สมาชิก

อีสา-รวีช่วงโชติ

ตอนที่ 7

หม่อมพริ้มไปพบพี่สาวเพื่อหารือเรื่องที่ท่านชายสืบสายมาทาบทามสู่ขอหญิงโสภาให้ลูกชาย คุณพริ้งฟังน้องสาวแล้วก็อดเปรยขึ้นมาไม่ได้ว่า

“ก็น่าเห็นใจแม่โสภา หมั้นปุ๊บแต่งปั๊บ แถมยังต้องติดตามสามีไปถึงฝรั่งเศส คนไม่เคยไปไหนไกลบ้านมันก็น่าใจหาย”

“อิฉันก็ใช่ว่าจะอยากเสือกไสลูกให้ไปพ้นอก แต่คุณชายสืบสวัสดิ์เป็นคนดีจริงๆ หญิงโสภาก็โตเป็นสาวแล้ว ไม่มีบารมีท่านชายคอยคุ้มครอง คนมันก็ฉวยโอกาสมาเกาะแกะ”

“งั้นรีบตบแต่งออกไปเสียก็ดีแล้ว ผู้ชายดีๆอย่างคุณชายสืบสวัสดิ์หาได้ที่ไหน อายุไม่เท่าไหร่ก็ได้เป็นถึงเลขาท่านทูต อนาคตแม่โสภาอย่างไรเสียก็ไม่พ้นได้เป็นคุณหญิง”

“แต่อิฉันก็อดใจหายไม่ได้”

“ก็ตามประสาแม่ห่วงลูกสาวน่ะแม่พริ้ม”

“ตอนโศภีกับศุภลักษณ์ออกเรือน อิฉันก็ไม่เคยเป็นแบบนี้นะคะคุณพี่ นี่ใจคอมันวับๆหวำๆยังไงพิกล เหมือนกับคนจะเสียลูกไปอย่างไรไม่ทราบค่ะ” หม่อมพริ้มพูดจากใจ รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก...

คืนนั้นเอง คุณหญิงโสภาหยิบรูปถ่ายของตนกับหม่อมพริ้มมากราบกราน รำพึงรำพันอย่างรู้สึกผิด

“หม่อมแม่ขา ชาตินี้ลูกน้อยวาสนาไม่ได้อยู่ทดแทนคุณหม่อมแม่ เกิดชาติหน้าฉันใดขอให้ลูกได้เกิดมาเป็นลูกหม่อมแม่ ได้ทดแทนคุณหม่อมแม่ด้วยเถิดเจ้าประคุณ”

หลังจากนั้น เธอหยิบกรรไกรตัดผ้าเล่มใหญ่ในกล่องอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยออกมา แล้วมองเส้นเลือดใหญ่ที่ข้อมือของตน รวบรวมความกล้ายกกรรไกรขึ้นสุดแขน หลับตาปี๋ มือสั่นระริก

ขณะเดียวกันนั้น สานอนพลิกไปพลิกมาในมุ้ง คิดถึงคำพูดของคุณหญิงโสภาที่ว่าจะไม่มีชายคนไหนอีกตลอดชีวิตของเธอ...สาสะดุ้งพรวดเหมือนนึกอะไรได้ รีบวิ่งจากเรือนบ่าวขึ้นไปบนตำหนัก ส่งสัญญาณให้หวนที่เลี้ยงคุณชายรวีเปิดประตู

หวนทั้งงงทั้งง่วงแต่ก็เปิดประตู สาวิ่งพรวดเข้ามาพร้อมกำชับหวนอย่าเอ็ดไป จากนั้นวิ่งไปที่ห้องหญิงโสภา และเห็นว่าประตูไม่ได้ใส่กลอนจึงเปิดเข้าไป
สาตกใจมากเมื่อเห็นร่างคุณหญิงที่พื้น ข้างตัวมีกรรไกรตกอยู่ และที่ข้อมือมีเลือดสีแดงสด

“คุณหญิง นี่มันอะไร”

“สา...หญิงอยากตาย แต่หญิงทำไม่ได้ หญิงไม่กล้า หญิงกลัว”

คุณหญิงโสภาร้องไห้กระซิก สาเข้าใจดึงเธอมากอด ปลอบแล้วทำแผลให้ ทำไปดุไปอย่างไม่เห็นด้วยกับการกระทำครั้งนี้

“คุณหญิงจะตายไปทำไมคะ ถ้าคิดจะตาย หนีไปกับคุณสมศักดิ์เสียไม่ดีกว่าหรือ”

“หญิงทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกจ้ะ หม่อมแม่คงเสียใจมาก”

“แล้วตายไปนี่หม่อมท่านไม่เสียใจหรือคะ คิดอะไรโง่ๆ คุณหญิงตายไป หม่อมท่านก็เสียใจ คุณสมศักดิ์ก็เสียใจ ไม่มีใครได้อะไร แต่ถ้าคุณหญิงหนีไปกับคุณสมศักดิ์ อย่างน้อยก็ยังมีคนสองคนที่มีความสุข พระท่านว่าฆ่าตัวตายน่ะบาปหนักนะคะคุณหญิง ถ้าคุณหญิงรักคุณสมศักดิ์ก็หนีไปซะดีกว่า”

“หญิง...ไม่รู้สิสา”

“คุณหญิงรักคุณสมศักดิ์ไหมล่ะคะ” สาส่งสายตาคาดคั้น หญิงโสภาค่อยๆพยักหน้า “รักเขาก็ไปกับเขาเถอะค่ะ ยังไงก็ดีกว่าฆ่าตัวตาย”

คุณหญิงโสภามองหน้าสาเหมือนเด็กหลงทางหาที่พึ่ง “แล้วสาจะไปกับหญิงใช่ไหม...นะสา ไปกับหญิงนะ”

สานิ่งอึ้งไม่ตอบ เพราะยังไม่ได้คิดอ่านตัดสินใจไว้ล่วงหน้า

ooooooo

เช้าขึ้น หม่อมพริ้มให้เจิมกับจวนไปตามหญิงโสภามาพบ พอเห็นข้อมือลูกสาวมีผ้าพันแผล คนเป็นแม่ถึงกับผวาลุกขึ้นอย่างตกใจ

“นั่นหญิงไปโดนอะไรมา”

“โดนกรรไกรค่ะ หญิงทำการฝีมือแล้วพลาด”

