ตอนที่ 4
โยทกาตั้งใจไปเจอชัชรัณตอนเที่ยงเหมือนเคย แต่นัดนำเสนอแผนงานกับโรงแรมบลูมูนก็ถูกเลื่อนเร็วขึ้นเพราะประธานในที่ประชุมไม่สบาย เธอเลยต้องเลือกระหว่างงานกับผู้ชายที่สนใจ...
เจนจันทร์รับหน้าที่ประสานงานและนัดหมายเจ้าหน้าที่จากโรงแรมบลูมูน แทบพูดไม่ออกเมื่อเพื่อนรักจะขอไปทำธุระสำคัญก่อน แต่โยทกาก็ไม่สนใจเพราะตัดสินใจแล้วจะไม่หักหลังความเชื่อใจของชัชรัณ
โยทกาจำประโยคของกิ่งกาญจน์ได้ว่าชัชรัณมีปมเรื่องความไว้ใจ และบรรยากาศระหว่างเธอกับเขาก็กำลังเป็นไปด้วยดี เธอเลยไม่อยากผิดนัดกินข้าวกลางวันกับเขา แต่ถึงกระนั้นกว่าเธอจะเตรียมงานเสร็จก็เลยเวลาพักไปนาน จนชัชรัณเกือบถอดใจ พลันก็ได้ยิ้มกว้างเมื่อได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงของเธอ
อาการยินดีของชัชรัณทำให้โยทกาปลื้มมาก ก่อนจะแกล้งเย้าเมื่อเห็นว่ากาแฟเขาเย็นแล้ว
“คุณชอบดื่มกาแฟร้อนหรือเย็นคะ”
ชัชรัณปั้นหน้านิ่งไม่ตอบ โยทกาเลยจี้จะเอาคำตอบให้ได้
“ตอบหน่อยสิคะ คุณชอบกาแฟร้อนหรือเย็น ตอบหน่อยน่ะคุณ”
“ถ้าเธอเป็นคนละเอียด แก้วเครื่องดื่มมันจะตอบทุกอย่าง”
“ฉันรู้ว่าแก้วแบบนี้สำหรับใส่เครื่องดื่มร้อน แต่แก้วมันเย็นทั้งที่กาแฟยังเต็มแก้วอยู่ คนดื่มร้อนคงไม่วางแก้วทิ้งไว้จนมันเย็นชืดมั้งคะ นอกจากไม่ดื่มเพราะกำลังรอ...”
คำพูดรู้ทันของเธอทำให้ชัชรัณทำหน้าไม่ถูก โยทกาชอบใจมากและลงมือกินมื้อกลางวันของตัวเองอย่างหิวโหย ชัชรัณมองมาด้วยความทึ่ง ก่อนจะอ้าปากค้างเมื่อเธอหยิบขวดน้ำหนึ่งในสองขวดมาเปิด
“ฉันขอขวดนี้นะคะ”
“การขออนุญาตมันควรต้องพูดก่อนทำหรือเปล่า”
โยทกายิ้ม รู้ดีว่าเขาเตรียมน้ำมาเผื่อ แต่ยังแกล้งทำไม่รู้ “ขอโทษนะคะที่ฉันอาจจะข้ามขั้นตอนไปหน่อย แต่วันนี้มีน้ำตั้งสองขวด ฉันเหมาเลยว่ามันเป็นของฉัน หรือคุณอยากได้คืน ฉันคืนให้ก็ได้”
“เธอคงไม่คิดว่าฉันจะดื่มต่อจากเธอได้หรอกนะ”
“เห็นไหมว่ามันเป็นน้ำของฉัน คุณอนุญาตแล้ว... ขอบคุณค่ะ”
มื้อกลางวันจบลงง่ายๆ หลังจากนั้นโยทกาแยกไปทำงาน เช่นเดียวกับชัชรัณที่มีนัดลูกค้าข้างนอก แต่ที่ทั้งสองไม่รู้คือสถานที่นัดหมายของทั้งคู่คือโรงแรมบลูมูนเหมือนกัน!
