สมาชิก

อีสา-รวีช่วงโชติ

ตอนที่ 18

ตลอดสามสี่เดือนที่ผ่านมา คนดูละครน้อยลงทุกวันจนมาลัยกับบุญยงหนักใจ แถมคืนนี้มีไม่ถึง ยี่สิบคน ซึ่งทั้งคู่ก็เข้าใจดีว่าสาเหตุเกิดจากสงครามยืดเยื้อมาเป็นปี เศรษฐกิจไม่ดี คนยากจนลงทุกวันจะซื้อข้าวสักถังยังต้องคิดแล้วคิดอีก แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาดูละคร

“แต่ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเราแย่แน่ พี่มาลัยต้องทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะ”

ฟังบุญยงแล้วมาลัยคิดหนักถึงกับน้ำตารื้นด้วยความเสียดาย เธอตัดสินใจเรียกทุกคนในคณะมารับฟังพร้อมกันว่าโรงละครมาลัยภิรมย์จำเป็นต้องปิดตัวลง

“วีคนี้จะเป็นวีคสุดท้ายที่เราจะแสดง พี่ขอบคุณทุกคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมาตลอด พวกเธอเป็นเพื่อนที่ดี เป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ พี่ภูมิใจมากนะที่ได้ทำงานร่วมกับพวกเธอ”

มาลัยน้ำตาคลอ ทุกคนหน้าเศร้าไปตามกัน วิทย์บีบมือเธอเบาๆให้กำลังใจ ก่อนทุกคนจะบอกลากันและกันอย่างอาลัยรัก แล้วร่วมร้องเพลงกันอีกครั้งก่อนจาก...

เมื่อกลับมาที่บ้านในคืนนั้น วิทย์และสาปรับทุกข์กันว่าจากนี้ไปจะทำยังไงดี วิทย์ไม่มีท่าทีหนักใจใดๆเลย บอกว่าตนจะลองหางานใหม่ ตรงข้ามกับสาที่ดูกังวลท้วงว่าโรงละครอื่นคงแย่พอกัน ที่ยังอยู่ได้ก็คงไม่รับคนเพิ่ม

วิทย์หยุดยืนตรงหน้าบ้าน โอบกอดสาแล้วพูดอย่างไม่กังวลเรื่องอนาคตว่า คืนนี้พระจันทร์สวยมาก อย่าเพิ่งไปกลุ้มใจเรื่องพรุ่งนี้เลย

ชีวิตสาเคยผ่านความยากลำบากมามาก เธอได้แต่แอบถอนใจ ยังไม่คลายกังวล วิภาในชุดนอนยืนมองมาจากหน้าต่างบ้านชั้นบน เห็นผัวเมียยืนกอดกันในที่โล่งแจ้ง แม้จะเป็นยามค่ำคืนก็สร้างความไม่พอใจให้เธอ ถึงกับกระแอมเสียงดัง จนวิทย์กับสาสะดุ้ง เหลือบมองเห็นวิภาจิกตาลงมาหน้าบูดบึ้ง

“ดึกแล้วยังไม่นอนอีกหรือครับคุณพี่” วิทย์ทักพี่สาวดีๆ แต่หล่อนกลับสะบัดหน้าพรืด ปิดหน้าต่างใส่ดังปัง!

สาหมั่นไส้วิภาเป็นที่สุด เข้าบ้านอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วอดเปรยกับวิทย์ไม่ได้ว่าท่าทางเธอไม่ชอบหน้าตนเอาเสียเลย

“เธอหวงผมน่ะ พี่วิภาเธอเป็นพี่สาวคนโต เลี้ยงผมมาตั้งแต่เล็ก เธอเลยรักผมมาก แถมตัวเธอยังโชคร้าย แต่งงานได้ไม่เท่าไหร่ คุณพระสามีของเธอก็เสียไป ทิ้งเธอให้เป็นม่าย เธอเลยยึดเอาผมเป็นเหมือนลูกชาย ก็เท่านั้นเอง”

“เธอรักคุณ เลยมาเกลียดฉัน แบบนี้มันถูกหรือคะ”

สาเข้าคลอเคลีย วิทย์กอดตอบ บอกว่ากลัวอะไร เขารักเธอคนเดียวก็พอแล้ว สาช้อนตามองสามีหนุ่ม

สายตาวาววาม วิทย์เหมือนจะเข้าใจ อุ้มเธอไปบนเตียงแต่ตัวเขาผละออกมาหยิบไวโอลินเตรียมจะกล่อมภรรยาด้วยเสียงเพลงไพเราะ

สาขัดใจ ขนาดเอ่ยปากชวนเขามานอน เขาก็ยัง ไม่เข้าใจ เธอเลยลุกพรวดเดินปึงปังออกจากห้องไปลานหลังบ้าน โดยไม่ฟังเสียงเรียกของวิทย์ที่อยากรู้ว่าเธอ เป็นอะไร

“ช่างฉันเถอะน่ะ ฉันปวดหัว” สาตะโกนตอบวิทย์ที่ยื่นหน้าออกมาจากหน้าต่างชั้นบน แล้วทิ้งตัวลงข้างตุ่มน้ำอย่างหงุดหงิด บทรักระหว่างตัวเองกับสมศักดิ์ที่ยังฝังใจผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน

เธอคว้าขันตักน้ำในตุ่มราดรดหัวตัวเองโครมๆ เหมือนกับจะล้างความคิดนั้นออกไป แต่ภาพกลับประดังประเดเข้ามา วิทย์ตามลงมาเห็นสาอาบน้ำทั้งเสื้อผ้า แปลกใจมาก

“คุณสา คุณเป็นอะไรของคุณ”