“ไหนดูซิ...ดีที่แผลไม่ลึก อีกสองเดือนจะมีงานใหญ่ หญิงต้องระวังตัวมากๆด้วย”

“จริงเจ้าค่ะ คนจะบวชจะแต่ง โบราณเขาว่ามันแรง... ต้องระวังตัวไว้”

“หม่อมแม่ให้ป้าเจิมไปตามหญิง มีอะไรหรือคะ”

“อาทิตย์นี้ท่านชายสืบสายจะมาตกลงเรื่อง

งานแต่งงานของหญิง ท่านป้าของหญิงก็จะออกจากวังมาเป็นผู้ใหญ่ทางเราด้วย แม่จะให้หญิงทำของว่างเลี้ยงท่านผู้ใหญ่ แต่ก็มามือเจ็บเสียนี่”

“นั่นสิเจ้าคะ อิฉันว่าจะชวนคุณหญิงทำข้าวแช่ เห็นหม่อมโปรด”

“ไม่ต้องมาสู่รู้ประจบข้าเลยนังจวน” แล้วหันไปพูดกับลูกสาวอย่างปรานี “มือเจ็บก็อย่าเลยลูก เอาไว้หายแล้วค่อยทำก็ได้”

หญิงโสภามองหม่อมพริ้มอย่างรักและอาลัย น้ำตาแทบหยดเมื่อได้คิดว่าตนเองจะไปจากที่นี่แล้ว

“หญิงทำไหวค่ะหม่อมแม่ หม่อมแม่ชอบข้าวแช่ หญิงก็อยากทำให้หม่อมแม่รับประทาน หม่อมแม่ว่าแขกจะมากันเมื่อไหร่นะคะ”

“วันอาทิตย์นี้จ้ะหญิง ซักบ่ายสองโมง”

หม่อมพริ้มตอบยิ้มแย้ม ไม่ได้สงสัยอะไร หญิงโสภาหน้าเรียบนิ่งแต่มือเย็นเฉียบ...

ตกเย็น สาแอบไปพบสมศักดิ์ที่บ้านเช่า บอกเล่าเรื่องคุณหญิงโสภาตัดสินใจทำตามแผนของเขา สมศักดิ์จึงนัดแนะให้สาพาคุณหญิงหนีออกมาก่อนถึงเวลาต้อนรับแขกสำคัญ

“ฉันเหรอ...แล้วคุณล่ะ”

“ผมจะไปรอคุณที่ที่เรานัดกัน ไม่ต้องกลัวนะ

คุณสา ผมวางแผนเอาไว้รอบคอบแล้ว ขอแค่คุณกับคุณหญิงหนีออกมาให้ได้เราก็จะไปมีชีวิตใหม่ด้วยกัน”

สาสีหน้าหนักใจ เดินกลับมานั่งคิดหนักอยู่ใต้ต้นไม้ สักพักเห็นหวนพาคุณชายรวีลงมาเดินเล่นที่สนามหน้าตำหนัก สามองเพลิน เห็นคุณชายยิ้มแย้มสดใสส่วนคุณชายรวีพอเหลือบไปเห็นสาก็ร้องเรียกด้วยความดีใจ

“สา...สามาเล่นกับชายนะคะ”

“สามีน้อง สาวิ่งไม่ได้ค่ะ คุณชายเล่นกับหวนเถอะค่ะ”

“ไม่เอา ชายจะเล่นกับสา” ชายรวีผละจากหวนวิ่งมาหาสา โอบกอดฉอเลาะ “ทำไมสาไม่มาร้องเพลงกล่อมชายนอนอีก”

สามองหน้าชายรวีที่ยิ้มประจบ อารมณ์และความรู้สึกของแม่ที่ห่างหายไปก็เอ่อท้นขึ้นมาจนน้ำตาคลอ

“หวนก็อยู่นี่คะ”

“หวนร้องไม่เพราะ ไม่เหมือนสา ชายชอบฟังสาร้องเพลง สาร้องเพลงเพราะ”

สามองคุณชายรวีอย่างอาลัยรัก แล้วพาไปที่ศาลากลางสวน...บรรยากาศยามเย็น ท้องฟ้าสีหมากสุกสวยงาม ลมพัดใบไม้พลิ้วไหว เสียงสาร้องเพลงนกขมิ้นกล่อมชายรวีดังแว่ว ไม่นานคุณชายก็ผล็อยหลับอย่างมีความสุขในอ้อมแขนของสา

“คุณชายของสา...ถ้าสาไม่อยู่จะคิดถึงสาไหม” สารำพึงพร้อมกับเอามือลูบผมชายรวี และก้มลงจูบหน้าผากแผ่วเบา สีหน้าอาลัยอย่างที่สุด บอกลาตาแดงๆ “ถึงอยู่...สาก็ไม่ได้เลี้ยงคุณชายอยู่ดี อยู่ดีมีสุขนะคะคนดีของสา”

ooooooo

สายวันอาทิตย์ หม่อมพริ้มแต่งตัวสวยเป็นพิเศษเดินออกมาหน้าวัง ตั้งท่าจะให้พุดไปตามชิดก็พอดีเห็นชิดจอดรถหน้าตึกเหมือนรอใครอยู่

“อ้าวเจ้าชิด เจอพอดี ว่าจะให้พุดมันไปเรียกอยู่เชียว”

“หม่อมมีอะไรจะใช้ผมหรือขอรับ”

“เดี๋ยวซักเที่ยงเอ็งเอารถไปรับคุณพริ้งคุณพี่ข้าออกมาจากวังที เธอจะมาที่นี่”

“ผมไปส่งคุณหญิงโสภาแล้วจะรีบไปรับคุณท่านทันทีเลยขอรับ”

หม่อมพริ้มแปลกใจ ถามชิดว่าหญิงโสภาจะไปไหน

“สาบอกผมให้มาเตรียมรถ มันว่าคุณหญิงโสภาจะออกไปซื้อของที่บางลำพูขอรับ”

“ซื้อของ? ซื้ออะไร” หม่อมพริ้มนิ่วหน้าสงสัยแล้วเดินกลับเข้าข้างใน พบหญิงโสภาแต่งตัวสวยลงมาจากห้องพอดี

เมื่อถูกหม่อมพริ้มซักถาม หญิงโสภาโกหกโดยไม่กล้าสบตาท่าน

“พอดีเทียนอบหมดค่ะหม่อมแม่ หญิงจะออกไปซื้อ”