ooooooo
สถานการณ์ร้อนระอุในห้องประชุมโรงแรมบลูมูนเพราะท่านประธานใหญ่อย่างชงโคไม่มาประชุม แต่ส่งภุชงค์ลูกชายคนเล็กมาแทน ทำให้ธนิตย์เลขาของชงโคตัดสินใจไม่ให้โยทกาเข้ามาเสนอแผนงาน ภุชงค์หัวเสียมากและขับรถออกจากโรงแรมทันที โยทกาเลยนั่งวินมอเตอร์ไซค์ตามประกบ โดยไม่รู้เลยว่าชัชรัณเห็นทุกอย่างและตามไปด้วย
ภุชงค์เห็นมีมอเตอร์ไซค์ตามติดก็รู้สึกไม่ปลอดภัย เลยเลี้ยวเข้าโรงพักเพื่อแจ้งความ โยทกามัวสนใจจะตามรถของภุชงค์จนไม่ทันสังเกตว่าเขาเลี้ยวเข้าโรงพัก หวิดจะโดนจับเข้าคุกฐานคุกคามผู้อื่นแล้ว ถ้าชัชรัณ
ไม่ปรากฏตัว
“ผู้หญิงคนนี้เป็นคนของผม ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรเหรอครับ”
โยทกาไม่อยากเชื่อสายตาว่าชัชรัณจะมาช่วย แต่เธอก็ไม่อยากบอกเรื่องความระห่ำของตนที่ตามมาเสนองาน โชคดีที่ภุชงค์โผล่มาเห็นเธอเสียก่อน และจำได้ทันทีว่าเธอคือผู้โดยสารร่วมรถแท็กซี่เมื่อวันก่อน
ถึงคราวชัชรัณจะงงบ้าง แต่โยทกากับภุชงค์ก็ไม่สนใจ ออกจากโรงพักได้ก็หาที่คุยเรื่องแผนงานจะให้โรงแรมบลูมูนนำผลิตภัณฑ์สปาตัวใหม่ล่าสุดของธารามาช่วยดึงดูดลูกค้าเป็นการสร้างกระแส
“แล้วเรื่องกระแสมันจะเป็นไปได้เหรอครับ ผมยังมองไม่ออก”
“ถ้าคุณตกลง ดิฉันจะเสนอแผนงานที่เป็นไปได้กับคุณทันที”
“คุณดูทุ่มสุดตัว”
“งานเปิดตัวครั้งนี้มันสำคัญสำหรับเราค่ะ”
“เรา...ผมสนใจที่คุณกำลังบอกว่าคุณรู้ว่าการเปิดโรงแรมครั้งนี้ก็สำคัญสำหรับผมเหมือนกัน”
“ถ้ารู้เขา...รบกี่พันครั้งเราก็ชนะ...จริงไหมคะ”
“แต่คุณเปิดแบบนี้ผมก็รู้จุดประสงค์คุณไม่น้อยไปกว่าที่คุณรู้วงในเกี่ยวกับผม...รบครั้งนี้คุณอาจต้องเผื่อใจ”
“แต่เราไม่ใช่ศัตรู ถ้าพันธมิตรจะรู้เรา สำหรับฉันมันไม่ใช่ปัญหา”
ลูกล่อลูกชนของโยทกาทำให้ภุชงค์ยอมแพ้ แม้จะคำนวณส่วนได้ส่วนเสียไว้แล้ว แต่ก็อยากลองเสี่ยง โยทกาดีใจมาก ก่อนจะยิ้มกว้างกว่าเก่าเมื่อพนักงานยกข้าวต้มมัดมาเสิร์ฟ
โยทกาซื้อข้าวต้มมัดจะเอาไปฝากยายละมุด ภุชงค์เสนอตัวไปส่งที่ออฟฟิศ แต่เธอก็ปฏิเสธเพราะชัชรัณรออยู่
“คุณโยครับ ถ้าผมจะติดต่อไปนอกเหนือจากเรื่องงาน...”
“ถ้าโยมีเวลา โยก็ยินดีค่ะ”
“ตอบแบบไม่กลัวมีผลกับงานเลยเหรอครับ”
“ความจริงใจเป็นหัวใจสำคัญของการติดต่องานของโยค่ะ...แล้วพบกันนะคะ”
พูดจบก็ขอตัว ชัชรัณเห็นเธอเดินผ่านหน้าเขาก็ตะโกนถาม
“โยทกา...เธอจะไปไหน”
“ฉันจะไป...หาที่รักค่ะ”
“แต่นี่มันยังไม่เลิกงาน”
“ฉันยังไม่ได้พักกลางวันเพราะมัวแต่ทำงานให้ออฟฟิศ ฉันขอใช้พักหนึ่งชั่วโมง แล้วค่อยกลับไปทำงานต่อค่ะ”
“เธอใช้ชื่อบริษัทฉันไปเจรจากับคุณภุชงค์ ผู้บริหาร อย่างฉันควรจะต้องรู้ว่าเธอกำลังคิดจะทำอะไร”
โยทกานิ่วหน้า ก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อเห็นเขาเปิดประตูรถให้
“ให้ฉันขึ้นรถคุณเหรอคะ นี่แสดงว่าคุณรอรับฉันกลับเหรอคะ ดีใจจังเลยค่ะที่คุณ...รอ...ฉัน”
“เพราะเธออ้างชื่อบริษัทฉัน ฉันควรต้องสนใจ”
“แต่ฉันต้องไปทำธุระส่วนตัวของฉันก่อนค่ะ”
“ฉันจะต้องแน่ใจว่าเธอไม่ได้เอาชื่อบริษัทฉันไปหาผลประโยชน์ เพราะถ้ามันเป็นแบบนั้น...ฉันไม่ปล่อยเธอแน่”
“ถ้าเข้าใจไม่ผิด ฉันไปไหนคุณก็จะตามติดไม่ให้ฉันทำเรื่องผิดๆได้ใช่ไหม”
