ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    อีสา-รวีช่วงโชติ

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    แม้จะกลัวแสนกลัวยังไงแต่สาก็ต้องบากหน้ากลับมาที่วังรวีวารเพื่อบอกข่าวการตายของคุณหญิงโสภา...

    เผอิญวันนี้ เจิม ชิด และหวนพากันมาขนของอีกครั้ง สาจึงได้เจอหวนตรงหน้าประตูวังเป็นคนแรก หวนเย็นชาใส่สาเพราะยังโกรธไม่หาย เดินนำไปทางเรือนบ่าว พลางตอบคำถามของสาอย่างไม่เต็มใจนัก

    เมื่อรู้ว่าทุกคนย้ายไปอยู่ที่อื่น สาพูดประจบประแจงหวนเพื่อให้คลายความโกรธเคือง

    “ย้ายไปอยู่ที่อื่นกันแล้วนี่เอง มิน่า ฉันมาด้อมๆ มองๆอยู่ตั้งแต่เมื่อวาน ไม่เห็นใคร”

    “เอ็งมีอะไร มาด้อมๆมองๆทำไม”

    “ฉันมีธุระ มีเรื่องจะมาบอก”

    “คงเรื่องสำคัญสินะ เอ็งถึงกล้ากลับมาเหยียบที่นี่ เอ้า มีเรื่องอะไรก็ว่ามา หรือว่าจะให้ข้าพาไปเรียนหม่อมท่าน”

    “ไม่! อย่า! อย่านะพี่หวน”

    “ก็ว่ามาซิ มีอะไร”

    สาอึกอักไม่กล้าเอ่ยปาก หวนเพิ่งสังเกตเห็นสาใส่ผ้านุ่งดำเสื้อขาว นึกเอะใจคาดคั้นสาเป็นการใหญ่ สาเลยต้องเปิดปากพูดความจริง

    “พี่หวน...คุณหญิงโสภา เธอ...เธอเสียแล้ว”

    หวนตกใจแทบสิ้นสติ ร้องไห้กระซิกด้วยความเสียใจ โดยที่สานั่งหน้าเศร้าตาแดงอยู่ข้างๆ

    “เวรกรรมแท้ๆ นี่ถ้าหม่อมท่านรู้คงแทบขาดใจ วันก่อนเพิ่งจะพูดถึงคุณหญิงอยู่แท้ๆ คุณชายรวีบอกว่าเธอเห็นคุณหญิงโสภามายืนที่หน้าวัง”

    “เมื่อไหร่ สองวันก่อนใช่ไหม”

    “ใช่ แต่หม่อมท่านไม่เห็นเลยคลาดกันไป หม่อมท่านยังบอกเลยว่าถ้าคุณหญิงกลับมาท่านก็จะให้อภัย”

    “โถคุณหญิง โชคร้ายอะไรอย่างนี้ วันนั้นถ้าคุณหญิงได้เจอหม่อมเสียก่อน ก็คงไม่คิดสั้น”

    “อะไรนะ” หวนแผดเสียงสงสัย สาหลุดปากไปแล้วก็ตกใจ รีบปฏิเสธเสียงสั่นว่าเปล่า “ก็เมื่อกี้เอ็งบอกว่าคุณหญิงคิดสั้น หมายความว่ายังไง ไหนว่าเธอตกน้ำตายไง ตกน้ำตายแล้วทำไมคิดสั้น มันยังไงกันอีสา มันยังไงแน่ พูดมานะอีสา พูดมา”

    หวนจับสาเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอน สาอัดอั้น ด้วยความรู้สึกผิดลึกๆข้างในเลยพรั่งพรูออกมา

    “ฉันไม่รู้ ฉันไม่เห็น แต่ตำรวจเขาว่าคุณหญิงโสภาฆ่าตัวตายเอง เธอเดินออกไปจากบ้านคนเดียวตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ไปที่ท่าน้ำ แล้วเธอก็หายไป อีกไม่กี่วันคนเขาก็เจอเธอไปติดสะพานหน้าวัด ไม่มีใครทำอะไรทั้งนั้น เธอฆ่าตัวตายเอง”

    สาร้องไห้โฮ สติหลุดเพราะรู้สึกผิด หวนมองอาการของสาด้วยความประหลาดใจ

    “แล้วใครไปทำอะไรเธอ เธอถึงเจ็บช้ำน้ำใจจนต้องฆ่าตัวตาย”

    หวนจ้องมองคาดคั้น สาส่ายหน้าวุ่นวาย ทำให้หวนยิ่งสงสัย คาดเดาเอาเองว่าสาต้องทำอะไรสักอย่าง คุณหญิงถึงคิดสั้น

    “เปล่า ฉันเปล่า” สาปฏิเสธพัลวัน แล้วลุกขึ้นจะวิ่งหนี แต่หวนคว้ามือไว้ สองคนยื้อยุดกันไปมาครู่หนึ่งก่อนที่เจิมจะเดินมาเจอ

    ต่างฝ่ายต่างชะงักตกใจ เรียกชื่อกันและกันอย่างแตกตื่น แต่เจิมไม่ทันว่าอะไร หวนก็พูดโพล่งจนเจิมยืนอึ้งตะลึงตะไล

    “อีสา เอ็งบอกมาว่าเอ็งใช่ไหมที่ทำให้คุณหญิงเธอฆ่าตัวตาย”

    “นังหวน เอ็งว่าอะไรนะ”

    “คุณหญิงโสภาจ้ะป้า คุณหญิงเธอตายแล้ว เธอฆ่าตัวตาย”

    “หา!” เจิมอุทานปากคอสั่น

    “ฉันจะถามนังสาอยู่เนี่ยว่าใครเป็นคนทำ เอ็งใช่ไหมอีสา เอ็งใช่ไหม”

    หวนถามไปร้องไห้ไป สาก็ร้องไห้ ทั้งสองคนสะอึกสะอื้นตัวงออยู่ตรงนั้น ส่วนเจิมนิ่งอั้น ค่อยๆเดินเข้าไปจิกหัวสาขึ้นมา ถามเสียงแผ่วต่ำด้วยความชิงชัง

    “อีสา...มึงทำอะไรลงไป”

    สายกมือไหว้ปลกๆ แต่เจิมไม่สนใจ จิกหัวสาซ้ำแล้วเหวี่ยงไปอย่างไม่ปรานี

    “พูดมา! มึงทำระยำตำบอนอะไรลงไป เธอถึงทนไม่ได้ ต้องฆ่าตัวตาย”

    “คุณหญิงเธอเห็นฉันกับคุณสมศักดิ์...” สาคอหอยตีบตันจนพูดไม่ออก เจิมพอเดาเรื่องได้ ตัวสั่นระริก เค้นเสียงถามอีกครั้งว่ามึงทำอะไร “ฉัน...ฉันเป็นชู้กับคุณสมศักดิ์ เธอเห็นเข้า เธอเลย...”