“ตายจริง แล้วทำไมเพิ่งมารู้เอาตอนนี้ นังจวนมันเป็นแม่ครัวประสาอะไรของมัน ข้าวของหมดก็ไม่รู้เรื่อง แขกจะมากันบ่ายนี้แล้ว จะทำทันหรือหญิง”

“หญิงกรองน้ำลอยดอกมะลิไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ อบควันเทียนครู่เดียวก็พอ”

“จ้ะ งั้นหญิงรีบไปรีบมาเลยลูก แม่อยากให้หญิงปล่อยฝีมือให้เต็มที่ เขาจะได้รู้ว่าลูกสาวแม่มีค่าขนาดไหน”

“ค่ะ งั้นหญิงลานะคะหม่อมแม่” หญิงโสภาพนมมือไหว้หม่อมพริ้มแล้วรีบเดินจากมา แต่ยังไม่ทันพ้นประตูได้ยินเสียงท่านเรียก

“เดี๋ยวก่อนหญิง จะไปซื้อของน่ะไม่เอาสตางค์ไปหรือ”

หญิงโสภายืนอึ้ง รู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว แต่ก็ไม่กล้าหันมาตอบเพราะกลัวจะโกหกต่อไปไม่ได้ หม่อมพริ้มหยิบกระเป๋าสตางค์นำเงินมาส่งให้ลูกสาว

“เอาไปสามสิบบาทก็แล้วกัน เทียนอบน่ะไม่กี่สตางค์หรอก ที่เหลือเผื่อหญิงอยากจะซื้ออะไร”

หญิงโสภารับเงินมา พยายามกลั้นน้ำตาไว้อย่างสุดความสามารถ แล้วย้อนกลับขึ้นไปบนห้อง พบสาแต่งตัวทะมัดทะแมงกำลังจัดเสื้อผ้าข้าวของใส่กระเป๋าให้ตนอยู่

“สา! สาขึ้นมาได้ยังไง”

“สาแอบขึ้นมาทางข้างหลังค่ะ มาเก็บเสื้อผ้าให้คุณหญิง เป็นยังไงบ้างคะ หม่อมท่านสงสัยอะไรหรือเปล่า”

คุณหญิงทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงเหมือนคนหมดแรง ส่ายหน้าพูดเศร้าๆ

“ไม่...หม่อมแม่ยังให้เงินมาตั้งสามสิบบาท”

พูดได้เพียงเท่านี้ หญิงโสภาก็น้ำตาไหลพรูรู้สึกผิด สารีบปลอบไม่ให้คิดมาก แต่เธอยังกล่าวโทษตัวเองเสียงสั่นเครือ

“หญิงเลวเหลือเกิน”

“คุณหญิงไม่มีทางเลือกนี่คะ หม่อมท่านไม่มีทางเห็นคุณสมศักดิ์ดีไปกว่าคุณชายคนนั้นแน่ๆ ไปค่ะ สาเก็บเสื้อผ้าให้แล้ว เอาไปนิดหน่อยก็พอ เดี๋ยวคนมันจะสงสัย แต่เงินทองน่ะต้องใช้ คุณหญิงมีเท่าไหร่คะ”

“หญิงมีอยู่สองร้อยเท่านั้นล่ะจ้ะ”

“งั้นเครื่องแต่งตัวทองหยองต้องเอาไปให้หมด เอาไปเผื่อๆน่ะค่ะ จำเป็นจริงๆเรายังพอจะเอาไปไขว้เขวได้”

หญิงโสภาเปิดกำปั่นส่งให้สาอย่างซังกะตาย สาเทเครื่องเพชรทั้งหมดลงไปในถุงผ้าก่อนเอาถุงใส่กระเป๋าเสื่อจันทบูรใบใหญ่อีกที แล้วทิ้งกำปั่นเปล่าไว้บนเตียง

เมื่อพากันลงมาหน้าตึกซึ่งชิดยืนรออยู่ที่รถ หญิงโสภาบอกชิดว่าตนจะให้สาไปช่วยถือของ แต่สาไม่ทันขึ้นรถ ชายรวีวิ่งออกมาเรียก มีหวนตามหลังมาติดๆ

ชายรวีงอแงจะตามสาไปด้วย หวนรวบตัวขืนไว้ ขณะที่สาก็พยายามแกะมือชายรวีแต่ไม่สำเร็จ

“ไม่ได้ค่ะคุณชาย อย่าไปเลยนะคะ คุณชายอยู่บ้านนะคะ เดี๋ยวสาจะซื้อขนมมาฝาก”

“ชายรวีมาหาแม่นี่ลูก อย่าดื้อ” เสียงหม่อมพริ้มดังมา ชายรวียอมปล่อยมือจากสาแล้ววิ่งกลับไปหา “เขาไปซื้อของ อย่าไปกวนเขาเลยลูก ไปกับแม่ดีกว่า แม่จะเล่านิทานให้ฟัง เอาไหม”

หม่อมพริ้มพาชายรวีเข้าตำหนักไปแต่โดยดี สามองตามน้อยใจ ก้าวขึ้นรถนั่งนิ่ง คิดว่าตัวเองตัดสินใจไม่ผิดที่ไปจากที่นี่ เพราะถึงอยู่ก็ไม่มีความสำคัญกับใครๆทั้งนั้น

ooooooo

ที่โรงครัว จวนนอนหลับกรนคร่อกๆอยู่บนแคร่ จู่ๆเจิมเดินตัวปลิวเข้ามาถีบโครมจนจวนตกจากแคร่ ร้องโอดโอย ทั้งเจ็บทั้งโมโห

“พี่เจิม! จะบ้าหรือไงเนี่ย อยู่ดีๆมาถีบฉันทำไม”

“ถีบแก้โรคสันหลังยาวของเอ็งน่ะสิ ขี้เกียจนัก รู้ทั้งรู้ว่าหม่อมท่านจะมีแขกสำคัญมา ทำไมเอ็งไม่ดูไม่แล เอ็งปล่อยให้เทียนอบหมด คุณหญิงเธอจะทำข้าวแช่ได้ยังไง”

“พี่เจิมเอาอะไรมาพูด คุณหญิงเธอทำเครื่องข้าวแช่เสร็จสรรพหมดทุกอย่างแล้ว น้ำลอยดอกมะลิอบเทียนหอมก็อยู่ในคนโทมอญโน่นตั้งแต่เมื่อคืน ฉันนี่แหละเป็นคนกรอกกับมือ จะบอกให้”