รอยยิ้มรู้ทันของเธอทำให้ชัชรัณประหม่า แต่ไม่ทันโต้ โยทกาก็ดักคอ “ไม่ต้องยกเหตุผลหลายอย่างหรอกค่ะ สำหรับฉัน...คุณจะรอเพราะอะไรก็เรื่องของคุณ แต่ฉันดีใจก็เป็นเรื่องของฉัน เราไปหาที่รักฉันด้วยกันนี่ล่ะค่ะ”
ooooooo
ระหว่างที่โยทกาสานสัมพันธ์กับชัชรัณ กรรณิการ์ ก็พยายามศึกษาและทำความเข้าใจกับบ้านวริศรักษ์ และวันนี้เธอก็ได้รู้จากมาลัยว่าชัชรัณชอบให้เปลี่ยนดอกกุหลาบจากสวนของสินีบนห้องเขาทุกสองวัน
มาลัยจัดแจกันดอกไม้อย่างตั้งใจ ส่วนกรรณิการ์มองรูปของสินีในห้องชัชรัณ
“กุหลาบขาว...ความรักอันบริสุทธิ์ เหมาะกับคุณสินีนะคะ เธอดูอ่อนโยน กรรณไม่แปลกใจว่าทำไมคุณเถกิงถึงรักคุณสินีมาก” มาลัยนิ่วหน้า คิดว่าคุณผู้หญิงคนใหม่จะหึงหวง “ฉันหมดวัยที่จะหึงหวงแล้วค่ะ อายุขนาดนี้ ชีวิตก็ผ่านการใช้อารมณ์มาเยอะ มันเหนื่อยจนฉันอยากมีชีวิตที่สงบบ้าง คุณเถกิงก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”
“ตั้งแต่รับใช้บ้านนี้มา อิฉันก็สงสัยมาตลอดนะว่าความสงบมันสะกดยังไง”
สองสาวต่างสถานะยิ้มให้กันด้วยความเข้าใจกัน ก่อนที่กรรณิการ์จะเหลือบเห็นก้านดอกกุหลาบที่ไม่ใช้แล้วว่าก้านที่ตัดมายาวมากและมีใบติดมาเยอะผิดปกติ
สินคนสวนคนใหม่ถูกเรียกตัวมาพบ กรรณิการ์เลยได้รู้ว่าชัชรัณหวงแหนสวนกุหลาบของสินีมาก ไม่ยอมให้ใครยุ่งหรือทำอะไรโดยไม่มีคำสั่งจากเขา แต่สภาพและอาการของกุหลาบที่อาจเป็นโรคทำให้กรรณิการ์ไม่อยากรอช้า อาสาจะช่วยจัดการและดูแลสวนกุหลาบของสินีให้เอง เพราะชัชรัณคงยุ่งกับงานจนไม่มีเวลา
มาลัยเห็นว่ากรรณิการ์หวังดี แถมอีกฝ่ายยังเคยทำงานในสวนกุหลาบเลยไม่ห้าม โดยไม่รู้เลยว่าหลิวแอบได้ยินทุกอย่าง และตามสืบจากสินจนรู้ว่าคุณผู้หญิงคนใหม่หาเรื่องใส่ตัวเสียแล้ว!
ชัชรัณคาใจตลอดทางว่าใครคือที่รักของโยทกา แต่เธอก็ไม่บอก จนกระทั่งพาเขาไปถึงแผงขายขนมจีนแห่งหนึ่ง เธอจึงปล่อยให้รอตามลำพัง ส่วนตัวเองเดินหายไปในซอยไม่ใกล้ไม่ไกล
หน้าแผงขายขนมจีนมีวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างนั่งกิน ชัชรัณเข้าใจว่าอีกฝ่ายเป็นที่รักของโยทกา เลยยื่นถุงข้าวต้มมัดให้ วินมอเตอร์ไซค์เข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นชู้ของเมียรัก เหวี่ยงหมัดใส่ไม่ยั้งจนแผงแทบพัง!
โยทกาได้ยินเสียงเอะอะก็รีบมาดู พร้อมๆกับยายละมุดที่คว้าถาดและทัพพีเขวี้ยงใส่วินมอเตอร์ไซค์ เหตุการณ์ชุลมุนแบบไม่มีใครห้ามใคร กว่าชัชรัณกับโยทกาจะจับยายละมุดแยกจากวินมอเตอร์ไซค์ได้ก็อึดใจต่อมา
แม้จะมีเรื่องทะเลาะกับวินมอเตอร์ไซค์จนแผงล้ม ยายละมุดก็ยิ้มได้เพราะหลานสาวคนโปรดมาเยี่ยม ชัชรัณมองโยทกาหยอกล้อกับยายละมุดอย่างน่ารักและเอาใจใส่ก็อดยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้
โยทกาหันมาเห็นเจ้านายหนุ่มยิ้มก็เหวี่ยงใส่เบาๆ “เป็นเพราะคุณแท้ๆเลย”
ชัชรัณไม่สะทกสะท้าน แถมหันไปขอความเห็นใจจากยายละมุด
“แบบนี้เขาเรียกให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัวใช่ไหมครับคุณยาย คุณพูดไม่เคลียร์เองว่าที่รักของคุณคือ...”
“ยายฉันจ้ะ รักที่สุด สุดที่รัก”
“ผมว่าโยทกาเขาถอดแบบคุณยายมาเป๊ะเลยนะครับ”
“ก็ยายเลี้ยงมากับมือ ถึงไม่ใช่หลานแท้ๆแต่ยายก็รัก”
คำบอกเล่าง่ายๆของยายละมุดทำให้ชัชรัณอึ้งไป โยทกาเลยถือโอกาสแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกันอย่างเป็นทางการ และชัชรัณก็เป็นฝ่ายไปไม่ถูก เมื่อถูกยายละมุดรู้ว่าเขาคือลูกชายของสามีใหม่กรรณิการ์
