ตอนที่ 33
โสภิตพิไลเสียใจและทำใจไม่ได้เอาแต่หมกมุ่นครุ่นคิดว่าเหตุใดชิษณุถึงหนีงานหมั้นไปดื้อๆ
เมื่ออยู่ในภาวะเช่นนี้ หญิงสาวหมดอาลัยตายอยาก ไม่เป็นอันทำอะไร แม้แต่ข้าวปลาก็ไม่อยากกิน หม่อมพริ้มทราบจากบ่าวว่าค่ำนี้โสภิตพิไลไม่ลงมากินข้าวก็เดินหน้าตึงออกจากโต๊ะอาหาร โดยมีสายตาของชายรวีกับหญิงจ้อยมองตามด้วยความหนักใจ
หม่อมพริ้มไม่ชอบใจการกระทำของโสภิตพิไลถึงกับขึ้นไปอบรมกันถึงในห้อง
“ทำตัวแบบนี้เพื่ออะไร ผู้ชายเขาก็บอกแล้วว่ายังไม่อยากแต่งงานกับเรา จะอดข้าวอดน้ำให้เขากลับมาเห็นใจหรือยังไง”
“ไม่ใช่ค่ะ หนูแค่ไม่อยากกิน ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น”
“เจอเรื่องแค่นี้ถึงกับหมดอาลัยตายอยาก ต่อไปวันข้างหน้าจะทนอะไรไหว การสูญเสียพลัดพรากเป็นธรรมดาโลก เสียใจน่ะเสียได้ แต่ชีวิตมันก็ต้องเดินต่อไป ไม่ใช่มัวแต่มานั่งก่นเศร้า”
โสภิตพิไลน้ำตาร่วง หม่อมพริ้มอ่อนลง เข้ามาลูบหัวปลอบโยน
“รักกันง่ายมันก็หน่ายกันเร็ว อย่าเสียใจไปเลยให้คิดซะว่าโชคดีที่เรายังไม่ได้ตบแต่งกับเขาไป”
“หนูไม่เชื่อว่าพี่ณุจะหมดรักหนู หนูไม่เชื่อจริงๆ นะคะหม่อมยาย มันต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้พี่ณุ เปลี่ยนไป หนูอยากรู้ว่ามันคืออะไร”
หม่อมพริ้มรับฟังแต่ยังไม่ได้เอะใจถึงขั้นสงสัยใคร่รู้
ooooooo
ด้านชิษณุที่จากมาก็ใช่ว่าไม่เสียใจ ชายหนุ่มมุมานะทำงานในตำแหน่งวิศวกรโยธาสร้างเขื่อนในแถบภาคอีสานเพื่อให้ลืมความทุกข์ จนคนงานต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่านายช่างจากกรุงเทพฯเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานไม่เล่นหัวกับใครเลย
“นั่นสิ ทำท่าอย่างกับคนอกหัก”
ปรมัตถ์ในชุดกางเกงยีนส์เสื้อแขนยาวพับแขนเดินเข้ามาร่วมวง “เดากันไปเรื่อย อกหักที่ไหน นายช่างเขากำลังจะแต่งงานอยู่แล้ว”
“นายช่างปอรู้ได้ยังไง”
“บังเอิญผมรู้จักกับว่าที่เจ้าสาวของเขาน่ะ”
“โอ๊ย...ถ้างั้นไม่ผิดล่ะ ที่หน้าเศร้าก็คงจะคิดถึงแฟนแน่ๆ”
คนงานพากันหัวเราะ ปรมัตถ์ฝืนหัวเราะไปด้วย ทำใจเรื่องโสภิตพิไลได้แล้ว
เสียงเครื่องยนต์ดังมา ทุกคนหันมองตรงทางเข้าเห็นรถแลนด์โรเวอร์เก่าๆคันหนึ่งแล่นเข้ามาฝุ่นตลบ
ชายชาวต่างชาติเดินลงมาจากรถ ตามมาด้วยผู้หญิงไทยใส่เชิ้ตแขนยาวกับกางเกงขายาวทะมัดทะแมง
“ที่นี่ล่ะค่ะคริส ที่ทำงานใหม่ของเรา”
คริสโตเฟอร์หรือคริสพยักหน้าแล้วเดินตามหญิงสาวไปยังกลุ่มปรมัตถ์ ก่อนทั้งสามคนจะเดินตามกันไปที่สำนักงานเพื่อพบชิษณุ
“เรามีกันไม่กี่คนครับ ผมชื่อปรมัตถ์ เป็นวิศวกรสำรวจ มีวิศวกรผู้ช่วยอีกคน ส่วนอีกสองคนนั่นเป็นคนงาน”
“ทางสำนักงานใหญ่บอกให้ผมมาพบคุณชิษณุ”
“นายช่างใหญ่อยู่ในนี้ครับ เชิญ...นายช่างครับ ทางบริษัทส่งคนมาเพิ่มครับ”
ชิษณุออกมารับแขก ทักทายคริสโตเฟอร์ตามธรรมเนียมฝรั่ง จากนั้นมองหน้าหญิงสาวที่แนะนำตัวว่าชื่ออัญมณี...ที่แท้ทั้งคู่รู้จักกันมาก่อน และใช่แค่รู้จักกันธรรมดาแต่เคยเป็นคนรักกันมาด้วยซ้ำ
“คุณรู้จักกันมาก่อนหรือ”
“ค่ะคริส ฉันกับคุณณุรู้จักกันมาก่อน เราเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน สมัยนั้นเราสนิทกันมาก ณุจำได้ไหมคะ” อัญมณียิ้มให้ชิษณุ แววตาบ่งบอกว่ามีความผูกพันกันลึกซึ้ง ปรมัตถ์แอบมองทั้งคู่อย่างประหลาดใจ
ooooooo
เลิกเรียนในเย็นวันนี้ใจสว่างติดรถชายรวีกลับมาที่ร้านสา ชายรวีตั้งใจมาหาสาแล้วเผอิญเจอใจสว่างที่ป้ายรถเมล์จึงรับมาด้วย
สาร้อนใจและกังวลเรื่องโสภิตพิไล สอบถามชายรวีว่าเธอเป็นยังไงบ้าง แล้วเขาได้บอกความจริงกับเธอหรือยัง
“ยังครับ แต่ผมบอกชิษณุไปแล้ว ชิษณุเลยตัดสินใจยกเลิกการแต่งงาน”