“อ้าว แล้วคุณหญิงไปไหน”

“ฉันจะไปรู้รึ นอนหลับอยู่ดีๆ ก็มาถีบกันซะงั้น”

จวนงอน เดินสะบัดก้นออกไป ทิ้งเจิมยืนงง เกาหัวแกร็กๆ

ขณะนั้น ชิดขับรถใกล้ถึงตลาดบางลำพูแล้ว หญิงโสภามีท่าทีกระสับกระส่ายจนชิดสงสัย ถามอย่างห่วงใยว่าเป็นอะไร

“อากาศคงร้อนน่ะ แกก็ขับไปเถอะ” สาชิงตอบเสียเอง แล้วอีกครู่ก็บอกให้ชิดจอดข้างตลาด

“เอ...ร้านขายเทียนอบมันอยู่เลยไปอีกไม่ใช่รึ”

“จอดเถอะน่ะ คุณหญิงเธอจะซื้อหลายอย่าง แล้วรออยู่ที่รถนี่นะ เดี๋ยวซื้อของเสร็จแล้วจะเดินกลับมาเอง...ไปค่ะคุณหญิง”

สาลงมาเปิดประตูรถดึงหญิงโสภาลงมาแล้วพาเดินไป โดยไม่สนใจชิดที่ทำหน้างงงวย มองตามทั้งคู่จนลับตา

มุมหนึ่งในตลาด สมศักดิ์ใส่หมวกหรุบลงมาปิดหน้ายืนรอสองสาว พอเห็นสากึ่งจูงกึ่งประคองหญิงโสภาเดินเข้าตลาดมา ชายหนุ่มรีบเดินเข้าไปหาแล้วสะกิดแขนสาบอกให้ตามมา

ทั้งสามคนเดินตามกันไปแต่ทำเหมือนไม่รู้จักกัน จนกระทั่งไปหยุดข้างรถเก๋งคันเก่า สมศักดิ์เหลียวดูรอบตัวเห็นว่าไม่มีคนมองมาก็คว้ามือสองข้างของหญิงโสภามากุมพลางพูดจาเว้าวอนอ้อนรัก

“คุณหญิง...ยอดรักของผม ดีใจเหลือเกิน”

สมศักดิ์ยกมือสองข้างขึ้นจูบ ทันใดนั้นมีเสียงกระแอมล้อเลียนดังจากในรถ หญิงโสภาสะดุ้งรีบดึงมือออก และเพิ่งเห็นว่ามีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงที่นั่งคนขับ

“ไม่ต้องตกใจครับ คุณหญิง คุณสา...ออกมาได้แล้วพี่วินิจ”

วินิจลงจากรถ ยิ้มกริ่มมองคุณหญิงหัวจดเท้า แล้วหันไปมองสา...สองสาวชักสีหน้าไม่พอใจ สมศักดิ์สังเกตเห็นรีบแนะนำสองฝ่ายให้รู้จักกัน โดยบอกว่าวินิจเป็นพี่และเพื่อนรักของตน

หญิงโสภามองสำรวจวินิจใส่เสื้อผ้ายับย่น ติดกระดุมไม่ครบเม็ด แถมมองเธอด้วยท่าทางไม่สุภาพ ทำให้เธอไม่ค่อยชอบใจ และด้วยความถือตัวจึงได้แต่ฝืนยิ้ม ยกมือไหว้พอเป็นพิธี วินิจรับไหว้พลางนิ่วหน้าอย่างไม่พอใจ สามองออกรีบพูดไกล่เกลี่ย

“เรารีบไปจากที่นี่ก่อนดีกว่าค่ะคุณสมศักดิ์ เดี๋ยวนายชิดมาเห็นเข้าจะเหลวเสียเปล่าๆ”

“ก็จริง...เชิญครับคุณหญิง” สมศักดิ์เปิดประตูรถด้านหลังให้หญิงโสภาเข้าไปนั่ง เธอดึงสาเข้าไปด้วย ทำท่าเหมือนไม่อยากให้นั่งกับวินิจ

สมศักดิ์ไม่พูดอะไร เลี่ยงให้สาเข้าไป ส่วนตัวเองมานั่งข้างหน้ากับวินิจ

“ใครจะนั่งตรงไหนก็รีบๆนั่งเข้า...รำคาญ” วินิจกระแทกเสียง สองสาวหันมองหน้ากัน ใจคอไม่ค่อยดี

ooooooo

ที่วังรวีวาร เจิมขึ้นมารายงานหม่อมพริ้มถึงความไม่ชอบมาพากลที่คุณหญิงโสภาออกไปซื้อเทียนอบ

“เอ็งว่าหญิงโสภาหลอกข้าหรือนังเจิม”

“บ่าวไปดูในครัว ข้าวแช่ก็เสร็จแล้ว เทียนอบก็ยังมีอยู่เต็มโหลจริงๆนะเจ้าคะ”

“เดี๋ยวหญิงโสภากลับมาได้รู้กัน แล้วนี่ก็หายไปไหน ทำไมป่านนี้ยังไม่กลับอีก”

หม่อมพริ้มมองนาฬิกาบอกเวลาบ่ายโมงแล้วมีท่าทีหงุดหงิด จังหวะนี้เองหวนหน้าตาตื่นเข้ามารายงาน

“พี่ชิดเอารถกลับเข้ามาแล้วค่ะหม่อม”

“ดี เอ็งไปตามคุณหญิงให้มาหาข้าเดี๋ยวนี้”

“คุณหญิงไม่ได้กลับมากับรถค่ะหม่อม”

“อะไรนะ”

“พี่ชิดขับรถกลับมาคนเดียวค่ะ ทั้งคุณหญิงโสภา ทั้งสา ไม่ได้กลับมาด้วยค่ะ”

หม่อมพริ้มสีหน้าไม่สู้ดี เร่งหวนไปตามชิดมาเดี๋ยวนี้...ครู่เดียวชิดก็เข้ามาหมอบอยู่กับพื้นด้วยท่าทีกลัวๆ

“คุณหญิงให้ผมส่งที่ริมถนนแล้วเดินหายไปในตลาดบางลำพูขอรับหม่อม ผมรออยู่นานสองนานไม่เห็นกลับมาก็เลยเดินไปตามหา แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอขอรับ”

“เอ็งดูทั่วแล้วแน่นะ ลูกข้าไปหกล้มเป็นลมเป็นแล้งอยู่ที่ไหนหรือเปล่า”