ชัชรัณขอตัวไปเก็บของที่รถ ทิ้งยายละมุดให้มองตาม ก่อนจะหันไปคาดคั้นโยทกา
“เอ็งพาไอ้หนุ่มนั่นมาทำไม”
“เขาอยากมาเองนะยาย โยเปล่า”
“เขาอยากมา เอ็งก็ให้มา อืม...คนเราจะทำอะไรต้องมีเหตุผล ยายชักอยากรู้แล้วสิว่าเหตุผลของเอ็งคืออะไร”
สายตาหยอกเย้าและรู้ทันของยายทำให้โยทกาเขิน เฉไฉเปลี่ยนเรื่องกลบเกลื่อน ก่อนจะขอตัวดื้อๆ ทิ้งยายละมุดให้มองตามขำๆ ก่อนจะรำพึงกับตัวเอง
“มีความรักซะแล้ว...โยของยาย”
ooooooo
การคาดการณ์ของยายละมุดไม่ได้เกินจริงเลย ความสัมพันธ์ของชัชรัณกับโยทกาดำเนินไปอย่างสวยงามและแน่นแฟ้นโดยที่ทั้งสองแทบไม่รู้ตัว อย่างเช่นวันเดียวกันนี้ที่ชัชรัณไม่ยอมกลับออฟฟิศ แต่ขออยู่กินข้าวน้ำพริกฝีมือยายละมุดเพื่อรอรับโยทกากลับไปพร้อมกัน
“ผมอยากแน่ใจว่าคุณจะกลับออฟฟิศจริงๆ เพราะดีลงานของคุณครั้งนี้มันสำคัญ”
“แล้ว...เนียนไปไหมคะ”
“ผมมีมารยาทนะ คุณยายชวนกินผมก็ควรต้องตอบรับ...จริงไหมครับคุณยาย”
“อย่าคิดมายืมมือยายเล่นงานหลานตัวเองซะให้ยากเลยพ่อคุณ ถ้ามีงานต่อก็รีบกินไหม จะได้รีบไปทำงาน”
สองหนุ่มสาวตั้งหน้าตั้งตากินหลังจากนั้น โดยเฉพาะชัชรัณที่ปลื้มกระเจี๊ยบเป็นพิเศษ โยทกามองมายิ้มๆ ก่อนจะสะดุ้งเมื่อได้ยินคำถามยายละมุด
“ชอบกินกระเจี๊ยบเหรอคุณชัช”
“ผมไม่ได้ชอบหรอกครับ...แม่ผมชอบน่ะครับ มันทำให้ได้นึกถึงช่วงเวลาดีๆ”
โยทกาชะงัก แต่ยายละมุดกลับยิ้มร้าย ก่อนแซวหลานสาว “เจ้าโย...เราน่ะเกลียดกระเจี๊ยบเขียวไม่ใช่เหรอ ชอบบ่นว่ามันมียาง แหยะในปาก แล้วทำไมมีทั้งกระเจี๊ยบลวก แล้วยังไข่เจียวกระเจี๊ยบนี่อีก ไม่ชอบแล้วทำทำไม...”
สายตาเป็นคำถามของชัชรัณและแววตารู้ทันของยายทำให้โยทกาอึกๆอักๆ ยายละมุดเลยยิ่งสนุก
“เข้าใจละ...รู้ว่าคุณชัชเขาชอบล่ะสิ”
คราวนี้โยทกาหน้าแดงก่ำเพราะถูกแซว ชัชรัณไม่พูดอะไร แต่ลอบยิ้มด้วยความชอบใจ ยายละมุดเห็นดังนั้นก็มีความสุขมาก ยินดีที่หลานสาวนอกไส้ได้ดิบได้ดี แถมมีความรักอีกต่างหาก
บรรยากาศดีๆไม่ได้จบพร้อมมื้ออาหาร โยทกาเห็นชัชรัณอารมณ์ดี เลยถือโอกาสเล่าเรื่องตนในอดีต โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับกรรณิการ์แม่สุดที่รักผู้เสียสละยิ่งใหญ่ของเธอ
“แม่ต้องทำงาน...ก็เลยต้องฝากฉันไว้กับยาย”
“ทำไมเธอพูดเรื่องตัวเองเหมือนไม่รู้สึกอะไร”
“ฉันควรต้องรู้สึกอะไรล่ะคะ รู้สึกอายที่เกิดมาจนน่ะเหรอคะ...ทำไมต้องอายล่ะคะในเมื่อมันเป็นความจริง”
น้ำเสียงเรียบๆปราศจากอารมณ์ของเธอทำให้ชัชรัณอึ้งไม่น้อย แต่ไม่ทันถามต่อ เธอก็โพล่งขึ้น
“แม่ก็คือคนที่อนุญาตให้ฉันเกิดมาบนโลกนี้ บนโลกนี้ไม่มีอะไรที่เราได้มาโดยไม่ต้องแลก แม่ยอมเจ็บปวดแลกกับการให้ฉันเกิด ยอมให้คนดูถูกเพื่อแลกกับอนาคตของฉัน คุณลองเอาใจเขามาใส่ใจเราแล้วลองคิดสิคะว่าผู้หญิงที่ยอมเป็นของเล่นของผู้ชายเลวๆ โดนคนเหยียดหยามแต่เขาก็ทนเพื่อให้ลูกได้อิ่ม ยี่สิบกว่าปีที่แม่อดทน ทั้งที่ถ้าเขารักสบายก็แค่ทิ้งฉัน แต่แม่ไม่เคยทำ ถ้าฉันทิ้งแม่เพราะแค่รู้สึกอาย อย่าเรียกฉันว่าคนอีกเลย”
“ทำไมเธอถึงยอมให้ฉันมาเห็น”
“คุณรังเกียจฉันกับแม่เพราะคนอื่นทำกับคุณ แต่คุณเหมาว่าเราเหมือนผู้หญิงคนนั้น ฉันว่ามันไม่ยุติธรรม ฉันอยากให้คุณมาเห็นยาย ฉันเรียกยายว่าต้นแบบของฉัน แต่น้าคุณคงเรียกว่า...”