สาไม่ตอบ แถมหันมองเขาตาขุ่นก่อนจะปาขันใส่แล้วเดินหนีกลับเข้าบ้านไป ทิ้งวิทย์ยืนงงเป็นไก่ตาแตก!

ooooooo

เช้าวันถัดมา วิภาบ่นอย่างไม่พอใจหลังฟังสมรฟ้องเรื่องสากับวิทย์เมื่อคืนว่าไม่รู้สาเป็นบ้าอะไร อยู่ดีๆลุกขึ้นมาอาละวาดกลางดึก

“วุ้ย! ก็คงทำฤทธิ์ทำเดชให้ผัวง้อนั่นล่ะค่ะคุณ จะมีอะไร ท่าทางหล่อนเจ้ามารยาจะตายไป”

“ถือว่าผัวรักผัวหลง ทำอะไรไม่มีเกรงใจ เห็นทีฉันจะปล่อยเอาไว้ไม่ได้...สมร ไปตามวิทย์มาหาฉัน”

“คุณหนูไม่อยู่แล้วค่ะคุณขา เธอออกไปตั้งแต่เช้า หน้างี้เซ้าเศร้า...น่าเวทนา”

“แล้วแม่อุษาล่ะ”

“เพิ่งจะโมงกว่าเท่านั้น หล่อนก็อยู่บนเตียงน่ะสิคะ ตะวันยังไม่ส่องก้น หล่อนก็ยังไม่ตื่นหรอกค่ะ”

วิภาโมโหลุกพรวดขึ้นทันที เดินฉับๆไปทุบประตูบ้านวิทย์ ร้องสั่งสาเปิดประตูเดี๋ยวนี้ สางัวเงียออกมาชักสีหน้าใส่ ถามเสียงค่อนข้างแข็งว่ามีเรื่องอะไรคะคุณพี่

“นี่มันกี่โมงแล้วแม่อุษา หล่อนจะนอนกินบ้านกินเมืองหรือยังไง”

สารู้ว่าวิภามาหาเรื่อง พยายามข่มใจอธิบายว่าเมื่อคืนตนไม่ค่อยสบาย กว่าจะได้หลับก็เกือบรุ่งสาง วิภาสวนทันควันว่า ไม่ใช่มัวแต่ทำฤทธิ์ใส่น้องชายตนอยู่จนดึกดื่นหรอกหรือ

“แม่สมรไปเพ็ดทูลคุณพี่หรือคะ” สาจิกตาใส่สมรที่ยืนเยื้องวิภาไปทางด้านหลัง

“อุ๊ยตาย อิฉันก็แก่จนผมสองสีแล้ว เห็นอะไรก็ว่าไปตามที่เห็น”

“หล่อนกล้าดียังไงมาขึ้นเสียงใส่น้องชายฉัน จำใส่กะลาหัวเอาไว้บ้างสิ เขาเป็นใคร แล้วหล่อนเป็นใคร”

สาอดนอนอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว เลยของขึ้นสวนไปทันที “เขาก็เป็นผัว ฉันก็เป็นเมีย เมียขึ้นเสียงใส่ผัวบ้างไม่ได้หรือคะ”

“ไม่ได้! ผัวหล่อนเขาเป็นถึงลูกเจ้าพระยา ตัวหล่อนเป็นแค่ลูกขี้ข้า วิทย์สูงส่งกว่าหล่อนตั้งเท่าไหร่”

“ผัวเมียกันมันจะไปสูงส่งกว่ากันได้ยังไง สมสู่อยู่กินกันได้ก็แปลว่าเป็นพวกเดียวกัน”

วิภากับสมรสะดุ้ง ไม่คิดว่าสาจะพูดจาหยาบคายถึงเพียงนี้

“สัญชาติไพร่!” วิภาด่าลั่น

“ฉันก็ไม่เคยเห็นผู้ดีที่ไหนเขาเป็นแบบนี้ ผู้ดีจริงๆที่ฉันเคยเห็นมานะคะคุณพี่ เขาพูดดี คิดดี ทำดี ไม่เหมือนคุณพี่เลยซักนิด”

“นังอุษา!!” วิภาคำรามพร้อมกับเงื้อมือจะตบ แต่สาเงื้อง่าตั้งท่าสู้ ถ้าตบมาก็โดนตบกลับ วิภาเลยไม่กล้า ลดมือลงแล้วชี้หน้าอาฆาตก่อนจะผลุนผลันกลับไปพร้อมสมร “แก...นังอุษา สักวันจะได้เห็นดีกัน”

ooooooo

สาเหนื่อยใจกับวิภาเป็นที่สุด ไปบ่นให้แป้นฟังที่บ้านสวน แป้นเลยเตือนสาน่าจะยอมๆเขาไปก็สิ้นเรื่อง ไม่ควรทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่

“ฉันอารมณ์ไม่ดี เลยเผลอทะเลาะกับเขาเสียยกใหญ่”

“อารมณ์ไม่ดี กลุ้มใจเรื่องอะไรอีกหรือคะ”

สาพูดไม่ออกว่าเป็นเรื่องบนเตียง ได้แต่ถอนใจ เปรยขึ้นมาอ้อมๆ

“พี่แป้นรู้ไหม ที่ฉันแต่งงานกับคุณวิทย์เพราะหวังจะใช้เธอเป็นกำแพงกันฉันออกจากคุณสมศักดิ์ แต่พอคุณสมศักดิ์เธอไม่อยู่แล้ว กำแพงที่ฉันก่อเอาไว้มันกลับกลายเป็นกำแพงคุกขังตัวฉันซะเอง”

“คุณสาไม่มีความสุข คุณไม่ได้รักคุณวิทย์ คุณวิทย์ไม่ได้ดีกับคุณหรอกหรือคะ”

สาถอนใจอีกเฮือก ไม่รู้จะเรียบเรียงคำตอบอย่างไรดี ขณะเดียวกันนั้นเอง วิทย์นัดเจอบุญยงที่ร้านกาแฟเจ้าประจำ ระบายความในใจว่าแม้เขาจะรักสามากแต่ก็ไม่ เข้าใจการกระทำของเธอ

“คิดมากน่ะ เธออาจจะกลุ้มใจเรื่องปิดโรงละครก็ได้ อย่าว่าแต่คุณอุษา อั๊วเองยังกลุ้ม”

บุญยงยกกาแฟขึ้นดื่มแล้วแทบสำลักออกมา เพราะรสชาติเหมือนยาถ่าย ถามอาโกคนขายก็ได้คำตอบว่าเป็นกาแฟเม็ดมะขาม กาแฟจริงขาดตลาดไม่มีขาย

“ขมฉิบหาย” บุญยงบ่นอุบ

“น้ำตาลก็ขาดตลาด หวานมากไม่ล่าย”

“เออๆ อั๊วไปก่อนนะวิทย์ พอดีมีธุระ”

“อาบุญยง ค่าโกปี๊” อาโกแบมือหรา

“เงินก็ขาดตลาดเหมือนกัน ตกงาน บ่จี๊ ไม่มีเงิน ติดไว้ก่อนโว้ย”

“เอาของผมก่อนก็ได้พี่” วิทย์ควักเงินจ่ายแทนบุญยง และพยายามคิดในแง่ดีเรื่องสาว่าบางทีเธออาจจะกลุ้มใจที่ตกงานอย่างที่บุญยงว่าก็ได้...

เรื่องนั้นก็มีส่วน แต่เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น ประเด็นหลักอยู่ที่ความไม่พอดีกันเรื่องในมุ้งระหว่างสากับวิทย์ สาไม่รู้จะพูดยังไงกับแป้น ได้แต่อ้อมไปอ้อมมาเรื่องโน้นเรื่องนี้

“ไม่ใช่เรื่องเงินเรื่องทอง ไม่ใช่เรื่องเจ้าชู้หลายใจ ไม่ใช่เรื่องตบตีลงมือลงไม้  แล้วมันเรื่องอะไรกันล่ะคุณสา”

“เอาเป็นว่า...ฉันกับคุณวิทย์ชอบอะไรไม่เหมือนกันน่ะพี่แป้น”

“โธ่คุณ พี่น้องท้องเดียวกันยังชอบอะไรไม่เหมือนกันเลย สำมะหาอะไรกับคนอื่น อย่างฉันกับตาสุขก็เหมือนกันซะที่ไหน ฉันตื่นมาก็ต้องหาอะไรทำ อยู่เฉยไม่ได้ มันจะขาดใจ แต่ตาสุขก็นั่น...นั่งแหมะอยู่วัดนั่น โขกหมากรุกเล่นได้ทั้งวัน ผัวเมียน่ะนะคุณสา ที่สำคัญขอให้เป็นคนดีมีศีลเสมอกันเป็นอันใช้ได้”

“ก็จริงของพี่แป้น คุณวิทย์กับฉันถ้าจะอยู่กันไม่ยืดก็เพราะศีลไม่เสมอกันนี่แหละ”

สาพูดเหมือนปลง แล้วช่วยแป้นหอบใบตองจากสวนเข้ามาที่บ้าน พลางเหลียวหน้าเหลียวหลังมองหาโสภิตพิไล ถามแป้นว่าเธอไปไหน

“จรินทร์คงพาไปเล่นที่ไหนกระมัง...ริน รินเอ๊ย”

“ช่างเถอะจ้ะพี่แป้น ไม่ต้องไปตามมาหรอก ใช่ว่าแกจะอยากเจอหน้าฉันเสียเมื่อไหร่”

“โถคุณ...แม่ลูกกันตัดกันไม่ขาดหรอกค่ะ”

“โสภิตแกไม่รู้นี่คะว่าฉันเป็นแม่ ฉันขอฝากแกไว้กับพี่แป้นอย่างนี้ก่อนนะคะนี่เงินค่ากินค่าอยู่ของแกเอาไว้แกครบหกขวบเมื่อไหร่ฉันจะพาไปเข้าโรงเรียนประจำ”

“โรงเรียนฝรั่งที่พวกผู้ลากมากดีเขาเรียนน่ะหรือคะคุณสา มันแพงนา คุณตัวคนเดียวจะไหวหรือ”

“ไม่ไหวก็ต้องไหวค่ะ ฉันอยากให้โสภิตไปอยู่ในที่ที่ดีที่สุด ที่ที่เหมาะสมกับแก เพราะถึงยังไงโสภิตพิไลก็เป็นสายเลือดคนหนึ่งของราชสกุลรวีวาร”

แป้นรับเงินจำนวนนั้นไว้ มองสาอย่างชื่นชม แต่ก็อดห่วงไม่ได้ บ่นว่าบ้านเมืองหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้จะไปหาเงินจากไหน ถ้าพิมพ์แบงก์เองได้เหมือนพวกญี่ปุ่นล่ะว่าไปอย่าง...

ooooooo

วันถัดมา สามีโอกาสพบเซกิหนุ่มหล่อชาวญี่ปุ่นโดยบังเอิญขณะวิ่งหลบระเบิดจากการทำสงครามระหว่างญี่ปุ่นกับอเมริกาและอังกฤษ เซกิเป็นเจ้าของบริษัทนำเข้ายาและเวชภัณฑ์จากญี่ปุ่นมาขายให้ทหารญี่ปุ่นที่ตั้งกองบัญชาการในประเทศไทย