“ไม่มีทางขอรับ สาก็ไปกับคุณหญิงด้วย คุณหญิงมีกระเป๋าใบใหญ่ เธอให้มันถือกระเป๋าตามไป แล้วก็หายตัวไปทั้งสองคนเลยขอรับ”

“คุณพระ!” เจิมอุทาน เดาออกทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เพื่อความแน่ใจจึงเร่งหม่อมพริ้มให้ขึ้นไปดูที่ห้องคุณหญิงโสภาก่อน...
เมื่อพากันเข้ามาในห้องคุณหญิงโสภาและพบว่าเสื้อผ้าข้าวของหายไป รวมทั้งเครื่องเพชรในกำปั่นก็หมดเกลี้ยง หม่อมพริ้มถึงกับหน้าซีดใจเสีย

“เจิม...หญิงโสภาหนีออกจากบ้าน”

“บ่าวพอจะรู้เจ้าค่ะ ว่าคุณหญิงหนีไปกับใคร”

“หนีไปกับใคร นี่เอ็งหมายความว่า...”

“อีสาเจ้าค่ะหม่อม อีสามันเป็นตัวการ มันเป็นแม่สื่อแม่ชักให้คุณหญิงโสภากับนายสมศักดิ์แอบคบหากันเจ้าค่ะ”

“หา! นี่เอ็งหมายความว่าหญิงโสภาหนีตาม...” หม่อมพริ้มพูดได้เท่านั้นก็เป็นลมพับไปทันที

ooooooo

วินิจขับรถเข้ามาในย่านชุมชนแออัด ถนนเล็กแคบรถแทบผ่านไม่ได้ สภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยผู้คนหาเช้ากินค่ำ ทุกชีวิตล้วนแตกต่างจากวังรวีวารอย่างสิ้นเชิง คุณหญิงโสภากับสากุมมือกันแน่น มองออกไปนอกรถอย่างตื่นๆ

เมื่อรถจอดสนิทหน้าตรอกเล็กและแคบ วินิจกระตุ้นสองสาวที่ยังนั่งนิ่งให้ลงมาได้แล้ว คุณหญิงโสภามองรอบตัวพลางถามสมศักดิ์ว่าที่นี่ที่ไหน

“บ้านพักของเราอยู่ในซอยนี้ครับ รถเข้าไม่ได้ เราต้องเดินเข้าไป”

สมศักดิ์ลงมาเปิดประตูให้อย่างสุภาพ พาคุณหญิงโสภาเดินเข้าซอย โดยมีสาประกบอีกข้างให้เธออุ่นใจว่าไม่ต้องกลัวอะไร

วินิจกับสมศักดิ์เดินนำสองสาวเข้ามาในกลุ่มบ้านไม้เก่าๆที่สร้างเบียดเสียดจนหลังคาแทบจะเกยกัน ชาวบ้านมีสภาพยากจน สวมใส่เสื้อผ้าเก่ามอมแมม เมื่อสากับคุณหญิงโสภาเดินผ่านจึงเป็นเป้าสายตาของทุกคนให้หันมามอง พลางซุบซิบกัน คุณหญิงโสภาเดินก้มหน้างุด สาเองก็มองไปรอบๆตัวอย่างกังวล

ทั้งสี่คนเดินมาถึงบ้านไม้หลังเล็กชั้นเดียวแต่ยกพื้นสูง ข้างล่างเป็นที่เก็บของรุงรัง วินิจซึ่งหมั่นไส้สองสาวแต่แรกเห็น พูดจาแดกดันอยู่ในที

“ถึงแล้วขอรับ นิวาสถานอันต่ำต้อยของกระผมยินดีต้อนรับคุณหญิงโสภาพรรณวดีและผู้ติดตาม”

“เราสามคนจะอาศัยอยู่ที่บ้านพี่วินิจก่อนชั่วคราว เชิญครับคุณหญิง”

สมศักดิ์อธิบายแล้วเดินนำ คุณหญิงโสภาหน้าจ๋อย สากุมมือให้กำลังใจ แล้วพาเดินตามสมศักดิ์เข้าไปในตัวบ้าน

ภายในตัวบ้านเป็นห้องอเนกประสงค์ที่มีทุกอย่าง ทั้งตู้เก็บของ โต๊ะกินข้าว โซฟายาวเก่าๆสำหรับนั่งเล่นหนึ่งตัว หน้าต่างมองออกไปเห็นราวตากผ้าของข้างบ้านอยู่แค่เอื้อม ผนังอีกด้านมีประตูห้องสองห้องติดกัน สากับคุณหญิงโสภายืนเคว้งคว้างอยู่กลางบ้าน

“ฉันจัดห้องนั้นไว้ให้เป็นห้องหอ มีมุ้งหมอนที่นอนพร้อม จะส่งตัวกันเลยไหม”

วินิจพูดกับสมศักดิ์ยิ้มๆ คุณหญิงโสภาหน้าแดง นึกเกลียดวินิจขึ้นมาครามครัน

“คุณสาพาคุณหญิงไปพักผ่อนก่อนเถอะครับ จะได้จัดข้าวจัดของ ผมกับพี่วินิจจะเอารถไปคืนเจ้าของเขาก่อน”

“รีบไปรีบมานะคะคุณสมศักดิ์”

สมศักดิ์พยักหน้าและบีบมือหญิงโสภาเบาๆก่อนจะเดินตามวินิจออกไป ส่วนสากุลีกุจอหิ้วกระเป๋าของตัวเองและของคุณหญิงเข้าห้อง

ภายในห้องคับแคบ มีเตียง ตู้เสื้อผ้า และโต๊ะแต่งตัวทำจากไม้เก่าๆ คุณหญิงโสภาลงนั่งบนเตียง มองสำรวจรอบห้องก่อนมาหยุดที่ผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนสีซีดจาง เธอน้ำตาคลอจวนจะหยดด้วยความอนาถใจ สารับรู้ ลงนั่งคุกเข่าพยายามพูดปลอบใจ

“ที่นอนหมอนมุ้งนี่ถึงจะเก่าแต่ก็สะอาดสะอ้านดี คุณหญิงอาศัยนอนไปก่อนนะคะ เดี๋ยวเราค่อยไปซื้อไปหาของเราเอาใหม่”

“จ้ะ เรามาอาศัยเขาเท่านี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว ว่าแต่สาเถอะ มีที่นอนอยู่อันเดียวแล้วสาจะไปนอนที่ไหน”