    “อีจัญไร!”

    ขาดคำ เจิมตบสาสุดแรงจนเลือดกบปาก โกรธจนสั่นไปทั้งตัวก่อนจะมีอาการชักกระตุกช็อกตาตั้ง หวนต้องตะโกนเรียกชิดให้มาช่วยกันพาส่งโรงหมอ

    ooooooo

    เมื่อหม่อมพริ้มทราบข่าวก็รีบมาดูอาการเจิม หวนเฝ้าอยู่หน้าห้อง ลุกขึ้นรายงานท่านว่าป้าเจิมฟื้นแล้วแต่เหมือนยังพูดไม่ค่อยถนัด ถามอะไรก็ไม่ตอบ เอาแต่ร้องไห้

    หม่อมพริ้มหน้าตากังวล เดินเข้าห้องพักคนไข้ซึ่งเป็นห้องรวมสามสี่เตียง เจิมนอนนิ่ง น้ำตาคลอเบ้า จะพนมมือขึ้นไหว้หม่อมพริ้มแต่มือสั่นไม่มีแรง

    “เอ็งนอนนิ่งๆเถอะ”

    เจิมจับมือหม่อมพริ้มบีบแน่น ส่งเสียงแหบแห้งแทบไม่ได้ยิน “หม่อม...”

    “เอ็งมีอะไรจะบอกข้ารึเจิม อีสามันมาบอกอะไรเอ็ง มันพูดอะไร ทำไมเอ็งถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อไป”

    เจิมพูดไม่ออก หันมองไปทางหวนเหมือนจะให้พูดแทน หวนจึงเล่าเรื่องราวให้ฟังตรงหน้าห้องคนไข้นั่นเอง หม่อมพริ้มฟังแล้วแทบทรุด น้ำตาไหลแต่ไม่ฟูมฟาย พยายามกล้ำกลืนความเสียใจแล้วถามเสียงแผ่ว

    “เมื่อไหร่”

    “สองวันก่อนค่ะหม่อม”

    “เป็นอะไร ทำไมถึงได้...”

    “จมน้ำค่ะหม่อม อีสามันบอกว่าคุณหญิงเธอคิดสั้น เป็นเพราะอีสาค่ะหม่อม อีสากับไอ้ผู้ชายคนนั้นมันเป็นชู้กัน คุณหญิงเธอถึงต้องตาย”

    ฟังมาถึงตรงนี้ หม่อมพริ้มสุดจะเก็บกลั้นความเสียใจ ร่ำไห้จนตัวโยน

    ooooooo

    บริเวณหน้าศาลาตั้งศพคุณหญิงโสภาค่อนข้างเงียบเหงา สุขและชาวบ้านสองสามคนเตรียมความพร้อมเพื่อสวดศพในคืนนี้ ส่วนสานั่งร้อยมาลัยสำหรับแขวนหน้ารูปคุณหญิงโสภาอยู่ข้างใน

    ขณะร้อยมาลัย สานึกถึงอดีตที่เคยอยู่วังรวีวาร หม่อมพริ้มสอนร้อยมาลัยแต่เธอทำอย่างไม่ค่อยเต็มใจ แถมยังเถียงท่านฉอดๆอย่างไม่กลัวเกรง

    “เบาไม้เบามือหน่อยสิอีสา เอ็งเสียบพรวดๆอย่างนั้นดอกไม้ก็ช้ำหมดสวยกันพอดี”

    “ดอกไม้มันก็สวยของมันอยู่แล้ว ไม่รู้จะเอามาร้อยทำไมกัน”

    “ดอกไม้อยู่บนต้นมันก็สวยบ้างไม่สวยบ้างตามประสา แต่ถ้าเอามาร้อยเป็นมาลัยมันก็จะสวยงามเป็นระเบียบเสมอกัน”

    “จะสวยยังไง สุดท้ายก็เหี่ยวแห้งแหงแก๋”

    “คนหรือดอกไม้ก็เหมือนกัน ยังไงก็ต้องเหี่ยวแห้งโรยรา แต่ก่อนจะแห้งเหี่ยวไปก็ควรจะอยู่ให้งดงาม อยู่ให้มีคุณค่า เป็นที่เจริญตาเจริญใจของคนที่ได้พบเห็น อย่างนี้ไม่ดีกว่าหรืออีสา”

    สานั่งน้ำตาซึม นึกถึงคำสอนของหม่อมพริ้มแล้วยิ่งสะท้อนใจ ค่อยๆเอามาลัยที่ร้อยเสร็จไปเปลี่ยนให้ที่หน้ารูปคุณหญิงโสภา พึมพำกับรูปอย่างรู้สึกผิด

    “คุณหญิงเหมือนมาลัยที่หม่อมท่านบรรจงเรียง ร้อยมาจนงดงาม สาเองที่ดึงคุณหญิงลงต่ำ เอาดอกไม้งามอย่างคุณหญิงมาส่งให้คนที่เขาไม่เห็นคุณค่า...ยกโทษให้สาด้วยนะคะคนดี”

    สาถอยออกมาลงนั่งถอดถอนใจ สมศักดิ์เดินมานั่งข้างๆ ทักถามอย่างห่วงใย และอยากให้เธอกินข้าวกินปลาเสียบ้าง

    “ฉันกินไม่ลงหรอก ใครจะไปกินลง”

