ตอนที่ 5
ที่บริษัทออแกไนซ์แห่งหนึ่ง พี่ฟู่นั่งคุยกันถึงงานที่ทางบริษัทรับมา ออแกไนซ์บอกพี่ฟู่ว่า อยากได้งานออกมาดูแรงจัดจ้านหน่อย จะได้ตรงกับคอนเซปต์ของสินค้า
จากการช่วยกันเสนอพิธีกรหลายคน บางคนเล่นละครพอเรตติ้งดีก็อัพราคาจนกลายเป็นของแพงไป บางคนก็ดูเรียบร้อยเกินไป จนพี่ฟู่เสนอนับดาว ว้าวแซ่บ ออแกไนซ์ติงว่าพักนี้มีข่าวฉาวเยอะอยู่เหมือนกัน
“แต่ตอนนี้เขาไปบวชชีพราหมณ์อยู่ ภาพเขาดีขึ้นนะครับ แถมไม่ได้รับงานมาช่วงหนึ่งแล้ว ไม่ช้ำดีออก”
“ก็จริง...เดี๋ยวผมจะลองเสนอลูกค้าดู...ถ้าได้นับดาวผมก็สบายใจ เขาเป็นมืออาชีพ ทำการบ้าน มีความรับผิดชอบ ไม่ใช่เอาแต่ง่ายๆ แบล็งๆ มึนๆมาแค่ร่วมงานอย่างเดียว” ออแกไนซ์พูดถึงนับดาวในแง่ดีจนพี่ฟู่ยิ้มออกมา
ไม่กี่วันต่อมา อลิสาก็ขับรถไปที่ไร่ปรีดา เพื่อบอกนับดาวว่าได้งานแล้ว แต่โชคร้ายไปเจอปกป้องที่เพิ่งสร่างเมาออกมาต้อนรับด้วยความดีใจ ฉวยโอกาสแต๊ะอั๋งโอบไหล่จับมือจนอลิสาต้องหนีไปขึ้นรถ ปกป้องตามมาขับพาไปหานับดาวที่คอกวัว
อลิสาไปเห็นนับดาวในชุดสาวชาวไร่ก็แทบจำหลานตัวเองไม่ได้ แต่ในจิตใต้สำนึกแว่บหนึ่ง เธอคิดถึงอัญชลีพี่สาวตัวเองที่เคยมาใช้ชีวิตชาวไร่เหมือนนับดาววันนี้...
อลิสามองนับดาวพึมพำออกมาอย่างลืมตัว “อัญชลี...” จนปกป้องถามว่าอัญชลีคือใคร เธอบอกว่าแม่ของนับดาว เขาเหมือนกันมากเลย
นับดาวดีใจมากที่น้ามาหา วิ่งมาถามว่ามีอะไรหรือเปล่า อลิสาบอกข่าวดีว่า
“ฟู่โทร.มาหา เขาหางานให้ได้แล้วนะ”
ooooooo
นับดาวยังทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้น้อยหน่า วันนี้เธอสอนวิธีทาเล็บให้ ระหว่างนั้นก็ถามน้อยหน่าว่าพรุ่งนี้เย็นว่างไหม เคยไปงานเปิดตัวสินค้าหรือเปล่า น้อยหน่าส่ายหน้า เธอเลยชวน
“อยากไปไหมล่ะ ไปเดินเล่น ไปกินฟรี ถ้ามีคนมาสัมภาษณ์ก็บอกว่าดีมากค่ะ ชอบมากค่ะ ไม่มีอะไรมากหรอก”
น้อยหน่านึกๆครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าตกลง
แล้วนับดาวก็พาน้อยหน่าไปที่โรงแรมหรูสถานที่จัดงาน ซึ่งภายนอกดูเงียบๆแต่พอเข้าไปในห้องทะลุไปยังอีกห้องหนึ่ง กลายเป็นบรรยากาศคึกคักจนดูออกจะวุ่นวาย มีคนยืนคุยกันอยู่เป็นกลุ่มๆ อลิสามารออยู่ก่อนแล้ว พอเห็นนับดาวเข้ามาก็รีบไปรับ นับดาวฝากอลิสาให้ดูแลน้อยหน่าด้วย แล้วตัวเองก็เดินไปเตรียมทำงาน
อลิสาถามน้อยหน่าว่ากินข้าวมารึยัง หิวไหม ถ้าหิวก็กินข้าวกล่องในนี้ไปก่อน แต่ถ้าไม่หิวก็รอไปกินในงานก็แล้วกัน น้อยหน่าบอกว่ายังไม่หิว พลางหันมองโน่นมองนี่อย่างตื่นตาตื่นใจกับการเตรียมงาน มองไปเห็นนับดาวเปลี่ยนชุดแล้ว นั่งกินข้าวกล่องให้ช่างแต่งหน้าทำผมพลางท่องสคริปต์ไปด้วย เธออ่านอย่างละเอียดถามและคุยกับออแกไนซ์ในบางครั้ง
น้อยหน่ามองดูนับดาวอย่างทึ่งในความสวยของเธอ...
ooooooo
ที่บ้านปราบ...วันนี้ สุนทรีแม่ของตะวันวาดที่มีไร่อยู่ติดกับไร่ของปราบ พาลูกชายเอาผลไม้ใส่กระเช้ามาให้ ปราบต้อนรับอย่างกระตือรือร้น ถามว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เห็นว่าช่วงนี้ตะวันเขามากวนบ้านคุณปราบอยู่บ่อยๆก็เลยแวะมาขอบคุณน่ะค่ะ นี่องุ่นจากไร่น่ะค่ะ ออแกนิกด้วยนะคะ”
ปราบชวนทานข้าวเย็นด้วยกัน สุนทรีเกรงใจแต่ตะวันวาดบอกว่ากับข้าวฝีมือป้ายวงอร่อย ปราบรีบบอกว่าเดี๋ยวตนจะไปบอกป้ายวงให้เตรียมอาหารเพิ่มให้ บ่นว่า เสียดายที่น้อยหน่าไปอ่านหนังสือสอบ เลยไม่ได้อยู่กินด้วย
สุนทรีติงว่าไหนตะวันวาดบอกว่าสอบเสร็จแล้ว ตะวันวาดอึกอักก่อนพูดแบบไม่เนียนนักว่า
“ผมคงฟังผิด รู้สึกจะไปทำรายงานอะไรสักอย่างน่ะครับ”
ooooooo
ขณะนับดาวมาเป็นพิธีกรงานอีเวนต์ที่โรงแรมหรูนั้น เอมี่นัดญาติมากินข้าวที่ร้านอาหารญี่ปุ่นพอดี บังเอิญเจอโจโจ้นักข่าวคู่หู พอรู้จากโจโจ้ว่านับดาวมาเป็นพิธีกรงานอีเวนต์ที่นี่ เอมี่ก็ไปป่วนหมายแก้แค้นทันที
นับดาวเป็นพิธีกรในงานเปิดตัวซอสพริกแม่กิมหลี แม้จะเป็นแค่ซอสพริกที่เป็นน้ำจิ้มอาหารต่างๆ แต่นับดาวก็พูดได้ดีประทับใจ จนของธรรมดาๆดูดีมีราคาขึ้นมาจน อาแปะเจ้าของซอสพริกแม่กิมหลีรุ่นที่ 3 ชมกับออแกไนซ์ว่า
“พูกล่ายลี ดาราคงนี้พูกลี...พูกไล่ลีมากๆ” อาแปะบอกอีกว่าพูดได้ประทับใจแบบนี้เสร็จงานต้องให้ทิป
เอมี่ตั้งใจเข้ามาป่วน ตรงดิ่งเข้าไปทักทายนับดาวทั้งที่เธอกำลังทำหน้าที่อยู่ นับดาวอึ้งไปไม่คิดว่าจะเจอเอมี่ที่นี่ บอกเธอว่ากำลังทำงาน เสร็จแล้วค่อยคุยกัน
เอมี่พยายามที่จะทำให้สื่อมวลชนและแขกในงานเห็นว่านับดาวตกต่ำจนต้องมารับงานเป็นพิธีกรซอสพริก นับดาวไม่สะทกสะท้าน เธอยังคงทำหน้าที่บรรยายสรรพคุณของซอสพริกอย่างน่าฟัง จนได้รับเสียงปรบมือจากแขกในงานเป็นระยะ
อย่างไม่มีใครคาดคิด จู่ๆอาแปะทายาทรุ่นที่สามของซอสพริกแม่กิมหลี ก็ขึ้นมาเล่าถึงประวัติยาวนานของซอสพริกแม่กิมหลี แล้วสรุปว่า “ซอสพริกจึงไม่ใช่
แค่ซอสพริก แต่เป็นหยาดเหงื่อความพากเพียรของคนสามรุ่น คนที่ไม่เข้าใจไม่ควรพูดจาดูถูกคนอื่น”
นับดาวปรบมือนำจนแขกพากันปรบมือตาม เธอดำเนินงานต่ออย่างมั่นใจ มีลูกเล่น มีอารมณ์ขัน ทำให้แขกในงานมีอารมณ์ร่วม จากนั้นเธอก็เชิญชวนทุกท่านรับประทานอาหารกับซอสพริกแม่กิมหลี เอมี่อาศัยจังหวะนั้นหลบออกไป
น้อยหน่าดูการทำงานของนับดาวอย่างทึ่งในความสามารถของเธอ ส่วนอาแปะชมนับดาวว่าเก่งมาก
ระหว่างนั่งรถกลับ น้อยหน่าชมนับดาวว่าเก่งจัง นับดาวถามว่าเรื่องอะไร
“ก็ตอนที่เอมี่มาหาเรื่องพี่ แต่พี่เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เอามาเล่าประวัติโรงงานซอสพริกได้รางวัลนู่นนี่ กลายเป็นของดีไปเลย หน่าอยากทำได้อย่างพี่มั่งจังเลย”
นับดาวถามว่าทำไมตนถึงทำได้รู้ไหม น้อยหน่าบอกว่าเพราะเธอหัวดี นับดาวส่ายหน้า เล่าอย่างมีบทเรียนว่า
“เพราะตอนพี่เป็นนักเรียน พี่เป็นคนตั้งใจเรียนหนังสือมาก เวลาได้คะแนนดีกว่าเพื่อนๆพี่จะดีใจมาก อันนั้นเป็นความคิดแบบเด็กๆน่ะ แต่ผลพลอยได้ของการตั้งใจเรียนคือ พี่เป็นคนความจำดี วิเคราะห์และเข้าใจเรื่องได้เร็ว ใครที่บอกว่าตั้งใจเรียนไปก็เท่านั้น เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้น่ะ เข้าใจผิดอย่างแรงเลย”
น้อยหน่าคิดตามแล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจ เธอขอบคุณนับดาวที่ชี้ให้เห็นถึงผลดีของการตั้งใจเรียน
นับดาวชำเลืองมองน้อยหน่ายิ้มๆ
ooooooo
แต่พอกลับถึงบ้าน น้อยหน่าถูกปราบถามอย่างไม่พอใจว่าไปไหนมา พอน้อยหน่าจะชี้แจงปราบก็ตัดบทว่าถ้าจะโกหกเรื่องเดิมน่ะหยุดไปเลย น้อยหน่าหน้าจ๋อย นั่งเงียบ นับดาวจึงพูดขึ้นว่า
“ฉันพาน้อยหน่าไปงานอีเวนต์” ปราบถามเกือบเป็นตะคอกว่าทำไมไม่บอกตนก่อน น้อยหน่าแก้ต่างว่า
“พี่ดาวเขาให้หน่าบอกพ่อแล้ว แต่หน่ารู้ว่าพ่อไม่ให้ไปแน่ๆ ก็เลยบอกว่าไปติวหนังสือ ไม่เกี่ยวกับพี่ดาวหรอก”
“พ่อเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามโกหก” น้อยหน่าบอกว่าตนโกหกไปแล้วพ่อจะทำอะไรตนก็เชิญ
ปราบฮึดฮัดลุกขึ้นมา นับดาวพรวดไปขวางไว้ ปราบเอ็ดว่าเธอไม่เกี่ยวนี่เป็นเรื่องของตนกับลูก
นับดาวอ้างว่าเขาเป็นคนให้ตนเป็นพี่เลี้ยงน้อยหน่า ท้าว่า ถ้าจะไล่ตนออกก็ได้แต่นั่นหมายความว่าเขาเป็นฝ่ายผิดสัญญา ถามขู่ๆ ว่า “จำได้ใช่ไหมว่าเราตกลงกันว่ายังไง”
เจอไม้นี้เข้าปราบก็พูดไม่ออก นับดาวบอกให้น้อยหน่าขึ้นไปที่ห้องก่อน พอน้อยหน่าไปแล้วเธอถามปราบว่าคิดจะลงโทษน้อยหน่ายังไง
“ผมจะกักบริเวณ ถ้ายังไม่เชื่อก็ไล่ออกจากบ้านไป ผมเคยคุยกับเขาแล้วว่า ห้ามโกหกเด็ดขาด”
“เอาเป็นว่าฉันขอคุยกับเขาก่อนได้ไหม ส่วนเรื่องกักบริเวณอะไรนั่นเก็บไว้ก่อน” ปราบนิ่งไปอึดใจจึงอนุญาต เธอบอกเขาอย่าเพิ่งไปไหน ให้รออยู่ตรงนี้แหละ
นับดาวขึ้นไปพูดกับน้อยหน่าสั้นๆ แค่ว่า “ฉันเหนื่อยแล้วก็ง่วงมาก เอาสั้นๆแล้วกัน อย่าทำอีก โอเคไหม”
“ได้ค่ะ”
“ดี” พูดแล้วนับดาวเดินไปเปิดประตูจะออกจากห้อง น้อยหน่าถามว่าแค่นี้เองเหรอ เธอหันมาทำเสียง “อ้ือ...”
เมื่อนับดาวออกไปแล้ว น้อยหน่านั่งคิดอยู่คนเดียว พูดขึ้นลอยๆ อย่างรู้สึกดีว่า...
“ขอบคุณค่ะที่ให้เกียรติหนู”
ปราบยืนอยู่ตรงนั้นไม่ทันได้รู้สึกว่าต้องรออะไร นับดาวก็กลับลงมาบอกว่าคุยเสร็จแล้ว ต่อไปนี้น้อยหน่าจะไม่โกหกเขาอีก ไม่ต้องกักบริเวณ โอเคไหม ปราบถามทึ่งๆ งงๆ ว่าทำไมเร็วจัง แล้วทำไมมั่นใจนัก
“ลูกคุณโตแล้วนะ คุยกันแบบผู้ใหญ่ก็ได้ อ้อ...แล้วช่วยเปลี่ยนความคิดซะด้วยนะ”
นับดาวเดินเข้าห้องไปแล้ว ปราบยังยืนคิดถึงคำพูดของเธออยู่ตรงนั้น
ooooooo
เอมี่เจ็บใจที่วันนั้นไปป่วนนับดาวที่โรงแรมแต่ตัวเองกลับถูกฉีกหน้าจนต้องหลบออกจากงานไป วันนี้ไปเจอชนะชัยที่คาร์แคร์เลยคิดจะแก้แค้นนับดาว ด้วยการอ่อยชนะชัย
ส่วนนับดาวหัวหมุนอยู่กับเรื่องวุ่นๆที่ไร่ ไหนจะความไม่เข้าใจระหว่างปราบกับน้อยหน่าที่เธอต้องคอยเป็นตัวประสานและเปลี่ยนความคิดของปราบ ซ้ำวันนี้ยังได้ข่าวร้ายว่ากะทิถูกจับส่งโรงเชือดอีก
ความผูกพันกับกะทิทำให้นับดาวปั่นจักรยานไล่ตามไป แต่ไม่ทันเลยโทร.แจ้งตำรวจว่า ที่รถคันหน้ามีคนโดนลักพาตัว พอตำรวจสกัดจับรถที่ปราบกับปกป้องพากะทิกับเพื่อนไปส่งโรงเชือด ตรวจค้นพบแต่วัว ทำเอาตำรวจหัวเสียถามกันว่าใครแจ้งมั่วเนี่ย
นับดาวแสดงตัวว่าเป็นคนแจ้งเพราะพวกปราบกำลังจะเอากะทิไปฆ่า แล้วเธอก็พูดอย่างมีอารมณ์ว่า
“วัวก็มีชีวิตเหมือนคุณเหมือนฉัน จะพาเขาไปฆ่าน่ะถามเขารึยังว่าเต็มใจไหม ถ้าไม่เต็มใจก็เหมือนฆาตกรรมนั่นแหละ”
ตำรวจสองคนได้แต่ส่ายหน้า พูดไม่ออก แล้วเดินไปเลย นับดาวจึงหันไปว่าปราบต่อ ปราบชี้แจงว่ากะทิเป็นวัวเนื้อจะให้ขุนไว้ไถนารึไง นับดาวต่อรองขอซื้อวัวทั้งหมดไว้ ปราบไม่ขายทั้งยังเย้ยเธอว่า เงินคุณซื้อไม่ได้ทุกอย่างหรอกนะ
แต่พอปราบขับรถออกไป มองกระจกส่องหลังเห็นนับดาวยืนร้องไห้โฮๆอยู่ เมื่อไปถึงโรงฆ่าสัตว์เขาบอกเจ้าหน้าที่ เมื่อถึงคิวกะทิถูกต้อนลงจากรถว่า ตัวนี้ไม่ต้อง ตนจะพากลับ แล้วเขาก็เอากลับไปฝากน้องนกเลี้ยง
ปราบให้เหตุผลที่ไม่เอากลับไปเลี้ยงที่ไร่ว่าไม่อยากให้นับดาวรู้ เขาพูดวกวนจนปกป้องบ่นว่า “ซับซ้อนจังวุ้ย”
ooooooo
โพล้เพล้แล้ว นับดาวไปนั่งใจลอยอยู่ที่มุมโปรดของตัวเองในไร่ ปราบเดินมาถามว่ายังไม่หายโกรธตนหรือ เธอบอกว่านับแต่วันนี้ไปตนจะไม่กินเนื้อวัวอีกแล้ว และจะไม่ให้อาหาร ไม่ล้างคอก หรืออะไรก็ตามเกี่ยวกับวัวเนื้ออีกต่อไป
ปราบรำพึงว่าไม่นึกว่าเธอจะอ่อนไหวขนาดนี้ บอกเธอว่าวันไหนจะพาไปดูชาวนาทำนาดีกว่า จะได้รู้ว่ากว่าจะได้ข้าวมาต้องลำบากยากเข็ญขนาดไหน
นับดาวตัดบทว่าไม่ต้องมาประชด ตอนเรียนประถมครูเคยพาไปทำนามาแล้วเพื่อจะได้รู้คุณค่าของข้าว จากนั้นมาเด็กที่โรงเรียนตนก็ไม่มีใครมีนิสัยกินทิ้งกินขว้างอีกเลย
ระหว่างนั่งคุยกัน นับดาวทำมือถือหล่นไม่รู้ตัว เมื่อกลับถึงบ้าน น้อยหน่ามาเล่าถึงกิจกรรมที่ทางโรงเรียนมอบให้เธอออกแบบเสื้อผ้าให้พวกแดนเซอร์ในงาน “กิจกรรมวันรักษ์โรงเรียน” น้อยหน่าออกแบบแล้วมาขอความเห็นจากนับดาว หลังจากติชมแล้ว น้อยหน่าเอาไปแก้แต่ขออยู่คนเดียวเพราะไม่ชอบให้ใครอยู่ด้วยตอนทำงาน
นับดาวออกมาจึงรู้ว่ามือถือหาย คิดทบทวนแล้วคาดว่าคงตกตรงที่นั่งเล่นตอนเย็น เธอจะไปหา ปราบขู่ต่างๆนานาเพื่อจะพาเธอไป นับดาวบอกว่าไม่กลัวจะขอไปดูเอง แต่พอเขาบอกว่ามีงูเขียวเยอะ เธอก็นึกสยองขึ้นมา เลยยอมให้เขาไปด้วย
หาไม่นานก็เจอมือถือ แต่เพราะน้ำค้างลงทำให้พื้นลื่น นับดาวลื่นหกล้มเท้าแพลง ปราบจึงเอาแขนเธอพาดบ่าพากลับบ้าน
น้อยหน่าเอาสมุดที่แก้แบบเสื้อเสร็จแล้วจะมาให้นับดาวดู ออกมาเห็นพ่อกำลังนวดข้อเท้าที่แพลงให้นับดาวอยู่ เธอมองหน้าบึ้ง หันเดินกลับเข้าห้องไปทันที
ooooooo
ตะวันวาดมีความคิดลึกๆบางอย่าง เขาเคยเลียบเคียงเรื่องปราบกับน้อยหน่าขณะนั่งคุยกันว่า พ่อเธอไม่คิดจะมีใครหรือ ตะวันวาดยังเก็บไปคิดคนเดียวจนเอาไปฝันว่าปราบแต่งงานกับสุนทรี ตนกับน้อยหน่าเลยเป็นพี่น้องกัน
พอตกใจตื่นเพราะแม่มาปลุก ก็ทำเป็นเลียบเคียงกับแม่เรื่องนี้ ถูกแม่ปรามว่าอย่าไปคิดอะไรกับเรื่องกิ๊กเรื่องแฟนมากเดี๋ยวจะเสียการเรียน ตะวันวาดเลยชวนแม่ว่า ที่บ้านปราบกับข้าวอร่อยไปกินกันอีกไหม
“ถ้าลูกชอบก็เอาสิจ๊ะ” สุนทรีตอบแบบไม่อยากขัดใจลูก แต่ตะวันวาดตีขลุมว่าแม่มีใจให้ปราบเหมือนกัน...
ooooooo
เสี่ยไฝต้องการแสดงความยิ่งใหญ่ของตน วางแผนว่าปีนี้ตนจะต้องชิงถ้วยในงานเกษตรที่ทุกไร่จะส่งเข้าประกวด และไร่ปรีดาครองถ้วยไปหลายปีซ้อนแล้วให้ได้
เมื่อไปเจอปกป้องที่ร้านคาราโอเกะ จึงปรามาสว่า ปีนี้ตนจะจัดหนักรับรองใครก็ทาบไม่ติดรวมทั้งไร่ปรีดาด้วย
วันต่อมา ขณะนั่งดื่มกาแฟกันที่ร้าน ปกป้องเล่าเรื่องเสี่ยไฝให้ปราบฟังโดยมีนับดาวนั่งอยู่ด้วย นับดาวถามว่างานเกษตรมีประกวดอะไรหรือ ปกป้องเล่าว่า มีประกวดการแสดงของไร่ต่างๆ ส่วนใหญ่ก็ร้องเพลงเต้นรำ
ปราบกับปกป้องช่วยกันเล่าว่า ปีแรกๆที่จัดไม่ค่อยมีใครสนใจกัน เราเลยได้ครองแชมป์มาหลายสมัย ซึ่งที่จริงเราก็ไม่ได้จริงจังอะไร ต้องการให้คนงานสนุกสนานกันเท่านั้นเอง ปีนี้ถ้าเสี่ยอยากได้ถ้วยก็ให้เขาไป
แต่นับดาวอยากลอง เสนอตัวขอเป็นคนจัดได้ไหมเพราะอยากให้น้อยหน่าซึ่งมีหัวทางออกแบบอะไรพวกนี้ได้แสดงความสามารถของเธอ เผื่อเธอจะเจอสิ่งที่ตัวเองชอบ
ปราบมองนับดาวอึ้ง เขาขอโทษที่เข้าใจเธอผิดตลอดมา แต่ตอนนี้อยากให้เธอมาช่วยเลี้ยงน้อยหน่าไปนานๆแล้ว
คำพูดกำกวมของปราบ ทำให้นับดาววี้ดขึ้นมา ถามว่าพูดแบบนี้หมายความว่าไง ปราบรีบแก้ตัว ชี้แจงพัลวันว่า
“เปล่าๆๆผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” ปราบตื่นเต้นพูดผิดแล้วผิดอีก กว่าจะพูดออกมาได้ว่า “ผมหมายความว่า คุณเห็นอะไรในตัวน้อยหน่าที่ผมไม่เห็น ผมไม่ได้หมายความว่าผม...เอ่อ...กับคุณจะ...”
“รู้แล้วว่าพูดผิด แค่นั้นแหละ” นับดาวรีบตัดบท กลัวเขาจะพูดออกมา ปราบรีบรับว่าตนพูดผิด แค่พูดผิดเท่านั้นเอง...
เคลียร์กันแล้ว ต่างก็หลบสายตาของอีกฝ่าย ทำเป็นมองไปทางอื่นแก้เก้อ แอบเขิน...
ooooooo
เมื่อนับดาวบอกน้อยหน่าเรื่องจะให้เธอออกแบบเสื้อผ้าให้แดนเซอร์ในงานเกษตรแฟร์ปีนี้ น้อยหน่าถามว่าแน่ใจหรือว่าพ่อจะให้ตนทำ เพราะปกติพ่อจะมองว่าตนเป็นเด็กอมมือไม่เชื่อใจให้ตนทำอะไรยากๆแบบนี้มาก่อน
“พ่อทุกคนอยากเห็นลูกตัวเองเป็นคนเก่งทั้งนั้นแหละ แต่พ่อเธอเขาอาจจะห่วงเธอมากไปหน่อย ยังไง ก็ตาม ฉันไม่ได้บอกว่าให้เธอทำทั้งหมด ฉันจะให้เธอช่วยฉัน เข้าใจแล้วใช่ไหม”
เมื่อน้อยหน่ารับคำ นับดาวพูดเป็นการเป็นงานว่า
“ก่อนที่เธอจะตอบตกลง เราต้องคุยกันก่อน เธอต้องทำเรื่องนี้นอกเวลาเรียน ไม่โดดเรียนมาช่วยฉัน ถ้ามีการบ้าน ต้องทำการบ้านให้เสร็จก่อน เรื่องที่สอง งานส่วนไหนที่เป็นของเธอ เธอต้องทำให้เสร็จลุล่วง ห้ามเลิกกลางคัน ห้ามบอกว่าเบื่อ ห้ามโยเย”
“หน่าไม่ทำตัวงี่เง่าแบบนั้นหรอกน่า ไม่ต้องห่วง”
“เยี่ยม!” นับดาวยื่นมือออกไปสัมผัสกับน้อยหน่าเป็นสัญญาใจต่อกัน
ooooooo
อัปสร เป็นลูกของญาติเพชรสีที่แม่เอามาฝากไว้ที่นี่ อัปสรอยู่ในวัยเดียวกับตะวันวาดและน้อยหน่า ทั้งยังอยู่โรงเรียนเดียวกันด้วย เธอก็เป็นนักกิจกรรมเหมือนกัน วันนี้มาชวนตะวันวาดเข้าร่วมโครงการ “ยุวชนรักษ์โลกปกป้องโลกร้อนด้วยหัวใจคุณธรรม”
“โครงการอะไรของเธอ ชื่อยาวกว่าบะหมี่อีก” ตะวันวาดทำหน้าพิลึก บอกอัปสรว่าตนไม่ว่างเพราะต้องช่วยน้อยหน่ากับนับดาวทำแข่งโชว์งานเกษตรแฟร์ปีนี้
พลอยสีที่กำลังจับพวกสาวชาวไร่มาฝึกเต้น ได้ข่าวนี้จากอัปสร เธอจิกตาอย่างเจ็บใจ บอกอัปสรให้แอบสืบมาให้ได้ว่า ทางโน้นคิดอะไรกันยังไงแล้วรีบมาบอกตน
ooooooo
ค่ำนี้มีเหตุระทึกขวัญเกิดขึ้นที่บ้านปราบ เมื่อทั้งบ้านมืดสนิทแบบไม่มีคนอยู่เลย ซ้ำที่พื้นยังมองเห็นเหมือนรอยเลือดเปื้อนเป็นทางเข้าไปในครัว
ปราบกับนับดาวต่างตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น พากันเตรียมอาวุธย่องเข้าไปในบ้าน ตามรอยเปื้อนเหมือนเลือดเข้าไปในครัว พบว่าฝาไมโครเวฟเปิดค้างอยู่ ไม่ทันทำอะไรก็ได้ยินเสียงนับดาวคุยโทรศัพท์เดินเข้ามา
เธอได้รับโทรศัพท์จากน้อยหน่าเล่าว่า ป้ายวงอุ่นซอสสปาเกตตี้แต่ข้างในมีชามไข่ต้มที่น้อยหน่าใส่ไว้แล้วไม่ได้เอาออก มันเลยระเบิดตอนป้ายวงยื่นหน้าเข้าไปดูพอดี หน้าเลยบวมเพราะถูกของร้อน หมอให้อยู่ดูอาการอีกนิดถ้าไม่มีอะไรก็คงกลับบ้านได้
ปราบมองสภาพเลอะเทอะของบ้านแล้วเสนอนับดาวว่า ให้นับดาวทำอาหารส่วนตนจะทำความสะอาดบ้าน นับดาวเกี่ยงเพราะตนทำอาหารไม่เป็น สุดท้ายเลยตกลงกันว่า ช่วยกันทำความสะอาด เรื่องอาหารค่อยคิดกันทีหลังเพราะเราทำอาหารไม่เป็นกันทั้งสองคน
ooooooo
หลังจากทำความสะอาดเสร็จแล้ว ปราบปิ้งบาร์บีคิวให้นับดาวกิน เอาไม้หนึ่งให้ชิมดูว่าอร่อยแค่ไหน นับดาวชิมแล้วบอกว่าพอใช้ได้ ถูกปราบดักคอว่า อร่อยก็ว่ามาเถอะอย่าทำปากแข็งหน่อยเลย พอนับดาวไม่พูด ปราบก็ทำหน้างอนๆ เลยถูกแหย่ว่าคาวบอยภาษาอะไรมีงอนด้วย แล้วพูดแบบหยวนๆว่า “อ้ะ...อร่อยก็ได้”
จากการร่วมเผชิญปัญหา ทำความสะอาดบ้าน กระทั่งมาทำอาหารกินกัน ทำให้ทั้งสองต่างมีความรู้สึกดีๆ ต่อกันมากขึ้นทุกที...
ส่วนอัปสร หลังจากได้รับคำสั่งจากเพชรสีแล้วก็หาทางขโมยเอาแบบเสื้อและท่าเต้นจากสมุดโน้ตของนับดาว พอดีน้อยหน่ามาเห็น ทีแรกก็จะเข้าไปเอาเรื่องแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ จนตะวันวาดแปลกใจถามว่า ทำไม?
“ถ้าเป็นเมื่อก่อนน่ะจะเหลือเหรอ แต่พี่นับดาวพูดถูก ใช้กำลังไปก็เท่านั้น ฉันจะลองใช้วิธีแบบพี่นับดาวดู” น้อยหน้าท่าทางใจเย็นนิ่งคิดวางแผน
พอเลิกเรียน น้อยหน่าเห็นอัปสรกำลังเตรียมจะกลับก็แกล้งพูดกับตะวันวาดดังๆ จงใจให้อัปสรได้ยินว่าตนคิดแบบเสื้ออันใหม่ได้แล้ว ตะวันวาดขอดู น้อยหน่าบอกว่าพรุ่งนี้ค่อยดูตนวางอยู่ใต้โต๊ะขี้เกียจเอากลับบ้าน
อัปสรหูผึ่ง พอเห็นน้อยหน่ากับตะวันวาดกลับ ก็แอบเข้าไปค้นพอเจอสมุดโน้ตก็พลิกหน้าสุดท้ายเอามือถือถ่ายรูปแล้วรีบออกไป น้อยหน่ากับตะวันวาดแอบดูอยู่ ขำกันคิกๆ
ooooooo
อัปสรเอากลับไปให้เพชรสีดู พอถึงรูปสุดท้ายกลายเป็นเสื้อตัวใหญ่มีหนังสือยึกยือกลับด้านอ่านไม่ออก จนเพชรสีคลิกคำสั่งมิเร่อร์ ภาพในจอพลิกกลับ กลายเป็นตัวหนังสือปกติ อัปสรอ่านออกเสียงให้ฟัง
“เพชรสีโชว์โง่ว่ะ ยัยกาก ยัยติ่งหู ยัยปลาบึก...” อัปสรยังอ่านยัยอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย จนเพชรสีทนฟังไม่ได้สั่งให้หยุด พลันก็ได้ยินเสียงน้อยหน่ากับตะวันวาดหัวเราะกันอย่างสะใจ
น้อยหน่าหัวเราะพูดเยาะเย้ยเพชรสีว่า ไม่มีปัญญาคิดก็บอกมาตนจะช่วยคิดให้ จะได้ไม่ต้องทำอะไรทุเรศๆ แบบนี้
เพชรสีเสียหน้าด่าน้อยหน่าแก้เกี้ยวว่า อย่าถือว่าเป็นลูกของปราบแล้วจะมากำเริบเสิบสานกับตนได้ น้อยหน่าไม่ลดราวาศอกโต้เถียงกันไปมา จนถึงจุดเดือดเมื่อเพชรสีด่าแล้วจะเข้ามาตบ แต่เหลือบเห็นกล้องวงจรปิดเลยชะงัก มองหามุมเหมาะๆ แล้วเปลี่ยนเป็นพูดดีแต่ด่าเจ็บว่า
“เอาเถอะ ฉันไม่ถือเธอหรอก ยัยเด็กเหลือขอ เธอมันเด็กมีปมด้อย ใครๆเขาก็รู้ว่าเธอขาดความอบอุ่น ยัยเด็กไม่มีแม่”
ได้เรื่องทันที! น้อยหน่ากระโจนเข้าใส่ เพชรสีเตรียมตัวอยู่แล้วผลักน้อยหน่ากระเด็นไปชนโต๊ะข้าวของล้มระเนระนาด ตะวันวาดรีบห้าม แต่น้อยหน่าเลือดขึ้นหน้าแล้ว ตะลุยไม่ยั้ง แต่ก็พลาดท่าถูกเพชรสีจับหักแขนกดหน้าคว่ำลงกับโต๊ะ พูดอย่างสะใจว่า “เดี๋ยวก็รู้ว่าใครกันที่โชว์โง่!”
ooooooo
ปราบและปกป้องต้องมาตัดสินเรื่องนี้ตามแผนของเพชรสี ระหว่างเปิดเทปกล้องวงจรปิดให้ดูกัน เพชรสีบรรยายพูดเอาดีเข้าตัวเอาผิดให้น้อยหน่าทั้งหมด ตบท้ายว่าที่ตนต้องลงมือเพราะต้องป้องกันตัว
ไม่เพียงเท่านั้น เพชรสียังทำเป็นเห็นใจน้อยหน่าที่ถูกทางโรงเรียนทำทัณฑ์บนไว้ ดังนั้นตนจะไม่เอาเรื่องเพื่อน้อยหน้าจะได้ไม่ต้องถูกพักการเรียน
ปราบหูเบาตามเคย นอกจากตัวเองจะขอบคุณเพชรสีแล้ว ยังสั่งน้อยหน่าให้ขอโทษเพชรสีด้วย น้อยหน่าไม่ยอมขอโทษ ปราบจึงขอโทษแทนลูกสาว เพชรสีพูดอย่างยิ้มแย้มว่า “ไม่ต้องหรอกค่ะพี่ปราบ เพชรสีไม่ถือหรอกค่ะ”
กลับถึงบ้าน น้อยหน่าเล่าให้นับดาวฟังแล้วถามว่าเธอเชื่อตนไหม นับดาวตอบทันทีว่า “เชื่อ” น้อยหน่าถามว่าทำไมถึงเชื่อ ถ้าจะพูดเพื่อปลอบใจก็ไม่ต้องเลย
“เชื่อสิ ข้อแรก พี่เคยเจอยัยเพชรสีแล้ว พี่รู้ว่าเขาเป็นคนยังไง ข้อสอง พี่ดูเธอออก เธออาจจะโกหกเป็น แต่เธอตอแหลไม่เป็นแน่ๆ”
น้อยหน่าขอบคุณที่เชื่อตน เพราะขนาดพ่อยังไม่เชื่อเลย นับดาวบอกว่าเพราะพ่อเธอเป็นคนดีถึงดูไม่ออกว่าใครโกหก ใครตอแหล และที่สำคัญเพราะเขารักเธอ ไม่อยากให้ใครว่าได้ว่าเข้าข้างลูกเหมือนเสี่ยไฝกับเพชรสี
คุยกับน้อยหน่าแล้วนับดาวลงมาคุยกับปราบ เธอชี้ให้เขาเห็นตัวเองว่า เขาอาจจะทำคลอดหมาแมวกระทั่งช้างได้เก่ง แต่เรื่องมารยาทหญิงล้วนๆ นี่เขา “โหลยโท่ยมาก” ชี้ให้เห็นอีกว่า เขาพยายามทำตัวเป็นพ่อที่ดีจนไม่เป็นตัวของตัวเอง ถามว่า เขาเลี้ยงน้อยหน่ามาตั้งแต่เด็ก ดูไม่ออกหรือว่าน้อยหน่าโกหกหรือเปล่า
ปราบบอกว่าตนไม่เชื่อว่าน้อยหน่าโกหกและเชื่อว่าเพชรสีก็ไม่ได้โกหกด้วย
“ถ้าเป็นฉัน ฉันจะเก็บเอาเพชรสีไว้ในใจ แต่จะรีบปรับความเข้าใจกับน้อยหน่าก่อน”
ปราบขอบคุณที่นับดาวช่วยชี้ให้เห็นปัญหาและแนะวิธีแก้ บอกว่าดูเหมือนเธอจะเป็นคนสำคัญของบ้านนี้ไปแล้ว นับดาวบอกว่าไม่เป็นไร แต่เตือนเขาให้ระวังตัวไว้ด้วยก็แล้วกัน ปราบถามงงๆว่าระวังตัวเรื่องอะไร
“คุณคงยังไม่ลืมว่าฉันมาทำงานที่นี่ด้วยจุดประสงค์อะไร ถ้าถึงเวลาที่ฉันต้องบีบคุณให้ขายที่ ใครจะรู้ ฉันอาจจะเอาเรื่องนี้มาเล่นงานคุณก็ได้” พูดแล้วเข้าห้องไปเลย
ปราบยืนอึ้ง ทำหน้าไม่ถูกกับท่าทีที่เหมือนคนหน้าเนื้อใจเสือของนับดาว
ooooooo
รุ่งขึ้น ปราบขับรถส่งน้อยหน่าไปโรงเรียน นั่งเงียบกันไปตลอดทาง จนถึงโรงเรียน พอน้อยหน่าจะลง ปราบเรียกไว้
“เดี๋ยวก่อน...เรื่องเมื่อคืน พ่อขอโทษที่ว่าลูกโกหก”
น้อยหน่ามองหน้าพ่อถามว่า แต่พ่อก็ไม่ได้เชื่อคำพูดของตนร้อยเปอร์เซ็นต์ใช่ไหม ปราบบอกว่าก็ต้องมีหลักฐานมาพิสูจน์ก่อน
“ไม่เป็นไรค่ะ เท่านั้นก็ดีแล้วค่ะ หน่าเชื่อว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย สักวันพ่อจะรู้ความจริง...ขอบคุณมากค่ะ หน่าก็ขอโทษที่ว่าพ่อ”
ปราบลูบหัวลูกอย่างแสนรัก ยื่นนิ้วก้อยออกไป น้อยหน่าไม่ดีด้วย บอกว่าพ่อต้องเลี้ยงข้าวตนมื้อหนึ่งก่อน ปราบถามว่า แล้วจะชวนใครไหม น้อยหน่าเดาใจพ่อออกว่า หมายถึงนับดาว บอกว่า “ไม่ค่ะ ไปกันสองคนพ่อลูก คนอื่นไม่เกี่ยว”
ooooooo
เอมี่ยังตามอ่อยชนะชัยไม่เลิก วันนี้ก็แกล้งทำเป็นไปเจอเขาโดยบังเอิญ ในอาคารที่ตั้งสำนักงานของเขา ชนะชัยแนะนำให้รู้จักกับคุณแม่ ชัชฎายิ้มแย้มยินดีบอกว่ารู้จักเอมี่แสนหวานอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อเอมี่บอกว่าตนมาคุยกับโบรกเกอร์ ชัชฎาก็ยิ่งสนใจว่าเธอเล่นหุ้น
ชัชฎาทำทีเผลอทั้งอ่อยทั้งล่อหลอกยั่วยุเอมี่ชวนมาลงทุนในบริษัท เอมี่ทำเป็นตื่นเต้นว่าเงินยี่สิบสามสิบล้าน สำหรับตนก็เยอะอยู่ เพราะตนไม่รวยเหมือนนับดาว
“จ้ะ นับดาวเขาซื้อแทบจะทันทีที่รู้เรื่องนี้เลย นับดาวเขาเป็นนักลงทุนที่เฉียบแหลมใช้ได้ เขารู้ว่านี่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผลตอบแทนในอนาคต”
คำตอบของเอมี่คือ ขอไปทบทวนก่อน แล้วจะโทร.มาหา แต่ชัชฎาก็ยังมีความหวังบอกชนะชัยเชิงสั่งว่า
“ถ้าเอมี่ซื้อจริงๆละก็...แม่ว่าแกจีบเอมี่มาทำเมียแทนนับดาวเถอะ” ชนะชัยตัดพ้อแม่ว่าเคยบอกแล้วว่าอย่ายุ่งเรื่องนี้ของตนได้ไหม ถูกแม่ตอบทันทีว่า “ถ้าไม่อยากให้ฉันยุ่ง หรือไปก้าวก่ายอะไร แกก็รีบจัดการให้มันเป็นไปตามที่ฉันต้องการซะเร็วๆ
เมื่อกลับถึงบ้านในตอนเย็น ชนะชัยโทร.หานับดาวแต่ไม่มีคนรับสายจึงฝากข้อความ “ดาว...ถ้าว่างโทร.หาผมด้วยนะครับ”
ฝ่ายนับดาวที่บอกชนะชัยว่าไปบวชชีพราหมณ์ ที่แท้กำลังช่วยน้อยหน่าฝึกซ้อมพวกคนงานเพื่อแสดงในงานเกษตรแฟร์ที่ใกล้จะถึงกันอย่างจริงจัง
นับดาวแนะน้อยหน่าว่า นอกจากท่าเต้น ชุด ของประกอบฉากแล้ว ไอเดียก็สำคัญ กรรมการชอบให้รางวัลกับโชว์ที่มีแนวคิดดีๆด้วย เสนอว่าน่าจะเอาเรื่องพลังงานทดแทนแทรกเข้าไปด้วย น้อยหน่าเห็นด้วย นับดาวบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ลองไปคิดดูว่าจะแทรกเข้าไปได้แบบไหน อย่างไร
คุยกันเสร็จแล้ว นับดาวจะได้ออกไป น้อยหน่าเรียกไว้ “พี่ดาวคะ...หน่าขอบคุณค่ะ”
“ขอบคุณเรื่องอะไร”
“ขอบคุณที่ช่วยพูดให้พ่อเข้าใจ”
นับดาวยิ้มให้แล้วเดินออกไป พอหยิบโทรศัพท์ดูจึงรู้ว่าชนะชัยโทร.มา เธอเดินไปนั่งที่หน้าบ้าน โทร.หาเขา ขอโทษที่เมื่อกี้ยุ่งๆเลยไม่ได้รับสาย
ระหว่างนั้น ปราบเดินมาเห็นนับดาวคุยโทรศัพท์เสียงอ่อนหวานอารมณ์ดีจึงแอบฟัง ได้ยินนับดาวคุยกับปลายสาย พูดถึงความสงบสุขในที่ที่ตนอยู่ พูดถึงผู้คนที่นี่ว่าพูดจาอ่อนหวานสุภาพมาก พูดถึงเจ้าของสถานที่ว่า
“ท่านเป็นคนดี น่าเคารพ เป็นคนมีจิตใจเมตตามาก ดาวยังเลื่อมใสท่านเลยค่ะ”
ปราบฟังแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กระทั่งรู้สึกเขินเมื่อได้ยินนับดาวเรียกว่า “ท่าน” แต่พอปลายสายถามว่าท่านเป็นใคร นับดาวบอกว่า “ท่านเป็นแม่ชีค่ะ” ปราบถึงกับห่อเหี่ยว เพิ่งรู้ว่าที่ตัวเองปลื้มมาทั้งหมดนั้น...เข้าใจผิดทั้งเพ!
ooooooo