“ไม่ต้องห่วงสาหรอกค่ะทูนหัว คนอย่างสามีหลังคาคุ้มหัวก็นอนได้แล้ว อีกอย่างนี่มันห้องหอของคุณหญิงนะคะ ขืนสามานอนด้วยคุณสมศักดิ์ได้โกรธสาตาย”

“สาน่ะ อย่าพูดอย่างนี้สิ”

ทันใดนั้นประตูห้องเปิดผางออก สากับคุณหญิงโสภาสะดุ้งโหยง...ดวงใจแต่งตัวสีสันดอกดวงจัดจ้านบอกนิสัย เดินอาดๆเข้ามาอย่างถือวิสาสะ

“ไหน ขอดูหน้าเมียพ่อสมศักดิ์หน่อยเถอะ” มองสองสาวจากหัวจดเท้าแล้วพูดโพล่งเสียงแปร๋น “แม่เจ้าโว้ย หน้าตาอย่างกับนางเอกด้วยกันทั้งคู่ ว่าแต่คนไหนกันล่ะ”

สาลุกพรวดขึ้น ท่าทางปกป้องคุณหญิงโสภาเต็มที่ ถามเสียงแข็งว่าหล่อนเป็นใคร เข้ามาในนี้ได้ยังไง

ดวงใจเท้าสะเอวหมับ กระแทกเสียงอย่างไม่พอใจ “ฉันชื่อดวงใจ เป็นเมียคุณวินิจ เป็นเจ้าของบ้านที่หล่อนอยู่นี่ล่ะย่ะ หล่อนล่ะยะเป็นใคร”

สาตกใจ รีบยกมือไหว้ขอโทษแล้วแนะนำ“นี่คุณหญิงโสภา เป็นคนรักของคุณสมศักดิ์จ้ะพี่”

หญิงโสภายกมือไหว้พอเป็นมารยาท ดวงใจพยักหน้ารับแบบคนไม่เรื่องมาก เดินเข้ามาจ้องหน้าหญิงโสภามองอย่างพินิจพิจารณา

“หน้าอ่อนเป็นหยวก ท่าทางยังเด็กอยู่เลยนี่ เป็นถึงหม่อมราชวงศ์เชียวรึ”

หญิงโสภาไม่ตอบ หน้านิ่ง คอแข็งอย่างถือตัวสาเกรงจะเกิดเรื่อง ทำทีนอบน้อมชวนดวงใจคุย

“จ้ะ ส่วนฉันชื่อสา เป็นพี่เลี้ยง”

“พี่เลี้ยง! โตเป็นสาวจนมีผัวได้แล้วยังต้องมีพี่เลี้ยงอีกรึ เวรกรรม...แล้วนี่ใจคอหล่อนจะไม่พูดกับฉันซักคำหรือยะแม่คุณ หรือว่าเป็นใบ้”

หญิงโสภาไม่พอใจแต่ยังนิ่งเงียบ สาต้องแก้ตัวแทนให้อีกว่าคุณหญิงขี้อายเลยพูดอะไรไม่ออก อย่าถือสากันเลย ดวงใจชอบท่าทางอ่อนหวานประจบประแจงของสาจึงไม่เอาเรื่อง แต่ก็อดเหน็บไม่ได้

“อายทำไมกะอีแค่มีผัว ของแบบนี้มันด้านได้อายอด จริงไหมแม่สา”

ดวงใจหัวเราะร่วน สาพลอยขำ รู้สึกว่าดวงใจแค่เป็นคนหยาบๆ ไม่รู้กาลเทศะเท่านั้น ไม่ได้ร้ายกาจอะไร แต่หญิงโสภาไม่ชอบที่ดวงใจพูดลามปาม ได้แต่นั่งนิ่งคอแข็งไม่ยอมพูดด้วย

ooooooo

ที่วังรวีวาร หม่อมพริ้มนั่งจมอยู่กับความทุกข์ใจ ร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้งไม่มีจะไหล ดวงตาแดงช้ำ ขมขื่นและเจ็บแค้นในการกระทำของลูกสาวสุดที่รักและอีสา ส่วนเจิมยังสะอึกสะอื้นไม่เลิกราอยู่เบื้องหน้า

“เป็นความผิดของบ่าวเองที่เลี้ยงมันมา นึกไม่ถึงว่าอีสามันจะเลวเสียยิ่งกว่าหมา หม่อมขุนเลี้ยงมันมามันยังแว้งกัดเอาได้ ถ้ารู้ว่ามันโตขึ้นมาเนรคุณอย่างนี้บ่าวเอาขี้เถ้ายัดปากมันไปแล้ว”

“ข้าคิดอยู่เสมอว่าอีสามันเกิดมาทำลายสกุลรวีวาร ข้ามัวแต่ไปห่วงชายรวี ไม่นึกเลย...ข้าจะไปหาคุณพี่แล้วจะไปแจ้งตำรวจ”

“ดีเจ้าค่ะ รีบไปตามตัวคุณหญิง...”

เจิมพูดไม่ทันขาดคำ หม่อมพริ้มที่รีบร้อนจะไปก็หันมาตวาดเสียงเกรี้ยวกราด

“อย่าเรียกมันว่าคุณหญิง ราชสกุลรวีวารไม่มีลูกหลานที่ใฝ่ต่ำอย่างนี้ เลือดชั่วๆก้อนเดียวข้าตัดได้ จากนี้ไป มันเป็นแค่นังโสภา ผู้หญิงหน้าด้านไร้ยางอายคนหนึ่งเท่านั้น”

หม่อมพริ้มเดินฉับๆออกไปจะขึ้นรถที่ชิดจอดรถ ชายรวีวิ่งเตาะแตะออกมาจากอีกด้าน หวนร้องห้ามตามมา แต่เด็กน้อยไม่ฟังวิ่งเข้ามาเกาะขาหม่อมพริ้มถามหาสาว่าอยู่ไหน ชายจะหาสา

เพียงได้ยินชื่ออีสา หม่อมพริ้มถึงกับบันดาลโทสะ ผลักไสและตวาดชายรวีเสียงเขียว

“ไปให้พ้น ไอ้ลูกขี้ข้า!”

