ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    อีสา-รวีช่วงโชติ

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    หมออนุญาตให้เจิมกลับไปพักผ่อนต่อที่บ้านได้ ตอนสายๆหม่อมพริ้มเดินนำ หวนที่ช่วยประคองเจิมกลับมายังเรือนบ่าวของตำหนักขาว โดยมีจวนกับ พุดยืนรออยู่ หม่อมพริ้มเตือนเจิมที่ยังมีอาการเหนื่อยหอบ

    “หมอเขาว่าหัวใจเอ็งไม่ค่อยดีต้องระวัง ถ้าตกอก ตกใจมากๆมันจะชักแบบนี้ ฉุกเฉินช่วยเหลือกันไม่ทันจะพาลตายเอา”

    “ก็สุดแล้วแต่บุญแต่กรรมเถอะเจ้าค่ะ”

    “ยัง ไงก็อยู่เป็นเพื่อนข้าก่อนเถอะเจิมเอ๊ย อย่าเพิ่งตัดช่องน้อยหนีไปเสียก่อนเลย...พวกเอ็งก็คอยดูเจิมมันด้วย นังจวนเอ็งน่ะตัวดี ระวังปากบ้าง เรื่องไม่เป็นเรื่องก็อย่าพูดให้เจิมมันกลุ้มใจ”

    “แหม บ่าวก็ไม่เคยพูดอะไร จะมีก็แค่เรื่องอี...” หวนพูดยังไม่ทันจบ หม่อมพริ้มสวนขึ้นเสียก่อน

    “ผีเจาะปากแท้ๆ สักวันถ้าชายรวีรู้เรื่องนี้ก็เพราะเอ็งนี่แหละ”

    เจิม ถามอย่างเป็นกังวลว่าเมื่อวานชายรวีว่าอย่างไรบ้าง ได้ยินที่หญิงจิ๋มพูดหรือเปล่า หม่อมพริ้มถอนใจเป็นกังวลไม่แพ้เจิม พลันเหตุการณ์ตอนที่เรียกหญิงจิ๋มกับหญิงจ้อยมาอบรมที่ห้องของเธอผุดเข้ามา ในความคิด

    “แม่ขอสั่งเป็นคำขาด ลูกทั้งสองคนห้ามคิดว่าชายรวีเป็นคนอื่น ขอให้จำไว้ให้มั่นว่าชายรวีเป็นลูกของแม่ เป็นน้องของลูกทั้งสองคน รับปากกับแม่ได้ไหม สิริพรรณราย”

    “ค่ะหม่อมแม่”

    “ชายรวีจะต้องไม่รู้เรื่องนี้”

    “แต่ชายรวีก็ยังไม่รู้หรอกค่ะหม่อมแม่ เพราะถ้ารู้ป่านนี้คงไม่อยู่เฉยแน่” หญิงจ้อยตั้งข้อสังเกต...

    เพื่อ ความไม่ประมาท หม่อมพริ้มแวะไปหาชายรวีที่กำลังเตรียมจะเข้านอน เลียบๆเคียงๆถามว่าไม่ได้ยินเรื่องที่เธอกับพี่หญิงทะเลาะกันใช่ไหม ชายรวีไม่ได้ยินอะไรเลย รู้แต่ว่าหม่อมแม่โกรธพี่หญิงมาก แล้วถามว่าพี่หญิงทำผิดอะไรหรือ

    “พี่หญิงจิ๋มพูดเรื่องไม่ดี เรื่องที่ไม่สมควรพูดจ้ะ”

    “ชายเลยไม่สมควรรู้ใช่ไหมครับ” ชายรวียิ้มอย่างเข้าใจ หม่อมพริ้มดึงเขามากอดแนบอก

    “ชายรู้ไว้อย่างเดียวก็พอ ว่าชายเป็นลูกของแม่ แล้วแม่ก็รักชายมาก”

    “ชายก็รักหม่อมแม่ครับ” ชายรวีกอดหม่อมพริ้มตอบด้วยความรักสุดหัวใจ

    ooooooo

    หลัง จากเจิมกับหวนฟังหม่อมพริ้มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้แล้ว หวนยกมือไหว้ท่วมหัว ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ทำให้ชายรวีไม่ได้ยินเรื่องที่หญิงจิ๋ม พูดถึงตัวเอง

    “ต่อไปก็ต้องระวังกันให้มาก อีสามันก็เลวเต็มทน เป็นชู้กับไอ้สมศักดิ์ว่าเลวแล้ว ไม่กี่วันมามีผัวใหม่ก็ยังนอกใจผัวไปมีชู้อีก ถ้าใครรู้ว่าเป็นแม่ชายรวี...ชายรวีจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ข้าเลี้ยงของข้ามาดีๆ ข้ายอมไม่ได้ ถ้าหากใครจะมาทำลายอนาคตของชายรวี”

    “หม่อมพูดถูกเจ้าค่ะ อีสามันเป็นกาลกิณี มันไปอยู่กับใครก็ทำลายชีวิตคนดีๆ จนเขาย่อยยับ”

    “คิดๆแล้วก็สงสารผู้ชายคนเมื่อวานนะเจ้าคะหม่อม ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง”...

