ตอนที่ 20
หม่อมพริ้มสีหน้าตื่นตระหนกเมื่อจวนมารายงานว่าได้ยิน แม่ค้าที่ตลาดคุยกันว่าโรงเรียนที่ชายรวีเรียนอยู่โดนทิ้งระเบิด หนำซ้ำนายชิดที่ให้ไปรับชายรวีก็หายไปยังไม่กลับ เธอทนร้อนใจไม่ไหวจะออกไปตามลูกชายด้วยตัวเอง ยังไม่ทันจะก้าวพ้นประตูตำหนักขาว หวนประคองเจิมกระย่องกระแย่งเข้ามาจะขอตามไปด้วย
“มันอันตราย เอ็งไม่ค่อยแข็งแรงอย่าออกไปเลย ข้าไปกับจวนมันได้”
“หญิงไม่ให้ไปค่ะ” หญิงจิ๋มเดินฉับๆมาขวาง
หม่อมพริ้มไว้ “ข้างนอกเขาทิ้งระเบิดกัน หม่อมแม่จะออกไปทำไม ถ้าบาดเจ็บหรือเป็นอะไรไป มันคุ้มกันหรือคะ”
“หญิงจะให้แม่นั่งอยู่เฉยๆได้อย่างไร ลูกแม่อยู่ข้างนอกนั่นทั้งคน”
“ก็แค่ลูกนอกไส้ หม่อมแม่จะออกไปเสี่ยงเพราะลูกขี้ข้าอย่างอีสา หญิงไม่ยอมค่ะ”
“สิริ พรรณราย เธอพูดอะไรออกมา ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้นะ” หม่อมพริ้มโกรธเกรี้ยว หญิงจิ๋มตะโกนไม่หยุดว่าคุณชายรวีไม่ใช่ลูกหม่อมแม่ แต่เป็นลูกของอีสา หม่อมพริ้มเหลืออดตบหน้าเธอฉาดใหญ่ถึงกับน้ำตาร่วง วิ่งหนีไปด้วยความเสียใจ เจิมร้องเรียกหม่อมพริ้มด้วยเสียงสั่นสะท้าน พลางชี้มือไปข้ามไหล่เธอไปทางด้านหลัง
หม่อมพริ้มหันมองตามมือ เห็นชายรวีในชุดนักเรียนยืนอยู่ โดยมีนายชิดตามมาด้านหลัง ทันใดนั้น เจิมที่ยืนตะลึงตาค้างก็เกิดแน่นหน้าอก หายใจติดขัด ชักกระตุก
“ชิดไปเตรียมรถ จวน หวนมาช่วยกันเอานังเจิมไปหาหมอเร็ว”
สิ้นเสียงหม่อมพริ้ม นายชิดรีบวิ่งออกไป ทุกคนพากันรุมสนใจเจิมลืมทุกอย่างไปหมด...
ครู่ ต่อมา หม่อมพริ้มเดินนำหวนกับชิดที่ประคองเจิมมาส่งให้พยาบาล หมอรีบเข้ามาดูอาการเบื้องต้น แล้วสั่งให้พยาบาลนำตัวคนป่วยไปส่งห้องฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลนำรถเข็นมารับตัวเจิมโดยมีหมอเร่งฝีเท้าตามไปติดๆ หม่อมพริ้มชะเง้อคอมองตามด้วยความห่วงใย...
อีกมุมหนึ่งหน้าโรง พยาบาล เจ้าหน้าที่เข็นเตียงที่มีร่างวิทย์นอนไม่ได้สติเข้าประตูมา ผัวเมียเพื่อนบ้านตามประกบไม่ห่าง นางพยาบาลเข้ามาซักว่าคนไข้เป็นอะไรมา
“ระเบิดมันลงแถวบ้านน่ะ ฉันกับเมียไปเจอพ่อหนุ่มนี่ที่บ้านข้างๆ นอนสลบอยู่ในกองไม้”
“บ้าน มันเก่านะจ๊ะ เลยพังลงมาทับแกทั้งหลัง ตอนแรกนึกว่าตายนะ โชคดีที่แกส่งเสียงร้องขึ้นมา เลยพามาที่นี่” เมียเล่าเสริม นางพยาบาลสั่งให้เจ้าหน้าที่พาคนไข้ไปทำบัตรก่อน เธอจะไปเรียนคุณหมอเอง แล้วบอกสองผัวเมียให้ตามเจ้าหน้าที่ไปทางโน้นได้เลย วิทย์ที่ยังไม่ได้สติเพ้อขึ้นเบาๆ
“อุษา คุณอุษา...อย่าทิ้งผมไป คุณอุษา”
ooooooo
ที่หน้าห้องฉุกเฉิน ทันทีที่พยาบาลออกมาจากด้านใน หม่อมพริ้ม นายชิดและหวนรีบเข้าไปซักถามอาการของเจิมว่าเป็นอย่างไรบ้าง
“คนไข้ปลอดภัยดีค่ะ คุณหมอขอตรวจอาการคนไข้ให้ละเอียดอีกที ว่าสาเหตุของอาการชักมาจากอะไร คงต้องใช้เวลาสักครู่” รายงานเสร็จพยาบาลก็ผละจากไป จังหวะนั้น มีเสียงเพ้อเบาๆของวิทย์ดังขึ้นด้านหลัง
“คุณอุษา...คุณ...อุษา”
ทั้งสามคนหันมองตามเสียง เห็นวิทย์นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงที่เจ้าหน้าที่เข็นเข้ามารอทำประวัติ สองผัวเมียเพื่อนบ้านของเขายืนอยู่ไม่ห่าง หม่อมพริ้มกับหวนมองสบตากันอย่างสนอกสนใจ...
ขณะเจ้าหน้าที่ไปจัดการเรื่องทำประวัติคนไข้ เมียกระซิบกับผัวว่าในเมื่อส่งวิทย์ถึงมือหมอเรียบร้อย เราสองคนควรจะไปกันได้แล้ว ขืนอยู่นานเกิดทางโรงพยาบาลมาเก็บค่ารักษาจะเอาเงินที่ไหนจ่าย สองผัวเมียเห็นหม่อมพริ้มมองมาอย่างสนใจ เมียสบช่องทันที
“นี่คุณ ฉันกับผัวมีธุระต้องรีบไป ฝากพ่อคนนี้ด้วยนะ”
หม่อมพริ้มยังไม่ทันจะว่าอะไร เมียรีบเอาไวโอลินของวิทย์ที่ถือติดมือมาด้วยวางลงบนเตียงคนไข้ แล้วพากันเผ่นหนี หวนบ่นอุบ
“เป็นอะไรมาก็ไม่รู้ เกิดตายขึ้นมาก็ซวยเรา”
“ปากเสียน่ะ นังหวน คนเขายังดีๆอยู่แท้ๆ” หม่อมพริ้มเอ็ดเสร็จ เดินไปดูวิทย์ที่นอนหน้าซีดเผือดอย่างเวทนา เขาเพ้อขึ้นอีกครั้ง
“คุณอุษา อย่าทิ้งผมไป”
หม่อมพริ้มชะงัก มองไปที่ไวโอลิน สังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูกว่าผู้ชายคนนี้ต้องเกี่ยวข้องกับสา
ooooooo
วิภาบ่นให้สมรฟังด้วยสีหน้าเป็นกังวลว่าป่านนี้ แล้วทำไมวิทย์ยังไม่กลับบ้าน ได้ยินมาว่าข้างนอกมีการทิ้งระเบิดกันด้วย
“นั่นสิคะคุณขา สาธุ ขอให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองคุณหนูของหมอน ขอให้แคล้วคลาดจากภยันตรายด้วยเถิด เจ้าประคู้น” สมรยกมือไหว้ท่วมหัว มีเสียงแตรรถดังขึ้นหน้าบ้าน วิภาชะเง้อคอยาวสงสัยว่ารถใครมา
“ไม่ใช่คุณหนูแน่ค่ะ เอ๊ะ...หรือว่าจะเป็นรถของไอ้ยุ่นชู้รักของแม่อุษา” สมรตั้งข้อสังเกต
“ผัวหายไปไม่ถึงวัน กล้าดีเอาชู้มาบ้านเชียวหรือ ไป...สมรออกไปกับฉัน ไปดูให้มันเห็นดำเห็นแดงกันไป” วิภาก้าวฉับๆไปที่ประตูรั้ว สมรตามติดสีหน้าตื่นเต้น...
ไม่เป็นอย่างที่สมรคาด รถที่จอดอยู่ไม่คุ้นตาสองนายบ่าว สมรเห็นชายแปลกหน้ามายืนด้อมๆมองๆถามว่ามาหาใคร นายชิดย้อนถามว่า ที่นี่บ้านของคุณวิทย์ นิติธรรมรักษาใช่ไหม วิภาหูผึ่งทันที
“ใช่ค่ะ ฉันชื่อวิภาเป็นพี่สาว มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“คุณที่ชื่อวิทย์บาดเจ็บครับ ตอนนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล”
วิภากับสมรตกใจแทบสิ้นสติ...
คล้อยหลังไม่นานนัก เซกิขับรถมาจอดหน้าประตูรั้วบ้านวิภา บอกสาให้ไปเก็บเสื้อผ้าแล้วย้ายไปอยู่กับเขา เธอลำบากใจ รำพึงเบาๆว่าคุณวิทย์กลับมาหรือยังก็ไม่รู้
“เขาจะอยู่หรือไม่อยู่มันก็ไม่สำคัญ คุณเลิกกับเขาแล้วนะ อุษาซัง”
“ฉันจดทะเบียนสมรสกับเขานะคะ ตามกฎหมายแล้วเราก็ยังเป็นสามีภรรยากันอยู่”
เซกิกุมมือสาสีหน้าจริงจัง “คุณจะพูดกับเขาเองหรือจะให้ผมเป็นคนพูดว่าเขาต้องหย่ากับคุณ”
สาขอเป็นคนพูดเอง บอกให้เซกิรออยู่ที่นี่อย่าเข้าไปข้างใน แล้วลนลานลงจากรถ เดินหลบๆไปที่บ้านของวิทย์ ด้วยไม่อยากเจอวิภา เธอรีบเก็บข้าวของใส่กระเป๋าเดินทาง แล้วกลับออกมา เพิ่งสังเกตเห็นประตูหน้าต่างบ้านวิภาปิดหมด พลันมีเสียงดังมาจากหน้าบ้าน
“คุณสา คุณวิภา แม่สมร มีใครอยู่ไหมครับเปิดประตูหน่อย”
สาจำเสียงบุญยงได้รีบวิ่งมาเปิดประตูรับ เขาร้องทักว่าทำไมบ้านเงียบเชียบอย่างนี้ไปไหนกันหมด เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกัน มาถึงก็ไม่เจอใครแล้ว บุญยงเห็นกระเป๋าเดินทางในมือสา ยังไม่ทันจะพูดอะไร เซกิเดินมารับกระเป๋าเดินทาง ชวนให้เธอไปกันได้แล้ว บุญยงมองเซกิที่แตะเอวสาท่าทางสนิทสนมอย่างแปลกใจ หญิงสาวเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย แล้วถามบุญยงว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า หรือว่ามีข่าวของคุณวิทย์
“ผมมีข่าวไม่สู้ดีนัก วิทย์มันไปอยู่ที่บ้านเช่า เอ่อ บ้านที่มันกะว่าจะพาคุณย้ายไปอยู่น่ะ ไม่รู้มันไปที่นั่นทำไมซวยแท้ๆระเบิดลงหนักแถวนั้นพอดี ไอ้วิทย์ติดอยู่ในบ้านตอนที่หลังคามันพังลงมา โชคดีที่ไม่ถึงตาย”
“คุณพระ! แล้ว...แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหนคะ”
“ชาวบ้านแถวนั้นเอาวิทย์ไปไว้ที่โรงพยาบาลแล้วก็แวะมาบอกผม คุณรีบไปดูมันหน่อยเถอะคุณอุษาเห็นคนที่พาไปเขาว่า ตลอดทางมันเพ้อหาแต่คุณ”
ooooooo
นายชิดเดินนำวิภาและสมรมายังห้องพักคนไข้รวม วิทย์นอนหน้าซีด หายใจรวยริน มีสาย น้ำเกลือระโยงระยางอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องพัก พยาบาลกำลังดูแลปรับการไหลของน้ำเกลือให้ เขาอยู่ วิภาเข้าไปกุมมือน้องชายไว้ ถามเสียงอ่อนโยนว่าเป็นอย่างไรบ้างวิทย์ยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติง
“ทำไมคุณหนูนอนนิ่งอย่างนี้ล่ะคะ คุณขา” สมรมองเขาใจคอไม่ดี พยาบาลรีบอธิบาย
“คนไข้มีอาการบอบช้ำภายในน่ะค่ะมีไข้สูง แล้วก็อ่อนเพลียมากด้วย คุณหมอเพิ่งให้ยาและให้น้ำเกลือไป ต้องอีกสักครู่ถึงจะฟื้น”
วิภาเห็นสภาพของน้องชายแล้วน้ำตาคลอด้วยความสงสาร วิทย์เพ้อเรียก “คุณอุษา” ขึ้นมาเบาๆ เธอถึงกับหยุดกึก พยาบาลบอกสีหน้ายิ้มๆว่าคนไข้เอาแต่เพ้อถึงชื่อนี้ไม่หยุด วิภาตาวาวขึ้นมาทันที...
