาบอกว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน เขาจึงบอกว่าไม่ไกลจากไร่เท่าไหร่...สลิลพยายามเงี่ยหูแอบฟังว่าใหญ่คุยอะไร พลันเห็นแมงมุมตัวใหญ่เกาะอยู่ก็ตกใจร้องกรี๊ด หัวโขกหน้าต่างอย่างแรง

ใหญ่สะดุ้งหันมอง กระแทกหูโทรศัพท์ทั้งที่ยังคุยค้างด้วยความโมโห เดินไปเปิดประตู สลิลฝืนยิ้มทำทีไม่เจ็บอะไร ชูผ้าปูที่นอนให้ดูว่าจะมาเปลี่ยน

“จะมาเปลี่ยนผ้าปูที่นอนแล้วไปแอบดูฉันที่หน้าต่างทำไม”

“หว้าก็แค่ไปส่องดูให้แน่ใจว่าคุณใหญ่อยู่รึเปล่า ให้หว้าเข้าไปเปลี่ยนผ้าปูให้นะคะ”

ใหญ่ดันไหล่สลิลผลักออกไป ดึงผ้าปูที่นอนมาเอ็ดเสียงเขียว “ไม่ต้อง กลับไป แล้วก็อย่ามาสอดรู้สอดเห็นเรื่องของฉันอีก” ใหญ่ปิดประตูใส่หน้าโครม

สลิลหน้าเจื่อนเดินฉับๆกลับสำนักงานอย่างหงุดหงิด เห็นลุงขาบกับเข็มกำลังขึ้นรถกระบะจะออกไปซื้อของใช้ของรีสอร์ตตามโพยที่ทิพวัลย์จดให้ยาวเหยียด จึงออกไปด้วย

มาถึงตลาดในเมือง ลุงขาบแยกไปซื้อปุ๋ยใส่ต้นไม้ สลิลเดินไปกับเข็ม จังหวะนั้น อุศเรนขับรถมาจอดต่อท้าย ลงจากรถตรงไปที่ท่ารถสองแถว เปิดรูปใหญ่ที่ละเวงส่งมาให้ ถามคนแถวนั้นว่าเคยเห็นบ้างไหม ทุกคนส่ายหน้า เขามาถามแม่ค้าในตลาด แกล้งขู่ว่าคนนี้เป็นคนร้ายฆ่าคนตายหนีมา ทุกคนก็ส่ายหน้าไม่เคยเห็น

สลิลเดินมาหยุดหน้าร้านขายของที่ระลึก ซื้อตุ๊กตาไม้แกะสลักเป็นรูปเด็กผู้ชายยิ้มแฉ่ง ดูแล้วคิดถึงใหญ่ขึ้นมา พอเดินออกจากร้าน อุศเรนก็สวนเข้าไปถามคนขาย ทั้งสองไม่ทันเห็นกัน

จากนั้น อุศเรนก็มาที่ไร่วายุกูล เปิดรูปให้คนงานดู ทำทีว่าเป็นเพื่อนกับคนในรูป ชื่อวายุ คนงานต่างบอกว่า วายุเป็นเจ้าของไร่ที่นี่ แต่ไม่ใช่คนในรูป อุศเรนงงคิดว่าพี่สาวส่งรูปผิดมาให้

กลับมาถึงรีสอร์ต สลิลรีบเอาของที่ซื้อไปให้ใหญ่ที่กระท่อมดินทันที เคาะประตูเรียกเท่าไหร่เขาก็ไม่เปิด จึงแขวนถุงไว้ที่ลูกบิดประตู พอสลิลเดินกลับไป ใหญ่ก็เปิดประตูมาหยิบถุงโยนลงถังขยะโดยไม่เปิดดูด้วยซ้ำ สลิลหันมาเห็น อดน้อยใจปนเจ็บใจไม่ได้

ooooooo

วายุมาพบกษิตที่บ่อนการพนันของเขา ทั้งสองนั่งคุยกันในห้องทำงาน กษิตพยายามหว่านล้อมให้วายุลงทุนทำกาสิโน แต่เขาไม่สนใจ ต้องการทำโรงแรมเพียงอย่างเดียว

“ก็ทำเล่นหนุกๆ ระหว่างรอเริ่มโครงการก็ได้”

“ผมไม่อยากทำธุรกิจบาป”

“แต่สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ มันก็ไม่ได้ขาวสะอาดสักเท่าไหร่หรอก” กษิตแค่นหัวเราะรู้ทัน

“เรื่องนั้นคุณไม่ต้องยุ่ง คุณสนใจแค่เรื่องที่เราจะร่วมหุ้นทำโรงแรมด้วยกันก็พอแล้ว” วายุไม่พอใจลุกพรวดขึ้น

กษิตยิ้มหยัน ตบไหล่วายุเบาๆ “งั้นก็ช่วยเร่งมือทำให้ไร่วายุกูลเป็นชื่อคุณซะที แล้วก็รีบขายให้ท่านซะ เราจะได้เริ่มทำธุรกิจร่วมกันเร็วๆ ผมแทบจะอดใจรอไม่ไหวอยู่แล้ว”

วายุปัดมือกษิตออกอย่างไม่พอใจ ยืนยันตนจัดการได้แน่ กษิตทำหน้ายียวน เห็นพูดแบบนี้ทุกทีแต่ไม่มีอะไรคืบหน้า อ้างว่าท่านเร่งมาให้เร่งมือ วายุหัวเสียเดินปึงปังออกจากห้องทำงานผ่านผู้คนที่กำลังเล่นการพนันกันอยู่ ในจำนวนนั้นมีอุศเรนเล่นอย่างเมามัน แต่ทั้งสองไม่เห็นกัน

ด้วยความว้าวุ่นใจ ใหญ่เดินออกมานั่งเล่นในสวนของรีสอร์ต มีเด็กชายสองพี่น้องทะเลาะแย่งของเล่นกัน เสียงดังทำลายความสงบของใหญ่ เขามองเด็กสองคนยื้อแย่งของ จนกระทั่งวันชัยพ่อของเด็กมาไกล่เกลี่ย ใหญ่มองภาพสามคนพ่อลูก อดเจ็บปวดจากอดีตในใจของตัวเองไม่ได้ เผอิญวันชัยมองมา ใหญ่สะดุ้งเบี่ยงหน้าหลบ เพราะจำได้ว่าวันชัยเป็นใคร วันชัยมองใหญ่ลุกเดินหนีท่าทางมีพิรุธ และเขาก็รู้สึกคุ้นหน้าเช่นกัน

ใหญ่วิ่งกลับเข้าบ้านพัก นึกถึงวันที่เผชิญหน้ากับวันชัยในห้องประชุม เขาขอร้องอย่าเพิ่งเทกโอเวอร์บริษัทของเขา ขอเวลาหมุนเงินอีกเดือน แต่ตนปฏิเสธอย่างเลือดเย็นไร้ความปรานี...สีหน้าใหญ่กังวลปนระแวงว่าวันชัยจะจำตนได้

ส่วนละเวงทนรอน้องชายรายงานความคืบหน้าไม่ไหว โทร.จิกถึงห้องพัก เสียงโทรศัพท์ปลุกอุศเรนงัวเงียตื่นขึ้นมา พอได้ยินเสียงพี่สาวโวยวายถาม ก็โวยกลับ

“ได้เรื่องอะไรล่ะ ผมไปตามหามาตั้งหลายที่ไม่เห็นมีใครเคยเห็นมันเลย เออ...พี่ส่งรูปคนผิดมาให้รึเปล่า ผมไปที่ไร่วายุกูล พวกคนงานบอกว่าคุณวายุอยู่ที่ไร่แต่คน ในรูปนี่ไม่ใช่คุณวายุ”

“เป็นไปไม่ได้ คนในรูปนั่นแหละคุณใหญ่ ชื่อจริงว่าวายุ เป็นลูกชายคนโตของคุณธราไม่ผิดคนแน่นอน...แล้วใครมาแอบอ้างเป็นคุณวายุ” ละเวงแปลกใจระคนสงสัยจึงสั่งอุศเรนตามหาใหญ่ต่อไป แล้วสืบด้วยว่าใครแอบอ้างเป็นเขา

อุศเรนรับคำแต่ขอให้โอนเงินเพิ่มมาให้ด้วย ละเวงไม่พอใจจะต่อว่า พอดีเสียงธราร้องเรียกจึงตัดสายไปหาธรา เห็นเธอเกิดอาการหน้ามืดเป็นลม ก็ตระหนกตกใจพาส่งโรงพยาบาล คุณหมอบอกว่าความดันสูงเกิดจากความเครียดและพักผ่อนน้อย ให้นอนพักสักคืนก็กลับบ้านได้ ละเวงถอนใจมองธรานิ่งๆ ไม่รู้สึกห่วงใยเท่าไหร่

กลางดึก ธราฟื้นขึ้นมา กรอกตามองรอบห้องรู้ว่าไม่ใช่ที่บ้านก็เรียกเบาๆ...หมอภู...ละเวงเดินเข้ามาหา ธราเห็นหน้าก็ต่อว่าพาตนมาโรงพยาบาลทำไม ทำไมไม่ตามหมอภูมารักษา

“โธ่คุณท่านคะ คุณหมอภูผาอยู่เชียงใหม่นะคะ กว่าจะมาถึง คุณท่านก็คง...แต่ละเวงโทร.บอกคุณหมอภูผาแล้วล่ะค่ะ พรุ่งนี้เช้าคุณหมอจะรีบมาเยี่ยมคุณท่านนะคะ”

ธราค้อนเพราะรู้ว่าละเวงแช่งว่าตนไม่รอด หมดแรงจะโต้เถียงจึงหลับตาลง ละเวงเหยียดปากใส่เล็กน้อย

ooooooo

หน้ารีสอร์ตบ้านไร่สายน้ำ ภูผากำลังจะขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯ หันมาสั่งเสียสลิลอย่าไปหา เรื่องทะเลาะกับแขก โดยเฉพาะใหญ่ สลิลทำตาประหลับประเหลือกไม่กล้าซ่า ภูผากอดหลานรักขำๆ ก่อนจะขึ้นรถที่ลุงขาบขับออกไป

ทแกล้วมาถึงพอดี ถามสลิลว่าภูผาไปไหน เธอตอบว่า ไปเยี่ยมเพื่อนเก่าที่กรุงเทพฯและบอกทแกล้วของดขี่ม้าเช้านี้ เพราะลุงขาบไม่อยู่จะต้องเอาอาหารไปให้ใหญ่ที่บ้านพัก ทแกล้วโวยใช้คนอื่นไปไม่ได้หรือ สลิลส่ายหน้าไม่มีใครกล้าไป ชักรู้สึกว่าทแกล้วกำลังจะหาเรื่องทะเลาะ ทแกล้วรีบอาสาเอาอาหารไปให้ใหญ่เองเพราะอยากเห็นหน้าเขาชัดๆ เสนอตัว

“คิดว่าแก้วเป็นม้าใช้ก็ได้”

“ผันเป็นไม้จัตวาล่ะใช่เลย” สลิลขำๆเดินไป

ทแกล้วยืนคิดผันวรรณยุกต์ “มา หม่า ม่า ม๊า หมา...เฮ้ย! ลูกหว้า...” เจ็บใจวิ่งตาม

ระหว่างที่สลิลเตรียมอาหารจะไปให้ใหญ่ ทแกล้วเฝ้ารอตามไปด้วย ใหญ่แต่งตัวเตรียมของออกไปข้างนอก เดินหันซ้ายหันขวาอย่างระมัดระวังคนเห็น เดินลัดเลาะไปทางริมลำธาร ไม่คาดคิดเด็กชายคนหนึ่งที่เขาเจอเมื่อวานวิ่งมาชนล้มลงข้อศอกกระแทกพื้น เบ้หน้าร้องไห้ เขามองเด็กด้วยสีหน้าดุ ก่อนจะเข้าไปช่วยพยุงเด็กขึ้นมา สลิลกับทแกล้วเดินมาเห็นพอดี เข้าใจว่าใหญ่ทำร้ายเด็ก สลิลวิ่งรี่มาดึงเด็กออกห่างจากใหญ่ น้ำเสียงตำหนิทำอะไรเด็ก ทแกล้ววางถาดอาหารลงวิ่งมายืนประกบข้างสลิล ใหญ่ปฏิเสธไม่ได้ทำ สลิลมองอย่างผิดหวัง

“ที่ผ่านมาไม่ว่าคุณใหญ่จะอาละวาดใส่หว้ายังไง หว้าไม่เคยโกรธคุณใหญ่เลยสักครั้ง แต่หว้าไม่คิดเลยว่า คุณใหญ่จะใจร้ายถึงขนาดทำร้ายเด็กตัวเล็กๆ ได้ลงคอ”

“ฉันไม่ได้ทำอะไรเด็กนั่นเลย...ถอยไป” ใหญ่ข่มความโกรธเสียงแข็งใส่

สลิลยืนนิ่งไม่ถอย ใหญ่มองทแกล้วที่ดูพร้อมจะกระโจนเข้าช่วยสลิลทุกเมื่อ เด็กน้อยเช็ดน้ำตาป้อยๆ สลิลถามใหญ่ถ้าไม่ทำอะไร แล้วเด็กจะร้องไห้ทำไม ใหญ่ตวาด ไม่ได้ทำก็ไม่ได้ทำ ไม่เข้าใจหรือ ทแกล้วโวยให้พูดดีๆจะตะคอกทำไม ใหญ่จ้องตาขวาง...วันชัยเดินเข้ามาด้านหลังทแกล้ว มองใหญ่อย่างรู้สึกคุ้นหน้า ใหญ่ตกใจเล็กน้อย หันหลังเดินกลับที่พักทันที สลิลงง

วันชัยคุกเข่าถามลูกชาย หนีมาเล่นที่นี่ให้ตามหาตั้งนาน แล้วร้องไห้ทำไม เด็กน้อยร้องไห้กระซิกๆ “ผมหกล้มครับ ผมเจ็บครับพ่อ”

“ผู้ชายคนเมื่อกี้แกล้งน้องรึเปล่า” สลิลรีบถามแทรก

“เปล่าครับ ผมชนพี่เขาล้มเอง แล้วพี่เขาก็ช่วยผมลุกขึ้น”

สลิลกับทแกล้วเหวอ วันชัยอุ้มลูกชายพากลับจะไปใส่ยา สลิลรู้สึกผิดที่ต่อว่าใหญ่เมื่อครู่ เธอตรงมาที่กระท่อมหิน ทันเห็นใหญ่เดินเข้าบ้านปิดประตูโครม ทแกล้วถือถาดอาหารวิ่งตามมา สลิลเคาะประตูขอโทษใหญ่ที่เข้าใจผิด แต่ใหญ่กลับตะคอกออกมา

“ไปให้พ้น อย่ามายุ่งกับฉัน” แล้วทุบประตูโครม

สลิลสะดุ้งเฮือกถอยออก ทแกล้วไม่พอใจวางถาดอาหารแล้วดึงสลิลให้กลับ แต่เธอยื้อยุด

“แต่หว้าผิดเองนะแก้ว ที่ไปกล่าวหาคุณใหญ่ว่าเขาทำร้ายเด็กคนนั้น...คุณใหญ่คะหว้าขอโทษนะคะ” สลิลหันไปเคาะประตูอีก

“ไปเถอะหว้า อย่าเพิ่งไปยุ่งกับเขาตอนนี้เลย” ทแกล้วดึงสลิลออกไป ใหญ่มองผ่านม่านออกมาด้วยอารมณ์คุกรุ่น ใช้ความคิดจะทำอย่างไรต่อไปดี

วันชัยพาลูกชายมาให้ทิพวัลย์ทำแผล  สลิลตามมาดูแล วันชัยถามถึงใหญ่ว่าเป็นแขกมาพักใช่ไหม สลิลรับว่าใช่ วันชัยครุ่นคิดคุ้นหน้ามาก สลิลสลดลง

“ฉันรู้สึกผิดจังเลย ไปต่อว่าเขาซะยกใหญ่ ที่แท้เขาช่วยลูกคุณวันชัยตะหาก”

“งั้นผมขอตัวไปเก็บของเตรียมเช็กเอาต์ก่อนนะครับ” วันชัยขอตัว

สลิลยิ้มแย้มเชื้อเชิญ...จากนั้นสลิลเดินออกมาส่งทแกล้ว เขาเปรย “เมื่อไหร่คุณใหญ่จะเช็กเอาต์ไปจากรีสอร์ตหว้าซะที”

“ไม่รู้เหมือนกัน”

“แก้วว่าทางที่ดี หว้าหาทางไล่คุณใหญ่ออกไปจากที่นี่เร็วๆเถอะ”

“ขอยืมปืนกระบอกสิ หว้าจะเอาไปจี้ขู่ให้เขาออกไปเดี๋ยวนี้เลย” สลิลประชด

“ไม่ตลกเลยนะหว้า แก้วพูดจริงๆ แก้วเป็นห่วงหว้านะ ที่ต้องอยู่ใกล้คนคุ้มดีคุ้มร้ายแบบคุณใหญ่”

สายตาทแกล้วดูเป็นห่วงอย่างจริงจัง

“ไม่มีอะไรหรอกน่า หว้าไม่ได้อยู่รีสอร์ตคนเดียวซะหน่อย แก้วกลับไปช่วยงานพี่ขวัญเถอะ เดี๋ยวโดนดุไม่รู้ด้วยนะ” สลิลตัดบท

“งั้นก็ดูแลตัวเองดีๆแล้วกัน คุณลุงก็ไม่อยู่ด้วย มีปัญหาอะไรโทร.มาหาแก้วทันทีเลยนะ ดึกดื่นแค่ไหนก็โทร.หาแก้วได้ตลอดเวลา”

“จ้า พ่อเซเว่น ไปได้แล้ว” ว่าแล้วก็ดันเขาขึ้นรถ...

ด้านใหญ่ดูลุกลี้ลุกลน แอบออกมานอกรีสอร์ต เดินก้มหน้าก้มตาข้ามถนน ไม่ทันระวัง รถวันชัยแล่นมาหลบไม่ทัน เฉี่ยวใหญ่ล้มลง ทุกคนในรถตกใจ วันชัยรีบลงมาพยุง พอใหญ่เงยหน้ามา ต่างคนต่างตะลึง

“คุณวายุ! คุณจริงๆด้วย เมื่อวานผมเห็นแวบๆยังคิดอยู่ว่าหน้าตาคุ้นๆ...คุณเจ็บตรงไหนรึเปล่าครับ” วันชัยมองเนื้อตัวใหญ่
ใหญ่หน้าซีดเผือด สะบัดตัวออกถอยห่างเดินหนี วันชัยจะตาม ภรรยาเปิดกระจกรถร้องบอก “คุณคะ ถ้าเขาไม่เป็นอะไรแล้ว เราก็รีบไปกันเถอะค่ะ”

วันชัยกลับขึ้นรถ ไม่วายเหลียวมองหาใหญ่ ก่อนจะขับรถออกไป ใหญ่แอบอยู่มุมหนึ่ง มองตามท้ายรถวันชัยอย่างโล่งอก ก่อนจะก้มหน้าก้มตาเดินต่อไปด้วยเกรงคนมาเห็น

บ่ายคล้อย สลิลยังรู้สึกผิดอยากขอโทษใหญ่ เดินมาดูที่กระท่อมหิน เห็นบ้านปิดเงียบถามเข็ม ก็บอกว่ายังไม่เห็นออกมาเลยทั้งวัน สลิลจึงให้เข็มคอยดูอยู่แถวบ้านพัก เผื่อใหญ่จะเรียกใช้ เข็มรับคำ

ooooooo

ในห้องพักผู้ป่วย ละเวงนั่งเล่นไอแพดไม่สนใจจะดูแลธราเท่าไหร่ ภูผาเปิดประตูเข้ามา ละเวงรีบละมือมาต้อนรับ เขาถามไถ่อาการธรา ไม่ทันที่เธอจะตอบ ธราส่งเสียงแผ่วๆมา

“หมอภู ฉันคิดว่าคุณจะไม่มาซะแล้ว”

ภูผาผละจากละเวงเดินมาหาธรา ยิ้มปลื้มที่เธอคิดถึง “มาสิครับ ใจจริงผมอยากจะมาตั้งแต่เมื่อคืนเลยด้วยซ้ำ”

“ก็คงจะมีแต่หมอภูนี่แหละที่เป็นห่วงฉัน” ธราฝืนยิ้ม

“แล้วนี่คุณวายุมารึยังครับ ผมมัวแต่รีบมา เลยไม่ได้แวะไปถามที่ไร่วายุกูล”

“วายุเขาคงไม่สนใจฉันหรอกค่ะ ฉันเป็นแค่แม่เลี้ยง เขาจะมาดูดำดูดีอะไรฉันนักหนา”

ภูผาถามถึงไกรกูณฑ์ ธราน้ำตาซึมบ่นไม่รู้เขาหายไปไหน จะเที่ยวเตร่เหลวไหลอย่างไรตนไม่เคยว่า ขอแค่บอกให้รู้ว่าอยู่ที่ไหน ไม่ใช่หายเงียบไปแบบนี้ ทำเหมือนตนเป็นหัวหลักหัวตอ ไม่มีความหมายต่อพวกเขาเลย...ภูผาสงสารปลอบประโลม พวกเขาอาจมีปัญหาอะไรถึงยังไม่ติดต่อกลับมา คงไม่อยากให้ไม่สบายใจ

“แล้วแบบนี้ฉันสบายใจรึไงคะ ที่ฉันกินไม่ได้นอนไม่หลับ จนต้องเข้าโรงพยาบาลอย่างนี้ ก็เพราะเป็นห่วงพวกเขา ทำไมไม่คิดถึงใจแม่บ้าง ว่าจะทุกข์ใจมากขนาดไหน”

ภูผาเห็นใจบีบแขนธราเบาๆอย่างให้กำลังใจ “คุณไกรกูณฑ์หายไปนานมากแล้วนะครับ ผมว่าเราควรจะแจ้งความได้แล้ว ให้ตำรวจช่วยตามหาเผื่อจะเจอเร็วขึ้น”

สีหน้าละเวงตกใจ ดีที่ธราห้าม “อย่าเพิ่งค่ะหมอภู ฉันยังไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้”

ภูผาไม่เห็นด้วย ธราขอร้องจึงต้องรับปาก ละเวงแอบถอนใจโล่งอก...ผ่านไปสักพักละเวงเดินออกมาส่งภูผาหน้าห้อง ภูผาบอกละเวงให้โทร.บอกวายุให้กลับมาเยี่ยมธราบ้าง

“ละเวงจะรีบโทร.บอกทันทีเลยค่ะ แต่ที่โทร.บอกคุณหมอภูผาก่อนก็เพราะเมื่อวานคุณท่านเพ้อหาแต่คุณหมอตลอดเวลาเลยน่ะค่ะ”

ภูผายิ้มปลื้ม แต่ก็กำชับให้บอกวายุกลับมา ธราจะได้ใจชื้นขึ้นบ้าง ละเวงรับคำหนักใจ

ooooooo

ตอนที่ 3

รับปากหมอภูว่าจะโทร.ตามวายุ ละเวงจึงต้อง โทร.หาอุศเรน ขณะนั้นเขากำลังเล่นพนันอยู่ในบ่อน พอเห็นว่าพี่สาวโทร.มาก็รีบหาที่เงียบๆคุย ละเวงต่อว่าที่งานไม่คืบหน้า คงจะเอาแต่ผลาญเงินตน อุศเรน แก้ตัวพัลวัน ละเวงชักไม่เชื่อใจน้องชาย ตัดสินใจโทร.ไปที่ไร่วายุกูลเสียเอง

ส่วนวายุมาหว่านเสน่ห์นวลขวัญที่ไร่ ขวัญแก้ว ทำทีว่าไม่รู้จะไปไหน คิดถึงเธอจึงมาหา หญิงสาวทำหน้าเฉยเมย อ้างว่าตนต้องเข้าไปทำงานในไร่ ไม่มีเวลาคุยเล่น

“ผมไม่รบกวนเวลาทำงาน ของคุณขวัญหรอกครับ ผมแค่อยากมีเพื่อน เอางี้...วันนี้ผมจะช่วยคุณขวัญทำงานก็แล้วกัน ผมจะได้มีเพื่อนคุย ส่วนคุณก็จะได้มีคนช่วยทำงานดีไหมครับ”

“คุณเนี่ยนะจะมาช่วยฉันทำงานในไร่กลางแดดร้อนๆยังงี้” นวลขวัญมองสำรวจหัวจดเท้า แล้วส่ายหน้าสบประมาท “คุณทำไม่ได้หรอกค่ะ”

“อย่าเพิ่งดูถูกผมสิครับ จะให้ผมทำอะไรบอกมาเลยดีกว่า” วายุทำท่าพร้อมทำงาน

นวลขวัญคิดแล้วไปหยิบตะกร้าสำหรับเก็บใบชาส่งให้ บอกเขาว่าเอางานเบาๆแล้วกัน วายุยิ้มกริ่มคิดว่าสบายมาก นวลขวัญแอบยิ้มทำนองเดี๋ยวก็รู้...

ทางด้าน สลิล นั่งทำงานอยู่ส่วนสำนักงาน ถอนใจเฮือกๆ จนทิพวัลย์ต้องหันมาถาม เครียดอะไรนักหนา สลิลกลุ้มใจอยากขอโทษใหญ่ จะทำอย่างไรให้เขาหายโกรธ ทิพวัลย์บอกว่าเมื่อเช้าก็ขอโทษไปแล้ว ส่วนใหญ่จะรับหรือไม่รับก็สุดแล้วแต่เขา แต่สลิลคิดว่าตนเป็นเจ้าของไร่ เสียมารยาทกับแขกแบบนั้นมันไม่ดีเลย

ไม่ทันไร เข็มวิ่งมารายงาน ทั้งวันไม่เห็นใหญ่ออกมาจากบ้าน ตนจึงไปแอบมองที่หน้าต่าง ไม่เห็นเขาในห้อง ทิพวัลย์โพล่งขึ้นว่า หรือใหญ่จะเช็กเอาต์ออกไปแล้ว สลิสหน้าเสีย

“เดี๋ยวหว้าไปดูเองค่ะคุณทิพย์” สลิลวิ่งออกจากห้องทำงาน เข็มตามติดออกไป

สลิล แวะถามพนักงานที่เคาน์เตอร์ว่าใหญ่เช็กเอาต์ ออกไปหรือยัง พนักงานเช็กดูแล้ว บอกว่ายัง มีเพียงวันชัยคนเดียวที่เช็กเอาต์ สลิลครุ่นคิดแล้วใหญ่หายไปไหน...ตัดสินใจเข้าไปดูในกระท่อมหิน กวาดตามองรอบห้อง เห็นกุญแจห้องวางทิ้งไว้บนโต๊ะ กระจกในห้องน้ำแตก เข็มเปรยโดนชักดาบเสียแล้ว สลิลชะงักจะเดินออก พลันเห็นตุ๊กตายิ้มที่ซื้อฝากใหญ่นอนแอ้งแม้ง อยู่ในถังขยะ ก็เสียใจเก็บมันขึ้นมา สั่งเข็มล็อกประตูกระท่อมหินแล้วเดินไปเศร้าๆ

เก็บใบชาไปได้พักใหญ่ วายุหมดแรงนั่งพักใต้ร่มไม้ วางตะกร้าที่มีใบชาก้นตะกร้าข้างๆ นวลขวัญเอาน้ำดื่มมายื่นให้ขำๆ วายุยิ้มเก้อๆ

“ผมไม่คิดเลยนะครับว่าแค่เดินเก็บใบชาจะเหนื่อยมากขนาดนี้ เห็นคนงานเก็บกันสบายๆ”

“ขึ้น ชื่อว่างานก็เหนื่อยทั้งนั้นแหละค่ะ อยู่ที่ว่าเหนื่อยมากหรือเหนื่อยน้อย คนงานพวกนั้นเขามีทางเลือกไม่มากนัก ทำอะไรได้ก็ต้องทำ เพื่อปากท้องของครอบครัว”

วายุเปรยงานไร่ชาถือว่าหนักมากสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเธอ ไม่คิดจะเบื่อหรืออยากทำงานสบายๆกว่านี้บ้างหรือ นวลขวัญรู้ทันตอบอย่างหนักแน่นชัดเจน

“ไม่เลยค่ะ ถ้าทั้งหมดที่คุณทำวันนี้เพื่อจะหว่านล้อมให้ฉันขายไร่ให้คุณ ฉันบอกได้เลยว่าคุณเหนื่อยเปล่า”

วายุชะงักเล็กน้อยก่อนจะตีเนียน “คุณขวัญอย่ามองผมในแง่ร้ายอย่างนั้นสิครับ ที่ผมมาหาคุณวันนี้เพราะอยากมีเพื่อนคุยจริงๆ และวันนี้ผมก็สนุกมาก แต่ก็เหนื่อยมากด้วย”

“แล้วฉันจะคอยดูค่ะ เพราะคนเราปกปิดความ ต้องการที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้ได้ไม่นานหรอกค่ะ”

วายุสะอึกที่ผู้หญิงคนนี้รู้มากกว่าที่คิด...ทแกล้วขับรถกลับมาเห็นวายุอยู่กับพี่สาวก็ไม่พอใจ พรวดพราดเข้าบ้าน นวลขวัญกำลังยกน้ำชาและคุกกี้มาให้วายุ เธอบอกเขาว่าเป็นค่าแรงที่ช่วยเก็บใบชา วายุยิ้มเขินๆเก็บได้ไม่ถึงครึ่งตะกร้าได้ค่าตอบแทนสุดคุ้ม...ทแกล้วโพล่งขึ้น

“ไร่นี้ไม่ขาย ไม่ต้องมาหว่านล้อมให้เสียเวลาหรอก”

นวลขวัญตกใจที่น้องชายเสียมารยาท  วายุทำใจดีสู้เสือทักทายทแกล้ว แต่เขาไม่รับคำ

“ท่าทางคุณคงจะว่างมาก ไม่มีธุระอะไรก็เชิญกลับไปได้แล้ว”

“แก้ว! อย่าเสียมารยาทกับแขก”

“ใครว่าผมไม่มีธุระล่ะครับ ที่ผมมาย่อมต้องมีจุดประสงค์ บางทีอาจจะไม่ใช่เรื่องงานก็ได้” วายุส่งสายตากรุ้มกริ่มไปยังนวลขวัญ ทแกล้วมองพี่สาวที่หลบสายตา วายุยิ้มแฝงความร้ายกาจ “ผมรบกวนคุณขวัญมานานแล้ว ขอโทษที่ต้องเสียมารยาทไม่นั่งร่วมโต๊ะทานของว่างนะครับ ผมไม่อยากเป็นต้นเหตุให้ใครต้องอึดอัด”

ทแกล้วจ้องวายุอย่างเกลียดชัง  วายุแกล้งยิ้มกวนๆ

ขอคุกกี้ไปรองท้องหนึ่งชิ้นแล้วเดินกัดเย้ย ทแกล้วไม่พอใจคว้าแก้วชาสาดใส่หลัง  นวลขวัญตกใจนึกไม่ถึงวายุหันกลับมาจ้องเขม็ง

ทแกล้วตอบกวนๆ “ดื่มชาเขียวด้วยสิครับ จะได้ไม่ฝืดคอ”

วายุโกรธจัด ปาคุกกี้ในมือทิ้งลงพื้น กัดกรามแน่นเดินฉับๆกลับออกไป นวลขวัญหันมาเอ็ดน้องชาย “แก้วทำเกินไปแล้วนะ!”

“น้อยไปด้วยซ้ำ มันพูดจาทำหน้าตากะลิ้มกะเหลี่ยพี่อยู่ไม่เห็นรึไง”

“เราอคติ แต่ถึงเขาจะทำ เราก็ไม่ควรเสียมารยาทขนาดนี้ แก้วอาจจะสะใจแต่พี่อาย”

นวลขวัญมองน้องชายอย่างผิดหวัง เดินตามวายุออกไป  ทแกล้วคว้าแขนพี่สาวไว้ ถามจะไปไหน นวลขวัญตอบว่าจะไปขอโทษวายุ ทแกล้วโวย

“ช่างหัวมันเถอะ พี่ขวัญดูไม่ออกรึไงว่ามันไม่ได้มาดี หน้าตามันเจ้าเล่ห์จะตายไป”

“ปล่อยพี่เดี๋ยวนี้เลยแก้ว ถ้าไม่อยากให้พี่โกรธเรามากไปกว่านี้” นวลขวัญทำหน้าดุใส่

ทแกล้วจ๋อย นวลขวัญกระชากแขนออกแล้วเดินฉับๆออกไปที่ระเบียงบ้าน วายุขับรถฝุ่นตลบออกไป

เสียก่อน เธอได้แต่มองตามอย่างละอายใจ

ooooooo

วายุขับรถปาดมาจอดหน้าบ้านพักไร่วายุกูลอย่างหัวเสีย   ลงจากรถได้ระบายอารมณ์เตะกระถางและข้าว

ของแถวนั้น  หัวหน้าคนงานตกใจวิ่งมาท่าทางกล้าๆกลัวๆ รายงานเสียงสั่นว่าวันนี้มีผู้หญิงโทร.มาหา ไม่บอกชื่อ วายุฉุกคิด

“แล้วผู้ชายที่โทร.มาวันก่อนล่ะ โทร.มาอีกรึเปล่า”

“ไม่แล้วครับ”

“ไปดึงสายโทรศัพท์ออกให้หมด แล้วถ้ามีใครมาถามหาฉันให้บอกว่าไม่รู้อย่างเดียว ห้ามบอกอะไรเด็ดขาด บอกคนงานทุกคนตามนี้ด้วย” วายุรู้สึกหวาดระแวงบางสิ่ง

หัวหน้าคนงานสงสัยแต่ไม่กล้าถาม ได้แต่รับปาก เห็นเสื้อวายุเลอะคราบชาเขียวๆ  เอ่ยปากถาม เสื้อเปื้อนอะไร โดนตะคอกกลับ “เลือดหัวแกมั้ง...” ทำเอาหัวหน้าคนงานจ๋อย

คืนนั้น สลิลนอนไม่หลับ หยิบตุ๊กตายิ้มที่เก็บจากถังขยะกระท่อมหินมาดู พึมพำ “ซักวันคุณใหญ่จะหายเศร้า แล้วยิ้มได้อย่างเจ้าตุ๊กตาตัวนี้นะคะ”

ทางด้านไร่ขวัญแก้ว...นวลขวัญข่มตาจะหลับแต่ถูกทแกล้วเปิดโคมไฟส่องตา นั่งจ๋องง้องอนรอคำให้อภัยจากเธอ

“หายโกรธแก้วรึยัง...ถ้าพี่ขวัญไม่พูดกับแก้ว แก้วนอนไม่หลับหรอก”

นวลขวัญถอนใจลุกขึ้นนั่ง โกรธไม่ลง “ฟังพี่นะแก้ว...” ทแกล้วยิ้มนั่งพับเพียบพนมมือแต้ นวลขวัญ

ตีขาเพี๊ยะ “ยังมาทะเล้นอีก พี่ซีเรียสนะแก้ว...ต่อไปอย่าทำนิสัยวู่วามแบบนี้อีก  เกลียดใครก็เก็บไว้ในใจ ถ้าวันนี้เขามีปืนขึ้นมาจะทำยังไง เรายังไม่รู้จักเขาดีพอ เราก็มีกันแค่สองพี่น้อง อยู่ในไร่กลางป่ากลางเขา ถ้าเขาโกรธแก้วแล้วมาลงกับพี่ตอนแก้วไม่อยู่ไร่ล่ะ ใครจะช่วยพี่ได้...ผูกมิตรเอาไว้ดีกว่าสร้างศัตรูนะแก้ว”

ทแกล้วจ๋อยสนิท รู้สึกผิดจับใจเข้าสวมกอด

พี่สาว “แก้วขอโทษครับพี่ขวัญ ต่อไปจะไม่ทำนิสัยแบบนี้อีกแล้วครับ”

นวลขวัญขยี้หัวน้องชายยินดีที่น้องคิดได้ บอก

เขาว่าจะพาไปขอโทษวายุ ทแกล้วชะงักกึก ตาเบิกกว้างด้วยความเซ็ง

รุ่งเช้า ทแกล้วเดินจ้ำๆรีบร้อนมาหาสลิลจนเกือบชนกัน สลิลทักนึกว่าวันนี้ไม่มา

“ตอนแรกก็ว่าจะไม่มาแล้วหละ แต่ก็อดเป็นห่วงหว้าไม่ได้”

สลิลเหยียดปากหมั่นไส้ให้ไปหยอดคำหวานกับสาวอื่น ตนไม่หลงคารม  ทแกล้วเคืองถามต้องไปดูแลใหญ่อีกหรือ สลิลจ๋อยลงบอกว่าใหญ่ไม่อยู่แล้ว ทแกล้วลิงโลดขึ้นทันทีคิดว่าสลิลไล่เขาไป สลิลค้อนขวับ ตนไม่ใจร้ายขนาดนั้น เขาไปของเขาเอง ไม่ได้เช็กเอาต์ด้วย

“นั่นไง ห่วงคนผิดแล้วหว้า พวกมิจฉาชีพแน่นอน โดนชักดาบแล้วล่ะ”

“หว้าหวั่นใจว่าไม่ใช่เรื่องเงินหรอก น่าจะเป็นเหตุผลอื่นมากกว่า ดูท่าทางคุณใหญ่ไม่เหมือนคนไม่มีเงินเลยนะแก้ว”

ทแกล้วเห็นสลิลทำหน้าไม่สบายใจยิ่งเคืองใหญ่มากขึ้น เปลี่ยนเรื่องชวนสลิลไปขี่ม้าเล่น แต่เธอกลับปฏิเสธไม่อยากทำอะไร ในใจห่วงแต่ใหญ่

เช้าวันเดียวกัน เข็มฉีดน้ำล้างคอกม้าไปเรื่อย ใหญ่ซึ่งนอนหลับอยู่หลังคอกม้าสะดุ้งตื่นดีดตัวลุกพรวดขึ้นมายืนโกรธ เข็มตกใจหน้าเหวอ เข้าไปหาใหญ่อย่างกล้าๆกลัวๆ

“ขอโทษครับ ผมไม่ทราบว่าคุณใหญ่อยู่ตรงนี้”

“ฉันแค่ออกไปทำธุระข้างนอก กลับมาตอนดึกไม่รู้ใครทะลึ่งมาล็อกบ้านพักฉัน”

เข็มกรอกตาไปมาถามแหยๆ ทำไมเขาไม่ไปขอกุญแจที่เคาน์เตอร์ ใหญ่สวนเสียงแข็ง “มันเรื่องของฉัน รีบไปเอากุญแจมาเปิดให้ฉันเดี๋ยวนี้เลย”

เข็มกลัวลานรับคำรีบวิ่งไป ใหญ่เดินไปรอที่กระท่อมดิน...สลิลกับทแกล้วกำลังช่วยกันพับโบรชัวร์ใส่ซองไว้แจกในงานออกบูธ  เห็นเข็มวิ่งหน้าตื่นมาบอกเรื่องใหญ่ สลิลดีใจแต่ทแกล้วทำหน้าเซ็ง หาว่าแปลกคน เข้าห้องไม่ได้ทำไมไม่มาเอากุญแจ กลับนอนคอกม้า

“ผมก็ถามเขาครับคุณแก้ว โดนตวาดหน้ายักษ์กลับมาเลยครับ”

เหมือนพวกทำความผิดมาเลยนะหว้า  หลบหน้าคน ไม่อยากให้มีพยานหลักฐานว่ากลับมากี่โมง ออกไปกี่โมง” ทแกล้วชี้นำ

สลิลว่าทแกล้วคิดมาก สั่งเข็มเอากุญแจไปไขบ้านให้ใหญ่ ทแกล้วประชดทำไมเธอไม่ไปเปิดเอง สลิลเห็นว่าใหญ่เห็นหน้าตนจะอารมณ์เสีย ทแกล้วไม่พอใจที่ดูสลิลจะแคร์ความรู้สึกใหญ่มากเกินไป แกล้งบ่นดังๆ

“เฮ้อ...นี่แก้วเพิ่งจะสบายใจได้ไม่เท่าไหร่ คุณใหญ่ก็กลับมาอีกแล้วเหรอเนี่ย”

สลิลไม่เข้าใจทำไมทแกล้วต้องตั้งแง่กับใหญ่ ทแกล้วโต้ ตนก็ไม่เข้าใจที่สลิลห่วงใยใส่ใจใหญ่มากขนาดนี้ ว่าแล้วก็หงุดหงิดขอตัวกลับ สลิลส่ายหน้าที่เพื่อนทำนิสัยลูกคนเล็ก

ooooooo

บ่ายๆสลิลมาที่คอกม้าพบว่าเจ้าแบล็คเมจิกหายไป เข็มซึ่งกำลังแปรงขนสตาร์ไลท์บอกว่าใหญ่เอาไปขี่เล่น  สลิลไม่ว่าอะไรแม้จะเป็นม้าตัวโปรด  ควบเจ้าสตาร์ไลท์ตามออกไปกลางทุ่ง พบใหญ่หยุดม้ามองวิวทิวทัศน์ จู่ๆเขาก็แผดเสียงร้องระบายความเครียดที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมา

พอใหญ่ได้ยินเสียงม้าของสลิลก็หันมองอย่างไม่พอใจ ขวบม้าหนีเหมือนรำคาญ แต่กลับทำให้สลิลอยากเอาชนะควบม้าไล่ตามกลายเป็นการแข่งขัน ทำให้ใหญ่คลายเครียดลืมความทุกข์ใจไปได้ ใหญ่บังคับม้าได้อย่างคล่องแคล่วจนสลิลทึ่ง แพ้ไปโดยปริยาย

ใหญ่ผูกม้าที่ใต้ร่มไม้ลูบหลังมันอย่างชมเชย สลิลแม้จะเคืองที่แพ้ อดถามเขาไม่ได้ว่าเคยเรียนขี่ม้ามาหรือ ใหญ่ตอบห้วนๆว่าขี่มาตั้งแต่เด็ก...แล้วจะเดินหนี สลิลเข้าขวาง

“หว้าอยากขอโทษคุณใหญ่เรื่องที่หว้าเข้าใจคุณใหญ่ผิดเมื่อวานนี้ ยกโทษให้หว้านะคะ”

“ฉันจะยกโทษให้เธอหรือไม่ยกให้มันจะสำคัญอะไรนักหนา” ท่าทางใหญ่รำคาญ

“สำคัญมากค่ะ เพราะเวลาที่คนเราทำผิด เราก็อยากให้คนอื่นยกโทษให้ไม่ใช่เหรอคะ หรือว่าเวลาที่คุณใหญ่ทำผิด คุณใหญ่ไม่อยากได้รับการให้อภัยคะ”

คำพูดของสลิลทำให้ใหญ่อึ้ง เหมือนถูกแทงใจดำ เพราะตนก็รู้สึกผิดต่อธรา แม้ยังไม่มั่นใจว่าตนเป็นคนฆ่าไกรกูณฑ์จริงหรือไม่...สลิลย้ำอย่าโกรธตนเลย ใหญ่ตะคอกสวน

“หยุดพูดได้แล้ว เธอนี่มันน่ารำคาญจริงๆเธอไม่มีงานทำรึไงถึงตามตอแยฉันไม่เลิก หรือว่าแอบชอบฉัน บอกก่อนผู้หญิงอย่างเธอไม่ใช่สเปกฉัน เสียใจเปล่าๆ” ใหญ่เดินไปแกะม้าควบออกไป ปล่อยสลิลยืนอึ้งกำมือแน่น เจ็บใจที่โดนใหญ่หยาม...

ทแกล้วกำลังทำงานอยู่ในไร่ชา สลิลเดินหน้าตูมเข้ามา เขาเห็นแอบดีใจแกล้งแขวะว่ามาง้อตนหรือสลิลหน้าเซ็ง ถ้าคิดแบบนั้นแล้วสบายใจก็โอเค ทแกล้วจึงถามแล้วมาทำไม

“หว้ามาหาพี่ขวัญ มีเรื่องอยากคุยกับพี่ขวัญ”

“พี่ขวัญเคลียร์เอกสารอยู่ที่บ้าน หว้ามีเรื่องอะไรจะคุยกับพี่ขวัญเหรอ อย่าบอกนะว่าเรื่องคุณใหญ่อีก”

สลิลเหยียดปากก่อนจะเดินตรงไปทางบ้านพัก ทแกล้วรีบตามติด...มาถึง สลิลไหว้นวลขวัญ เธอแปลกใจเล็กน้อยนึกอย่างไรถึงมาหา

“หว้าเบื่อๆ น่ะค่ะ อยากมีเพื่อนคุย คุยกับนายแก้วก็คอยแต่จะหาเรื่องแขวะหว้าตลอด”

ทแกล้วโอดโอยตนมีแต่ยอมตลอด สองคนโต้กันไปมาจนนวลขวัญต้องห้ามทัพ ทแกล้วแขวะสลิลจะมีเรื่องอะไรไม่สบายใจนอกจากเรื่องใหญ่ สลิลยอมรับ

“แก้วพูดถูกค่ะพี่ขวัญ หว้าเครียดเรื่องคุณใหญ่จริงๆ เมื่อกี้ก็เพิ่งมีปากเสียงกันมา เขาไม่อยากให้หว้าไปยุ่งวุ่นวายกับเขา” ทแกล้วอดแขวะไม่ได้ว่าคงหน้าแตกที่ไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน

สลิลคว้าหมอนฟาดไปที นวลขวัญตอบสลิลว่า ถ้าใหญ่ไม่อยากให้ยุ่งก็ไม่ควรไปยุ่ง สลิลถอนใจตนพยายามจะไม่ยุ่งแล้วแต่อดไม่ได้ ไม่รู้ทำไม นวลขวัญวิเคราะห์

“เป็นไปได้ไหมว่าที่หว้าพยายามเอาใจไปจดจ่อกับความทุกข์ของคุณใหญ่ เป็นเพราะเพื่อให้ลืมความทุกข์ของตัวเอง...หว้าอาจเสียใจกับเรื่องของวิธูกับลูกหยีอยู่ เลยจะพยายามหนีมันด้วยหันไปสนใจกับสิ่งอื่น แล้วคุณใหญ่ก็ผ่านเข้ามาในช่วงเวลานี้พอดี หว้าเลยดึงเขามาเป็นเครื่องมือคลายทุกข์ของตัวเองโดยไม่รู้ตัว”

สลิลเหมือนถูกแทงใจ “ถ้าเป็นอย่างนั้น หว้าต้องทำ ยังไงล่ะคะพี่ขวัญ หว้าก็ไม่อยากไปวุ่นวายกับคุณใหญ่ ให้โดนด่ากลับมาทุกครั้งแบบนี้หรอกนะคะ”

“หว้าลองถามใจตัวเองดูสิ ว่าการที่หว้าเข้าไปยุ่งกับเรื่องของคุณใหญ่ จริงๆแล้วหว้าทำเพื่อคุณใหญ่ หรือทำเพื่อตัวเองกันแน่ ถ้ารู้คำตอบแล้วหว้าก็จะรู้เองว่า หว้าควรจะทำยังไงต่อไป”

ทแกล้วฟังพี่สาวพูดแล้วลอบมองปฏิกิริยาสลิล เหมือนกำลังพยายามทำความเข้าใจเธอ

ooooooo

ค่ำวันนั้น ภูผายังคงคุยอยู่กับธราที่ห้องโถง บ้านธนากูล ละเวงถือถาดยาหลังอาหารมาให้ ธราบอกละเวงไม่ต้องอยู่เฝ้า ตนมีภูผาเป็นเพื่อนแล้ว ภูผาแอบปลื้ม

“เห็นคุณอาการดีขึ้นอย่างนี้ผมก็หายห่วง”

“ที่หายเร็วอย่างนี้ก็เพราะได้หมอภูมาเยี่ยมนั่นแหละค่ะ”

“แต่พรุ่งนี้ผมคงต้องกลับแล้วนะครับ ปล่อยลูกหว้าดูแลรีสอร์ตคนเดียวก็เป็นห่วง ตอนนี้มีแขกท่าทางแปลกๆมาพักอยู่คนนึงด้วย”

ธราไม่ได้สนใจอะไร กลับบอกภูผากลับไปแล้ว ช่วยไปดูที่ไร่วายุกูลให้ทีว่าวายุเป็นอย่างไรบ้าง ถึงเขา ไม่ห่วงตน แต่ตนอดเป็นห่วงเขาไม่ได้ ภูผารับปากเพราะรู้สึกว่าวายุก็เหมือนลูก...เหมือนหลาน ธราใช้จุดนี้

ให้ความหวังแก่เขาว่าถ้าหายดีจะขึ้นไปพักอยู่ที่ไร่ ภูผาดีใจ

“ดีเลยครับ เกิดคุณเจ็บป่วยกะทันหันแบบนี้อีก ผมจะได้ไปดูแลได้สะดวก”

“เจอกันดีๆบ้างก็ได้ค่ะหมอภู จะให้ฉันเจ็บป่วยตลอดเวลาก็ไม่ไหวนะคะ” ธราขำๆ

“ขอโทษครับ ผมก็ติดนิสัยหมอเก่า ที่คอยแต่จะดูแลคนไข้อยู่ตลอดน่ะครับ” ภูผาอิ่มเอมใจที่จะมีโอกาสอยู่ใกล้ชิดธรา...

ใหญ่ยังพยายามคิดทบทวนคืนวันเกิดเหตุ...

คืนนั้น เป็นงานวันเกิดธรา แขกเหรื่อมาที่บ้านมากมาย แขกสูงวัย สามีภรรยาคู่หนึ่ง ทักทายเขาแสดงความยินดีที่เพิ่งเทกโอเวอร์บริษัทของวันชัยมาได้ ชมว่าดีใจแทนชาตรีกับธราที่มีลูกชายเก่ง ธราเดินยิ้มแย้มเข้ามา
แขกก็สำทับ

“เรากำลังชื่นชมคุณวายุว่าทำงานเก่ง น่าดีใจแทนคุณชาตรีกับคุณธรา ถ้าผมมีลูกชายเก่งอย่างนี้ ก็คงนอนตายตาหลับแล้วล่ะครับ”

“พูดแล้วก็จะหาว่าชมลูกตัวเองนะคะ แต่รายนี้เขาเก่งจริงๆค่ะ หยิบจับอะไรก็รุ่งเป็นเงินเป็นทองไปหมด”

“น่าเสียดายนะคะที่คุณไกรกูณฑ์เก่งสู้พี่ไม่ได้เลย” แขกทั้งสองมองใหญ่อย่างชื่นชม

ธราหน้าเจื่อนๆแต่ฝืนยิ้มรับ ใหญ่ภูมิใจในตัวเอง...คิดมาถึงตรงนี้แล้ว ใหญ่ก็สับสนว่าตนจะฆ่าไกรกูณฑ์ทำไม มีเหตุผลอะไร...

วันรุ่งขึ้น ภูผากลับมารีสอร์ต สลิลดีใจเข้าไปช่วยถือกระเป๋า ถามถึงอาการธรา ภูผาเปรยว่า “ไม่ได้เป็น อะไรมากหรอก ที่ป่วยก็เพราะคิดถึงคุณไกรกูณฑ์ ลูกชาย ที่หายตัวไปนั่นแหละ ส่วนคุณวายุลูกชายอีกคนนี่ก็แปลก จู่ๆหนีมาอยู่ที่ไร่วายุกูลไม่ส่งข่าวคราวถึงคุณธราเลย”

“ที่คุณลุงเคยเล่าให้หว้าฟัง คุณวายุนี่เป็นลูกเลี้ยงไม่ใช่เหรอคะ ก็คงจะไม่ค่อยลงรอยกันตามประสาแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงแหละค่ะ”

“ลุงก็ไม่รู้ว่าคุณวายุคิดยังไง แต่คุณธราน่ะรักคุณวายุมากนะ เท่าที่รู้จักกันมาไม่เคยลำเอียงด้วย รักเหมือนลูกแท้ๆทั้งสองคน ลุงนับถือน้ำใจคุณธรามากเลยนะ”

สลิลสะเทือนใจที่ไม่เหมือนแม่ตน ภูผาร้องอ้าว เข้าเรื่องตัวเองทำไม แล้วถามถึงใหญ่ สลิลเสียงเครือ ยังน้อยใจที่โดนใหญ่หยามเมื่อวาน...หลังคุยกับภูผาเสร็จ สลิลเดินจะผ่านลำธารใหญ่นั่งอยู่ข้างกระท่อมหินเหมือนรอใคร พอเห็นสลิลมาก็ปรี่เข้าขวางหน้า สลิลรีบออกตัวไม่ได้มาวุ่นวาย แค่เดินผ่านเฉยๆ ใหญ่คว้ามือเธอไว้ สลิลตกใจหันกลับมอง เขารู้ตัวรีบปล่อยมือเธอ

“ฉันมีเรื่องอยากให้เธอช่วย...ถ้ามีใครมาถามหาฉัน อย่าบอกว่าฉันอยู่ที่นี่”

สลิลสงสัยอยากถามเหตุผลแต่กลัวเขาหาว่ายุ่งเรื่องเขาอีก จึงรับปากง่ายๆแล้วขอตัวเดินไป ใหญ่แปลกใจทำไมวันนี้สลิลไม่จุ้นจ้านเหมือนเคย หรือโกรธที่ตนพูดแรงเมื่อวาน

สายวันนั้น สลิลคุยกับภูผาเสนอจะจัดกิจกรรมพิเศษ เอาม้ามาให้แขกขี่เล่น ใครขี่ไม่เป็นก็มีครูคอยสอน ภูผาย้อนถามไม่หวงม้าแล้วหรือ

“ก็ให้ขี่ตัวที่หว้าไม่หวงสิคะ เจ้าแบล็คเมจิกกับสตาร์ไลท์ หว้าไม่ให้ใครขี่หรอกค่ะ”

ภูผาดักคอ ยกเว้นทแกล้วกับใหญ่ สลิลชะงักเล็กน้อย ภูผาขำแกล้งเปรยว่าใหญ่ช่างมีบุญที่เธอยอมให้ขี่ม้าตัวโปรด สลิลสลดลงไม่อยากคุยถึงใหญ่อีก ภูผาถามมีปัญหาอะไรกับเขา

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ...หว้าไปช่วยคุณทิพย์เคลียร์งานเอกสารดีกว่า” สลิลเดินไปทันที

“อ้าว...ยังคุยกันไม่จบเลย ไปซะแล้ว” ภูผาครุ่นคิดก่อนจะเดินมุ่งไปทางกระท่อมหิน

มาถึงเห็นใหญ่นั่งหน้าอมทุกข์อยู่ที่ระเบียง จึงส่งเสียงทัก “สวัสดีครับคุณใหญ่”

ใหญ่สะดุ้งหันมาเห็นว่าเป็นภูผาก็วางใจลง ภูผาถามนึกว่าเขากลับกรุงเทพฯไปแล้ว ใหญ่ตอบนิ่งๆว่าคงอยู่อีกสักพัก ภูผายิ้มอย่างผู้ใหญ่ใจดี

“ถ้าคุณยังอยากพักอยู่ที่นี่ต่อ ก็แสดงว่าหลานสาวผมไม่ได้ทำอะไรให้คุณรำคาญใช่ไหมครับ” ใหญ่ตอบมีบ้าง ภูผาหน้าเสียเกรงใจ “ถ้างั้นผมก็ต้องขอโทษแทนลูกหว้าด้วยนะครับ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือ” ใหญ่ถอนใจบางๆ

ภูผาสังเกตเห็นสีหน้าใหญ่อมทุกข์ จึงถาม “คุณมาพักที่นี่ตั้งนานแล้ว ยังไม่สบายใจขึ้นอีกเหรอครับ...

ทุกคนก็มีปัญหากันทั้งนั้นแหละครับ เราก็ค่อยๆคิดค่อยๆแก้กันไป แต่อย่าปล่อยให้ปัญหาพวกนั้นมาทำลายความสุขทั้งหมดในชีวิตเราสิครับ”

“คุณไม่ใช่ผมก็พูดได้”

“ผมเข้าใจครับ ผมแค่อยากจะบอกกับคุณใหญ่ว่า ไม่ใช่มีคุณคนเดียวในโลกที่กำลังเผชิญกับเรื่องร้ายๆอยู่ อย่างยัยลูกหว้าเอง ตอนนี้ก็กำลังทุกข์ใจอย่างแสนสาหัสเหมือนกัน”

“ยัยจอมจุ้นนั่นน่ะเหรอครับ กำลังมีความทุกข์” ใหญ่เผลอแค่นยิ้ม

“ใช่ครับ คนรักของลูกหว้าที่คบกันมาหลายปี กำลังจะแต่งงานกับน้องสาวต่างพ่อของตัวเอง” ภูผาถอนใจสงสารหลาน “หรืออย่างคุณธรา...” ใหญ่สะดุ้งตั้งใจฟัง “เพื่อนสนิทของผมก็ล้มป่วยเข้าโรงพยาบาลเพราะเครียดเรื่องลูกชายสองคนหายออกจากบ้านอย่างไร้ร่องรอย”

“แล้วตอนนี้เพื่อนคุณหมอเป็นยังไงบ้างครับ” ใหญ่เลียบเคียงถามด้วยความเป็นห่วง

ภูผาตอบว่าอาการดีขึ้น เห็นสีหน้าใหญ่ผ่อนคลายลงจึงพูดให้กำลังใจ “ไม่ใช่คุณคนเดียวหรอกที่กำลังมีความทุกข์ ปัญหาทุกอย่างไม่ได้อยู่กับเราไปตลอดชีวิตหรอกนะครับ อย่าจมอยู่กับมันตลอดเวลาจนชีวิตไม่มีความสุขเลยนะครับ ปล่อยวางมันซะบ้าง ตอนใจเราสบายๆเราอาจจะมองเห็นทางออกจากมุมที่เรานึกไม่ถึงก็ได้นะครับ”

ใหญ่เงียบเหมือนรับฟัง แต่เปล่าเลย เขาครุ่นคิดห่วงธราอย่างรู้สึกผิดว่าตนเป็นต้นเหตุ...หลังจากนั้น

สลิลเดินมาที่คอกม้าเห็นเข็มขนหญ้ามาเลี้ยงม้าอยู่ ก็ถามหาลุงขาบ จะให้ช่วยขับรถพาภูผาไปไร่วายุกูล  ใหญ่เดินมาได้ยินหยุดฟัง สลิลหันมาเจอสะดุ้งเล็กน้อย ถามเรียบๆว่า

“จะขี่ม้าเหรอคะ ตามสบายค่ะ” ว่าแล้วก็เดินเลี่ยงไป

ใหญ่แปลกใจกับท่าทีหญิงสาวที่เปลี่ยนไป แต่ก็สนใจเรื่องภูผาจะไปไร่วายุกูลมากกว่า...

ooooooo

บ่ายวันนั้น ภูผาเดินคุยโทรศัพท์กับธราว่าตนกำลัง จะไปไร่วายุกูล ธราฝากบอกวายุว่าตนเป็นห่วงมาก สบายใจเมื่อไหร่ให้กลับบ้านเสียที วางสายจากภูผา ละเวงสีหน้าร้อนใจเข้ามาถามว่าภูผาจะไปไร่วายุกูลหรือ ธราสวนแอบฟังแล้วจะถามทำไม ละเวงอึกอัก

“คือว่า...คนที่อยู่ที่ไร่วายุกูลไม่ใช่คุณใหญ่นะคะคุณท่าน”

“ไม่ใช่ใหญ่แล้วจะเป็นใคร” ธราประหลาดใจ

ละเวงเองก็ไม่ทราบแต่ให้น้องชายไปดูที่ไร่วันก่อน มีคนแอบอ้างเป็นวายุ ธราโวยเรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมไม่บอก ชักร้อนใจว่าคนที่ไร่เป็นใคร แล้วใหญ่
อยู่ที่ไหน ละเวงส่ายหน้า...

พอรู้ว่าภูผาจะไปไร่วายุกูล ใหญ่จึงมาเดินวนเวียนอยู่แถวรถของทางรีสอร์ต ชะเง้อมองจนเห็นภูผาเดินมา ก็ทำทีทักทายถามจะออกไปข้างนอกหรือ ทำไมขับรถเอง ภูผาบ่น

“รอลุงขาบไม่ไหวแล้ว คุณธราเธอร้อนใจมากจะไปดูหลานชายให้เธอ”

“ให้ผมช่วยขับรถให้ไหมครับ” เห็นภูผามองแปลกๆจึงแก้ตัว “คือผมมาพักที่นี่ตั้งหลายวันแล้ว ยังไม่ได้ออกไปไหนเลย อยากออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้างน่ะครับ คุณหมอแนะนำเองว่าผมไม่ควรจมอยู่กับปัญหาตลอดเวลา”

ภูผายิ้มๆส่งกุญแจให้ ใหญ่ดีใจรีบขึ้นรถขับพาภูผาออกไป เขาขับรถไปอย่างชำนาญทางทำให้ภูผาแปลกใจ “คุณใหญ่ชำนาญทางเหมือนเคยมาแถวนี้เลยนะครับ”

ใหญ่ชะงัก อ้างว่าถนนเส้นนี้เป็นทางตรง แล้วตัดบทเปลี่ยนเรื่อง ถามภูผาสนิทกับครอบครัวธรามากหรือ แววตาภูผาเป็นประกายขึ้น

“ผมกับคุณธราเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยรุ่นๆ แล้วล่ะครับ...แต่พอคุณธราแต่งงาน เราก็ห่างกันไปโดยปริยาย นานๆ ผมถึงจะไปเยี่ยมเธอที่กรุงเทพฯซักครั้ง”

ใหญ่ถามเคยเห็นวายุไหม ภูผาบอกว่าเคยเห็นตอนเด็กๆ ถ้าเจอตามท้องถนนคงจำไม่ได้ แต่ถ้าเจอที่ไร่คงไม่ผิดตัวแน่ ใหญ่ทำหน้าครุ่นคิด ภูผามองคลางแคลงใจว่าทำไมถึงสนใจเรื่องนี้

ผ่านไปสักพัก สลิลเดินมาที่ล็อบบี้เห็นลุงขาบเปลี่ยนหลอดไฟอยู่ก็แปลกใจที่ไม่ได้ขับรถให้ภูผา ลุงขาบรายงานว่า เห็นยามบอกว่าภูผาออกไปกับใหญ่ ยิ่งทำให้สลิลประหลาดใจ...

รถภูผามาจอดหน้าไร่ ที่ประตูปิดป้าย “บุคคลภายนอกห้ามเข้า” เอาไว้ ภูผาให้ใหญ่บีบแตร ไม่นานหัวหน้าคนงานเดินออกมา ใหญ่เพ่งมองไม่คุ้นหน้า พอภูผาบอกว่าเป็นเพื่อนแม่ของวายุมาขอพบวายุ หัวหน้าคนงานก็ตอบด้วยนํ้าเสียงไม่ต้อนรับว่า ไม่อยู่ วายุสั่งว่าไม่ให้ใครเข้าไปในไร่ ภูผาถามเขาจะกลับเมื่อไหร่ ก็ได้รับคำตอบด้วยนํ้าเสียงห้วนๆ ไม่รู้ และไล่ให้กลับไป

ภูผากลับมาที่รถบอกใหญ่กลับกันดีกว่า แต่ท่าทางเขาไม่สนใจฟังเลย เขม้นมองเข้าไปในไร่จนต้องสะกิดอีกครั้ง ใหญ่ได้สติ สีหน้าเสียดายโอกาสอยากรู้ว่าใครแอบอ้างชื่อเป็นตน...ระหว่างขับรถกลับ รถสปอร์ตขับสวนเข้าไปด้วยความเร็ว ใหญ่จำได้ว่ารถคันนั้นเป็นของไกรกูณฑ์ เขาย้อนคิดถึงอดีตที่ธราสั่งซื้อรถคันนี้มาไว้ต้อนรับการกลับจากต่างประเทศของไกรกูณฑ์ ใหญ่ไม่พอใจที่น้องชายเรียนอะไรก็ไม่จบสักอย่าง ทำไมต้องได้ของขวัญแพงขนาดนี้

ใหญ่ครุ่นคิดตลอดทางจนขับรถมาจอดที่บ้านไร่สายนํ้ารีสอร์ท เขายังนั่งกำพวงมาลัยแน่น ภูผาสะกิดเรียกให้ลงจากรถ พลันธราโทร.เข้ามา ภูผายิ้มเลี่ยงไปรับสาย

“คุณธราโทร.มาเหมือนรู้เลยนะครับ ผมเพิ่งกลับมาจากไร่วายุกูลเดี๋ยวนี้เอง”

เสียงธราถามว่าเจอวายุไหม ภูผาบอกว่าไม่เจอ แถมคนงานก็พูดจาไม่ดีเอาเสียเลย ธราเกรงใจขอบคุณและวางสายไป

ด้านวายุที่ขับรถสปอร์ตกลับมาที่ไร่ เขาอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พอลงนั่งที่ห้องโถง หัวหน้าคนงานก็มารายงานเรื่องภูผามาเยี่ยม วายุหน้าซีดลงไล่คนงานออกไปก่อนจะสบถออกมาว่าอะไรกันนักหนา แล้วเดินหงุดหงิดขึ้นข้างบนไป

ooooooo

สลิลกำลังปอกผลไม้ไว้ให้ภูผา เขากลับมาพอดี เธอรีบถามออกไปกับใหญ่จริงหรือ ภูผายิ้มๆบอกตามคำของใหญ่ว่า อยากออกไปเปิดหูเปิดตา แต่สลิลไม่เชื่อ ภูผาจึงให้ไปถามเจ้าตัวเอง

“ลุงจำได้ไหมคะที่หว้าเคยเล่าให้ฟังว่าท่าทางคุณใหญ่ดูสนใจไร่วายุกูลกับคุณวายุมาก จนผิดสังเกต” ภูผาพยักหน้า “หว้าคิดว่าระหว่างคุณใหญ่กับคุณวายุและไร่วายุกูล น่าจะต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกันสักอย่าง”

“ก็จริงนะ เพราะลุงก็สังเกตเห็นคุณใหญ่มีท่าทางแปลกๆอยู่เหมือนกันตอนไปที่ไร่นั่น”

“หว้าจะต้องสืบเรื่องนี้ให้รู้ให้ได้ค่ะ” สีหน้าสลิลมั่นใจมาก

คืนนั้น ใหญ่ครุ่นคิดเหตุการณ์อย่างสับสนว้าวุ่นใจ ยิ่งเห็นรถของไกรกูณฑ์เมื่อกลางวันชักสงสัยว่าไกรกูณฑ์ยังไม่ตาย...

วันต่อมา ขณะที่นวลขวัญกำลังทำงานในไร่กับคนงาน มีชายฉกรรจ์สองคนบุกเข้ามาต้องการเจอเจ้าของไร่ พอนวลขวัญก้าวออกมาก็ถูกสองคนมองด้วยสายตาโลมเลีย และขู่ให้ยอมขายไร่ ก่อนจะมีคนงานในไร่ต้องตาย เธอถามว่าเจ้านายพวกเขาเป็นใคร

“คนที่อยากซื้อไร่นี่จะมีซักกี่คนกัน หน้าตาฉลาดๆ อย่างเธอคงเดาได้ไม่ยาก...วันนี้พวกเราแค่มาเตือนว่าอย่าหวงที่นัก ขายไร่เอาเงินก้อนโตไปใช้จะดีกว่า ขืนลีลามาก เจ้านายอารมณ์เสียขึ้นมา นอกจากราคาไร่จะตกแล้วฉันก็ไม่รับประกันความปลอดภัยของคนในไร่นะ” พวกมันขู่คราวหน้าจะมาเยี่ยมใหญ่ อาจจะมาตอนดึกๆก่อนจะกลับไป

นวลขวัญแค้นจัดเข้าใจว่าเป็นวายุ จึงขับรถบุกไปหาที่ไร่วายุกูล บีบแตรร้องเรียกให้วายุออกมา หัวหน้าคนงานออกมาไล่ เธอไม่ยอมไปจนกระทั่งวายุเดินออกมาและบอกคนงานว่าเธอเป็นเพื่อนให้ปล่อยเข้ามา ก่อนจะถามเธอโกรธใครมา

“คุณไม่ต้องมาตีสองหน้าเลยคุณวายุ ฉันจะมาบอกคุณว่าอย่าส่งคนไปข่มขู่ฉันที่ไร่อีก เพราะไม่ว่ายังไง ฉันก็ไม่มีวันขายไร่ให้คุณเด็ดขาด”

“ผมเนี่ยนะส่งคนไปข่มขู่คุณขวัญที่ไร่” วายุงง

“ก็ใช่น่ะสิ ไม่ใช่คุณแล้วจะใคร ตอนแรกฉันกะจะให้นายแก้วมาขอโทษคุณ แต่คงไม่ต้องแล้ว เพราะคุณเลือกที่จะตอบโต้เราด้วยวิธีป่าเถื่อนแบบนี้  เราก็ไม่จำเป็นต้องรักษามิตรภาพกันอีก”

“ไปกันใหญ่แล้วครับคุณขวัญ ผมไม่รู้เรื่องอะไรที่คุณพูดเลย ส่วนเรื่องคุณแก้ว ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไรแล้ว” วายุทำเป็นว่าไม่โกรธทแกล้ว

นวลขวัญปัดไม่ฟังคำอธิบาย ประกาศอย่าใช้วิธีถ่อยๆแบบวันนี้อีก จากนี้ไปเราไม่ใช่เพื่อนบ้านกันอีก ไม่ต้องไปเหยียบที่ไร่ตนอีกเป็นอันขาด วายุพอจะเดาได้ว่าเป็นฝีมือใคร...

นวลขวัญกลับมา ทแกล้วรู้เรื่องโกรธจัดจะไปเอาเรื่องวายุ แต่นวลขวัญปรามตนจัดการตัดสัมพันธไมตรีเรียบร้อยแล้ว อย่าวู่วามเหมือนคราวเอาชาไปสาดใส่เขา จนเขาส่งคนมาเอาคืน

“ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้นหรอกพี่ขวัญ คนมันอยากได้ไร่เรา ช้าเร็วหางมันก็โผล่ สร้างภาพได้ไม่นานหรอก พี่ขวัญต้องขอบคุณแก้วด้วยซ้ำที่เป็นตัวเร่งให้มันเผยธาตุแท้ออกมาให้เราเห็นเร็ว”

นวลขวัญห้ามเด็ดขาด แต่ทแกล้วฮึดฮัดเชื่อว่า พวกมันจะต้องส่งลิ่วล้อมาก่อกวนอีกแน่ๆ

ooooooo

วายุกระแทกประตูห้องทำงานของกษิตเข้าไปต่อว่าที่ส่งคนไปข่มขู่นวลขวัญ กษิตทำหน้ายียวนว่าเห็นงานไม่คืบหน้าจึงต้องลงมือเอง วายุโกรธจัด ประกาศ ถ้ายังหักหน้าทำแบบนี้กับตนอีก ตนจะล้มเลิกการร่วม หุ้น จบกันตรงนี้ กษิตก้าวเข้าจ้องหน้า

“คิดจะล้มเลิกง่ายๆเหมือนเด็กเล่นขายของยังงี้ไม่ได้หรอกนะคุณวายุ” ลูกน้องกษิตเข้าล้อมวายุไว้ “คุณลืมไปแล้วเหรอว่า คุณตกลงมาร่วมธุรกิจกับผมเพราะอะไร...คุณอยากทำให้แม่คุณเห็นว่าคุณก็เก่งไม่ด้อยไปกว่าใคร และคุณก็จะทำให้ทุกคนเห็นว่า คุณก็สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเองไม่ใช่เหรอ”

วายุขบกรามแน่นที่ถูกแทงใจดำ กษิตตบไหล่ ยิ้มเยาะ อย่ายอมให้ผู้หญิงคนเดียวมาทำให้เสียงานใหญ่ วายุปัดมือ กษิตออก ย้ำอีกครั้ง ห้ามส่งลูกน้องไปข่มขู่นวลขวัญอีก ตนจะใช้วิธีของตน ว่าแล้วก็กลับออกไป กษิตดูถูก...เด็กหนอเด็กยังหลงผู้หญิงแล้วจะทำงานสำเร็จได้อย่างไร

วายุเดินหงุดหงิดออกมาชนกับอุศเรนเข้าอย่างจัง เกิดการทะเลาะชกต่อยกันอีก ลูกน้องกษิตเข้าแยก และขอโทษขอโพยวายุ อุศเรนชะงักที่ได้ยินเรียกวายุ เขารอสักพักก่อนจะวิ่งตามออกไป แต่วายุกลับไปแล้ว เจ็บใจที่คลาดกัน

วันต่อมา ใหญ่ตัดสินใจโทร.หาละเวงอีกครั้ง เธอพยายามถามว่าเขาอยู่ที่ไหน แต่ใหญ่สวนมาว่าไกรกูณฑ์ ยังไม่ตายใช่ไหม ละเวงชะงัก “ทำไมถามอย่างนี้ล่ะคะ คุณใหญ่ก็เห็นว่าคุณไกรกูณฑ์ถูกคุณใหญ่ยิงตายอยู่ในห้องนอนคุณใหญ่เอง”

“แล้วทำไมหนังสือพิมพ์ไม่ลงข่าวการตายของไกรกูณฑ์เลยล่ะ เธอจัดการกับศพเขายังไง แล้วคุณท่าน รู้เรื่องนี้รึยัง ถ้าเธอไม่ยอมบอกอะไรฉันมากกว่านี้ ฉันจะ คุยกับคุณท่านเอง”

“คุณท่านเพิ่งกลับจากโรงพยาบาล ยังไม่หายดี คุณใหญ่อย่าเพิ่งคุยเลยค่ะ ละเวงกลัวคุณท่านจะล้มป่วยขึ้นมาอีก”

“ฉันจะไม่ทนหลบๆซ่อนๆอยู่อย่างนี้อีกแล้วนะละเวง ฉันจะกลับไปหาคุณท่านที่กรุงเทพฯ แล้วสารภาพความจริงทั้งหมดด้วยตัวเอง ฉันมั่นใจว่าฉันไม่ได้ฆ่าไกรกูณฑ์ แล้วไกรกูณฑ์ก็ยังไม่ตายด้วย”

“คุณใหญ่กล้ากลับมาจริงๆเหรอคะ” น้ำเสียงละเวงเย้ยหยันตามด้วยเสียงหัวเราะเยาะ “ถ้าคุณใหญ่มั่นใจว่าคุณใหญ่ไม่ได้ฆ่าคุณไกรกูณฑ์จริงๆ ก็คงจะโทร.เข้า

มือถือคุณท่านไปนานแล้ว แต่นี่เอาแต่โทร.เข้าเบอร์บ้าน คงเพราะกลัวจะถูกตามตัวเจอว่าซ่อนตัวอยู่ที่ไหนใช่ไหมล่ะคะ”

“ทำไมเธอพูดกับฉันแบบนี้ล่ะละเวง” ใหญ่ชักไม่พอใจน้ำเสียงละเวง

“คุณใหญ่อย่าคิดว่าจะซ่อนตัวได้ตลอดนะคะ เบอร์ที่คุณใช้โทร.มาก็ตามได้ไม่ยากหรอก”

“ทำไมเธอพูดเหมือนอยู่คนละฝ่ายกับฉัน ทั้งๆที่คืนนั้น เธอเป็นคนบอกให้ฉันหนีมาเอง”

“ถ้าคุณใหญ่คิดว่าเราอยู่ฝ่ายเดียวกัน ก็บอกละเวงมาสิคะว่าตอนนี้คุณใหญ่อยู่ที่ไหน” เห็นใหญ่เงียบ “ว่าไงคะ ตอนนี้คุณใหญ่อยู่ที่ไหนกันแน่”

ใหญ่เริ่มไม่ไว้ใจละเวง วางสายลงดื้อๆ ครุ่นคิดอย่างหนัก...ใหญ่มาดักเจอสลิลซึ่งกำลังเดินตรวจความเรียบร้อยตามบ้านพักในรีสอร์ต  เธอสะดุ้งสุดตัว เขาขอโทษก่อนจะถามว่าเธอเจอวายุอีกบ้างหรือเปล่า

“ไม่เจอแล้วค่ะ แต่แก้วเล่าให้ฟังว่าคุณวายุส่งคนไปข่มขู่พี่ขวัญ พี่สาวของแก้วน่ะค่ะ ให้ขายไร่ขวัญแก้วให้”

ใหญ่กัดกรามแน่นที่โดนอ้างชื่อไปทำชั่ว สลิล

มองท่าทีใหญ่ก่อนจะเสริมว่า คงแค่ขู่ให้กลัวแล้วยอมขายไร่ให้ง่ายๆ ใหญ่ไม่พอใจสะบัดหน้าเดินกลับ สลิลตามติด “คุณใหญ่คะ...”

“อย่าเพิ่งถามอะไรฉันตอนนี้เลย”

“ทำไมล่ะคะ หว้าแค่อยากรู้ว่าคุณใหญ่มีปัญหาอะไร เผื่อหว้าจะช่วยคุณใหญ่ได้บ้าง”

“ถ้าอยากช่วยฉันก็อย่าบอกใครเด็ดขาดว่าฉันอยู่ที่นี่ โดยเฉพาะกับนายวายุ” เห็นสลิลอ้าปากจะถาม รีบดักคอ “ยังไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น เมื่อถึงเวลาเธอจะได้รู้ทุกอย่างเอง”

สลิลมองตามหลังใหญ่ที่เดินจากไป ทำเสียงล้อเลียนคำพูดเขาอย่างหงุดหงิดด้วยความอยากรู้ตอนนี้

ooooooo

ด้านธราครุ่นคิดว่าใครกันที่ปลอมเป็นวายุไปอยู่ที่ไร่วายุกูล หรือจะเป็นไกรกูณฑ์ จึงสั่งละเวงไปดูที่ไร่ ละเวงรับคำจะเดินทางไปแต่เช้า แต่ธรากลับบอกว่าต้องไปเดี๋ยวนี้ ธรามีความหลังที่ไม่อยากไปเหยียบที่ไร่นั่นอีก

วายุมาหานวลขวัญที่ไร่ขวัญแก้ว นวลขวัญเสียงแข็งไล่เขากลับไป วายุทำหน้าจ๋อย

“เรื่องนักเลงพวกนั้นผมไม่รู้เรื่องเลยจริงๆนะครับคุณขวัญ หุ้นส่วนผมทำไปโดยพลการ แล้วผมก็บอกเขาไปแล้วว่าไม่ให้มายุ่งกับคุณขวัญอีก”

“ยังไงซะ พวกคุณก็เป็นพวกเดียวกันอยู่ดี” นวลขวัญเดินหนี

“คุณขวัญให้โอกาสผมแก้ตัวซักครั้งเถอะนะครับ ผมสัญญาว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีก”

นวลขวัญหันขวับมา “ฉันไม่ต้องการคำสัญญาอะไรจากคุณทั้งนั้น”

“แล้วคุณขวัญต้องการอะไรล่ะครับ บอกผมได้ไหม ถ้ามันจะทำให้คุณขวัญหายโกรธ ผมยินดีทำทุกอย่าง”

“งั้นก็ช่วยออกไปให้พ้นจากไร่ของฉันเดี๋ยวนี้เลย แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก”

วายุคว้าแขนหญิงสาวรั้งไว้ไม่ให้เดินหนี ทแกล้วโผล่มาเข้าใจว่าพี่สาวถูกลวนลาม ปรี่เข้าชกหน้าวายุโครม แล้วจะตามซ้ำ นวลขวัญดึงน้องชายไว้ ทแกล้วโวย

“กลับไปได้แล้ว คุณเลิกมาตามตื๊อให้พี่ขวัญขายไร่ซะทีเถอะ ต่อให้ตายเราก็ไม่ขาย”

“สงสัยน้องชายจะเข้าใจอะไรผิดแล้วล่ะ ที่ผมมาตามตื๊ออยู่นี่ไม่ใช่อยากได้ไร่นี้ซะหน่อย ผมอยากได้อย่างอื่นมากกว่า” วายุแกล้งยั่วโทสะส่งตาหวานให้นวลขวัญ

ทแกล้วยิ่งโกรธไล่วายุให้กลับไป ถ้าไม่อยากเจ็บตัวอีก วายุหันมาสบตานวลขวัญอีกครั้ง “ซักวันผมจะทำให้คุณขวัญเห็นความจริงใจของผมให้ได้”

นวลขวัญอึ้งหลบสายตา ลึกๆรู้สึกหวั่นไหว ทแกล้วหวงพี่สาว ตวาดลั่น “ออกไปจากไร่ฉันเดี๋ยวนี้”

วายุมองทแกล้วอย่างอาฆาตแบบฝากไว้ก่อน แล้วเดินคอตั้งบ่ากลับออกไป กำมือแน่นด้วยความเจ็บใจ ทแกล้วสะใจยกหมัดขึ้นชกใส่ฝ่ามือตัวเอง “โธ่...คิดว่าจะแน่...” แล้วสะบัดมือเร่าๆ เพิ่งรู้ว่าเจ็บมือที่ชกหน้าวายุ ร้องโอยๆ นวลขวัญส่ายหน้าขำๆ

สลิลแวะมาหานวลขวัญ เห็นทแกล้วนวดมือหย็อยๆ ยิ่งพอรู้สาเหตุก็แกล้งดีดมะกอกใส่อยากทำตัวเป็นนักเลง นวลขวัญหมั่นไส้ดีดซ้ำ สลิลสมน้ำหน้า สองสาวจูงมือไปคุยกันหนุงหนิง

ooooooo

ตอนที่ 4

ละเวงลากกระเป๋าเข้ามาในโรงแรม อุศเรนปรี่เข้าประจบพี่สาวเพราะมัวแต่นอนไปรับที่สนามบินไม่ทัน ละเวงต่อว่าพอทำเนาก่อนจะสั่งให้เอากระเป๋าไปเก็บแล้วพาไปไร่วายุกูลทันที เพราะอยากจัดการภารกิจให้จบๆเสีย อุศเรนจ๋อยยังงัวๆเงียๆอยู่เลย

แม้ยังหัวค่ำ แต่ทแกล้วเป็นห่วงสลิลจึงขับรถตามมาส่งเธอถึงรีสอร์ต สลิลบ่นจะห่วงอะไรนักหนาทแกล้วว่ามีคนแปลกหน้ามาพักแถวนี้ต้องระวัง สลิลรู้ว่าเขาพาลแขวะใหญ่

“ไม่ได้พาล พูดเรื่องจริง หว้าลองคิดดู ถ้าคุณใหญ่รู้จักกับคนนิสัยอันธพาลอย่างนายวายุนั่นได้ ก็คงจะไม่ใช่คนดีซักเท่าไหร่หรอก” ทแกล้วเบ้หน้าหมั่นไส้สุดๆ

สลิลส่ายหน้าระอา ทแกล้วเอ็ดพูดอะไรให้ฟังกันไว้บ้าง อย่าดื้อนักตนเป็นห่วง

“หว้าไม่ใช่เด็กๆแล้วนะแก้ว หว้ารู้ว่าอะไรเป็นอะไร แก้วไม่ต้องห่วงมากนักหรอกน่า รีบกลับไปอยู่เป็นเพื่อนพี่ขวัญเถอะ”

ทแกล้วงอนที่สลิลไม่ใส่ใจความรู้สึกของตน เดินงอนๆกลับขึ้นรถขับออกไป สลิลโบกมือจนรถทแกล้วลับตา

...ภูผายืนมองหลานสาวนิ่งๆอยู่บนระเบียงบ้าน พอสลิลเข้ามาก็เปรยว่าไม่ใจอ่อนกับทแกล้วบ้างหรือ สลิลเข้ากอดแขนลุงพูดขำๆ คนเป็นเพื่อนกันมาแต่เล็กจะให้มาเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร อีกอย่างตนยังขยาดเรื่องแฟน อยู่ให้ลุงเลี้ยงจนแก่ดีกว่า

ภูผาลูบหัวสลิลด้วยความเอ็นดู “แต่ถ้าได้คนดีๆ

อย่างแก้วมาช่วยดูแลหว้าแทนลุง ลุงก็วางใจนะ...แก้วเป็นคนดี ลุงมั่นใจว่าเขาจะไม่ทำให้หลานลุงต้องเสียใจอีกแน่นอน”

“คนที่ดีกับคนที่รักมันต่างกันนะคะคุณลุง ไม่แน่ วันนึงหว้าอาจจะตกหลุมรักคนไม่ดีเข้าอีกก็ได้” สลิลเศร้าลง

ภูผาเอ็ดอย่าทำให้กังวลแบบนี้ สลิลปั้นยิ้มบอกว่าล้อเล่น ภูผายกกำปั้นทุบหัวหลานหนึ่งทีก่อนจะดึงตัวมากอด “ล้อเล่นแบบนี้ลุงไม่ขำด้วยหรอกนะ...ชีวิตลุงก็ห่วงเราอยู่คนเดียวนี่แหละ ลุงจะต้องอยู่จนส่งเราขึ้นฝั่งให้ได้”

“ส่งดีๆนะคะ ห้ามถีบส่งเพราะเบื่อหว้าซะก่อนล่ะคะ”

“ใครจะทำหลานรักได้ลงคอ ถีบตกน้ำล่ะพอได้อยู่”

“คุณลุงอะ...”

สองลุงหลานหัวเราะมีความสุข สลิลไม่รู้สึกขาดความรักเหมือนเด็กบ้านแตกคนอื่นๆเลย

ด้านละเวงมาถึงหน้าไร่วายุกูล คนงานทำตามคำสั่งวายุห้ามใครเข้าอย่างเคร่งครัด แม้เธอจะบอกว่าเธอเป็นน้องสะใภ้วายุก็ตาม  หัวหน้าคนงานเข้ามารายงานวายุซึ่งนั่งอยู่ในบ้าน  พอเขารู้ว่าละเวงมาก็ตกใจหน้าซีด สั่งเสียงเฉียบ ไม่ว่าใครอ้างเป็นญาติสนิทอย่างไรก็ไม่ให้เข้า ถ้าปล่อยใครเข้ามาจะไล่ออก คนงานกลัวหงอลนลานออกไป

อุศเรนบอกละเวงว่าเขาไม่ให้เข้าทั้งๆที่รู้ว่าเราเป็นใคร  บางทีเขาอาจจะไม่ใช่ไกรกูณฑ์อย่างที่นายท่านสงสัย ละเวงเจ็บใจ จะต้องรู้ให้ได้ ทั้งสองขึ้นรถกลับไป...เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาใหญ่  ซึ่งเฝ้ามองอย่างสงสัย

ใหญ่ขี่ม้ากลับมา  พบสลิลกำลังสำรวจประตูคอกม้าที่ชำรุดอยู่ ใหญ่เก็บม้าแล้วเปรย

“ฉันไม่ได้เอาม้าตัวโปรดของเธอไปขี่  เธอคงไม่ว่าอะไรนะ”

“ฉันจะว่าอะไรลูกค้าได้ล่ะคะ  ลูกค้าเป็นใหญ่อยู่แล้วนี่” สลิลอดแขวะไม่ได้ก่อนจะถามว่าเขาไปไร่วายุกูลมาหรือ ใหญ่หันขวับมาจ้องตาเขม็ง ตอบว่าใช่ สลิลหวาดหวั่นเล็กน้อยแต่ความอยากรู้มีมากกว่า “คุณใหญ่อยากรู้อะไรเกี่ยวกับไร่วายุกูลกันแน่คะ  ถามหว้าได้นะคะ หว้าอาจจะรู้ก็ได้ หรือว่าคุณใหญ่กับคุณวายุมีปัญหาอะไรกันอยู่”

“ฉันไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเขา  ส่วนเขามีปัญหาอะไรกับฉันหรือเปล่า   อันนี้ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน” พูดจบใหญ่จะเดินไป

สลิลเดินตาม  ใหญ่หันมาส่งเสียงเฉียบ  ไม่ต้องตาม ไม่มีอะไรจะบอกอีกแล้ว  สลิลยังมองด้วยความสงสัย  จะต้องสืบเรื่องนี้ให้ได้

ooooooo

อุศเรนมาส่งละเวงที่หน้าห้องพัก เผลอคุยว่าชั้นบนสุดโรงแรมนี้เป็นบ่อน  ตนเคยเจอวายุมาที่นี่ ถ้าเราดักรออาจได้เจอเขาง่ายกว่า  ละเวงโวยทันทีแสดงว่า

ที่มาหมกตัวโรงแรมนี้เพราะเข้าบ่อนนี่เอง  อุศเรนจ๋อยไม่น่าพลาด แก้ตัวว่าแค่เล่นคลายเครียดเท่านั้น

ส่วนใหญ่นั่งคิดทบทวนลำดับเหตุการณ์  ภาพไกรกูณฑ์นอนคว่ำหน้าจมกองเลือดในห้องนอนตน  กับภาพรถสปอร์ตของไกรกูณฑ์ขับสวนไป  และละเวงกับน้องชายมาที่ไร่วายุกูลแต่เข้าไม่ได้ มันเกิดอะไรขึ้น ใหญ่กุมหัวด้วยความเครียด

ด้านวายุที่อยู่ไร่วายุกูล  หวั่นใจเกรงความลับจะแตก  ตัดสินใจโทร.หาธราในคืนนั้น  พอธราได้รับโทรศัพท์ลูกชายก็ดีใจน้ำตารื้น “น้อย  ตอนนี้ลูกอยู่ที่ไหน  เมื่อไหร่จะกลับบ้าน  แม่เป็นห่วงลูกมากรู้ไหม...อะไรนะ ถึงเวลาจะกลับเอง  แล้วเมื่อไหร่ล่ะลูก  เมื่อไหร่ถึงจะกลับมาหาแม่ซะที...น้อย...น้อย...” ปลายสายวางไป  ธราน้ำตาร่วงเผาะคิดถึงและห่วงไกรกูณฑ์อย่างมาก

เช้าวันใหม่ ใหญ่เดินมาที่คอกม้าเห็นเข็มทำความสะอาดอยู่ เข็มทำใจกล้าทักทายอรุณสวัสดิ์ใหญ่ เขาตีหน้าขรึมจนเข็มขยาด แต่จู่ๆก็โพล่งขึ้นว่า อยากเข้าเมือง เข็มรีบบอก

“คุณใหญ่รีบรึเปล่าครับ พอดีตอนกลางวันผมกับลุงขาบต้องออกไปซื้อของใช้เข้ารีสอร์ตพอดี ออกไปพร้อมกันตอนนั้นได้ไหมครับ”

ใหญ่ตอบว่าไม่รีบ เข็มจึงบอกว่าถึงเวลาจะไปตามที่กระท่อมหิน ใหญ่พยักหน้า พลันเห็นสลิลกับทแกล้วเดินมา เขารีบหันหลังเดินกลับ เหลือบเห็นเสื้อเชิ้ตแขนยาวของคนงานและหมวกปีกกว้าง จึงคว้าติดมือไปด้วย...สลิล มองตามหลังใหญ่อย่างเสียดาย ทแกล้วบ่น

“พิลึกคนจริงๆ เห็นเราเดินมาทีไรต้องเดินหนีทุกที”

“ก็คงหนีพี่แก้วคนเดียวแหละครับ เดี๋ยวนี้คุณใหญ่อารมณ์ดีขึ้นเยอะ ยอมพูดคุยบ้างแล้ว โดยเฉพาะกับ

พี่หว้า ไม่อาละวาดแล้วด้วย” เข็มสาธยาย

สลิลปรามพูดมากไปแล้ว เข็มเจื่อนลง ทแกล้วอดบ่นอีกไม่ได้ อาการดีแล้วทำไมยังไม่ไปจากที่นี่เสียที ทำอย่างกับคนไม่มีบ้าน ไม่มีครอบครัว งานการไม่ต้องทำหรืออย่างไร...สลิลไม่สนใจหันไปถามเข็มคุยอะไรกับใหญ่ เข็มรายงานว่าใหญ่อยากเข้าเมือง ทแกล้วสวน คงอยากไปหาลูกเมีย สลิลค้อนขวับ ครุ่นคิดอยากรู้ว่าใหญ่จะเข้าเมืองทำไม

สลิลกลับมาเลียบเคียงถามภูผาจะไปไร่วายุกูลอีกไหม ภูผาถอนใจ ผิดหวังกับการไม่ต้อนรับของทางนั้น และการที่เขาส่งคนไปข่มขู่นวลขวัญอย่างที่สลิลเล่าให้ฟัง

“คุณลุงจะเล่าเรื่องนี้ให้คุณธราฟังไหมคะ”

“ไม่เล่าดีกว่า ลุงไม่อยากหาเรื่องให้คุณธราไม่ สบายใจเพิ่มขึ้น เดี๋ยวจะล้มป่วยขึ้นมาอีก”

“ดูคุณลุงเป็นห่วงคุณธราจังเลยนะคะ”

“ก็...ตามประสาเพื่อนเก่านั่นแหละ” ภูผายิ้มๆ สลิลชำเลืองมองอย่างสงสัย ภูผาชิงเดินหนี

สลิลเห็นลุงขาบเดินควงกุญแจรถผ่านมาพอดี จึงแย่งกุญแจจากมือมา แล้วบอกว่าตนจะขับรถไปกับเข็มเอง ให้เขาไปซ่อมประตูคอกม้า ลุงขาบเหวอพูดไม่ทันมองเธอเดินควงกุญแจไป

ใหญ่สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวและหมวกปีกกว้างของคนงานเดินมา เข็มทักจะไปแบบนี้จริงๆหรือ เขาพยักหน้า พลันสลิลเดินยิ้มร่าเข้ามาถามไปกันหรือยัง ใหญ่สวน

“ไหนว่าลุงขาบจะเป็นคนขับรถไปไง”...เข็มอึกอักตอบไม่ถูก

“ลุงขาบไม่ว่างค่ะ ต้องไปซ่อมคอกม้า หว้าเลยจะขับรถเข้าเมืองให้แทน คุณใหญ่ขึ้นรถเลยค่ะ ไปเข็ม” สลิลขึ้นประจำที่คนขับ

เข็มกระโดดขึ้นท้ายรถ ใหญ่ทำหน้าเซ็งก่อนจะเดินขึ้นรถอย่างเลี่ยงไม่ได้ สลิลแอบยิ้มขับรถอารมณ์ดีออกไป

ooooooo

หน้าโรงแรมที่ละเวงพัก นวลขวัญขับรถเข้ามาจอดเพราะนัดคุยงานกับวีระลูกค้า วายุขับรถสปอร์ตตามมาจอดต่อท้าย นวลขวัญถามนํ้าเสียงไม่พอใจว่าตามมาทำไม เขาอ้อนอยากมาขอโทษ อยากให้เธอหายโกรธ นวลขวัญรู้สึกเบื่อหน่าย

“โอเคค่ะ ถ้าคุณยืนยันว่าคุณไม่รู้เรื่องนักเลงพวกนั้น ฉันก็จะเชื่อ ฉันไม่โกรธคุณแล้ว แต่ฉันก็ไม่สะดวกใจจะเป็นเพื่อนกับคุณต่อไป เพราะฉะนั้นอย่าตามฉันมาอีก ชัดเจนนะคะ”

แทนที่วายุจะโกรธ กลับอมยิ้มเดินตามนวลขวัญเข้าไปในโรงแรมอีก...พอทั้งสองเข้ามาในห้องอาหาร  ละเวงกับอุศเรนเดินผ่านไปไม่ทันเห็นกัน ละเวงบ่นว่าอุศเรนที่ให้รอวายุที่นี่ ไม่เห็นจะมาเสียที วันนี้ตนจะบุกไปที่ไร่อีกครั้ง แต่ก่อนอื่นต้องไปหาร้านซ่อมโทรศัพท์ก่อน

วีระเชื้อเชิญนวลขวัญให้นั่ง เห็นวายุเดินมายิ้มๆ ก่อนจะนั่งโต๊ะข้างๆ จึงถามมาด้วยกันหรือ นวลขวัญหันไปมองหน้าหงิกก่อนจะบอกวีระว่าไม่ได้มาด้วยกันวีระยิ้มเย้ยไปทางวายุ...

รถสลิลเข้ามาจอดที่ตลาด ใหญ่ขอแยกตัวไปทันที สลิลข้องใจ บอกเข็มให้ไปซื้อของให้ครบแล้วกลับมารอที่รถ ว่าแล้วก็ตามใหญ่ไปห่างๆ...เห็นใหญ่ขยับปีกหมวกบังหน้า เดินไปยังตู้เอทีเอ็มเพื่อกดเงินเก็บใส่กระเป๋า แล้วก้มหน้าเดินกลับไปทางเดิม สลิลหลบอย่างรวดเร็ว

ใหญ่เดินมาร้านซ่อมโทรศัพท์ หยุดมองก่อนจะก้าวเข้าไป ไม่คาดคิด ละเวงเดินออกมาชนกับเขาอย่างจัง ถึงกับเซไป อุศเรนรีบประคองพี่สาว พอใหญ่เห็นว่าเป็นละเวงก็รีบเอาหมวกปิดหน้า ก้มหน้าขอโทษด้วยนํ้าเสียงทุ้มตํ่า ละเวงสบถตามอารมณ์ก่อนจะเดินไปกับอุศเรน สลิลจับตามองอย่างเก็บข้อมูล ใหญ่รีบเข้าไปเลือกซื้อโทรศัพท์

อึดใจ ใหญ่เดินกลับมาที่รถที่เข็มรออยู่ สลิลทำทีซื้อของเต็มมือเดินมาจากทางเดียวกับที่ใหญ่เดินมา เขามองอย่างแปลกใจ ใหญ่แบมือขอกุญแจรถจากสลิล จะขับกลับให้เอง สลิลขึ้นนั่ง เข็มโดดขึ้นกระบะหลังใหญ่กำลังจะออกรถ สลิลเห็นนวลขวัญขับรถมาจอดอีกฝั่งก็รีบบอกใหญ่อย่าเพิ่งไป ใหญ่หันมาถามอย่างหงุดหงิดว่าลืมซื้ออะไรอีก

“เปล่าค่ะ หว้าเจอคนรู้จักค่ะ ขอไปทักแป๊บนึงนะคะ” ไม่รอคำตอบ สลิลวิ่งลงจากรถไป

ใหญ่เคือง ปลดเกียร์ว่างรอ มองสลิลเดินไปทักทายนวลขวัญ พลันรถสปอร์ตเข้ามาจอดเทียบ ใหญ่เห็นคนที่ลงจากรถเป็นไกรกูณฑ์ เดินตรงไปหานวลขวัญกับสลิล ก็หน้าซีดตกตะลึงแสดงว่าคนที่ปรากฏตัวเป็นวายุคือไกรกูณฑ์ ใหญ่รีบดึงหมวกปิดหน้า มองน้องชายอย่างระมัด ระวังตัว...ไกรกูณฑ์ทักทายสลิล เธอทักตอบกรายๆ นวลขวัญรีบบอกว่าไม่ได้มาด้วยกัน สลิลดึงนวลขวัญออกห่างกระซิบถามว่าเขามาข่มขู่อะไรอีกหรือเปล่า เธอส่ายหน้า ไกรกูณฑ์รู้ว่าตัวเองถูกระแวง ก็กวาดตามองไปทางอื่นเก้อๆ ใหญ่ซึ่งอยู่ในรถรีบหลบหน้าลง

นวลขวัญถามสลิลว่าใครขับรถมาให้ สลิลกำลังจะบอกว่าใหญ่ แต่นึกได้ว่าเขาไม่ให้ใครรู้ว่าเขาอยู่ที่นี่จึงบอกไปว่าคนงาน สลิลลากลับเพราะต้องรีบเอาของไปให้แม่ครัวแต่แอบกระซิบ

“ปลอดภัยแน่นะพี่ขวัญ ให้หว้าอยู่เป็นเพื่อนได้นะ”

วายุได้ยินกระแอมไอขึ้น สลิลเหลือบตามอง นวล-ขวัญปฏิเสธ “หว้ากลับไปเถอะ พี่นัดเพื่อนเอาไว้...แก้วก็มาทำธุระแถวนี้ พี่โทร.กริ๊งเดียวแก้วก็มาถึง”

สลิลจึงลา ไกรกูณฑ์กล่าวสวัสดี เธอค้อนขวับเดินไปขึ้นรถ ใหญ่เคลื่อนรถตั้งลำรอ พอสลิลขึ้นนั่งไม่ทันคาดเข็มขัด เขาก็ออกรถพรืด แต่ก็อดถามไม่ได้ว่าคุยกับใคร

“พี่ขวัญค่ะ พี่สาวของนายแก้ว ส่วนผู้ชายนั่นก็คุณวายุไงคะ คุณใหญ่สนใจเรื่องเขามาตลอด แต่ไม่รู้จักเขาเหรอคะ”

“มันไกล ฉันมองไม่ชัด”

“เพิ่งรู้ว่าคุณใหญ่สายตาสั้นด้วย” สลิลเหน็บ ใหญ่ไม่พอใจแกล้งขับรถเร็วจนสองคนหน้าหงาย เข็มกลิ้งอยู่กระบะหลัง ในใจใหญ่ครุ่นคิดว่าไกรกูณฑ์ปลอมเป็นตนเพื่ออะไร

พอมาถึงรีสอร์ต ใหญ่ก็เบรกรถจนทั้งสองหัวทิ่ม แล้วลงจากรถท่าทางหัวเสีย เข็มต่อว่าขับรถไม่คิดถึงชีวิตตนบ้างเลย ใหญ่ไม่สนใจเดินไป สลิลเรียกเขาไว้ ถามเป็นอะไร เขาปฏิเสธ

“หว้าเห็นคุณใหญ่ท่าทางแปลกๆตั้งแต่ออกจากตลาดแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นคะ”

“อย่ามายุ่งกับฉัน!” ใหญ่ผลักไหล่สลิลให้พ้นทาง สลิลโวยไล่หลังว่าผู้ชายวัยทองหรือไง

ใหญ่เข้าบ้านพัก คลุ้มคลั่งระเบิดอารมณ์ “ไกรกูณฑ์ยังไม่ตาย แกหลอกฉันทำไม!”

ภาพในอดีตผุดขึ้น...ขณะที่ใหญ่เดินเล่นมาทางสระน้ำในบ้าน ต้องชะงักเมื่อเห็นละเวงนั่งทาเล็บอยู่อย่างสบายอารมณ์ เขาถามเสียงเข้มว่าเธอเป็นใคร ละเวงลุกยืนไม่ทันจะตอบ ไกรกูณฑ์เดินเข้ามาแนะนำ ละเวงเป็นภรรยาตน ใหญ่แปลกใจ

“คุณใหญ่ฟังไม่ผิดหรอกครับ ละเวงเป็นภรรยาของผม” ว่าแล้วก็หอมแก้มโชว์

“อย่าทำพฤติกรรมประเจิดประเจ้ออย่างนี้นะน้อย อายเด็กรับใช้ในบ้านมันบ้าง” ใหญ่เอ็ด

ไกรกูณฑ์เบ้ปากรำคาญพี่ชาย “หัวโบราณเกินไปแล้วคุณใหญ่ ผมแสดงความรักกับเมียแค่นี้เอง ไม่เห็นจะน่าเกลียดตรงไหนเลย”

ใหญ่ปรายตามองถามไปคว้าผู้หญิงคนนี้มาจากไหน ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ละเวงเคืองที่ถูกพาดพิง ไกรกูณฑ์ต่อว่าพูดจาให้เกียรติเมียตนบ้าง ว่าแล้วก็โอบเอวละเวง ใหญ่ถามอีกว่าธรารู้เรื่องหรือยัง ไกรกูณฑ์อ้างว่าแม่ไม่ว่าอะไร ฉะนั้น ใหญ่ก็ว่าอะไรตนไม่ได้ ละเวงแอบยิ้มท้าทาย

ใหญ่ครุ่นคิดมาถึงตรงนี้ ชักรู้สึกว่านี่อาจเป็นแผนการของละเวง

ooooooo

หน้าไร่วายุกูล ละเวงกับอุศเรนจอดรถซุ่มรอดูว่าเจ้าของไร่เป็นใครกันแน่ อุศเรนเริ่มเบื่อบ่นอุบ ทันใดรถสปอร์ตไกรกูณฑ์แล่นผ่าน ละเวงจำได้รีบบอกอุศเรนขับตามเข้าประตูไร่ไปเลย คนงานทำหน้างงๆ เข้าใจว่ามาด้วยกันกับเจ้านาย

รถจอดหน้าบ้าน ไกรกูณฑ์ลงจากรถมากะจะเอาเรื่องว่าใครตามเข้ามา พอเห็นละเวงลงจากรถก็ตกใจ เธอวิ่งเข้ากอดแขน “คุณไกรกูณฑ์จริงๆด้วย...”

ไกรกูณฑ์มองซ้ายมองขวาเกรงคนงานได้ยิน ดันละเวงออกแล้วลากเข้าไปคุยในบ้าน อุศเรนเดินตาม เขาหันมาตวาดใส่ “แกอยู่นี่แหละ ฉันจำแกได้ ไอ้นักพนันกระจอก”

ละเวงรีบบอกว่านี่น้องชายตน ไกรกูณฑ์กำชับไม่ให้เข้าบ้าน ตนต้องการจะคุยกับละเวงลำพัง อุศเรนจ้องหน้าเคืองๆ...เข้ามาในบ้านไกรกูณฑ์ผลักละเวงลงที่โซฟาอย่างแรง ถามมาทำไม

“ละเวงต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายถามคุณว่า...”

“อย่ามาเรียกฉันว่าไกรกูณฑ์เด็ดขาด ฉันอยู่ที่นี่ในฐานะวายุ เจ้าของไร่วายุกูลถ้าความลับฉันแตกเพราะเธอ เธอได้เจ็บตัวแน่” ไกรกูณฑ์บีบปากละเวงให้หยุดพูด ก่อนจะปล่อย

“คุณไกร...เอ่อ คุณน้อย ละเวงเรียกคุณน้อยได้ใช่ไหมคะ” ละเวงหน้าแหยด้วยความเจ็บ

ไกรกูณฑ์พยักหน้าไม่เต็มใจนัก ละเวงถามอีก “ทำไมคุณน้อยไม่ไปอยู่ต่างประเทศตามแผนคะ รู้รึเปล่าว่าเป็นเพราะคุณน้อยมาอยู่ที่ไร่นี่ คุณใหญ่เลยไม่ยอมมา แล้วถ้าคุณใหญ่รู้ว่าคุณน้อยยังไม่ตาย แผนการที่เราลงทุนลงแรงทำมาทั้งหมด ก็จะสูญเปล่านะคะ”

“ไอ้ใหญ่มันจะรู้ได้ยังไง ฉันมาดักรอมันอยู่ที่นี่ตั้งแต่ที่มันหนีมาจากกรุงเทพฯ ฉันก็ไม่เห็นมันจะโผล่หัวมาที่นี่ซักครั้ง” ไกรกูณฑ์ทำโมโหกลบเกลื่อน

แต่พอละเวงบอกว่าใหญ่มาที่นี่แล้วก็ตกใจ ละเวงย้ำว่าใหญ่โทร.บอกตนเอง ว่ามาแล้วเห็นคนอยู่แยะจึงไม่กล้าเข้ามา ฉะนั้นตนเชื่อว่า ใหญ่กำลังเฝ้าดูอยู่ใกล้ๆที่นี่ ไกรกูณฑ์กังวลใจ

ละเวงพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ “คุณน้อยกลับกรุงเทพฯก่อนดีกว่าค่ะ ละเวงจะจัดการทุกอย่างให้เอง”

“ฉันไม่กลับ! ฉันจะจัดการไอ้ใหญ่ด้วยตัวของฉันเอง” ละเวงเซ้าซี้ เขาเสียงเฉียบ “หุบปาก! เธอคอยดูนะละเวง ฉันต้องเอาชนะไอ้ใหญ่ให้ได้ ฉันจะต้องอยู่เหนือมันทุกอย่าง จากนี้ไป ทุกคนจะต้องจำได้แค่ ไกรกูณฑ์ ธนากูล คนเดียวเท่านั้น” แววตาเขาอิจฉาริษยาอยากเอาชนะละเวงหนักใจความดื้อรั้นของสามีอย่างมาก

ooooooo

บ่ายคล้อย สลิลกำลังแปรงขนให้ม้า ทแกล้วถามอย่างหึงหวงว่าเธอสนิทสนมกับใหญ่ถึงขนาดพากันไปในเมืองเลยหรือ สลิลย้อนเคืองๆ

“สนิทอะไรกันล่ะ แก้วไม่รู้อะไรอย่าพูดดีกว่า ตอนขาไปก็ดีอยู่หรอก แต่พอกลับมาน่ะสิอยู่ดีๆก็ของขึ้นอารมณ์เสียใส่หว้า ขับรถซิ่งซะเข็มจะกระเด็นตกรถ หว้าเสียวรถคว่ำแทบแย่”

“ทีหลังอย่าไปไหนมาไหนกับเขาอีกนะหว้า อันตราย จิตปกติรึเปล่าก็ไม่รู้”

สลิลว่าเว่อร์เกินไป แล้วหันมาสนใจม้าต่อ ทแกล้วตั้งข้อสงสัยว่าใหญ่เข้าเมืองทำไม ปกติเห็นกลัวคนจะแย่ สลิลเล่าว่าเขาไปกดเงินแล้วซื้อโทรศัพท์ สลิลเผลอเล่าอีกว่าเจอวายุ

“เราเจอคุณวายุโดยบังเอิญ แต่คุณใหญ่กลับไม่รู้จักเขา ทั้งๆที่ถามเรื่องเขามาตลอด แถมทำท่าทางเหมือนพยายามหลบหน้าด้วยนะ”

ทแกล้วว่าสองคนอาจไม่ถูกกัน แต่สลิลไม่ปักใจตามเพราะเห็นแววตาใหญ่เศร้ามากกว่าโกรธแค้น ทแกล้วซักไซ้วายุไปทำอะไรที่ตลาด สลิลชะงักปัดเปลี่ยนเรื่องแต่ทแกล้วไม่ยอม

“ทำไมเหรอ เล่าให้แก้วฟังเดี๋ยวนี้เลยนะหว้า นายนั่นไปทำอะไรที่ตลาด”

สลิลถอนใจ จ้องหน้าทแกล้วตอบ “ตามจีบพี่ขวัญ”

“ทำไมพี่ขวัญไม่เล่าให้แก้วฟังซักคำ”

“ใจร้อนวู่วามยังงี้ พี่ขวัญคงเล่าให้ฟังหรอก”

“แก้วสารภาพตามตรงเลยนะหว้า แก้วกลัวว่านายวายุจะมาหลอกจีบพี่ขวัญ แล้วที่แก้วกลัวกว่านั้นคืออะไรรู้ไหม...แก้วกลัวพี่ขวัญจะใจอ่อน”

สลิลตบบ่าเพื่อนปลอบว่าคงไม่ เพราะนวลขวัญเป็นคนฉลาด ไม่เสียรู้ใครง่ายๆ แต่ทแกล้วกังวลเพราะเห็นมานักต่อนักที่คนฉลาดตกม้าตายเพราะความรัก สลิลลองถามถ้าวายุไม่ได้เป็นคนส่งพวกนักเลงมา จะว่าอย่างไร ทแกล้วไม่เชื่อ มั่นใจว่าเป็นวายุเพราะอยากได้ไร่ขวัญแก้ว สลิลจึงให้รอดู ตนจะช่วยเป็นหูเป็นตาให้อีกทาง

คืนนั้น หลังจากที่ธรานั่งประทินโฉมก่อนเข้านอน กำลังขึ้นเตียง โทรศัพท์หัวเตียงก็ดังขึ้น เธอเอื้อมมือไปรับสาย “สวัสดีค่ะ บ้านธรากูลค่ะ...น้อย นั่นน้อยใช่ไหมลูก”

“ผม...ใหญ่ครับคุณท่าน” น้ำเสียงใหญ่อึกอัก

“ใหญ่เองเหรอลูก หายไปไหนมาตั้งนาน รู้ไหมว่าแม่เป็นห่วงแค่ไหน แล้วตอนนี้ใหญ่อยู่ที่ไหนล่ะลูก”

ใหญ่ลังเลสักพักกว่าจะตอบกว้างๆว่าอยู่เชียงใหม่ ธราคิดว่าที่ไร่วายุกูล “ไม่ใช่ครับตอนนี้ผมกำลังมีปัญหานิดหน่อย ยังไม่สะดวกที่จะบอกให้ใครรู้ว่าอยู่ที่ไหน”

ธราสีหน้านิ่งแต่น้ำเสียงห่วงใย “ใหญ่มีปัญหาอะไร ทำไมไม่บอกแม่ ใหญ่ก็รู้ว่าแม่รักใหญ่มาก แม่ช่วยใหญ่ได้ทุกอย่างนะ”

ใหญ่ซาบซึ้ง “ขอบคุณครับคุณท่านแต่ปัญหานี้ผมต้องสะสางด้วยตัวเอง เอาไว้ผมจัดการปัญหาเรียบร้อยแล้ว ผมจะกลับไปหาคุณท่านที่บ้านนะครับ”

ธราสะอื้นฮัก “วันก่อนน้อยโทร.มาหาแม่ ก็พูดอย่างนี้เหมือนกัน บอกว่าถึงเวลาจะกลับบ้านเอง แต่ไม่ยอมบอกว่าอยู่ที่ไหน”

“คุณท่านไม่ทราบจริงๆเหรอครับว่าน้อยอยู่ที่ไหน” ใหญ่ถามด้วยความแปลกใจอยากรู้

“แม่ไม่รู้เลยจริงๆ นี่ก็ให้ละเวงช่วยตามหา แต่ก็ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวเท่าไหร่ ใหญ่กับน้อยหายออกจากบ้านไปวันเดียวกัน มีปัญหาอะไร มีปัญหาอะไรกันรึเปล่าลูก” ธรารอฟังใหญ่

ใหญ่อึกอัก “ตอนนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจหรอกครับ...ว่าปัญหามันคืออะไรกันแน่ แต่คุณท่านไม่ต้องห่วงนะครับ สำหรับผม ไม่ว่าน้อยจะทำอะไรผิด เขาก็เป็นน้องที่ผมรักและให้อภัยได้เสมอ แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าน้อยเขาคิดยังไงกับผม...แค่นี้ก่อนนะครับ แล้วผมจะโทร.หาคุณท่านใหม่ สวัสดีครับ” ใหญ่วางสายปิดเครื่องไปทันที ครุ่นคิดถึง
อดีตที่ผ่านมา

ไกรกูณฑ์เมามายขับรถสปอร์ตกลับมาบ้าน ใหญ่ยืนกอดอกขวางกลางห้องโถง ตำหนิที่กินเหล้าเมา ไกรกูณฑ์สวนด้วยความรำคาญ “คุณแม่ยังไม่เห็นว่าอะไรผมเลย คุณใหญ่อย่ายุ่งเรื่องส่วนตัวของผมจะดีกว่า”

“เพราะคุณท่านคอยให้ท้าย นายถึงได้เหลวไหลยังงี้ไงล่ะ น้อยกลับมาจากเมืองนอกตั้งนานแล้ว ไม่คิดจะไปช่วยงานที่บริษัทบ้างเลยรึไง” ใหญ่ยันอกน้องชายให้หยุดเดิน

ไกรกูณฑ์ปัดมือพี่ชายออก แดกดัน “ที่บริษัทก็มีคุณใหญ่จัดการทุกอย่างอยู่แล้วนี่ จะให้ผมเข้าไปทำอะไรอีกล่ะ หรือว่ายังขาดคนเช็ดรองเท้าให้คุณใหญ่อยู่”

“เลิกพูดจาแบบนี้ซะทีเถอะน้อย...”

ไกรกูณฑ์สวน “ในเมื่อคุณพ่อยกบริษัทให้คุณใหญ่คนเดียว คุณใหญ่ก็ดูแลไปสิ”

“ทำไมน้อยพูดยังงี้ ถึงคุณพ่อจะยกบริษัทให้พี่ แต่มันก็คือสมบัติของครอบครัวเรา ก็เหมือนกับเป็นของน้อยด้วยเหมือนกัน”

“คุณใหญ่ก็พูดได้สิ เพราะได้เป็นประธานบริษัทอยู่แล้วนี่” ไกรกูณฑ์ขำหยัน “ยังไงก็ไม่เหมือน...ผมง่วงแล้ว ขอตัวไปนอนก่อน” ไกรกูณฑ์เดินชนไหล่ใหญ่ไป

ใหญ่ถอนใจที่มีน้องชายไม่ได้ความแบบนี้...

เขานอนก่ายหน้าผากคิดถึงเรื่องราวเศร้าๆ

ooooooo

ลานจอดรถ นวลขวัญเดินมาที่รถ พบว่ายางรถแบนทั้งสี่ล้อ ยืนมองอย่างแปลกใจ ไม่ทันไร นักเลงสองคนที่เคยไปข่มขู่ที่ไร่โผล่มา หัวเราะกวนๆถามจะยอมขายไร่หรือยัง หรือจะต้องได้พวกตนเป็นสามี นวลขวัญถอยกรูดมองหาทางหนีทีไล่ พวกมันย่างสามขุมเข้าหา

นวลขวัญรู้สึกรังเกียจสะอิดสะเอียน รวบรวม พละกำลังผลักพวกมันแล้ววิ่งหนี พลันไกรกูณฑ์ขับรถเข้าจะชน พวกนักเลงกระโดดหลบ เขาลงจากรถมาช่วยนวลขวัญ ต่อสู้พวกนักเลง โดนพวกมันชกคิ้วแตก เขาขยิบตาให้พวกนักเลงก่อนที่พวกมันจะทำทีแพ้วิ่งหนีไป

นวลขวัญเข้าประคอง ไกรกูณฑ์ซึ่งเธอยังเข้าใจ ว่าเป็นวายุ...เขาขับรถพาเธอไปส่งไร่ นวลขวัญจึงแสดงน้ำใจพาเขาเข้าไปทำแผลในบ้าน ไกรกูณฑ์แอบอมยิ้ม... ทำแผลเสร็จ ทแกล้วโผล่มาปราดเข้าจะเอาเรื่อง นวลขวัญต้องดึงน้องชายไว้ เล่าเรื่องที่เจอมาให้ฟัง แต่ทแกล้วไม่เชื่อ

“พี่ขวัญเชื่อแผนการตื้นๆของมันได้ยังไง มัน อาจจะจ้างคนมาทำร้ายพี่ขวัญ แล้วก็เข้ามาช่วย ยอมเจ็บตัวนิดหน่อย เพื่อซื้อใจพี่ขวัญก็ได้”

ไกรกูณฑ์หัวเราะ “สงสัยคุณแก้วคงจะเป็นคอละคร”

ทแกล้วโกรธจะพุ่งเข้าชก นวลขวัญดึงน้องไว้ ไกรกูณฑ์เห็นท่าไม่ดีลากลับแต่ไม่วาย ยิ้มหว่านเสน่ห์ให้นวลขวัญยั่วทแกล้ว “ขอบคุณที่ทำแผลให้ คุณขวัญมือเบามาก แล้วผมจะแวะมาให้ทำแผลให้ใหม่นะครับ”

“ไปให้พ้นเลย ขอให้แผลติดเชื้อ เน่าตายไปเลย ยิ่งดี”

ไกรกูณฑ์หันมายิ้มเหยียดๆอารมณ์ประมาณเด็กหนอเด็ก ก่อนจะเดินออกไป ทแกล้วฮึดฮัดโมโห นวลขวัญรั้งไว้ดึงให้นั่งสงบสติอารมณ์

ooooooo

ละเวงลากกระเป๋ากลับเข้าบ้านธนากูล ธราต่อว่าหายเงียบไม่ส่งข่าวมาบ้าง ก่อนจะถามว่า คนที่ไร่ใช่ไกรกูณฑ์หรือเปล่า ละเวงยอมรับ

“นั่นปะไร ฉันสังหรณ์ใจไม่มีผิด เขาบอกรึเปล่าว่าไปทำอะไรที่นั่น”

“บอกจะไปตามหาคุณใหญ่ค่ะ ละเวงชวนให้กลับมาด้วยกันก็ไม่ยอม”

ธราถอนใจ “พอเจอตัวไกรกูณฑ์ วายุก็หายตัวไปซะอย่างนั้นแหละ ทำไมมันถึงได้วุ่นวายไม่จบไม่สิ้นอย่างนี้นะ”

ละเวงสีหน้าหนักใจระคนกังวลอย่างบอกไม่ถูก เสนอแนะ “ถ้างั้นคุณท่านขึ้นไปหาคุณน้อยที่ไร่วายุกูลเลยดีไหมคะ ละเวงไปเป็นเพื่อนเอง”

ธราหน้าตึงบอกแล้วว่าตนไม่ต้องการไปเหยียบที่นั่นถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ละเวงอยากรู้เหตุผล แต่ธราตัดบทไล่ให้เอากระเป๋าไปเก็บ ละเวงทิ้งค้อนขวับก่อนจะเดินปึ่งๆไป ธราเครียดขรึมคิดถึงอดีต....สมัยที่ไกรกูณฑ์กับใหญ่ยังเด็ก ทุกครั้งที่ปิดเทอมชาตรีจะพาดวงดาวภรรยาอีกคนกับใหญ่ไปพักผ่อนที่บ้านไร่วายุกูล ไกรกูณฑ์น้อยใจอ้อนวอนให้ตนพาไปบ้าง ตนไม่อาจอธิบายกับลูกได้ว่า บ้านไร่นั้นพ่อซื้อให้ใหญ่...

ธราน้ำตาคลอดึงสติกลับมา ปาดน้ำตาปรับสีหน้า เรียกละเวงเข้ามาสั่ง “เธอช่วยติดต่อน้อยให้ฉันหน่อย บอกเขาว่า ถ้าเขาไม่ยอมกลับมาบ้านภายในสองวัน ฉันจะขึ้นไปหาเขาที่ไร่วายุกูลด้วยตัวเอง”...ละเวงดีใจเพราะใจจริงอยากให้ไกรกูณฑ์กลับมา

ooooooo

เช้าวันใหม่ เมื่อใหญ่รู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นฆาตกรฆ่าน้องชายตัวเอง ก็กล้าจะออกมาสู้หน้าผู้คนได้บ้าง เขามาทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารที่ทางรีสอร์ตจัดมื้อเช้าไว้บริการลูกค้า แต่อดหลบมานั่งมุมลับตาคนไม่ได้ ถึงจะรู้สึกดีขึ้นแต่ก็ยังดูเคร่งเครียดและเย็นชาอยู่

สลิลถือถาดผลไม้เข้ามาวางโต๊ะบุฟเฟ่ต์ จังหวะจะเดินออกไป เหลือบเห็นใหญ่นั่งจิบกาแฟอยู่ในมุมลับตา ก็แปลกใจระคนดีใจที่เขายอมเปิดตัว เธอแกล้งมองเลยเขาไปทำให้ใหญ่ยกมือทักเก้อ สลิลออกมาแอบมองกลับไปขำๆ

“ฉันไม่ใช่เบ๊คุณนะ อยากใช้ก็กวักมือเรียก หมดธุระก็ผลักหัวทิ่ม”

จากนั้น สลิลมาให้อาหารม้าที่คอก ใหญ่เดินมา เธอแกล้งปั้นหน้านิ่งเดินหนี ใหญ่ตามถาม “เป็นอะไรของเธอขึ้นมาอีก”  สลิลส่ายหน้า “เธอพยายามหลบหน้าฉัน เมื่อวานยังดีๆอยู่เลย”

สลิลชะงักหันมาโต้ “ทีคุณใหญ่ยังเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายใส่หว้าได้เลย บอกตามตรง หว้าขี้เกียจตามอารมณ์คุณใหญ่แล้ว...เครียด” ว่าแล้วก็เดินหนี

ใหญ่เดินเร็วแซงขึ้นมาดักหน้าเอ่ยปาก “ฉันขอโทษ...”

สลิลเบือนหน้าหนีแต่แอบอมยิ้ม ใหญ่รีบบอกต่อว่า ชีวิตตนกำลังมีปัญหา จะให้อารมณ์ดีตลอดเวลาเหมือนทแกล้วแฟนเธอได้อย่างไร สลิลเถียงทันควัน “เพื่อนค่ะ!”

“จะอะไรก็ช่างเถอะ ถามอะไรหน่อยสิ”

สลิลกอดอกเหมือนรู้ “นึกแล้วว่าต้องมีเรื่องใช้แน่ๆ”

ใหญ่ไม่สนใจคำแดกดัน “เธอรู้ไหมว่านายวายุจะขายไร่วายุกูลให้ใคร”

“หว้าจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ...แล้วคุณใหญ่อยากรู้ไปทำไมคะ”

“ถ้าเธอไม่รู้ก็ไม่ต้องมาย้อนถามฉัน” ใหญ่เอ็ดแล้วจะเดินกลับ

สลิลพูดไล่หลัง “ถ้าคุณใหญ่อยากรู้จริงๆ หว้าสืบหาคำตอบให้ก็ได้นะคะ” เห็นใหญ่ชะงักก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ “แต่คุณใหญ่ต้องบอกหว้ามาก่อนว่าอยากรู้เรื่องนี้ไปทำไม”

ใหญ่หันขวับมาเสียงเฉียบ “ไปหาคำตอบมาให้ได้ซะก่อน แล้วค่อยมาต่อรองกับฉัน...ถ้าเธอหาคำตอบมาให้ฉันได้ ฉันจะยอมตอบคำถามเธอหนึ่งข้อ”

“จริงเหรอคะ” สลิลยิ้มกว้างอย่างลืมตัว นึกได้รีบสำรวม ย้ำถาม “ถามอะไรก็ได้ใช่ไหม”

ใหญ่หน้านิ่งตอบว่า...ใช่ สลิลดีใจมุ่งมั่นต้องไปหาคำตอบมาให้ได้เพื่อที่จะรู้เรื่องของเขา ขณะเดียวกัน ไกรกูณฑ์ได้รับโทรศัพท์จากละเวง ขอร้องให้กลับบ้าน เขาไม่ยอมจนกว่าจะทำธุระที่ตั้งใจให้เสร็จก่อน ให้เธอบอกธราด้วยว่าคอยดูความสำเร็จของตน แต่ละเวงอ้างคำสั่งธราว่าถ้าเขาไม่กลับบ้านภายในสองวัน เธอจะขึ้นไปหาที่ไร่ด้วยตัวเอง ไกรกูณฑ์โกรธที่แม่คอยควบคุมสั่งทุกเรื่อง ไม่ปล่อยให้ตนทำอะไรด้วยตัวเองบ้างเลย

บ่ายวันนั้น ใหญ่ควบม้ามาหยุดมองไร่กว้างสุดลูกหูลูกตา นึกถึงอดีต คราวที่จู่ๆไกรกูณฑ์ก็มาขอไร่วายุกูลจากตนดื้อๆ ตนทำใจเย็นถามเขาจะเอาไปทำอะไร

“ผมจะร่วมหุ้นกับเพื่อนทำโรงแรม ที่นั่นอากาศดี วิวก็สวย เหมาะที่จะทำโรงแรมมาก คุณใหญ่โอนให้ผมนะครับ ผมจะได้เริ่มโครงการเลย”

“พี่ไม่ให้ ถ้าอยากทำงานก็ไปฝึกงานที่บริษัทของเรา พี่จะสอนงานให้ ไม่ต้องไปร่วมหุ้นกับคนอื่น นายยังไม่มีประสบการณ์ เดี๋ยวก็ถูกหลอกจนได้” ใหญ่เสียงแข็ง

“ถ้าคุณใหญ่ไม่ให้ผมลองทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง แล้วผมจะหาประสบการณ์มาจากไหน”

“ก็ที่บริษัทของเราไง ไปทำงานกับพี่แล้วพี่จะสอนงานให้ทุกอย่าง” ใหญ่สวนทันที

“ผมจะเก่งด้วยตัวเอง และผมต้องเก่งกว่าคุณใหญ่ด้วย” ไกรกูณฑ์อยากเอาชนะ

ใหญ่ย้อนถามเราพี่น้องกันจะเอาชนะเพื่ออะไร ไกรกูณฑ์หาว่าใหญ่ไม่อยากยกให้ “พี่ยอมยกอะไรให้นายได้ทุกอย่าง ยกเว้นไร่วายุกูล ที่นั่นมันมีความหมายกับพี่มากแค่ไหนนายก็รู้”

“โอเค ถ้าคุณใหญ่ไม่ยอมให้ ผมไปขอคุณแม่ก็ได้ ผมจะให้คุณแม่สั่งคุณใหญ่ให้โอนที่ให้ผม ถ้าคุณแม่สั่ง คุณใหญ่ไม่มีทางปฏิเสธได้อยู่แล้ว” ไกรกูณฑ์มั่นใจมาก

ใหญ่เองก็มั่นใจว่าธราต้องไม่ทำอย่างนั้น ไกรกูณฑ์ ไม่ยอมแพ้ตอกย้ำปมด้อยใหญ่ “แต่ผมเป็นลูกแท้ๆของคุณแม่ ส่วนคุณใหญ่เป็นแค่ลูกเลี้ยง”

“คุณท่านยุติธรรมเสมอ คุณท่านไม่เคยลำเอียง คุณท่านไม่มีทางสั่งให้พี่ยกไร่วายุกูลให้นายแน่นอน” ใหญ่เจ็บปวดแต่กลั้นไว้

ไกรกูณฑ์เจ็บใจจ้องหน้าใหญ่อย่างโกรธแค้น ขู่ตนต้องการอะไรไม่เคยไม่ได้ ก่อนเตะของข้างตัวระบายอารมณ์เดินไป ใหญ่มองตาม หนักใจปนเบื่อหน่ายกับความเอาแต่ใจของน้อง

จากนั้นใหญ่เดินมาเจอธรากำลังตัดเล็มกิ่งไม้อยู่ เธอถามทะเลาะอะไรกัน ไกรกูณฑ์ถึงขับรถออกไปอย่างกับเหาะ ใหญ่เล่าเรื่องให้ฟัง ธราตกใจมาก ตำหนิลูกชายตัวที่กล้าขอสิ่งที่ใหญ่รัก

“อย่าโกรธน้องนะใหญ่ น้อยยังเด็กชอบทำอะไรเอาแต่ใจตัวเอง ไม่คิดถึงใจคนอื่นเลย”

“เรื่องนั้นผมไม่โกรธหรอกครับ แต่ผมเป็นห่วงน้อยมากกว่า” ธราทำหน้าสงสัย ใหญ่ขยายความ “เห็นน้อยบอกผมว่าจะเอาที่ดินไปสร้างโรงแรมกับเพื่อน ผมกลัวว่าน้อยจะถูกโกงน่ะครับ คุณท่านพอจะทราบไหมครับว่าน้อยจะร่วมหุ้นกับเพื่อนคนไหน”

“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน...ใหญ่ช่วยแม่ดูน้องด้วยนะอย่าให้ใครมาหลอกน้อยได้ น้อยยิ่งไม่ประสีประสาอยู่ด้วย”

“น้อยฟังผมที่ไหนล่ะครับคุณท่าน แต่คุณท่านไม่ต้องห่วงนะครับ ยังไงผมกับน้อยก็เป็นพี่น้องกัน ผมจะไม่ยอมปล่อยให้น้อยถูกใครมาโกงได้ง่ายๆหรอกครับ” ใหญ่ฝืนยิ้มทั้งที่หนักใจ
ธรายิ้มออก แต่สีหน้าใหญ่หม่นลง เขาท้อใจที่ไกรกูณฑ์ไม่เคยเห็นตนเป็นพี่ชาย ไม่เคยมองความหวังดีของตนเลย ธราวางมือบนไหล่ใหญ่อย่างให้กำลังใจพร้อมถอนใจออกมา...

ใหญ่หยุดคิดมองไปยังทางเข้าไร่วายุกูล ก่อนจะขี่ม้าเลาะไปข้างรั้ว ซุ่มมองตัวบ้านอย่างครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

ooooooo

ด้วยความอยากรู้เรื่องใหญ่ สลิลจึงมาทำอาหารกับนวลขวัญที่บ้าน เลียบเคียงถามว่าวายุมาขอซื้อไร่ขวัญแก้วให้ตัวเองหรือซื้อไปขายให้ใคร เพราะได้ยินมาว่าไร่ของเขาเองก็จะขายทิ้ง นวลขวัญ คาดเดาว่าเขาคงซื้อเอาไปรวมกับที่เขาเพื่อขายให้นายทุนที่เขาจะร่วมหุ้นทำโรงแรม

“แล้วนายทุนคนที่ว่าเป็นใครคะ พี่ขวัญรู้รึเปล่า”

“พี่ไม่รู้หรอกจ้ะ เพราะพี่ไม่คิดจะขายที่ให้เขาอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้สนใจถาม”

สลิลเผลอรำพึง แล้วตนจะรู้ได้อย่างไร ทแกล้วขัดอยากรู้มากเกินไปหรือเปล่า นวลขวัญเห็นด้วยถามมีอะไร สองพี่น้องจ้องเป็นตาเดียว สลิลอึกอักๆ ก่อนจะสารภาพว่าใหญ่อยากรู้

ทแกล้วแดกดัน “ทั้งปี...เพิ่งรู้ว่ามาพักที่บ้านไร่สายนํ้าแล้วจะได้ทาสรับใช้ส่วนตัวด้วย”

สลิลหยิกพุงทแกล้ว ก่อนจะอธิบายกับนวลขวัญ “ถ้าหว้าหาคำตอบให้เขาได้ เขาจะยอมตอบคำถามหว้าหนึ่งข้อ...พี่ขวัญช่วยหว้าสืบหน่อยนะคะ”

ทแกล้วค้านไม่ยอมให้พี่สาวไปยุ่งกับวายุ สลิลเข้าใจเพื่อความปลอดภัยของนวลขวัญสำคัญกว่า แต่นวลขวัญกลับตกลงจะช่วยสืบให้ ทแกล้วจะท้วง นวลขวัญรีบพูดก่อน

“ที่พี่ช่วยหว้าเพราะพี่อยากรู้เหมือนกันว่าหุ้นส่วนที่คุณวายุเอามาอ้างกับพี่ มีตัวตนจริงรึเปล่า หรือเขาโกหกพี่ จริงๆ แล้วนายทุนที่ว่าก็คือตัวเขาเองนั่นแหละ”

ทแกล้วถอนใจ สลิลยิ้มแฉ่ง ขอบคุณนวลขวัญยกใหญ่...จวบจนฟ้ามืด ใหญ่ก็ยังซุ่มดูอยู่ข้างรั้วไร่วายุกูล ด้วยความคิดถึงที่นี่มากตัดสินใจมุดรั้วเข้าไป ได้ยินคนงานคุยกันว่าวายุไม่อยู่ค่อยไม่เครียด คนอะไรอารมณ์ร้ายมาก...ใหญ่สะท้อนใจที่ไกรกูณฑ์ใช้ชื่อตนแล้วทำนิสัยไม่ดีให้ลูกน้องนินทาลับหลัง ใหญ่แอบย่องไปไขประตูบ้านด้วยกุญแจที่พกติดตัวเสมอเข้าไป

ใหญ่ไม่กล้าเปิดไฟในบ้าน เดินสำรวจไปเรื่อยด้วยความรักบ้านหลังนี้ เห็นรูปถ่ายชาตรี ดวงดาวและตัวเองในวัยเด็กก็นํ้าตารื้น อดนึกถึงอดีต ทุกครั้งที่ได้มาอยู่ที่นี่ ตนจะมีความสุขมาก พ่อโอบแม่พาเข้าบ้าน แม่เปรย “นานๆ จะเห็นใหญ่ยิ้ม หัวเราะอย่างมีความสุขเต็มที่อย่างนี้สักที”

“คุณก็ด้วยแหละ...ผมก็ดีใจที่เห็นคุณกับลูกมีความสุขนะครับ”

ใหญ่หันมองพ่อกับแม่ แม่เอ่ยถามมองอะไร ไม่พูดไม่จาเอาแต่ยิ้ม เขาตอบ “ผมชอบให้คุณพ่อกอดคุณแม่แบบนี้ แล้วก็ชอบให้คุณแม่ยิ้มแบบนี้...ทำไมตอนอยู่กรุงเทพฯ คุณพ่อกับคุณแม่ต้องอยู่กันคนละบ้านด้วยล่ะครับ ผมอยากให้เราสามคนอยู่บ้านเดียวกัน เหมือนตอนอยู่ที่นี่จังเลยครับ” ดวงดาวหน้าเจื่อนไม่รู้จะตอบลูกอย่างไร

พ่อประคองแม่และโอบไหล่ใหญ่เดินเข้าบ้านพร้อมกัน...หลังจากนั้น ใหญ่แอบฟังพ่อแม่คุยกันในห้องนอน พ่อกุมมือแม่ถามว่า เรื่องที่ใหญ่พูดคงไม่ทำให้เธอคิดมาก

ดวงดาวฝืนยิ้ม “เรื่องมันผ่านมาตั้งห้าหกปีแล้ว ฉันชินซะแล้วล่ะค่ะ”

“คุณกำลังประชดผมอยู่รึเปล่า”

“ฉันพูดจริงๆค่ะ ไม่ได้ประชด”

“ผมขอบคุณคุณมากนะที่เข้าใจผม และยอมให้ผมแต่งงานออกหน้าออกตากับคุณธรา”

“ฉันรู้ตัวดีว่าฉันเป็นแค่ลูกสาวชาวบ้านธรรมดา แต่คุณธราเป็นลูกสาวนักธุรกิจใหญ่ เธอสามารถช่วยคุณให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้ ส่วนฉันช่วยอะไรคุณไม่ได้เลย ก็ต้องยอมรับและยอมทนอยู่ในสภาพแบบนี้” ดวงดาวน้ำตารื้น

ชาตรีโอบกอดยืนยันว่ารักเธอไม่น้อยไปกว่าธรา ดวงดาวฝืนยิ้มขอบคุณที่ยังรักและไม่ทอดทิ้งตนกับลูก ยอมให้อยู่เรือนหลังเล็กในบริเวณบ้าน ตนเกรงใจธรามาก

“คุณคิดมากเกินไปแล้วล่ะ คุณธราเข้าใจทุกอย่างดี เขายังถามถึงคุณกับใหญ่อยู่บ่อยๆเลยว่าอยู่เรือนหลังเล็กสะดวกสบายกันดีรึเปล่า”...ใหญ่แอบมองแม่ฝืนยิ้มอย่างไม่ค่อยเข้าใจสภาพความเป็นอยู่แบบนี้เท่าไหร่ รู้เพียงว่าเวลาอยู่ที่นี่ แม่กับตัวเองจะมีความสุขมาก...

ใหญ่มองภาพถ่ายในมือ กล่าวออกมาเหมือนสัญญากับพ่อและแม่ว่า ตนจะรักษาบ้านของเราไว้ให้ได้ จะไม่ยอมให้ไกรกูณฑ์ขายไร่นี้อย่างเด็ดขาด

ส่วนไกรกูณฑ์เดินทางกลับมาบ้านธนากูล

ด้วยอารมณ์หงุดหงิด เบรกรถเสียงดังสนั่น ละเวงดีใจออกมาต้อนรับแต่เขาไม่สนใจ เดินปึงปังเข้าบ้านมาหาธรา ธราเห็นหน้าลูกชายก็โผกอดด้วยความดีใจ เขากลับรำคาญหาว่าแม่เห็นตนเป็นเด็กตลอดเวลา เมื่อไหร่ตนจะทำอะไรสำเร็จ ธราปาดน้ำตาย้อนถามว่าที่ผ่านมาเขาเคยทำอะไรสำเร็จบ้าง ไกรกูณฑ์เจ็บจี๊ดในใจจะโวยแต่พอเห็นสายตาดุของแม่ก็เบาเสียงลง

“ผมกำลังจะพิสูจน์ให้คุณแม่เห็นอยู่นี่ไงครับ

ว่าผมก็ทำอะไรสำเร็จด้วยตัวเองได้...ผมจะต้องเก่งกว่าคุณใหญ่ ผมจะต้องเอาชนะคุณใหญ่ให้ได้ คุณแม่คอยดูก็แล้วกัน”

“นายใหญ่ก็อีกคน ไม่รู้ไปอยู่ซะที่ไหน เคยโทร.หาแม่ครั้งนึงบอกว่าอยู่เชียงใหม่ น้อยอยู่ที่นั่นไม่เจอพี่เขาบ้างเลยเหรอ”

ไกรกูณฑ์หน้าตึงปฏิเสธว่าไม่เจอแล้วขอไปอาบน้ำ นอนพัก อ้างขับรถมาทั้งคืน ละเวงระริกระรี้เกาะแขนสามีจะตามไปผสมน้ำให้อาบ ธรามองตามหลังลูกชายอย่างหนักใจ

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.9 บุญวดี เผยด้านมืด เล่าเรื่องเลวๆ ของพีทให้ชาครีย์ฟัง
20 เม.ย. 2564

09:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 เวลา 14:37 น.