ชายรวีล้มลงก้นกระแทก หน้าเสียจะร้องไห้ หวนกับเจิมวิ่งเข้ามา เป็นจังหวะที่หม่อมพริ้มได้สติทรุดตัวลงดึงเด็กชายเข้ามากอด

“โอ๋...คนดี แม่ขอโทษนะจ๊ะ แม่ไม่ได้ว่าชายนะลูก แม่โกรธ แม่เลยพลั้งปากไป”

“หม่อมแม่โกรธใครคะ”

“โกรธคนเลวลูก...คนบางคนมันเลวเสียจนไม่สมควรเป็นแม่ใคร” หม่อมพริ้มพูดพึมพำ สีหน้าเคียดแค้นระคนชิงชังอีสาอย่างที่สุด

ooooooo

เย็นนั้น ดวงใจทำอาหารส่งกลิ่นตลบไปทั่วบ้าน สาเดินมาเมียงมองครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปากประจบประแจง

“แหม...หอมจริง แกงอะไรจ๊ะพี่”

“ก็แกงป่านี่แหละ กับข้าวไม่เหมือนวังเจ้าวังนายหรอก นี่หิวหรือยัง ถ้าหิวก็กินก่อนเลยนะ ไม่ต้องรอพี่วินิจกับพ่อสมศักดิ์หรอก”

“ก็ดีเหมือนกันจ้ะ คุณหญิงไม่ได้รับอะไรตั้งแต่กลางวัน ป่านนี้คงหิวแล้ว”

สาหันไปหยิบจานมาตักข้าววางลงบนถาดสังกะสี แล้วหยิบถ้วยมาทำท่าจะตักแกงใส่

“เดี๋ยวแม่สา หล่อนต้องแต่งสำรับเข้าไปถวายแม่โสภาเขาถึงในห้องเชียวรึ”

“พี่ อย่าเรียกคุณหญิงอย่างนั้นสิ”

“ฉันจะเรียกใครจะทำไม” ดวงใจไม่พูดเปล่าเดินออกจากครัวไปเท้าสะเอวหน้าห้องนอนแล้วแผดเสียง “นี่แม่โสภา ได้ยินฉันไหม แม่โสภา”

หญิงโสภาไม่พอใจวาจาของดวงใจ แต่ไม่ตอบโต้ใดๆ เดินออกจากห้องมาถามอย่างสุภาพ “เรียกฉันมีอะไรหรือคะ”

“บ้านฉันไม่ใช่วังของหล่อนนะยะ จะกินข้าวก็เสด็จออกมากินด้วยกัน”

หญิงโสภาเห็นสาอยู่กับสำรับอาหาร ก็เข้าใจเรื่อง จึงขยับไปบอก “สาจ๋า หญิงยังไม่รับประทานหรอกจ้ะ จะรอคุณสมศักดิ์ สาหิวก็กินไปก่อน ไม่ต้องรอหญิงนะ”

หญิงโสภาพูดจบก็หันหลังเดินกลับเข้าห้องโดยไม่มองดวงใจ...ดวงใจหมั่นไส้ อยากจะด่าอีกสักยกแต่ตัดใจถอยออกมาเพราะเห็นแก่สาที่นั่งหน้าเจื่อนเหมือนจะขอร้อง

เมื่อสมศักดิ์กลับมาและรู้เรื่องที่เกิดขึ้น เขารีบอธิบายกับหญิงโสภาว่าดวงใจเป็นคนพูดจาขวานผ่าซากแบบนั้นเอง แต่จริงๆไม่มีอะไร ฝ่ายสาก็ไม่อยากมีปัญหาจึงช่วยกล่อมอีกแรง

“คุณหญิงขา คุณหญิงจะต้องเจอคนอีกมากมายหลายแบบ ต่อจากนี้ไปชีวิตของคุณหญิงจะไม่เหมือนเดิมแล้ว คุณหญิงต้องปรับตัวนะคะ”

หญิงโสภามองสมศักดิ์กับสา ยอมรับและเชื่อฟังเหมือนเด็กให้ความเคารพพ่อแม่

“จ้ะสา หญิงจะพยายาม จะไม่ทำให้สากับคุณสมศักดิ์ต้องหนักใจ คุณสมศักดิ์อย่าเพิ่งเบื่อ อย่าเพิ่งรำคาญหญิงเสียก่อนนะคะ”

“โธ่ ผมจะคิดอย่างนั้นได้ยังไง คุณหญิงอุตส่าห์ทิ้งความสุขสบายมาเพื่อผม ผมต่างหากที่ต้องทำทุกอย่างให้คุณหญิงมีความสุข”

หญิงโสภามองหน้าสมศักดิ์ รักและเชื่อใจเต็มเปี่ยม สานั่งกับพื้นเห็นหนุ่มสาวนั่งคู่กันบนเตียง รู้สึกโดดเดี่ยวและเป็นส่วนเกินอย่างที่สุด ค่อยๆลุกขึ้นเดินไปที่ประตู แต่หญิงโสภาเรียกไว้ ขณะที่สมศักดิ์ก็เดินมาใกล้ถามสาว่าจะไปไหน

“ฉันก็ไปหาที่นอนของฉันสิคะ จะให้ฉันนั่งดูคนพลอดรักกันทั้งคืนหรือยังไง” สาตอบเสียงเบาได้ยินกันแค่สองคน...แล้วหันไปพูดหญิงโสภา “สาออกไปก่อนนะคะคุณหญิง ขอให้มีความสุขนะคะ”

สากลับออกมาได้สักพัก ดวงใจซึ่งใส่เสื้อคอกระเช้าทาแป้งขาววอกก็นำมุ้งขนาดเล็กหลังหนึ่งมาให้

“เอ้า มุ้งของหล่อน...บ้านมันแคบ ไม่รู้จะให้อยู่ตรงไหนก็นอนมันตรงนี้ล่ะนะ”

“ฉันกินง่ายนอนง่ายจ้ะพี่ ไม่ต้องห่วง หัวถึงหมอนก็หลับแล้ว”

วินิจนุ่งผ้าขาวม้าตัวเดียวเดินเข้ามาได้ยินพอดี พูดขึ้นลอยๆ “คืนนี้สมศักดิ์เข้าหอคืนแรกคงจะพาเจ้าสาวขึ้นสวรรค์เยี่ยมวิมานฉิมพลีทั้งคืนแน่...อย่าอิจฉาเขาล่ะ”

ดวงใจฟังแล้วหัวเราะร่วน แต่สาหน้าเจื่อนจ๋อย...

