ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    อีสา-รวีช่วงโชติ

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    สันทนากลับเข้าบ้านเอาเย็นย่ำใกล้ค่ำตามปกติ แต่ที่ผิดปกติก็คือตลอดบ่ายเขาไม่ได้ทำงานเลยสักนิด มัวแต่กกกอดหาความสุขกับสาที่โรงแรม และดูเหมือนว่าเฉิดฉวีจะรู้ทันเสียด้วย

    หล่อนยืนหน้าบึ้งตึงรอการกลับมาของสามี ถามขึ้นเสียงเรียบว่าวันนี้ไปไหนมา

    “ถามแปลก วันนี้วันทำงานนะคะน้อง”

    “แล้วทำงานทั้งวันหรือเปล่าคะ หรือว่าตอนกลางวันแอบออกไปหาอะไรกิน”

    สันทนารู้ทันว่าภรรยาหมายถึงอะไร แต่ตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่า

    “ก็ไม่ได้แอบนะคะ”

    “ไม่แอบก็แปลว่าจะเลี้ยงดูกันออกหน้าออกตาเลยใช่ไหมคะ นังอุษามันมีอะไรดีนักหรือคะ เฉิดอยากจะรู้นัก”

    “นี่น้องแอบตามดูพี่อย่างงั้นเหรอ”

    “ไม่ต้องตามหรอกค่ะ ฟ้าไม่เข้าข้างคนชั่ว เฉิด ไปทำเล็บที่ร้านนั้นพอดี เลยเห็นคนของคุณพี่ไปรับนังอุษา คนเห็นกันทั้งร้าน คุณพี่ไม่คิดถึงเฉิดบ้าง เฉิดจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน พากันไปขึ้นสวรรค์กลางวันแสกๆ ก็ทำได้ ไม่รู้จักอายผีสางเทวดา”

    เฉิดฉวีฟูมฟายทุบตีสามีพัลวัน สันทนาเริ่มโมโหตวาดใส่เสียงเข้ม

    “หยุด พอที มันจะเกินไปแล้วนะน้อง”

    เฉิดฉวีชะงัก น้ำตาปริ่ม ทั้งสองจ้องตากันไปมาอย่างไม่ยอม พอดีสาวใช้วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาขัดจังหวะ รายงานว่าคุณแหววกลับมา สองสามีภรรยาตกใจ ผลุนผลันออกไปโดยเร็ว

    แหววหรือสวาทโฉม ลูกสาวคนเดียวของสันทนากับเฉิดฉวีแต่งตัวล้ำสมัยนั่งไขว่ห้างกระดิกเท้าอยู่ที่ห้องรับแขก ข้างตัวมีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ พ่อแม่เดินแกมวิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น ถามลูกสาวเป็นเสียงเดียวกันว่า กลับมาได้ยังไง แหววยักไหล่แบบอเมริกันจ๋า ตอบอย่างไม่แคร์ว่าตนขี้เกียจอยู่

    “หมายความว่ายังไง ยังไม่ปิดเทอมเลยนี่ ลูกกลับมาแล้วทางโน้นเขาไม่ว่าอะไรเหรอ”

    “แหววไม่สนหรอกค่ะคุณพ่อ แหววลาออกแล้ว แหววไม่กลับไปเรียนที่นั่นอีกแล้ว”

    สันทนากับเฉิดฉวีตาค้าง  แหววไม่สนใจ  วางแก้ว น้ำส้มในมือก่อนลุกขึ้นยืน

    “เด็กมันทำห้องเสร็จรึยังเนี่ย อยู่บนเรือบินแหววนอนไม่หลับเลยค่ะ เหนื้อยเหนื่อย ขอไปนอนพักก่อนนะคะ”

    บ่นเสร็จ เธอเดินขึ้นชั้นบนหน้าตาเฉย ทิ้งให้พ่อแม่มองหน้ากันไปมาประหลาดใจ ก่อนจะตามขึ้นไปอย่างร้อนใจ เฉิดฉวีกระชากผ้าห่มที่ลูกสาวคลุมโปงออก สันทนายืนอยู่ข้างหลัง สีหน้าไม่สู้ดี

    “ลุกขึ้นมาพูดกับพ่อแม่ให้รู้เรื่องก่อนยัยแหวว นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ แกเป็นคนเต้นเร่าๆ อยากจะไปเรียนนอก แล้วจู่ๆ มาลาออก มันเกิดอะไรขึ้น”

    “แหววเหม็นขี้หน้าคน แหววไม่อยากอยู่ยูเดียวกับมัน ไม่อยากเห็นหน้า”

    “ใคร”

    “ศิวพจน์ไงคะ”

    “ไหนก่อนไปว่ารักกันปานจะกลืนกิน”

    “คุณแม่กับคุณพ่อก็ไม่ชอบเขาไม่ใช่เหรอคะ แหววก็เลิกกับเขาแล้ว ไม่ดีหรือไง” เธอพูดแล้วอ้าปากหาวจะทิ้งตัวลงนอน แต่เฉิดฉวีกระชากไว้

    “เดี๋ยว! เลิกกับแฟนมันก็เรื่องนึง แต่จะเลิกเรียนหนังสือด้วยหรือยังไง”

    “ก็เอาไว้แหววค่อยหาที่เรียนใหม่ หรือไม่แหววอาจจะแต่งงาน หาสามีหล่อๆ รวยๆ ซักคน”

    พ่อกับแม่อึ้งกิมกี่ แหววลงนอนเอาผ้าคลุมโปง เฉิดฉวีอยากกรี๊ดแต่กรี๊ดไม่ออก สันทนามองอย่างกลุ้มใจ

    ooooooo

    เย็นวันถัดมา ใจสว่างไปดักเจอชายรวี เพราะสาฝากมาบอกว่าอยากพบเขาโดยเร็ว  มีเรื่องสำคัญมากเกี่ยวกับโสภิตพิไล

    ชายรวีรับทราบแต่ยังไม่ทันซักถามอะไรจากใจสว่างก็มีอันต้องยุติ เพราะโสภิตพิไลเดินเข้ามาพอดี

    “รอนานไหมคะน้าชาย...อ้าวใจ มาทำอะไรจ๊ะ”

    “สวัสดีค่ะพี่โสภิต หนูมาคุยกับอาจารย์น่ะค่ะ อาจารย์อย่าลืมนะคะ หนูไปก่อนค่ะ”