การพบเจอกันของทั้งคู่แม้อยู่ในช่วงเวลาคับขันอันตราย แถมคนขับรถของเซกิยังเฉี่ยวสาล้มลงบาดเจ็บนิดหน่อย แต่เซกิก็รู้สึกตะลึงและประทับใจในความสวยของหญิงไทยรายนี้ถึงขนาดอยากทำความรู้จักและรับผิดชอบพาเธอไปยังบริษัทของเขาเพื่อทำแผลให้รถแล่นมาจอดหน้าตึกหลังใหญ่ที่ตกแต่งเรียบร้อยสะอาดสะอ้านแบบญี่ปุ่น สานั่งอยู่ในรถกับเซกิ มองเข้าไปที่ตึกนั้นอย่างตื่นตาตื่นใจ เซกิหันมาพูดภาษาไทยกับสา อย่างสุภาพ พร้อมค้อมศีรษะลงเล็กน้อย

“ที่ทำงานของผมเอง”

เซกิเดินนำสาเข้ามาด้านในที่มีโต๊ะทำงานอยู่สี่ห้าโต๊ะ พนักงานมีทั้งคนไทยและญี่ปุ่น แต่ละคนตั้งใจทำงานและให้ความเคารพเซกิเป็นอย่างดีสามองสำรวจทุกมุมอย่างชื่นชอบ พร้อมกันนั้นก็ฟังเซกิอธิบายไปด้วย

“บริษัทของผมเป็นตัวแทนจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์จากญี่ปุ่น แล้วก็ยังเป็นตัวแทนจัดหาของใช้ที่จำเป็นให้กับกองทัพญี่ปุ่นด้วย คุณ...”

“ฉัน...อุษาค่ะ”

“คุณอุษา ผมชื่อเซกิ ที่นี่เป็นที่ทำงาน แล้วก็เป็นบ้านของผม...เชิญ” เซกิผายมือไปทางบันได สาสีหน้าแปลกใจถามเขาว่าไปไหน “คุณบาดเจ็บเพราะผม ขอ อนุญาตให้ผมได้รักษาพยาบาลคุณ เชิญ”

สามองหน้าชายหนุ่ม เห็นเขาโค้งแล้วโค้งอีกด้วยท่าทีแสนสุภาพ คิดว่าน่าไว้วางใจจึงเดินขึ้นบันไดไปที่ชั้นบนตกแต่งเป็นบ้านแบบญี่ปุ่น มีประตูเลื่อนได้ ปูเสื่อตาตามิ ตกแต่งอย่างสวยงาม สาเห็นแล้วยิ่งตื่นตาตื่นใจ เซกิผละไปรินน้ำชามาส่งให้

“ดื่มชาก่อน แล้วผมจะทำแผลให้คุณ”

สาหยิบถ้วยชาสวยแปลกตามาดู ค่อยๆดมก่อนจิบ เซกิมองเธออย่างพึงใจ ถามว่าชอบชาญี่ปุ่นไหม?

“หอม แล้วก็ชุ่มคอดีค่ะ”

“ผมดีใจที่คุณชอบ ส่งแขนมา”

เซกิใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำแล้วบรรจงเช็ดแขนให้สา ก่อนเอาสำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดรอยถลอก และตามด้วยทายาขี้ผึ้งอย่างเบามือ ตลอดเวลาที่ทำแผลนั้นเซกิมอง สาไม่วางตา สาเองก็มองเขาเหมือนกัน มือของชายหนุ่มมั่นคงอบอุ่น ทำให้สาใจเต้นไม่เป็นส่ำ

เขาพันผ้าให้เป็นลำดับสุดท้าย แล้วจับแขนเธอวางลงอย่างนุ่มนวล

“เสร็จแล้ว คุณอุษา”

สาเพลินจนเผลอสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงพูดของเขา...หลังจากขอบคุณเขาแล้ว ทั้งคู่คุยกันต่ออีกครู่หนึ่งก่อนที่สาจะขอตัวกลับไปบ้าน และบอกให้วิทย์รับรู้ว่าเธอจะไปทำงานกับพวกญี่ปุ่น

วิทย์ไม่ค่อยพอใจ ถามถึงเหตุผล สาหน้าเสียมีพิรุธเล็กน้อยแต่ทำสะบัดสะบิ้งกลบเกลื่อนบอกว่าจะให้ตนงอมืองอเท้าอยู่เฉยๆหรือยังไง คนเราต้องกินต้องใช้

“แต่ทุกวันนี้เราก็ยังอยู่ได้”

“คุณอยู่ได้ก็อยู่ไป แต่ฉันไม่อยู่ด้วยล่ะ กลัวอดตาย”

สาหน้าตึงลุกหนีไป วิทย์มองตาม รู้สึกได้ถึงระยะห่างของชีวิตคู่

ooooooo

ในที่สุด สาดึงดันไปทำงานกับเซกิจนได้แถมผ่านไปไม่กี่วันก็มีเงินและของกินหลายอย่างมาให้ที่บ้านแป้นจนสุขเห็นแล้วเกิดความสงสัย ซักไซ้เมียเป็นการใหญ่

“นี่ตาสุข แกจะบ้าเหรอ จะเอะอะอะไรนักหนา”

“ก็มันต๊กกะใจน่ะซี นี่มันอะไร” สุขชี้สำรับที่มีเป็ดย่างตัวโตแดงแจ๋น่ากิน จรินทร์จัดสำรับง่วนอยู่หันมาตอบพ่ออย่างอวดๆว่า

“ก็เป็ดย่างน่ะสิพ่อ ถามได้”

“ข้ารู้แล้วนังริน แต่มันมาได้ยังไง”

“มันบินมาจากป่าหิมพานต์ล่ะมั้ง”

“อ๋อ...เฮ้ย! เป็ดย่างนะยายแป้น ไม่ใช่นางกินรี ข้าวยากหมากแพงอย่างนี้แกไปเอาเป็ดย่างมาจากไหน”