    คน ที่หวนพูดถึงเพิ่งจะพ้นขีดอันตราย หมอเจ้าของไข้ออกมาแจ้งกับญาติคนเจ็บว่าเขาปลอดภัยแล้ว แต่อาการค่อนข้างหนัก  เนื่องจากถูกรถชนเข้าที่ขาอย่างจัง จนกระดูกสะบ้าหัวเข่าแตก

    “แต่ก็จะหายได้ใช่ไหมคะ” วิภาร้อนใจ

    “ตอนนี้หมอเข้าเฝือกเอาไว้ให้ แต่เมื่อแผลหาย กระดูกประสานกันแล้วก็อาจจะไม่ปกติเหมือนเดิม”

    “หมายความว่าอย่างไรคะ คุณหมอ”

    “คุณวิทย์อาจจะเดินไม่ได้เหมือนเดิมครับ” คำพูดของหมอทำให้วิภาถึงกับช็อก สมรต้องเข้ามาช่วยประคองไปนั่ง...

    ไม่ นานนัก หมอสั่งให้ย้ายวิทย์จากห้องไอซียูมายังห้องพักฟื้น วิภาเข้ามาเห็นสภาพของน้องชายแล้วถึงกับน้ำตาร่วงอย่างกลั้นไม่อยู่ ทรุดลงข้างเตียงด้วยความสงสาร วิทย์รู้สึกตัวเอื้อมมือมาจับมือพี่สาวไว้บีบเบาๆ เธอรีบลุกขึ้นเช็ดน้ำตา ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บมากไหม

    “ผมขอโทษที่ทำให้คุณพี่เสียใจ” วิทย์หันไปทางสมรที่ยืนตาแดงๆอยู่ปลายเตียง “ฉันได้ยินพยาบาลพูดกัน ฉันจะเดินไม่ได้อีกแล้วใช่ไหมสมร” เขาเห็นเธอนิ่งเงียบไม่พูดไม่จารู้ทันทีว่าคำตอบคืออะไร หันมาถามพี่สาวว่าไวโอลินของตัวเองอยู่ไหน

    ooooooo

    วิภาเข็นรถเข็นพาวิทย์ซึ่งดูหน้าตาสดใสกว่าวันก่อนมากมาที่สวนหย่อมของโรงพยาบาลพร้อมกับไวโอลินคู่ใจบนตัก

    “ปล่อย ผมไว้ตรงนี้แหละครับ คุณพี่” วิทย์รอจนได้อยู่เพียงลำพัง หยิบไวโอลินขึ้นมาหลับตาสีได้เพียงสามตัวโน้ตก็ชะงัก ลืมตาเห็นบุญยงและมาลัยยืนอยู่ตรงหน้า

    “เป็นอย่างไรบ้าง ไอ้เกลอ” บุญยงเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง

    “ก็เป็นอย่างที่เห็น”

    “อย่าท้อนะเว้ย สักวันลื้ออาจจะกลับมาเดินได้อีกครั้ง”

    “หรือผมอาจจะเป็นคนพิการตลอดไป”

    “น้อง ชายร่วมโลกของฉัน ถึงเธอจะโชคร้าย เสียขาไปสองข้าง แต่เธอก็ได้ชีวิตของเธอทั้งชีวิตกลับคืนมา เธอเอาชีวิตไปทิ้งกับผู้หญิงที่ไม่มีค่า รู้ไหม” มาลัยปลอบเสียงอ่อนโยน

    “ถึงอย่างไรผมก็ยังรักคุณอุษา แม้ว่ามันจะเป็นความรักที่ทำให้ผมเจ็บปวดที่สุด”

    มาลัย กุมมือวิทย์ไว้ “กลั่นความเจ็บปวดของเธอออกมาเป็นเสียงเพลงสิ เหมือนกับคีตกวีหรือศิลปินเอกอื่นๆในโลก ความเจ็บปวดฆ่าเธอไม่ได้ แต่มันจะทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้น”

    “ครับ ทุกอย่างในโลกนี้ มันมีสองด้าน สุดแท้แต่เราจะมอง” วิทย์ยิ้มน้ำตาคลอเบ้า ก่อนจะหยิบไวโอลินขึ้นมาสีอีกครั้งหนึ่ง เสียงดนตรีอันไพเราะของเขาช่วยปลอบประโลมคนป่วยที่ถูกทอดทิ้ง บ้างก็บาดเจ็บสาหัสพิการแขนขาซึ่งนั่งทอดอารมณ์อยู่แถวนั้น เสียงเพลงบ่งบอกถึงกำลังใจที่ดีขึ้นของผู้บรรเลง ทั้งบุญยง มาลัย และวิภาต่างเชื่อว่าวันข้างหน้าของวิทย์จะต้องดีขึ้น...

    ในเวลาเดียวกัน สาในชุดสวยสะดุดตามาถึงหน้าตึกที่ทำการบริษัทของเซกิ เห็นจอมกำลังปลดป้ายชื่อบริษัทลงจากตัวตึก

    “ทำอะไรน่ะจอม ป้ายมันดีๆอยู่ เอาลงมาทำไม”

    “นายห้างสั่งครับ คุณอุษา”

    สารีบเข้าไปสอบถามเซกิว่าเกิดอะไรขึ้น ได้ความว่าบริษัทปิดกิจการแล้ว วันนี้พนักงานทุกคนจะทำงานกันเป็นวันสุดท้าย เดือนหน้าเราสองคนจะเดินทางกลับญี่ปุ่น สาถึงกับทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง

    “ทำไมทำหน้าอย่างนั้น คุณไม่อยากไปอยู่กับผมหรืออุษาซัง”

    “เปล่าค่ะ แต่ฉัน...” สาตัดสินใจเปิดเผยความจริงเพียงบางส่วน “...ฉันมีหลานสาวอยู่คนหนึ่งน่ะค่ะ ยังเล็กอยู่เลย แกเป็นกำพร้า พ่อแม่ตายไปหมดแล้ว ฉันต้องดูแลแก”