    “ยังไงก็ต้องฝืนใจกิน ถ้าคุณเป็นอะไรไปอีกคนแล้วผมจะอยู่ยังไง...ไป ไปกินข้าว เดี๋ยวเป็นลมเป็นแล้งไปจะยุ่งนะ”

    สมศักดิ์แตะแขนสา แต่เธอสะบัดออกแล้วลุกเดินออกไปเอง สมศักดิ์ไม่ลดละตามมาเอาใจตักอาหารให้ จนเป็นเป้าสายตาของชาวบ้าน บ้างชี้ชวนกันดู บ้างซุบซิบนินทา สุขกับแป้นเห็นอาการของชาวบ้านก็ไม่ค่อยสบายใจนัก

    สาก็เช่นกัน เธอเห็นสายตาชาวบ้านพานกินข้าวไม่ลง สมศักดิ์จะคะยั้นคะยอ ก็พอดีสุขกับแป้นเดินเข้ามานั่งลงชวนคุย

    “คุณสา นี่มันคืนที่สองแล้ว หม่อมแม่ของคุณหญิงท่านไม่เห็นมา”

    “คือ...บังเอิญว่ามันมีเรื่องอะไรนิดหน่อยน่ะค่ะ ฉันรีบหนีกลับมาก่อน เลยไม่ทันได้บอกคนทางโน้นว่าเราตั้งศพคุณหญิงอยู่ที่ไหน”

    “อ้าว แล้วจะยังไง จะต้องเก็บไว้รอเขาไหม”

    สมศักดิ์ตอบไม่ได้ ถามความเห็นสาว่าจะเอายังไง จะกลับไปบอกหม่อมพริ้มอีกครั้งหรือไม่

    “ฉันไม่กล้า ถ้าหม่อมท่านมา ฉันก็คงต้องแทรกแผ่นดินหนี ไม่อาจสู้หน้าท่านจริงๆ”

    “เอาเถอะ ยังไงคนตายก็ไปสบายแล้ว จะทำอะไรก็อย่าให้คนอยู่ต้องลำบาก”

    “พูดตรงๆนะพี่สุข หม่อมท่านไม่มาก็ดีแล้ว ถ้ามาแล้วมาได้ยินคนนินทาเรื่องของฉันกับคุณสมศักดิ์ ท่านคงจะเสียใจมาก เท่านี้ฉันก็เลวมากพอแล้ว ถ้าหม่อมท่านเป็นอะไรไปเหมือนป้าเจิม ฉันคงตกนรกไม่ได้ผุดได้เกิดเป็นแน่”

    ฟังสาแล้ว ทั้งสามคนนิ่งไปอย่างเข้าใจ...แต่สำหรับหม่อมพริ้มคงไม่มีวันให้อภัยสา เธอกำลังโศกเศร้าเสียใจ ที่แม้แต่ศพของลูกสาวก็ยังไม่รู้ว่าอยู่ไหน

    “พอดีเกิดเรื่องป้าเจิมแกล้มไปซะก่อน ก็เลยมัวแต่ตกอกตกใจกัน มานึกได้อีกทีอีสามันก็หายหัวไปแล้ว ไม่ทันได้ถามเลยว่ามันเอาคุณหญิงไปไว้ที่ไหน”

    “เวรกรรม...อีสามันพรากลูกข้าไป กระทั่งวันสุดท้ายศพของลูก ข้าก็ยังไม่ได้เห็น เวรกรรมอะไรอย่างนี้”

    หม่อมพริ้มคร่ำครวญทั้งน้ำตา ก่อนจะรวมญาติพากันไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้คุณหญิงโสภาที่วัดแห่งหนึ่งในวันถัดมา

    “หญิงโสภาลูกแม่ แม่ผิดเองที่ผลักไสลูกออกไป ดวงวิญญาณของหญิงอยู่ที่ไหน โปรดรับรู้ ให้อภัยแม่ด้วย บุญกุศลใดๆที่แม่เคยทำมา แม่ขออุทิศให้กับหญิง ขอให้ลูกแม่จงไปสู่สุคติ อย่าให้ต้องทุกข์ทรมานอีกเลย”

    ฝ่ายเจิมที่ยังไม่หายป่วยแต่ก็ทำบุญแล้วกรวดน้ำให้คุณหญิงโสภาด้วยเช่นกัน

    “คุณหญิงเป็นคนดี ก็ขอให้พบแต่สิ่งดีๆ ส่วนคนอัปรีย์อย่างอีสา ขออย่าให้มันได้ดีมีสุข ให้มันต้องทนทุกข์ทรมานไปทั้งชาติ ให้สาสมกับความเลวของมันด้วยเถิด เจ้าประคุณ”

    ooooooo

    เสร็จจากสวดศพคุณหญิงโสภาที่วัดกลับมาถึงบ้านในคืนนี้ซึ่งเป็นคืนสุดท้าย สมศักดิ์ถามสาว่าจะเอายังไงต่อ จะเก็บไว้หรือเผาเลย สาตัดสินใจไม่ได้จึงหันไปถามสุขกับแป้นว่าควรทำอย่างไร

    สุขบอกว่าถึงจะจมน้ำตายแต่ก็ถือว่าตายโหง เผาให้เรียบร้อยไปดีกว่า สาจึงตกลงตามนั้น สมศักดิ์เองก็เห็นด้วย เพราะสงสารสาจะได้ไม่ต้องเหนื่อยเทียวไปเทียวมาจากบ้านเช่าเข้ามาที่นี่ทุกวัน

    “ก็แล้วทำไมไม่นอนเสียที่นี่ล่ะคุณสา จะได้นอนเป็นเพื่อนโสภิต” แป้นแนะนำ สาหันมองโสภิตพิไลที่เกาะอยู่กับจรินทร์ ถามเด็กหญิงว่าคืนนี้นอนกับป้าไหมลูก แทนที่โสภิตพิไลจะเข้าหาสา กลับโผไปกอดสมศักดิ์โดยไม่พูดไม่จา สาน้อยใจ สมศักดิ์ดูออก รีบพูดกลบเกลื่อน

    “คุณป้าถามทำไมไม่ตอบคะ ง่วงแล้วใช่ไหม ตาปรอยเชียว พาโสภิตไปนอนกันเถอะคุณ”

    สมศักดิ์อุ้มโสภิตพิไลเดินนำสาออกไป แป้นกับสุขมองตามก่อนจะพากันกลับห้องนอนตัวเองแล้วสนทนากันด้วยเรื่องโสภิตพิไลที่ความจริงคือลูกของสา

    “แกว่าเรื่องยายหนูโสภิตนี่ ต่อไปมันจะเป็นยังไงฮะตาสุข”

    “ยังไงคือยังไง แม่แป้น”

    “เอ้า ฉันหมายความว่าคุณหญิงเสียไปแล้วใครจะรับเลี้ยงยายหนู จะเอาคืนไปให้คุณสาเลี้ยง เด็กก็คิดว่าคุณสาเป็นแค่ป้า ไอ้ครั้นจะให้คุณสมศักดิ์เลี้ยงต่อไปมันก็ยังไง เพราะก็รู้ๆกันอยู่ว่าไม่ใช่ลูกของเขา”

    “จะไปยุ่งยากอะไร้ ไหนๆคุณสมศักดิ์ก็รับเป็นพ่อแล้ว ก็เป็นต่อไป ส่วนคุณสาก็เปลี่ยนจากป้าเป็นแม่ มันจะไปยากตรงไหน”

    “ตาสุข ตาบ้า แกพูดออกมาได้ยังไง แกจะให้ คุณสากับคุณสมศักดิ์เขา...” แป้นกระดากปากไม่กล้าพูดต่อ ได้แต่บอกว่าเป็นไปไม่ได้

    “พนันกันไหมล่ะ แม่แป้นว่าไม่ได้ แต่ฉันว่าได้แน่ ฉันเป็นผู้ชายด้วยกัน ฉันมองออกน่ะว่าคุณสมศักดิ์แกคิดอะไร”

    “คุณสมศักดิ์แกจะคิดอะไรก็คิดไป แต่คุณสาแกมีศักดิ์เป็นแม่เลี้ยงคุณหญิงจะมาแต่งงานกับอดีตลูกเขยตัวเอง แกจะทำได้ขนาดนั้นเชียวหรือ ฉันไม่เชื่อ”

    “พนันกันไหมล่ะ เรื่องนี้ฉันแทงหมดหน้าตักเลย แม่แป้นจะสู้ไหม” สุขยักคิ้วท้าทาย แป้นนิ่งเฉย ยังไม่เชื่อว่าสาจะทำเช่นนั้นได้

    ที่ห้องสมศักดิ์...โสภิตพิไลหลับไปแล้ว สาดูแลห่มผ้าให้พลางเปรยขึ้นด้วยความน้อยใจว่าโสภิตรักสมศักดิ์กับคุณหญิงมากเหลือเกิน มากจนไม่มีที่เหลือสำหรับตน

    “น้อยใจเหรอ ทำยังไงได้ คุณหญิงเป็นคนเลี้ยงแก ในขณะที่คุณเอาแต่ออกไปเล่นละครเกือบทุกวัน”

    “ที่ฉันต้องไปก็เพราะอะไรล่ะ ไม่ใช่เพราะหนีคุณหรอกรึ” สามองค้อนแล้วขยับจะลุกขึ้น สมศักดิ์รีบกุมมือเธอไว้ ออดอ้อนว่าต่อไปก็ไม่ต้องหนีแล้ว สาชะงัก ถามเขาว่าพูดอะไร?

    “เราก็เหลือกันอยู่สองคนเท่านี้ คุณสา อย่าหนีผมอีกเลยนะ”

    สาใจเต้นรัว สัมผัสจากมือสมศักดิ์อบอุ่น แสงสลัวๆในห้องทำให้อารมณ์เก่าๆก่อตัวขึ้นมา แต่อึดใจก็หักห้ามความรู้สึก พูดเสียงเบาหวิวว่าตนจะกลับแล้ว

    สมศักดิ์รุกเร้าด้วยการดึงเธอเข้ามากอดด้วยความรัก แค่นั้นสาก็อ่อนระทวย แต่ไม่ทันนัวเนียกัน เสียงโสภิตพิไลร้องเรียกคุณหญิงดังขึ้น ทั้งคู่สะดุ้งเฮือก สติกลับคืนมา สมศักดิ์ผละไปดูเด็กน้อยที่ยังหลับตาสะอึกสะอื้น สองมือไขว่คว้า แล้วหันมาบอกสาว่า

    “ละเมอน่ะครับ ไม่มีอะไร แกคงคิดถึงคุณหญิงมาก”

    สาหน้าเศร้า ละอายเกินกว่าจะทำผิดซ้ำซาก รีบลุกหนีออกไป ตัดสินใจไม่นอนค้างที่นี่

    ooooooo

    หลังงานเผาศพคุณหญิงโสภา สากลับมาเล่นละครตามปกติ แต่การแสดงของเธอสามสี่รอบที่ผ่านไปทำให้มาลัยกับบุญยงหนักใจมากถึงขนาดเอ่ยปากกับวิทย์ว่าสาเล่นละครเหมือนซังกะตาย ร้องเพลงก็สักแต่ว่าร้องออกไป ไม่มีฟิลลิ่งเลยสักนิด

    “ผมทราบครับ แต่ก็อยากให้ทุกคนเห็นใจเธอบ้าง คุณอุษาเธอเพิ่งสูญเสียญาติสนิทไป”

    “เรื่องนั้นพี่ก็เข้าใจว่า แต่ว่า...” มาลัยเสียงอ่อนลง บุญยงเลยแทรกขึ้นทันใดว่า

    “ลื้อเข้าใจไหมวิทย์ เราเป็นนักแสดง มันต้องแยกให้ได้ คนเขาเสียเงินเข้ามาดูเราแล้ว ลื้อจะให้อั๊วประกาศก่อนแสดงหรือยังไง ว่านางเอกจะร้องเพลงไม่เพราะ เนื่องจากอยู่ในระยะไว้ทุกข์”

    “ครับๆ ผมเข้าใจ แล้วผมจะพูดกับเธอเอง”

    วิทย์พูดเรื่องนี้กับสาขณะนั่งสามล้อกลับบ้าน สาขอโทษที่ทำให้ทุกคนผิดหวัง และยอมรับว่าตนหมกมุ่นเรื่องคุณหญิงโสภามากเกินไป

    “มีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ไหมครับ คุณอุษามีปัญหาอะไรกับคุณสมศักดิ์หรือเปล่า”

    “ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะคะ”

    “ผมเห็นคุณสมศักดิ์กับคุณอุษามีทีท่าแปลกๆ ตั้งแต่วันเผาคุณหญิงโสภาแล้ว ดูเหมือน...เหมือนมีปัญหาอะไรกัน”

    “ขอโทษนะคะคุณวิทย์ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะปกปิด แต่เรื่องบางเรื่องมันก็เล่ายากจริงๆ”

    “ไม่เป็นไรครับ แต่ถ้าวันไหนคุณอุษาอยากระบายให้ใครสักคนฟัง ก็ขอให้ผมเป็นคนแรกก็แล้วกัน”

    “ขอบคุณมากค่ะ”

    สองคนลงรถที่หน้าบ้านเช่า เดินตามกันเข้ามาในบ้าน สาเปิดไฟแล้วต้องประหลาดใจเมื่อเห็นสภาพบ้านถูกจัดใหม่ มีเฟอร์นิเจอร์บางอย่างเพิ่มเติมเข้ามา

    “กลับมาแล้วเหรอคุณสา” สมศักดิ์ส่งเสียงมาจากชั้นบน พอลงมาเห็นวิทย์ก็ชะงักไปนิด แล้วทำเป็นไม่สนใจ ผายมือไปที่เก้าอี้ตัวใหม่ พูดกับสาอย่างสนิทสนม “ชอบไหม ผมว่ามันทำให้บ้านของเราสดใสน่าอยู่ขึ้น”

    สาไม่ใส่ใจคำถาม แต่อยากรู้ว่าเขาเข้ามาในบ้านได้ยังไง

    “บ้านนี้เป็นบ้านผม แล้วคุณก็ไม่ได้เปลี่ยนกุญแจบ้าน ผมซื้อที่นอนอันใหม่ให้โสภิตด้วยนะ คุณจะขึ้นไปดูไหม”

    “คุณทำอะไรของคุณ”

    “ผมคิดว่าจะกลับมาอยู่ที่นี่ มันสะดวกกว่าเวลาไปทำงาน ผมจะไปรับโสภิตกลับมาอยู่ที่นี่ด้วย เราสามคนจะกลับมาอยู่ด้วยกันพ่อแม่ลูก”

    “อะไรนะ” วิทย์โพล่งขึ้น สีหน้าค้างคาใจ

    “คุณได้ยินแล้วนี่ ผมกับคุณอุษา...”

    สาโกรธจัด ไม่รอให้สมศักดิ์พูดจบ สวนออกไปอย่างมีอารมณ์ “เคยมีอะไรกัน ใช่ค่ะคุณวิทย์ คุณได้ยินไม่ผิดหรอก ฉันกับคุณสมศักดิ์เคยทำในสิ่งที่เลวทรามต่ำช้าที่สุดด้วยกัน แต่มันเป็นอุบัติเหตุ เป็นความผิดพลาด”

    “ทำไมพูดอย่างนั้น คุณก็รู้ว่าผมรักคุณ แล้วคุณก็รักผม”

    “ฉันไม่ได้รักคุณ”

    “ไม่จริง คุณรักผม ผมรักคุณ เรารักกัน”

    “ใช่! ฉันรักคุณ รักมาก...มากเสียจนฉันคิดว่าฉันทำได้ทุกอย่างเพื่อที่จะได้อยู่กับคุณ จนกระทั่งคุณหญิงเธอตาย ตายเพราะฉัน คุณหญิงเธอตายเพราะฉันกับคุณ!”

    สาพรั่งพรูคำพูดออกมาอย่างเจ็บปวดและคับแค้น สองหนุ่มถึงกับอึ้ง โดยเฉพาะสมศักดิ์ที่รู้สึกผิดไม่แพ้สา รำพึงเสียงแผ่วว่า

    “เราแค่รักกัน ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใคร”

    “ฉันไม่เคยลืมแววตาของเธอในวันนั้น วันที่เธอมาเห็นเราอยู่ด้วยกันที่นี่ วันที่เธอถูกคนที่เธอรักที่สุดทรยศ วันที่หัวใจของเธอแตกสลาย ฉันเห็นหน้าคุณทีไร ฉันก็เห็นหน้าของคุณหญิงโสภาด้วยทุกครั้ง ฉันลืมเธอไม่ได้ และคงไม่มีวันลืมไปจนชั่วชีวิต คุณยังคิดว่าเราจะอยู่ด้วยกันได้อีกหรือ”

    สมศักดิ์น้ำตารื้นอย่างกลั้นไม่อยู่ คร่ำครวญว่าตนผิดเอง ตนทำลายชีวิตพวกเธอทั้งสองคน

    “คุณวิทย์ ฉันอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว คุณช่วยพาฉันออกไปทีได้ไหมคะ”

    วิทย์ประคองสาออกไป ทิ้งสมศักดิ์ไว้คนเดียวในบ้านอันอ้างว้าง

    วิทย์พาสาไปที่บ้านของตน หาน้ำชามาให้เธอดื่มก่อนจะพูดคุยกันเรื่องเมื่อสักครู่ ซึ่งสายอมรับว่าตัวเองเลวเหลือเกิน และคาดว่าวิทย์รู้อย่างนี้แล้วคงนึกรังเกียจเธอ

    “คุณอุษาเคยอ่อนแอและพ่ายแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ แต่ความดีในใจก็ยังมีอยู่มาก ไม่อย่างนั้นคงไม่รู้สึกผิดมากขนาดนี้”

    “คุณมองโลกในแง่ดีจริงๆ”

    “ดวงจันทร์มีด้านมืดของมัน แต่มันก็ยังเป็นดวงจันทร์ที่งดงามอยู่เหมือนเดิม ผมอยากให้คุณอุษาลืมเรื่องนี้ไปซะ แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ ผมจะเป็นกำลังใจให้”

    “คุณวิทย์หมายความว่า...”

    “ผมเคยถามคุณเรื่องแต่งงาน แล้วเมื่อกี้ผมก็ได้รับคำตอบแล้ว...ว่าแต่ว่าคุณจะยังยืนยันคำตอบเดิมอยู่ไหม”

    “คุณวิทย์ไม่รังเกียจฉันหรือคะ”

    แทนคำตอบ วิทย์ลงนั่งคุกเข่าขอเธอแต่งงานทันที สาโถมเข้ากอดวิทย์ด้วยความดีใจ เหมือนได้ชูชีพที่จะช่วยให้รอดตาย ขณะที่วิทย์ยิ้มสุขใจ กอดตอบสาอย่างมีความสุข แต่คนที่มองเห็นเงาของทั้งคู่จากสนามข้างบ้านกลับมีสีหน้าตระหนกตกใจ อ้าปากค้าง

    เพียงเช้าวันรุ่งขึ้น ประตูบ้านวิทย์ก็ถูกวิภาเคาะระรัวเป็นตีกลอง โดยมีสมรที่เห็นภาพเมื่อคืนยืนอยู่ข้างหลัง

    วิทย์อยู่ในชุดนอนเดินมาเปิดประตู ถามพี่สาวว่าเอะอะไรแต่เช้า วิภาไม่ตอบ เดินอาดๆเข้าไปในบ้าน กวาดตาไปทั่ว เห็นกระเป๋าถือผู้หญิงกับหมวก ปรี่ไปหยิบชูขึ้นพร้อมตั้งคำถามว่าอยู่ไหน?

    “อะไรกันครับคุณพี่”

    “ผู้หญิงที่อยู่กับเธอเมื่อคืนนี้ อยู่ที่ไหน”

    วิทย์มองหน้าสมร รู้ทันทีว่าเป็นคนรายงาน หลังจากนั้นไม่นาน วิทย์เปลี่ยนชุดใหม่และพาสาออกมาพบพี่สาวที่นั่งเชิดหน้าวางมาดผู้ดี ส่วนสมรแอบอยู่ข้างหลัง ไม่กล้าสู้สายตาวิทย์

    “คุณอุษา นี่คุณพี่วิภาพี่สาวของผมครับ เธอเป็นเจ้าของบ้านนี้”

    สาลงนั่งยกมือไหว้อย่างงดงาม วิภารับไหว้อย่างไว้ตัว ปรายตามองสาหัวจดเท้า พอวิทย์แนะนำว่าเธอเป็นนางเอกละครที่คณะของตน วิภายิ่งทำท่ารังเกียจ พูดเหยียดหยันว่าพวกนางละคร

    สาสะอึก แต่พยายามข่มใจ วิทย์มองออกรีบอธิบายว่าเมื่อคืนสากลับบ้านไม่ได้ ตนเลยชวนให้เธอมาค้างที่บ้านเรา วิภาวางหน้านิ่ง แต่น้ำเสียงแสนเย็นชา

    “แค่ครั้งเดียวก็แล้วไป แต่วันหลังอย่าทำอีก”

    “ทำไมคุณพี่พูดอย่างนั้นล่ะครับ”

    “ก็พี่ไม่ชอบ โบราณเขาถือ”

    “ถือสาอะไรกัน ผมไม่เข้าใจ”

    วิภาเมินไม่ตอบ ไม่อยากพูดเรื่องสกปรก สมรเลยแจกแจงเสียเองว่า

    “คุณหนูขา...โบราณท่านว่าไม่ให้เอาพวกผู้หญิงอย่างว่าเข้าบ้านค่ะ มันจะเสื่อมศักดิ์เสื่อมศรี เทวดาอารักษ์ที่ปกปักรักษาท่านจะพากันหนี มันไม่เป็นมงคล”

    สาไม่พอใจลุกพรวดขึ้นตอบโต้ “นี่ว่าฉันเป็นอีพวกหยำฉ่างั้นหรือ”

    “หล่อนอย่ามาพูดคำนั้นในบ้านฉัน” วิภาตวาดกลับเสียงขุ่น วิทย์เห็นท่าไม่ดีรีบเน้นย้ำว่าสาเป็นเพื่อนของตนที่โรงละคร เธอเป็นสุภาพสตรี วิภาไม่ฟังแถมยังตอกหน้าให้ว่าสุภาพสตรีแบบไหนกันถึงมากอดกับผู้ชายถึงบ้าน

    “ถ้าอย่างนั้นผมก็จะขอกราบเรียนเสียเลย ที่มีคนเห็นว่าผมกับคุณอุษาทำอย่างนั้นก็เพราะว่าผมกับคุณอุษากำลังจะแต่งงานกันครับ”

    วิภากับสมรตกใจ แม้แต่สาก็อึ้งไปเหมือนกัน...อีกครู่ต่อมา วิภาเดินนำวิทย์กลับไปที่บ้านใหญ่ของตนเพราะไม่อยากทะเลาะต่อหน้าสา แต่มาระเบิดเสียงใส่น้องชายอย่างไม่ยินยอม

    “ข้ามศพพี่ไปก่อนเถอะ ยังไงพี่ไม่มีทางยอมให้เธอเอาแม่นางละครนั่นมาเป็นเมีย”

    “ผมตัดสินใจแล้ว คุณพี่ห้ามผมไม่ได้”

    “หัวนอนปลายเท้าก็ไม่รู้จัก เทือกเถาเหล่ากอเป็นใครไม่ทราบ จะแต่งงานกันเข้าไปได้ยังไง”

    “ความรักมันเป็นเรื่องของคนสองคนนะครับ”

    “เธอไม่เห็นแก่หน้าเจ้าคุณพ่อบ้างหรือไง”

    “ท่านตัดผมจากความเป็นลูกไปแล้วนี่ครับ”

    วิภาโกรธแทบเต้น แต่วิทย์ไม่สนใจ ยืนยันหนักแน่นว่าตนรักอุษาและจะแต่งงานกับเธอ

    “จะไม่มีการแต่งงานที่บ้านนี้” วิภายื่นคำขาด

    “งั้นคุณพี่คงไม่โกรธนะครับ ถ้าหากผมจะไม่เชิญ” วิทย์สรุปชัดเจนแล้วยกมือไหว้พี่สาวก่อนเดินออกไป

    วิภาทั้งโมโหและเสียใจแทบหมดแรงยืน สมรที่แอบฟังอยู่รีบเข้ามาบีบนวดเจ้านาย

    “สมรดูนะ วิทย์ไม่เคยแข็งข้อกับฉันแบบนี้”

    “คงนังผู้หญิงนั่นแหละค่ะ มันชักนำ เห็นลูกกะตามันไหมเล่าคะ ตามันสู้คนหยอกใคร”

    “วิทย์หลงมันหัวปักหัวปํา ห้ามก็ไม่เชื่อ ฉันจะทำยังไงดี”

    “น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือค่ะคุณขา ท่าทางอย่างนั้นคงอยู่กันไม่ยืดหรอกค่ะ เชื่อหมอนเถอะ รับรองก้นหม้อข้าวไม่ทันดำ” สมรฟันธง แต่วิภาส่ายหน้าไปมา ยังไงก็ทำใจรับน้องสะใภ้คนนี้ไม่ได้อยู่ดี

    ooooooo

    วิทย์ตัดสินใจแน่วแน่จดทะเบียนสมรสกับสาแล้วพากันมาเลี้ยงฉลองท่ามกลางพวกพ้องพี่น้องในคณะละครของมาลัยที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง

    ทุกคนแสดงความยินดีและอวยพรให้ทั้งคู่มีความสุขตลอดไป วิทย์ยิ้มสดใส แต่สามีแววกังวลจนมาลัยที่นั่งติดกันแอบกระซิบถามว่าทำไมหน้าตาเธอดูไม่สดชื่นเอาเสียเลย

    “ฉันกลัวว่าจะทำให้คุณวิทย์ต้องลำบากเพราะฉันน่ะค่ะ”

    “วิทย์เขาเป็นนักฝัน เพื่อที่จะบรรลุความฝันวิทย์ไม่เคยย่อท้อต่อความลำบาก คุณคือความฝันของเขา หลังจากแต่งงาน คุณกับวิทย์จะต้องเจออะไรอีกมาก ฉันหวังว่าความรักของคุณจะคุ้มค่ากับความลำบากของวิทย์นะ”

    มาลัยทิ้งท้ายกำกวม แล้วหันไปยิ้มเฮฮากับคนอื่น วิทย์ชื่นมื่น สายิ้มให้เขา แต่แอบกังวลใจอยู่ลึกๆ

    ตกเย็น วิทย์ตามสามาที่บ้านเช่าเพื่อเก็บข้าวของสัมภาระย้ายไปอยู่ด้วยกัน สาซึ่งยังไม่สบายใจเรื่องวิภา เอ่ยปากว่าพี่สาวของเขาคงไม่พอใจมาก

    “พี่วิภาแกหวงผม แรกๆก็คงต้องลำบากใจกันหน่อย แต่ผมเชื่อว่าความรักของเราจะชนะทุกอย่าง ห่วงก็แต่คุณอุษาจะทนไม่ไหว”

    “เรื่องเล็กค่ะ ฉันชินเสียแล้วกับการไปรักผู้ชายที่มีคนอื่นเป็นเจ้าของ จะว่าไปฉันไม่เคยมีใครที่เป็นของฉันเองจริงๆสักคน”

    สาหน้าเศร้า วิทย์สงสารดึงเธอมากอดแล้วชวนเข้าบ้านไปเก็บของ แต่พอทั้งสองเดินเข้ามาก็ชะงักตกใจเมื่อเห็นสมศักดิ์ในชุดเดิมกึ่งนั่งกึ่งนอนบนโซฟา ขวดเหล้าเปล่ากลิ้งอยู่กับพื้น ท่าทางเขาเหมือนคนอกหักปางตาย

    “คุณอุษา ผมภาวนาให้คุณกลับมา แล้วคุณก็กลับมาจริงๆ”

    สมศักดิ์ลุกขึ้นเดินมาจับมือสาด้วยความดีใจ แต่หญิงสาวดึงมือออกบอกว่าตนมาเก็บเสื้อผ้า พอเขาถามว่าจะไปไหน เธอตอบอย่างตัดเยื่อใยว่า

    “ฉันจะไปอยู่กับคุณวิทย์ เราแต่งงานกันแล้ว”

    สมศักดิ์อึ้งไปอึดใจด้วยความเสียใจ ก่อนร่ำร้องว่าไม่จริง วิทย์จึงยืนยันชัดๆว่าตนกับสาจดทะเบียนสมรสกันเมื่อบ่ายวันนี้เอง พูดจบก็เดินตามสาจะขึ้นไปเก็บของที่ชั้นบน สมศักดิ์ตามมาคว้ามือสาไว้ เอ่ยเสียงแหบแห้ง

    “แต่ผมเป็นผัวคุณนะ”

    “คุณเป็นผัวคุณหญิงต่างหาก เราสองคนถือว่าหมดความผูกพันกันเพียงแค่นี้ คุณไปตามทางของคุณ ฉันก็ไปตามทางของฉัน คุณหญิงเธอตายไปแล้ว ก็ขอให้ทุกๆอย่างมันตายตามคุณหญิงไปก็แล้วกัน”

    สาดึงมือออก เดินขึ้นไปชั้นบนกับวิทย์ สมศักดิ์สิ้นหวัง เจ็บปวดแทบน้ำตาตก แล้วไปดื่มเหล้าจนเมามายยิ่งขึ้นไปอีกก่อนจะมาที่ท่าเรือเพื่อกลับบ้านสวนของแป้นกับสุข แต่เรือลำนั้นออกไปเสียก่อน สมศักดิ์นั่งซึมนึกถึงถ้อยคำตัดขาดของสาแล้วยิ่งเสียใจ หยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ากางเกงออกมาดู น้ำตารื้นคิดถึงคุณหญิงโสภา แต่เพราะลมแรงพัดผ้าเช็ดหน้าปลิวหลุดมือ จึงลุกขึ้นไขว่คว้าแต่ซวนเซทรงตัวไม่อยู่ จมหายไปในสายน้ำทั้งที่มือยังกำผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นแน่น!

    ooooooo

    คืนนั้น สาเริ่มชีวิตคู่กับวิทย์ที่บ้านของเขา แต่เพราะวิทย์ไม่ประสีประสาเรื่องบนเตียง สาจึงต้องเป็น ฝ่ายเริ่มก่อนเพราะรำคาญลีลารักที่แสนจะสุภาพของเขา

    หลังจากวิทย์หลับสนิทไปแล้ว สากำลังเคลิ้มๆ ครึ่งหลับครึ่งตื่นเห็นเงาร่างสูงโปร่งทาบทับมาบนมุ้ง เธอลุกขึ้นเปิดมุ้งออกไปเห็นสมศักดิ์ยืนหน้าเศร้าสลด ตัวเปียกโชกตั้งแต่หัวจดเท้า

    สาตกใจแทบสิ้นสติ กรีดร้องเสียงหลงจนวิทย์สะดุ้งตื่น ถามว่าเป็นอะไร สาบอกแค่ว่าตนฝันแต่ไม่เล่ารายละเอียดให้เขาฟัง

    ส่วนที่บ้านสุขกับแป้น สองผัวเมียกำลังกางมุ้งเตรียมตัวนอน แต่อดบ่นถึงสมศักดิ์ไม่ได้ว่าหายไปสองคืนแล้ว สุขก็เลยฟันธงว่าเขาต้องไปอยู่กับสาอย่างที่ตนเคยท้าพนันกับแป้นไว้

    พลันมีเสียงตะโกนดังโหวกเหวกมาจากนอกบ้าน สองผัวเมียลุกออกไป แล้วต้องตกใจสุดขีดเมื่อคนเรือมาบอกว่าผู้ชายชื่อสมศักดิ์ที่อยู่บ้านลุงกับป้าจมน้ำตาย

    สุขรีบไปดูให้เห็นกับตาแล้วกลับมาเล่าให้แป้นฟัง จากนั้นหาทางส่งข่าวให้สารู้ก่อนเธอจะมาดูศพสมศักดิ์ในเช้าวันรุ่งขึ้นที่วัด โดยมีสุขกับแป้น รวมทั้งจรินทร์และโสภิตพิไลอยู่ในอาการเศร้าสลด

    “เขาว่าอยู่ดีๆ แกโดดลงน้ำไปค่ะ ค่ำแล้วน้ำมันเย็น แกคงจะเป็นตะคริว แล้วก็คงจะกินเหล้าเมามาด้วย เลยอีท่าไหนไม่รู้ จมน้ำไป”

    ฟังแป้นแล้วสาถอนใจ สุขยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยมาตรงหน้า บอกว่าตอนที่ตนไปดูศพสมศักดิ์เห็นในมือกำมันไว้แน่น ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นของใคร สารับมาพิศดูแล้วสะท้านไปทั้งตัว

    “ผ้าเช็ดหน้าของคุณหญิงโสภาค่ะ คุณหญิงปักให้คุณสมศักดิ์ตอนที่รักกันใหม่ๆ”

    “โถ...พ่อคุณ” แป้นรำพึง

    “คุณหญิงรักคุณสมศักดิ์มากนะคะ เธอคงรักของเธอจริงๆ เธอถึงมาเอาของเธอไป”

    แล้วค่ำนั้น ทุกคนกลับจากงานศพมาถึงบ้านแป้น ตลอดทางโสภิตพิไลนิ่งขรึมน่าสงสาร จรินทร์ชวนเข้านอนก็นั่งนิ่งไม่ไหวติง สาเข้ามาปลอบโยนก่อนชวนเด็กหญิงนอนด้วยกันคืนนี้

    “ป้าจะนอนเป็นเพื่อน ต่อจากนี้ไปป้าจะดูแลโสภิตเองนะลูกนะ เราจะไปอยู่ด้วยกันนะ”

    โสภิตพิไลส่ายหน้าแล้วลุกพรวดออกจากอ้อมกอดสา พูดเสียงแข็งว่า

    “ไม่! หนูไม่อยู่กับคุณป้า ไม่ชอบ”

    “โสภิต ไม่ได้นะไม่ได้ พูดแบบนี้กับคุณป้าได้ยังไง บาปกรรม” แป้นดุทั้งน้ำเสียงและสีหน้าจนเด็กหญิงหน้าเสีย สาสงสารรีบแก้แทน

    “อย่าไปว่าแกเลยค่ะพี่แป้น...โสภิตจ๋า ทำไมถึงไม่ชอบ คุณป้ารักโสภิตมากนะลูก รู้ไหม”

    “นั่นสิ คุณป้าทั้งสวยทั้งใจดี แล้วก็รักโสภิตมากกว่าใคร”

    สุขช่วยกล่อม แต่ดูจะไม่เป็นผล เพราะโสภิตพิไลสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

    “แต่คุณป้าทำคุณหญิงตาย ทำคุณพ่อตายด้วย”

    “อะไรนะโสภิต ไปเอามาจากไหน” สาละล่ำละลักถามหน้าตาตื่นด้วยความตกใจ โสภิตพิไลตาแดงเหมือนจะร้องไห้ ตอบชัดถ้อยชัดคำว่า

    “คนที่วัดบอก คุณป้าทำพ่อแม่หนูตาย หนูเกลียดคุณป้า” พูดจบก็วิ่งหนีเข้าบ้านไปทันที ทิ้งสาและทุกคนยืนตะลึงทำอะไรไม่ถูก

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "มุก" จูบ "เก้า" เม้าท์ทูเม้าท์ ดีไซน์สุดฮาท่าโดนไฟช็อตใน "บ้านสาวโสด" ตอนแรก

    "มุก" จูบ "เก้า" เม้าท์ทูเม้าท์ ดีไซน์สุดฮาท่าโดนไฟช็อตใน "บ้านสาวโสด" ตอนแรก
    27 ก.ย. 2563

    23:30 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2563 เวลา 00:32 น.