“ไม่ใช่แค่เป็ดย่างนะพ่อ ยังมีขนมปัง นมข้น แล้วก็น้ำแดง”

“ป้าแป้นขา...หนูจะกินหนมปังน้ำแดง” โสภิตพิไลเรียกร้อง แป้นรับคำเร็วจี๋ แต่มีข้อแม้ว่าต้องกินข้าวอิ่มก่อนป้าถึงจะทำให้สุขยืนเท้าเอวมองข้าวของทั้งหมดอย่างค้างคาใจ รุกเร้าแป้นจะเอาคำตอบให้ได้ว่าไปเอาของพวกนี้ มาจากไหน

“คุณสาเอามาให้ แล้วก็ให้เงินเอาไว้อีกสองร้อยเป็นค่าขนมของโสภิต”

“สองร้อย!” สุขอุทานตาโตเท่าไข่ห่าน สงสัยว่าสาไปรวยมาจากไหน

“แกว่าแกไปทำงานกับญี่ปุ่น นายห้างเขาใจดีให้เงินล่วงหน้ามา”

“โอ้โห ร่ำรวยอู้ฟู่อ้าฟ่าอย่างนี้ คุณสาแกไปทำงานอะไรวะ” สุขบ่นหน้านิ่วคิ้วขมวด อยากรู้เหลือเกิ๊น!

ooooooo

สาทำงานในบริษัทเซกิตำแหน่งตรวจนับและ จดบันทึกสินค้า เซกิพึงพอใจสาอย่างเห็นได้ชัด และมักหาโอกาสใกล้ชิดเธอตามลำพังเพื่อสร้างความสนิทสนม ขณะที่สาเองก็ดูจะชื่นชอบเขาอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

วันนี้สานำสมุดบันทึกสินค้าเข้ามาให้เขาในห้องทำงาน เรียกเขาว่านายห้าง แต่เซกิทักท้วงอยากให้เธอเรียกชื่อเขามากกว่า

“แต่คนอื่นๆ เขาเรียกคุณว่านายห้างนี่คะ”

“อุษาซังไม่เหมือนคนอื่นๆ” เซกิพูดมีนัย สาพอจะเข้าใจแต่แสร้งบิดเบือนเปลี่ยนเรื่องว่าเขามีอะไรจะใช้เธออีกไหม เซกิแย้มยิ้ม หันไปหยิบกล่องกระดาษขนาดใหญ่แต่น้ำหนักเบามาวางบนโต๊ะ บอกให้สาเปิดดู

สาเปิดกล่องอย่างตื่นเต้น ข้างในมีชุดกระโปรงสวยงามลายดอกสีสดใส ผ้าดีราคาน่าจะแพง

“ผมสั่งมาจากญี่ปุ่น คิดว่าอุษาซังน่าจะใส่ได้”

“อุ๊ย ชุดสวยๆอย่างนี้จะให้ฉันใส่ไปไหนคะ”

“พรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของนายพลโทโมกิ เขาเป็นลูกค้าสำคัญของบริษัทเรา อุษาซังต้องไปกับผมนะครับ” เซกิสั่งเสร็จก็โค้งอย่างสุภาพ

“ไปงานเลี้ยง จะดีหรือคะ”

สาท่าทีลังเล แต่พอเซกิหยิบกล่องสร้อยมุก เส้นเล็กสวยงามเข้ากับชุดกระโปรงออกมาวางตรงหน้าก็ตาวาว ตัดสินใจได้โดยไม่ต้องรีรออะไรอีกเลย

ooooooo

วันรุ่งขึ้น วิภากับสมรมุ่งหน้ามาที่บ้านวิทย์ สมรหิ้วถังน้ำและอุปกรณ์ทำความสะอาดเดินตามหลัง จีบปากจีบคอฟ้องนายไปด้วย

“คุณไปดูด้วยตาเองเถอะค่ะคุณขา ห้องคุณหนูรกอย่างกับรังหนู ขี้ฝุ่นก็จับจนหนาเตอะ ไม่รู้คุณหนูทนอยู่เข้าไปได้ยังไง”

“แล้วแม่อุษาไม่จับไม่ทำอะไรบ้างหรือไง ตัวเองเป็นแม่บ้านแท้ๆ”

“วุ้ย! หล่อนจะไปทำตอนไหนเล่าคะคุณ หมอนก็เห็นเอาแต่เขียนคิ้วแต่งหน้าออกไปตะลอนๆนอกบ้านทุกวัน”

ขาดคำ สาเปิดประตูออกมาได้ยินพอดี เธออยู่ในชุดสวยที่เซกิให้ สมรทำตาโตพยักพเยิดให้วิภาดู

“คุณพี่กับแม่สมรมาอวยชัยให้พรฉันแต่เช้าเชียวนะคะ” สาแดกดัน

“ฉันพาสมรมาทำความสะอาดบ้านให้น้องชายฉัน เห็นว่าโสโครกจนแทบจะอยู่ไม่ไหว”

วิทย์ตามออกมาอีกคน พูดยิ้มๆกับพี่สาวว่า “ผมก็อยู่ของผมได้นี่ครับ”

วิภาหมั่นไส้น้องชาย มองสาหัวจดเท้า อยากรู้ว่าจะไปไหน

“คุณอุษาจะออกไปทำงานน่ะครับคุณพี่”

“ขอตัวนะคะ” สายกมือไหว้แล้วเดินตัวปลิวออกไป วิภากับสมรมองตามไม่ชอบใจ

“แต่งตัวซะขนาดนั้น ไปทำงานหรือไปยั่วผู้ชาย”

ฟังคำพูดพี่สาวแล้ววิทย์ถึงกับชักสีหน้าไม่พอใจ

ooooooo

ภายในงานเลี้ยง ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่เป็นทหารและพ่อค้าชาวญี่ปุ่น...