สาโล่งใจแต่รู้สึกผิด เปรยว่าโสภิตคงเสียใจมาก
“ก็มีบ้างครับ”
“แกโชคร้ายนะคะที่เกิดมาเป็นลูกฉัน ไม่ว่าฉันจะทำอะไร ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดูเหมือนจะเป็นการทำร้ายแกอยู่ตลอดเวลา”
“ผมรู้ว่าคุณสาไม่ได้เจตนา ในฐานะผู้พิพากษาผมลดโทษให้กึ่งหนึ่งก็แล้วกันนะครับ”
ชายรวีแกล้งพูดตลกให้สาคลายเศร้า ปรากฏว่าได้ผล สายิ้มออก มองชายรวีอย่างรักมาก...ใจสว่างแอบมองมาจากหลังบ้านเห็นชายหนุ่มทำให้สายิ้มก็พลอยยิ้มตาม แววตาชื่นชมเขาอย่างเห็นได้ชัด
ถึงเวลากลับเพราะค่ำแล้ว ใจสว่างเดินมาส่งชายรวีที่รถ เธอขอบคุณเขาที่กรุณามาส่งข่าว ก่อนหน้านี้คุณป้าเป็นห่วงพี่โสภิตมากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ
“ผมถึงได้อยากจะขอร้องคุณ”
“หนูทราบค่ะ ถึงได้เดินตามอาจารย์ออกมา”
ชายรวีมองอย่างเอ็นดู เหย้าเธอว่าไม่ยักรู้ว่าเป็นนักอ่านใจคน
“หนูทราบด้วยค่ะ ว่าอาจารย์จะขอร้องอะไร ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูจะดูแลคุณป้าอย่างดี”
“ผมเชื่อว่าคุณต้องทำได้ คุณเป็นคนมีพรสวรรค์พิเศษที่สามารถทำให้ทุกคนที่อยู่ใกล้รู้สึกสบายใจได้อย่างประหลาด”
“อาจารย์พูดจริงหรือคะ”
“ไม่รู้ คุณอ่านใจคนเก่งไม่ใช่หรือ ลองเดาดูสิ”
ใจสว่างยิ้มเขิน ยกมือไหว้แล้วกล่าวราตรีสวัสดิ์ ชายรวียิ้มรับ รู้สึกดีกับเด็กสาวอย่างบอกไม่ถูก
ooooooo
ค่ำวันเดียวกัน โสภิตพิไลโทรศัพท์หาศุภลักษณ์แม่ของชิษณุเพื่อสอบถามข่าวคราว แต่ดูท่าทางจะหมดหวัง
“พี่ณุไม่ติดต่อกลับมาเลยหรือคะคุณป้าหญิง...ค่ะ ถ้ามีข่าวรบกวนคุณป้าหญิงบอกหนูด้วยนะคะ ค่ะ ขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะ”
โสภิตพิไลวางสายหน้าเศร้า พอหันกลับมาก็ชะงัก เพราะหม่อมพริ้มยืนอยู่ หวนถือกาน้ำชาตามหลัง หม่อมพริ้มมองหลานสาวอย่างสงสาร แต่ปากก็อดตำหนิไม่ได้
“เราเป็นผู้หญิง ผู้ชายเขาบอกว่าไม่แต่งก็คือไม่แต่ง ถึงจะเป็นญาติกันก็ต้องหยุดวุ่นวายได้แล้ว”
“หนูไม่ได้วุ่นวายนะคะหม่อมยาย พี่ณุจะไม่แต่งกับหนู หนูก็ไม่ว่า แต่หนูอยากรู้ว่าเหตุผลมันคืออะไร”
“ถ้าเขาอยากบอก เขาก็มาบอกแล้ว แต่นี่เขาไม่มา ก็ไม่ต้องไปเซ้าซี้พิรี้พิไร”
“ก็หนูอยากรู้นี่คะ หม่อมยายไม่สงสัยหรือคะ พี่ณุเป็นคนดี เป็นสุภาพบุรุษ แล้วทำไมจู่ๆพี่ณุถึงหนีงานหมั้นไปโดยไม่บอกไม่กล่าว มันต้องมีเหตุผลสิคะ”
คำพูดครั้งนี้ของโสภิตพิไลทำให้หม่อมพริ้มเก็บไปใคร่ครวญ ขณะที่หวนได้ยินก็ติดใจอยู่เหมือนกัน อดพูดขึ้นไม่ได้ขณะเอากาน้ำชาตามเข้ามาให้หม่อมพริ้มในห้องนอน
“ที่คุณหนูพูดก็มีเหตุผลนะคะหม่อม”
“จริงของเอ็ง ถึงชิษณุจะเป็นคนหุนหันเอาแต่ใจ แต่หลานชายข้าเขาก็เป็นคนดี เขาไม่น่าทำกับโสภิตอย่างนี้”
“หวนเฝ้าดูคุณณุกับคุณหนูมาตลอด ก็เห็นเธอสองคนรักกันดี รักกันมากด้วย แล้วมันจะมีเหตุผลอะไรล่ะคะ ที่ทำให้คุณณุต้องทิ้งคุณหนูโสภิตไป”
หม่อมพริ้มครุ่นคิด สงสัยขึ้นมาครามครัน
ooooooo
คืนนี้มีงานเลี้ยงต้อนรับคริสโตเฟอร์กับอัญมณีที่ไซต์งาน ทุกคนดื่มกินกันเฮฮา ยกเว้นชิษณุที่แยกตัวไปนั่งดื่มอยู่คนเดียว อัญมณีลอบมองแล้วตัดสินใจลุกไปคุยด้วย
“ท่าทางคุณไม่ยินดียินร้ายสักเท่าไหร่เลยนะคะ หรือไม่พอใจที่อัญมาที่นี่”
“เปล่า ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะ”
“ก็เท่าที่อัญจำได้ รู้สึกว่าครั้งสุดท้ายที่เราจากกันมันไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่”
ชิษณุยังไม่ทันตอบอะไร คริสก็ร้องเรียกอัญมณีให้ไปหา ปรมัตถ์ส่งมีดให้เธอเฉือนหมูย่างที่เพิ่งสุก
“ในฐานะที่เป็นสุภาพสตรีคนเดียวในที่นี้ ผมอยากจะให้คุณอัญให้เกียรติลงมีดเป็นคนแรก”
“ยินดีค่ะ” หญิงสาวลงมีดท่ามกลางเสียงร้องเฮของคนงาน หลังจากนั้นทุกคนสนุกสนานกันต่อ อัญมณีแอบมองชิษณุตลอดเวลาและค่อยๆลุกตามเมื่อเขาเดินไปทางเรือนพัก โดยมีสายตาของปรมัตถ์เฝ้ามองอย่างไม่สบายใจ
อัญมณีตามมาคุยกับชิษณุหลังจากไม่ได้เจอกันนาน ทั้งคู่รำลึกความหลังว่าไม่ได้เจอกันสี่ปี ตั้งแต่เรียนจบมัธยมแล้วชิษณุไปเรียนต่อเมืองนอก ส่วนอัญมณีไปแต่งงาน
“แล้วนึกยังไงมาทำงานไกลถึงนี่ สามีไม่ว่าเอาหรือ”
“อัญหนีเขามา”
“หนี? ทำไมต้องหนี อัญไม่มีความสุขเหรอ”
“ที่อัญตกลงแต่งงานกับเขาตอนนั้นเพราะอัญ อยากประชดณุ อยากบอกว่าถึงณุไม่พร้อมจะแต่งงานกับอัญ ก็มีคนอื่นที่พร้อมและต้องการอัญ หลังจากแต่งงานอัญถึงได้เห็นธาตุแท้ของเขา”
“ยังไง”
แทนคำตอบ อัญมณีถอดเสื้อตัวนอกเหลือแต่เสื้อกล้ามข้างใน เผยให้เห็นรอยเขียวช้ำที่หัวไหล่ทั้งรอยเก่ารอยใหม่ แสดงถึงการถูกทุบตีทำร้ายอย่างต่อเนื่อง
ชิษณุตกใจและสงสาร ไม่คิดว่าหญิงสาวจะเจอกับเรื่องเลวร้ายถึงขนาดนี้ เขาเอื้อมมือไปแตะรอยช้ำที่ต้นแขนของเธอ สัมผัสนั้นเต็มไปด้วยความรัก
อัญมณีน้ำตาคลอโผเข้ากอดชิษณุ...ในตอนแรกเป็นการแสวงหาความรักและปลอบประโลม แต่เมื่อสบตากันความรู้สึกเก่าๆก็ปะทุขึ้นมาในใจของทั้งสองคน
“ณุ...อัญรักณุนะ”
ชิษณุไม่พูดอะไรแต่กอดตอบและพรมจูบไปทั่วใบหน้าของเธออย่างสุดจะหักห้ามความรู้สึก
ooooooo
เช้าวันนี้ หม่อมพริ้มตัดสินใจมาถามชายรวีว่าเหตุใดชิษณุถึงไม่อยากแต่งงานกับโสภิต ชายรวีได้ยินคำถามนั้นแล้วนิ่งอย่างชั่งใจว่าควรจะบอกความจริงดีหรือไม่
“ตอนแรกแม่ก็คิดว่าเจ้าชิษณุโลเลเหลวไหล แต่พอหายโมโหมาคิดดูอีกทีแม่ว่ามันน่าจะมีเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น ชายรู้หรือเปล่า”
“ครับ”
“บอกแม่ได้ไหม”
“คืออย่างนี้ครับ สาเหตุที่ชิษณุต้องหนีหน้าไปเพราะเขารู้ว่าเขากับโสภิตไม่อาจแต่งงานกันได้”
“ทำไม”
“เพราะณุรู้ว่าโสภิตพิไลไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้อง แต่เป็นน้า โสภิตพิไลไม่ใช่ลูกของพี่หญิงโสภาครับหม่อมแม่ แต่เป็นลูกของท่านพ่อที่เกิดกับหม่อมอุษา”
“อะไรนะ!”
“เป็นความสัตย์จริงครับหม่อมแม่ คุณอุษาเป็นคนบอกเรื่องนี้กับผมเอง”
หม่อมพริ้มคาดไม่ถึง เช่นเดียวกับหวนและเจิมที่พอรู้เรื่องก็พากันตกใจ
“บ่าวนึกสงสัยอยู่แล้วเชียว ทั้งนิสัยใจคอ ทั้งกิริยาท่าทาง คุณหนูเธอเหมือนอีสาอย่างกับอะไร แล้วอีสามันนึกยังไงเอาลูกตัวไปยกให้เป็นลูกคุณหญิง”
“ชายรวีบอกว่าหญิงโสภาไม่อยากให้น้องเป็นกำพร้า ข้าก็พอจะเข้าใจ ไม่โกรธอีสามันหรอก มันคงไม่คิดว่าชาตินี้จะต้องมาเจอะเจอกันอีก”
“แล้วหม่อมจะบอกคุณหนูไหมคะ”
“นั่นล่ะที่ข้าคิดไม่ตก บอกให้รู้ซะ โสภิตก็จะได้เข้าใจว่าทำไมชิษณุถึงได้หนีแต่งงาน แล้วจะได้หายเสียใจ แต่ว่า...”
“ถ้าคุณหนูโสภิตรู้ว่าเธอเป็นลูกอีสา เธอจะยิ่งเสียใจกว่าเดิมหรือเปล่าเจ้าคะหม่อม”
“ก็นั่นน่ะสิ เจิมเอ๊ย ชายรวีเขายังสงสารไม่กล้าบอกโสภิต แล้วข้าจะทำยังไงดี”
ทั้งสามคนพากันถอนใจ คิดไม่ตกจริงๆ
ooooooo
วันเดียวกันนี้ สันทนามาพบสาที่ร้านเสริมสวยนำเครื่องเพชรจากท่านมาฝากให้โสภิตพิไลใส่ไปงานวันเกิดของตน สาพยายามปฏิเสธแต่ไม่สำเร็จ จึงบอกเขาว่าเธอจะพาโสภิตพิไลหนีไปให้ไกลให้ท่านหาไม่เจอ
“มีคนคิดจะหนีท่านไปต่างประเทศ ยังหนีไม่พ้นเลย คุณไม่รู้หรอกว่าอำนาจท่านล้นฟ้าขนาดไหน วันงานให้โสภิตพิไลใส่สีแดงนะ ท่านชอบ”
“เดี๋ยวค่ะ...ฉันอยากเจอท่าน อยากไปขอร้องท่านด้วยตัวเอง ท่านอาจจะเมตตาฉันก็ได้ คุณช่วยฉันหน่อยได้ไหมคะ คุณสันทนา...นะคะ” สาอ้อนวอนถึงเนื้อถึงตัว หนุ่มใหญ่เลยใจอ่อน...
