ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    อีสา-รวีช่วงโชติ

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    วันถัดมา สาถูกควบคุมตัวไปฝากขังที่เรือนจำท่ามกลางความเสียใจของโสภิตพิไลที่รำพันทั้งน้ำตาว่าตนจะช่วยป้าให้ได้...

    ถึง เรือนจำ ผู้คุมชายอธิบายกับสาว่าเธอไม่ใช่นักโทษ เป็นแค่ผู้ต้องหา ถูกส่งมาฝากขังระหว่างรอศาลพิจารณาคดี แต่ช่วงที่อยู่ในนี้ขอให้ทำตัวอยู่ในระเบียบวินัย คดีฆ่าคนตายไม่ช้าก็เร็วยังไงต้องได้เข้ามาอยู่ในนี้แน่

    สาฟังแล้วหน้า เสีย ค่อยๆเดินตามนักโทษหญิงคนอื่นเข้ามาในห้องชั้นใน มีผู้คุมหญิงสองคนท่าทางเข้มงวดเข้ามาตรวจทุกซอกทุกมุมไม่ให้มีอะไรติดตัว แม้แต่เสื้อผ้าก็ต้องถอดออกหมดขณะตรวจค้น

    สารู้สึกขมขื่นมาก เข้ามาในห้องอย่างหมดอาลัย ตายอยาก แต่เดี๋ยวเดียวก็แตกตื่นอย่างไม่คาดฝัน ไม่คิดว่าจะเจอใครคนหนึ่งในห้องนี้

    “พร...นั่นพรใช่ไหม”

    “คุณสา นี่คุณ...คุณเข้ามาอยู่ในนี้ได้ยังไง”

    “ฉันพลั้งมือฆ่าคนตาย”

    พร...อดีต สาวใช้ของสาแค่นหัวเราะ สีหน้าโกรธแค้นชิงชังขึ้นมาทันที “ผู้ชายล่ะสิ ฉันก็เหมือนกัน ผู้ชายมันมีแต่เลวๆทั้งนั้น ตายไปเสียได้น่ะดีแล้ว”

    “พรฆ่าใครเหรอ”

    “มัน จ้างฉันไปทำงานบ้าน วันนั้นเมียมันไม่อยู่บ้าน ผัวมันเลยฉวยโอกาสปล้ำฉัน แต่ฉันไม่ยอม ฉันสู้ โชคดีมีมีดอยู่แถวนั้น ฉันเลยจ้วงแทงมันเสียมิดด้าม โดนไปหกปี สบายไป”

    “ผู้ชายมันปล้ำเรา เราป้องกันตัว ทำไมเราต้องติดคุก”

    “เขาว่าฉันทำเกินกว่าเหตุ ถุย! ต้องรอให้มันข่มขืนสำเร็จแล้วถึงจะฆ่าได้หรือยังไง”

    “พรยังโดนตั้งหกปี แล้วฉันล่ะ จะต้องติดคุกนานแค่ไหน”

    สาสลดใจ คิดถึงชะตากรรมของตัวเอง...ผิดกับพรที่ไม่ยี่หระกับสิ่งใดๆ พูดอย่างปลดปลงขณะออกมากินข้าวกับสาที่โรงอาหาร

    “หลวงเขามีงานให้ทำ มีข้าวให้กิน ไม่ได้เลวร้ายกับเรานักหรอก ไอ้ที่ร้ายน่ะมันคนคุกด้วยกันนี่แหละ ที่ทำร้ายกันเอง”

    ทันใด นั้นมีเสียงดังโครมคราม เจ๊วรรณ...หญิงร่างใหญ่ท่าทางเข้มดุผลักถาดข้าวของนักโทษหญิงด้วยกันตก กระจายแล้วกระชากคอเสื้อหญิงคนนั้นขึ้นมาตะคอกเสียงใส่

    “ของของกูอยู่ไหน อีน้อย”

    น้อยอึกอัก เจ๊วรรณไม่พูดพร่ำทำเพลงต่อยโครมเข้าที่ท้องจนน้อยตัวงอกองกับพื้นแล้วพยายามจะคลานหนี แต่เจ๊วรรณตามไปจิกหัวตบเข้าให้อีกฉาด สาตกใจกับเหตุการณ์ที่เห็น พรกระซิบเล่าให้ฟังว่า

    “นั่นเจ๊วรรณ เป็นขาใหญ่ในนี้”

    “เขามีเรื่องอะไรกัน”

    “เจ๊วรรณแกมีสายส่งยาเข้ามาขายในคุก ยัดเข้ามากับพวกนักโทษที่เข้ามาใหม่ แต่นังนั่นคงจะซวยแน่  เพราะดันทำของแกหาย”

    เจ๊วรรณจิกหัวน้อยอย่างไม่ปรานี  น้อยร้องไห้ลนลานด้วยความกลัว ยืนยันว่าตนไม่รู้จริงๆ ตนมาถึงก็เอาของไปไว้ในห้องน้ำตามที่สั่ง

    “ท่าทางมันพูดจริงนะเจ๊ อีน้อยมันไม่กล้าโกงเราหรอก” ลูกน้องคนหนึ่งของเจ๊วรรณเอ่ยขึ้น

    “ถ้าอีน้อยไม่ได้โกง แล้วใครมันนกรู้ดอดมาเอาของของกูไป”

    เจ๊วรรณหันไปเห็นพรกับสามองมา ปรากฏว่าทั้งคู่หลบตาวูบชวนให้สงสัย

    ooooooo

    ทันทีที่ชายรวีกลับจากทำงานในเย็นนี้ หม่อมพริ้มทำทีมาเลียบเคียงถามเรื่องคดีความของอีสาหรืออุษาวดี

    “คดีของแม่อุษาวดีเป็นยังไงบ้าง  เขาผิดจริงหรือเปล่า”

    “จะว่าผิดก็คงผิดล่ะครับ  เขารับสารภาพว่าเขาเป็น คนยิงนายประธานจริงๆ”

    “ถ้าผิดจริงแล้วจะเป็นยังไง”

    “หม่อมแม่ทำไมมาสนใจเรื่องนี้ล่ะครับ”

    “แม่อยากรู้ ถ้าแม่อุษาวดีผิดจริง ชายจะตัดสินโทษเขายังไง”

    “ก็ต้องดูมูลเหตุและแรงจูงใจด้วยครับ การลงโทษตามตัวบทกฎหมายมันก็มีอยู่ตั้งแต่จำคุกไปถึงโทษประหาร สุดแต่ว่าผิดมากน้อยแค่ไหน ผมก็คงต้องตัดสินโทษ ไปตามนั้น”

    หม่อมพริ้มฟังแล้วไม่สบายใจ ไปบ่นกับหญิงจ้อยอย่างคิดไม่ตก ซึ่งลูกสาวก็หนักใจไม่แพ้กัน เพราะถ้าชายรวีตัดสินประหารชีวิตสา ตนคงนอนไม่หลับไปอีกนาน

    “แม่ก็เหมือนกัน”

    “ไหนหม่อมแม่ว่าผู้พิพากษาทำตามหน้าที่ไม่บาป”

    “ไปๆมาๆ แม่ก็อดคิดไม่ได้ ยังไงสามันก็เป็นแม่”

    “หรือเราจะบอกชายรวีดีคะ”

    “ไม่...บอกไม่ได้”

    “แล้วหม่อมแม่จะทำยังไงล่ะคะ”

    หม่อมพริ้มตอบไม่ได้ นิ่งไปอย่างสับสนว้าวุ่นใจ

    ooooooo

    ค่ำนั้นที่ห้องน้ำเรือนจำ เจ๊วรรณกำลังเล่นงานพรด้วยเรื่องยาเสพติดที่หายไปเพราะเข้าใจว่าพรต้องรู้เห็น แล้วก็เป็นจริง พรโดนซ้อมจนยอมรับว่าตนให้ยากับผู้คุมไปแล้ว

    เจ๊วรรณโกรธมากใช้มีดแทงพรนอนหายใจรวยริน ก่อนจะสิ้นใจในอีกครู่ต่อมาหลังจากเตือนสาให้ระวังตัว แต่ไม่ทันไร สาเกือบโดนแทงตายอีกคนถ้าผู้คุมไม่เข้ามาระงับเหตุเสียก่อน...

    เช้าวันต่อมา หม่อมพริ้มใส่บาตรพระ พอพระคล้อยหลังเธอหันมาเปรยกับเจิมว่าจะทำยังไงดีเรื่องอีสา

    “ไม่ต้องทำยังไงหรอกเจ้าค่ะ”

    “แต่ถ้าชายรวีตัดสินประหารชีวิตอีสาล่ะ”

    “มันก็ทำตัวมันเองนี่คะหม่อม”

    “ข้าไม่ได้จะช่วยอีสา แต่ข้าเป็นห่วง ถ้าสักวันนึงชายรวีเกิดมารู้ว่าเขาสั่งฆ่าแม่ตัวเอง เขาจะทนไหวหรือ”

    หม่อมพริ้มกลุ้มใจ เจิมมองแล้วครุ่นคิด...

    สายวันเดียวกันที่โรงอาหารเรือนจำ สานั่งกินข้าวอย่างหวาดระแวง รู้สึกเหมือนทุกคนกำลังแอบมองมาที่ตน สาเครียดจนกินไม่ลง นักโทษหญิงคนหนึ่งเดินมาเตือนให้เธอระวังตัว

    “ระวังอะไร”

    “เจ๊วรรณมันโดนขังคุกมืดไปก็จริง แต่ลูกน้องมันยังอยู่ เธอไปรู้เรื่องของพวกมันแล้ว เธอไม่รอดแน่”

    สาฟังแล้วยิ่งเครียด เหลือบเห็นลูกน้องสองคนของเจ๊วรรณซุบซิบมองมาทางตัวเอง สารีบอิ่มลุกเดินจ้ำอ้าวออกไป แต่ไม่ทันไรลูกน้องเจ๊วรรณไล่กวดมา สากลัวสุดขีด ตัดสินใจซ่อนตัวในถังขยะใบใหญ่จึงรอดพ้นสายตาพวกนั้นมาได้

    เหตุการณ์วันนี้รวมทั้งเมื่อวานที่พรโดนแทงตายต่อหน้าทำให้สาขวัญหนีดีฝ่อ อึดอัดจนทนไม่ไหวร้องไห้ออกมา พลางหวนคิดถึงอดีตในวันหนึ่งตอนอยู่วังรวีวารที่หม่อมพริ้มกับเจิมเคยสอนเรื่องนรกสวรรค์และบาปบุญคุณโทษมีจริง แต่สาทำทะเล้นเถียงว่าใครบอก

    “พระท่านก็เทศน์ เอ็งไม่ได้ยินรึ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็สอนกันมาว่าคนทำดีตายแล้วก็ได้ไปสวรรค์ ส่วนคนทำชั่ว ตายไปก็ตกนรก”

    “คนตายแล้วก็ตายไป มีใครเคยกลับมาบอกหรือคะว่านรกสวรรค์มันหน้าตาเป็นยังไง”

    “เอ๊ะ อีสา วอนใหญ่แล้วนะเอ็งนี่”

    “อ้าว ก็ฉันสงสัยนี่ป้าเจิม”

    “เอ็งอยากรู้ เอ็งก็ลองตายดูสิ ตายแล้วก็ช่วยกลับมาบอกข้าด้วยว่านรกมันเป็นยังไง นังนี่ วอนนัก”

    ถึงวันนี้และเวลานี้...สาเชื่อแล้ว รำพันออกมาทั้งน้ำตาด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

    “ฉันรู้แล้ว ป้าจ๋า ฉันรู้แล้วว่านรกมันเป็นยังไง... ช่วยด้วย ใครก็ได้ ช่วยลูกด้วย ลูกทนไม่ไหวแล้ว”

    สาสะอึกสะอื้นตัวสั่นเทิ้ม ผู้คุมเดินมาหา มองสาอย่างแปลกใจ

    “มานั่งทำอะไรตรงนี้ มีคนมาเยี่ยมแน่ะ”

    สาเดินออกมาที่ห้องเยี่ยมในสภาพเสื้อผ้ามอมแมม เห็นหวนยืนอยู่ก็ดีใจ แต่พลันต้องชะงักเมื่อเห็นเจิมยืนอยู่ข้างหลัง

    “ข้าพาป้าเจิมมาเยี่ยมเอ็ง”

    สาลงนั่ง เจิมเข้ามานั่งตรงข้าม มองสภาพสาด้วยแววตาสมเพช

    “ป้าจ๋า ป้า...” สาพูดไม่ออก

    เจิมเอ่ยขึ้นด้วยเสียงขมขื่น “ข้าเคยเลี้ยงเด็กคนหนึ่ง หน้ามันสวยอย่างกับปั้น รูปร่างมันสวยอย่างกับหุ่น เวลามันใส่เครื่องรำมันงามอย่างกับนางฟ้า ข้ารักมัน ยอมทำทุกอย่าง หวังให้มันได้ดีกว่ากำพืดของมัน สุดท้ายเอ็งก็ตายเพราะผู้ชาย ไม่ผิดอะไรกับแม่ของเอ็งเลยอีสา”

    “ฉันมันเลวจ้ะป้า ฉันรู้ แต่ฉันก็ไม่อยากตายอยู่ในคุก ฉันทนไม่ได้ ป้าจ๋า ป้าบอกคุณชายให้ช่วยฉันหน่อยได้ไหม”

    “อีสา! หุบปากนะ ไหนเอ็งสัญญากับหม่อมท่านว่าเอ็งจะไม่พูดถึงคุณชาย”

    “ฉันไม่บอกใครหรอกพี่หวน พี่ก็ไม่ต้องบอกคุณชายว่าฉันเป็นใคร แต่ฉันขอ...ขอให้เธอเมตตาฉันหน่อยได้ไหม”

    หวนสงสารแต่ทำใจแข็ง “อย่าขอเลย สาเอ๊ย ทำอะไรไว้ก็ก้มหน้ารับกรรมไปเถอะ”

    “ป้าเจิม...ป้าพูดกับคุณชายได้ไหม ฉันไหว้ละ ฉันขอร้อง”

    เจิมมองสาอย่างเข้าใจแต่ไม่ใจอ่อน กล่าวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง น้ำเสียงจริงจัง

    “อีสา ที่ข้ามาวันนี้ไม่ได้จะมาช่วยเอ็ง แค่จะมาบอกว่า ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นยังไง เอ็งห้ามโกรธ ห้ามเกลียด ห้ามสาปแช่งผูกเวรกับคุณชาย”

    “เธอจะสั่งประหารฉันเหรอป้า”

    “ข้าไม่รู้ แต่เธอเป็นผู้พิพากษา ต้องรักษาความยุติธรรม ไม่ว่าเธอจะทำอะไร เอ็งต้องเข้าใจแล้วก็อย่าได้ คิดจะลำเลิกอ้างว่าเป็นอะไรกับคุณชายเป็นอันขาด ถ้าเอ็งทำ ต่อให้เอ็งรอดมือกฎหมายมาได้ เอ็งก็จะตาย เพราะมือข้านี่แหละอีสา...จำไว้”

    เจิมพูดจริงจัง สาเศร้าจัด น้ำตาคลออย่างน่าเวทนา...

    ทันทีที่กลับจากเยี่ยมสา หวนมารายงานหม่อมพริ้มซึ่งอยู่ในห้องพระ ท่านรับฟังจนจบก่อนถามขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า

    “แล้วอีสามันว่ายังไง”

    “มันไม่ว่าอะไรค่ะหม่อม เอาแต่ร้องไห้ หวนก็สงสารมันนะเจ้าคะ”

    “ข้าก็สงสาร แต่สงสารชายรวีมากกว่า ยังไงข้าไม่บอกชายรวีแน่ๆว่าอีสามันเป็นใคร” หม่อมพริ้มพนมมือไหว้พระตรงหน้าและภาวนา “เจ้าประคุณ ถ้าหากลูกชายจะต้องสั่งฆ่าแม่ คนที่ผิด คนที่บาป คนที่จะต้องชดใช้ขอให้เป็นลูกเถิดเจ้าค่ะ”

    ooooooo

    อนุกรมาคุยกับโสภิตพิไลอีกครั้งถึงบ้านสวนของแป้นกับสุขเกี่ยวกับเรื่องคดีความของสาที่เขาเชื่อว่าเธอยังมีข้อปิดบัง

    “คุณไม่เปลี่ยนคำให้การแน่นะครับ คุณโสภิตพิไล”

    โสภิตพิไลนิ่งเงียบ อึดอัดและลำบากใจอย่างมาก

    “จากการสืบพยานหลายคนที่ไนต์คลับ อัยการลงความเห็นว่าคุณอุษายิงนายประธานเพราะหึงหวงที่เขามาติดพันคุณ”

    “คุณป้าทำไปเพื่อปกป้องฉันค่ะ”

    “ปกป้อง? คุณครับ คุณป้าคุณใช้ปืนกระหน่ำยิงนายประธานจนตายคาที่แบบนี้ติดคุกไม่ต่ำกว่า 20 ปี หรือเผลอๆอาจจะโดนโทษประหาร แล้วผมบอกคุณได้เลยว่าทางอัยการเขาตั้งท่าเล่นงานคุณอุษาเต็มที่แน่ๆ”

    โสภิตพิไลเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด หลังจากอนุกรกลับไปแล้วเธอรีบปรึกษาแป้นด้วยใจที่ว้าวุ่นสับสน

    “ถ้าหนูบอกความจริงกับทนาย คุณสาอาจจะรอดก็ได้”

    “ป้าแป้นคิดว่าหนูควรจะบอกใช่ไหมคะ”

    “อย่าถามป้าเลยค่ะ คุณสาแกก็พูดถูก ถ้าหนูพูดไปว่าหนูโดนนายคนนั้นปลุกปล้ำ คนก็คงพูดกันสนุกปาก ยิ่งเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ด้วยแล้วมันคงใส่สีใส่ไข่กันจนชื่อเสียงหนูเสียหายไม่มีชิ้นดี”

    “นั่นสิคะ คงไม่มีใครเชื่อว่าหนูยังไม่ได้เสียตัวให้นายประธาน ยิ่งถ้าลงหนังสือพิมพ์หนูคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”

    “ถ้าหนูพูด ชีวิตหนูก็จบ แต่ถ้าไม่พูด ชีวิตคุณป้าก็อาจจะจบเหมือนกัน หนูจะทำยังไงดี” เด็กสาวคับแค้นคิดไม่ตกจนแทบจะร้องไห้ออกมา

    ooooooo

    คืนวันถัดมา หม่อมพริ้มต้องการพบชายรวีจึงให้หวนไปตามมาพบที่ห้องพระเพื่อสอบถามเรื่องที่กำลังเป็นกังวลและหนักใจอย่างมาก

    “แม่อยากคุยกับชายเรื่องแม่อุษาวดี ชายคิดหรือยังว่าจะตัดสินลงโทษเขายังไง”

    “ทำไมหม่อมแม่ต้องสนใจเรื่องนี้มากขนาดนี้ครับ”

    “ตอบแม่ก่อน จะทำยังไงกับเขา”

    “ตอบไม่ได้หรอกครับหม่อมแม่ การตัดสินเป็นหน้าที่ของผู้พิพากษาก็จริง แต่มันก็ขึ้นอยู่กับทนายที่แก้ต่างด้วย”

    “แต่ชายก็มีอำนาจที่จะช่วยเหลือแม่อุษาวดีได้ไม่ใช่หรือ”

    “ผมเป็นตัวแทนของกฎหมาย ถ้าไม่รักษาไว้ให้มันเที่ยงตรง แล้วใครจะรักษาเล่าครับ”

    “แต่ถ้าคนที่ทำผิดเป็นแม่ของชายล่ะ”

    ชายรวีชะงัก มองหน้าหม่อมพริ้มอย่างแปลกใจ “หม่อมแม่ว่าอะไรนะครับ”

    “แม่ถามว่า ถ้าแม่ผู้ให้กำเนิดของชายเป็นคนทำผิดกฎหมาย ชายจะช่วยแม่ให้พ้นผิดไหม”

    หวนแอบฟังอยู่นอกห้อง ลุ้นเต็มที่ว่าชายรวีจะตอบอย่างไร

    “ทำไมหม่อมแม่ต้องถามผมแบบนี้ด้วยครับ มีอะไรหรือเปล่า”

    “สมมติว่าแม่ทำ ถ้าแม่ฆ่าคนตายเหมือนแม่อุษาวดี ชายจะปล่อยแม่ไหม”

    “ผมว่าผู้พิพากษาที่รู้กฎหมายแต่กลับตัดสินความด้วยความลำเอียง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เลวยิ่งกว่าคนธรรมดาที่ทำผิดกฎหมายเสียอีกนะครับ”

    “แปลว่าชายจะสั่งลงโทษแม่”

    “ถ้าผมทำ หม่อมแม่จะว่ายังไงครับ”

    “แม่จะดีใจมาก...ต่อให้แม่ต้องโทษประหาร แม่ก็จะตายไปด้วยความภูมิใจว่าแม่ได้เลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนดีอย่างแท้จริง...ลูกแม่ พรุ่งนี้เมื่อชายอยู่บนบัลลังก์ผู้พิพากษา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้ชายทำหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมนะลูกนะ”

    “ครับหม่อมแม่”

    หม่อมพริ้มยิ้มพอใจ ส่วนหวนที่แอบฟังนอกห้องรู้สึกสงสารสาจับใจ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเองอย่างปลดปลง

    “อีสา...จากนี้ไปก็สุดแต่เวรแต่กรรมของเอ็งแล้วนะ”

    ooooooo

    วันรุ่งขึ้นที่ศาล...สาถูกนำตัวมาที่ห้องพิจารณาคดี อนุกร เพ็ญศรี และโสภิตพิไลมารออยู่ก่อนแล้ว สาหน้าซีด ขอบตาดำคล้ำ มีแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด

    “คุณป้าเป็นยังไงบ้างคะ”

    “โสภิต...ป้า ป้า...” สากลัวจนพูดไม่ออก

    “ไม่ต้องกลัวนะคะคุณสา คุณอนุกรจะช่วยคุณ พวกเราจะช่วยคุณ”

    “อย่านะเพ็ญ พวกคุณอย่าเอาโสภิตมายุ่ง”

    “แต่คุณสาคะ...”

    “อย่ายุ่ง” สาปรามเพ็ญศรีเสียงแข็งแล้วหันมากำชับโสภิตพิไลอีกคน “อย่ามายุ่งกับเรื่องนี้นะโสภิต ป้าไม่อยากทำลายชีวิตหนู”

    “ทำใจดีๆก่อนครับคุณอุษา ขอให้ไว้ใจผม ผมจะทำให้ดีที่สุด” อนุกรให้กำลังใจ แต่ดูเหมือนสาไม่ได้ใส่ใจมากนัก เอาแต่กำชับกำชาลูกในไส้ที่ใครๆต่างก็รู้ว่าเป็นแค่หลานสาว

    “รับปากกับป้านะโสภิต อย่าพูด อย่าพูดเป็นอันขาด”

    โสภิตพิไลไม่ตอบ ยืนนิ่งอย่างชั่งใจ...

    เมื่อใกล้ถึงเวลาภายในห้องพิจารณาคดีมีผู้คนนั่งอยู่พอสมควร รวมทั้งพวกพนักงานที่ไนต์คลับ

    และนักข่าวที่มาเกาะติดสถานการณ์ สาถูกนำตัวเข้ามา เสียงคนพึมพำแล้วเงียบลง สาเดินผ่านกลุ่มคนไปนั่ง แล้วต้องชะงักเมื่อเห็นแถวหน้ามีหม่อมพริ้ม เจิม และหวนนั่งอยู่

    ถึงเวลาผู้พิพากษาออก ทุกคนลุกขึ้นยืนทำความเคารพ สายืนตามเหมือนหุ่น ชายรวีเดินไปนั่งบัลลังก์ตรงกลาง ติดตามมาด้วยผู้พิพากษาสมทบ

    “เชิญนั่ง” ชายรวีกล่าว

    ทุกคนนั่งลงอย่างเงียบกริบ เป็นครั้งแรกที่สาเห็นชายรวีในชุดผู้พิพากษา เธอมองลูกชายแล้วคิดในใจว่า

    “คุณชายของแม่...แม่ไม่นึกเลยว่ามันจะมีวันนี้”

    สาน้ำตาเคลือบคลอ ชายรวีมองมาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งแต่สายตามีแววกรุณา แต่เมื่อเหลือบไปเห็นหม่อมพริ้ม เจิม และหวนมาฟังการพิจารณาคดีก็รู้สึกแปลกใจ

    อัยการยืนขึ้นแถลง...

    “ข้าแต่ศาลที่เคารพ ผม...นายวิชา ช่วยชอบ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางอุษา–วดี อิสระ เป็นจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยจำเลยได้ยิงนายประธาน เทวา คู่รักและหุ้นส่วนธุรกิจจนถึงแก่ความตาย โดยใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงไปทั้งสิ้น 4 นัด จนขาดใจตายทันทีอย่างโหดเหี้ยม จำเลยจะรับสารภาพตามข้อกล่าวหาหรือไม่”

    “ฉัน...ฉันรับสารภาพค่ะ ฉันยิงเขาจริง แต่ฉัน...ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

    “จำเลยให้การว่าก่อนที่จะเกิดเหตุ จำเลยได้ทะเลาะวิวาทกับผู้ตายจนเกิดบันดาลโทสะ จึงได้ใช้ปืนยิงผู้ตาย ใช่หรือไม่”

    “ใช่ค่ะ”

    “สาเหตุของการทะเลาะวิวาทมาจากการที่ผู้ตายซึ่งเป็นคนรักของจำเลยไปติดพันนางสาวโสภิตพิไล

    วรประเสริฐ ผู้เป็นคนในอุปการะของจำเลย จำเลยจับได้จึงเกิดความหึงหวง เป็นเหตุให้สังหารผู้ตายใช่หรือไม่”

    “ไม่ใช่ค่ะ”

    “อย่างนั้นสาเหตุคืออะไร”

    สานิ่ง...น้ำตาคลอ มองชายรวีอย่างขอความเห็นใจ ชายรวีมองตอบก่อนถามอย่างเห็นอกเห็นใจ

    “จำเลยกรุณาตอบคำถามของอัยการได้หรือไม่”

    “ฉัน...ฉันแค่โกรธ”

    “อะไรทำให้จำเลยโกรธ จนถึงกับต้องยิงผู้ตายอย่างโหดเหี้ยม เป็นเพราะความหึงหวงใช่หรือไม่ เพราะผู้ตายคิดจะทิ้งจำเลยไปรักกับนางสาวโสภิตพิไล จำเลยยอมไม่ได้จึงสังหารผู้ตายใช่หรือไม่”

    “ไม่! ไม่ใช่!” สาปฏิเสธเสียงแข็ง

    “จำเลยรู้มาล่วงหน้าแล้วว่าผู้ตายแอบมาติดพันนางสาวโสภิตพิไล เมื่อจับได้จึงตั้งใจสังหารผู้ตายด้วยความแค้นใช่หรือไม่”

    อนุกร...ทนายความของสาลุกขึ้นยืนทันที ขอคัดค้านคำถามของอัยการไม่เหมาะสม ผู้พิพากษาจึงขอให้อัยการตั้งคำถามใหม่

    “ข้าแต่ศาลที่เคารพ จากคำให้การของจำเลย เห็นได้ว่าจำเลยไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอ้างว่าการกระทำครั้งนี้เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ดังนั้นจำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา สมควรได้รับโทษ จึงขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาโทษจำเลยตามสมควรแก่ความผิดด้วยครับ”
    สาเป็นลมล้มตึง คนอื่นๆตกใจ ชายรวีสั่งทันที

    “ศาลสั่งพักการพิจารณาคดีชั่วคราว”

    ทุกคนทยอยออกจากห้องพิจารณาคดี หม่อมพริ้ม เจิม และหวนรวมตัวอยู่มุมหนึ่ง หวนสีหน้าไม่สู้ดี บ่นสงสารสาที่คงกลัวมากถึงกับลมจับ

    “ก็น่าสงสารมัน สาไม่ใช่คนดีก็จริง แต่มันไม่ใช่คนโหดเหี้ยมอะไร ข้าไม่เชื่อว่ามันจะฆ่าคนเพราะความหึงหวง มันน่าจะมีเหตุผลอื่น”

    “ถ้ามีก็คงเป็นเรื่องที่เลวกว่านี้ล่ะเจ้าค่ะ มันถึงไม่กล้าพูดออกมา”

    อีกมุมหนึ่ง สาฟื้นแล้ว อนุกรกำลังหว่านล้อมเธอให้พูดความจริงต่อศาลว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้น ไม่งั้นเธอไม่รอดแน่ แต่สาฟังแล้วยังคงนิ่งเงียบไม่ปริปาก

    “ผมรู้ทุกอย่าง โสภิตพิไลบอกผมหมดแล้ว คุณมีสิทธิ์จะได้รับการเห็นใจจากศาล แต่ผมช่วยอะไรคุณไม่ได้นะ ถ้าคุณไม่พูด”

    สานิ่งงัน หมดอาลัยตายอยาก อนุกรมองอย่างขัดใจ

    ooooooo

    ผ่านไปไม่นาน สาถูกนำตัวกลับมาพิจารณาคดีตามเดิม ชายรวีและคณะเดินเข้ามา ทุกคนยืนเคารพศาล และทันทีที่ลงนั่ง อนุกรก้าวออกมาทำหน้าที่ทนายฝ่ายจำเลย

    “ข้าแต่ศาลที่เคารพ ผม...นายอนุกร กรรณารมย์ ทนายจำเลย ขออนุญาตเบิกตัวพยานจำเลยขึ้นมาให้การ เพื่อประกอบการพิจารณาคดี”

    สาหันขวับไปมองหน้าอนุกรด้วยความตกใจ

    “ศาลอนุญาตให้เบิกพยานได้”

    “ขอเบิกตัวนางสาวโสภิตพิไล วรประเสริฐ”

    เมื่อเห็นโสภิตพิไลเดินออกมา สารีบปราม เจ้าหน้าที่จึงห้ามสาไม่ให้ส่งเสียง โสภิตพิไลเดินไปที่หน้าบัลลังก์ พนมมือขึ้นที่หว่างอก

    “ข้าพเจ้าขอสาบานต่อพระแก้วมรกต เจ้าพ่อหลักเมือง พระสยามเทวาธิราช และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายว่าข้าพเจ้าจะเบิกความต่อศาลด้วยความสัตย์จริง หากข้าพเจ้านำความเท็จมากล่าว ขอภยันตราย ภัยพิบัติทั้งหลาย จงบังเกิดแก่ข้าพเจ้าโดยพลัน”

    สาฟังโสภิตพิไลสาบานแล้วร้องไห้ รู้ว่าหมดทางห้าม อนุกรในฐานะทนายถามโสภิตพิไล โดยมีเสมียนศาลพิมพ์คำให้การตามไปด้วย

    “คุณเป็นอะไรกับจำเลย”

    “หลานสาวค่ะ”

    พวกหม่อมพริ้มมองหน้ากันอย่างแปลกใจ ไม่เคยรู้มาก่อนว่าสามีหลานสาว

    อนุกรตั้งคำถามต่อไป...

    “คุณให้การว่าตอนที่เกิดเหตุคุณไม่อยู่ในห้อง หลังจากที่เสียงปืนดังขึ้น คุณจึงมาพบจำเลยยืนอยู่พร้อมกับศพของนายประธาน”

    “ดิฉันโกหกค่ะ ดิฉันให้การเท็จกับตำรวจตามคำสั่งของคุณป้า”

    “ทำไมจำเลยจึงต้องการให้คุณทำอย่างนั้น”

    “เพราะคุณป้าต้องการปกป้องชื่อเสียงของดิฉัน ไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าจริงๆแล้วคืนนั้นคุณป้ายิงนายประธานเพราะเขา...เขาพยายามจะข่มขืนดิฉันค่ะ”

    คำตอบนั้นทำให้อัยการขึ้นมาซักค้าน “คุณอ้างว่าที่จำเลยยิงนายประธานจนเสียชีวิตเพื่อปกป้องคุณ”

    “ค่ะ”

    “นายประธานพยายามจะข่มขืนคุณ”

    “ค่ะ”

    “ช่วยอธิบายให้มากกว่านี้ได้ไหม เขาทำอะไร ที่เรียกว่าพยายามจะข่มขืนคุณ”

    โสภิตพิไลพูดไม่ออก สาใจจะขาด สงสารลูกจนน้ำตาซึม หม่อมพริ้มนิ่วหน้าไม่พอใจคำถาม เช่นเดียวกับอนุกรที่รีบทำหน้าที่ของตน

    “ขอคัดค้านครับ พยานเป็นหญิงสาวอายุน้อย ไม่สะดวกที่จะตอบคำถามแบบนี้”

    “ศาลเห็นด้วย คำถามนี้ตกไป ศาลขอให้เปลี่ยนคำถามใหม่”

    “จำเลยเข้าไปพบนายประธานกำลังกระทำการข่มขืนคุณ”

    “ยังค่ะ กำลังจะทำ แต่เขายังไม่ได้ทำ”

    อัยการยิ้ม เหมือนได้สิ่งที่ตนพอใจ แล้วเปลี่ยนคำถามใหม่ “คุณเป็นอะไรกับจำเลย”

    “เป็นหลานค่ะ”

    “พ่อหรือแม่ของคุณที่เป็นญาติกับจำเลย”

    “คุณป้าอุษาเป็นพี่เลี้ยงของคุณแม่ดิฉัน แต่ท่านเลี้ยงดูดิฉันมาตั้งแต่เล็ก หลังจากที่พ่อแม่ของดิฉันเสียชีวิตไปค่ะ”

    หม่อมพริ้มสะดุดกึก หันมองหน้าเจิมกับหวนอย่างเอะใจ

    “ข้าแต่ศาลที่เคารพ ที่ทนายจำเลยอ้างว่าจำเลยทำการโดยบันดาลโทสะเพราะโกรธแค้นที่หลานสาวถูกล่วงเกิน แต่ความจริง นางสาวโสภิตพิไล วรประเสริฐ ไม่ได้เป็นหลานแท้ๆ ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับจำเลยแม้แต่น้อย และผู้ตายก็ยังไม่ได้กระทำการล่วงเกินนางสาวโสภิตพิไล ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงถือว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ สมควรได้รับโทษ”

    โสภิตพิไลผิดหวังแทบทรุด สาน้ำตาร่วง อนุกรลุกขึ้นยืนขอเบิกพยานจำเลยอีกคนคือ นางสาวเพ็ญศรี สุขสด ขึ้นให้การ

    เมื่อเพ็ญศรีก้าวออกมา อนุกรถามเธอว่าสนิทสนมกับจำเลยมานานแค่ไหน

    “สิบปีค่ะ ดิฉันทำงานเป็นลูกจ้างในอุษาวดีไนต์คลับ เลยสนิทสนมกับจำเลยมาก จนรู้ว่าจำเลยรักและห่วงใยนางสาวโสภิตพิไลมาก”

    “ทั้งๆที่นางสาวโสภิตพิไลไม่ใช่หลานแท้ๆงั้นหรือ”

    “ค่ะ จำเลยรักนางสาวโสภิตพิไลมาก มากยิ่งกว่าแม่รักลูกเสียอีก”

    “คุณทราบไหมว่าเพราะอะไร”

    “จำเลยเคยเล่าให้ดิฉันฟังว่า โสภิตพิไลเป็นลูกของเจ้านายผู้มีพระคุณ ที่จำเลยเคารพรักมากที่สุดในชีวิต ดังนั้นดิฉันไม่แปลกใจเลยถ้าจำเลยจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องโสภิตพิไลค่ะ”

    คำตอบของเพ็ญศรีทำให้หม่อมพริ้มหันขวับมองหน้าสา แววตาเต็มไปด้วยคำถาม

    ooooooo

    ช่วงพักศาล หม่อมพริ้ม เจิม หวน ออกมานั่งด้านนอก ทุกคนล้วนสงสัยในเรื่องเดียวกันว่าโสภิต-พิไลอาจจะเป็นลูกของคุณหญิงโสภา

    “เจิม...มันเคยบอกเอ็งหรือเปล่า เรื่องลูกของหญิงโสภา”

    “ไม่เคยเจ้าค่ะ”

    “ถ้าไม่ใช่ลูกของคุณหญิง อีสามันจะยอมทำขนาดนั้นหรือคะ หวนว่าต้องใช่”

    หม่อมพริ้มหันมองโสภิตพิไลที่นั่งห่างออกไป แววตาอ่อนโยนลง

    “ถ้าใช่ เด็กคนนั้นก็คือหลานยายของข้าน่ะสินังเจิม”

    หมดเวลาพัก ทุกคนกลับเข้ามานั่งรอฟังคำตัดสินจากผู้พิพากษา

    “ขอให้จำเลยยืนขึ้นฟังศาลอ่านคำพิพากษา”

    สาลุกยืนหน้าซีด ตัวสั่นด้วยความกลัว ชายรวีอ่านคำพิพากษา

    “ในคดีที่อัยการยื่นฟ้องนางอุษาวดี อิสระ ข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนานั้น ศาลได้วิเคราะห์คำฟ้องหลักฐานและคำให้การทั้งหมดแล้ว ลงความเห็นว่าจำเลยได้กระทำการเพื่อปกป้องหลานสาวที่จำเลยมีความรักและผูกพันเหมือนลูกของตน ประกอบกับบันดาลโทสะ ทำให้ลงมือกระทำการไปโดยมิได้เตรียมการไว้ก่อน ศาลลงมติให้ลงโทษ จำคุกเป็นเวลา 2 ปี แต่เนื่องจากจำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน ศาลจึงให้จำเลยรอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี”

    ชายรวีลุกขึ้นยืน ทุกคนยืนทำความเคารพศาล สายังไม่เข้าใจในคำตัดสิน กระทั่งอนุกรหันมายิ้มและบอกว่าเธอรอดแล้ว สาก็ยังทำหน้างงๆ

    “อะไรนะคะ”

    โสภิตพิไลเข้ามาพร้อมกับเพ็ญศรี เด็กสาวกอดสาด้วยความดีใจ

    “คุณป้าไม่ต้องติดคุกแล้วค่ะ คุณป้ารอดแล้ว”

    “จริงเหรอคะ ฉันรอดแล้ว ป้ารอดแล้วใช่ไหมลูก เพ็ญ...ฉันรอดแล้ว” สาละล่ำละลัก ยิ้มทั้งน้ำตาด้วยความดีใจ

    ooooooo

    กลุ่มของสากลับออกมาหน้าศาล โดยมีอนุกรรวมอยู่ด้วย และแน่นอนว่าทั้งกลุ่มตกเป็นเป้าสายตาของนักข่าวที่ติดตามคดีสะเทือนขวัญนี้มาตั้งแต่ต้น

    เวลานี้สาและทุกคนไม่ได้ใส่ใจนักข่าวมากนัก เพราะมัวแต่แสดงความยินดีกับผลการตัดสินคดีที่สาไม่ติดคุก

    “ขอบคุณมากนะคะคุณอนุกร  ฝากขอบคุณคุณชายด้วย”

    “ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ ผมทำตามหน้าที่ ส่วนคุณชายรวีก็ทำตามหน้าที่ของเขาเหมือนกัน”

    อนุกรกล่าวจบก็ขอตัวออกไป เพ็ญศรีขยับมาชวนสากลับบ้าน สาจึงหันไปหาโสภิตพิไล เอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “กลับบ้านเรานะโสภิต”

    “หนูคงไม่กลับไปเหยียบที่นั่นอีกแล้วค่ะคุณป้า หนูจะไปอยู่บ้านสวนกับป้าแป้น”

    “จ้ะๆ ตามใจ งั้นเราไปอยู่ที่นั่นกัน”

    “แล้วไนต์คลับล่ะคะ คุณสา”

    “ปิดแล้วก็ปิดเลยเถอะเพ็ญ ฉันเบื่อแล้ว อยากจะหาอาชีพทำมาค้าขายธรรมดาเหมือนคนอื่นเขาบ้าง แต่ไม่ต้องห่วงนะ ฉันไม่ทิ้งเพ็ญหรอก”

    “ค่ะ ไปไหนก็ไปกัน ก็ดีเหมือนกัน จะได้เลิกทำงานกลางคืนเสียที”

    “ไปโสภิต กลับบ้านกัน” พูดแล้วสาชะงัก เห็นหม่อมพริ้มยืนมองมาที่โสภิตพิไล เจิมกับหวนอยู่ข้างหลัง

    สาไม่ทันจะยกมือไหว้ หม่อมพริ้มก็หันหลังเดินจากไป บ่าวสองคนเดินตาม ไม่ทักทายสาสักคำ

    “ใครกันคะคุณป้า”

    “หม่อมพริ้ม ท่านเป็นหม่อมใหญ่ของท่านชายโชติช่วงรวี รวีวาร”

    “รวีวาร ก็หมายความว่าท่านเป็น...”

    “จ้ะ ท่านเป็นหม่อมแม่ของคุณหญิงโสภา หม่อมยายของหนู”

    สาโกหกคำโต เพราะความจริงแล้วโสภิตพิไล คือลูกสาวของเธอที่เกิดกับท่านชายโชติช่วงรวี รวีวาร

    ซึ่งติดท้องเธอมาตอนพาคุณหญิงโสภาหนีตามสมศักดิ์ ก่อนจะยกให้เป็นลูกของทั้งคู่หลังจากคลอดได้ไม่นาน

    ooooooo

    เย็นวันนั้นที่ตำหนักขาว ชายรวีกลับเข้ามาอย่างเร่งรีบเหมือนมีอะไรในใจ ถามหวนว่าหม่อมแม่ของตนอยู่ไหน หวนไม่ทันตอบ หม่อมพริ้มลงมาจากข้างบนพร้อมหญิงจ้อยพอดี

    “มีอะไรกับแม่หรือชาย”

    “ผมอยากทราบ วันนี้หม่อมแม่ ป้าเจิม พี่หวนไปที่ศาลกันทำไม หม่อมแม่รู้จักกับคุณอุษามาก่อนใช่ไหมครับ”

    สองแม่ลูกมองหน้ากัน ก่อนเดินนำชายรวีไปนั่งในห้องโถง โดยมีหวนและบ่าวอีกสองคนที่ชายรวีเอ่ยชื่อเดินตามมานั่งลงกับพื้น...หม่อมพริ้มเริ่มลำดับเรื่องราวของสาว่า

    “อุษาหรืออีสาเป็นหลานของนังเจิม แม่มันชื่อนังสน เป็นบ่าวในวังรวีวาร”

    “จริงหรือครับ ป้าเจิม”

    “จริงเจ้าค่ะ คุณชาย”

    “เมื่อก่อนนังสามันก็เป็นบ่าวในวังเหมือนนังหวน นังพุดนี่แหละค่ะ จนกระทั่งวันหนึ่ง...”

    จวนหยุดชะงัก มองหม่อมพริ้มอย่างเกรงใจ หม่อมพริ้มตัดสินใจเล่าเอง

    “จนกระทั่งวันหนึ่งท่านพ่อของชายทรงโปรดให้มันขึ้นมารับใช้ สาเลยได้เป็นหม่อมคนสุดท้าย ก่อนที่ท่านพ่อของชายจะสิ้นไป”

    “แปลกมาก แล้วทำไมไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้เลยล่ะครับ แม้กระทั่งคุณอุษา เธอก็รู้ว่าผมเป็นใคร ทำไมเธอไม่เคยพูดเรื่องนี้ให้ผมทราบเลย”

    “หลังจากท่านพ่อสิ้นไม่นาน สาก็ออกจากวังรวีวารไป พาพี่หญิงโสภาออกไปด้วย ตอนนั้นทุกคนโกรธสามากว่าเป็นตัวการชักนำให้พี่หญิงโสภาไปลำบาก หม่อมแม่ถึงกับสั่งห้ามไม่ให้ใครพูดถึงพี่หญิงโสภากับสาให้ได้ยินเป็นอันขาด” หญิงจ้อยกล่าว

    เจิมเสริมขึ้นเสียงอ่อน ความโกรธแค้นชิงชังสาหายไปกว่าครึ่ง “ทุกคนสาปส่งมัน ไม่มีใครอยากพูดถึงมัน บ่าวเองก็ไม่คิดว่าจะได้เจอมันอีก จนวันนี้แหละเจ้าค่ะ”

    “ที่แม่ไม่บอกชายว่าสาเป็นใคร เพราะไม่อยากให้ชายไขว้เขว แล้วอีกอย่าง...มันก็เป็นเรื่องน่าอาย แม่ไม่อยากบอกใครๆ ว่าแม่อุษาวดีผู้อื้อฉาวเป็นหม่อมของท่านพ่อ”

    “ครับ...ผมเข้าใจ”

    “ชายรู้ก็ดีแล้ว มันยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่แม่ไม่สบายใจ เรื่องเด็กคนที่ไปขึ้นศาลวันนี้ คนที่ชื่อโสภิตพิไลน่ะ”

    หม่อมพริ้มเอ่ยชื่อนั้นขึ้นมา ทุกคนตั้งใจฟังโดย

    เฉพาะชายรวีที่ได้รับมอบหมายให้ทำบางอย่าง

    ooooooo

    เช้าวันรุ่งขึ้น แป้น สา โสภิตพิไล พากันลงมาที่ท่าน้ำเพื่อใส่บาตรพระที่พายเรือมาบิณฑบาต เสร็จแล้วแป้นยังแนะนำสาด้วยว่า

    “ผ่านคุกผ่านตะรางมา คุณสาน่าจะไปรดน้ำมนต์เสียหน่อย”

    “ก็ว่าจะไปเหมือนกันล่ะจ้ะ ไปล้างสาบคนคุกที่ติดเนื้อติดตัวมาออกไปเสียที โสภิตไปกับป้าไหม”

    “ไม่ล่ะค่ะ หนูยังไม่อยากเจอใคร หนูขอตัวก่อนนะคะ”

    โสภิตพิไลตอบขรึมๆ แล้วเดินแยกตัวออกไป สามองตามหน้าเศร้า แป้นปลอบใจเสียงอ่อน

    “เห็นใจแกเถอะค่ะ ลงข่าวหนังสือพิมพ์หราขนาดนั้น เป็นใครก็ต้องอาย”

    “ฉันทำร้ายแกอีกแล้ว”

    “คุณไม่ได้ตั้งใจนี่คะ อย่าคิดมากเลยค่ะ เวลาผ่านไป แกก็คงดีขึ้นเอง สายแล้วขึ้นบ้านกันเถอะค่ะ”

    ทั้งคู่ไม่ทันจะขึ้นบ้าน มีเรือลำหนึ่งมาจอดเทียบ ชายรวีก้าวขึ้นมาบนท่าน้ำ ทักทายสาด้วยรอยยิ้ม

    “สวัสดีครับ คุณอุษา”

    “ไปยังไงมายังไงคะนี่ ทำไมมาถึงที่นี่ได้...พี่แป้นคะ นี่คุณชายรวีช่วงโชติ”

    แป้นนึกได้ ร้องอ๋อว่าคุณชายวังรวีวาร...หลังจากแนะนำตัวกันแล้ว ชายรวีบอกสาว่าตนไปถามเส้นทางมาที่นี่จากเพ็ญศรี สายิ่งสงสัย เข้าประเด็นว่าคุณชายมีธุระอะไรกับตน

    “หม่อมแม่ให้ผมมาน่ะครับ ท่านอยากทราบเรื่องโสภิตพิไล”

    สาอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะเชิญชายรวีไปคุยบนบ้าน โดยตามโสภิตพิไลมาฟังด้วย

    “หม่อมแม่เล่าให้ผมฟังหมดแล้วเรื่องคุณอุษา ท่านเล่าว่าคุณเคยเป็นหม่อมของท่านพ่อ”

    “จริงหรือคะคุณป้า”

    “จ้ะ ป้ารับใช้ท่านพ่อของคุณชายได้สองปีท่านก็สิ้นชีพิตักษัย”

    “แล้วคุณป้าก็พาคุณแม่หนีออกมา”

    “จ้ะ” สาตอบเสียงอ่อย

    “หม่อมแม่ท่านสงสัยว่าโสภิตพิไลจะเป็นลูกสาวของพี่หญิงโสภา ท่านเลยส่งผมมาถามคุณอุษา”

    สานำล็อกเกตรูปท่านชายโชติช่วงรวีวางลงตรงหน้าคุณชายรวี บอกว่าล็อกเกตอันนี้เป็นของคุณหญิงโสภา เธอยกให้โสภิตพิไลตั้งแต่แรกเกิด

    “ผมก็มีแบบนี้อันหนึ่ง”

    “ท่านชายสั่งทำประทานให้กับโอรสธิดาของท่านเหมือนกันทุกคนค่ะ”

    “โสภิตพิไลเป็นลูกของพี่หญิงโสภาก็เท่ากับว่าเป็นหลานสาวของผม ต้องเรียกผมว่าน้า...ใช่ไหมครับคุณสา”

    สานิ่งอยู่อึดใจก่อนตอบรับเสียงแผ่ว “ใช่ค่ะ”

    “หม่อมแม่ท่านอยากให้โสภิตพิไลไปรู้จักกับพี่น้องคนอื่นๆในสกุลรวีวาร ท่านสั่งให้ผมมารับคุณสองคนเข้าไป คุณจะว่ายังไง”

    สานิ่งไปอย่างหวั่นหวาด แต่ยังไงก็ปฏิเสธไม่ได้แน่

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "มุก" จูบ "เก้า" เม้าท์ทูเม้าท์ ดีไซน์สุดฮาท่าโดนไฟช็อตใน "บ้านสาวโสด" ตอนแรก

    "มุก" จูบ "เก้า" เม้าท์ทูเม้าท์ ดีไซน์สุดฮาท่าโดนไฟช็อตใน "บ้านสาวโสด" ตอนแรก
    27 ก.ย. 2563

    23:30 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2563 เวลา 00:11 น.