ตอนที่ 27
หม่อมพริ้มมองสาที่หมอบกราบอยู่กับพื้นด้วยสายตาคมกริบ เอ่ยขึ้นเสียงเย็นเยียบ
“ลุกขึ้นมาเถอะอีสา ที่นี่บ้านเอ็ง ไม่ใช่บ้านข้า”
สามองผู้หญิงตรงหน้าอย่างเกรงๆ ค่อยๆลุกขึ้นยืนเชื้อเชิญในฐานะเจ้าของบ้าน
“เชิญนั่งก่อนค่ะ”
“ไม่ต้องหรอก ข้ามีธุระจะพูดกับเอ็งแค่สองสามคำเท่านั้น เรื่องชายรวี เอ็งพบคุณชายแล้วใช่ไหม”
“ค่ะหม่อม คุณชายทั้งดีทั้งงาม หม่อมเลี้ยงคุณชายมาได้ดีเหลือเกินค่ะ”
“ใช่ ข้าถึงยอมไม่ได้ ถ้าหากเอ็งจะทำลายอนาคตของเขา เอ็งเสนอหน้าออกมาแบบนี้ ถ้าหากใครรู้ว่าชายรวีเป็นอะไรกับเอ็ง อนาคตของเขาก็คงพังพินาศไม่มีเหลือ”
“แต่สาก็ไม่เคยคิดจะบอกใครเลยนะคะหม่อม”
“เอ็งแน่ใจนะ เอ็งสาบานได้ไหมว่าเอ็งจะไม่มีวันปริปากบอกใคร ว่าเอ็งเป็นอะไรกับชายรวี”
“ให้ สาตกตายไปตรงนี้เลยค่ะหม่อม สารู้ตัวดีว่าสาเลวทรามต่ำช้าแค่ไหน สาไม่เคยคิดจะดึงให้คุณชายลงมาแปดเปื้อนแม้แต่น้อย แต่ขอความกรุณาให้สาได้เห็น ได้รัก ได้อยู่ใกล้ๆคุณชายบ้าง พอให้ชื่นใจ ได้ไหมคะหม่อม” สาทรุดตัวลงนั่งพนมมือไหว้
หม่อมพริ้มมองสาอย่างเข้าใจและเห็นใจ ตัดใจ ตอบอย่างเด็ดขาด
“ถ้า เอ็งรักชายรวีจริงอย่างปากว่า เอ็งควรจะอยู่ให้ห่าง อย่าหาว่าข้าใจดำเลยนะอีสา แต่ที่ผ่านมามีใครอยู่กับเอ็งแล้วได้ดีมีสุขบ้าง ผู้หญิงกาลกิณีอย่างเอ็งมีแต่พาคนอื่นตกต่ำระยำยับไป ถ้ารักลูกก็อยู่ให้ห่าง อย่าไปยุ่งกับเขา...ข้าขอ”
หม่อมพริ้มพูดจบก็หันหลังเดินออกไป ทิ้งสา ร่ำไห้น้ำตาริน สะอึกสะอื้นฟุบอยู่กับพื้น
ooooooo
ประธาน พาโสภิตพิไลไปนอกเมือง เอากระป๋องมาวางเรียงให้เธอใช้ปืนยิงเพื่อระบายอารมณ์ที่ยังขุ่นมัว แต่คราวนี้เธอยิงไปแค่สองนัดก็ยุติ ส่งปืนคืนให้เขาด้วยท่าทีเนือยๆ
“ฉันไม่น่าพูดกับคุณป้าอย่างนั้นเลย ท่านคงโกรธฉันมาก”
“คุณอุษารักคุณจะตาย คุณกลับไปขอโทษคำเดียวก็หาย แต่ผมนี่สิ”
“แล้วคุณไปพูดกับคุณป้าแบบนั้นทำไม”
“ก็ผมชอบคุณจริงๆ”
“จะบ้าเหรอ ฉันเป็นหลานคุณป้านะ”
“คุณไม่ได้เป็นอะไรกับเขา”
“เขาเลี้ยงฉันมา ยังไงมันก็ผิด ผิดมาก”
ประธานดึงโสภิตพิไลเข้ามาประชิด จ้องลึกลงในดวงตา “ผิดถูกลืมมันไปก่อน...มองตาผม แล้วบอกผมซิว่าคุณรู้สึกยังไง”
โสภิตพิไลใจเต้นรัว แต่ไม่ยอมให้ประธานจูบง่ายๆ เธอผลักเขาสุดแรงแล้ววิ่งหนี
“โสภิตพิไล หยุดนะ จะไปไหน”
“อย่ามายุ่งกับฉัน”
“ผมบอกให้หยุด”
เด็กสาวเร่งความเร็วหนีประธานที่วิ่งไล่ตามจนสะดุดขาตัวเองล้มลงร้องโอ๊ย หันมองหนุ่มใหญ่ที่ก้าวเข้ามาใกล้ด้วยความกลัวและหวั่นไหว
“ไปซะ อย่ามายุ่งกับฉัน”
ประธานย่อตัวลงจับข้อเท้าเธอแล้วยิ้มอย่างเหนือกว่า “อย่าหนีผมเลย แม่หนูน้อย...”
ooooooo
เพิ่ง จะหกโมงเย็นแต่สารีบร้อนเข้ามาที่ไนต์คลับ เพ็ญกำลังคุมพนักงานจัดโต๊ะหันไปเห็นถึงกับนิ่วหน้าสงสัยก่อนร้องถามว่าทำไม มาแต่วัน สาไม่ตอบ ตรงดิ่งมาใกล้เพ็ญศรี ถามอย่างร้อนใจว่าประธานมาที่นี่หรือเปล่า
“เปล่านี่คะ นี่เพิ่งหกโมง”
“แล้วไปไหนเนี่ย ไปดูที่บ้านก็ไม่อยู่”
เพ็ญศรีเอะใจ เห็นอาการร้อนรนของสามั่นใจว่ามีเรื่องแน่
“คุณสา พี่ประธานก่อเรื่องอะไรหรือคะ”
สาบอกกับเพ็ญศรีอย่างกลัดกลุ้มสุดขีดว่าประธานเอาตัวโสภิตไป เพ็ญตกใจถึงกับอุทานว่าตายจริง!
“พาไปตั้งแต่บ่าย ไปไหนก็ไม่รู้ ป่านนี้ไม่รู้ว่าจะทำอะไรโสภิตหรือเปล่า”
“แกคงไม่กล้าหรอกค่ะ”
“น้อยไปสิ มันถึงกับกล้าขอฉันคบกับโสภิต คนสารเลว ฉันไม่น่าให้โสภิตมาเจอกับคนพรรค์นี้เลย”
“ทำไงได้ล่ะคะ เราก็หากินอยู่กับคนพรรค์นี้ทั้งนั้น”
“พอกันที! เพ็ญไปตามพนักงานทุกคนมา ฉันจะเลิกทำเรื่องบ้าๆแบบนี้แล้ว”
เพียงครู่ต่อมา พนักงานและนางโชว์ทั้งหมดพา กันมายืนเรียงรายอยู่ต่อหน้าสา
“ฉันจะปิดอุษาวดีไนต์คลับ”
สาประกาศชัดถ้อยชัดคำ ทำเอาทุกคนส่งเสียงฮือฮาด้วยความตกใจ แม้แต่เพ็ญศรีก็คาดไม่ถึง พวกนางโชว์ออกอาการฮึดฮัดไม่พอใจมากกว่าคนอื่น
“ฉันตัดสินใจแล้ว ปิดวันนี้เลย เพ็ญจ่ายเงินเดือน ล่วงหน้าให้ทุกคนสองเดือน แล้วให้กลับบ้านไปได้”
“เดี๋ยวคุณอุษา นึกจะปิดก็ปิดแบบนี้พี่ประธานรู้หรือยัง”
นางโชว์คนหนึ่งท้วงขึ้นมา สาหันขวับไปตวาดใส่อย่างไม่พอใจ
“นี่มันคลับของฉัน”
“แต่พี่ประธานไม่ยอมแน่ๆ”
“เดี๋ยวๆ ทุกคนใจเย็นก่อน” เพ็ญศรีพยายาม จะไกล่เกลี่ย แต่พวกนางโชว์ไม่ยอม พากันโวยวายเอ็ดอึงว่าประธานไปไหน ไปตามเขามา เขาต้องไม่ยอมแน่ๆ
“หุบปากนะ” สาตวาดแว้ดแทรกขึ้นมา “ประธานมันหายหัวไปแล้ว ฉันกำลังตามหามันอยู่ ถ้ามีใครรู้ว่าไอ้คนทรยศมันไปหลบอยู่ที่ไหน ก็ช่วยบอกด้วย ฉันจะได้ไปฆ่ามัน”
ทุกคนอึ้งไปหมด ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ มีเพียงเพ็ญศรีที่เข้าใจสาเข้ามาปลอบใจ
ooooooo
ประธานพาโสภิตพิไลกลับมาส่งที่บ้านสาแล้วทำท่าจะอุ้มเธอลงจากรถเนื่องจากเห็นว่าขาแพลง แต่เด็กสาวขืนตัวไม่ยอม บอกว่าตนเดินเองได้
“อวดเก่ง” หนุ่มใหญ่พึมพำแล้วหันไปบอกตุ่นที่เดินออกมาพอดี “คุณหนูหกล้มขาแพลง ช่วยพาขึ้นไปข้างบนหน่อย”
ตุ่นช่วยประคองโสภิตพิไลออกจากรถไปส่งถึงห้องนอน เด็กสาวเห็นประธานเดินตามขึ้นมาจึงร้องบอกให้เขาออกไปได้แล้ว
ขณะหนุ่มใหญ่เดินออกไปถึงประตู ได้ยินเสียง ตุ่นบอกโสภิตพิไลว่าวันนี้น้าลมัยไม่อยู่ คุณหนูจะเอาอะไรให้เรียกตน ประธานถึงกับหูผึ่ง ยิ้มกริ่มอย่างมีแผน
ประธานลงมาชั้นล่าง ทำทีป้วนเปี้ยนอยู่แถวตู้ยาสามัญประจำบ้าน พอเห็นตุ่นกลับลงมาก็ถามหายาแก้ปวดแก้ไข้
“คุณไม่สบายเหรอคะ”
“เปล่า แต่คุณหนูโสภิตข้อเท้าแพลง น่าจะต้องกินยากันไว้หน่อย...เอางี้ ตุ่นออกไปซื้อไป”
“น้ามัยสั่งให้หนูเฝ้าบ้านค่ะ”
“แค่ปากซอยนี่เอง บ้านไม่ต้องห่วง ฉันเฝ้าให้ ฉันให้ค่าเหนื่อยด้วยเอ้า”
ตุ่นลังเลเล็กน้อยก่อนรับเงินนั้นมาเพราะเป็นห่วงโสภิตพิไล หากเธอมีไข้ขึ้นมาแล้วไม่มียากินจะวุ่นวาย หลังจากตุ่นออกไปได้ครู่เดียว สาโทร.เข้ามาที่บ้าน ประธานรับสายแต่ไม่พูด นิ่งฟังสาอยู่ฝ่ายเดียว
“ตุ่น นี่ฉันเองนะ คุณหนูกลับมาหรือยัง”
ประธานยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วค่อยๆวางหู สาชะงักอย่างหงุดหงิด บ่นว่ารับแล้วไม่พูดเป็นบ้าอะไร พอโทร.ใหม่อีกทียิ่งโมโหเพราะไม่มีสัญญาณ...
หลังจากดึงสายโทรศัพท์ออกแล้ว ประธานรีบขึ้นไปบนห้องโสภิตพิไล เด็กสาวตระหนกตกใจถามเขาว่าเข้ามาทำไม
“ผมไม่เชื่อว่าที่ผ่านมาคุณไม่รู้สึกอะไรกับผม”
“ออกไป” เธอเสียงสั่นด้วยความกลัว
ประธานไม่ฟัง ย่างกรายเข้ามาที่เตียง พยายามไล่บี้เธออย่างหลงตัวเอง
“คุณปฏิเสธผมเพราะคุณเกรงใจคุณอุษา”
โสภิตพิไลขยับตัวหนีไปอีกด้านของเตียง พูดเสียงแข็งว่าตนไม่ได้ชอบเขา
“โกหก...”
“ฉันไม่ได้ชอบคุณ ฉันไม่เคยชอบคุณเลย รังเกียจด้วยซ้ำ”
“แล้วที่ผ่านมาแปลว่าอะไร คุณหลอกใช้ผมเหรอ ปั่นหัวผมเล่นหรือยังไง”
“ฉันเปล่า”
ประธานคว้าเธอได้ เด็กสาวกรีดร้องสั่งให้ปล่อย สลับกับตะโกนเรียกตุ่นแต่ถูกเขาเอามือปิดปาก
“ตุ่นไม่อยู่ ตอนนี้มีแค่เราสองคนเท่านั้นแหละโสภิต”
ประธานปล้ำจูบ โสภิตพิไลดิ้นรนขัดขืน มือไปโดนปืนที่เอวเขา เธอกระชากมาอย่างเร็วแล้วผลักเขาเต็มแรงก่อนเล็งปืนใส่
“อย่านะ อย่าเข้ามา ฉันยิงจริงๆด้วย”
ขณะนั้นตุ่นกลับมาถึงหน้าประตูบ้าน สาขับรถเข้ามาจอดพอดี เห็นสาวใช้ก็เลยลงมาโวยวาย
“ตุ่น ฉันโทร.มาทำไมไม่พูด แล้วนี่ไปไหนมา”
“ไปซื้อยาให้คุณหนูค่ะ”
“โสภิตกลับมาแล้วเหรอ แล้วคุณหนูเป็นอะไร”
“ข้อเท้าแพลงค่ะ คุณประธานเลยใช้หนูออกไปซื้อยา”
สาเอะใจวิ่งถลาเข้าไปในบ้านทันที
ooooooo
ในห้องนอนชั้นบน โสภิตพิไลเล็งปืนใส่ประธาน สั่งเสียงสั่นให้เขาออกไป ไม่งั้นตนยิงแน่
“กล้าเหรอ” หนุ่มใหญ่ค่อยๆดูเชิงอย่างระมัดระวังและหาทางแย่งปืน เอ่ยอย่างใจเย็น “ยิงคนมันไม่เหมือนยิงกระป๋องนะหนูน้อย”
โสภิตพิไลมือสั่นเทา กลัวแต่ฮึดสู้ พูดโพล่งว่าตนยิงได้ก็แล้วกัน ประธานแสยะยิ้มข่มขวัญ
“จะยิงได้ยังไง ในเมื่อปืนมันไม่มีลูก”
เด็กสาวตกใจ เผลอมาสนใจที่ปืนในมือ ประธานฉวยโอกาสพุ่งเข้าใส่แย่งปืนแล้วโยนทิ้งไปอีกทาง
“ผมไม่ใช่ผู้ชายแบบที่คุณจะปั่นหัวเล่นได้ คุณเป็นคนจุดไฟ คุณต้องเป็นคนดับมัน”
ประธานรวบตัวเธออุ้มไปโยนบนเตียงแล้วปล้ำ จูบ ทันใดประตูห้องเปิดผาง สาถลาเข้ามา พร้อมๆกับ เสื้อตัวนอกของโสภิตพิไลลอยหวือมาตกตรงหน้า ประธานหันขวับมาเห็นสาก็ตกใจ โสภิตพิไลกรีดร้องอย่างขวัญเสีย
“คุณป้า...ช่วยหนูด้วย”
สาพุ่งเข้ามาด้วยความโกรธ ตาวาวราวกับเสือ แม่ลูกอ่อน หยิบปืนที่พื้นขึ้นมากระหน่ำยิงประธาน จนกระสุนหมด ร่างประธานทรุดลงกองกับพื้นเลือดท่วม โสภิตพิไลตะลึงอยู่บนเตียง สายืนนิ่งขึง ตุ่นวิ่งขึ้นมาเห็นร่างประธานจมกองเลือด ตกใจร้องกรี๊ดแล้ววิ่งหนีออกไป
“ไม่เป็นไรแล้วนะลูกนะ ไม่เป็นไรแล้ว” สา กอดโสภิตพิไล พลางมองศพประธาน แทบไม่อยากเชื่อว่าตัวเองเป็นคนทำ
ผ่านไปพักหนึ่ง เจ้าหน้าที่มาเคลื่อนศพประธาน ออกจากบ้านเพื่อไปชันสูตร สานั่งนิ่งตาแข็ง โสภิตพิไลนั่งหน้าซีดอยู่ข้างๆ
“ผมขอควบคุมตัวคุณอุษาวดีไปดำเนินคดีข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา ส่วนคนอื่นในบ้าน ผมขอเชิญไปให้การ”
“ไม่มีใครรู้เรื่องอะไรทั้งนั้น” สาสวนคำตำรวจทันที
“คุณป้าคะ...”
“มันเป็นเรื่องของป้ากับประธาน หนูไม่เกี่ยว ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น เด็กในบ้านก็เหมือนกัน เขาไม่อยู่บ้าน ตอนที่เกิดเรื่อง” สาจิกตามองตุ่น
“ถึงยังไงก็ต้องไปให้การครับ”
สามองหน้าโสภิตพิไล กำชับจริงจัง “หนูไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้...เข้าใจไหม”
โสภิตพิไลเข้าใจดีว่าสาต้องการปกป้องเธอ จึงรับคำทั้งน้ำตาคลอๆ ครั้นเห็นตำรวจพาสาออกไป เด็กสาวลุกพรวดร้องเรียกคุณป้าพร้อมวิ่งเข้ามากอด รำพันด้วยความเสียใจว่า
“หนูขอโทษ หนูเสียใจ”
ooooooo
ที่ตำหนักขาว เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นท่าม กลางความมืดและเงียบสงัด ชายรวีอ่านหนังสืออยู่ในชุดนอน มองนาฬิกาที่โต๊ะบอกเวลาสี่ทุ่ม กว่า บ่นพึมพำอย่างแปลกใจว่าใครโทร.มาดึกดื่นป่านนี้
เสียงโทรศัพท์ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง ปลุกให้หม่อมพริ้มและหญิงจ้อยต้องออกมาจากห้องนอน เปิดไฟห้องโถงสว่างขึ้น
“ใครโทรศัพท์มากลางดึกกลางดื่น หญิงจ้อย มีเรื่องอะไร”
“เดี๋ยวหญิงพูดกับเขาเองค่ะ”
“ผมรับเองครับพี่หญิง” ชายรวีเดินเร็วเข้ามาถึงตัวพี่สาว ยกหูโทรศัพท์แล้วกรอกเสียงลงไป
“บ้านรวีวารครับ”
โสภิตพิไลร้องไห้กระซิก ถามเสียงสั่น “คุณชาย รวีช่วงโชติใช่ไหมคะ”
“ครับ นั่นใครครับ”
“ฉันโสภิตพิไลค่ะ หลานป้าอุษา ฉันขอโทษที่โทร.มารบกวน แต่ฉัน...ฉันไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้ว”
“ใจเย็นๆก่อนครับ ค่อยๆพูด ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรหรือครับ”
“คุณป้า...คุณป้าฆ่าคนตาย”
“อะไรนะ! คุณอุษาฆ่าคนตาย”
หม่อมพริ้มกับหญิงจ้อยได้ยินชายรวีพูดออกมา ชัดเจน ต่างมองหน้ากันอย่างตกใจสุดขีด
ooooooo
ที่สถานีตำรวจ สาไม่ให้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมนอกจากรับสารภาพว่าเธอยิงประธานตายเพราะเราทะเลาะกันแล้วเขาทำให้เธอโมโห
“ทะเลาะเรื่องอะไร ถึงทำให้คุณโมโหได้ขนาดนั้น... เงินทอง ชู้สาว”
“ฉันจำเป็นต้องบอกด้วยหรือคะ”
“จำเป็นครับ เพราะมันจะเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินว่าการที่คุณยิงนายประธานจนเสียชีวิตมีความจำเป็นแค่ไหน”
สานิ่งเงียบไม่พูดอะไรอีก หลังจากนั้นตำรวจพาสาไปส่งที่ห้องขัง โสภิตพิไลเดินตามมาขอพูดคุยกับป้าสักครู่ ตำรวจถือโอกาสบอกเด็กสาวว่า ถ้าจะให้ดีช่วยพูดกับป้าของเธอด้วยว่าควรพูดความจริงให้หมดอย่าปิดบัง เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไร
โสภิตพิไลหน้าเสีย ไม่กล้าสบตาตำรวจ รอจนเขาเดินจากไปแล้วค่อยหันมาถามสาซึ่งอยู่ในห้องขังว่าเป็นยังไงบ้าง
“ป้าไม่เป็นไร หนูล่ะ ตำรวจเขาว่ายังไงบ้าง”
“ตำรวจเขาเรียกหนูไปถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“หนูบอกตามที่ป้าสั่งหรือเปล่า บอกเขาไปว่าป้าทะเลาะกับประธาน หนูไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น”
“ทำไมคุณป้าไม่ให้หนูพูดความจริงคะ”
“เพราะถ้าเรื่องนี้แดงออกไป คนจะเก็บเอาไปครหานินทาไม่จบไม่สิ้น หนูยังเด็ก หนูไม่รู้หรอกว่าคำพูดร้ายๆ มันทำลายชีวิต ทำลายอนาคตของคนได้ขนาดไหน หนูทำตามที่ป้าบอกน่ะดีแล้ว”
“หนูให้คุณป้าลำบากเพราะหนูไม่ได้หรอกค่ะ หนูจะช่วยคุณป้า คุณป้ามีบุญคุณกับหนู หนูต้องตอบแทน หนูจะช่วยคุณป้าให้ได้ค่ะ”
สายิ้มรับเศร้าๆ ในใจอยากให้โสภิตพิไลทำไปเพราะรักมากกว่าตอบแทนบุญคุณ
ooooooo
เช้าวันรุ่งขึ้น อนุกรเข้ามาพบตำรวจขออนุญาตพบสาในฐานะตนเองเป็นทนายของเธอ ตำรวจควบคุมตัวสาออกมาที่ห้องสอบสวน เปิดโอกาสให้ทนายกับผู้ต้องหาพูดคุยกันตามลำพัง
“คุณอุษาวดี ผมชื่ออนุกรครับ คุณชายรวีให้ผมมาช่วยเป็นทนายให้คุณอุษา”
“คุณชายรู้เรื่องดิฉันแล้วหรือคะ”
“ครับ คุณชายฝากบอกว่าให้ผมช่วยคุณอุษาให้สุดความสามารถ เชิญนั่งครับ ผมมีเรื่องอยากจะถามหลายเรื่อง”
สาลงนั่งและให้ข้อมูลอย่างระมัดระวัง นี่เองทำให้อนุกรหนักใจ กลับไปรายงานชายรวีที่กระทรวงว่า
“ลำบาก...คุณอุษาแกรับสารภาพไปแล้วว่าทำผิดจริง ก็ถือเป็นข้อดีที่รับสารภาพ แต่แม่เจ้าประคุณก็เล่นกระหน่ำยิงนายประธานซะจนพรุน”
“มันก็ออกจะโหดเหี้ยมเอาการอยู่ นอกจากจะมีเหตุผลอันสมควร แล้วคุณอุษาไม่บอกหรือว่าอะไรทำให้เธอโกรธได้ขนาดนั้น”
“ไม่บอก ผมแน่ใจนะว่าคุณอุษาปกปิดอะไรบางอย่าง เอาไว้ และเรื่องนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับเด็กที่ชื่อโสภิตพิไล”
หลังจากนั้นไม่นาน โสภิตพิไลไปพบสาที่ห้องขังพร้อมอาหารหนึ่งปิ่นโต
“วันหลังไม่ต้องหรอกนะโสภิต ลำบากเปล่าๆ”
“ไม่ลำบากหรอกค่ะ หนูเต็มใจ...คุณทนายบอกหนูว่าคุณป้าไม่ยอมพูดความจริงกับเขา”
“ป้ายอมรับผิดไปแล้ว จะเอาอะไรอีก”
“แต่คุณป้าจะโดนลงโทษหนัก ถ้าหากเขาคิดว่าคุณป้าฆ่านายประธานเพราะหึงหวง”
“ป้าไม่ได้พูดอย่างนั้น”
“ตำรวจเขาคิดเองได้ค่ะ คุณป้ายิงนายประธานในห้องหนู ทุกคนเขาก็รู้ กระทั่งหนังสือพิมพ์ยังเอาไปลงว่าเป็นปมเรื่องชู้สาว”
“ทุเรศ” สาสบถอย่างเจ็บใจ
ระหว่างนี้ เพ็ญศรีหน้าตาร้อนรนเข้ามาอีกคน “คุณสาเป็นยังไงบ้างคะ ฉันเพิ่งจัดการเรื่องที่ไนต์คลับเสร็จค่ะ เลยมาช้าไปหน่อย ตำรวจเขาเรียกพนักงานไปสอบสวนเรียงตัวเลย”
“สอบสวนพวกที่คลับ เรื่องอะไร”
“เรื่องคุณกับพี่ประธานน่ะสิคะ ตำรวจเขาสันนิษฐานว่าคุณโกรธที่พี่ประธานนอกใจเลยคิดจะฆ่า อีพวกนั้นมันโกรธที่คุณปิดไนต์คลับเลยใส่ไฟกันใหญ่ มันบอกว่าคุณแค้น ที่พี่ประธานไปชอบโสภิต คุณลั่นปากจะฆ่าพี่ประธานให้ได้”
“คุณป้าพูดอย่างนั้นจริงหรือคะ”
“มันหลุดปากไปน่ะ”
“ก็นั่นล่ะ ตำรวจเขาเลยเอามาผูกเป็นเรื่องเป็นราวว่าคุณตั้งใจจะฆ่าพี่ประธานอยู่แล้ว ท่าทางคุณสาจะลำบากแน่ค่ะ”
ฟังเพ็ญศรีแล้วสายิ่งหนักใจ เพราะเรื่องราวดูจะยุ่งยากกว่าที่คิด
ooooooo
ตกเย็น หญิงจิ๋มมาพบหม่อมพริ้มพร้อมหนังสือ พิมพ์ฉบับหนึ่งที่ลงข่าวฉาวโฉ่ของสา
“หม่อมแม่เห็นหนังสือพิมพ์ฉบับบ่ายนี้หรือยังคะ อีสามันทำงามหน้าอีกแล้ว”
หม่อมพริ้มตกใจ หวนซึ่งรับใช้อยู่ใกล้ๆพลอยหน้าตาตื่นไปด้วย ทั้งคู่ตั้งใจฟังหญิงจิ๋มอ่านข่าวในหนังสือ พิมพ์ด้วยน้ำเสียงเป็นเดือดเป็นแค้น
“กลางดึกเมื่อคืนนี้ เสียงปืนดังขึ้นที่บ้านของนางอุษาวดี อิสระ เจ้าของไนต์คลับอุษาวดี จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ปรากฏว่านางอุษาวดีได้ใช้ปืนกระหน่ำยิงนายประธาน เทวา ผู้เป็นหุ้นส่วนเข้าที่ทรวงอกและหัวใจหลายนัดจนสิ้นใจคาที่ สาเหตุของการยิงครั้งนี้นางอุษาวดีให้การว่ามีปากเสียงกันอย่างรุนแรงจนบันดาลโทสะระงับไม่อยู่ ซึ่งสาเหตุของการทะเลาะวิวาทนั้นน่าจะมาจากการหึงหวงกัน...ดูสิคะหม่อมแม่ ดูอีสามันทำ”
“อายุจนป่านนี้แล้ว มันก็ยังหายใจเป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ทำไมถึงได้ไม่รู้จักอิ่มจักพอเสียทีก็ไม่รู้”
“คนมักมากอย่างมัน หญิงนึกอยู่แล้วว่าต้องมีจุดจบไม่ดี แต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นข่าวฉาวโฉ่ไปทั้งเมืองอย่างนี้”
“กะอีแค่คนยิงกันก็ต้องลงข่าว อีสามันไม่ใช่คนใหญ่คนโตซะที่ไหน”
“ไม่ต้องเป็นคนใหญ่คนโตหรอกหวน ไอ้เรื่องชู้สาวคาวโลกีย์แบบนี้หนังสือพิมพ์ชอบนักล่ะ ตีข่าวกันไม่เลิกแน่ หญิงละกลัวจริงๆค่ะหม่อมแม่ กลัวจะมีคนสาวประวัติมัน สาวไปสาวมาคนจะรู้ว่ามันเคยเป็นหม่อมของท่านพ่อ”
“ขออย่าให้ไปถึงนั้นเลย ถ้าราชสกุลรวีวารจะต้องไปแปดเปื้อนกับเรื่องอย่างนี้ แม่คงไปสู้หน้าใครไม่ได้”
“แล้วถ้ารู้ไปถึงคุณชายว่าอีสาเคยเป็นหม่อมของท่านพ่อ มิยุ่งกันใหญ่หรือคะหม่อม”
หม่อมพริ้มชะงัก มองหน้าหวน...พอหญิงจิ๋มลากลับ หม่อมพริ้มรีบเดินตามไปคุยกันสองคนแม่ลูก
“ช่วยหน่อยเถอะหญิง ทำยังไงก็ได้อย่าให้พระนามของท่านพ่อต้องมาอยู่ในข่าวอื้อฉาวแบบนี้เลย”
“หญิงจะคุยกับคุณปวุติดูค่ะ ลูกเขยของหม่อมแม่เขากว้างขวาง รู้จักกับพวกคนหนังสือพิมพ์อยู่บ้าง คงจะพอพูดกันได้ไม่ให้ขุดคุ้ยพาดพิงมาถึงรวีวารของเรา หญิงช่วยได้แค่เรื่องหนังสือพิมพ์เท่านั้น แล้วเรื่องชายรวี หม่อมแม่จะทำยังไงคะ”
“แม่จะหาทางพูดกับเขาเอง ไม่ให้ไปยุ่งกับอีสา”
แล้วค่ำนั้นหม่อมพริ้มก็รุดมาที่ห้องชายรวี พูดคุยเรื่องผู้หญิงชื่ออุษาวดี
“แม่อยากจะขอร้องไม่ให้ชายไปยุ่งกับเขา คดีนี้มันไม่สู้ดี มันเป็นคดีชู้สาว ชายเองก็เคยสนิทสนมกับเขา แม่ไม่อยากให้ชายติดร่างแหพลอยเสียชื่อเสียงไปด้วย”
“หม่อมแม่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมแค่ช่วยจัดการให้อนุกรไปดูแลว่าความให้เท่านั้น ส่วนตัวผมเองไม่ไปยุ่งกับเขาแน่ๆ”
“แม่ได้ข่าวว่าเขาอยู่ที่โรงพัก ถ้าเป็นไปได้ ชายอย่าไปที่นั่นได้เป็นดี”
“ผมไม่ไปหรอกครับหม่อมแม่ ผมไม่สมควรจะพบคุณอุษาเลยไม่ว่าที่ไหน เพราะผมเพิ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้พิพากษาคดีนี้”
หม่อมพริ้มนิ่งอึ้งพูดไม่ออก กลับไปเล่าให้หญิงจ้อยที่อยู่บ้านเดียวกันฟัง โดยมีหวนนั่งสีหน้าเป็นกังวลอยู่ด้วย
“อกจะแตก! ลูกต้องมาพิพากษาตัดสินแม่ แล้วนี่เราจะทำยังไงดีคะหม่อมแม่” หญิงจ้อยอุทานหน้าตาตื่น หม่อมพริ้มคิดอะไรไม่ออก บอกให้ลูกสาวช่วยคิด “ฆ่าคนตายนี่มันโทษสถานไหนกันนะ ตายละ ถ้าโทษถึงประหาร ชายรวีก็สั่งฆ่าแม่ของตัวเองน่ะสิ”
หม่อมพริ้มกับหวนตกใจ หวนพูดโพล่งว่าอย่างนี้คุณชายมิตกนรกหมกไหม้หรอกหรือ
“ไม่หรอก ผู้พิพากษามีหน้าที่ตัดสินลงโทษคนผิดจะตกนรกได้ยังไง”
“ผู้พิพากษาเขาสั่งฆ่าพ่อฆ่าแม่กันได้เลยหรือคะ คุณหญิงจ้อย”
“มีที่ไหน ถ้าบังเอิญเป็นญาติกับผู้ต้องหา ผู้พิพากษาก็ต้องบอกกับศาลแล้วถอนตัวออกไป”
“แต่คุณชายเธอไม่รู้นี่คะ”
“ไม่รู้ก็บอกไม่ได้ ยังไงแม่ก็ไม่ยอมบอกหรอกว่าชายรวีเป็นอะไรกับอีสา”
“แค่บอกว่าสาเป็นหม่อมของท่านพ่อ มันก็อาจ จะเป็นเหตุผลพอที่จะให้ชายรวีถอนตัวก็ได้นะคะหม่อมแม่”
“แต่ต้องยอมให้พระนามท่านพ่อต้องแปดเปื้อนว่ามีหม่อมสำส่อนมากชู้หลายผัวอย่างอีสางั้นหรือ แม่จะทำได้ยังไง”
“แล้วหม่อมจะปล่อยให้คุณชายตัดสินโทษอีสาหรือคะ”
“ชายรวีเป็นลูกข้า แค่อาศัยท้องอีสามาเกิด ถ้าเขาจะต้องทำหน้าที่ผู้พิพากษา ข้าก็จะให้เขาทำด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ต้องเห็นแก่อะไรทั้งนั้น”
หม่อมพริ้มตัดสินใจเด็ดเดี่ยว เช่นเดียวกับเจิมที่พอรู้เรื่องจากหวนก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง ยืนยันว่าเราไม่ควรบอกชายรวีว่าสาคือแม่ ถ้าจะตกนรกก็ต้องยอม อีกอย่างอีสาก็สาบานกับหม่อมพริ้มไว้ว่ามันจะไม่บอกใคร
“โธ่ พี่เจิม สัญชาติอีสา ถ้ามันรู้ว่าคุณชายรวีเป็นผู้พิพากษา ยามเดือดร้อนจนตรอกขึ้นมาพี่ว่ามันจะไม่ตระบัดสัตย์อ้างตัวเป็นแม่ให้คุณชายเห็นใจเหรอ”
คำพูดของจวนมีน้ำหนักทำให้เจิมหวั่นวิตกขึ้นมาทันที
ooooooo
บ่ายวันนี้ โสภิตพิไลพาแป้นมาเยี่ยมสา แป้นสีหน้าไม่สู้ดี บอกกับสาว่ารู้เรื่องแล้วใจหายวาบ สาไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่ฝากฝังโสภิตพิไลไปอยู่ด้วย ตนจะได้หมดห่วง เพราะตอนนี้เธอไม่มีใครแล้ว
“คุณสาก็ต้องรีบออกไปสิคะ”
“ก็แล้วแต่ศาลจะตัดสินล่ะจ้ะ พรุ่งนี้เขาจะส่งฉันไปอยู่ที่เรือนจำแล้ว ถ้าโชคร้ายป้าก็อาจจะได้อยู่ในนั้นตลอดไป หนูดูแลตัวเองดีๆนะลูก อย่าเจ้าอารมณ์ อย่าเอา แต่ใจ จะทำอะไรคิดให้ถ้วนถี่ อย่าทำผิดพลาดเหมือนป้า”
สาจับมือโสภิตพิไลที่เริ่มสะอึกสะอื้น แป้นรู้เต็มอกว่าทั้งคู่เป็นแม่ลูกแต่เหมือนน้ำท่วมปาก ได้แต่มองด้วยความเวทนา...
ในวันเดียวกัน อนุกรนัดคุยกับโสภิตพิไลอีกครั้งที่ร้านอาหารหน้าสถานีตำรวจ โดยมีแป้นติดตามมาด้วย “ทางฝ่ายอัยการมีพยานหลายปากให้การว่าคุณอุษามีกรณีหึงหวงกับนายประธาน และได้ออกปากว่าถ้าเจอจะฆ่าให้ตาย”
“คุณป้าพูดไปด้วยอารมณ์เท่านั้นค่ะ ท่านไม่ได้คิดเตรียมการเอาไว้ก่อนแน่”
“คุณยืนยันว่าเป็นการกระทำโดยลุแก่โทสะ เรื่องอะไรล่ะครับ อะไรทำให้คุณอุษาลุแก่โทสะ”
โสภิตพิไลลำบากใจ อยากพูดแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งสา
“ผมจะขอร้องเป็นครั้งสุดท้ายนะครับ ถ้าคุณกับคุณอุษาไม่บอกผมว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น ผมก็คงจะช่วยคุณอุษาไม่ได้”
“บอกคุณทนายเขาไปเถอะลูก” แป้นคะยั้นคะยอ แต่โสภิตพิไลยังนิ่ง...นึกถึงก่อนหน้านี้ที่อ้อนวอนสาขอพูดความจริงแต่สาไม่ยอม
“หนูจะเสียหายมากนะโสภิต”
“แต่ถ้าโสภิตไม่พูด คุณก็อาจจะไม่รอด”
“ฉันทำร้ายโสภิตมามากพอแล้วพี่แป้น ฉันทำร้ายแกอีกไม่ได้”
“คุณป้าคะ คุณป้าโดนข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา ทนายบอกว่าโทษที่คุณป้าจะได้รับถ้าไม่จำคุกตลอดชีวิต ก็อาจจะถึงขั้นประหาร ถ้ามันเป็นอย่างนั้น คุณป้าคิดว่าหนูจะอยู่ต่อไปได้หรือคะ คุณป้าเห็นหนูเป็นคนยังไง”
สานิ่งไปอย่างอัดอั้น แต่หัวอกคนเป็นแม่ยังไงก็ไม่ยอมให้ลูกต้องแปดเปื้อน
ooooooo
เมื่อนึกถึงจุดจบของตัวเองที่อาจโดนจำคุกตลอดชีวิตหรือไม่ก็ประหาร สาถึงกับสะอื้นไห้ออกมา แต่อีกครู่ต่อมาก็แทบช็อก เมื่อหม่อมพริ้มปรากฏตัวหน้าห้องขัง...สาพูดไม่ออก ก้มหน้าละอายใจ หม่อมพริ้มมองเธออย่างสมเพช
“ถึงกับนั่งร้องไห้เชียวรึอีสา ดูท่าเอ็งรู้ชะตากรรมตัวเองแล้วล่ะสิ”
“สามันคนโชคร้ายค่ะหม่อม อยากจะดีเท่าไหร่ มันก็ดีไม่ได้”
“เอ็งอย่าอ้างโชคชะตา ถ้าเอ็งตั้งใจว่าจะไม่ทำชั่ว ต่อให้ใครเอาไปตัดหัว เอ็งก็ไม่ทำ แต่ถ้าใจมันใฝ่ต่ำไม่มีใครชักนำ มันก็ไหลลงไปเองจนได้”
“สาก็เป็นคนธรรมดาคนนึง มีเลือดมีเนื้อ มีกิเลสตัณหา”
“กิเลสตัณหามันก็มีด้วยกันทั้งนั้น ยับยั้งชั่งใจได้จึงนับว่าเป็นคน แต่ถ้ายับยั้งชั่งใจไม่ได้มันก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ แต่ที่ข้ามานี่ไม่ได้จะมาโปรดสัตว์ แค่จะมาเตือนไม่ให้เอ็งลืมคำสาบานที่ให้ไว้กับข้า”
“สาไม่ลืมค่ะหม่อม สาไม่คิดจะบอกใครว่าสาเป็นอะไรกับคุณชาย”
“แน่นะ ไม่ใช่พอถึงเวลารักตัวกลัวตายขึ้นมา เอ็งจะพูดทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด”
“หม่อมหมายความว่ายังไงคะ”
หม่อมพริ้มลดเสียงลงให้ได้ยินกันสองคน พูดเบาแต่ชัดเจนและจริงจัง “ชายรวีเป็นผู้พิพากษาคดีของเอ็ง อีสา”
“หา!!!” สาช็อกยิ่งกว่าเดิม
“ถ้าเอ็งเอาความเป็นแม่มาอ้าง เอ็งอาจจะรอดตาย แต่เอ็งจะทำลายอนาคตทำลายเกียรติภูมิ ทำลายคุณงามความดีทั้งหมดที่ชายรวีสร้างสมมา ข้าทุ่มเททั้งชีวิตเลี้ยงชายรวีจนเขาได้ดิบได้ดีขนาดนี้ ข้าคงทนไม่ได้ถ้าหากเอ็งจะทำลายลงไป”
“เชื่อใจสาเถอะค่ะหม่อม ที่ผ่านมาสาอาจจะเป็นคนดีเหมือนคนอื่นเขาไม่ได้ แต่ต่อให้สัตว์เดรัจฉานมันก็ไม่ทำร้ายลูกของมัน สายังไม่เลวถึงปานนั้นหรอกค่ะหม่อม ไม่ต้องกลัว”
สายืนยันหนักแน่นทั้งน้ำตานองหน้า หม่อมพริ้มโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง แต่พอมาเล่าให้เจิมกับหวนฟัง เจิมกลับถามหม่อมพริ้มอย่างไม่เชื่อใจสาว่า
“หม่อมเชื่อมันหรือเจ้าคะ”
“ข้าไม่มีทางอื่น ก็ต้องลองเชื่อดู”
“ป้าเจิมไม่เชื่อเหรอ”
“มันทรยศคุณหญิงโสภาได้ นับประสาอะไร” เจิมกระแทกเสียงแค้นๆ ส่วนหม่อมพริ้มจากที่โล่งใจเริ่มมีแววความกังวล...
ooooooo