สาในชุดกระโปรงสวยหรู ใส่สร้อยมุกเข้าชุดงดงามเฉิดฉายเป็นเป้าสายตาของใครหลายคน เธอเดินเคียงเซกิเข้ามาในงานก่อนจะเจอนายพลโทโมกิซึ่งสายตาแวววาวมองสาด้วยความสนใจ

เมื่อนายพลโทโมกิทักทาย เซกิโค้งคำนับ แล้วผายมือแนะนำ

“คุณอุษา นี่คือท่านนายพลโทโมกิ...โทโมกิซัง นี่คุณอุษา”

สาจะไหว้ตามธรรมเนียมไทย แต่โทโมกิยื่นมือมาก่อน เธอเลยสัมผัสมือเขาอย่างอายๆ

“คุณเป็นผู้หญิงไทยที่สวยมากๆ”

แค่โทโมกิเอ่ยประโยคแรก เซกิก็มองทะลุ รีบพูดกันท่าว่าอุษาเป็นเพื่อนของตน โทโมกิรู้ทัน หัวเราะออกมาเบาๆ

ทั้งหมดพากันไปหาที่นั่ง โทโมกิมีหญิงชาวญี่ปุ่นในชุดยูกาตะแนบข้าง โอบกอดนัวเนียกันตลอด เซกินั่งติดกับสา เขาทำสัญญาณมือให้พนักงานยกถาดสาเกเข้ามา

“ผมขอให้พวกเราดื่มอวยพรให้กับโทโมกิซัง”

สิ้นเสียงของเซกิ ทุกคนรับแก้วสาเกจากพนักงาน สามองแก้วในมือตัวเองก่อนดมกลิ่น ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร แต่พอได้ยินเซกิเชิญชวนดื่มให้โทโมกิแล้วทุกคนทำตาม ไม่เว้นแม้แต่สาวญี่ปุ่นที่ดื่มหน้าตาเฉย เธอเลยดื่มบ้าง ปรากฏว่าแทบสำลักกับรสชาติแปลกๆของมัน

“นี่มันเหล้านี่คะ”

“สาเกเป็นเหล้าที่ทำมาจากข้าว คนญี่ปุ่นชอบดื่มกัน”

“ฉันไม่เคยดื่มเหล้า”

“ทุกอย่างต้องมีครั้งแรก ต่อๆไปคุณจะชอบเอง” พูดแล้วเซกิรินสาเกเติมให้สาอีก สารับมาจิบ สีหน้ากล้าๆกลัวๆ

อีกสักครู่ เสียงเพลงดังขึ้นที่มุมห้อง เซกิลุกขึ้นประกาศอีกครั้งว่า นี่คือของขวัญจากตน สำหรับโทโมกิและทุกท่านในคืนนี้...

สาวญี่ปุ่นออกมาร่ายรำเพลงพื้นบ้าน สามองอย่างตื่นเต้นและเพลิดเพลินจนลืมระวังตัว ดื่มสาเกที่เซกิรินให้อีก รู้สึกมีความสุขเป็นครั้งแรกในหลายๆเดือนที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันนั้นวิทย์อยู่กับบ้าน พยายามจะแต่งเพลงใหม่ แต่จิตใจว้าวุ่นแต่งไม่สำเร็จจนต้องวางปากกา หันมองนาฬิกาบอกเวลาทุ่มครึ่งแล้วถอนใจ นึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนเย็นที่พูดคุยกับวิภาและสมร

“จริงจริ๊งค่ะคุณหนู ให้หมอนไปสาบานที่ไหนก็ได้ หมอนได้ยินมากับหู พวกปากซอยมันนินทากันให้แซ่ด ว่าคุณอุษามีผู้ชายญี่ปุ่นขับรถคันเท่าบ้านมาส่งที่ปากซอย”

“เขาขับรถชนคุณอุษาก็เลยพามาส่งบ้าน เธอเล่าให้ผมฟังแล้ว”

“แน่ใจเหรอว่าเมียเธอเล่าให้ฟังหมดทุกอย่าง”

วิทย์อึ้งแต่ทำไม่สนใจ วิภาใส่ไฟเข้าไปอีก

“เศรษฐกิจไม่ดี คนตกงานกันทั้งเมืองแต่เมียเธอแค่เดินออกไปวันเดียวก็หางานได้ ความรู้เท่าหางอึ่งจะจ้างไปทำอะไร เธอไม่สงสัยบ้างหรือ”

“คุณอุษาต้องไปทำงาน เพราะผมหาเลี้ยงเธอไม่ได้ ผมควรจะยกย่องภรรยาของผมนะครับ ไม่ใช่ไปดูหมิ่นเธอแบบนี้”

“ยกย่องกันเข้าไปเถอะ สักวันเธอจะต้องเสียใจที่ไม่เชื่อพี่ คอยดูไปเถอะ” วิภากระแทกเสียง ไม่ได้ดังใจในตัวน้องชาย

ooooooo

งานเลี้ยงเลิกราแต่เซกิกับโทโมกิพากันมาดื่มต่อที่บ้านของเซกิ โดยโทโมกิยังคงมีสาวญี่ปุ่นคลอเคลียนัวเนียอยู่ตลอด ขณะที่เซกิก็ชวนสามาร้องเพลงอย่างสนุกสนาน

เมื่อสมควรแก่เวลา สาขอตัวกลับแต่เซกิไม่ยอม คะยั้นคะยอให้เธอดื่มสาเกอีกหลายจอก ส่วนโทโมกิไม่ต้องพูดถึง ดื่มหนักจนแทบทรงตัวไม่อยู่ไปแล้ว สาวๆเลยต้องพาเขาหายเข้าห้องไป ทิ้งไว้แต่เซกิกับสาที่ต่างก็มึนแล้วเหมือนกัน

สาแก้มแดง ตาหวานฉ่ำ หัวเราะร่วนไม่รู้ว่าตัวเองเมา พูดแต่ว่าโทโมกิเมาแล้วตลกจัง

“คนเมาแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเมาแล้วดุดัน บางคนเมาแล้วตลก บางคนเมาแล้วเศร้า แต่อุษาซัง เมาแล้วสวยมาก” เซกิมองสาตาเยิ้ม

“ฉันน่ะหรือคะเมา”

“ถึงไม่เมา คุณก็สวยมาก” เซกิพูดอ่อนหวาน สารู้สึกปั่นป่วนจนต้องตัดบทขอตัวกลับ แต่พอเธอขยับลุกขึ้นก็ซวนเซ ต้องเกาะเซกิไว้เป็นหลัก

“ฉัน...โอ๊ย...ทำไมบ้านมันหมุนไปหมดอย่างนี้”

“นั่นแหละคุณเมาแล้ว” เขาโอบกอดเธอพร้อมกระซิบข้างหูอย่างเสน่หา “คุณเป็นคนเมาที่สวยมาก อุษาซัง คิเรเนะ”

เซกิประทับจูบสาอย่างนุ่มนวล แต่ไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่านี้...แล้วเขาย้ำอีกครั้งขณะขับรถมาส่งเธอที่หน้าบ้าน

“ผมรักคุณจริงๆนะ อุษาซัง”

สาเขินไม่ตอบอะไร ก้มหน้าก้มตาลงจากรถไป โดยไม่รู้ว่าวิทย์หลบอยู่ในเงามืดมุมหนึ่ง แอบมองอาการเข้าบ้านเหมือนแมวขโมยของสาด้วยสายตาเคลือบแคลง หวั่นหวาด...

เช้าขึ้นวิทย์มาร่วมโต๊ะอาหารกับพี่สาว และบอกกล่าวเรื่องมีคนมาส่งสาเมื่อคืนให้ฟัง วิภาเลยได้ทีเยาะเย้ยน้องชายว่า

“เธอเห็นกับตาแล้วใช่ไหม”

“ผมถามคุณอุษาแล้ว เธอไปงานเลี้ยง เลิกดึกนายห้างก็เลยมาส่ง มันก็เป็นเรื่องปกติที่สุภาพบุรุษควรทำ”

“ถ้าเธอเชื่อ เธอก็โง่เต็มที”

“ผมคิดว่าสามีภรรยาต้องเชื่อใจกัน ที่ผมมาบอกคุณพี่ก็เพราะอยากให้คุณพี่เข้าใจคุณอุษา เธอไปทำงาน ไม่ได้ไปทำอะไรเสื่อมเสียอย่างที่คุณพี่ว่า” วิทย์ยังรั้น...เหมือนจะปลอบใจตัวเอง

ooooooo

วันเดียวกันนี้ สามาทำงานตามปกติ แต่พอใกล้เที่ยงเกิดสิ่งไม่ปกติขึ้นเมื่อเซกิกอดจูบสาภายในห้องทำงานอย่างห้ามใจไม่อยู่ สาเหมือนจะเคลิ้ม แต่จู่ๆได้สติพยายามอย่างที่สุดที่จะตัดใจดิ้นออกจากอ้อมกอดของเขา

“ทำไมล่ะ ผมรักคุณนะอุษาซัง”

“ไม่ได้ค่ะ ไม่ได้ ฉันมี...” สากำลังจะบอกว่าตนมีสามีแล้ว แต่ไม่ทันได้พูดเพราะเซกิวางมือที่ก้นเธอหมับ เริ่มกอดจูบอีกยกอย่างเร่าร้อน

เวลานั้น วิทย์ยืนชั่งใจอยู่หน้าบริษัทเซกิ...พนักงานสองสามคนมองออกมาเห็นและเริ่มชี้ชวนกันดู ก่อนที่คนหนึ่งจะเดินมาถามเขาอย่างสุภาพว่า

“มาหาใครหรือเปล่าคะ”

“ไม่มีอะไรครับ ขอโทษด้วย”

วิทย์หันหลังเดินกลับแต่เจอวิภายืนจังก้าอยู่ เธอบอกน้องชายว่าไหนๆก็มาแล้วทำไมไม่ไปแสดงตัว จะกลัวอะไร...พูดจบไม่รอฟังอะไรจากน้องชาย เดินหน้าตาเอาเรื่องมาเจรจากับพนักงานคนนั้นว่า

“ฉันมาหาแม่อุษา เขาทำงานอยู่ที่นี่ใช่ไหม”

พนักงานพยักหน้ารับอย่างเกรงๆ ขณะที่วิทย์หน้าเสีย กลัวจะมีเรื่องบานปลายใหญ่โต...

ภายในห้องทำงาน เซกิรุกล้ำสามากขึ้นถึงขนาดชวนเธอขึ้นไปห้องนอน แต่สาไม่ยอม สะบัดตัวหลุดออกมาแล้วพยายามจะอธิบายว่าเราสองคนทำแบบนี้ไม่ได้ มันผิดมาก

“ผิด? ผิดยังไง”

“เพราะคุณกับฉันไม่ได้เป็นอะไรกัน แล้วฉันก็...”

“ผมเข้าใจแล้ว มันผิดเพราะเราไม่ได้เป็นสามีภรรยากันใช่ไหม”

“ใช่ค่ะใช่ แล้วที่สำคัญ ตัวฉันเองก็...”