    “หลานสาวยังเล็ก อายุเท่าไหร่”

    “4-5 ขวบค่ะ”

    “โตพอจะเดินทางได้แล้ว เราจะเอาแกไปญี่ปุ่นด้วย ไม่เห็นต้องกลุ้มใจเลย”

    แม้สาจะดีใจที่เซกิรักตนเองมาก  แต่ไม่วายหนักใจเรื่องลูก

    ooooooo

    วันรุ่งขึ้น สาไปที่บ้านสวนของแป้นพยายามกล่อมโสภิตให้ไปญี่ปุ่นกับตัวเองอีกครั้ง เด็กหญิงเอาแต่ร้องไห้ลั่นบ้าน ดิ้นรนให้เป็นอิสระจากสาที่จับตัวเอาไว้ โดยมีแป้นกับสุขคอยลุ้นเอาใจช่วยอยู่ไม่ไกลนัก

    “ไม่...หนูไม่ไป ฮือๆๆ หนูไม่ไป”

    “ไม่ไปไม่ได้ค่ะ โสภิตต้องไป ต้องไปกับป้านะคะ”

    “หนูไม่ไป...ไม่ไป ป้าแป้นลุงสุข ช่วยหนูด้วย”

    โสภิตดิ้นไปร้องไห้ไป สองผัวเมียลำบากใจ สงสารเด็กน้อย  แต่ในเวลาเดียวกันก็เกรงใจสา จึงแนะให้ค่อยๆพูดค่อยๆจากัน

    “ฉันไม่มีเวลาแล้วค่ะพี่สุข โสภิตพิไลต้องไปทำเอกสารถ้าจะเดินทาง...ไปกับป้านะลูกนะ”

    สาดึงมือลูกไว้จะเอาตัวไปให้ได้ โสภิตไม่ยอมไป กัดมือเธอถึงกับร้องโอ๊ย สะบัดหลุดแล้ววิ่งหนีลงจากบ้าน สา แป้นและสุขรีบวิ่งตาม พลางร้องเรียกให้กลับมา เด็กน้อยวิ่งหน้าตั้งไม่ยอมเหลียวหลัง จนกระทั่งไปจนมุมที่ท่าน้ำ

    “โสภิตมานี่ มาหาลุง ไปยืนตรงนั้น เดี๋ยวตกน้ำตกท่าไปหรอก”

    เด็กน้อยกอดเสาท่าน้ำไว้แน่นไม่ยอมขยับ ตะโกนลั่นว่าไม่ไป สาเหลืออด เอ็ดเสียงเขียว

    “เอ๊ะ...โสภิต ป้าบอกให้มานี่” แล้วจะเข้าไปหา เด็กน้อยถอยกรูดไปสุดไม้กระดานของท่าน้ำ

    “หนูไม่ไปกับป้า หนูจะไปอยู่กับคุณหญิง หนูจะไปอยู่ในน้ำกับคุณหญิง”

    แป้นตกใจร้องห้ามเสียงหลง “หนูโสภิต อย่านะ ตาสุข ช่วยห้ามหน่อยสิ”

    “โสภิตฟังนะลูก คุณหญิงไม่ได้อยู่ในน้ำ คุณหญิงไปอยู่บนสวรรค์โน่น” สุขพยายามหลอกล่อ

    “‘งั้นหนูจะไปสวรรค์ หนูไม่อยากอยู่กับป้า”

    สาทั้งโกรธทั้งเสียใจ ตัดพ้อต่อว่าว่าทำไมถึงอยู่กับตนเองไม่ได้ ทุกวันนี้ใครส่งเสีย คนที่หาเงินเลี้ยงดูโสภิตไม่ใช่ตนเองหรอกหรือ เด็กน้อยไม่สนใจ มองสุขกับแป้นนํ้าตานองหน้า

    “ถ้าป้าแป้นกับลุงสุขไม่เลี้ยงหนู...หนูจะไปอยู่กับคุณหญิงบนสวรรค์” โสภิตว่าแล้วขยับเท้าจนเหยียบท่านํ้าแค่หมิ่นๆ สุขกับแป้นมองหน้าสาสีหน้าเป็นกังวล

    “จะเอาอย่างไรดีคุณสา”

    “พี่แป้นพี่สุขจัดการเถอะค่ะ แกฟังฉันเสียที่ไหน”

    สุขนั่งลงกางแขนออก พูดเสียงอ่อนโยน “โสภิตมานี่ มาอยู่กับลุงมา ไม่ต้องไปไหนแล้ว อยู่ด้วยกันที่บ้านสวนนี่แหละ”

    โสภิตวิ่งมากอดสุขไว้แน่น สามองอย่างขัดใจปนน้อยใจ...

    หลังจากสุขอุ้มโสภิตขึ้นไปบนเรือนเรียบร้อยสาอดบ่นให้แป้นฟังอย่างน้อยอกน้อยใจไม่ได้ว่าตนเองเป็นคนมีกรรม มีลูกกี่คน ลูกก็ไม่รัก แป้นตั้งข้อสังเกตว่าคงเป็นเพราะสาไม่ได้เลี้ยงดูพวกแก

    “ก็ตอนนั้นมันไม่เหมือนตอนนี้นี่พี่แป้น ตอนนั้นมันจำเป็น แต่ตอนนี้ฉันมีปัญญาเลี้ยงแกได้แล้ว ก็เกิดมากระบิดกระบวนท่านั้นท่านี้ ฉันไปญี่ปุ่น ไม่รู้กี่ปีกี่ชาติจะได้กลับมา แล้วนี่ฉันจะทำอย่างไรกับโสภิตดี”

    “แกคงไม่ไปอยู่กับคุณหรอกค่ะ พูดตรงๆนะคุณสา โสภิตแกไม่ชอบคุณ แกก็ติดใจอยู่นั่นเองว่าคุณทำให้พ่อแม่ของแกตาย ฉันก็คิดโง่ๆนะคุณสา หรือคุณจะบอกแกไปว่าจริงๆแล้วคุณเป็นแม่แท้ๆของแก เผื่อแกจะเปลี่ยนใจ”

    คำพูดของแป้นทำให้สาคิดหนัก

    ooooooo

    สาใส่เสื้อคลุมนั่งอยู่ที่หน้ากระจกเงาครุ่นคิดถึงคำพูดของแป้นเมื่อวาน  เซกิเข้ามาเห็นเธอยังไม่แต่งตัวก็ร้อง ทัก หญิงสาวสะดุ้งตื่นจากภวังค์ ถามว่าจะให้แต่งตัวไปไหน

    “คืนนี้โทโมกิซังจะเลี้ยงฉลองให้เราสองคน จำไม่ได้หรือไง”

    สากุลีกุจอไปอาบนํ้าแต่งตัว ไม่นานนัก เซกิกับสามานั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าเวทีของสโมสรทหารญี่ปุ่นร่วมกับโทโมกิและสาวญี่ปุ่นคู่ขาของเขา ในร้านมีนายทหารลูกน้องของโทโมกิไม่กี่นายกำลังดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน ยกเว้นสาที่ดูไม่สนุกเอาเสียเลย โทโมกิลุกขึ้นยืน สั่งให้ทุกคนเงียบ ตนมีอะไรจะกล่าว

    “ผมขอดื่มอวยพรให้กับเซกิเพื่อนรักของผมที่เพิ่งแต่งงานกับอุษาซังและกำลังจะเดินทางกลับญี่ปุ่นเร็วๆนี้ ขอให้คุณทั้งสองมีความสุขมากๆ”

    โทโมกิพูดจบโค้งคำนับ เซกิลุกขึ้นคำนับตอบ แล้วดึงให้สาลุกตาม

    “ขอบคุณมาก ผมและภรรยาขอขอบคุณทุกๆท่าน สำหรับคำอวยพรในวันนี้”

    โทโมกิชูถ้วยสาเกแล้วชวนทุกคนดื่ม ทุกคนกระดกเหล้ารวดเดียวหมด แล้วสนุกสนานกันต่อไป เซกิเห็นสีหน้าของสาไม่สู้ดีนัก ตำหนิว่าเธอควรจะยิ้มให้มากกว่านี้เพราะนี่เป็นงานเลี้ยงฉลองให้เราสองคน

    “ขอโทษค่ะ พอดีฉันไม่สบายใจ โสภิตหลานสาวของฉันน่ะค่ะ แกไม่ยอมไปญี่ปุ่นกับเรา”

    “เดี๋ยวผมจะจัดการเอง”

    “แต่แกดื้อมากนะคะ ถ้าเราไปบังคับแก ฉันกลัวว่า...”

    “ไม่ต้องกลัว ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่สวยงามมาก ถ้าคุณกับหลานคุณไปถึงที่นั่นจะต้องชอบ”

    เสียงดนตรีดังขึ้น บนเวทีมีนักร้องญี่ปุ่นออกมาร้องเพลง โทโมกิตะโกนบอกสา

    “อีกไม่นาน อุษาซังจะได้เห็นว่าซากุระที่ญี่ปุ่นสวยงามแค่ไหน”

    สาฝืนยิ้มให้ ขณะที่เซกิแววตาเปี่ยมไปด้วยความสุขเมื่อนึกถึงบ้านเกิด “ในฤดูที่ซากุระบาน ญี่ปุ่นจะเป็นที่ที่สวยที่สุดบนโลกนี้ สวยราวกับสรวงสวรรค์”

    โทโมกิ เซกิและเหล่าทหารพากันร้องเพลงตามนักร้อง ต่างคิดถึงบ้านเกิดที่จากมา โดยไม่ล่วงรู้เลยว่าเครื่องบินทิ้งระเบิดของอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่น...ผ่านไปพักใหญ่ ทหารนายหนึ่งวิ่งหน้าตื่นเข้ามาคำนับโทโมกิ กระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง เขาถึงกับหน้าเคร่งเครียด รีบตามทหารนายนั้นออกไป เซกิมองตามแปลกใจ...

    ที่ตรอกแคบๆหลังสโมสรทหารญี่ปุ่น โทโมกิถึงกับสติแตกเมื่อทราบข่าวร้ายที่ทหารนายนั้นรายงาน ชักปืนขึ้นมายิงดังสนั่น ผู้คนในสโมสรพากันแตกตื่น สาวญี่ปุ่นคู่ขาของโทโมกิถลาออกไปดูเป็นรายแรกด้วยความเป็นห่วง กลับถูกคมกระสุนเจาะทะลุหัวใจตายจมกองเลือด เซกิ สาและทหารนายอื่นๆที่ตามออกมาตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้า พอตั้งสติได้ เซกิหันไปสั่งทหาร

    “พาท่านโทโมกิกลับเข้าค่ายเดี๋ยวนี้...ไป”

    พวกทหารกรูกันเข้าไปล็อกตัวโทโมกิตามคำสั่ง สายืนตัวสั่นมองศพสาวญี่ปุ่นด้วยความหวาดกลัว

    “มันเกิดอะไรขึ้นคะ”

    “ไม่รู้เหมือนกัน แต่มันต้อง...ร้ายแรงมาก”

    เซกิว่าแล้วทรุดตัวลงข้างๆศพ ปิดเปลือกตาที่เบิกโพลงให้ อดสังหรณ์ใจไม่ได้ว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น

    ooooooo

    ข่าวผู้หญิงญี่ปุ่นโดนยิงตายเมื่อคืนลือสะพัดไปทั่วไม่เว้นแม้แต่ที่ตำหนักขาว หวน นายชิดและจวนกำลังซุบซิบกันเบาๆถึงเรื่องนี้ไม่อยากให้เจิมที่เพิ่งจะอาการดีขึ้นได้ยิน หวนอดเป็นห่วงสาไม่ได้ ถามย้ำกับนายชิดว่าใช่ผู้หญิงญี่ปุ่นแน่หรือเปล่า

    “อือ เขาว่าพวกทหารญี่ปุ่นเป็นคนยิง”

    “หา!...ขนาดญี่ปุ่นด้วยกัน มันยังฆ่าได้ โหดแท้ๆ แล้วถ้าเป็นคนไทยล่ะวะ” หวนทำท่าสยองขวัญ

    “นั่นน่ะสิ ผัวใหม่อีสามันเป็นญี่ปุ่นเหมือนกันนี่”

    เจิมที่นั่งกินข้าวต้มเหมือนไม่ได้ยินสิ่งที่สามคนกำลังคุยกัน กลับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

    “เอ็งไม่ต้องห่วงอีสามันหรอกนังหวน มันไม่ตายง่ายๆหรอก คนอยู่ใกล้มันต่างหากที่จะตาย เพราะดันไปได้อีกาลกิณีอย่างมันเป็นเมีย”

    ในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่บ้านสวนของแป้น สุขและแป้นพาสามาที่หน้าห้องๆหนึ่งซึ่งเคยเป็นของคุณหญิงโสภาบอกว่าโสภิตอยู่ในห้องนี้

    “ก่อนหน้านี้ก็เล่นอยู่กับไอ้ริน พอรู้ว่าคุณมาเท่านั้น ก็วิ่งหนีมาหลบอยู่ในห้อง” สุขหนักใจแทนสา

    “แกคงกลัวฉันเอาตัวไปญี่ปุ่น ฉันก็ไม่อยากหรอกนะพี่แป้น แต่ลูกทั้งคนจะทิ้งไว้ได้อย่างไร”

    “คุณจะบอกแกหรือคะว่าคุณเป็นอะไรกับแก”

    “ดูก่อนเถอะค่ะพี่แป้น ฉันกลัวว่าแกจะยิ่งตกใจมากกว่า” สาพูดจบเคาะประตูเรียกโสภิต “ป้าเข้าไปได้ไหมลูก”

    ไม่มีเสียงขานตอบ สาตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป เเป้นและสุขเดินตาม เห็นเด็กน้อยนั่งซุกอยู่มุมห้องกอดอะไรบางอย่างไว้แนบอก สาปรับน้ำเสียงให้นุ่มนวลที่สุด

    “โสภิต ป้ามาหา คุยกับป้าหน่อยนะคะ” สาเห็นเด็กน้อยยังคงนั่งนิ่งไม่หืออือ จึงถามว่าทำอะไรอยู่

    “คุยกับคุณหญิง”

    สาถึงกับอึ้ง ขณะที่แป้นและสุขมองไปรอบห้องหน้าตาเลิ่กลั่ก โดยเฉพาะสุขถามเสียงสั่นว่าคุยกับท่านอยู่ในห้องนี้หรือ โสภิตส่ายหน้า ยกของที่กอดแนบอกให้ดู

    “ในนี้”

    ทั้งสามคนมองในมือโสภิตเห็นรูปถ่ายของคุณหญิงโสภา แป้นกับสุขพากันถอนใจโล่งอก สาพยายามปะเหลาะโสภิต

    “เหรอคะ น่าสนุกจัง คุยกันเรื่องอะไรคะ”

    โสภิตกอดรูปคุณหญิงโสภาไว้แนบอกอย่างรักใคร่อีกครั้ง รำพันว่า “อยากไปอยู่กับคุณหญิง ไม่อยากไปอยู่กับป้า หนูบอกให้คุณหญิงมาพาหนูไป”

    คำพูดไร้เดียงสาของเด็กน้อยทำให้สาถึงกับพูดอะไรไม่ออก...

    ฝ่ายเซกิเอาแต่นั่งจมอยู่ในความคิดของตัวเองตั้งแต่เย็นยันค่ำ สากลับมาถึงเห็นบ้านมืดตึ๊ดตื๋อร้องทักทำไมมานั่งมืดๆแบบนี้ แล้วเดินไปเปิดไฟ เห็นเขาหน้าตาเศร้ามาก ถามด้วยความเป็นห่วงว่าเป็นอะไรหรือเปล่า

    “โทโมกิส่งคนมาบอกผม อเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิมา”

    แม้สาจะไม่รู้จักระเบิดปรมาณูและไม่รู้ถึงความร้ายกาจของมัน แต่ก็รับรู้ได้ว่าเซกิรู้สึกย่ำแย่มาก ถามอย่างอาทรว่า “มีใครเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”

    “เมืองทั้งเมืองพินาศในเสี้ยวนาที คนตายเป็นแสน บาดเจ็บและพิการอีกนับไม่ถ้วน”

    เซกิน้ำตาไหลพรากอย่างสุดจะกลั้น สากอดเขาไว้ ด้วยความสงสารจับใจ

    ooooooo

    หม่อมพริ้มเล่าข่าวหน้าหนึ่งจากหนังสือพิมพ์ประจำวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2488 ให้หวนกับจวนฟัง

    “เครื่องบินรบของอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูชื่อ ลิตเติ้ลบอย ใส่เมืองฮิโรชิมา คร่าชีวิตผู้คนไปหนึ่งแสนสี่หมื่นคนในพริบตา เมืองทั้งเมืองพินาศ...เห็นทีว่าญี่ปุ่นจะแพ้สงครามแน่”

    “ระเบิดลูกเดียวเนี่ยนะเจ้าคะ หม่อม”

    “ถ้าญี่ปุ่นมันแพ้ มันก็คงกลับบ้านกลับเมืองมันไป เท่านั้นใช่ไหมเจ้าคะ หม่อม”

    หม่อมพริ้มเข้าใจความรู้สึกของเจิมและหวนว่าลึกๆแล้วยังห่วงสา แต่ไม่อยากพูดออกมาเท่านั้น จึงปลอบใจทุกคนให้คลายความกังวลว่า

    “ก็คงอย่างนั้น เดี๋ยวนี้มันสมัยใหม่ ไม่มีการกวาดต้อนลูกเมียไปเป็นเชลยศึกอย่างสมัยโบราณหรอกนังเจิม”

    ขณะเดียวกันนั้นที่บ้านเซกิ สากำลังเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ส่วนเซกิกำลังตรวจดูเอกสารต่างๆ พลันได้ยินเสียงแตรรถดังมาจากหน้าบ้าน เขาชะโงกหน้าออกไปมอง เห็นทหารของโทโมกิมาพร้อมกับรถบรรทุกคันใหญ่ รีบพากันลงมาดู ทหารนายนั้นยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้เซกิ

    “ท่านโทโมกิฝากมาให้”

    “ขอบใจมาก แล้วในรถนั่นขนอะไรมา”

    “ผมไม่ทราบ ท่านโทโมกิบอกว่าเป็นของสำคัญ ให้เอามาฝากไว้ที่เซกิซัง”

    เซกิสั่งให้พวกทหารขนหีบทั้งหมดไปไว้ในห้องลับด้านหลังตึก อดแปลกใจไม่ได้ที่หีบเหล่านั้นมีกุญแจคล้องเอาไว้แน่นหนา เขารอจนพวกทหารกลับไปหมดจึงเปิดจดหมายของโทโมกิออกอ่าน

    “เซกิซังเพื่อนรัก เมื่อคุณได้รับจดหมายนี้ ขอให้รู้ว่าผมจำเป็นต้องทำในสิ่งที่นักรบผู้มีเกียรติทุกคนพึงทำ”

    ชายหนุ่มตกใจสุดขีด กับการตัดสินใจครั้งสำคัญของเพื่อน

    ooooooo

    โทโมกิอยู่ในห้องเล็กๆห้องหนึ่ง ซึ่งหน้าต่างทุกบานปิดหมด แสงในห้องจึงไม่สว่างนัก ห้องทั้งห้องมีเพียงเสื่อปูอยู่ตรงกลางพร้อมเบาะรองนั่ง โทโมกิอยู่ในชุดขาวสะอาดตา กำลังจัดวางแจกันดอกไม้เล็กๆและข้าวของจำเป็นต่างๆลงบนเสื่อ เซกิเปิดประตูผลัวะเข้ามาอย่างร้อนใจ

    “โทโมกิซัง” ผู้มาเยือนชะงักเมื่อเห็นสภาพในห้อง รู้ว่าโทโมกิกำลังจะทำพิธีเซปปุกุ หรือพิธีคว้านท้องฆ่าตัวตายนั่นเอง เขาสงบสำรวมทันที ก้มคำนับ ขอโทษเพื่อนรักที่พรวดพราดเข้ามา

    “ผมดีใจที่คุณมาเซกิซัง เชิญ” โทโมกิผายมือไปด้านข้าง เซกิทรุดตัวลงนั่งตามคำเชิญ

    “ทำไม”

    “เราแพ้แล้ว ผมยินดีที่จะตาย ดีกว่าอยู่ต่อไปอย่างไร้เกียรติ เซกิซังจะกรุณาช่วยผมได้ไหม”

    โทโมกิเลื่อนปืนกระบอกหนึ่งไปตรงหน้าเซกิแล้วคำนับ

    “ผมจะทำให้ดีที่สุด” เซกิคำนับตอบ

    โทโมกิปลดเสื้อลง หยิบมีดที่วางตรงหน้าขึ้นมา ทันทีที่เขาจ้วงแทงท้องตัวเองเซกิลั่นกระสุนเข้าก้านสมองของเขา เลือดกระเซ็นโดนหน้า น้ำตาลูกผู้ชายหลั่งออกมาอย่างไม่ขาดสาย...

    ขณะที่เซกิช่วยเพื่อนรักปลิดชีพตัวเอง สาเดินวนไปเวียนมาอยู่ในบ้าน มองกระเป๋าเดินทางที่จัดเตรียมไว้ อดนึกถึงคำพูดของโสภิตไม่ได้

    “หนูอยากไปอยู่กับคุณหญิง ไม่อยากไปอยู่กับป้า หนูบอกให้คุณหญิงมาพาหนูไป”

    สากลัดกลุ้มสับสนไปหมด “คุณชายรวียังมีหม่อมท่านดูแล แต่นี่...โสภิต แม่จะทิ้งหนูไปได้ยังไงกัน”

    ooooooo

    หลังออกจากบ้านพักของโทโมกิ เซกิแวะไปที่ห้องเก็บยาของบริษัทซึ่งเต็มไปด้วยลังกระดาษใส่ยาและเวชภัณฑ์สำคัญ เขาไขกุญแจเปิดตู้เหล็ก ข้างในมีกล่องใส่ยาชนิดแคปซูลเม็ดใหญ่หลายกล่อง หยิบขึ้นมาดูด้วยแววตาขมขื่น พลันภาพในอดีตผุดขึ้นมาในความคิดคำนึงของเซกิ

    ตอนนั้น โทโมกิอยู่ในห้องยาห้องนี้ด้วยกัน มองยาเหล่านี้อย่างสนใจ เซกิอธิบายว่า

    “ถ้าหากเราถูกศัตรูจับได้ แค่เอายานี่ใส่ปากก็จะตายภายในสามนาที ทหารสอดแนมของคุณควรจะมีไว้”

    “สั่งเข้ามาเลย เซกิซัง ในยามคับขันถ้าหากเราฆ่าศัตรูไม่ได้ ทหารของผมยินดีตายอย่างมีเกียรติ ดีกว่าอยู่อย่างผู้แพ้”

    “ผมจะสั่งให้คุณทันที”

    “อย่าสั่งมามากนัก เซกิซัง เพราะอีกไม่นาน ญี่ปุ่นจะชนะสงคราม ผมคงไม่ต้องการยานี้ คุณอาจจะต้องเก็บไว้กินเอง”

    โทโมกิกระเซ้า ทั้งคู่พากันหัวเราะขบขัน ตอนนั้นไม่มีใครคาดคิดว่าตัวเองจะแพ้...

    ทางด้านสาหลังจากครุ่นคิดอย่างหนักมาตั้งแต่ตอนสาย ตกค่ำสาตัดสินใจสารภาพกับเซกิ

    “ฉันโกหกคุณค่ะ เรื่องเด็กคนนั้น โสภิตพิไลไม่ใช่หลานสาวของฉัน แต่เป็นลูกสาว”

    “อุษาซังมีลูก?”

    “ค่ะ ก่อนหน้าคุณวิทย์ ฉันเคยมีสามีมาก่อน โสภิตพิไลเป็นลูกของฉัน...ฉันไม่ได้บอกใครแม้กระทั่งตัวแกเองก็ไม่รู้ แต่ถึงแกจะไม่รู้ ฉันก็เป็นแม่ ในเมื่อแกไม่ยอมไปญี่ปุ่นกับเรา ฉันคงทิ้งแกไปไม่ได้” สาคุกเข่าอ้อนวอน “เราไม่ไปญี่ปุ่นได้ไหมคะ ไหนๆสงครามก็จบแล้ว บ้านเมืองของคุณก็โดนระเบิดพังเสียหาย ไม่ได้สวยงามเหมือนเดิม คุณจะกลับไปทำไมคะ เราอยู่ที่เมืองไทยเถอะนะคะ...นะคะ”

    “ตกลงอุษาซัง เราจะไม่ไปญี่ปุ่น ผมจะอยู่กับคุณที่นี่”

    สาดีใจ โผกอดเซกิไว้ “ฉันดีใจที่สุดเลย เราปลูกบ้านหลังใหญ่ๆอยู่ด้วยกันนะคะ แล้วฉันจะพาคุณไปไหว้พระแก้ว ไปหัวหิน บางแสน ฉันจะทำให้คุณมีความสุขจนลืมดอกซากุระไปเลย”

    เธอจูบเซกิ แล้วดึงลงมาที่เตียง เขาตอบสนองด้วยความรักเต็มหัวใจราวกับจะเป็นการร่ำลาครั้งสุดท้าย

    ooooooo

    หม่อมพริ้มมารอตักบาตรแต่เช้า โดยมีจวนกับหวนช่วยกันยกถาดใส่ขันข้าว อาหารห่อใส่ใบตองและถาดดอกไม้ธูปเทียนมาให้ จวนอดทักไม่ได้ว่าวันนี้หม่อมพริ้มตักบาตรมากกว่าทุกวัน

    “อืม อยากทำบุญมากหน่อย ใจคอมันไม่ค่อยสบาย”

    “สงครามเลิกแล้วนี่เจ้าคะ หม่อม”

    “กว่าจะเลิกก็บาดเจ็บล้มตายกันไม่รู้เท่าไหร่ ข้าอยากทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้สักหน่อย เพื่อนร่วมโลกกันทั้งนั้น ไม่ว่าญี่ปุ่น ฝรั่งหรือว่าไทย ต่อแต่นี้ไป

    ขอให้มีแต่ความสงบสุข อย่าได้มาเบียดเบียนซึ่งกันและกันอีกเลย” หม่อมพริ้มพูดจบ พระภิกษุมาถึงพอดี...

    ขณะที่หม่อมพริ้มตักบาตรอุทิศส่วนกุศล สาเพิ่งลืมตาตื่น ควานมือไปข้างตัว กลับว่างเปล่า ลุกขึ้นดู เห็นเพียงกุญแจดอกหนึ่งวางอยู่บนหมอนของเซกิ เธอหยิบขึ้นมามองงงๆ

    “คุณเซกิคะ”

    ไม่มีเสียงตอบ สารู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก รีบคว้าเสื้อคลุมมาสวม เดินลงมาดูเซกิที่ชั้นล่าง พลางร้องเรียก

    “คุณเซกิคะ คุณอยู่ไหน”

    ทันใดนั้น มีเสียงดังมาจากหน้าบ้าน “นายเซกิเปิดประตู มีใครอยู่ไหม เปิดประตูด้วย”

    สารีบไปเปิดประตูรับ แปลกใจที่เห็นตำรวจไทยสองนายยืนอยู่

    “ผมได้รับคำสั่งจากกรมตำรวจให้มาควบคุมตัวนายเซกิไปสอบสวน”

    “สอบสวน!...เรื่องอะไร เขาเป็นพ่อค้า ทำมาหากินสุจริตไม่เคยทำผิดคิดร้ายอะไร ทำไมจะต้องสอบสวน”

    “นายเซกิไม่ใช่พ่อค้าธรรมดา เขายังเป็นสายลับของกองทัพญี่ปุ่นด้วย” ตำรวจว่าแล้ว เข้าไปตรวจค้นในบ้านเพื่อหาตัวเซกิ สาว้าวุ่นใจมากไม่เคยรู้มาก่อนว่าเขาเป็นสายลับ

    “เขาไม่อยู่ ฉันตื่นมาเขาก็หายไปแล้ว”

    “รู้ไหมว่าไปไหน”

    “เอ๊ะ จะไปรู้ได้อย่างไร ก็บอกว่าตื่นมาเขาก็หายไปแล้ว”

    สาเดินตามตำรวจที่ไล่ค้นไปตามห้องต่างๆ จนกระทั่งมาถึงห้องทำงานของเซกิ เห็นแสงไฟลอดออกมา ตำรวจมั่นใจว่าต้องมีคนอยู่ข้างใน สั่งให้สาเปิดประตู หญิงสาวอึกอัก ก่อนจะทำตามตำรวจสั่ง แล้วถึงกับกรีดร้องสุดเสียง ตกใจแทบสิ้นสติ

    ตำรวจสองนายพุ่งเข้าไปในห้อง เห็นร่างไร้วิญญาณของเซกิ นั่งพิงพนักเก้าอี้ ใบหน้าขาวซีด มีคราบ ยาพิษสีขาวติดที่ริมฝีปาก ลิ่มเลือดสีแดงสดไหลจากปากและจมูกเปื้อนเต็มเสื้อ บนโต๊ะทำงานไม่มีของอื่นใด นอกจากธงชาติญี่ปุ่นและรูปของพระจักรพรรดิฮิโรฮิโต

    “คุณเซกิ” สาร้องไห้โฮจะวิ่งเข้าไปหา ตำรวจนายหนึ่งรั้งตัวไว้ เธอสะบัดหนีสุดแรง ในที่สุดก็วิ่งไปหาเขาจนได้ ตำรวจนายนั้นจะเข้าไปห้าม แต่ตำรวจอีกนายหนึ่งพยักหน้าเป็นทำนองให้ปล่อยเธอไป

    “ไม่มีอะไรหรอก ปล่อยให้เขาล่ำลากันก่อน” ตำรวจว่าแล้วพากันออกไป สากอดศพเซกิร้องไห้คร่ำครวญ

    “ทำไม คุณทำแบบนี้ ทำไม แล้วสาล่ะ ไหนคุณสัญญาแล้วไงว่าจะอยู่ด้วยกัน บ้านของสา อนาคตของสา คุณสัญญาแล้ว ทำไมคุณหนีไป”

    สาร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แล้วนึกถึงกุญแจขึ้นมาได้ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมของตัวเอง หยิบ กุญแจดอกนั้นขึ้นมามองสงสัย...

    หลังจากตำรวจกับเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลนำศพของเซกิออกไปแล้ว สาเอากุญแจไปเปิดห้องลับ เห็นหีบเรียงรายเต็มไปหมด

    “หีบที่ท่านโทโมกิฝากเอาไว้นี่...คุณเซกิอยากให้ฉันเจอมัน...ทำไมคะ”

    สาหยิบขวานที่วางอยู่แถวนั้นมาทุบกุญแจที่ล็อกหีบออก ต้องตกใจที่เห็นทองคำอัดอยู่แน่น เธอใช้ขวานทุบกุญแจที่ล็อกหีบทั้งหมดออกดู หีบจำนวนครึ่งหนึ่งเป็นทองคำ อีกครึ่งหนึ่งเป็นธนบัตรไทยใหม่เอี่ยมอัดอยู่เต็ม สานึกถึงคำพูดของเซกิเมื่อคืน ตอนที่นอนกอดกันอยู่บนเตียง

    “ผมรักคุณมากนะอุษาซัง”

    “ฉันก็รักคุณค่ะ คุณเซกิ”

    “ผมสัญญา ทุกอย่างที่คุณต้องการ ผมจะให้”

    สาตื่นจากภวังค์ ทรุดลงกับพื้นกอดหีบใส่ทองคำเอาไว้ รำพึงรำพันด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

    “ฉันแค่อยากมีใครสักคนที่รักฉัน ไม่ใช่เงินไม่ใช่ทอง ไม่ใช่...คุณทิ้งฉันไปแล้ว...แล้วฉันจะทำอย่างไร ฉันไม่มีใครแล้วนะ คุณเซกิ ไม่มีใครแล้ว”

    สาร้องไห้ปริ่มว่าจะขาดใจ ความฝันทุกอย่างพังทลายหมดสิ้น

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "มุก" จูบ "เก้า" เม้าท์ทูเม้าท์ ดีไซน์สุดฮาท่าโดนไฟช็อตใน "บ้านสาวโสด" ตอนแรก

    "มุก" จูบ "เก้า" เม้าท์ทูเม้าท์ ดีไซน์สุดฮาท่าโดนไฟช็อตใน "บ้านสาวโสด" ตอนแรก
    27 ก.ย. 2563

    23:30 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2563 เวลา 00:40 น.