โยทกาคาดไม่ผิด เพราะเวลาเดียวกันนั่นเองที่บ้านวริศรักษ์...เพ็ญศรีที่เพิ่งได้ยินเรื่องจากหลิวว่าคุณผู้หญิงคนใหม่จะจัดการเรื่องสวนกุหลาบของสินี เลยต่อว่ากรรณิการ์ว่าเป็นพวกกำพืดอีกา จ้องจะเผยอในหมู่หงส์
ผ่องได้ยินคำพูดส่อถึงจิตใจดำมืดของลูกเลี้ยงก็อดปรามไม่ได้
“คนที่คิดจะขุดกำพืดคนอื่น คนคนนั้นก็ควรจะเก็บกำพืดของตนเองให้มิดเช่นกัน เกือบสามสิบปีที่เธออยู่ที่นี่ แต่สภาพแวดล้อมที่ดีก็ข่มกำพืดบ้านนาของเธอไม่ได้เลยสินะ”
เพ็ญศรีสะอึกที่โดนตำหนิ ก่อนจะได้แสยะยิ้มร้ายเมื่อผ่องบอกว่ามีแผนจะจัดการกรรณิการ์แล้ว...
ooooooo
ขณะที่ผ่องกับเพ็ญศรีวางแผนร้ายจะสั่งสอนกรรณิการ์ ชัชรัณ โยทกาและกฤตนัยคร่ำเคร่งกับการประชุมเรื่องแผนงานเสนอโรงแรมบลูมูนกับภุชงค์
“ทำไมเขาจะไม่ตกลงล่ะ ในเมื่อเขาร่วมมือกับเราไม่ใช่ด้วยเหตุผลทางธุรกิจ”
ชัชรัณอธิบายให้กฤตนัยเข้าใจถึงข้อได้เปรียบ ซึ่งโยทกาก็เห็นด้วย แต่ยังไม่ได้คิดแผนสำรอง
“เขาจะร่วมมือด้วยเหตุผลอะไรมันไม่ใช่ปัญหาที่ฉันสนใจ นอกจากว่าเขาไม่ให้ความร่วมมือ ฉันถึงจะสนใจ”
“หมายความว่าถ้าเขายอมให้ความร่วมมือกับเธอ ไม่ว่าจะเหตุผลไหนเธอก็โอเค”
“ต้องพิจารณาอีกทีค่ะว่ามันคุ้มไหม”
โยทกาตอบยิ้มๆ ก่อนจะรับสายจากภุชงค์ที่โทร.มาตอบตกลง ชัชรัณกับกฤตนัยพอใจมากและถือโอกาสประกาศว่าโยทกาจะเป็นผู้จัดการโปรเจกต์นี้ กิ่งกาญจน์เห็นกฤตนัยชื่นชมโยทกาเป็นพิเศษก็อดเย้าไม่ได้ คิดว่าพี่ชายนอกไส้คนนี้อาจตกหลุมรักผู้จัดการโปรเจกต์คนใหม่ กฤตนัยปฏิเสธโดยไม่ได้บอกว่าเขามีคนที่ชอบอยู่แล้ว...
ชัชรัณก็เป็นอีกคนที่ชอบใจผลงานของโยทกา จนละเลยคู่หมายสาว แต่กิ่งกาญจน์ไม่ใช่คนคิดมาก เธอคิดว่าเขายุ่งกับงานจนไม่มีเวลาใส่ใจรายละเอียด กระนั้นก็อดลุ้นไม่ได้ว่าเขาจะจำวันเกิดเธอได้หรือไม่
แต่ถึงไม่ยอมบอก กิ่งกาญจน์ก็บอกใบ้ด้วยการชวนเขาไปทำบุญเนื่องในวันพิเศษ ชัชรัณไม่ติดอะไรเลยรับปากง่ายๆ แต่เพียงไม่นานก็เปลี่ยนใจเมื่อได้ยินจากนิพนธ์ว่าโยทกาลางานไปเยี่ยมโรงแรมในเครือบลูมูนที่เชียงใหม่
โยทกาทุ่มเทกับงานตามที่ลั่นวาจาไว้จริงๆ เมื่อเห็นว่าทีมงานต้องใช้ข้อมูลของโรงแรมบลูมูนเพื่อออกแบบชิ้นงาน รวมไปถึงงานส่วนอื่นๆ เลยลงทุนบินไปหาข้อมูลด้วยตัวเอง ภุชงค์ยิ่งกว่าเต็มใจจะต้อนรับ และถือโอกาสจีบเธอไปในตัว โยทกาเห็นว่าเขาไม่ได้รุกหนักจนน่าเกลียดเลยไม่ได้ห้ามอะไรจริงจัง
แต่คนแอบตามอย่างชัชรัณกลับไม่คิดเช่นนั้น อารมณ์หงุดหงิดงุ่นง่านเหมือนคนเป็นลมเพชรหึงมาจากไหนไม่รู้ และมันก็ผลักให้เขาทำตัวผิดแผกไปจากเดิม คือตามขวางไม่ให้ภุชงค์ได้เข้าใกล้โยทกา
โยทการู้สึกว่ามีคนแอบมอง แต่เมื่อแพนกล้องไปก็ไม่เห็นใคร จนกระทั่งกล้องของเธอจับภาพใครคนหนึ่งได้!
ภุชงค์ไม่รู้เรื่อง มัวตั้งหน้าตั้งตาแนะนำโรงแรมและจีบโยทกา และเมื่อเธอขอให้พาไปชมห้องสวีตของโรงแรมก็พาไปด้วยความเต็มใจ โยทกาแอบเห็นจากหางตาว่ามีคนตาม เลยเริ่มเข้าแผนของตนด้วยการเอ่ยชมห้องสวีตของโรงแรมว่าสวยงามตามคำร่ำลือ
“ห้องนี้มียอดจองจากคู่ฮันนีมูนมากที่สุด ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ผมอยากให้คนไทยได้ใช้บริการเหมือนกัน”
“โยเชื่อค่ะ ว่าสิ่งที่คุณหวังจะเป็นจริง”
“ถ้าคุณช่วยผม มันต้องเป็นไปได้แน่”
“ประสบการณ์งานโรงแรมที่ออสเตรียสามปี
น่าจะช่วยคุณได้มากจริงๆค่ะ”
“คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง...”
โยทกายิ้มกว้างกับข้อมูลของเขาที่ลงทุนหามา แต่ไม่ทันได้พูดอะไรมากกว่านั้น ภุชงค์ก็ชนโซฟาในห้องหงายหลัง โยทกาจะช่วยเลยล้มไปกับเขาด้วย เสียงเอะอะของสองหนุ่มสาวทำให้คนแอบตามด้านนอกร้อนรน ลืมหมดว่าต้องปกปิดตัวตน ถลาไปเคาะประตูห้องสวีตเสียงดัง!
ชัชรัณนั่นเอง...บุคคลปริศนาที่โยทกาเห็นผ่านเลนส์ในกล้อง และเวลานี้เขาก็ของขึ้นอย่างหนักเมื่อเห็นสภาพล่อแหลมล้มหน้าคะมำของโยทกากับภุชงค์ เจ้าของโรงแรมหนุ่มพยายามแก้ตัว โดยมีโยทกามองมายิ้มๆอย่างรู้ทัน และปลื้มแทบตัวลอยเมื่อชัชรัณปฏิเสธไม่ให้เธออยู่คุยงานต่อ
“การทำงานต้องมีความเหมาะสมของสถานที่กับเวลาด้วยนะครับ”
“คุณชัชตามดูแลพนักงานของธาราแบบนี้ทุกคนหรือเปล่าครับ”
คำถามของภุชงค์ทำให้ชัชรัณอึ้งไปอึดใจ ก่อนจะตั้งหลักตอบเสียงเรียบ
“กรณีนี้พนักงานผมเป็นผู้หญิง ถ้าต้องอยู่กับลูกค้าสองต่อสองมันสุ่มเสี่ยงกับความปลอดภัย”
“คุณกำลังจะตัดสินว่าผมไม่เป็นสุภาพบุรุษใช่ไหม”
“เราเพิ่งพบกันไม่กี่ครั้ง ผมแค่ไม่อยากเสี่ยง”
“ในทางธุรกิจ...ผมกำลังจะเป็นลูกค้าของคุณนะครับ”
“ในทางผู้บริหาร...การดูแลพนักงานสำคัญที่สุดสำหรับผม”
สองหนุ่มมองหน้ากันแบบไม่มีใครยอมใครโยทกาเลยต้องเป็นฝ่ายไกล่เกลี่ยและเอ่ยลา
“คุณภุชงค์เป็นสุภาพบุรุษ ไม่ได้ทำรุ่มร่ามกับฉัน เลยค่ะ...โยขอโทษนะคะคุณภุชงค์ที่ทำให้คุณวุ่นวาย วันนี้โยได้ไอเดียเพิ่มเติมหลายอย่าง โยกับคุณชัชขอตัวไปเตรียมงานสำหรับพรีเซนต์วันพรุ่งนี้นะคะ...ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”
ooooooo
ชัชรัณชอบใจมากที่ดึงตัวโยทกาจากภุชงค์ได้ แถมอารมณ์ดีพอให้เธอลากไปที่รถ และยอมให้เธอต่อว่างอนๆด้วยว่ามาขัดจังหวะให้เสียเรื่อง
“คุณไปพูดแบบนั้นเดี๋ยวเขาล้มโปรเจกต์ขึ้นมาฉันก็แพ้พนันคุณสิ”
อาการกระเง้ากระงอดของเธอทำให้เขาเอ็นดู แต่ก็คาใจเรื่องที่เธอพูดในห้องสวีต
“ที่บอกว่าเป็นความผิดของเธอมันหมายความว่ายังไง”
“จริงๆนิ้วฉันไม่ได้ซ้น...ฉันแค่อยากพิสูจน์ว่าฉันตาไม่ฝาด”
รอยยิ้มรู้ทันของเธอทำให้ชัชรัณหน้าแดง แต่ยังเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง ก่อนจะลากเธอไปพักโรงแรมอื่น
เซมกับเจนจันทร์ที่รู้ความเคลื่อนไหวของโยทกาทุกอย่างถึงกับยิ้มไม่หุบ กรีดร้องจิกหมอนกันให้วุ่น เมื่อโยทกาส่งข้อความมาเม้าท์เรื่องชัชรัณว่ามีอาการคล้ายหึงหวงและมีใจ
โยทกาไม่ใช่คนเดียวที่ฝันหวาน ชัชรัณก็อาการเหมือนคนมีความรักไม่ต่างกัน ต้องหาเรื่องคุยงานกับเธอตลอด
“แต่มันดึกแล้วนะคะ”
“ในการทำงานกับผม ถ้าผมถามผมต้องได้คำตอบ”
“ฉันยังคิดไม่จบ คุณรอพรุ่งนี้เช้าได้ไหมคะเจ้านาย”
“ถ้าถึงเช้าพรุ่งนี้แล้วผมต้องการแก้ มันจะแก้ทันไหม”
ท่าทางเหมือนเด็กเอาแต่ใจของเขาไม่ได้ทำให้โยทการังเกียจ ชอบและเอ็นดูด้วยซ้ำ “งานไอเดีย...มันต้องใช้ความคิด สมองฉันไม่ใช่ก๊อกน้ำนะคะ เปิดปุ๊บจะได้ไหลปั๊บ ถ้าห่วงมากขนาดนั้นจะช่วยฉันทำเลยไหมล่ะคะ”
“ก็ดี...ฉันจะได้ควบคุมในทุกขั้นตอน เพื่อความมั่นใจว่ามันจะไม่ผิดพลาด!”
โยทกากับชัชรัณช่วยกันทำงานแข็งขัน ไม่รู้เลยว่าเวลาเดียวกันที่บ้านคุณหญิงละออง แม่บุญธรรมของ
กฤตนัยกับกิ่งกาญจน์ที่เชียงใหม่ เต็มไปด้วยบรรยากาศเคร่งเครียดเมื่อกฤตนัยถูกเรียกตัวมากดดันเรื่องงานแต่งของกิ่งกาญจน์กับชัชรัณ และการเลือกตั้งกรรมการผู้จัดการคนใหม่ของบริษัทวริศ
กฤตนัยอึดอัดใจมากเมื่อแม่บุญธรรมอยากให้เขาชิงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการจากชัชรัณ
“บริษัทวริศนี้มันเกิดขึ้นได้เพราะคุณชาญวิทย์ก็มีส่วน สามีฉันทุ่มเทกับบริษัทนี้ไม่น้อยกว่าเถกิง แต่พอเขาตายมันกลับได้บริหารและควบคุมทุกอย่าง”
“เป็นเพราะคุณลุงมีความสามารถในการบริหารนะครับคุณแม่”
“แต่มันไม่ยุติธรรมที่พวกมันได้มีอำนาจมีสิทธิ์ สิ่งที่สามีฉันสร้าง พวกมันฉกฉวยไป เกียรติ บารมีกลายเป็นของพวกมัน แต่ฉันได้แค่เงินปันผลจากจำนวนหุ้นน้อยนิด แกต้องทวงคืนให้ฉัน”
“คุณแม่ต้องการให้ผม...”
“เอาอำนาจที่ฉันควรมีกลับมา!”
คุณหญิงละอองไม่ใช่คนเดียวที่ร้อนรน เถกิงก็เป็นกังวลไม่แพ้กัน กลัวชัชรัณจะไม่ยอมรับตำแหน่งนี้ จนต้องบากหน้าไปขอร้องผ่องให้ช่วยพูดกับลูกชายคนเดียว ผ่องรู้ดีว่าหากชัชรัณไม่รับตำแหน่ง อำนาจที่เคยมีในมือเถกิงก็จะหายไป เลยอดไม่ได้จะค่อนแคะแดกดันตามประสาแม่ยายที่เกลียดลูกเขย
“ถ้าเป็นแบบนั้น แกคงลำบาก ไร้บารมี ไร้ความเกรงใจ กลับไปเป็นไอ้คนสวนตามกำพืดเดิม”
“มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ...ก็แค่ความเกรงใจน้อยลง สงบปากสงบคำมากขึ้น...อันที่จริงกลับไปจนผมไม่กลัวหรอกครับ ถ้ามีมือมีสมอง ผมสร้างใหม่ได้เสมอ แต่คุณท่านจะทน...ตกยากได้เหรอครับ”
ผ่องถึงกับหน้าตึง และเถกิงก็รู้ดีว่ากระแทกถูกจุด “เรื่องนี้เป็นผลประโยชน์ของชัชกับบ้านวริศรักษ์ คุณท่านจะยอมให้ชัชเสียโอกาสหรือจะรักษามันไว้ชั่วลูกชั่วหลานก็อยู่ที่การตัดสินใจของคุณท่านครับ”
ประโยคยอกย้อนของเถกิงทำให้ผ่องหัวเสียมาก แต่เพียงแวบเดียวก็สบโอกาสเอาคืนด้วยการระบายกับกรรณิการ์ที่โผล่มาได้ยินทุกอย่างโดยบังเอิญ
“ฉันไม่เคยรู้ว่าตึกใหญ่จะมีเหลือบ ริ้น ไรแฝงตามขอบบันได...แกควรจะทำให้แผ่นดินบ้านนี้สูงขึ้น ด้วยการสอนให้เหลือบที่นี่รู้จักสะกดคำว่ามารยาท!”
แขวะจบก็ผละไป ทิ้งเถกิงให้ปลอบใจกรรณิการ์ตามลำพัง
“ผมขอโทษที่ให้คุณมาอยู่ที่นี่ ทำให้ต้องเจอเรื่องลำบากใจ”
“อย่าคิดมากเรื่องกรรณเลยค่ะ เอาเวลาไปคิดเรื่องบริษัทดีกว่า”
“ก็หวังว่าเจ้าชัชจะไม่ประชดผมด้วยการทิ้งทุกอย่างที่ผมสร้างมา”
ooooooo
ชัชรัณไม่รับรู้เรื่องตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ มัววุ่นวายกับแผนงานของโยทกาที่เขาเร่งให้เสร็จภายในคืนเดียว โยทกาอ่อนใจมาก แต่ก็ปลื้มใจที่เขาเอาใจใส่และเอาตัวมาใกล้ชิดเธอ
“เธอรู้ว่าที่นี่เป็นบริษัทของฉันถึงได้เข้ามาสมัครงานใช่ไหม”
จู่ๆชัชรัณก็ยิงคำถามที่ทำให้พูดไม่ออก และเขาก็ไม่รอช้าจะยิงซ้ำ
“ถ้าคิดว่าการเอาชนะฉันจะทำให้แม่เธอได้รับการยอมรับ...เธอคิดผิด”
“ฉันไม่ได้อยากให้คุณยอมรับ แต่ฉันอยากให้คุณเห็น...ว่าไม่ใช่ทุกคนที่เห็นบ้านคุณเป็นแบงก์ชาติ เงินที่บ้านคุณมีไม่ได้ทำให้คุณสูงกว่าฉัน เรามีศักดิ์ศรีเป็นคนเท่าๆกับคุณ”
“พิสูจน์คุณค่า ลบคำสบประมาท ฟังดูสวยหรูดี แต่เธออาจจะไม่อยากได้เงิน...”
พูดจบก็ยื่นหน้าไปใกล้ สัมผัสกลิ่นหอมและลมหายใจของอีกฝ่าย โยทกาถึงกับใจสั่น ก่อนจะเบือนหน้าหนี เตรียมใจว่าคงไม่รอด แต่พลันชัชรัณก็ผละหน้าออกพร้อมกับทิ้งท้าย
“อาจจะเป็นอย่างอื่นที่เหนือกว่านั้น”
ชัชรัณกลับห้องไปแล้ว แต่ไม่วายกำชับให้เธอส่งงานตอนเช้า โยทกาหมั่นไส้คนฟอร์มจัดมาก แต่ก็ชอบใจด้วย ถึงกับนอนฝันดีทีเดียวที่เขายอมลดท่าทีเคร่งขรึมและพูดทีเล่นทีจริงกับเธอบ้าง
บรรยากาศระหว่างชัชรัณกับโยทกาเป็นไปด้วยดี ต่างจากที่บ้านวริศรักษ์ในกรุงเทพฯ ร้อนระอุเพราะไฟริษยาในใจเพ็ญศรี เมื่อผ่องประกาศไม่ให้เธอวุ่นวายกับกิจการครอบครัว ปล่อยให้ชัชรัณและกิ่งกาญจน์ว่าที่สะใภ้ทำงาน
เพ็ญศรีเจ็บแค้นมาก และเมื่อหาใครลงไม่ได้ก็หันไปเล่นงานกรรณิการ์ โดยมีหลิวเป็นผู้ช่วยเหมือนเคย กรรณิการ์มัวจัดการเรื่องสวนกุหลาบของสินี สอนและสาธิตให้สินดูเป็นตัวอย่าง โดยไม่สำเหนียกเลยว่าหายนะจะถึงตัว
มาลัยเฝ้ามองเหตุการณ์ในบ้านด้วยความปลง แม้จะเห็นใจกรรณิการ์แค่ไหน แต่เธอก็ทรยศผ่องด้วยการให้ความช่วยเหลือกรรณิการ์ไม่ได้
“อิฉันโตมาในบ้านนี้เพราะข้าวแดงแกงร้อนที่คุณท่านเมตตา ถ้าเปรียบเป็นสัตว์เลี้ยงท่านก็ขุนอิฉันเป็นอย่างดี จนอิฉันยินดีที่จะเชื่องกับท่านด้วยความภักดี อิฉันไม่มีเงินทองจะตอบแทน จึงทำได้แค่ซื่อสัตย์”
กรรณิการ์ที่มาขอให้มาลัยช่วยเรื่องคนในบ้านหน้าเสีย เข้าใจอีกฝ่ายดี แต่ก็อดสมเพชตัวเองไม่ได้
“ดิฉันชอบประโยคที่ว่าพึงรักษาความดีของตนเอง ดุจเกลือรักษาความเค็ม สำหรับอิฉันความซื่อสัตย์ก็เช่นกัน ดิฉันอยากเป็นเกลือค่ะ ไม่อยากเป็นหนอน ในตัวคุณมีความดีอยู่มาก...ขอให้อดทนต่อการรักษาความดีด้วยความจริงใจ สักวันคุณจะสำเร็จในสิ่งที่คุณหวังนะคะ...”
ooooooo
แผนงานเปิดโรงแรมแห่งใหม่ในเครือบลูมูนที่ภุชงค์นำเสนอทำให้ชงโคปรี๊ดแตก ภูมิพยายามช่วยพูดให้ลูกชายคนเดียว แต่ก็ถูกตอกแบบไม่ไว้หน้า เพราะชงโคไม่มีความเคารพในสามีใหม่ซึ่งอดีตเป็นเลขาอยู่แล้ว แถมยังไม่เชื่อมือลูกชายคนเล็กที่เหลวมาตลอด เลยอาละวาดจนใครก็เข้าหน้าไม่ติด
ภุชงค์กลับมาทันได้ยินเสียงเอะอะของแม่ เหนื่อยใจมากแต่ก็ชี้แจงอย่างใจเย็น จนในที่สุดชงโคก็ยอมรับในแผนงาน ภูมิได้ฟังก็ภูมิใจในตัวลูกชายมาก และไม่รอช้าจะเอ่ยชม
“ผมขอโทษนะพ่อ...ทำให้พ่อต้องโดนลาวากระเด็นใส่ไปด้วย”
“แม่แกไม่ใช่ภูเขาไฟนะ แค่เป็น...น้ำพุที่เดือดง่ายเท่านั้นเอง”
“ชอบโดนน้ำพุร้อนพุ่งใส่ว่างั้นเถอะพ่อ”
“มันก็อุ่นดีนะ หนาวๆมันเปลี่ยวจริงไหม”
“คนเราตัดสินคนจากภายนอกไม่ได้จริงๆ...หน้ายิ้มๆมึนๆของพ่อชอบความแสบร้อนแหะ”
ภูมิยิ้มรับ เมื่อนึกถึงชงโค “มุมน่ารัก...แม่แกก็มี”
ภุชงค์ฝ่าวิกฤติของแม่ ทำให้แผนงานผ่านด้วยดี โยทกาที่ได้รับแจ้งเตือนว่าแผนงานอาจไม่ผ่านก่อนหน้าโล่งใจมาก ชัชรัณเห็นเธอเครียดก็เป็นห่วง จนไม่มีเวลาจะสนใจเรื่องที่นัดหมายกับกิ่งกาญจน์เมื่อวันก่อน
“วันนี้เราจะไปทำบุญกับหลวงพ่อด้วยกัน ชัชรับปากกิ่งไว้”
“ผมขอโทษ...คือผมมีธุระคงไปไม่ได้แล้ว ไว้วันหลังเราค่อยนัดกันใหม่นะ”
“แต่วันนี้มันพิเศษนะคะ”
“พิเศษยังไง ทำไมต้องเป็นวันนี้ด้วยล่ะ”
“ชัชไม่รู้จริงๆเหรอว่าทำไม...”
ooooooo