ในเวลาต่อมา วิภานั่งคุยอยู่กับหม่อมพริ้มที่เก้าอี้รับแขกหน้าห้องพักฟื้น โดยมีไวโอลินของวิทย์วางอยู่บนโต๊ะ เธอไหว้หม่อมพริ้มอย่างนอบน้อม
“ดิฉันกราบขอบพระคุณหม่อมอีกครั้งนะคะ ที่กรุณาช่วยน้องชายของดิฉันเอาไว้ หมอบอกว่าวิทย์บอบช้ำและมีไข้สูงมาก ถ้าหากมาถึงมือหมอช้าไปกว่านี้ อาจจะ... อาจจะไม่รอดก็ได้” วิภาน้ำตาคลอเบ้าขึ้นมาอีก
“คนที่ช่วยคุณวิทย์มาไม่ใช่ฉันหรอก ฉันแค่ช่วยไปบอกข่าวโชคดีที่ในไวโอลินมีนามบัตรอยู่ด้วย ฉันเลยรู้ว่าเขาเป็นใคร อยู่ที่ไหน เลยให้นายชิดไปตามคุณมาได้ คนเจ็บเองเขาก็เพ้อหาญาติอยู่ตลอด”
“แม่อุษาน่ะหรือคะ” วิภาแค่นเสียง
“นั่นล่ะ ไม่ได้มาด้วยหรอกหรือ”
“ไม่มาก็ดีแล้วค่ะ เพราะมัน น้องชายดิฉันถึงได้โชคร้าย จะว่าไปชีวิตของวิทย์ตกต่ำตั้งแต่ไปมีเมียเป็นอีนางละครคนนี้”
หม่อมพริ้มสะดุ้งสุดตัว “นางละคร!...แม่อุษาที่ว่านี่เป็นนางละครหรอกหรือ”
ooooooo
อีกมุมหนึ่งไม่ห่างกันนัก นางพยาบาลเดินนำสากับเซกิมายังแผนกผู้ป่วยที่วิทย์รักษาตัวอยู่ แล้วชี้ไปทางห้องที่เขานอนพักซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่ง สาขอบคุณแล้วจะเดินต่อ แต่นึกขึ้นได้หันไปบอกให้เซกิกลับไปก่อน เขาไม่ยอมไปจะรอกลับพร้อมกัน สาอ้าปากจะทักท้วง เซกิชิงพูดขึ้นเสียก่อน
“ผมจะรออยู่ตรงนี้ คุณรีบไป เราจะได้รีบกลับ”
หญิงสาวจำใจพยักหน้า แล้วตรงไปยังห้องพักฟื้นของวิทย์...
ขณะสากำลังบ่ายหน้ามายังห้องพักฟื้นของวิทย์ นายชิดเข้ามารายงานหม่อมพริ้มที่ยังนั่งอยู่กับวิภาว่าหมอขอดูอาการของเจิมอีกคืนหนึ่งก่อน จะได้ตรวจร่างกายให้ละเอียดอีกครั้ง
“จำเป็นก็ให้เขาทำไป” หม่อมพริ้มพูดจบ หันมาบอกวิภาว่าขอตัวกลับก่อน ออกมานานๆเป็นห่วงบ้าน
“กราบลาค่ะหม่อม” วิภาไหว้อย่างนอบน้อม มองตามหม่อมพริ้มเดินจากไปพร้อมกับนายชิด เป็นจังหวะเดียวกับสาเดินเลี้ยวมุมตึกมาจากอีกด้านหนึ่ง สมรเห็นเธอเข้ารีบสะกิดให้เจ้านายดู วิภาหันไปเห็นสากำลังมองหาห้องพักฟื้นของวิทย์ ชักสีหน้าไม่พอใจ...
ระหว่างที่หม่อมพริ้มกำลังสั่งการให้นายชิดเอารถไปรอข้างหน้าโรงพยาบาล ส่วนเธอจะแวะไปดูเจิมครู่หนึ่งก่อน มีเสียงเกรี้ยวกราดของวิภาดังขึ้น
“แม่อุษา”
หม่อมพริ้มและนายชิดถึงกับสะดุ้ง หันขวับไปมอง เห็นหญิงสาวแต่งตัวทันสมัยคนหนึ่งเดินอยู่ไกลๆ เธอถามนายชิดว่าใช่ผู้หญิงคนนั้นไหม
“แต่งตัวเปิ๊ดสะก๊าดอย่างกับดาราหนัง แต่ก็คล้ายเหลือเกินขอรับ” นายชิดเองก็ไม่มั่นใจ
ooooooo
วิภาไม่รอช้าปรี่เข้าไปขวางสาไว้ ถามเสียงเขียวว่ามาทำไม
“ฉันมาเยี่ยมคุณวิทย์ค่ะ...” สาพูดยังไม่ทันจบ วิภาชิงตวาดเสียก่อน
“กลับไปซะ ฉันไม่อนุญาต”
“ฉันเป็นเมียเขานะคะ”
“หล่อนเลิกกับคุณหนูแล้วไม่ใช่หรือยะ เลิกกันแล้วก็ไปสิ ไป จะไปไหนก็ไป” สมรช่วยไล่อีกแรงหนึ่ง
“ฉันจะไปไหนทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน อย่ามาแส่” สาไม่พูดเปล่าผลักสมรเซถลา แล้วเดินหนีไปอีกทางหนึ่ง วิภาไม่ยอมปล่อยให้คนที่ทำให้น้องชายต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ลอยนวลไปได้ รีบชวนสมรไล่ตาม
สาตัดสินใจเข้าไปหลบในห้องพักคนไข้รวมห้องหนึ่ง ห้องกลับโล่งว่าง มีเตียงเรียงเป็นแถว มีอยู่เตียงหนึ่งกลางห้อง มีม่านรูดปิดไว้รอบด้าน เธอรีบผลุบเข้าไปซ่อนตัว แล้วแง้มม่านแอบมอง วิภาตามเข้ามาในห้อง แต่ไม่พบใคร รีบออกไปหาสมรที่รออยู่หน้าห้อง
“มันหายไปไหนไม่รู้ สมรไปเฝ้าวิทย์ไว้อย่าให้ มันไปยุ่งกับวิทย์”
สมรรีบปฏิบัติตามคำสั่ง สาเห็นสองนายบ่าวไปพ้น จากประตูห้อง ก็ถอนใจโล่งอก พึมพำว่า “พ้นไปที”
พลันมีเสียงแหบแห้งราวกับคนไม่มีแรงดังขึ้นจากด้านหลังว่าใครอยู่ตรงนั้น สาสะดุ้ง หันขวับ
“อุ๊ย...ขอโทษทีนะจ๊ะ ฉันไม่ทันเห็น...” สาตาโตอ้าปากค้าง ราวกับเจอผีก็ไม่ปาน เพราะคนไข้ที่นอนอยู่ บนเตียงคือเจิมนั่นเอง ต่างฝ่ายต่างตะลึง เจิมมองอย่าง ไม่เชื่อสายตาตัวเอง หญิงสาวอึกอักไม่รู้จะพูดอะไร ม่านที่ รูดปิดไว้ถูกกระชากเปิดออก สาหันขวับ เห็นหวนยืนอยู่ ต่างตกใจทำอะไรไม่ถูก หวนตั้งสติได้ก่อน
“นี่เอ็งจริงๆหรือนี่ เอ็งมาได้ยังไงอีสา”
วิภาย้อนกลับมาที่หน้าห้องพักฟื้นของเจิมพอดี ได้ยินเสียงใครบางคนเรียกชื่อ “อีสา” ก็เอะใจ
ooooooo
สายืนตัวแข็งด้วยความกลัว หวนมองเธอด้วยสายตาตัดพ้อ ขณะที่เจิมมองอย่างชิงชัง แล้วขับไล่ ไสส่งไปให้พ้นหน้า สาพยายามจะอธิบาย แต่เจิมไม่ฟัง ตวาดเสียงลั่น
“กูไม่อยากเห็นหน้ามึง”
สาเป็นห่วงเห็นอาการของเจิมไม่สู้ดีนัก จะเข้าไปประคอง เธอผลักมือออก หวนขอร้องให้สากลับไปก่อน ขืนอยู่ต่อไปรังแต่จะทำให้ป้าเจิมอาการทรุดลงไปอีก
“พี่หวน ฟังฉันก่อนนะ ฉัน...” สายังพูดไม่ทันจบ ประโยค วิภาพรวดพราดเข้ามา
“เขาไล่ให้ไปก็ไปสิ ผู้หญิงกาลกิณีอย่างหล่อน ไม่มีใครเขาอยากจะยุ่งเกี่ยวด้วย ยังจะหน้าด้านอยู่ทำไม”
“นี่คุณรู้จักอีสา” หวนมองวิภาแปลกใจ
“รู้จักดีเชียวล่ะค่ะ แม่อุษาคนนี้หล่อนเป็นเมียน้องชายฉัน”
เจิมกับหวนตกใจเป็นรอบที่สองเมื่อรู้ว่าสามีผัวใหม่
“หล่อนแต่งงานได้ไม่เท่าไหร่ ก็สวมเขาให้ผัว ที่น้องชายฉันโชคร้ายออกไปโดนระเบิดก็เพราะเขาหนีออกจากบ้านไป ที่หนีก็เพราะเขาทนไม่ได้ที่เมียคบชู้”
สาปฏิเสธอย่างไม่เต็มปากเต็มคำว่าเปล่า วิภาชี้หน้า ด่าซ้ำว่า เป็นเพราะความสำส่อนมากชู้หลายผัว ของสา น้องชายของเธอถึงได้เป็นแบบนี้ แล้วโถมเข้าตบตีน้องสะใภ้อุตลุด
“อย่านะ คุณวิภา” สาได้แต่ปัดป้อง ขณะที่วิภา ด่าไปตบตีเธอไป
“ฉันจะฆ่าแก ถ้าวิทย์เป็นอะไรไป ฉันจะฆ่าแกๆ”
วิภาไล่ตบตีสาจนล้มลุกคลุกคลาน นางพยาบาลได้ยินเสียงเอะอะรีบเข้ามาห้ามปราม พร้อมกับจับตัววิภาไว้ สาคลานหนี ขณะที่วิภายังคลั่งดิ้นไปด่าเธอไปเสียงลั่น
“วิทย์ดีกับแกทุกอย่าง แกกลับทำลายเขา คอยดู ถ้าน้องฉันเป็นอะไรไป ฉันจะฆ่าแกอีแพศยา อีกาลกิณี”
สาคลานหนีไปชนเข้ากับขาของใครบางคน เธอ เงยหน้าขึ้นมองเห็นหม่อมพริ้มยืนนิ่ง สีหน้าแววตารังเกียจเหยียดหยามสุดจะบรรยาย หญิงสาวกลัวตัวสั่น ยกมือไหว้ ปลกๆ พูดอะไรไม่ออก สีหน้าเยือกเย็นของหม่อมพริ้มทำให้วิภาปิดปากเงียบ ไม่กล้าหือกล้าอือ
“ข้านึกไม่ถึงว่าคนที่เกิดมาดีๆ จะทำตัวจนตกต่ำระยำยับได้ถึงปานนี้ เสียแรงที่ข้าเลี้ยงเอ็งมา รู้จักแค่กินอยู่สู่สม หาความสุขใส่ตัว ชั่วดีแยกแยะไม่ได้ บาปบุญคุณโทษไม่รู้จัก คนอย่างเอ็ง คิดดูก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดียรฉาน คนอย่างเอ็งอยู่รวมกับคนดีๆเขาไม่ได้หรอก เอ็งจะพาเขาเดือดร้อน ไปซะ...ไปอยู่ในที่ของเอ็ง จะไปนรกขุมไหนก็ไป อย่าได้มาเบียดเบียนเขาอีกเลย”
สาสะอื้นตัวโยน อยากจะแก้ตัวแต่พูดไม่ออก ค่อยๆคลานออกจากห้องราวกับสัตว์บาดเจ็บ
ooooooo
ในเวลาเดียวกัน ขณะสมรนั่งเฝ้าวิทย์อยู่ในห้องพักฟื้น ต้องตกใจที่เซกิเดินเข้ามาในห้อง วิทย์รู้สึกตัวตื่นพอดี ขยับจะพลิกตัวถึงกับร้องโอ๊ยลั่น สมรรีบเข้าไปดู
“สมร ฉันมาที่นี่ได้อย่างไร”
“คุณหนูโดนบ้านพังลงมาทับค่ะ มีคนเอามาส่งโรงพยาบาล”
วิทย์ขยับจะลงจากเตียง “ฉันจะกลับบ้าน”
“คุณนอนพักจะดีกว่า ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะนอนพักให้หายดีก่อน” เซกิแนะ วิทย์หันมองตามเสียง
“คุณเซกิ...คุณมาได้ยังไง”
“ผมกับอุษาซังมาเยี่ยมคุณ...” เซกิยังพูดไม่จบ วิทย์พูดแทรกขึ้นเสียก่อน
“คุณอุษาอยู่ไหน”
“ผมไม่ทราบ แต่ไม่เป็นไร ผมจะบอกเธอเองว่าคุณปลอดภัยดีแล้ว เอาไว้คุณแข็งแรงกว่านี้ เราค่อยกลับมาพูดธุระกับคุณใหม่”
“ธุระอะไร”
เซกิตัดสินใจพูดเพื่อให้เรื่องที่ยังคาราคาซังจบๆไป “ผมกับอุษาซัง เราต้องการให้คุณเขียนใบหย่า เราสองคนจะได้แต่งงานกันอย่างถูกต้อง ผมหวังว่าคุณคงไม่มีปัญหา” เซกิค้อมหัวให้ แล้วออกจากห้อง
“หยุดก่อน...คุณอุษาอยู่ไหน ผมจะพูดกับคุณอุษา” วิทย์พยายามจะลงจากเตียง สมรเข้าไปรั้งตัวไว้
“คุณหนูขา อย่าค่ะ หมอไม่ให้ขยับนะคะ”
“ปล่อยฉันสมร ฉันจะไปหาคุณอุษา ปล่อยฉัน” วิทย์โวยวายลั่น
ooooooo
ในเวลาต่อมา ระหว่างที่สานั่งหน้าเศร้าอยู่ที่โถงของโรงพยาบาล เซกิตามมาสมทบ
“คุณไม่ได้ไปเยี่ยมคุณวิทย์”
“ฉันไม่กล้าไปค่ะ” สาว่าพลางเช็ดน้ำตา เซกิปลอบว่าตนเองไปเยี่ยมวิทย์มาแล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เขาปลอดภัยดี
“เขาว่าอย่างไรบ้างคะ”
“เขาเสียใจ และคิดว่าจะเป็นการดีกว่าถ้าจะไม่เห็นหน้าคุณตลอดไป” เซกิโกหกหน้าตาเฉย
“ค่ะ ฉันเข้าใจ”
เซกิยิ้มพอใจ ประคองสาให้ลุกขึ้น แล้วจูงมือกันออกไป อีกมุมหนึ่งไม่ห่างกันนัก หม่อมพริ้มและหวนยืนมองสาที่เดินออกไปกับเซกิด้วยสีหน้าสลดใจ...
ที่ห้องพักฟื้น วิทย์ยังคงดิ้นรนจะไปหาสาให้ได้ วิภา สมรและนางพยาบาลต้องช่วยกันจับตัวไว้ กลัวสายน้ำเกลือจะหลุด เขาดิ้นรนเท่าที่แรงจะมีเพื่อให้เป็นอิสระ ปากก็โวยวายไม่หยุด
“ปล่อยฉัน...ปล่อย”
“อย่าค่ะ คุณหนู ออกไปไม่ได้นะคะ”
“ปล่อย...ฉันจะไปหาคุณอุษา”
วิภาขอร้องน้องชายทั้งน้ำตาให้ปล่อยผู้หญิงไร้ค่าคนนั้นไป เธอไม่คู่ควรกับเขาแม้แต่น้อย วิทย์ไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น หันไปอ้อนวอนนางพยาบาล
“คุณพยาบาลปล่อยผม...ปล่อยผมออกไป”
“ไม่ได้ค่ะ คุณหมอให้คุณนอนนิ่งๆ คุณรับน้ำเกลืออยู่นะคะ”
“ผมจะไป” วิทย์ดิ้นรนจนเป็นอิสระ กระชากสายน้ำเกลือออก ไม่สนใจเลือดที่พุ่งออกจากเข็มซึ่งเสียบคาอยู่ แล้วตะเกียกตะกายออกจากห้อง
“วิทย์กลับมานะ...กลับมา” วิภาตะโกนไล่หลัง เขาไม่แม้แต่จะเหลียวมามอง เธอต้องรีบวิ่งตาม โดยมีสมรและนางพยาบาลตามไปอีกทอดหนึ่ง
ooooooo
ที่ลานจอดรถหน้าโรงพยาบาล เซกิพาสาขึ้นรถแล้วขับออกไป วิทย์ออกมาเห็นท้ายรถของเซกิไวๆ รีบวิ่งตาม โดยที่แขนของเขามีเลือดไหลเป็นทาง พลางร้องเรียก
“คุณอุษา รอผมก่อน คุณอุษา” เสียงของวิทย์เบามากเนื่องจากยังได้รับบาดเจ็บอยู่ ทั้งคู่จึงไม่ได้ยิน วิทย์วิ่งตามรถของเซกิมาถึงถนนใหญ่ ป้องปากตะโกน
“ผมรักคุณนะ คุณอุษา อย่าทิ้งผมไป”
วิภา สมรและนางพยาบาลพยายามเรียกให้วิทย์กลับมา เขายังคงวิ่งตามรถของเซกิ ก่อนจะล้มลงกลางถนนอย่างอ่อนแรง วิภาเห็นน้องชายลงไปกองกับพื้นเร่งฝีเท้าเข้าไปหา วิทย์แทบสิ้นเรี่ยวแรง แต่ยังกัดฟันจะลุกขึ้น ทันใดนั้น มีรถคันหนึ่งแล่นตรงมาอย่างรวดเร็ว คนขับรถไม่ทันเห็น หักหลบไม่ทัน รถชนเขาอย่างจัง เสียงดังสนั่น ร่างของวิทย์กลิ้งมาหยุดแทบเท้าวิภาที่วิ่งตามมา เธอกรีดร้องด้วยความตกใจสุดขีด
“วิทย์น้องพี่” วิภาประคองน้องชายที่มีเลือดออกทางปากและจมูกเอาไว้แนบอก ร้องไห้โฮ
“คุณอุษา...ผมรักคุณ” พูดได้แค่นั้น วิทย์ก็แน่นิ่งไปในอ้อมกอดของพี่สาว...