ขณะนั้นในห้อง คุณหญิงโสภากำลังสวดมนต์ สมศักดิ์นั่งรอเวลาก่อนจะเข้ามาสวมกอดออดอ้อนเจ้าสาวไร้เดียงสา

“เจ้าสาวที่รักของผม”

“อย่านะคะ อย่าเพิ่ง หญิงไม่...”

“ไม่อะไร ไม่รักผมงั้นหรือ”

“ไม่ใช่ค่ะ หญิงรักคุณสมศักดิ์ แต่ว่า...”

สมศักดิ์ไม่ฟัง กอดจูบเธอแล้วโถมตัวลงบนเตียง... สานอนอยู่ในมุ้งกลางห้องโถง เห็นแสงไฟจากห้องสมศักดิ์ดับลง สาถอนใจกระสับกระส่าย พลันได้ยินเสียงวี้ดว้ายเต็มไปด้วยจริตของดวงใจดังมาจากอีกห้อง

วินิจกับดวงใจจู๋จี๋กันประสาผัวเมียอย่างมีความสุข สาทนฟังไม่ไหวลุกพรวดมุดออกจากมุ้งไปที่ระเบียง นั่งชันเข่าถอนหายใจฟืดฟาดบ่นพึมพำโกรธตัวเอง

“อีสาเอ๊ยอีสา สมน้ำหน้า อยากตามเขามาเอง อยู่ดีไม่ว่าดี”

ooooooo

เช้าตรู่ สมศักดิ์ออกมาเห็นสาหลับไหลอยู่ตรงระเบียง ความงามของสา ใบหน้าเกลี้ยงเกลาขาวนวลทำให้สมศักดิ์มองเพลินเหมือนตกอยู่ในภวังค์ เอามือไล้แก้มเธอเบาๆ แต่กระนั้นก็ทำให้เธอสะดุ้งตื่น

“คุณ...คุณออกมาทำอะไรตรงนี้”

“จะเช้าแล้ว ผมนอนไม่หลับ เลยออกมาหาคุณ”

“อะไรกัน อิเหนากับบุษบาเพลินชมถ้ำทองกันทั้งคืนคงจะลืมนางพี่เลี้ยงบาหยันเสียล่ะไม่ว่า”

“จะลืมได้ยังไง ในเมื่อหัวใจของอิเหนามอบให้นางพี่เลี้ยงบาหยันไปตั้งแต่แรกเห็นแล้ว...คุณก็รู้”

“โอ๊ย อย่าเลยค่ะ ถ้าตัวอยู่ทางใจอยู่ทางมันก็เหมือนไม่ใช่คน ฉันไม่อยากคบ”

สาเดินหลบเข้าบ้านมาเคาะประตูเรียกคุณหญิงก่อนเปิดเข้าไปเห็นเตียงนอนเก็บเรียบร้อย คุณหญิงโสภานั่งบนเตียงเงียบสงบ สาคุกเข่าลงตรงหน้า โอบเอวเธออย่างรักใคร่

“ทูนหัวของสา ตื่นแต่เช้าเชียว ทำไมหน้าโรยๆ ไม่ได้หลับหรือคะ”

“สาจ๋า หญิงไม่สบายตัวเลย หญิงอยากอาบน้ำ”

สาเข้าใจ อีกสักพักพาเธอออกจากบ้านในชุดกระโจมอกมีผ้าเช็ดตัวคลุมไหล่มิดชิดมุ่งสู่ท่าน้ำที่ผู้คนในชุมชนย่านนี้ใช้อาบใช้ซักผ้าเป็นกิจวัตรประจำวัน คุณหญิงโสภาเดินตัวลีบท่าทางเคอะเขินกล้าๆกลัวๆ

“เราต้องเดินไปอาบน้ำที่ท่าน้ำอย่างนี้ทุกวันเลยหรือจ๊ะสา”

“ค่ะ ไม่อย่างนั้นก็ต้องลำบากหาบน้ำมาใส่ตุ่ม ท่าน้ำอยู่ใกล้ๆนี่เอง ใครๆเขาก็อาบที่นั่นกันทั้งนั้น ไม่ต้องอายค่ะ”

คุณหญิงโสภาเดินก้มหน้างุดตามสาลัดเลาะไปบนสะพานไม้ ชาวบ้านแถวนั้นพากันมองแล้วซุบซิบ...โชคดียังเช้าตรู่จึงไม่มีคนอื่น สองสาวลงนั่งที่บันไดท่าน้ำ สานึกได้บอกคุณหญิงว่าผ้านุ่งกับเสื้อที่ใส่เมื่อวานให้เอาใส่ตะกร้าไว้ เดี๋ยวสายๆตนจะเอามาซัก

“ทนลำบากหน่อยนะสา คุณสมศักดิ์ไม่อาศัยเขาอยู่อย่างนี้หรอก เธอบอกหญิงว่าอีกไม่นานเราจะสบาย”

“ลำบากแค่นี้สาทนได้ ห่วงแต่คุณหญิงนั่นแหละ ไม่เคยลำบาก”

“ลำบากกว่านี้หญิงก็ทนได้ ถ้าได้อยู่กับคนที่หญิงรัก ทั้งคุณสมศักดิ์ ทั้งสา...สัญญากับหญิงได้ไหมว่าลำบากยังไงเราจะไม่ทิ้งกัน”

“โถๆๆ คุณหญิง สาน่ะหรือคะจะทิ้งคุณหญิง สามันคนหัวเดียวกระเทียมลีบจะไปไหนได้ คุณหญิงนั่นแหละอีกหน่อยขี้คร้านจะมีความสุขจนลืมสา”

“ไม่มีวันหรอกจ้ะ หญิงสาบาน” เธอยืนยันคำพูดด้วยการใช้ขันตักน้ำใสสะอาดขึ้นมาและกล่าวจริงจัง “หญิงขอให้แม่พระคงคาจงมาเป็นพยาน ว่าหญิงจะไม่มีวันทรยศต่อความจงรักภักดีของสา”

คุณหญิงโสภาดื่มน้ำในขันแล้วส่งให้...สารับมาด้วยความเต็มใจ

“สาก็ขอสาบานว่าจะไม่มีวันทรยศต่อความรักความเมตตาของคุณหญิงค่ะ”

หลังจากดื่มน้ำสาบานกันแล้ว สองสาวโอบกอดกันและกัน ท่ามกลางแสงสีทองยามรุ่งอรุณที่สวยงาม

ooooooo

อีสา-รวีช่วงโชติ

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด