ตอนที่ 3
เมื่อสิ้นท่านชายก็สิ้นเสาหลักของบ้าน หม่อมพริ้ม ไม่ต้องการรับภาระเลี้ยงดูบรรดาหม่อมและบ่าวไพร่จำนวนมาก หลายคนจึงต้องออกไปจากวัง โดยหม่อมพริ้ม เรียกหม่อมทั้งสามมารับฟังในเช้าวันหนึ่ง
“ฉันมีเรื่องสำคัญที่หล่อนทั้ง สามคนจะต้องรับรู้ เดือนหน้าพระคลังข้างที่จะเข้ามายึดที่ดินด้านหลังตำหนักใหญ่ทั้งหมด เพราะท่านชายทรงจำนองไว้”
“หา! ท่านชายเอาที่ดินไปจำนองทำไมล่ะคะ” หม่อมลำดวนอุทานหน้าตาตื่น ขณะที่คนอื่นๆหน้าเสียไปตามกัน
“วัง รวีวารใหญ่โตกว้างขวางจะดูแลก็ต้องใช้คนมากมาย ในปีหลังๆท่านชายทรงต้องเลี้ยงดูคนจำนวนมาก ทั้งๆที่ทรงลาออกจากราชการแล้ว รายได้ลดน้อยลงมาก ท่านชายเลยต้องเอาที่ดินด้านหลังตำหนักไปจำนองไว้ เพื่อเอาเงินมาใช้จ่ายเลี้ยงดูทุกคนในวัง”
เจิมยกมือไหว้ท่วมหัวชื่นชมน้ำพระทัยท่านช่างประเสริฐเหลือเกิน หม่อมนิ่มทำท่าจะร้องไห้เพราะกลัวไม่มีที่ซุกหัวนอน
“ที่ดิน ด้านหลัง รวมทั้งเรือนของพวกหล่อน สำนักงานทรัพย์สินเขาจะมายึดไป ยกเว้นที่ตรงตำหนักใหญ่ที่ไม่ได้ติดจำนอง เพราะเป็นที่พระราชทาน ซื้อขายไม่ได้”
หม่อมนิ่มโล่งอก จะตีความหมายว่าพวกตนยังได้อยู่่ต่อ แต่หม่อมพริ้มชิงชี้แจงเสียก่อนว่า
“พวก หล่อนทุกคน เมื่อท่านชายสิ้นแล้วก็ถือว่าเป็นอิสระ ถ้ากลับบ้านกลับช่องไปฉันก็จะแบ่งเงินให้ติดตัวไป คงไม่มากมายอะไรนัก แต่ที่ผ่านมาหล่อนก็ได้ทองหยองเครื่องแต่งตัวกันไปไม่น้อย คงไม่ถึงกับลำบากยากแค้นอะไร”
หม่อมนิ่มกับหม่อมน้อยฟังแล้วหน้าซีด หม่อมลำดวนไม่พอใจลุกขึ้นโวยว่าตำหนักใหญ่ก็ยังอยู่
“ท่านชายตรัสเอาไว้ชัดเจน ตำหนักใหญ่เป็นของฉันกับลูกเท่านั้น พวกหล่อนไม่มีสิทธิ์”
หม่อมลำดวนอึ้ง แล้วเปลี่ยนเป็นโกรธ หันขวับไปโทษสาว่าเป็นต้นเหตุแห่งความเดือดร้อน แล้วโถมเข้าตบตีจนเจิมกับหวนต้องช่วยกันห้ามเพราะหม่อมพริ้มไม่ให้มาตบกันต่อหน้าตน
“ทำไมคะหม่อม หม่อมมาห้ามฉันทำไม อีสามันทำลายชีวิตฉัน มันทำลายพวกเราทุกคน มันฆ่าท่านชาย ท่านสิ้นก็เพราะมัน...อีมักมาก อีกาลี”
“เอาตัวออกไป” หม่อมพริ้มตวาดเสียงแข็ง เจิมกับหวนจึงลากหม่อมลำดวนออกไป ทั้งที่เธอยังตะโกนด่าสาไม่หยุดหย่อน สาหน้าเสีย หันมองหม่อมพริ้มเหมือนจะหาที่พึ่งแต่ต้องอึ้ง เมื่อเห็นสายตาบ่งชัดว่าหม่อมก็มองว่าเธอเป็นคนผิดเหมือนกัน
หลายวันต่อมา หม่อมทั้งสามพร้อมสาวใช้ก็มีอันต้องออกจากวังไปตามทางของตน แต่ละคนจิกตามองสาอย่างเกลียดชัง และเชิดใส่ไม่ยอมรับไหว้เมื่อสาพนมมือ เจิมเห็นเหตุการณ์โดยตลอด ปลอบใจสาหลังจากทุกคนไปหมดแล้ว
“อย่าไปถือสาท่านเลยวะนังสา ท่านคงเสียใจ”
“ฉันไม่เสียใจเหรอป้า ที่ตายไปน่ะก็ผัวฉันเหมือนกันนะ”
“เอาเถอะน่า ยังไงหม่อมท่านก็ไปแล้ว”
สาน้ำตารื้น ลงนั่งอย่างหมดอาลัยตายอยาก รำพันว่าตนก็อยากไปให้พ้นๆเหมือนกัน ทุกวันนี้อยู่ก็มองหน้าใครเขาไม่ได้ คนมันหาว่าตนทำให้ท่านชายมีอันเป็นไป
“เออน่ะ เอ็งก็อย่าคิดมากเลยวะ คนมันมีปากก็พูดกันไป”
“ก็มันพูดให้ได้ยินนี่ป้า ฉันเป็นลูกกำพร้า ก็มีแต่ท่านชายเป็นที่พึ่ง ท่านรักฉัน เมตตาฉัน ฉันได้ดีมีสุขก็เพราะท่าน ฉันจะไปทำร้ายท่านทำไม สิ้นท่านชายฉันก็ไม่มีใครแล้วนะป้า พวกหม่อมๆท่านยังมีที่ไป แต่ฉันสิ...”
สาเสียงขาดหาย สีหน้าหนักใจเป็นที่สุด แล้วอีกวันต่อมาสาและบ่าวทุกคนก็ถูกหม่อมพริ้มเรียกมารับทราบบทบาทหน้าที่
“ตอนนี้เราไม่ได้ร่ำรวยเหมือนเก่า บ่าวไพร่คนอื่นๆข้าก็ให้ออกไปหมดแล้ว เหลือแต่พวกเอ็งที่ทิ้งกันไม่ได้ เพราะเป็นคนเก่าคนแก่ พวกเอ็งก็อยู่กันที่เรือนบ่าวเหมือนเดิม เคยอยู่ยังไงก็อยู่กันไป มีงานอะไรก็ช่วยๆกันทำ”
“แล้วสาล่ะคะหม่อม”
หม่อมพริ้มมองสา อดเวทนาไม่ได้ “เอ็งก็ช่วยดูแลคุณชายกับลูกๆของข้า ไม่ต้องทำงานหนักเหมือนคนอื่น ยังไงเสียข้าก็ถือว่าเอ็งเคยเป็น...” หม่อมยั้งคำว่าเมียไว้...สารับรู้ ถามต่ออย่างมีความหวัง
“งั้นให้สาย้ายขึ้นมาอยู่กับคุณชายหรือคะ”
“ไม่ใช่ เอ็งก็อยู่ส่วนเอ็ง หาห้องหับเข้าที่เรือนบ่าวนั่น ข้าอนุญาตให้เอ็งมาเล่นกับคุณชาย มาเลี้ยงดูคุณชายเท่านั้น เอ็งเป็นได้แค่พี่เลี้ยงของคุณชาย ข้าขอสั่งเป็นคำขาด จากนี้ไปเอ็งหรือใครก็ตาม ขอให้จำเอาไว้ว่าชายรวีเป็นลูกของข้า ข้าเป็นแม่ของชายรวี ไม่ใช่อีสา”
สาและทุกคนต่างพากันอึ้ง แม้แต่หญิงโสภาที่นั่งอยู่ด้วยก็มองสาด้วยความสงสาร แล้วพออยู่ตามลำพังกับหม่อมแม่ในคืนนั้น เธอจึงเลียบเคียงถามท่านว่าทำไมไม่ยอมให้สาพูดว่าเป็นแม่ของชายรวี
“อีสามันเป็นบ่าว ถ้าท่านพ่อยังอยู่ยังจะพอยกย่องกันขึ้นมาได้ แต่ท่านพ่อสิ้นชีพิตักษัยไปเสียก่อน อีสามันก็ต้องเป็นแค่บ่าวเหมือนเดิม ชายรวีจะต้องโตขึ้นเป็นผู้สืบทอดสกุลรวีวาร ถ้าคนอื่นรู้ว่าชายรวีเป็นลูกบ่าว ก็คงตะขิดตะขวงใจ”
“แต่ทำแบบนี้เหมือนพรากแม่พรากลูกเขานะคะหม่อมแม่”
“สามันก็ยังได้อยู่ใกล้ชิด ได้ดูแลลูกของมัน แค่บอกให้ลูกรู้ไม่ได้เท่านั้นเอง”
“แล้วสาจะไม่เสียใจแย่หรือคะ หญิงสงสารสา”
“แล้วหญิงไม่สงสารน้องหรือลูก ถ้าน้องถูกดูถูก หรือถูกกีดกันจากราชนิกุลอื่นๆ เพราะเขารังเกียจอีสา คนเป็นแม่น่ะหญิง ต้องเสียสละได้เพื่อลูก ถ้าเป็นแม่...แม่จะเข้าใจ และยอมทำทุกอย่างให้ลูกของแม่ได้ในสิ่งที่ดีที่สุด อีสามันก็เป็นแม่ มันก็ต้องเข้าใจ เชื่อแม่สิจ๊ะ”
หญิงโสภาเชื่อหม่อมแม่ทุกอย่าง ค่อยคลายใจ ยิ้มออกมาได้...แต่ทางด้านสายังซึมเศร้าเหมือนเดิมอยู่ในเรือนบ่าว เอาแต่บ่นป้าเจิมที่บอกว่าพอตนมีลูกแล้วจะสบาย หวนได้ยินเลยอดปากไม่ได้
“นี่ก็สบายแล้วนังสา หม่อมท่านไม่ได้ให้เอ็งทำงานอะไร”
“ไม่ทำงาน แล้วทำอะไรล่ะ”
“คิดมากทำไมวะสา แค่มีข้าวกินมีที่นอนก็ดีถมแล้ว”
“แต่ปีนี้ฉันเพิ่งย่างสิบเก้าเองนะพี่หวน จากนี้ไปชีวิตฉันจะเป็นยังไง ฉันจะต้องนั่งจับเจ่าอยู่เฉยๆอย่างนี้ไปจนตายหรือ”
เจิมนิ่งฟังแต่ไม่ได้ใส่ใจ สวดมนต์แล้วล้มตัวลงนอนหันหลังให้ ขณะที่หวนก็มุดเข้ามุ้งนอนบ้าง ทิ้งสาให้นั่งเศร้าอยู่คนเดียว
ooooooo
อีกหลายวันต่อมา ชิดรับคำสั่งหม่อมพริ้มให้พาบ่าวผู้ชายร่างกายกำยำสองสามคนไปทำรั้วกั้นระหว่างวังกับเรือนอดีตหม่อมของท่านชายที่ย้ายออกไปนานแล้ว
จนเย็นงานใกล้เสร็จชิดจึงมารายงานหม่อมพริ้มบนตำหนักซึ่งนั่งร้อยมาลัยอยู่กับหญิงโสภา
“เย็นนี้รั้วด้านหลังวังที่หม่อมสั่งก็คงจะเรียบร้อยขอรับ”
“ดี...กั้นเสียให้เป็นสัดเป็นส่วน พวกคนที่มาเช่าบ้านเขาย้ายเข้ามาอยู่กันแล้ว ข้าไม่อยากให้มาสอดรู้สอดเห็นเรื่องในวัง”
“เขาเป็นใครกันหรือคะหม่อมแม่”
“ก็ข้าราชการที่ทำงานที่สำนักงานทรัพย์สินฯนั่นแหละจ้ะหญิง เมื่อวันก่อนทางสำนักงานทรัพย์สินฯเขาพามาแนะนำให้รู้จัก เรือนของแม่ลำดวนมีผัวเมียสองคนมาเช่า ส่วนเรือนของแม่นิ่มเขาขอแบ่งเช่าเพราะว่าอยู่ตัวคนเดียว สู้ค่าเช่าไม่ไหว”
“แหม...เสียดายจริง”
“เสียดายอะไรกันหญิง”
“ก็มะลิลาที่ข้างเรือนแม่นิ่มน่ะสิคะหม่อมแม่ ดอกดกออกจะตาย ดอกใหญ่ด้วย สาเคยไปเก็บมาให้หญิงร้อยมาลัยบ่อยๆ นี่เจ้าของบ้านคนใหม่เขามาอยู่แล้วเราจะเข้าไปเก็บดอกมะลิของเขาได้ยังไง เสียดายจังเลย”
หญิงโสภาบ่นไปโดยยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาคนเช่าบ้านหลังนั้น เขาเป็นชายหนุ่มรูปงามนามสมศักดิ์ ผิวพรรณสะอาดสะอ้านราวกับลูกผู้ดี ซึ่งเขาเคยเห็นรูปถ่ายของเธอในวันที่เข้าไปแนะนำตัวกับหม่อมพริ้ม และดูเหมือนหม่อมพริ้มจะไม่ค่อยชอบหน้าสมศักดิ์นัก เพราะท่าทีและคำพูดของเขาไม่ค่อยอ่อนน้อมถ่อมตนเท่าที่ควร
วันแรกที่สมศักดิ์ย้ายเข้ามาอยู่ที่เรือนหม่อมนิ่ม เขาพาวินิจเพื่อนรุ่นพี่มาด้วย วินิจกิริยาเหมือนนักเลง ดูไม่มีชาติตระกูล แตกต่างกับสมศักดิ์อย่างสิ้นเชิง
“เป็นไงบ้างพี่วินิจ บ้านใหม่ผม”
“ก็ใหญ่โตดี ใหญ่โตเกินไปด้วยซ้ำสำหรับผู้ชายโสดอย่างแก ถามจริงๆเถอะวะสมศักดิ์ แกเป็นแค่เสมียน เงินเดือนไม่กี่สตางค์จะมาเช่าบ้านเจ้าบ้านนายอยู่ทำไมให้มันสิ้นเปลืองเปล่าๆ”
สมศักดิ์ยิ้มเจ้าเล่ห์ ทอดสายตาไปยังตำหนักใหญ่วังรวีวารที่เห็นแต่หลังคาเด่นตระหง่านอยู่ในหมู่ไม้ห่างออกไปลิบๆ คิดถึงท่าทีไว้ตัวของหม่อมพริ้ม และดวงหน้าสวยสดหมดจดของลูกสาวในรูปถ่ายแล้วนิ่งไปนานจนวินิจสงสัยถามขึ้นว่า ใจลอยไปไหน
“ไม่มีอะไร ผมดูวังเพลินไปหน่อย”
“ไม่น่าเชื่อนะว่าเจ้าของวังใหญ่โตโอ่อ่าขนาดนี้จะถังแตกถึงขั้นต้องเอาที่ดินและบ้านมาจำนอง”
“ไม่ถึงกับถังแตกหรอกพี่ จริงๆเจ้าก๊กรวีวารร่ำรวยเอาเรื่องอยู่ แต่ช่วงบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงคงขาดเงินสดชั่วคราวเลยเอาที่ดินกับเรือนหลังย่อยๆมาจำนอง เขาจนเขาก็จนแบบเจ้า จนยังไงก็ยังมั่งมีกว่าเราๆหลายร้อยหลายพันเท่าครับพี่” สมศักดิ์พูดด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน มองไปที่วังแล้วยิ้มอย่างมีแผน
เย็นนั้น สาถูกป้าเจิมใช้ให้ไปเก็บตำลึงริมรั้วมาทำแกงเลียง สาถือตะกร้าเดินกระฟัดกระเฟียดมาถึงรั้วด้านหลังติดกับเรือนหม่อมนิ่มและมองผ่านช่องว่างระหว่างสังกะสีเข้าไปที่ระเบียงเรือนที่ตนเคยซ้อมรำ อดคิดถึงความหลังขึ้นมาไม่ได้
ทันใดสาได้ยินเสียงผิวปากดังมาจากในบ้าน ความอยากรู้อยากเห็นพลุ่งพล่านจนต้องมุดเข้ามาด้อมๆ มองๆ ปรากฏว่าเห็นชายหนุ่มเปลือยท่อนบนกำลังวักน้ำในโอ่งล้างเนื้อล้างตัว สาถึงกับตะลึง มองเพลินแทบลืมหายใจ พอสมศักดิ์รู้ตัวร้องทักถาม สาตกใจรีบวิ่งหนีเข้าเขตวังไปโดยทำตะกร้าหล่นไว้ตรงเขตรั้วนั่นเอง
สากลัวชายคนนั้นจะตามมาจึงเข้าไปหลบในเรือนบ่าว เจิมไม่รู้อะไรตามมาดุเพราะนึกว่าสาอู้งาน แค่เก็บผักหญ้ายังไม่อยากทำ ว่าแล้วบอกให้ไปพบหม่อมพริ้มบนตำหนัก สาใจคอไม่ดีหวาดกลัวความผิดด้วยเรื่องที่ตนเพิ่งมุดรั้วไปนอกเขตวัง แต่กลายเป็นว่าหม่อมพริ้มแค่เรียกมาบอกว่าคืนพรุ่งนี้ให้สากับหวนขึ้นมาช่วยเลี้ยงคุณชายเพราะนวลมีธุระ
สารับคำและทำท่าจดๆจ้องๆจนหม่อมพริ้มสงสัยถามว่ามีอะไร สาอึกอักเล็กน้อยก่อนเล่าว่าตอนที่ตนไปเก็บตำลึงเห็นที่เรือนหม่อมนิ่มมีคนมาอยู่แล้ว...หม่อมพริ้มชะงัก นึกถึงสมศักดิ์และระแวงขึ้นมาทันที
“เอ็งไปรู้จักมักจี่กับเขาด้วยรึ”
“เปล่าค่ะหม่อม ว่าแต่เขาเป็นใครหรือคะ”
“เป็นใครก็ช่างเขาปะไร เกี่ยวอะไรกับเรา บ้านนั้นไม่ใช่บ้านเราแล้ว คนที่มาอยู่ก็ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า ทางที่ดีเอ็งอย่าไปยุ่งกับเขาจะดีกว่า”
หม่อมพริ้มเสียงเข้มจนสาหน้าจ๋อย รับคำแผ่วเบาแล้วคลานออกไป นวลที่นั่งมองสาอยู่เปรยขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
“สานี่สวยจริงๆนะคะหม่อม หน้าก็อ่อน ไม่เหมือนคนมีลูกมีผัวแล้ว”
“นั่นแหละที่ฉันเป็นห่วงล่ะ” หม่อมพริ้มรำพึง...
นึกถึงแววตากรุ้มกริ่มวิบวับของสมศักดิ์แล้วสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก
ooooooo
เช้าวันรุ่งขึ้น ชิดเตรียมขับรถไปส่งคุณหญิงทั้งสามที่โรงเรียน โดยมีสาติดรถไปตลาดเพื่อซื้อเครื่องเทศ ซึ่งได้รับอนุญาตจากหญิงโสภาเรียบร้อยแล้ว
ขณะรถแล่นผ่านประตูวัง สมศักดิ์ในชุดทำงานเดินออกมาที่ถนนใหญ่ สามองเห็นตื่นเต้นเพราะจำเขาได้ แต่ทำเป็นเมินชูคอเชิดหน้าวางท่าเหมือนไม่เห็น หารู้ไม่ว่าสมศักดิ์ไม่ได้สนใจเธอนัก แต่มองหญิงสาวหน้าแฉล้มที่นั่งอยู่เบาะหลังนั่นต่างหาก...
ตกกลางคืน หวนกับสาต้องขึ้นมาเลี้ยงคุณชายรวีในวัยสองขวบกว่า สาทั้งรักทั้งขัดใจบ่นกับหวนเมื่อได้ยินคุณชายเรียกชื่อตนแทนที่จะเรียกแม่
“เอ้า...ก็หม่อมท่านสอนคุณชายมาอย่างนี้ เอ็งจะไปโกรธท่านได้ยังไง” หวนโพล่งขึ้น
สาเบ้หน้าเบื่อหน่ายแต่ก็เล่นกับคุณชายรวีที่พยายามชักชวนประสาเด็ก แต่พอได้ยินเสียงลิเกดังแว่วและซักถามหวนจนรู้ความว่ามีลิเกมาปิดวิกเล่นเรื่อง
อุณรุทก็อยากดู จึงหาเหตุมาอ้างกับหวนว่าตนปวดท้องจะไปเบา
สาหลบออกจากวังไปยังวิกลิเกและได้เจอสมศักดิ์อย่างคาดไม่ถึง สองฝ่ายทำท่าจะเข้ามาทักทายทำความรู้จัก แต่โอกาสไม่อำนวยเพราะมีชายขี้เมาทะเลาะกับพระเอกลิเกด้วยเรื่องหึงหวงผู้หญิง ทำให้เกิดความชุลมุนก่อนที่สาจะโดนหวนดึงตัวกลับวังตามคำสั่งหม่อมพริ้ม
คุณชายรวีร้องไห้ไม่หยุดเป็นเหตุให้หม่อมพริ้มต้องมาดู พอรู้ว่าสาไม่อยู่จึงให้หวนไปตามที่โรงลิเก แล้วก็เจอจริงๆเสียด้วย...ทันทีที่สากลับมาจึงโดนหม่อมพริ้มว่าให้อย่างแรง
“เอ็งนี่มันหน้าไม่อายจริงๆอีสา ได้ยินเสียงปี่เสียงกลองถึงกับทนไม่ไหวต้องวิ่งแร่ออกไป ขนาดข้าให้เอ็งมาเลี้ยง...คุณชาย เอ็งยังกล้าทิ้งไปได้”
“สาไม่ได้ทิ้งนะคะหม่อม แค่จะแวะไปดูหน่อยเดียว”
“น้ำหน้าอย่างเอ็ง ถ้านังหวนไม่ไปตาม คงจะกลับตอนสว่างละไม่ว่า”
“แต่สา...”
“นังสา เงียบ! อย่ามาเถียงคำไม่ตกฟาก” เจิมปรามเสียงขุ่น
“จากนี้ไปเอ็งไม่ต้องมาเลี้ยงคุณชายอีก ข้าไม่ไว้ใจคนอย่างเอ็งให้มาเลี้ยงลูกข้า” หม่อมพริ้มน้ำเสียงเฉียบขาด...สาหน้าเสีย เจ็บแปลบในใจ
หลังจากนั้นหม่อมพริ้มกลับไปสงบสติอารมณ์ในห้องนอน เจิมตามเข้ามาอย่างเกรงๆ
“ดูทีรึนังเจิม ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น นังสามันผิดแม่มันที่ไหน”
“บ่าวก็อบรมมันมาตลอด จะว่าไปเมื่อก่อนมันก็ไม่เคยกล้าขนาดนี้นะเจ้าคะ”
“อีสามันไม่ใช่เด็กสาวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ของมันเคยกินจนรู้รส มันจะอดใจไหวรึ เอ็งจับตาดูมันเอาไว้เถอะนังเจิม วันสองวันมานี่ข้าเห็นหูตามันแวววาวพิลึก”
“หม่อมคิดว่ามันจะมี...เอ่อ...ไม่หรอกเจ้าค่ะ นังสามันไม่น่ากล้าทำขนาดนั้น ยังไงเสียมันก็เป็นแม่ของคุณชาย”
“จริงๆนะนังเจิม ข้าอดคิดไม่ได้ว่าอีสามันเป็นกาลกิณีกับรวีวาร...มันเกิดมาลูกชายข้าก็ตาย ท่านชายก็สิ้นเพราะน้ำมือมัน ข้าถึงไม่อยากให้มันเป็นแม่ของชายรวีเพราะข้ากลัว...กลัวว่าสักวันนิสัยชั่วๆของมันจะทำลายอนาคตของชายรวี”
หม่อมพริ้มกล่าวหนักแน่นจริงจัง เจิมขนลุกซู่ ราวกับฟังคำพยากรณ์
ooooooo
เช้านี้สาช่วยทำผมติดโบให้หญิงโสภาก่อนขึ้นรถไปโรงเรียนพร้อมหญิงจิ๋มและหญิงจ้อยน้องสาวทั้งสอง พอรถแล่นออกถนนหน้าวัง หญิงจ้อยที่อยากได้ผ้าเช็ดหน้าของหญิงจิ๋มจนทะเลาะกันตั้งแต่ยังไม่ขึ้นรถก็หมุนกระจกลงทำให้ลมตีเข้ามาส่งผลให้ผ้าเช็ดหน้าปลิวว่อนออกไป
ชิดจำต้องหยุดรถตามคำสั่งของหญิงจิ๋ม...หญิงโสภาดุหญิงจ้อยและขู่จะฟ้องหม่อมแม่ จากนั้นตั้งท่าจะลงไปเก็บผ้าเช็ดหน้าให้น้อง แต่เกิดเปลี่ยนใจเพราะเห็นชายหนุ่มถือผ้าเช็ดหน้าอยู่ริมถนน
“นายชิดไปเอาผ้าเช็ดหน้ามาหน่อยจ้ะ”
สมศักดิ์ส่งผ้าเช็ดหน้าให้ชิดแต่ตายังมองมาที่เธอยิ้มๆ หญิงโสภารู้สึกหวั่นไหวและมีท่าทีเขินอายเมื่อเขาก้มศีรษะให้นิดๆเป็นเชิงทักทาย เมื่อรถเคลื่อนต่อไป หญิงจิ๋มกับหญิงจ้อยถามพี่สาวว่าผู้ชายที่เก็บผ้าเช็ดหน้าให้เราเป็นใคร
“พี่ไม่เคยเห็นเขา จะไปทราบได้ยังไงคะ”
“เขาอยู่ข้างวังเรานี่เองครับคุณหญิง มาเช่าอยู่ที่เรือนเก่าของหม่อมนิ่ม”
คำตอบของนายชิดทำให้หญิงโสภาดีใจแต่เก็บอาการไว้ ส่วนหญิงจ้อยเอ่ยขึ้นซื่อๆไม่คิดอะไร
“อยู่บ้านติดกับเรานี่เอง มิน่าเมื่อวานหญิงก็เห็นเขายืนตรงนี้ ยืนมองดูรถเราอยู่ตั้งนาน”
หญิงโสภาหันหน้าออกนอกรถทำเหมือนไม่ได้ยิน แต่แอบเหลือบตาไปถนนด้านหลัง เห็นสมศักดิ์ยังยืนยิ้มมองตามรถมา...
ตกเย็น สาสบโอกาสที่จะได้ข้ามเขตรั้วไปยังบ้านสมศักดิ์ หลังจากเข้ามาได้ยินเจิมใช้หวนไปเก็บตำลึง สารีบอาสาไปเอง อ้างว่าตะกร้าอยู่ที่ตน หวนไม่ทันตอบ ได้แต่มองสาที่วิ่งออกไปอย่างกระตือรือร้น
ที่ริมรั้ว สาเก็บตำลึงมั่วซั่วแทบไม่ได้ดูว่ายอดอ่อนหรือแก่ เพราะมัวแต่ชะเง้อชะแง้ข้ามรั้วไปที่บ้านชาย หนุ่มรูปงาม พอเห็นเขากลับจากทำงาน สายิ้มกริ่มแกล้งส่งเสียงขึ้นมาเหมือนไม่ได้ตั้งใจ
“ต๊าย...ยอดอ่อนดีจัง”
สมศักดิ์หันมอง สาทำไม่รู้ไม่ชี้แต่กรีดนิ้วเด็ดตำลึงด้วยท่วงท่าสวยสุดชีวิต ชายหนุ่มอมยิ้มอย่างรู้ทันแล้วเดินหายไป สาแอบมองด้วยหางตาไม่เห็นเขาแล้วก็ทำท่าจะหันหลังกลับ แต่พลันต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียกคุณ...
“คุณทำตะกร้าตกเอาไว้เมื่อวันก่อน ผมเก็บเอาไว้ให้ คุณเข้ามาเอาได้ไหมครับ ช่องที่รั้วมันเล็กผมเอาออกไปให้คุณไม่ได้”
สาลังเลพอเป็นพิธีก่อนมุดรั้วเดินเข้ามานั่งหน้าบ้านด้วยท่าทีเรียบร้อยเอียงอาย สมศักดิ์ยื่นตะกร้าคืนให้พร้อมกับถามว่า “ชอบทานตำลึงเหรอครับ”
นั่นเป็นคำถามแรกก่อนกรุยทางสู่การล้วงข้อมูลภายในวังรวีวาร
“คุณอยู่ที่วังรวีวาร เป็นอะไรกับหม่อมท่านครับ”
สามองหน้าสมศักดิ์อย่างชั่งใจ แล้วตัดสินใจตอบให้ดีเกินจริง “แม่ฉันเป็นข้าหลวงของท่านน่ะค่ะ แม่ตายตอนคลอดฉัน หม่อมท่านก็เลยเป็นคนเลี้ยงฉันมาแต่เกิด”
“อ้อ...เหมือนลูกบุญธรรมน่ะเหรอครับ”
“ค่ะ คล้ายๆอย่างนั้น”
“เด็กสามคนที่ผมเห็นในรถวันนั้นเป็นลูกสาวของหม่อมเหรอครับ”