ตกเย็นที่ไซต์งานสร้างเขื่อน ปรมัตถ์ได้ยินคนงานซุบซิบเรื่องชิษณุกับอัญมณีมีสัมพันธ์กันลึกซึ้งเมื่อคืน พวกเขาเห็นกับตาว่าฝ่ายหญิงย่องออกจากห้องฝ่ายชายเกือบตีสี่ ปรมัตถ์เชื่อเพราะสังหรณ์ใจอยู่เหมือนกัน รู้สึกไม่พอใจอย่างแรงด้วยคิดว่าชิษณุยังเป็นคู่รักของโสภิตพิไลผู้หญิงที่ตัวเองเคยรักแทบหมดใจ
อีกมุมหนึ่งในไซต์งาน คู่กรณีทั้งสองคนยังเข้าหน้ากันไม่ติดนัก ชิษณุไม่รู้จะพูดกับเธอยังไง ไม่แน่ใจว่าเมื่อคืนตนทำผิดหรือไม่
“ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเราทำให้ณุไม่สบายใจ บอกมาคำเดียว อัญจะไป”
ชิษณุว้าวุ่นสับสนจนอึกอักพูดไม่ออก อัญมณีเลยชิงตัดบทเสียเองว่า
“อัญจะไปบอกคริสให้เขาหาผู้ช่วยใหม่มาแทนให้เร็วที่สุดก็แล้วกัน”
“แล้วอัญจะไปไหน กลับไปอยู่กับไอ้สารเลวคนนั้นเหรอ”
“ณุจะแคร์ทำไม”
ชิษณุเดินไปจับมือเธอไว้ พูดอย่างจริงจังว่า “ผมแคร์คุณนะอัญ มันอาจจะไม่มากมายเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ไม่เคยไม่แคร์”
ทั้งสองบีบมือกันแน่น สบตากัน เยื่อใยความรักและผูกพันแต่หนหลังยังคงอยู่
ooooooo
โสภิตพิไลไม่อาจสลัดเรื่องชิษณุทิ้งไปได้ พอรู้จากศุภลักษณ์ว่าเขาไปทำเขื่อนที่โคราชจึงแอบวางแผนตามไปดูให้เห็นกับตาโดยไม่บอกใครในบ้านสักคน
แม้แต่ชายรวีก็ไม่รู้ เพราะโสภิตพิไลแต่งตัวนั่งรถไปมหาวิทยาลัยพร้อมกัน จนเย็นถึงได้ทราบจากเพื่อนๆของเธอว่าเธอไม่ได้เข้าเรียนตั้งแต่เช้า เมื่อหม่อมพริ้มและคนอื่นๆในบ้านทราบจากชายรวีก็พากันตกใจ ถ้าโสภิตพิไลไม่ได้ไปเรียนแล้วหายไปไหน?
ชายรวีร้อนใจไปตามหาโสภิตพิไลที่ร้านของสา ก่อนหน้านี้สาเพิ่งซื้อปืนมาเพื่อพกติดตัวไว้ในวันที่จะเข้าไปเจรจากับ “ท่าน” ผู้ชายที่หื่นกระหายอยากได้ตัวโสภิตพิไลนักหนา
เมื่อรู้ว่าโสภิตพิไลหายไป สาเข้าใจว่าเป็นเพราะท่าน จึงโทร.ถามสันทนาทันที ปรากฏว่าทางนั้นบอกว่าตนยังไม่ได้สั่ง
“แต่ท่านอาจจะสั่ง”
“ไม่มีทาง ถ้าท่านสั่ง ผมก็ต้องรู้”
“ถ้าพวกคุณไม่ได้เอาตัวโสภิตไป แล้วแกหายไปไหน”
“หายจริงเหรอ คุณอย่าเล่นลูกไม้ตุกติกกับผมนะ คุณสา”
“ฉันไม่ได้พูดเล่นค่ะ โสภิตหายไป แกหายไปจริงๆ”
ชายรวีและใจสว่างยืนฟังอยู่ใกล้ๆ พอสาวางสาย ชายรวีพูดขึ้นว่า
“ผมว่าโสภิตไม่ได้ถูกใครจับตัวไปหรอกครับ ผมสังเกตท่าทีแกเมื่อเช้า แกตั้งใจจะไปที่ไหนซักแห่งมากกว่า ผมเดาว่าแกคงจะไปตามหาชิษณุ”
“ที่ไหนล่ะคะ”
“นั่นล่ะครับที่เป็นปัญหา เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าตอนนี้ชิษณุไปอยู่ที่ไหน”
“หนูรู้ค่ะ หนูรู้ วันก่อนพี่ปรมัตถ์เพิ่งโทร.มาเล่าให้ฟังว่าเขาเจอคุณชิษณุไปทำงานที่เดียวกับเขาที่โคราชค่ะ” ใจสว่างโพล่งขึ้นมา ทำให้สากับชายรวีมีความหวัง
ooooooo
กว่าโสภิตพิไลจะดั้นด้นไปถึงสำนักงานของชิษณุก็ใกล้ค่ำ ส่วนชายรวีกับใจสว่างออกเดินทางได้พักใหญ่ จุดหมายปลายทางคือที่เดียวกับโสภิตพิไล
เมื่อไปถึงจุดหมาย โสภิตพิไลบอกผ่านคนงานว่ามาหานายช่างชื่อชิษณุ ตนเป็นคู่หมั้นของเขา คนงานมองหน้ากันเลิ่กลั่กก่อนจะชี้มือไปยังที่พักของชิษณุ
เวลานั้น อัญมณีกำลังร่ำลาชิษณุเพื่อกลับกรุงเทพฯ สองคนโอบกอดใกล้ชิด โสภิตพิไลมาเห็นเลยเข้าใจผิดอย่างแรง ต่อว่าชิษณุทั้งน้ำตา
“เพราะอย่างนี้นี่เอง พี่ณุถึงทิ้งโสภิตไป”
“โสภิต...ไม่ใช่นะ ไม่ใช่”
“คนใจร้าย” โสภิตพิไลผลักชิษณุแล้ววิ่งหนีไปด้วยความเสียใจ
ชิษณุรีบวิ่งตามแต่ไม่ทันโสภิตพิไลที่วิ่งไปขึ้นรถที่ปรมัตถ์สตาร์ตทิ้งไว้ขับออกไปด้วยความเร็ว ไม่ฟังเสียงเรียกของปรมัตถ์และชิษณุ ส่วนอัญมณีที่วิ่งตามมาทันก็หน้าเหรอหรา ถามชิษณุว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร?
“เขาชื่อโสภิตพิไลครับ เป็นคู่รักของคุณชิษณุ”
คำตอบของปรมัตถ์ทำเอาอัญมณีหน้าเสีย รู้ทันทีว่าเกิดเรื่องใหญ่แล้ว...
โสภิตพิไลขับรถออกไปทั้งน้ำตานองหน้า ตะบึงด้วยความเร็วท่ามกลางความมืดสลัวและเส้นทางที่ขรุขระ ในที่สุดรถก็เสียหลักลงข้างทางกระแทกกับต้นไม้ ตัวเองหมดสติคาพวงมาลัย แต่นับว่ายังเคราะห์ดีที่ชายรวีกับใจสว่างนั่งรถโดยสารผ่านมาเห็น จึงพาเธอกลับไปยังสำนักงานของชิษณุและเยียวยาจนเธอฟื้นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น
โสภิตพิไลแปลกใจที่เห็นใจสว่างกับชายรวี ถามทั้งคู่ว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
“เรามารับเธอกลับบ้าน เธอหายออกมาทั้งวันทุกคนเป็นห่วงมากรู้ไหม”
“โสภิตมาตามพี่ณุ แล้ว...” เธอสะอื้นพูดไม่ออก
“น้ารู้แล้วล่ะ เธอเข้าใจผิดนะโสภิต ชิษณุไม่ได้ทิ้งเธอเพราะผู้หญิงคนนั้น”
“แต่ว่า...”
“เรื่องระหว่างเธอกับชิษณุมันซับซ้อนกว่านั้น เอาไว้กลับไปถึงกรุงเทพฯก่อนแล้วน้าจะอธิบายทุกอย่างให้ฟังนะ เชื่อน้า กลับบ้านกันก่อน”
“กลับบ้านกันนะคะ พี่โสภิต” ใจสว่างเข้ามาช่วยชายรวีประคองพาเธอออกไปหน้าบ้านซึ่งชิษณุ ปรมัตถ์และอัญมณียืนรออยู่
“โสภิต...พี่ขอโทษที่ทำให้เธอเสียใจ แต่ขอให้เชื่อว่าในใจพี่ไม่เคยมีใคร นอกจากเธอ”
โสภิตพิไลไม่ตอบโต้ชิษณุ นิ่งเงียบอย่างร้าวราน ชิษณุเข้าใจ ย้ำว่าสักวันเธอจะเข้าใจ แล้วหันไปฝากชายรวีช่วยอธิบายให้เธอฟังด้วย
หลังจากชายรวีกับใจสว่างพาโสภิตพิไลออกไปแล้ว อัญมณีซึ่งยืนตาแดงๆ รีบขอโทษชิษณุอย่างรู้สึกผิด
“ไม่เป็นไรหรอกอัญ ระหว่างผมกับโสภิตมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เดี๋ยวเขากลับไปถึงบ้าน เขาก็จะรู้เองว่าอะไรเป็นอะไร”
จริงดังคำของชิษณุ ทันทีที่กลับถึงตำหนักขาวโสภิตพิไลก็รู้ความจริงจากหม่อมพริ้มและชายรวีถึงเหตุผลที่ชิษณุหนีการแต่งงาน เพราะเธอเป็นน้าของชิษณุ
เป็นลูกของท่านชายโชติช่วงรวีที่ติดท้องสาไปตอนที่พาหญิงโสภาหนีออกจากวังรวีวาร
โสภิตพิไลตะลึงตะไล เหมือนโดนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ นั่งนิ่งงันอยู่อึดใจก่อนน้ำตาจะค่อยๆไหลรินออกมา
ขณะเดียวกันนั้น สาคุยกับใจสว่างและเพ็ญศรีอยู่ที่ร้านเสริมสวย เพ็ญศรีเพิ่งทราบว่าโสภิตพิไลเป็นลูกสาวของสา หมดข้อกังขาแล้วว่าทำไมที่ผ่านมาสาถึงได้รักเธอนัก
“แต่โสภิตคงจะเสียใจมาก ที่มีแม่อย่างฉัน”
“คงตกใจมากกว่าค่ะคุณป้า แต่ก็เป็นธรรมดา เป็นใครก็ต้องตกใจทั้งนั้น”
“โสภิตแกเป็นเด็กน่าสงสาร เจอแต่เรื่องร้ายๆ ทั้งเรื่องแม่ เรื่องคนรัก แล้วไหนจะ...”
“นี่โสภิตยังไม่รู้เรื่องท่านใช่ไหมคะ”
“ฉันไม่อยากให้แกรู้ เท่านี้โสภิตก็บอบช้ำมากพอแล้ว เรื่องท่านน่ะฉันจะจัดการเอง” พูดจบสาลุกออกไป เพ็ญศรีกับใจสว่างมองตามไม่สบายใจ
สาแต่งตัวเตรียมไปงานวันเกิดสันทนาโดยไม่ลืมเอาปืนขนาดเล็กที่แอบซื้อมาใส่กระเป๋าถือไปด้วย
ooooooo
ภายในไนต์คลับที่สันทนาเป็นหุ้นส่วนถูกจัดแต่งด้วยสายรุ้งและมีป้ายเขียนคำอวยพรสุขสันต์วันเกิดติดบนเวที
สันทนาแต่งตัวเรียบหรูใบหน้ายิ้มแย้มเดินนำเฉิดฉวีและแหววเข้ามาข้างใน
“นี่เหรอคะ คลับของคุณพ่อ”
“นี่แหละจ้ะ ที่ซ่องสุม...เอ๊ย...ที่สังสรรค์ของพ่อเค้า”
“นี่น้อง วันนี้เป็นงานฉลองวันเกิดของพี่ก็จริง แต่ท่านเป็นเจ้าภาพจัดให้ เพราะฉะนั้นจะพูดจาอะไรก็ระวังหน่อย อย่าทำให้เสียบรรยากาศ” สันทนาสำทับภรรยานิ่มๆ เฉิดฉวีค้อนแต่ไม่กล้าหือ
อีกมุม...หญิงจิ๋มกับปวุติเดินเข้ามา ฝ่ายชายหน้าตายิ้มแย้มถือกล่องของขวัญ ต่างจากภรรยาที่ดูหงุดหงิด บ่นอุบไม่รู้จะมาทำไม เขาไม่ได้เชิญเราสองคนสักหน่อย
“ไม่เชิญก็มาได้ งานวันเกิดคนใหญ่คนโตอย่างนี้ใครๆเขาก็มากัน อย่าลืมสิ เราต้องพึ่งท่านสันทนาอีกหลายเรื่อง”
“วุ้ย หญิงล่ะเบื่อ จะต้องมาเสวนากับนังคุณหญิงบ่าวตั้ง นังคางคกขึ้นวอ” พูดออกมาแล้วเหลือบไปเห็นเฉิดฉวียืนอยู่กับสันทนา เลยเปลี่ยนสีหน้าท่าทีทักทายเสียงหวาน “คุณหญิงเฉิดจ๋า สวัสดีจ้ะ สวัสดีค่ะท่าน”
หญิงจิ๋มถลาเข้าไปหาเฉิดฉวี ความจริงก็ไม่ชอบหน้า แต่จำต้องใส่หน้ากากเข้าหา
“ต๊าย...หญิงจิ๋ม นึกว่าใคร แหม ขอบใจนะจ๊ะไม่ได้เชิญยังอุตส่าห์มา”
หญิงจิ๋มชะงักหน้าเสียไปนิด แต่ปวุติทำเนียนอย่างไม่แคร์
“ผมกับคุณหญิงจิ๋มมาอวยพรวันเกิดท่านสันทนา ครับ ผมขออวยพรให้ท่านมีความสุขความเจริญ ยิ่งยศ ยิ่งวาสนา บารมียิ่งๆขึ้นไปนะครับ”
“ขอบคุณมากครับ ขอบคุณ” สันทนารับกล่องของขวัญมาส่งต่อให้วัชรินทร์ที่ยืนอยู่ข้างหลัง
จู่ๆ แหววเดินหน้างอเข้ามาแทรกโดยไม่สนใจจะไหว้ใครสักคน “คุณแม่ขา แหววกลับก่อนได้ไหม งานนี้มีแต่คนแก่ แหววเบื่อจะตาย”
หญิงจิ๋มสะดุ้ง แต่สันทนาไม่เดือดร้อน พูดกับแหววประสาคนตามใจลูกมาก
“เดี๋ยวก่อนสิคะลูก อยู่กราบสวัสดีท่านก่อนแล้วเดี๋ยวพ่อให้วัชรินทร์ไปส่ง”
“ก็ได้ค่ะ” แหววเดินออกไป ไม่สนใจจะทักใครเหมือนตอนเข้ามา หญิงจิ๋มไม่ชอบใจแต่พอได้ยินสามีชื่นชมลูกสาวสันทนายิ่งโตยิ่งสวย ก็พลอยเออออไปด้วย ถามว่ามีคนจองหรือยัง
“ยังหรอกจ้ะ นี่ก็กำลังมองหาคนดีๆให้อยู่เหมือนกัน”
“หามาดูแลลูกเรานะคะน้อง ไม่ใช่ลูกเราไปดูแลมัน” สันทนาเย้าเฉิดฉวีแล้วหัวเราะอารมณ์ดี
ooooooo
ที่หน้าไนต์คลับ ชายรวียืนสอดส่ายสายตามองหาสาด้วยท่าทีร้อนใจ เพราะก่อนหน้านี้ทราบจากใจสว่างว่าสาจะไปหา “ท่าน” ที่งานวันเกิดสันทนา แล้วเมื่อวันก่อนเพ็ญศรีบอกเธอว่าสาแอบซื้อปืนมาด้วย
ชายรวีเดินพลางมองหาสาไปพลาง ชนเข้ากับแหววโดยไม่ตั้งใจ...เพียงเห็นหน้าชายหนุ่มแค่แวบแรก แหววรู้สึกถูกชะตาและให้ความสนใจเขาเป็นพิเศษถึงกับถามชื่อเสียงเรียงนาม
“ผมชื่อรวีช่วงโชติครับ รวีช่วงโชติ รวีวาร”
“โอ้โห...ชื่อยาวจัง”
ทันใดนั้น เสียงหญิงจิ๋มเรียกชายรวีดังแหวกอากาศขึ้น ก่อนปรี่มาถึงตัวพร้อมด้วยปวุติ เสียงของหญิงจิ๋มเรียกให้สันทนาและเฉิดฉวีเดินเข้ามาร่วมวงด้วย
“ชายรวี มาได้ยังไงเนี่ย” หญิงจิ๋มทักน้องชาย
“ผมเชิญมาเองแหละ คุณชายรวีช่วงโชติใช่ไหม”
“ครับท่าน”
“ท่านอยากพบตัว ได้ยินชื่อเสียงว่าเป็นคนหนุ่มที่เก่งมาก ท่านกำลังอยากได้คนเก่งกฎหมายมาช่วยงาน”
ฟังสันทนาอธิบายแล้วเฉิดฉวีมองชายรวีอย่างสนใจ ส่วนหญิงจิ๋มและปวุติก็พลิกบททำท่าสนิทสนมรักใคร่กับชายรวีทันที
“จริงหรือจ๊ะชาย”
“ถือว่าคุณชายโชคดีมากนะครับ ที่มีโอกาสได้ไปรับใช้ท่าน”
“ผมยังไม่ได้ตัดสินใจเลยครับพี่ปวุติ ใจจริงยังอยากทำงานรับใช้ชาติมากกว่า เพราะคนรับใช้ท่านน่าจะมีเยอะแล้ว”
สันทนาชะงักเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับโกรธ แหววตัดบทอย่างคนเอาแต่ใจ
“คุณชายมาก็ดีแล้ว แหววกำลังเบื่อ ไม่มีเพื่อนคุยอยู่ทีเดียว ไปคุยเป็นเพื่อนแหววดีกว่านะคะ”
หล่อนเล่นควงแขนหมับ ชายรวีเลยต้องรับคำอย่างเกรงใจ แหววลากเขาออกไปที่บาร์เครื่องดื่ม เฉิดฉวีกับสันทนามองตาม ต่างมีความคิดว่าชายรวีน่าสนใจไม่น้อยเลย
อีกครู่ต่อมา เจ้าภาพปรากฏตัว สันทนาต้อนรับอย่างนอบน้อม ขณะที่คนอื่นๆก็ยกมือไหว้ท่านเป็นฝักถั่ว ท่านอวยพรสันทนาให้มีความสุข ส่วนของขวัญยังไม่ได้นำมาเพราะมันใหญ่มาก พรุ่งนี้จะให้คนขับรถเอาไปให้ที่บ้าน
“ขอบพระคุณท่านมากครับ”
“เฮ่ย ไม่เป็นไร ว่าแต่ว่า...ของขวัญของพี่ล่ะวะ อยู่ที่ไหน”
“ได้แน่ครับท่าน ใจเย็นๆ” ตอบรับไปแล้วแต่สันทนาแอบกังวล จึงลุกออกจากโต๊ะไปกระซิบถามวัชรินทร์ว่าเรื่องโสภิตพิไลจัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม ปรากฏว่าโล่งใจไปทีเมื่อทหารคนสนิทตอบรับกลับมา
ooooooo
ที่ตำหนักขาว เจิมเดินกระย่องกระแย่งขึ้นมาพบโสภิตพิไลเพราะความเป็นห่วง หลังจากเธอรู้เรื่องชาติกำเนิดที่แท้จริง
“หนูไม่เป็นไรหรอกค่ะ ทำใจได้แล้ว ตลอดชีวิตของหนูพยายามตะเกียกตะกายขึ้นไปสูงขนาดไหน สุดท้าย หนูก็ต้องตกลงมาอยู่ที่เดิม ที่เดียวกับเขา”
“หม่อมท่านพูดเสมอ คนเราดีชั่วอยู่ที่ตัวทำสูงต่ำอยู่ที่ทำตัว ถึงจะเกิดมาจากท้องอีสาแต่ก็ไม่จำเป็นจะต้องทำตัวให้ตกต่ำเหมือนกับมัน”
โสภิตพิไลยิ้มหยัน มองไปที่สนามด้านล่างเห็นชายฉกรรจ์ท่าทางดุดันสี่คนในเครื่องแบบทหารเดินอาดๆ เข้ามาโดยไม่ฟังเสียงห้ามของหวน
หม่อมพริ้มและทุกคนกรูกันลงมา ทหารสี่นายแจ้งความประสงค์ว่าพวกตนมารับโสภิตพิไลตามคำสั่งของท่าน ท่านแจ้งกับคุณอุษามาตั้งนานแล้ว
“แต่เด็กคนนี้อยู่ในความดูแลของฉัน ฉันไม่อนุญาต” หม่อมพริ้มขัดขวาง ส่วนหวนกับเจิมก็พร้อมที่จะแจ้งตำรวจ
“หม่อมอย่าขัดขวางการทำงานของผมจะดีกว่า ท่านไม่ทำอันตรายคุณหรอก ไปกับผมดีๆดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของทุกคน”
โสภิตพิไลมองดูหญิงแก่สามคนในวงล้อมของทหารแล้วรู้ว่าตัวเองไม่มีทางรอดแน่
ooooooo
ในงานวันเกิดสันทนา สาหรืออุษาปรากฏตัวในชุดสวยสะดุดตา หญิงจิ๋มจ้องเขม็ง ได้ยินเสียงเฉิดฉวีบ่นว่ามันมาได้ยังไง ก็เลยหันมาถามด้วยความสงสัยว่ารู้จักสาด้วยหรือ
“มันเป็นอีหนูของคุณพ่อแหววค่ะ”
คำตอบของแหววทำให้ทุกคนในโต๊ะตกใจ ไม่เว้นแม้แต่ชายรวี
“ต๊าย...อกจะแตก แก่ขนาดนี้มันยังไม่เลิกแพศยาอีกหรือ” หญิงจิ๋มกรีดเสียง เฉิดฉวีนิ่วหน้าถามว่า
“เธอรู้จักมันด้วยหรือ หญิงจิ๋ม”
“มันชื่ออีสา เคยเป็นขี้ข้าอยู่ในวังรวีวาร”
“ยี้...ต่ำ...แล้วมันมาทำอะไรที่นี่” แหววทำสุ่มเสียงและท่าทางรังเกียจ
สาเข้าไปหาท่านที่โต๊ะ ยกมือไหว้อย่างชดช้อยทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเป็นการส่วนตัว แต่พอเธอแนะนำชื่อ ท่านก็นึกออกว่าเป็นป้าของโสภิตพิไล คิดว่ามาด้วยกันจึงถามหาหลานสาวว่าอยู่ไหน
“ก่อนที่ท่านจะพบกับโสภิต ฉันขอคุยกับท่านเป็นการส่วนตัวสักครู่ได้ไหมคะ”
ท่านยิ้มแล้วลุกขึ้นเดินนำออกไป สันทนากำลังร้องเพลงบนเวทีมองตามอย่างเป็นห่วง ส่วนกลุ่มของหญิงจิ๋มมองการกระทำของสาอย่างรังเกียจ
เมื่อพ้นสายตาผู้คนมาแล้วท่านเอ่ยกับสาตรงๆว่าต้องการอะไรให้ว่ามา แต่ต้องทีเดียวต้องจบ ตนไม่ชอบคนโลภ
“ฉันไม่ต้องการอะไรทั้งนั้นค่ะท่าน นอกจากความกรุณา โสภิตพิไลยังเด็กนัก แกยังเรียนหนังสือไม่จบเลย”
“นี่แปลว่าจะปฏิเสธใช่ไหม”
“ฉันแค่ขอความกรุณาจากท่านค่ะ ขอแค่ท่านปล่อยโสภิตไป นอกนั้นท่านอยากได้อะไรฉันจะยอมท่านทุกอย่าง”
สากราบแทบตักท่าน สันทนาเข้ามาเห็น ท่านเชยคางสาแล้วถามสันทนาว่านี่คือผู้หญิงของเขาไม่ใช่หรือ
“ครับ แต่ถ้าท่านถูกใจ...”
ท่านผลักสาออกห่างแล้วลุกขึ้นเดินไปตบไหล่สันทนาด้วยสีหน้าเข้มดุ “ปืนกับเมียยืมกันไม่ได้ ลื้อเอาของลื้อเก็บไว้ แล้วเอาโสภิตพิไลมาให้อั๊ว”
“ท่านครับ ฟังผมก่อน”
“ลื้อบอกว่าเด็กนั่นจะมาคืนนี้ แล้วอยู่ไหน หลอกกันเล่นหรือไง อั๊วเป็นเพื่อนเล่นของลื้อเหรอวะ ไอ้สัน”
ท่านกระชากคอสันทนาด้วยความโมโห พอดีวัชรินทร์เข้ามารายงานว่าโสภิตพิไลมาถึงแล้ว สาตกใจสุดขีด คว้าตัวสันทนาที่กำลังจะก้าวตามท่านไป
“เดี๋ยวก่อนคุณสันทนา คุณไปเอาตัวโสภิตมาใช่ไหม ทำไมคุณทำแบบนี้”
“ผมบอกแล้วไง ไม่มีใครปฏิเสธท่านได้”
สันทนาผละไปแล้ว สาคว้ากระเป๋าถือที่ใส่ปืนมากำแน่น ตัดสินใจแน่วแน่!
หญิงจิ๋มเห็นโสภิตพิไลก็สงสัยว่ามาได้ยังไง เฉิดฉวีกับแหววไม่รู้จักแต่ก็จ้ำอ้าวตามหญิงจิ๋มกับปวุติออกไปเกาะติดสถานการณ์
โสภิตพิไลเผชิญหน้ากับท่าน ยกมือไหว้วิงวอนให้ปล่อยตนไป อย่าทำอะไรตนเลย
“เธอพูดอย่างกับว่าฉันจะเอาเธอไปฆ่า อย่ากลัว แม่หนูน้อย ฉันแค่อยากอยู่ใกล้ๆเธอเท่านั้น”
ท่านเชยคางโสภิตพิไล ทันใดสาพุ่งเข้ามาพร้อมปืนในมือ ทุกคนตกใจ คาดไม่ถึงว่าสาจะกล้าใช้ปืนกับท่าน
“อย่ามาแตะต้องลูกฉัน” สาตวาด พร้อมปกป้องลูกสาวให้ถึงที่สุด แม้สันทนาสั่งให้เธอวางปืนก็ไม่ฟัง แต่ร้องบอกให้โสภิตพิไลรีบหนีไป
โสภิตพิไลละล้าละลังทำอะไรไม่ถูกเพราะทหารของท่านยืนล้อมกรอบ ชายรวีเห็นท่าไม่ดีเข้ามาไกล่เกลี่ย
“คุณสา เชื่อผม วางปืนลงเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นทุกคนจะเดือดร้อนกันไปหมด”
สาถือปืนมือสั่น ท่านมองเธออย่างเหยียดหยาม สั่งลูกน้องให้เอาตัวโสภิตพิไลมา
พอทหารขยับ สายิงเปรี้ยงแต่ไม่ถูกใครเพราะสันทนาเข้ามาแย่งปืน กระสุนพุ่งขึ้นเพดาน คนในงานแตกฮือร้องกันลั่น สันทนาโยนปืนทิ้ง ไม่คิดว่าโสภิตพิไลจะฉวยโอกาสคว้าปืนมาถือไว้
“โสภิต อย่าทำอะไรบ้าๆนะ” ชายรวีร้องห้าม
แม้จะมีปืนแต่โสภิตพิไลแน่ใจตัวเองไม่มีทางรอด ที่สำคัญท่านก็ดูไม่สะทกสะท้านแถมยังสั่งทหารให้จับตัวสาไปเข้าคุกเดี๋ยวนี้ สันทนาจะทัดทานก็โดนท่านชี้หน้ากำราบ
“ลื้ออย่ายุ่ง ไอ้สัน...ไป ลากคอมันไป”
ทหารกรูกันเข้ามาจับตัวสา โสภิตพิไลยอมไม่ได้ ตัดสินใจในนาทีนั้นพูดโพล่งขึ้นมา
“อย่าค่ะ ถ้าท่านเอาตัวเขาไปท่านจะไม่ได้ตัวหนู แต่จะได้ศพหนูไปแทน แต่ถ้าท่านยกโทษให้เขา ยอมปล่อยเขาไป หนูจะไปกับท่านดีๆ ตกลงไหมคะ”
“ไม่!!” สาตะโกนลั่น ขณะที่ชายรวีก็ตกใจทำท่าจะทักท้วง
“อย่าห้ามหนูเลยค่ะ คุณลำบากเพราะหนูมาหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้ขอให้หนูได้ตอบแทนคุณบ้าง...หนูขอ ท่านจะว่ายังไงคะ”
ท่านมองโสภิตพิไลอย่างเอ็นดูในความกล้าหาญ
“เอ้า หนูกล้าขอ ฉันก็กล้าให้...พาโสภิตพิไลไปที่บ้านใหม่ แล้วอย่าให้อั๊วเห็นหน้าแม่นี่อีก ไม่งั้น...”
ท่านทิ้งคำพูดเป็นปริศนาแล้วผละไป โสภิตพิไลเดินตามลูกน้องของท่านอย่างจำนน โดยที่สายังคงร่ำร้องไม่ให้ลูกสาวทำอย่างนี้
คนอื่นๆยืนมองกันเงียบกริบ เฉิดฉวีกับแหววเข้ามาประกบเอาตัวสันทนาไป หญิงจิ๋มมองสาอย่างชิงชัง ต่างจากชายรวีที่เข้ามาประคองสาด้วยความเห็นใจ
ooooooo