เมื่อสามาถึงบ้านของเซกิในตอนค่ำวันเดียวกัน ด้วยความเคยชิน เซกิเชิญเธอเข้าไปข้างใน แล้วนึกขึ้นได้
“ผมลืมไป อีกหน่อยผมไม่ต้องเชิญแล้ว เพราะหลังจากที่เราแต่งงานกัน บ้านผมก็คือบ้านของคุณ”
“คุณแน่ใจหรือคะคุณเซกิ ฉันยังไม่ได้หย่ากับคุณวิทย์เลยนะคะ” สายิ้มเศร้า
“ช่างมันเถอะ สงครามสอนให้ผมรู้ว่าชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก เราอาจจะตายวันไหนก็ได้ วันที่ยังอยู่ก็ขอให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุขที่สุด” เซกิว่าแล้วดึงสามากอด “ผมจะแต่งงานกับคุณแล้วเราจะไปญี่ปุ่นด้วยกัน”
“อะไรนะคะ” สาหน้าตาตื่น
“เราจะแต่งงานกัน แล้วจากนั้น ผมจะพาคุณเดินทางกลับญี่ปุ่น” เซกิย้ำเสียงหนักแน่น
ooooooo
วันรุ่งขึ้น สานำเรื่องที่เซกิพูดเมื่อคืนมาเล่าให้แป้นกับสุขฟัง แป้นร้องเอะอะถ้าเป็นอย่างนั้นจริงแล้วสาจะทำอย่างไรกับโสภิต เธอปรายตามองลูกสาวที่กำลังเล่นขายขนมครกอยู่กับจรินท์ที่ลานดินข้างล่าง
“แกเป็นลูกฉันฉันไม่ทิ้งแกหรอกค่ะ ยังไงก็ต้องหอบหิ้วไปด้วยกัน”
“ไปถึงต่างบ้านต่างเมือง แกจะยอมไปหรือคุณสา”
สาเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่ถึงอย่างไรก็ต้องลองกล่อมแกดู คิดได้ดังนั้น รีบลงมาคุยปะเหลาะลูก โดยมีสุขกับแป้นตามมานั่งสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ
“โสภิตไปกับป้านะคะ เขาว่าที่นั่นมีอากาศเย้นเย็น ตอนหน้าหนาวมีน้ำแข็งไสตกมาจากฟ้าด้วยนะคะ”
เด็กน้อยส่ายหน้า แคะขนมครกต่อไป แล้วหันไปถามแป้น “ป้าแป้น เอากี่บาทคะ”
“ไม่เอาค่ะ ป้าอิ่ม โสภิตเล่นกับคุณสานะคะ”
“โสภิตคะ โสภิตฟังป้านะ เราเหลือกันแค่สองคนป้าหลาน จะไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน ป้าจะต้องไปอยู่ญี่ปุ่น โสภิตไปกับป้านะคะ”
เด็กน้อยไม่สนใจ วางมือจากของเล่นเดินหนีไปหาสุข “ลุงสุข หนูจะขี่ม้าก้านกล้วย”
“จ้ะๆเดี๋ยวลุงทำให้นะ เอาตัวใหญ่ๆเลย”
“เอาปืนด้วยนะคะ หนูจะยิงกับพี่ริน”
“จ้ะๆ” สุขรับคำเสร็จ หันมาทางสา “สงสัยวันนี้จะไม่ได้เรื่องแล้วล่ะคุณ”
สากลุ้มใจมาก ถ้าเกิดลูกไม่ยอมไปด้วย เธอไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี แป้นแนะให้สาชวนเซกิอยู่เมืองไทยต่อไป ถึงจะลำบากอย่างไรก็ยังเป็นบ้านเรา เธอลองชวนแล้ว แต่เขายืนกรานจะกลับญี่ปุ่น สุขไม่ชอบใจนักที่เซกิเอาแต่สะดวกตัวเองไม่คิดถึงคนอื่น
“หนูโสภิตจะอยู่ยังไง ไหนจะโรงเรียน ไหนจะเพื่อน ภาษาก็พูดกับเขาไม่รู้เรื่อง จะไปอยู่ไหวหรือ”
“แต่ถ้าฉันไม่ไปญี่ปุ่นแล้วคุณเซกิเขาทิ้งฉันไป ฉันจะทำอย่างไรล่ะคะ พี่สุข ตอนนี้ฉันก็ไม่เหลือใครแล้วนอกจากเขา” สาไม่วายเห็นแก่ตัว สุขอดสงสารเด็กน้อยไม่ได้
“หนูโสภิตก็ไม่มีใครเหมือนกันนอกจากคุณ...คุณเป็นอะไรกับแก คุณก็รู้อยู่แก่ใจ คุณก็คิดเอาเองแล้วกัน”
“ไอ้ฉันกับพี่สุขมันก็คนอื่นนะคุณสา แต่ไหนๆก็ช่วยเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก จะให้ฉันเลี้ยงหนูโสภิตต่อไปก็ได้ชีวิตของคุณ จะเอาอย่างไรก็ว่ามาก็แล้วกัน”
สามองโสภิตที่กอดสุขแน่นไม่ยอมห่าง ได้แต่ถอนใจ หนักใจ
ooooooo