    ใจสว่างยกมือไหว้ชายรวีอีกทีแล้วเดินออกไป โสภิตพิไลมองตามด้วยความสงสัย

    “ใจสว่างมีธุระอะไรกับน้าชายเหรอคะ”

    “เปล่า ไม่ถึงกับมีธุระหรอก ก็แค่เดินผ่านมาเจอกันก็คุยไปเรื่อยเปื่อย”

    “อยู่บัญชี เดินมาทำไมแถวนี้”

    “มาทำหน้าที่เป็นกามเทพให้คนรักกันล่ะมั้ง”

    “โธ่ พี่ปรมัตถ์น่ะเหรอคะ ความจริงพี่เขาเป็นคนดีนะคะ ดีมากด้วย แต่เสียดายโสภิตรักใครไม่ได้อีกแล้ว นอกจากพี่ณุ”

    โสภิตพิไลยิ้มมีความสุข วาดหวังต้องได้ลงเอยกับชิษณุเร็วๆ นี้ แต่หารู้ไม่ว่า สากำลังจะทำให้ความหวังของเธอดับวูบลงในไม่ช้านี้เหมือนกัน!

    สารีบปิดร้านเสริมสวย อนุญาตให้เพ็ญศรีกับคุณชมกลับไป เพื่อรอจะพูดคุยธุระสำคัญกับชายรวี แต่ขณะที่เพ็ญศรีกับคุณชมกำลังจะกลับออกไป ชายรวีสวนเข้ามา คุณชมทำหน้าสงสัยนึกว่าสานัดหนุ่มมาจูจี๋ เพ็ญศรีเลยรีบชี้แจงเพื่อเป็นการตัดบทว่า

    “นั่นลูกเลี้ยงคุณสาเขา ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดหรอกค่ะ เลิกคิด แล้วก็เช็ดน้ำลายด้วย”

    คุณชมหมดข้อกังขา แต่ค้อนขวับใส่เพ็ญศรีที่ชอบรู้ทัน

    ooooooo

    สากับชายรวีนั่งอยู่ในส่วนรับแขกภายในร้านเสริมสวย ใจสว่างยกน้ำออกมารับแขกและทักทายเสียงใส

    “น้ำค่ะอาจารย์...เจอกันอีกครั้งนะคะ”

    “ขอบคุณ...ไม่ยักรู้ว่าคุณพักอยู่ที่นี่”

    “บ้านหนูอยู่ลึกเข้าไปในคลองมหาสวัสดิ์โน่นแน่ะค่ะ มาเรียนลำบาก คุณป้าอุษาเลยกรุณาให้มาอาศัย”

    “ป้าต่างหากที่ได้อาศัยหนูใจมาอยู่เป็นเพื่อนเลยได้ไหว้วานเขาไปส่งข่าวให้คุณชาย”

    “คุณอุษาบอกว่ามีธุระสำคัญเกี่ยวกับโสภิตพิไล เรื่องอะไรหรือครับ”

    ใจสว่างสบตาสาก่อนลุกออกไป เปิดโอกาสให้ทั้งคู่คุยกันตามลำพัง

    “คุณชายรู้จัก “ท่าน” ใช่ไหมคะ” สาเปิดประเด็น

    “หมายถึงท่านที่กำลังมีอำนาจมากที่สุดในสังคมตอนนี้ใช่ไหมครับ”

    “ค่ะ นั่นล่ะค่ะ คุณชายคงได้ยินกิตติศัพท์ของท่านมาบ้าง...คือท่านสนใจโสภิตพิไลค่ะ”

    “อะไรนะ”

    “เป็นเรื่องจริงค่ะ ท่านให้คนสนิทมาติดต่อ ฉันปฏิเสธไปแล้ว แต่เขาไม่ยอม ฉันไม่รู้จะทำยังไง เขาบอกว่า ไม่มีใครขัดขืนท่านได้”

    ชายรวีอึ้งไปนิด พอจะเดาออกว่าสาต้องเผชิญกับอิทธิพลขนาดไหน

    “ฉันไม่อยากให้โสภิตไปเป็นเมียน้อยเมียเก็บของใคร ฉันอยากให้แกมีชีวิตที่ดี มีเกียรติ มีความสุข แต่ว่าฉัน...ฉันกลัวค่ะคุณชาย ฉันอ้อนวอนยังไงทางนั้นเขาก็ไม่ยอมท่าเดียว”

    “ทำใจดีๆ ไว้ครับคุณสา มันอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่คุณกลัวก็ได้”

    “ยังไงคะ”

    “เท่าที่ผมทราบ ท่านสนใจผู้หญิงสวยๆก็จริง แต่ท่านไม่เคยยุ่งกับคนที่มีเจ้าของแล้ว แล้วพอดีคงจะเป็นโชคดีของโสภิตที่หม่อมแม่จับได้ว่าเธอกำลังมีคนรัก ก็เลยจะเกิดการหมั้นหมายกันเร็วๆนี้”

    “อะไรนะคะ โสภิตมีคนรักแล้ว...ใครคะ”

    “ก็ลูกชายของพี่หญิงรองนั่นแหละครับ ชื่อชิษณุ คุณอุษาเคยพบแล้ว”

    “ลูกคุณหญิงรอง! โสภิตจะแต่งงานกับลูกของคุณหญิงรอง”

    “ครับ จะหมั้นเร็วๆนี้ และแต่งงานกันทันทีที่โสภิตเรียนจบ ถ้าคุณอุษาบอกเรื่องนี้กับท่าน ผมว่าก็คงจะหมดปัญหา จริงไหมครับ”

    สานิ่งอึ้ง ตกใจกับข่าวใหม่ที่น่ากลัวยิ่งกว่า...

    ooooooo

    แหววออกไปเที่ยวกลางคืนแล้วกลับมาดึกดื่นจนคนเป็นแม่อดรนทนไม่ไหวเดินหน้าบึ้งตึงมาต่อว่า

    “กลับมาก็เที่ยวหัวราน้ำเชียวนะ”

    “โธ่ คุณแม่ขา แหววหายไปตั้งหลายเดือน กลับมาก็ต้องออกไปสังสรรค์กับเพื่อนเก่าบ้างสิคะ”

    “แล้วสังสรรค์กลางวันไม่ได้หรือจ๊ะ ไปกินน้ำชา ไปดูหนัง เหมือนลูกสาวบ้านอื่นเขา นี่อะไร เป็นสาวเป็นแส้ ออกไปเต้นรำกินเหล้า...เหมือนพ่อแกไม่มีผิด”

    “ก็แหววลูกคุณพ่อนี่คะ พูดถึงคุณพ่อ แหววกลับมาเพิ่งได้เห็นหน้าคุณพ่อครั้งเดียว คุณพ่องานยุ่งหรือคะ”

    “งานอะไร ช่วงนี้พ่อแกเขาหายใจเข้าออกเป็นนังอุษา ป่านนี้ก็คงพากันไปกกอยู่ที่ไหนละมั้ง ไม่กลับง่ายๆ หรอก” เฉิดฉวีพูดอย่างคับแค้น แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะเกรงใจผู้บังคับบัญชาของสามี

    เหตุนี้เองทำให้สันทนาสบายอุรา นัดเจอสาและหาความสุขจากเธอได้อย่างเสรี ค่ำคืนเดียวกันนี้ก็เช่นกัน เขากับเธอเจอกันที่โรงแรม แต่แล้วสาต้องหนักอกหนักใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อสันทนานำแค็ตตาล็อกรถยนต์มาฝากไปให้โสภิตพิไลเลือก

    “ท่านจะซื้อรถยนต์ให้โสภิต คุณเอาไปให้โสภิตเลือกว่าจะเอาสีอะไร แล้วมาบอกผม”

    “ไม่รับได้ไหมคะ”

    “รับไปเถอะน่ะ มันเป็นธรรมเนียม ท่านจะให้ทุกคนเป็นของรับขวัญ”

    “ฉันไม่ได้หมายถึงรถค่ะ ฉันหมายความว่าท่านปล่อยโสภิตไปสักคนได้ไหมคะ แกยังเด็กนัก อายุคราวลูกคราวหลานด้วยซ้ำ อนาคตแกยังไปอีกไกล”

    สันทนารับฟังและเข้าใจทุกอย่าง แต่ตัวเองต้องทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายมา

    “คุณสา เราพูดเรื่องนี้กันไปแล้วนะ ผมบอกแล้วไงว่าไม่มีใครปฏิเสธท่านได้”

    “คุณช่วยฉันได้ไม่ใช่หรือคะ นะคะ ได้โปรด”

    “โสภิตพิไลจะได้บ้านหลังใหญ่ที่สุด รถที่ดีที่สุด เครื่องเพชรที่แพงที่สุด ผมจะทำให้หลานสาวของคุณเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด ชนิดที่ใครๆต้องอิจฉา นั่นคือสิ่งที่ผมทำได้ แต่นอกเหนือกว่านั้น...อย่าหวัง”

    สันทนาย้ำหนักแน่น สานิ่งไปอย่างกลัดกลุ้ม

    ooooooo

    สากลุ้มหนักจนไม่เป็นอันทำอะไร นอนไม่หลับ หน้าตาไม่สดชื่นเหมือนแต่ก่อนจนใจสว่างเป็นห่วง มาเลียบเคียงถามว่า

    “คุณป้ากลุ้มเรื่องพี่โสภิตกับท่านใช่ไหมคะ”

    “ก็ด้วยจ้ะ แต่ยังไม่เท่าเรื่องโสภิตจะแต่งงาน”

    ใจสว่างแปลกใจ สาไม่คิดปิดบัง เล่าเรื่องที่พูดคุยกับชายรวีเมื่อวานให้เด็กสาวฟัง

    สาห้ามไม่ให้โสภิตพิไลแต่งงานกับชิษณุ ซึ่งชายรวีบอกว่าเรื่องนี้ไม่มีใครเห็นด้วย แต่ทั้งสองคนรักกันมากถึงขั้นพากันหนี พี่หญิงรองกับหม่อมแม่ของตนไม่รู้จะทำยังไงก็เลยต้องยอมตามใจ

    “ไม่ค่ะ ยอมไม่ได้ ยังไงก็ไม่ได้ เขาสองคนเป็น...” สานิ่งไปไม่กล้าพูดความจริง

    “ครับ เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่ก็อย่างที่บอกไงครับ พวกเราห้ามเขาไม่ได้ หม่อมแม่ท่านก็เลยตัดสินใจว่าให้ตบแต่งกันให้ถูกต้องเสียยังดีกว่าจะปล่อยให้หนีเตลิดไป”

    ใจสว่างฟังเรื่องทั้งหมดจบลง เข้าใจความกลัดกลุ้มของสา เพราะเธอรู้ความจริงที่สาเก็บงำเอาไว้

    “ที่คุณป้ากลุ้มใจ เพราะจริงๆแล้วพี่โสภิตเป็นลูกสาวคุณป้า ก็เท่ากับว่าเป็นน้าของฝ่ายชาย ไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้องอย่างที่เขาเข้าใจใช่ไหมคะ”

    “โสภิตมีศักดิ์เป็นน้า เป็นญาติผู้ใหญ่ คนโบราณเขาถือนะหนูใจ แต่งงานกับญาติผู้ใหญ่สายเลือดเดียวกันไม่ได้ อัปมงคล ชีวิตจะพากันล่มจมทั้งสองฝ่าย”

    “ถ้าคุณป้ากลัวอย่างนั้น คุณป้าต้องบอกพี่โสภิตนะคะ ให้เธอตัดใจ”

    “ป้าไม่กล้า โสภิตคงจะโกรธป้ามาก”

    “ยังไงคุณป้าก็ต้องบอกใครซักคนล่ะค่ะ ก่อนที่มันจะสายเกินไป”

    สาทำตามคำแนะนำของใจสว่างด้วยการ โทร.หาชายรวีที่บ้าน แต่กลายเป็นหญิงจ้อยรับสาย สาไม่กล้าพูดกลัวเธอจำเสียงได้ จึงวางสายแล้ววานใจสว่างโทร.

    อีกครั้ง หญิงจ้อยจะรับเพราะยังเคืองไม่หาย

    “เมื่อกี้ โทร.มาแล้วไม่พูด ถ้าคราวนี้ไม่พูดอีก แม่จะด่าให้หูชาเลยคอยดู”

    “บาปกรรมเปล่าๆครับพี่หญิง ผมรับเอง จะได้ไม่โมโห...สวัสดีครับ บ้านรวีวารครับ”

    ชายรวีกรอกเสียงลงไป ใจสว่างดีใจ รีบแนะนำตัว

    “อาจารย์รวีใช่ไหมคะ หนูเองค่ะ ใจสว่าง”

    “อ้าว ใจสว่าง” พูดแล้วหันไปบอกพี่สาวที่เท้าสะเอว ยืนตาขวางอยู่ “ลูกศิษย์ผมเองครับ เสียใจด้วย”

    หญิงจ้อยหน้าตูมตึงเดินเชิดหน้าออกไป ชายรวีหันกลับมาพูดกับใจสว่างต่อ ถามว่าโทร.มามีธุระอะไรหรือเปล่า

    “คุณป้าอุษาอยากคุยกับอาจารย์ค่ะ”

    สาคว้าโทรศัพท์มาพูดอย่างร้อนใจ “คุณชาย ฉันเองนะคะ ฉันอยากพบคุณชายสักหน่อยจะได้ไหมคะ ด่วนที่สุดเลยนะคะ วันนี้เลยยิ่งดีค่ะ”

    ชายรวีแปลกใจว่าสามีเรื่องอะไรอีก ทั้งที่เพิ่งคุยกัน เมื่อวาน

    ooooooo

    เย็นวันเดียวกัน ศุภลักษณ์กับโศภีมาที่ตำหนักขาว หญิงจ้อยเห็นพี่ๆ ก็ยิ้มแย้มอารมณ์ดี

    “สวัสดีค่ะ พี่หญิงใหญ่ พี่หญิงรอง...แหม วันนี้มากันพร้อมหน้าเลยนะคะ”

    “ยังไม่พร้อมเท่าไหร่ ขาดหญิงจิ๋มไปคนหนึ่งจ้ะ”

    “อุ๊ย รายนั้นน่ะขาดไปได้ล่ะเป็นดีค่ะ เชิญพี่หญิงข้างในค่ะ หม่อมแม่อาบน้ำอยู่ เดี๋ยวคงลงมา”

    คุณหญิงทั้งสามนั่งที่โซฟา โสภิตพิไลกับหวนเอาขนมกับน้ำชาเข้ามา ศุภลักษณ์นึกว่าว่าที่สะใภ้ลงมือทำขนมปั้นสิบเอง

    “หนูแค่ช่วยปั้นเท่านั้นค่ะ ไส้น่ะฝีมือยายจวน”

    “วันนี้เขามาคุยเรื่องงานหมั้นของเรา จะอยู่คุยด้วยก็ได้นะหวน เพราะถ้าหวนไม่มาฟ้องคงหนีเปิดกันไปถึงไหนแล้ว ไม่ได้จัดงานหมั้นหรอก”

    “แหม คุณหญิงจ้อยก็...หวนทำไปเพราะหวังดีนะคะ”

    “ก็ถูกแล้วนี่ ใครไปว่าอะไร ต้องขอบคุณหวนด้วยซ้ำ”

    “แล้วนี่ตาณุไม่มาด้วยหรือ งานหมั้นตัวเองทั้งที”

    “ไม่อยู่ค่ะพี่หญิง ไปออสเตรเลีย ตอนที่คิดจะ หนีน่ะไปบอกบริษัทเขาว่าจะไป ทีนี้พอโดนจับได้ไม่ต้องหนีแล้ว เลยต้องไปทำงานให้เขาจริงๆตามที่พูดไว้”

    “คงแทบขาดใจเลยล่ะสิท่า ป่านนี้”

    โศภีหรือหญิงรองมองหน้าโสภิตพิไลที่นั่งอมยิ้ม แววตาสุกใสมีความสุขแล้วอดสัพยอกขึ้นมาไม่ได้ว่า

    “แม่โสภิตนี่ก็น้อยกว่ากันเมื่อไหร่ ได้ยินชื่อตาณุหน่อยล่ะหน้าสดใสขึ้นมาเชียว”

    “เก็บอาการหน่อยนะจ๊ะแม่คุณ เดี๋ยวหม่อมยายเห็นเข้าจะหมั่นไส้”

    “ใช่...แล้วตอนผู้ใหญ่คุยกันน่ะอย่ามาแอบฟังล่ะ ถ้าหม่อมยายจับได้ล่ะก็โดนดีแน่”

    บรรดาน้าหญิงช่วยกันตักเตือน โสภิตพิไลรับปากแข็งขันว่าตนไม่ทำแน่ เพราะตอนนี้ตนต้องทำคะแนนให้หม่อมยายเห็นใจมากๆ

    ooooooo

    ขณะที่ญาติๆกำลังเตรียมเจรจาเรื่องงานหมั้นของโสภิตพิไลกับชิษณุ แต่ชายรวีกลับต้องเลี่ยงออกจากบ้านไปพบสาที่ร้านเสริมสวย

    ชายรวีมาถึงก่อนใจสว่างที่พาแป้นมาด้วย เด็กสาวทำความเคารพเขาก่อนจะแนะนำว่าแป้นคือยายของตน แล้วทั้งหมดก็พากันไปนั่งที่โซฟารับแขก โดยที่ใจสว่างนั่งห่างออกมาเล็กน้อยตามประสาเด็ก

    “ความจริงเรื่องนี้ฉันตั้งใจจะปิดเอาไว้เป็นความลับตลอดชีวิต แต่ในเมื่อโสภิตกำลังจะทำในสิ่งที่ไม่สมควร ฉันเลยต้องพูด คุณชายคะ ความจริงแล้วโสภิตพิไลไม่ใช่ลูกของคุณหญิงโสภาค่ะ”

    “อะไรนะ” ชายรวีสีหน้าตกใจมาก

    “คุณชายได้ยินไม่ผิดหรอกค่ะ โสภิตไม่ใช่ลูกของคุณหญิงโสภา แต่แกเป็นลูกของฉัน ลูกที่เกิดจากหม่อมเจ้าโชติช่วงรวี รวีวาร ท่านพ่อของคุณชาย”

    “ลูกของคุณสากับท่านพ่อ”
    “ค่ะ โสภิตพิไล จริงๆแล้วคือหม่อมราชวงศ์หญิงโสภิตพิไล รวีวาร ลูกสาวคนเล็กของหม่อมเจ้าโชติช่วงรวี เธอจึงมีศักดิ์เป็นน้องสาวของคุณชาย และเป็นน้าสาวของชิษณุ”

    “แต่ว่าในทะเบียนบ้าน...”

    “โสภิตพิไลเกิดหลังจากที่ท่านชายสิ้นไปแล้ว คุณหญิงโสภาสงสารน้องสาวไม่อยากให้เป็นลูกกำพร้า แล้วตัวเธอเองก็ไม่มีลูก เธอเลยรับโสภิตพิไลไปเป็นลูกของเธอกับคุณสมศักดิ์ตั้งแต่เกิดค่ะ”

    “เป็นความสัตย์จริงค่ะคุณชาย อิฉันอยู่กับคุณสาในวันที่เธอคลอดโสภิตพิไล แล้วเป็นคนที่รู้เห็นเรื่องนี้มาตลอด อิฉันยืนยันได้”

    “หนูบังเอิญได้ยินตากับยายพูดเรื่องนี้ตอนหนูเด็กๆ ตากับยายขอให้หนูเก็บเป็นความลับ เพราะมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย จะให้พี่โสภิตรู้ไม่ได้ พี่โสภิตพิไลเป็นลูกของคุณป้าอุษาจริงๆค่ะอาจารย์”

    แป้นกับใจสว่างช่วยยืนยันจนชายรวีหมดข้อสงสัย พูดกับสาว่า “เพราะอย่างนี้คุณถึงยอมให้โสภิตพิไลแต่งงานกับชิษณุไม่ได้”

    “ค่ะ แต่ฉันยอมรับว่าฉันกลัว ฉันไม่กล้าบอกโสภิต ฉันรู้ว่าแกจะต้องโกรธฉันมาก ฉันเลยหวังพึ่งคุณชาย”

    ชายรวีนิ่งงัน รู้สึกหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก

    ooooooo

    ที่ตำหนักขาว หม่อมพริ้มนั่งอยู่ท่ามกลางลูกสาวสามคน พูดคุยกันเรื่องงานหมั้นของโสภิตพิไลกับชิษณุ

    “แม่ว่าไม่ต้องจัดงานให้มันเอิกเกริกอะไรหรอกหญิงรอง วันหมั้นก็แค่นิมนต์พระมาทำบุญ แล้วก็สวม แหวนกันก็พอแล้ว”

    “แล้วแขกเหรื่อหรือญาติผู้ใหญ่ล่ะคะหม่อมแม่ จะเชิญใครบ้าง”

    “พูดตรงๆ แม่ก็ยังตะขิดตะขวงใจ ไม่ต้องเชิญใครหรอก อายเขา”

    ศุภลักษณ์ตอบรับเสียงเบาด้วยความน้อยใจ หญิงจ้อยสงสารพี่สาว ช่วยแย้งขึ้นมา

    “ทำไมต้องอายล่ะคะหม่อมแม่ หญิงเห็นพวกเจ้านายท่านก็ยังเสกสมรสกับพี่น้องสายเลือดเดียวกันได้”

    “นั่นมันเจ้านาย ท่านต้องเสกกันเอง เพราะโอรสธิดาจะได้เป็นอุภโตสุชาติ เป็นสายเลือดบริสุทธิ์เพื่อมาสืบทอดราชบัลลังก์ คนธรรมดาไม่มีใครเขาทำกัน”

    “แต่โสภิตกับตาณุก็เป็นแค่ลูกพี่ลูกน้อง นับทางพ่อก็ไม่เกี่ยวข้องกันเลย หญิงไม่เห็นว่าจะน่าเกลียดมากมายอะไร ถ้าไม่จัดงานเสียเลย หญิงกลัวเด็กเขาจะเสียใจ”

    หม่อมพริ้มมองศุภลักษณ์หรือหญิงรองอย่างอ่อนใจ “กระบวนกลัวลูกล่ะไม่มีใครเกินหล่อนจริงๆ หญิงจ้อยให้ใครไปตามแม่โสภิตมาที”

    ครู่ต่อมา โสภิตพิไลเข้ามานั่งพับเพียบเรียบร้อย ยืนยันขันแข็งกับหม่อมพริ้มว่าตนไม่เสียใจ และคิดว่าชิษณุก็ต้องเข้าใจ

    “พูดแค่เรื่องของตัว ไม่ต้องไปพูดแทนคนอื่น ยังไม่ได้เป็นอะไรกับเขาสักหน่อย”

    “ค่ะหม่อมยาย หนูเข้าใจ ดีใจเสียอีกที่จะไม่จัดงาน เพราะหนูไม่อยากทำให้ใครๆต้องลำบากใจ”

    “แน่นะ”

    “ค่ะ แค่หม่อมยายยอมให้เราสองคนหมั้นกันหนูก็ขอบพระคุณมากแล้ว”

    “งั้นก็ตกลงตามนี้ เรื่องเครื่องทองของหมั้น ถึงจะเป็นญาติกันเธอก็ต้องทำมาให้ถูกต้องเหมาะสม เข้าใจไหมหญิงรอง”

    “ค่ะหม่อมแม่” ศุภลักษณ์กับโสภิตพิไลยิ้มให้กันอย่างสมหวัง

    ooooooo

    แต่แล้วถัดมาอีกไม่กี่ชั่วโมง หญิงจ้อยก็หน้าตาตื่นเมื่อได้ฟังชายรวีเล่าเรื่องจริงที่สาปริปากออกมาเมื่อตอนเย็น หญิงจ้อยรับไม่ได้ ฉุดรั้งชายรวีให้รีบไปบอกหม่อมพริ้ม

    “ไปเลยไป เรื่องใหญ่ขนาดนี้เธอต้องรีบบอก หม่อมแม่”

    “ใจเย็นก่อนสิครับพี่หญิง ขืนผมบอกออกไป หม่อมแม่ต้องไม่ยอมให้สองคนนั้นแต่งงานกันแน่”

    “ก็ใช่น่ะสิ”

    “แล้วโสภิตจะเป็นยังไงครับพี่หญิง แกกำลังมีความสุข มีความหวัง ถ้าแกรู้เรื่องนี้แกจะรู้สึกยังไง”

    หญิงจ้อยอึ้งไป ชายรวีพูดอย่างหนักใจ

    “เรื่องแต่งงานมันก็เรื่องนึงนะครับ แต่ถ้าโสภิตรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกของพี่หญิงโสภาแต่เป็นลูกของคุณอุษา แกคงจะเสียใจมาก”

    “แล้วชายจะไม่ทำอะไร ปล่อยให้มันเป็นความลับต่อไปงั้นหรือ”

    หญิงจ้อยเปลี่ยนเป้าหมาย พาชายรวีบ่ายหน้าไปห้องโสภิตพิไล แต่แล้วทั้งคู่ก็ไม่กล้าพูดความจริง เพราะเวทนาโสภิตพิไลที่กำลังเห่อสร้อยข้อมือเพชรที่หม่อมพริ้มเพิ่งให้มาสำหรับไว้ใส่ในวันหมั้น

    ooooooo

    แหววท่องราตรีอีกเช่นเคย แต่ครั้งนี้ไปได้ไม่นานก็อารมณ์เสีย เพราะมีเพื่อนสาวคนหนึ่งพูดถึงศิวพจน์ที่เห็นรักกันจี๋จ๋า แต่ทำไมถึงแยกตัวกลับมา อยากรู้ว่าทะเลาะอะไรกัน

    “ช่างมันเถอะน่ะ จะมาซักไซ้ให้ได้อะไรขึ้นมานะ” แหววหงุดหงิด เรียกบริกรมาเก็บเงินแล้วผลุนผลันออกจากไนต์คลับโดยไม่ฟังเสียงร่ำร้องของเพื่อนสาว

    แหววบึ่งรถกลับเข้าบ้านแทบจะพุ่งชนสาวใช้ที่ออกมาเปิดประตูรับ เสียงกรีดร้องทำให้เฉิดฉวีที่นั่งรอสันทนาลุกพรวดด้วยความตกใจ ถามลูกสาวที่เดินปึงปังเข้ามา

    “เมื่อกี้เสียงอะไร ยัยแหวว”

    “แหววขับรถชนต้นไม้ค่ะ”

    “แต่แม่ได้ยินเสียงร้อง”

    “แหววหลบค่ะ เลยโดนคน”

    “ตายแล้ว!”

    “ไม่ตายค่ะ แค่เจ็บ ถามพอหรือยังคะ”

    “นี่...ยัยแหวว” เฉิดฉวีกระชากแขนลูกสาวที่ทำท่าจะเดินขึ้นห้อง “แม่เป็นแม่แกนะ ไม่ใช่กระโถน จะโกรธใครมาจากไหนก็ช่าง แกจะมาลงกับแม่แบบนี้ไม่ได้”

    “ก็แหววอารมณ์ไม่ดีนี่คะ แหววโกรธ คนมันกวนโมโหแหวว”

    “แล้วแกคิดว่าฉันสบายใจนักหรือไง ฉันก็โกรธ ฉันไม่เห็นจะทำตัวบ้าบออย่างแก”

    “ก็ทำสิคะ ใครไปห้ามล่ะ”

    เฉิดฉวีสุดทน คว้าแจกันใกล้มือปาลงพื้นแตกกระจาย แหววเลียนแบบบ้าง ผลักตุ๊กตากระเบื้องจากชั้นโชว์หล่นลงพื้นดังโครม แล้วสองแม่ลูกก็สลับกันคว้าข้าวของปาคนละเปรี้ยงสองเปรี้ยงระบายอารมณ์ ก่อนจะนั่งลงอย่างเหนื่อยหอบด้วยกันทั้งคู่

    “ดีขึ้นไหมคะคุณแม่”

    เฉิดฉวีไม่ตอบ แต่สีหน้ายอมรับ...แหววเองก็คลายความหงุดหงิดหัวเสีย ลุกไปเอาเครื่องดื่มมาให้พร้อมกับถามแม่ว่าโกรธพ่อเรื่องอะไร

    “พ่อแกไปติดผู้หญิง”

    “คุณแม่แน่ใจเหรอคะ”

    “แม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นใคร พ่อแกรักเขามาก ไปขลุกอยู่กับเขาแทบทุกคืน แต่ก็อย่างว่าล่ะนะ แม่จะไปทำอะไรพ่อแกได้”

    “แม่ทำอะไรคุณพ่อไม่ได้ ก็ไปทำคนอื่นสิคะ”

    “แหววว่าอะไรนะลูก”

    “คุณแม่โกรธ คุณแม่จะเก็บเอาไว้ทำไม ต้องระบายออกไปค่ะ”

    เฉิดฉวียิ้มพราย เป้าหมายคือร้านเสริมสวยของสา!

    ooooooo

    เพียงวันถัดมา เฉิดฉวีก็ส่งชายฉกรรจ์สี่ห้าคนไปทำลายข้าวของในร้านสาย่อยยับ ก่อนที่เธอกับลูกสาวจะปรากฏตัว

    “สมน้ำหน้า นี่ฉันว่ายังน้อยไปนะ สำหรับผู้หญิงแพศยาที่ชอบแย่งผัวชาวบ้านอย่างเธอ”

    “อะไรนะคะ นี่คุณ...เป็นฝีมือคุณใช่ไหม”

    “เอาเป็นว่านี่แค่เบาะๆ ถ้าหากแกยังมายุ่งกับคุณพ่อของฉัน แกไม่มีที่ซุกหัวนอนแน่”

    แหววสำทับเสียงเข้ม สีหน้าจริงจัง แล้วพามารดากลับออกไปอย่างสาสมใจ ส่วนพวกสาช่วยกันเก็บข้าวของเข้าที่ หลายอย่างที่แตกหักเก็บทิ้งเป็นขยะไป

    “ฉันเตือนคุณสาแล้วใช่ไหม ว่าคุณกำลังหาเรื่องใส่ตัว คุณชอบเขาเหรอคะ”

    “ฉันเหงา...แล้วเขาก็ดีกับฉันมากนะเพ็ญ”

    “แต่เขามีลูกมีเมียแล้วนะคะ ทำไมคุณ...”

    “ตอนแรกมันเป็นความบังเอิญ แล้วหลังจากนั้นมันก็มีมาอีกเรื่อยๆ ฉันว่าจะไม่ แต่ฉันก็ขัดเขาไม่ได้

    ซักครั้ง จะไปโทษเขาก็ไม่ถูก โทษตัวฉันเองดีกว่า ฉันมีความสุขเวลาที่อยู่กับเขา เพ็ญไม่เข้าใจหรอก ฉันไม่เหมือนเพ็ญ ฉันมันคนมีกรรม ฉันอยู่คนเดียวไม่ได้มันไม่มีความสุขเลย”

    สาระบายความอัดอั้นแล้วผละไปนั่งร้องไห้อย่างคับแค้น ใจสว่างกลับมารู้เห็น แววตาบอกชัดว่าสงสารและเห็นใจ ค่อยๆเดินเข้ามาเอ่ยกับเพ็ญศรีว่า

    “สงสารคุณป้านะคะ”

    “จริงๆก็น่าเห็นใจ คุณสาแกเป็นคนดีนะหนูใจ ดีทุกอย่างจะเสียอยู่เรื่องเดียวก็เรื่องนี้แหละ”

    “คนเราไม่มีใครดีพร้อมหรอกค่ะน้าเพ็ญ”

    “ก็ใช่ แต่เป็นผู้หญิงมาเสียเรื่องชู้สาวมันเสีย

    มากกว่าเรื่องไหนๆ โชคดีนะที่โสภิตพิไลไม่รู้เรื่องนี้ ถ้าเขารู้ล่ะก็คงเสียใจแย่” พูดแล้วเพ็ญศรีถอนใจ มองไปที่สาอย่างกลัดกลุ้ม

    ooooooo

    เย็นวันถัดมา หลวงหาญกลับจากทำงานพาชิษณุมาที่บ้าน สร้างความประหลาดใจให้ศุภลักษณ์เป็นอย่างมากเพราะยังไม่ถึงกำหนดกลับของลูกชาย

    ชิษณุเร่งทำงานจนเสร็จก่อนเวลาเพื่อรีบกลับมาดูหน้าว่าที่เจ้าสาว ปรากฏว่าศุภลักษณ์ให้โสภิตพิไลมาลองชุดแต่งงานอยู่พอดี ชิษณุเลยได้เห็นเธอในชุดไทยจักรีสวยงาม

    ขณะที่ทุกคนกำลังมีความสุข ชายรวีปรากฏตัวเพื่อรับโสภิตพิไลกลับบ้าน พอรู้ว่าชิษณุกลับมาแล้วจึงขอคุยส่วนตัวกับเขาตามลำพัง

    ชายรวีตัดสินใจบอกความจริงเรื่องชาติกำเนิดของโสภิตพิไลว่าเธอไม่ใช่ลูกคุณหญิงโสภากับสมศักดิ์ แต่เป็นลูกของสาหรืออุษากับหม่อมเจ้าโชติช่วงรวี รวีวาร

    “อะไรนะ!”

    “โสภิตเป็นลูกท่านพ่อของน้า ท่านตาของณุ ที่ติดท้องหม่อมอุษาไปตอนที่เธอหนีออกจากวังรวีวาร โสภิต คือหม่อมราชวงศ์หญิงโสภิตพิไล รวีวาร เธอมีศักดิ์เป็นน้องสาวของน้าและพี่หญิงศุภลักษณ์ เท่ากับมีศักดิ์เป็นน้าสาวของณุ”

    ชิษณุช็อก ถามเสียงเครือว่าโสภิตรู้หรือเปล่า

    “คุณอุษาไม่ได้บอกใครเลยนอกจากน้า และที่น้าต้องบอกณุ เพราะน้ายอมให้ณุกับโสภิตแต่งงานกันไม่ได้”

    “หลานชายแต่งงานกับน้าสาว” ชายหนุ่มเค้นเสียงอย่างขมขื่น

    “ใช่...เป็นแค่ลูกพี่ลูกน้องกันยังพออนุโลม

    แต่นี่โสภิตมีศักดิ์เป็นน้า เป็นน้องของแม่ ถึงจะไม่ใช่สายตรงแต่ก็ถือว่าเป็นญาติผู้ใหญ่”

    “หยุด! พอที! ไอไม่อยากฟัง”

    “ณุต้องฟัง เพราะน้าต้องการให้ณุช่วย ณุเป็นคนเดียวที่จะหยุดเรื่องนี้ได้”

    ชิษณุน้ำตาคลอเจ็บปวดเหมือนใจจะขาด ร่ำร้องว่าทำไม ทำไมต้องเป็นตนด้วย

    “เพราะณุเป็นผู้ชาย ต้องอดทนได้มากกว่า เสียสละได้มากกว่า เพราะน้ารู้ว่าโสภิตรักณุมากและเธอไม่เข้มแข็งพอที่จะเดินจากไป”

    “พี่ณุขา...” เสียงโสภิตพิไลดังแว่วมา ชิษณุรีบเช็ดน้ำตาและเมินหนีแทบไม่มองหน้าเธอ “พี่ณุ น้าชาย...

    ป้าหญิงรองให้โสภิตมาตามค่ะ เห็นหายออกมาตั้งนาน พี่ณุเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”

    “พี่...พี่รู้สึกไม่ค่อยสบาย ขอโทษที” พูดจบชิษณุเดินหนีไปทันที โสภิตพิไลทำท่าจะตามแต่ชายรวีคว้าแขนไว้

    “น้าชายคะ พี่ณุเป็นอะไร”

    “ก็เขาบอกแล้วไงว่าไม่สบาย เพิ่งเดินทางมาไกลสงสัยจะผิดอากาศกระมัง เราไปลาพี่หญิงรองแล้วกลับบ้านกันเถอะ ทางนี้เขาจะได้พักผ่อน”

    “ค่ะ” โสภิตพิไลรับคำ แต่ในใจคลางแคลงเพราะชิษณุไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

    ooooooo

    เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงศุภลักษณ์กรีดร้องลั่นบ้านหลังจากเข้ามาในห้องลูกชายแล้วไม่พบเจ้าตัว มีแต่จดหมายบอกลาทิ้งไว้ หลวงหาญตามเข้ามาในห้อง อ่านข้อความที่ลูกชายเขียนไว้ด้วยความตกใจและงุนงง

    “กราบเท้าคุณพ่อคุณแม่ที่เคารพรัก ผมตัดสินใจจะไปอยู่ที่ต่างจังหวัด ไม่มีกำหนดกลับ ไม่ต้องห่วงผม และไม่ต้องพยายามติดต่อ ผมจะกลับมาเองเมื่อพร้อม ...ชิษณุ”

    “ไปอยู่ต่างจังหวัด...ไม่มีกำหนดกลับ?”

    “ลูกกำลังจะหมั้น กำลังจะแต่งงาน แล้วจู่ๆ

    ทำแบบนี้มันหมายความว่ายังไงคะคุณหลวง ลูกเป็นอะไรไป”

    สองสามีภรรยาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น รีบร้อนไปส่งข่าวที่ตำหนักขาว ทุกคนตกใจ ยกเว้นชายรวีกับหญิงจ้อยที่มองหน้ากันอย่างเดาเหตุการณ์ได้ หม่อมพริ้มซักถามโสภิตพิไลว่าเมื่อวานมีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า

    “ไม่มีนี่คะ ก็คุยกันดีๆ แล้วพี่ณุก็ขอตัว บอกว่าไม่สบาย”

    “พอชายรวีกับโสภิตกลับไป ตาณุก็ปิดไฟเงียบอยู่ในห้อง หญิงคิดว่าลูกเหนื่อยเพราะเดินทางมาไกล เลยไม่อยากกวน แต่พอตอนเช้าไปปลุกก็เจอแต่จดหมาย เมื่อวานชายคุยกับหลานตั้งนาน หลานว่าอะไรบ้างหรือเปล่า มีเรื่องคับอกคับใจอะไรไหม”

    “ณุบอกกับผมว่า...เขามาทบทวนดูแล้ว เขายังไม่พร้อมจะแต่งงานครับ”

    โสภิตพิไลช็อก เหมือนโลกถล่มลงตรงหน้า ความหวังพังสิ้น ถึงกับเป็นลมหมดสติ หวนพุ่งเข้ามาประคอง...

    ชายรวีรู้สึกเสียใจ หญิงจ้อยมองน้องชาย สบตาให้กำลังใจว่าเขาทำถูกแล้ว

    ooooooo

    สันทนาถูกเรียกตัวมาพบ “ท่าน” ที่โรงพยาบาล ท่านเจ็บไข้นิดหน่อยแต่ร้อนใจเรื่องที่ไหว้วานให้สันทนาไปจัดการเป็นเวลานานแล้วยังไม่คืบหน้า

    “มันก็ไม่ใช่ง่ายนะครับท่าน เขายังเด็กมาก เด็กดีด้วย ทางบ้านเขาก็หวงเป็นธรรมดา มันก็ต้องหว่านล้อมกันนานหน่อย”

    “ไปหว่านล้อมกันในโรงแรมไม่รู้กี่หนต่อกี่หนแล้วยังไม่สำเร็จอีกเหรอ ท่าทางจะหมดน้ำยาแล้วมั้งไอ้สัน”

    “ขอเวลาผมอีกหน่อยเถอะครับท่าน รับรองไม่พลาดแน่”

    “พี่ไม่อ้อมค้อมล่ะนะสัน เอาเป็นว่าถ้าสันพาเด็กคนนั้นมาดีๆไม่ได้ พี่จะให้คนอื่นไปพามา เข้าใจนะ”

    “ครับท่าน” สันทนารู้ว่าจากนี้ไปโสภิตพิไลไม่รอดแน่...หลังจากนั้นในตอนบ่าย สันทนาไปพบสาที่ร้านเสริมสวย เป็นจังหวะที่เธออยู่คนเดียว เพ็ญศรีกับคุณชมเพิ่งจะขอกลับไปก่อนหน้านี้แค่ครู่เดียว

    สันทนาแสดงท่าทีไม่พอใจถามสาทำไมไม่ยอมไปทั้งที่ตนส่งวัชรินทร์มารับเมื่อกลางวัน สาบอกว่าตนไม่อยากเดือดร้อน ถ้าอยากรู้รายละเอียดให้ไปถามเมียของเขา ถามกันให้รู้เรื่อง

    “นี่หมายความว่า...”

    “เมียกับลูกคุณมาอาละวาดที่นี่ ด่าฉัน เอาคนมาพังร้านฉันเสียไม่มีชิ้นดี เพราะคุณนั่นแหละ”

    “ทุเรศจริง” สันทนาสบถในลำคอ

    “รู้แล้วก็กลับไปได้ อย่ามายุ่งกับฉัน...ออกไป” สาผลักไส สันทนาจับมือเธอไว้ แต่เธอไม่หยุด กลับยิ่งทุบตีและพูดจาท้าทาย “ไม่หยุดจะทำไม มีเมียแล้วก็กลับไปหาเมีย อย่ามายุ่งกับฉัน”

    “ผมบอกให้หยุด ถ้ารักจะอยู่ด้วยกัน อย่าดื้อ” สันทนาผลักสาชิดผนังและจับมือตรึงไว้ทั้งสองข้างก่อนระดมจูบใบหน้าเธอด้วยอารมณ์รุนแรง ครู่เดียวสาอ่อน ปวกเปียกไปลงเอยกันบนเตียงอีกเหมือนเคย

    ทั้งคู่นอนกกกอดกันในห้อง สันทนาพูดจาอ่อนหวานชวนสาคืนดี สาทำกระเง้ากระงอดถามว่า “แล้วเมียคุณล่ะ”

    “เขาจะไม่มาที่นี่อีกเป็นอันขาด คุณเชื่อผมได้”

    “แต่ฉันไม่อยากเป็นเมียน้อยของใคร”

    “พูดอย่างกับไม่เคยเป็น...ผมไปสืบมาแล้ว คุณเคยเป็นเมียน้อยของท่านชายที่วังรวีวารไม่ใช่เหรอ”

    “ตอนนั้นฉันยังเด็ก”

    “ตอนนี้คุณก็แก่...จะคิดมากทำไม เลิกพูดเรื่องนี้ก่อนเถอะ ที่ผมอยากคุยกับคุณเพราะว่าเมื่อกลางวันผมเพิ่งไปพบกับท่านมา”

    “ท่านว่ายังไงบ้างคะ”

    “ท่านสั่งมาแล้ว เดือนหน้าเป็นวันคล้ายวันเกิดของผม ท่านจะจัดงานเลี้ยงฉลองให้ และในงานนั้นท่านจะต้องได้พบกับโสภิตพิไล ถ้าโสภิตพิไลไม่ไปกับผมดีๆ อาจจะมีคนอื่นมาพาไป แล้วคุณอาจจะไม่ได้เห็นหน้าหลานสาวของคุณอีกเลย”

    สาฟังแล้วหน้าซีดเผือดอย่างหวาดกลัว!!

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "มุก" จูบ "เก้า" เม้าท์ทูเม้าท์ ดีไซน์สุดฮาท่าโดนไฟช็อตใน "บ้านสาวโสด" ตอนแรก

    "มุก" จูบ "เก้า" เม้าท์ทูเม้าท์ ดีไซน์สุดฮาท่าโดนไฟช็อตใน "บ้านสาวโสด" ตอนแรก
    27 ก.ย. 2563

    23:30 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2563 เวลา 00:18 น.