“ไม่ใช่ปัญหา” เซกิขัดขึ้นอีกจนสาชะงัก แล้วถึงกับร้องว้ายเมื่อเขาประกาศว่าเราจะแต่งงานกันให้ถูกต้อง

“ว้าย! ไม่ได้ค่ะ ไม่ได้เด็ดขาด”

“ทำไม ผมไม่เข้าใจ”

สาอ้ำอึ้ง พอเขาเปิดโอกาสให้พูดเข้าจริงๆก็ลำบากใจ ทันใดเสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามด้วยเสียงพนักงานรายงานว่ามีคนมาหาอุษา...หนุ่มสาวในห้องรีบจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนที่สาจะไปเปิดประตูซักถามพนักงานว่าคนที่มาหาตนเป็นใคร ชื่ออะไร

“เขาบอกว่าเป็นญาติชื่อวิภา มากับผู้ชายชื่อวิทย์ เป็นสามีของอุษา”

สาหน้าซีดเผือด เซกินิ่งอึ้งด้วยความตกใจ...จากนั้นไม่นานพนักงานคนเดิมก็กลับมาบอกวิทย์กับวิภาว่าอุษาไม่อยู่ ออกไปทำธุระกับนายห้าง แต่วิภาข้องใจว่าตอนนี้เวลาพักเที่ยงทำไมยังต้องทำงาน

“ก็ไปทำธุระ แล้วก็ไปกินข้าวเที่ยงด้วย”

“ที่ไหนคะ” วิภาซักไม่เลิก วิทย์เกรงใจและเริ่มอาย

ปรามพี่สาวว่าช่างเขาเถอะ ก่อนหันมาขอบคุณพนักงานแล้วชวนวิภากลับทั้งที่เธอไม่ค่อยเต็มใจ

ขณะสองพี่น้องเดินออกจากบริษัท เผอิญได้ยินพนักงานอีกคนทักถามพนักงานคนเดิมนั้นว่าเที่ยงกว่าแล้วนายห้างไม่ออกไปไหนเหรอ วิภาชะงัก หันขวับมาจ้องหน้าคาดคั้น แต่เธอคนนั้นไม่รู้จะตอบยังไง รีบวิ่งหนีไปทันที ส่วนพนักงานที่ยืนอยู่ไม่รู้เรื่องราวด้วย ถามขึ้นว่า

“นี่มันเรื่องอะไรกัน แล้วคุณเป็นใคร”

“น้องชายฉันเป็นผัวของแม่อุษา ฉันอยากจะรู้ว่าตอนนี้เมียของน้องชายฉันอยู่ที่ไหน”

วิภาพูดเสียงดังฟังชัดจนผู้คนหันมองเป็นตาเดียว ทำให้วิทย์ยิ่งอาย ขอร้องพี่สาวพอเถอะ กลับกันได้แล้ว

“ไม่! พี่อยากจะรู้ว่าแม่อุษาเมียเธอมัวทำอะไรอยู่ ทำไมไม่กล้าออกมาสู้หน้าผัว”

“ฉันอยู่นี่ค่ะคุณพี่” สาปรากฏตัวออกมา โดยมีเซกิเดินเยื้องมาข้างหลัง ส่งยิ้มให้แขกที่ไม่ได้นัดหมายอย่างสุภาพ

“ผมชื่อเซกิ เป็นเจ้าของที่นี่ครับ”

หลังจากแนะนำตัวแล้ว เซกิเชิญสองพี่น้องพร้อมด้วยสาเข้ามานั่งสนทนากันในห้องทำงาน ซึ่งเขายังใช้ถ้อยคำแสนสุภาพ “ผมต้องขอโทษด้วยที่ทำให้เกิดเข้าใจผิดกัน”

“ผมแวะมาหา เห็นเขาบอกว่าคุณอุษาไม่อยู่ แล้วทำไม...”

วิทย์เบนสายตามาที่สา แต่เธอเชิดหน้าไม่ตอบ เหมือนรู้อยู่แล้วว่าเซกิควรตอบคำถามนี้

“ผมให้อุษาซังไปตรวจดูสินค้าที่ห้องด้านหลัง คงไม่มีใครรู้ ต้องขอโทษที่คนของผมทำให้คุณเข้าใจผิด ต้องขอโทษมากๆ”

“ฉันไม่เชื่อ” วิภาสวนทันควัน สาเดือดดาลแต่ไม่กล้าแสดงออกมากนัก นอกจากย้อนถามเสียงขุ่นว่า

“แล้วคุณพี่คิดว่าจริงๆมันเป็นยังไงล่ะคะ”

วิทย์รีบลุกขึ้นยืนรวบรัดตัดความ “ผมต่างหากที่ต้องขอโทษที่มารบกวนคุณอุษา...พี่วิภาครับ เรากลับกันได้แล้ว”

“วิทย์!” วิภาขึ้นเสียงไม่พอใจแต่วิทย์ไม่สนใจ เข้าไปกุมมือสา พูดอย่างอ่อนหวาน

“ผมขอโทษ และสัญญาว่าจะไม่มีเรื่องแบบนี้อีก” แล้วหันมาทางเซกิ “ผมขอโทษที่มารบกวนการทำงาน ผมอาจจะเป็นห่วงคุณอุษามากไปหน่อย ผมลืมไปว่า...บ้านแห่งความรักต้องอยู่บพื้นฐานของความไว้วางใจ...ลาละครับ”

วิทย์ดึงแขนวิภาออกไปจากห้อง สาถอนหายใจโล่งอก แต่สีหน้ายังมีแววกังวล พอหันกลับมาทางเซกิ ใบหน้าที่ยิ้มสุภาพของเขากลับกลายเป็นเคร่งขรึมจนเธอใจแป้ว

“คุณเซกิคะ คือฉัน...”

“หลังเลิกงาน เชิญที่ห้องผม เรามีเรื่องต้องคุยกัน” เซกิตัดบทแล้วเดินหน้าตึงออกไปเลย...

ooooooo

อีสา-รวีช่วงโชติ

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด