สมาชิก

อีสา-รวีช่วงโชติ

ตอนที่ 1

ปีพุทธศักราช 2459

ภายในโรงครัววังรวีวารของหม่อมเจ้าโชติช่วงระวี บ่าวไพร่มากมายทำหน้าที่ของตนอย่างตั้งใจและมีความสุข ยกเว้นสนคนเดียวที่ดูหลุกหลิกลุกลี้ลุกลนพิกลจนน่าสงสัย แต่แล้วเจิมก็คลายความสงสัยเมื่อสนบอกว่าตนปวดท้อง วานพี่เจิมเอายาสมุนไพรในหม้อที่กำลังเดือดจัดขึ้นไปให้หม่อมท่านแทนตนที
เจิมเชื่ออย่างที่สนกล่าวอ้าง โดยไม่รู้เลยว่าหญิงสาวรุ่นน้องกำลังจะหนีออกจากวังเพราะติดพันชอบพอกับพระเอกลิเกคนหนึ่งนอกวัง

ส่วนหม่อมท่านที่สนพูดถึงคือ “หม่อมพริ้ม” เธอให้กำเนิดลูกสาวสองคนซึ่งอยู่ในวัยน่ารักคือโศภีกับศุภลักษณ์ แต่ยังไม่มีลูกชายทั้งที่ท่านชายโชติช่วงระวีปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง นี่เองเป็นเหตุให้เจิมฐานะบ่าวคนสนิทของหม่อมพริ้มพยายามสืบหาตำรับยาดีต่างๆนานามาต้มให้นายกิน เพื่อที่ท่านจะได้มีลูกชายสมใจเสียที

ท่านชายต้องการลูกชายสืบสกุลรวีวาร แต่ทั้งหม่อมพริ้มเมียแต่งและหม่อมลำดวนเมียรองที่ไม่ได้มีพิธีรีตองก็ยังทำให้ท่านสมหวังไม่ได้ จนกระทั่งอีกหนึ่งปีผ่านไป หม่อมพริ้มท้องและคลอดลูกชายแต่เด็กก็มาตายเพราะตอนอยู่ในท้องรกพันคอเด็กแน่น

วันที่หม่อมพริ้มคลอดลูกชายเป็นวันเดียวกับที่สนท้องแก่กระเสือกกระสนหนีผัวลิเกกลับมาที่วังรวีวารเพราะทนความร้ายกาจของเขาไม่ได้ แต่ไม่นึกว่าสนจะมาตายต่อหน้าพวกเจิมหลังจากคลอดลูกสาวและฝากฝังไว้กับเจิมให้ช่วยเลี้ยงดู

ด้านท่านชายโชติช่วงระวีที่ต้องผิดหวังซ้ำซากไม่ได้ลูกชายสืบสกุลเสียที วันหนึ่งขณะที่หม่อมพริ้มยังอยู่ในช่วงอยู่ไฟหลังคลอด ท่านชายได้มาบอกกับเธอว่าตนพาคนมาให้เธอรู้จัก หม่อมพริ้มฟังแล้วสังหรณ์ใจวูบขึ้นมาทันที

อีกครู่ต่อมา สองฝ่ายก็ได้เห็นหน้าค่าตากันต่อหน้าท่านชาย

หญิงสาวหน้าตาสะสวย รูปร่างกะทัดรัดชดช้อยสองคนเดินเข้ามาในห้อง คนหนึ่งท่าทางเรียบร้อย อีกคนท่าทางดูแพรวพราวกว่า ทั้งสองอายุประมาณ 20 ปีต้นๆ คลานเข้ามานั่งที่พื้นตรงหน้าหม่อมพริ้มและก้มลงกราบอย่างนอบน้อม หม่อมพริ้มรับไหว้แล้วหันมองหน้าท่านชายเป็นเชิงถาม

“แม่นิ่มกับแม่น้อยเป็นหลานสาวของแม่เนื่อง ละครเก่าที่หม่อมแม่ของฉันเคยชุบเลี้ยงเอาไว้”

“จะโปรดให้ตั้งคณะละครหรือเพคะ”

“เปล่า ก็แค่คนเก่าคนแก่ เคยอุ้มชูกันมา พอแม่เนื่องตายก็เหมือนแพแตก ฉันเลยจะรับแม่นิ่มแม่น้อยมาอยู่ด้วยกันเสียที่นี่”

หม่อมพริ้มสังหรณ์ใจ มองหน้าสองพี่น้อง นิ่มซึ่งท่าทางสู้คนกว่ายิ้มตอบอย่างหยดย้อย ส่วนน้อยก้มหน้า ท่าทางขวยเขินละอายใจ

“อิฉันกับแม่น้อยไร้ญาติขาดมิตร โชคดีที่ท่านชายทรงเมตตา”

“แล้วท่านชายจะโปรดให้สองคนนี้อยู่ที่ไหนหรือเพคะ”

ท่านชายตอบตรงๆ สีหน้าปกติ ไม่ได้รู้สึกผิดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา

“ฉันรับปากแล้วไงว่าจะไม่ให้ใครขึ้นมาบนตำหนักใหญ่ ที่นี่เป็นที่ของแม่พริ้มคนเดียว แม่นิ่มแม่น้อยก็ไปอยู่เรือนข้างหลังเหมือนกับแม่ลำดวนนั่นแหละ”
หม่อมพริ้มอึ้ง เข้าใจชัดเจนจากคำตอบว่าท่านชายรับสองพี่น้องมาเป็นหม่อมคนใหม่...ได้แต่พยักหน้ารับรู้ เสียใจอยู่ลึกๆ เจิมมองหม่อมพริ้มอย่างเข้าใจและสงสาร

เมื่อเจิมกลับมาเล่าในวงกินข้าวพวกบ่าว ทุกคนต่างรู้สึกเช่นเดียวกับเจิม ยกเว้นจวนที่แย้งว่าหม่อมพริ้มเป็นเมียเอก เป็นคนเดียวที่ได้เสกสมรส ทรัพย์สินบริวารท่านก็ยกให้ดูแลเป็นสิทธิ์ขาด สบายกว่าคนอื่นเป็นไหนๆ

“ขึ้นชื่อว่าเมีย จะเจ้าหรือไพร่มันก็เหมือนกันแหละจวนเอ๊ย เสียทองเท่าหัว ไม่อยากจะเสียผัวให้ใคร”

“แหม...พี่เจิมก็พูดซะอย่างกับเคยมีผัวมาซักสิบคน”

“อีจวน อีปากตำแย แม่เอ็งสิมีผัวสิบคน” เจิมฉุนจัดยกเท้าถีบจวนกระเด็น

จวนเจ็บถึงร้องโอ๊ยและอาจสู้รบกันต่อไปถ้าไม่ได้ยินเสียงร้องของทารกดังขึ้นเสียก่อน...ป้าอาบเลยตะโกนด่าทั้งคู่ว่าทำให้เด็กตกใจ แต่หวนที่ช่วยเลี้ยงทารกร้องบอกมาว่า

“มันคงร้องเพราะหิวน่ะจ้ะป้าอาบ นังคนนี้มันกินเก่ง หิวทั้งวันเลย”

เจิมชี้หน้าจวนว่าฝากไว้ก่อน แล้วเดินไปอุ้มทารกเขย่าให้เงียบ อาบเดินตามมาพร้อมถ้วยใบเล็กใส่น้ำข้าว

“เอ้า กินซะ ดูๆก็น่าเวทนา เกิดมาแม่ก็ตาย ข้ากับนังหวนก็ได้แต่เอาน้ำข้าวกรอกปากเลี้ยงกันไป ก็ไม่รู้ว่าจะรอดไปได้ซักกี่น้ำ”

ฟังป้าอาบแล้วเจิมเวทนายิ่งกว่า ตัดสินใจอุ้มทารกน้อยไปหาหม่อมพริ้มในเช้าวันถัดมา

“ก็เลี้ยงมันไปเถอะ เจิมเอ๊ย นึกเสียว่าเอาบุญยังไงนังสนมันก็เคยเป็นคนของข้า”

“ถ้ามันไม่หนีตามไอ้พระเอกลิเกนั่นไป คงไม่อายุสั้นอย่างนี้ เวรกรรมเลยมาตกกับนังหนูนี่”

“มันเกิดมาได้กี่วันแล้วนี่”

“เจ็ดวันเข้านี่แล้วเจ้าค่ะหม่อม นังหนูมันเกิดมาเวลาเดียวกันกับที่คุณชาย...” เจิมไม่กล้าพูดต่อเพราะเกรงหม่อมพริ้มจะสะเทือนใจ แต่เปลี่ยนเป็นส่งเด็กให้เมื่อท่านพยักหน้าเชิงขออุ้ม

“เอ็งเสียแม่ ส่วนข้าก็เสียลูก เราสองคนโชคร้ายพอๆกัน”

ขาดคำของหม่อมพริ้ม เด็กร้องจ้าขึ้นมา เจิมจะเข้ามารับเด็กคืนแต่หม่อมกลับเบี่ยงตัวเข้าข้างฝา ปลดผ้าแถบลงให้เด็กกินนมจากอก เจิมถึงกับตะลึงคาดไม่ถึง และสุดปลาบปลื้มเมื่อได้ยินท่านสั่งว่าแม่นมที่ตนหาไว้เลี้ยงคุณชาย เอ็งให้มาเลี้ยงนังหนูคนนี้แทน

“แล้วนี่เอ็งตั้งชื่อมันหรือยัง เรียกแต่นังหนูๆ”

“ยังเจ้าค่ะ แต่ถ้าหม่อมจะเมตตา...”

“แม่มันชื่อสน ให้มันชื่อสาก็แล้วกัน”

เจิมขมุบขมิบปากทวนชื่อสาไปมา...ปลื้มใจในเมตตาของหม่อมพริ้มจนน้ำตาคลอ

ooooooo

10 ปีต่อมา...

สาเติบโตและแก่นแก้ว ชอบเล่นกับเด็กผู้ชายไม่กลัวอันตรายเหมือนเด็กหญิงทั่วไป โดยเฉพาะการเล่นน้ำในคลองหลังวัง สาชื่นชอบเป็นพิเศษ

วันนี้ก็เช่นกัน สาหนีงานในครัวไปโดดน้ำเล่นกับเด็กผู้ชายหลายคน แต่โกหกหวนว่าตำพริกกระเด็นใส่ตัวแสบจนทนไม่ไหวเลยขอไปล้างตัว

สาสนุกสนานและท้าทายเด็กผู้ชายแข่งขันกระโดดน้ำทั้งที่ตัวเองใส่ผ้าถุง แรกๆก็ไม่มีอะไร แต่นานไปผ้าถุงสาหลุดออกจากตัวทำให้เด็กผู้ชายส่งเสียงโห่ฮากันเอ็ดอึง สาต้องลอยคอในน้ำอยู่พักหนึ่งกว่าจะคว้าผ้าถุงมาสวมใส่แล้วรีบขึ้นจากน้ำวิ่งไล่กวดด่าทอพวกผู้ชายที่ตะโกนล้อตนก่อนว่า

“อีสาผ้าหลุด เห็นตูดดำปี๋”

“หยุดนะ ไอ้พวกปากหมา” สาแผดเสียงโต้แล้วหันซ้ายหันขวาก่อนคว้าท่อนไม้วิ่งไล่พวกนั้นไป

การต่อสู้เกิดขึ้นเมื่อสาฟาดท่อนไม้เข้ากลางหลังเด็กคนหนึ่ง แต่แล้วสาก็ถูกรุมจนเนื้อตัวหน้าตามอมแมมไปด้วยโคลนริมคลอง เดินร้องไห้กลับวังด้วยความเจ็บใจ

“ไอ้พวกหมาหมู่...คอยดู ซักวันกูจะเอาคืน คอยดู!”

สาเอามือเปื้อนโคลนเช็ดน้ำตายิ่งทำให้หน้าเลอะเป็นทาง พอลดมือลงก็ต้องชะงักอ้าปากค้างเมื่อเห็นท่านชายโชติช่วงระวีในชุดลำลองยืนอยู่ตรงหน้า สาลงนั่งยองๆกับพื้นทันที ท่านชายมองอย่างขำๆ

“นี่มันตัวอะไรกันนี่”

“สาเพคะ” เด็กหญิงตอบเสียงเบาหวิว

ท่านชายเดินเข้ามาทรุดตัวลงมองดูสาใกล้ๆ เด็กหญิงก้มหน้าไม่กล้ามองท่านตรงๆ แต่ยังเห็นท่อนแขนขาวผ่องและได้กลิ่นน้ำหอมจากตัวท่านกรุ่นมา

“ชื่อสารึเอ็งน่ะ ไปทำอะไรมา หน้ามอมเป็นแมวคราว” ท่านชายเอ่ยอย่างเมตตาปนขำ...สาเงยหน้า ท่านชายเห็นคราบน้ำตา ถามว่าโดนใครแกล้งมารึไง
สาได้ยินน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน รู้สึกเต็มตื้นในใจจนพูดไม่ออก ได้แต่พยักหน้า น้ำตาไหลออกมาอีก ท่านชายอมยิ้ม หยิบเหรียญออกจากชายพกและพูดอย่างเมตตา

“อย่าร้องไห้ วันนี้เอ็งเจอข้าถือว่าโชคดี เอาไป ข้าให้ ถือว่าทำขวัญ”

สาแบมือสั่นเทา ท่านชายโยนเงินใส่มือให้แล้วเดินออกไป เด็กหญิงมองตามท่านไป น้ำตาปริ่มด้วยความตื้นตัน

ooooooo

ความแก่นแก้วและดื้อรั้นของสาในวัยเริ่มสาวสร้างความหนักใจให้เจิมถึงกับไปรำพันให้หม่อมพริ้มฟัง พร้อมกันนี้ก็ถือโอกาสขอคำแนะนำว่าจะดูแลสาอย่างไรดี

“สามันดื้อเหลือเกินเจ้าค่ะ บ่าวเลี้ยงมันมาแต่เล็ก ไม่ใช่ลูกก็รักเหมือนลูก สาเองมันก็หน้าตาสะสวย บ่าวก็หวังจะปลูกฝังให้มันได้ดีกว่าแม่ของมัน”

“แต่ขืนเอ็งปล่อยให้มันเล่นหัวกับพวกเด็กผู้ชายอย่างนั้น อีกหน่อยเถอะนังเจิม ได้ฉีกผ้าอ้อมกันไม่ทัน”

“แล้วจะทำยังไงดีล่ะเจ้าคะหม่อม”

หม่อมพริ้มนิ่งไปอย่างครุ่นคิด แล้ววันต่อมาก็ให้เจิมพาสาไปยังเรือนหม่อมนิ่มหม่อมน้อย เพื่อเรียนวิชานาฏศิลป์ที่สองหม่อมถนัดนักหนา หม่อมน้อยมองสาอย่างพิเคราะห์ก่อนหันไปบอกหม่อมนิ่มว่า ปากคอคิ้วคางมันหมดจดดี หน่วยก้านพอจะหัดละครได้ แต่หม่อมนิ่มกลับคิดต่าง เข้ามาดูหน้าสาใกล้ๆแล้วยิ้มเยาะ

“แต่หน้ามอมแมม ขี้ไคลหนาเตอะเต็มบ้องหู อีสาเอ๊ย น้ำหน้าอย่างเอ็งเนี่ยนะ แค่นจะมาเป็นนางละคร”

หม่อมนิ่มไม่พูดเปล่า แต่เอานิ้วจิ้มหัวสาด้วยอย่างแรง สาเคืองถึงกับหน้างอ ตาวาววับอย่างคนไม่ยอมแพ้

หลังจากวันนั้น เจิมก็เริ่มขัดสีฉวีวรรณให้สาด้วยสมุนไพรหลายชนิด จนวันเวลาผ่านไปอีก 6 ปี สาจึงกลายเป็นสาวน้อยผิวพรรณผุดผ่อง หน้าตาสะสวย อีกทั้งเรียนร่ายรำได้อ่อนช้อยงดงามเป็นที่พอใจของสองหม่อมและแม่ครูผู้ฝึกสอน

หม่อมพริ้มเพิ่งจะได้เห็นสาใกล้ๆในวันที่เจิมพามาเฝ้า นอกจากรูปร่างและผิวพรรณที่สะดุดตาแล้วสายังกราบไหว้สวยงามจนได้รับคำชมจากหม่อม

“กราบสวยนี่ แม่นิ่มแม่น้อยเขาสอนเอ็งมาใช้ได้”

“สารำสวยด้วยค่ะหม่อม แม่ครูยังบอกว่าออกงานได้ไม่อายใคร” สาอวดตัวอย่างภาคภูมิใจ

“อย่าฝันไปเลยนังสา ที่ข้าให้นังเจิมพาเอ็งไปหัดรำก็แค่อยากให้เอ็งเลิกไปเล่นกับไอ้พวกเด็กผู้ชายก็เท่านั้น เอ็งโตเป็นสาวแล้วงานบ้านงานเรือนก็เรื่องสำคัญ ทั้งกับข้าวกับปลา เย็บเสื้อเย็บผ้า เห็นนังเจิมมันว่าเอ็งยังเอาดีไม่ได้สักอย่าง”

สาออกอาการไม่อยากฟัง หม่อมพริ้มสังเกตเห็นจึงเสียงดังกว่าเดิม

“เป็นผู้หญิงน่ะสวยอย่างเดียวไม่พอหรอกนะนังสา ความดีกับความงามมันต้องมาคู่กัน ไม่งั้นก็เข้าตำรา สวยแต่รูปจูบไม่หอม เอ็งเข้าใจไหม”

สาไม่เชื่อแม้แต่น้อย ในใจร่ำๆอยากจะเถียงหม่อมพริ้มแต่ไม่กล้า ได้แต่มาจีบปากจีบคอนินทาในวงข้าวที่โรงครัว

“ดูขนาดหม่อมสิ ทั้งดีทั้งงาม ท่านชายยังมีหม่อมเล็กหม่อมน้อยออกเต็มวังไปหมด จริงไหมป้าเจิม”

สิ้นเสียงของสา ฝ่ามือเจิมก็ฟาดลงที่หัวมันดังผัวะ สาถึงกับหน้าทิ่มเกือบสำลักข้าว

“นังสา ถ้าขืนพูดลามปามหม่อมอีกคำ ข้าจะตบให้ปากฉีกกินข้าวไม่ได้เลยเอ้า”

สาหน้าม่อยที่โดนป้าเจิมกำราบ แต่จวนกลับพูดยิ้มๆว่า “อีสาเอ๊ย น้ำพริกถ้วยเก่าต่อให้อร่อยขนาดไหน กินทุกวันมันก็ต้องมีเบื่อบ้าง”

“ไม่จริงเว้ย ท่านชายน่ะทั้งรักทั้งเกรงหม่อมพริ้ม แต่ที่มีคนอื่นอีกน่ะเพราะหม่อมพริ้มท่านมีแต่ลูกสาว แต่ท่านชายท่านอยากได้ลูกชายมาสืบสกุล” เจิมเถียงคอเป็นเอ็น

“แต่จะว่าไป เดี๋ยวนี้ท่านก็ไม่เด็จไปเรือนหม่อมนิ่มหม่อมน้อยแล้วนะจ๊ะป้าเจิม”

“เออ จริงของเอ็งว่ะนังหวน หลังๆมานี่เด็จแต่เรือนหม่อมลำดวน ไม่รู้ว่าเรือนนั้นมีดีอะไร”

เจิมตั้งข้อสังเกต จวนไม่พูดอะไรอีก แต่หัวเราะคิกคักแถมหน้าตามีพิรุธชวนให้สงสัย สาเลยดึงแขนจวนออกมาถามอย่างสนใจ

“อะไรน้าจวน...ไหน ขยายให้ฟังหน่อยซิ ว่าที่เรือนนั้นมีอะไร”

จวนไม่ตอบ เอาแต่ยิ้มไปมาอย่างอมภูมิ ทำให้สายิ่งอยากรู้

ooooooo

ในช่วงเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา หม่อมพริ้มให้กำเนิดลูกสาวแก่ท่านชายอีกสามคนคือโสภาพรรณวดี สิริพรรณราย และศรีลักษณา ซึ่งทั้งสามยังอยู่ในวัยเรียน ส่วนโศภีลูกสาวคนโตกับศุภลักษณ์คนรองออกเรือนไปแล้วแต่ก็ยังแวะเวียนมาหาหม่อมแม่และน้องๆ

ที่วังอยู่บ่อยครั้ง

คุณหญิงโสภาพรรณวดีวัยไล่เลี่ยกับสา เธอเรียนการเรือน เก่งงานบ้านงานเรือนเป็นที่ถูกอกถูกใจหม่อมแม่เหลือเกิน หม่อมพริ้มมีลูกสาวห้าคน จนใจไม่สมหวังเรื่องลูกชายเสียที ขณะที่ท่านชายพระชันษามากขึ้น ก็ยิ่งกังวลพระทัยกลัวจะไม่มีทายาทสืบสกุล

เรื่องนี้หม่อมพริ้มรู้สึกผิดไม่น้อย ส่วนหม่อมลำดวนก็ถือโอกาสชิงดีชิงเด่นดึงตัวท่านชายมาขลุกอยู่ที่เรือนแทบทุกวันด้วยการหาหมอนวดจับเส้นผิวขาวอวบอั๋นมาปรนเปรอท่าน เผื่อโชคดีมีลูกชาย หม่อมลำดวนก็จะได้ความดีความชอบไปด้วย แล้วหม่อมพริ้มก็จะหมดความสำคัญแม้เป็นเมียเอก

ด้วยความสงสัยว่าหม่อมลำดวนมีดีอะไรมัดใจท่านชาย สาจึงชวนหวนมาปีนต้นไม้แอบดูใกล้ๆเรือน พอเห็นท่านชายนัวเนียกับหมอนวดในห้อง แล้วท่านชายก็เห็นสาเต็มตา ทำให้สาสะดุ้งตกใจถึงกับหล่นจากต้นไม้ลงมา เป็นเวลาที่หม่อมลำดวนกับชดบ่าวคนสนิทเดินผ่านมาพอดี

สากับหวนถูกหม่อมลำดวนสอบสวนเพราะเข้าใจว่าทั้งคู่มาด้อมๆมองๆเพื่อจะขโมยของ พอสาปฏิเสธก็โดนหม่อมลำดวนตบจนหน้าหันโทษฐานปากแข็ง และอาจโดนตบซ้ำอีกฉาดถ้าหม่อมพริ้มไม่ส่งเสียงปรามเสียก่อน

“หยุดนะ แม่ลำดวน”

ทุกคนหยุดชะงัก หม่อมพริ้มเดินมาใกล้ ถามว่ามีเรื่องอะไรกัน ได้ยินเสียงเอ็ดอึง หม่อมลำดวนบุ้ยใบ้ไปทางสา หม่อมพริ้มมองหน้าสาอย่างเอาเรื่อง ก่อนเดินนำไปยังศาลากลางสวน โดยมีหม่อมนิ่มกับหม่อมน้อยที่ถูกพาดพิงตามมาสมทบด้วย

หม่อมลำดวนเข้าใจว่าสองหม่อมพี่น้องส่งสามาสอดแนมที่เรือนของตน จึงเกิดการทุ่มเถียงกันครู่หนึ่งก่อนที่หม่อมพริ้มจะคาดคั้นสาเอาคำตอบว่าไปแอบดูเองหรือว่ามีใครใช้ไป แต่สาอึกอักไม่ตอบ ทั้งหม่อมพริ้มและหม่อมลำดวนจึงขู่ฟ่อว่าจะสั่งเฆี่ยนสาเดี๋ยวนี้

“อย่าไปเฆี่ยนตีมันเลย” ท่านชายส่งเสียงเข้ามา ทุกคนท่าทีนอบน้อม แต่แล้วเปลี่ยนเป็นตกใจเมื่อได้ยินท่านเอ่ยต่อไป “ฉันบอกให้ก็ได้ อีสามันไปแอบดูฉัน”
สาตกใจกว่าทุกคน ท่านชายนั่งลงข้างหม่อมพริ้ม พูดแกมหัวเราะ

“ฉันกำลังนอนให้หมอจับเส้นอยู่เพลินๆ จะเคลิ้มหลับอยู่แล้ว หันมาเห็นอีสาอยู่บนต้นไม้ ตกใจเสียแทบแย่ นึกว่าตัวอะไร”

สาโล่งใจที่ท่านชายแก้ต่างให้ หม่อมพริ้มยังไม่วางใจ เอ่ยถามสาว่าอยู่ดีไม่ว่าดี ไปแอบดูท่านชายทำไม สาเลยอึกอักอีกคราไม่กล้าตอบ

“ท่าทางคงจะอยากเป็นหมอนวดมากกว่านางรำซะล่ะมั้ง รึไงอีสา” ท่านชายเปรยยิ้มๆ น้ำเสียงขำปนเอ็นดู “เอ็งโตเป็นสาวแล้วนะอีสา ปีนต้นไม้แอบดูเป็นเด็กๆไปได้ นี่ถ้าตกลงมาแข้งขาเกหมดสวยกันพอดี ระวังเถอะจะไม่มีใครเอา”

สาฟังท่านชายพูดเย้าก็ดีใจ ยิ้มเอียงอาย ตาเป็นประกายวิบวับโดยไม่ตั้งใจ หม่อมนิ่มกับหม่อมน้อยสบตากัน หม่อมพริ้มและหม่อมลำดวนเห็นอาการของท่านชาย ต่างไม่สบายใจ หวาดหวั่นอยู่ลึกๆ

หลังจากแยกย้ายกันกลับเรือน  หม่อมนิ่มก็วางแผนเอาชนะหม่อมพริ้มและหม่อมลำดวนด้วยการผลักดันสาให้ท่านชาย หากท่านพึงพอใจ และในอนาคตถ้าสามีลูกชายให้ท่านได้ หม่อมนิ่มและหม่อมน้อยก็จะได้รับความเมตตาไปด้วย ส่วนหม่อมพริ้มกับหม่อมลำดวนก็ตกกระป๋องไปตามระเบียบ

หม่อมนิ่มถือโอกาสให้สารำเป็นนางรจนาเสี่ยงพวงมาลัยในงานฉลองวันประสูติครบ 4 รอบของท่านชายซึ่งจัดขึ้นในวังอย่างยิ่งใหญ่ ท่านชายเห็นสาในชุดนางรำสวยงามราวนางฟ้าถึงกับตะลึงลานอุทานว่า

“อีสาหรือนี่...ใส่เครื่องรำแล้วสวยถึงเพียงนี้เชียวรึ”

ท่านชายตาวาววามพึงพอใจ หม่อมพริ้มที่นั่ง

ถัดไปนิ่งขึง รู้สึกว่าสิ่งที่ตนหวาดกลัวมาตลอดกำลังจะเกิดขึ้น

ooooooo

อีสา-รวีช่วงโชติ

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด