ตอนที่ 7
จนเช้าวันต่อมา เอมิกาพับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นด้วยสีหน้าครุ่นคิด สับสน เตือนตัวเองว่า
“ต่อไปนี้ เราต้องพยายามไม่เจอคุณตั้มอีก”
เวลาเดียวกันนั้น วเรศยังนอนอยู่ที่คอนโดฯ เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น เขาค่อยๆลืมตาแต่เปลือกตาหนักอึ้งจนลืมไม่ขึ้น เขาเอื้อมมือไปปิดนาฬิกาปลุก พยายามจะลุก แต่เวียนหัว หน้ามืดเหมือนเป็นไข้
เมื่อรู้สึกอาการแย่มาก วเรศโทรศัพท์ไปบอกพีรพลที่กำลังนั่งทานอาหารเช้ากับชื่นฤทัย อรวิลาส และหนูอ้อย โดยมีนากกับเอมิกาคอยรับใช้อยู่ ทุกคนจึงรับรู้พร้อมกัน
พีรพลเป็นห่วงจะพาไปหาหมอ วเรศบอกว่าตนทานยาแล้วนอนพักคงดีขึ้น พีรพลตามใจ แต่เรื่องที่กระทรวงฯไม่ต้องห่วงเดี๋ยวจะจัดการให้เอง
พอพีรพลวางสาย ชื่นฤทัยถามว่า “หลานตั้มเป็นอะไรมากรึเปล่า”
“เป็นไข้ แต่ดื้อ ไม่ยอมไปหาหมอ บอกว่าจะทานยาเอง นี่เดี๋ยวผมต้องเข้าอีเมล์หลานตั้ม พริ้นต์งานออกมา แล้วเอาไปส่งที่กระทรวงฯให้”
“คุณไม่ต้องไปที่กระทรวงฯ ให้น้องอรไปแทน” ชื่นฤทัยจัดแจง พีรพลบอกว่าอย่าเลยเพราะวเรศวานให้ตนช่วย
“งานง่ายๆแค่นี้ให้น้องอรทำก็ได้” ชื่นฤทัยตัดบท แล้วสั่ง “ชะเอม เดี๋ยวเธอสั่งป้าพิศทำข้าวต้มให้หลานตั้ม” หันไปบอกอรวิลาสอย่างอ่อนหวาน “พอ กลับจากกระทรวงฯ ลูกก็เอาข้าวต้มไปให้พี่เขา แล้วก็อยู่ดูแลพี่เขาซะนะลูกนะ” เสร็จแล้วบอกพีรพล “ส่วนคุณ...ขับรถให้ฉันกับหนูอ้อย เราจะไปช็อปปิ้งกัน”
หนูอ้อยดีใจจะได้ไปช็อปปิ้ง อรวิลาสอยากไปด้วย ถูกชื่นฤทัยตัดบทว่า
“ไม่ได้...” แล้วสั่งเอมิกา “ชะเอม...เดี๋ยวเธอไปเป็นเพื่อนคุณอร”
เอมิกาตกใจที่จะต้องไปเผชิญหน้าวเรศที่
เธอเพิ่งเตือนตัวเองอยู่หยกๆว่าต้องพยายามไม่เจอเขาอีก...
ooooooo
เมื่อสมพิศทำข้าวต้มเสร็จตักใส่กระติกยื่นให้เอมิกา เธอรับมาด้วยความรู้สึกลำบากใจจนนากถามว่าทำไมทำหน้าอมทุกข์อย่างนั้น สมพิศก็ถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า
“เปล่าจ้ะ...คงเป็นเพราะเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ...ฉันไปก่อนนะ” เธอถือกระติกข้าวต้มออกไป นากกับสมพิศมองตามอย่างสงสัย
วเรศแปลกใจเมื่ออรวิลาสมากับเอมิกาที่ถือกระติกข้าวต้มมาด้วย อรวิลาสบอกว่า
“พอดีคุณอาพีต้องพาคุณแม่กับหนูอ้อยไปทำธุระด่วน อรก็เลยเป็นคนเอางานของพี่ตั้มไปยื่นที่กระทรวงฯให้ แล้วก็นี่คุณแม่ฝากมาให้พี่ตั้ม อรวางไว้บนโต๊ะให้นะคะ” เธอรับกระติกข้าวต้มจากเอมิกาไปวางที่โต๊ะ
ถามไถ่อาการไข้ วเรศบอกว่าไข้ลดแล้วแต่ยังมึนๆอยู่ เธอบอกว่าถ้าอย่างนั้นจะอยู่เฝ้าเขาเอง
“ไม่เป็นไรอร พี่อยู่ได้”
“ไม่ได้หรอกค่ะ คุณแม่สั่งอรเอาไว้ให้ดูแลพี่ตั้ม
อย่างดีที่สุด ถ้าอรไม่ทำตามที่คุณแม่บอก อรถูกคุณแม่ดุแน่”
วเรศนิ่งไป มองเลยไปที่เอมิกาเห็นเธอมองอยู่ด้วยความเป็นห่วงพอดี เอมิกาตกใจรีบหันไปทางอื่น วเรศมองอย่างสงสัยกับท่าทีแปลกๆของเธอ
ooooooo
อรวิลาสกับเอมิกานั่งเฝ้าวเรศที่นอนหลับอยู่นาน อรวิลาสเริ่มเบื่อ ส่วนเอมิกายังคงนั่งอยู่กับที่อย่างสำรวม
ขณะที่อรวิลาสเริ่มทนไม่ได้นั่นเอง คิตตี้โทร.มาชวนไปเดินห้างกัน เธอดีใจมากนัดพบกับเพื่อนที่ห้างดัง
“คุณอรจะออกไปไหนไม่ได้นะคะ คุณชื่นสั่งให้คุณอรดูแลคุณตั้ม” เอมิกาติง ทั้งย้ำเตือนว่าเมื่อคุณชื่นสั่งให้ทำเธอจะโยนให้คนอื่นแบบนี้ ถ้าคุณชื่นรู้เข้า...
“แกก็ต้องห้ามทำให้คุณแม่รู้ ฉันจะหาเมื่อฉันเสร็จธุระกับเพื่อนแล้ว และฉันจะโทร.กลับมาที่นี่ เราจะได้กลับบ้านด้วยกัน” พูดแล้วเดินเฉิดฉายออกไป
วเรศมีไข้สูงมาก ตื่นขึ้นมาหิวน้ำจึงเอื้อมมือหยิบแก้วน้ำที่โต๊ะหัวเตียง หยิบพลาดแก้วตกแตก เอมิกาตกใจรีบวิ่งมาดู ถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เห็นเขาหน้าแดงอย่างมีไข้ เอ่ยขอโทษแล้วเอามืออังหน้าผาก เธอตกใจบอกว่าตัวร้อนมากจะพาไปหาหมอ เขาไม่ยอมไปบอกว่าทานยาเดี๋ยวก็หาย
ที่แท้วเรศกลัวหมอ เมื่อเขาทานยาอีกชุดหนึ่งแล้วล้มตัวลงนอน เอมิกามองอย่างเป็นห่วง บอกเขาว่ามีอะไรให้ตะโกนเรียก แล้วเดินออกไปนั่งข้างนอก
ooooooo
หลังจากวเรศหลับไปแล้ว เอมิกาลุกไปเตรียมผ้าและน้ำจะมาเช็ดตัวให้เขาเพื่อลดไข้ แต่ถือกะละมังมาไม่ทันถึงห้อง เธอก็ต้องตกใจมากเมื่อได้ยินเสียงเขาร้องลั่น
“อย่า...อย่า...อ...ย่...า...!!”
เธอวิ่งพรวดเข้าไปเห็นเขากำลังดิ้นอย่างแรงจนผ้าห่มตกจากเตียง
“คุณตั้ม...คุณเป็นอะไรคะ” เอมิกาวิ่งเข้าไปถึงขอบเตียง อารามรีบทำให้สะดุดขาตัวเองล้มคว่ำไปทับวเรศพอดี เธอตกใจมากแต่ไม่ทันทำอะไรก็ถูกวเรศผลักอย่างแรงจนหงายล้มก้นจ้ำเบ้า เธอร้องอย่างเจ็บปวดถามว่าผลักตนทำไม
“เธอจะปล้ำฉัน!”
เอมิกาโกรธมากถามว่าเห็นตนเป็นผู้หญิงแบบไหน ทำให้วเรศเริ่มได้สติ นิ่งคิด ถามตัวเองว่า “หรือว่าเราฝันไป...”
เมื่อตั้งสติคิดทบทวนแล้ว วเรศรู้ตัวว่าฝันไปจริงๆ เขาฝันว่าเธอจะมาปล้ำเลยดิ้นและร้องห้ามลั่นห้อง เอมิกาโกรธมากบอกว่าทีแรกจะมาเช็ดตัวให้ แต่แบบนี้ไม่เอา แล้ว เก็บกะละมังกับผ้าขนหนูจะออกไป
“เดี๋ยวสิชะเอม...ถ้างั้นเช็ดตัวให้ฉันหน่อยได้ไหม...” เขาทำเสียงอ้อน มองอย่างเว้าวอน เธอถามว่ามองทำไม “ก็...ไม่นึกว่าคนอย่างเธอจะทำอะไรแบบนี้เป็น เห็นโก๊ะๆ เปิ่นๆ ซุ่มซ่าม หยิบจับอะไรก็หล่น...”
วเรศพูดไม่ทันหมดก็ถูกเธอเข้ามาทุบ หยิกจนเข้าร้องอ้อนว่า “ฉันไม่สบายอยู่นะ รังแกคนป่วยเหรอ???”
เมื่อเธอยังงอนไม่เช็ดตัวให้ เขาอ้อนอีกว่ายังไข้สูงอยู่ไม่เชื่อลองจับหน้าผากดู แล้วคว้ามือเธอไปวางที่หน้าผากตัวเอง เอมิกาไม่ทันระวังตัว เธอเขินมาก รีบดึงมือออก แล้วเช็ดตัวให้แต่ไม่กล้าสบตาเขาที่มองอยู่ตลอดเวลา
ooooooo
อรวิลาสไปช็อปปิ้งกับคิตตี้ในห้าง คิตตี้ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนชวนคืนนี้ไปเที่ยวผับเปิดใหม่กัน เธอหันมาถามอรวิลาส เห็นเพื่อนลังเล คิตตี้ดักคอว่า
“อย่าบอกนะว่าต้องกลับบ้านก่อนห้าโมงเย็นเหมือนสมัยเรียนมัธยม...นี่แกยังเป็นลูกแหง่ติดแม่อยู่อีกเหรอ!?”
“ฉันไม่ได้เป็นลูกแหง่ ไปก็ไปสิ” อรวิลาสฮึดขึ้นมาตอบรับไปทั้งที่ใจคอไม่ดี
ooooooo
เมื่อได้เวลาอาหารกลางวัน วเรศเดินโผเผออกจากห้อง เอมิกาถามว่าเดินออกมาทำไม ตนกำลังจะยกอาหารเข้าไปให้
“ฉันไม่อยากนอนแล้ว มันเบื่อ...อ้อ...แล้วน้องอรหายไปไหน”
“เออะ...คุณอรมีธุระด่วนน่ะคะ ก็เลยออกไป แต่บอกว่าจะรีบกลับมา” เห็นวเรศเซไปนิดหนึ่งเพราะยังมึน เธอรีบเข้าประคองทำให้ใกล้ชิดกันมาก เธอเขินเบือนหน้าไปทางอื่นประคองเขาไปนั่งที่โต๊ะอาหาร “รอสักครู่นะคะ ฉันจะอุ่นข้าวต้มให้คุณทาน”
เอมิกาไปตักข้าวต้มจากกระติกใส่ชามเอาไปอุ่น เธอทำอย่างตั้งใจ วเรศมองด้วยแววตาอ่อนโยน
อุ่นอาหารเสร็จเอามาตั้งโต๊ะให้ เขาบอกให้เธอแบ่งไปทานเพราะทานคนเดียวไม่หมด เห็นเธออึกอักเขาย้ำว่า “เชื่อฉันสิ ฉันทานคนเดียวไม่หมดหรอก เอามานั่งทานด้วยกัน”
ระหว่างนั่งทานข้าวต้มกันสองคน ต่างคนต่างเขิน วเรศเผลอตักข้าวต้มร้อนๆเข้าปากถูกลวกปากจนร้อง เอมิกาพูดขำๆว่า
“ไข้นี่ทำสมองคุณรวนเหมือนกันนะคะ เห็นอยู่ว่าควันฉุย” พอเขาตัดพ้ออย่างน้อยใจ เธอโอ๋แล้วคนข้าวต้มให้ ตักขึ้นมาดูเห็นว่าอุ่นพอดีจึงยื่นให้ทั้งช้อน แทนที่เขาจะเอามือรับกลับอ้าปากรับ กลายเป็นเธอป้อนให้เขา เอมิกาตกใจรีบวางช้อนลงในชาม บ่นอุบอิบเขินๆว่า มือไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย
นั่งกันยังไม่ทันหายเขิน เอมิกาก็ได้รับโทรศัพท์จากอรวิลาส ฝ่ายนั้นพูดทันทีที่เธอรับสายว่า
“ไม่ต้องพูดชื่อฉันออกมา ไปหาที่เงียบๆคุยกับฉัน อย่าให้พี่ตั้มได้ยิน”
เอมิกาจึงต้องทำเป็นว่าในห้องสัญญาณโทรศัพท์ไม่ดีขอลุกไปคุยข้างนอก เธอตกใจมาก เมื่ออรวิลาส
บอกว่าคืนนี้จะไปปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ให้เธออยู่กับวเรศสองคน เอมิกาไม่สบายใจขอกลับก่อนได้ไหม
“ถ้าเธอกลับบ้านก่อน คุณแม่ก็รู้สิว่าฉันไม่ได้อยู่เฝ้าพี่ตั้ม ยังไงเธอกับฉันก็ต้องกลับบ้านด้วยกัน”
เอมิกากลุ้มใจมากเมื่ออรวิลาสบอกว่าเธอจะกลับประมาณห้าทุ่ม ซ้ำยังขู่ก่อนวางสายว่า
“อย่าให้คุณแม่รู้เด็ดขาดว่าฉันออกไปเที่ยวกับเพื่อน ถ้าคุณแม่รู้...เธอตาย!!”
เอมิกาเครียดจนเหงื่อแตก ควักผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ด เธอชะงักเมื่อเห็นเป็นผ้าเช็ดหน้าของวเรศที่ซักและเตรียมจะเอามาคืนเขา เลยเดินหน้าจ๋อยๆไปบอกเขาว่าแล้วจะซักเอามาคืนให้ วเรศบอกให้เธอเก็บไว้ใช้เลย ตนยังมีหลายผืน
แล้วก็มีเรื่องให้ต้องคิดหนักอีก เมื่อวเรศบอกว่าเขาดีขึ้นมากแล้วจะไปตรวจงานที่กระทรวง ซ้ำร้ายยังสั่งให้เธอไปกับเขาด้วย เอมิกาพยายามหว่านล้อมไม่ให้เข้าไป อ้างว่ายังไม่สบายจะขับรถได้อย่างไรพอเขาบอกว่าจะไปแท็กซี่ เธอก็พูดไม่ออก เลยได้แต่ภาวนาขออย่าได้เจอคนรู้จักที่กระทรวงเลย...
พอเดินเข้ากระทรวงเท่านั้น เอมิกาก็แทบช็อกเมื่อเห็นพี่ป๊อบกำลังเดินมาพอดี พี่ป๊อบมองเธออย่างสงสัยว่าลูกผู้ว่าฯอุทยานมาทำอะไรที่นี่ ส่วนเอมิกาก็รีบเบือนหน้าไปทางอื่นแล้วเดินแซงวเรศไปจนเขาถามว่าจะไปไหน ต้องไปทางนี้ ทำให้เธอจำต้องเดินตาม เอาตัวเขาบังตัวเองไว้
พี่ป๊อบมองอย่างสงสัยแล้วเดินตามไป เอมิกาคิดว่าคราวนี้ไม่รอดแน่ พลันก็หาทางเอาตัวรอดได้ เธอทำเป็นผงเข้าตาแล้วเอาตัววเรศบังไว้ ทำให้พี่ป๊อบมองไม่เห็น นึกว่าเธอเลี้ยวไปอีกทางจึงเดินแยกไป พอพี่ป๊อบแยกไปแล้วเธอก็หายเจ็บตาเป็นปลิดทิ้ง ลืมตาเห็นหน้าวเรศห่างหน้าตัวเองแค่ฝ่ามือกั้น พอสบตากันต่างก็เขินแล้วรีบเดินตามกันไป
เมื่อถึงห้องทำงาน วเรศให้เธอนั่งโต๊ะผู้ช่วย ที่เพิ่งลาออก และยังไม่มีคนมาแทน ส่วนเขาเดินเข้าห้องทำงานไป
ooooooo
นั่งโต๊ะผู้ช่วยได้เก้าอี้ไม่ทันร้อน ก็มีโทรศัพท์เข้ามา เหลือบมองไปทางวเรศเห็นเขากำลังคุยโทรศัพท์ติดพันอยู่จึงตัดสินใจรับแทน บอกปลายสายให้ฝากเรื่องไว้ก่อนพร้อมเบอร์ติดต่อกลับ เพราะคุณวเรศกำลังติดสายอยู่
เมื่อวเรศคุยโทรศัพท์เสร็จเดินออกมา เธอรีบพูดออกตัวว่าเห็นเขากำลังคุยโทรศัพท์เลยรับแทน พร้อมทั้งเอากระดาษสี่ห้าแผ่นที่จดผู้ติดต่อเข้ามา มีชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และเรื่องราวที่ติดต่ออย่างละเอียดยื่นให้เขา
“นี่ฉันทำอะไรผิดรึเปล่า หรือว่าก้าวก่ายหน้าที่ของคุณ ฉันขอโทษ” เอมิกาใจคอไม่ดี
“ไม่ต้องขอโทษ เธอไม่ได้ทำอะไรผิด ขอบใจ...”
วเรศทำงานเสร็จตอนบ่าย เขาจะพาเธอไปส่งที่บ้าน เอมิกาตกใจมากปฏิเสธวุ่นวายว่าไม่ต้อง จนเขาจับพิรุธได้ ถามว่ามีเรื่องอะไรปิดบังตนอยู่ใช่ไหม
วเรศซักถาม ดักคาด และคาดคั้นจนเอมิกาต้องบอกความจริงเรื่องอรวิลาสไปเที่ยวกับเพื่อนและปาร์ตี้ต่อให้ฟัง พร้อมทั้งขอร้องเขาอย่าแพร่งพรายเรื่องนี้ให้คุณชื่นรู้ วเรศจึงให้เธอรออรวิลาสที่คอนโดฯไปก่อน
ฝ่ายชื่นฤทัยเห็นว่าเย็นมากแล้วอรวิลาสยังไม่กลับ ปรารภกับพีรพลอย่างสบายอกสบายใจว่า วเรศจะประทับใจลูกเรามากขึ้นหรือเปล่าหลังจากลูกเราอยู่ดูแลมาทั้งวัน
“ผมไม่รู้ แต่ว่านี่มันเย็นมากแล้ว คุณควรโทร.ให้น้องอรกลับมาได้แล้ว ตั้มจะได้พักผ่อน” พีรพลยังเตือนว่าอรวิลาสกับเอมิกาเป็นผู้หญิง ถ้าใครเห็นออกจากห้องวเรศตอนค่ำมืดจะถูกมองในแง่ไม่ดี
ชื่นฤทัยกระฟัดกระเฟียดโทร.เข้ามือถืออรวิลาส
พวกเพื่อนๆที่กำลังลุ้นให้เธอดื่ม พอเธอปฏิเสธก็แกล้งแซวว่ากลัวแม่หรือ เธอเลยยกดื่มรวดเดียวหมดแก้ว พอชื่นฤทัยโทร.เข้ามือถือโชว์ว่า “แม่” เธอกลัวถูกเพื่อนแขวะอีกเลยไม่รับสาย
เมื่อโทร.เข้ามือถือลูกไม่รับสาย ชื่นฤทัยจึงโทร. เข้ามือถือเอมิกา ถามว่าทำไมน้องอรไม่รับสาย เอมิกาตกใจมากปดไปโดยอัตโนมัติว่า เพราะอรวิลาสกำลังคุยอยู่กับคุณตั้ม ชื่นฤทัยถามว่า หลานตั้มดีขึ้นหรือยัง พอรู้ว่าดีขึ้นแล้วก็สั่งให้ทั้งสองกลับบ้าน “จะได้ไม่รบกวนหลานตั้ม”
วเรศที่รู้เรื่องอรวิลาสแล้วและรับปากว่าจะช่วยไม่ให้ชื่นฤทัยรู้ ยื่นมือมาขอโทรศัพท์จากเธอพูดกับชื่นฤทัย
“คุณอาชื่นครับ พอดีผมกับอรกำลังดูหนังกันอยู่ ถ้าหนังจบเมื่อไหร่น้องอรจะกลับบ้านทันที”
ชื่นฤทัยยิ้มแก้มแทบปริ บอกพีรพลว่า นี่แสดงว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองกำลังเป็นไปด้วยดี พูดเพ้อๆว่า
“การดูแลกันยามป่วยไข้นี่มันได้ใจกันจริงๆ...”
วางสายจากชื่นฤทัยแล้ว วเรศบ่นว่าอรวิลาสไม่น่าทำแบบนี้เลย เธอขอเขาอย่าว่าอรวิลาสเลย เพราะเธอน่าสงสารมาก ถูกคุณชื่นบังคับทุกเรื่องแม้แต่เรื่องที่มาดูแลเขา อรวิลาสก็ไม่ได้เต็มใจมา ดังนั้นเมื่อพ้นสายตาแม่เมื่อไร เธอจึงทำอะไรตามใจตัวเองบ้าง บอกตรงๆว่าตนเห็นใจอรวิลาสมาก
“ถึงอรจะน่าเห็นใจ น่าสงสารยังไง อรก็ต้องรู้ว่า การโกหกพ่อแม่มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง”
“ฉันทราบค่ะ คุณตั้มอย่าไปดุเธอเลยนะคะ ฉันว่าอีกไม่นานคุณอรก็คงกลับมาแล้วล่ะค่ะ”
ที่แท้อรวิลาสกำลังเมาได้ที่ เธอประกาศกับ เพื่อนๆห้ามใครกลับก่อนเที่ยงคืน!
ooooooo
เอมิการออรวิลาสหลับโงนเงนอยู่บนโซฟา กลายเป็นวเรศต้องมาคอยดูแลประคองเธอไม่ให้ตกจากโซฟา ในยามที่เธอหลับนี่เอง ชายหนุ่มจึงได้มองหน้าเธออย่างเต็มตา เห็นถึงความหมดจดงดงามบนใบหน้า ทั้งจมูก ปาก คิ้ว คาง คอ ไล่ลงมา พอถึงต้นคอ เห็นกระดุมเม็ดแรกเธอหลุดคอเสื้อเปิดกว้างถึงไหปลาร้า เขากลับตกใจไม่กล้ามอง ลุกยืนไม่รู้ตัว...
จนดึกเอมิกาได้รับโทรศัพท์จากอรวิลาสบอกว่ามาอยู่ที่หน้าคอนโดฯแล้ว เธอบอกวเรศแล้วรีบลงไป
ooooooo
วเรศกับเอมิกาเดินลงมา ไม่เห็นอรวิลาสแต่ได้ยินเสียงกู่ทักเมาๆ ครึ้มๆ ทั้งสองเดินไปหา พอเข้าใกล้ก็ผงะ เอมิกาถามว่าเธอเมาหรือ อรวิลาสปฏิเสธเสียงอ้อแอ้ว่า “ม่าย...มาว...”
เมื่อเห็นอาการของเธอแล้ว วเรศเสนอว่าตนจะขับรถไปส่ง เอมิกาบอกว่าตนขับให้ก็ได้ เขามองอย่างแปลกใจถามว่าเธอขับรถเป็นหรือ เอมิกาสะอึกไปนิดหนึ่งแต่ก็แก้สถานการณ์ได้อย่างไร้พิรุธว่า
“เออ...ฉันเคยขับรถส่งของมาก่อน ฉันไปนะคะ” วเรศถามว่าแน่ใจหรือ “แน่ใจค่ะ คุณไปพักเถอะ คุณยังไม่หายดี แล้วก็อย่าลืมทานยาลดไข้อีกนะคะ จะได้ชัวร์ว่าไม่เป็นไข้อีก”
วเรศพยักหน้า เอมิการีบพาอรวิลาสไปขึ้นรถแล้วขับออกไปอย่างชำนาญ
แต่พอกลับถึงบ้าน อรวิลาสหลับไปแล้วปลุกอย่างไรก็ไม่ตื่น เอมิกากลัวใครมาเห็นเข้ารีบโทร.เรียกปองเทพมาช่วย
ทั้งสองช่วยกันหิ้วปีกอรวิลาสขึ้นไปที่ห้องนอนอย่างทุลักทุเล ทั้งเหนื่อยทั้งกลัวใครมาเห็น พอพาเข้าห้องได้ก็โล่งใจ
แต่ทั้งสองหารู้ไม่ว่าหนูอ้อยได้ยินเสียง เดินออกมาดูเห็นปองเทพกำลังอุ้มอรวิลาสเข้าห้องพอดี หนูอ้อยยิ้มสะใจที่จะเอาไปฟ้องคุณแม่
และที่อีกมุมหนึ่ง บรรจงซุ่มเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด พึมพำสะใจยิ่งกว่า “แกเสร็จฉันแน่นังชะเอม!”
ooooooo
หนูอ้อยเข้าไปในห้องนอนอรวิลาสแต่เช้า ตรง ไปดมๆตามตัวอรวิลาสที่ยังนอนอยู่ โพล่งออกมาว่า “กลิ่นเหล้า”
“แกอย่ามาพูดมั่วๆ” อรวิลาสลุกพรวดขึ้น หนูอ้อยเลยแฉว่าตนไม่ได้มั่ว ตนจะฟ้องคุณแม่ว่าพี่อรกินเหล้าและมีผู้ชายมาส่งที่ห้อง อรวิลาสตกใจกระโดดจากเตียงมาขวาง ถูกหนูอ้อยดักคอว่าถ้าไม่ได้เป็นอย่างที่ตนพูดแล้วมาห้ามทำไม
“เพราะฉันรู้ว่าแกกำลังจะสร้างเรื่องโกหกใส่ร้ายฉันให้คุณแม่ฟังน่ะสิ” อรวิลาสทำปากกล้าขวางหนูอ้อยไว้
ฝ่ายบรรจง พอเช้าก็แจ้นไปฟ้องชื่นฤทัยฉอดๆว่า ชะเอมนัดนายป่องคนใช้บ้านน้าแป๊ะมาพบกันตอนดึก ตนกลัวจะทำเรื่องเสื่อมเสียในบ้าน ชื่นฤทัยติงว่าไม่น่าเชื่อว่าชะเอมจะเป็นคนแบบนี้ พลันก็ได้ยินเสียงอรวิลาส กับหนูอ้อยโวยวายแว่วมา ชื่นฤทัยพูดอย่างระอาใจก่อนลุกไปว่า “เสียงน้องอรกับหนูอ้อย...เอาอีกแล้ว!”
พอไปถึงห้องนอนอรวิลาส เห็นหนูอ้อยกำลังจี้เอวอรวิลาสอย่างสนุกสนาน ส่วนอรวิลาสก็หัวเราะไปร้องห้ามไปจนแทบจะสำลักหัวเราะตาย ชื่นฤทัยสั่งหนูอ้อยให้หยุดเดี๋ยวนี้ ถามว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร
“พี่อรกินเหล้าแล้วพาผู้ชายเข้ามาในห้องค่ะคุณแม่” หนูอ้อยฟ้องทีเดียวสองเรื่องรวด อรวิลาสหยุดหัวเราะกึก หน้าเสียสุดๆ
เมื่อพากันไปที่ห้องรับแขก บรรจงเสนอหน้าไปนั่งใกล้ชื่นฤทัย มองเอมิกาอย่างสมน้ำหน้า
“ชะเอม...” ชื่นฤทัยเรียกเสียงเย็นเชียบ “เมื่อคืนที่พวกเธอกลับดึก เพราะยัยอรแอบไปเที่ยวไม่ได้อยู่กับหลานตั้มใช่ไหม” เห็นเอมิกาเหลือบมองอรวิลาสก็สั่ง “บอกฉันมาชะเอม ไม่ต้องกลัวโดนใครด่า”
เอมิกาตอบด้วยน้ำเสียงชัดเจนมั่นใจว่า อรวิลาสไม่ได้แอบหนีไปเที่ยว หนูอ้อยโวยวายทันทีว่าตนได้กลิ่นเหล้าไม่เชื่อให้คุณแม่ดมดู ชื่นฤทัยลุกไปดมตามตัว อรวิลาสกลั้นลมหายใจจนแทบขาดใจ กลัวกลิ่นเหล้าจะคลุ้งออกมา
ชื่นฤทัยถอยออกมาว่าตนไม่รู้ว่าไหนกลิ่นเหล้า ไหนกลิ่นตัว เพราะอรวิลาสยังไม่ได้อาบน้ำ หนูอ้อยยืนยันว่ามันต้องเป็นกลิ่นเหล้า
“คุณชื่นคิดว่าเด็กอย่างคุณหนูอ้อยจะรู้จักกลิ่นเหล้าเหรอคะ” เอมิกาถาม หนูอ้อยโพล่งออกมาทันทีว่าตนรู้จัก
“เงียบหนูอ้อย! เอาล่ะไหนอธิบายมาซิว่าทำไมเมื่อคืนถึงกลับดึกและยังใส่ชุดเดิม” ชื่นฤทัยมองหน้าอรวิลาส
เอมิกาชิงตอบแทนว่าเพราะหนังยาวสามชั่วโมงกว่าจะจบก็ห้าทุ่มระหว่างทางเจออุบัติเหตุรถติดยาวเป็นกิโลอีก อรวิลาสรับสนับสนุนทันทีว่าพอมาถึงตนเหนื่อยเลยผล็อยหลับจนถึงเช้า
หนูอ้อยโต้ว่าไม่จริง อรวิลาสหลับอยู่แล้วและมีผู้ชายอุ้มเข้ามา เอมิกาแย้งว่าหนูอ้อยตาฝาดกระมังเพราะตนเป็นคนอุ้มอรวิลาสเข้ามาเอง หนูอ้อยไม่รู้จะโต้อย่างไรเลยให้เอมิกาลองอุ้มอรวิลาสให้ดู
เอมิกาตัดสินใจสู้ตาย สูดลมหายใจลึกๆ รวบรวมแรงทั้งหมดอุ้มอรวิลาสขึ้นมา จนทุกคนมองกันตาค้าง หนูอ้อยยังโวยวายว่าไม่จริง เลยถูกชื่นฤทัยเอ็ดว่า
“พอได้แล้วหนูอ้อย เราจะใส่ร้ายพี่อรไปถึงไหน”
หนูอ้อยโมโหวิ่งออกจากห้องไป อรวิลาสจึงขอตัวไปอาบน้ำ ส่วนเอมิกาถูกชื่นฤทัยเรียกไว้ ถามว่าเธอกับคนใช้บ้านแป๊ะเป็นอะไรกัน เอมิกาบอกว่าเป็นคนรู้จัก ชื่นฤทัยถามอย่างจับผิดว่าเป็นเพื่อนทำไมต้องจับมือถือแขนกันด้วย
“มันไม่ใช่อย่างที่คุณแม่คิดหรอกค่ะ” อรวิลาสย้อนกลับมา เธอรับรองว่า “อรเอาหัวเป็นประกันได้เลยว่าชะเอมกับคนใช้น้าแป๊ะไม่ได้เป็นอะไรกัน เพราะคนใช้น้าแป๊ะเป็นตุ๊ดค่ะ”
เมื่อช่วยแก้ข้อกล่าวหาแล้ว อรวิลาสกับเอมิกาออกมาด้วยกัน เอมิกาขอบใจที่เธอช่วยตนไว้ อรวิลาสมองด้วยสายตาเป็นมิตร บอกว่าตนต่างหากที่ต้องขอบคุณเธอ ถามว่า “เธอช่วยฉันทำไมชะเอม”
เอมิกาชี้แจงว่าเพราะเชื่อว่าเธอไม่ใช่คนชอบเที่ยว ไม่ใช่คนชอบดื่มเห็นได้จากการจัดงานวันเกิดก็จัดกันที่บ้าน เครื่องดื่มก็ไม่มีแอลกอฮอล์ ทั้งยังนอนตั้งแต่
สามทุ่มทุกคืน เชื่อว่าที่เธอเมาเพราะถูกเพื่อนบังคับมากกว่า ชี้แจงแล้วเห็นอรวิลาสซึ้ง อึ้ง เอมิกาขอร้องว่า
“คุณอรคะ อย่าหาว่าฉันสอนเลยนะ ทุกคนเกิดมามีชีวิตเป็นของตัวเอง เรามีอิสระทางความคิด อย่าให้ใครมาบังคับเราได้”
พอเอมิกาจะเดินไป อรวิลาสบอกให้รอตรงนี้ ขอเวลาตนไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าสักครึ่งชั่วโมง
อรวิลาสพาเอมิกาเข้าไปที่ห้องครัว เจอบรรจงกำลังเลี้ยงส้มตำฉลองความสำเร็จที่เล่นงานเอมิกาได้ พอเห็นอรวิลาสมาสมพิศรีบลุกเอาเก้าอี้ให้นั่ง เธอบอกว่าไม่ต้องเพราะมาแป๊บเดียวเอง แล้วยืนประกาศกับทุกคนว่า
“ฉันขอให้ทุกคนรู้ไว้ว่า ชะเอมไม่เคยทำเรื่องเสื่อมเสีย โดยเฉพาะเรื่องผู้ชาย และคนใช้บ้านน้าแป๊ะก็เป็นเพื่อนสาวของชะเอมกับฉัน” ปากประกาศแต่หางตาไปทางบรรจงอย่างตั้งใจ ทำเอาบรรจงอ้าปากค้างข้าวเหนียวเต็มปาก
เอมิกาทำปากบอก “ขอบคุณนะคะ” แก่อรวิลาส เมื่ออรวิลาสไปแล้ว บรรจงคว้าจานส้มตำเททิ้งบอกว่าไม่ต้องกงต้องกินมันแล้ว ไม่วายหันจ้องหน้าเอมิกาอย่างแค้นใจ
ส่วนหนูอ้อยน้อยใจที่ไม่มีใครเชื่อตนไปนั่งเศร้าในสวน เอมิกาเข้าไปปลอบใจยอมรับว่าตนไม่สบายใจที่ต้องทำแบบนั้น หนูอ้อยลุกพรวดบอกว่าถ้าอย่างนั้นตนจะไปฟ้องคุณแม่
เอมิกาคุกเข่าขวางไว้ ขอร้องว่าขอให้หนูอ้อยสงสารอรวิลาสให้มาก เพราะหนูอ้อยมีทั้งคุณพ่อคุณแม่ แต่อรวิลาสมีเพียงคุณแม่ เธอคงกลัวคุณแม่จะรักหนูอ้อยมากกว่า ชี้ให้เห็นว่า อรวิลาสก็ไม่ได้มีความสุขเลยที่ทำไปอย่างนั้น
“หนูอ้อยก็ไม่มีความสุขเวลาที่ทะเลาะกับพี่อร”
“ในเมื่อทำแล้วไม่มีความสุข แล้วคุณหนูอ้อยจะทำไปทำไมล่ะคะ ยังไงซะ คุณหนูอ้อยกับคุณอรก็เป็นพี่น้องกัน ถึงจะคนละพ่อ แต่ก็มีสายเลือดจากแม่เดียวกัน รักกันไว้ไม่ดีกว่าหรือ” หนูอ้อยบอกว่าขอคิดดูก่อน ส่วนที่เอมิกาขอร้องอย่าไปฟ้องคุณแม่นั้น หนูอ้อยบอกว่า “ลืมไปแล้ว” เอมิกามองตามหนูอ้อยไปยิ้มออกมาอย่างสบายใจ...
ooooooo
เพราะเห็นถึงความสามารถและตั้งใจทำงานมีความรับผิดชอบของเอมิกา วเรศไปหาพีรพลกับชื่นฤทัยที่บ้าน ขอตัวไปเป็นผู้ช่วยตน พีรพลติงว่าถ้าเขาเปิดรับสมัครก็จะได้คนดีกว่านี้
“ผมยอมรับครับว่าเรื่องการศึกษาสำคัญ แต่...ผมอยากให้โอกาสชะเอม เท่าที่ผมเห็นผลงานของเขาที่ผ่านมา ผมว่าเขาไม่ธรรมดา แต่ที่เขาต้องมาเป็นแม่บ้าน เพราะยังไม่เคยมีใครกล้าพอที่จะให้เขาทำอะไรที่ใช้ความสามารถมากกว่านี้ ผมจึงอยากเรียนขออนุญาตคุณอาให้ชะเอมมาทำงานกับผมจะได้ไหมครับ”
เอมิกาตกใจผงะเมื่อชื่นฤทัยเรียกมาบอกเรื่องนี้ แต่ในที่สุดเธอก็ปฏิเสธไม่ได้ เมื่อชื่นฤทัยบอกว่าตนรับปากกับวเรศไปแล้วและพรุ่งนี้เขาจะมารับแต่เช้า
พวกที่เรือนคนใช้พากันแสดงความยินดีกับความก้าวหน้าและโชคดีของเธอ เอมิกาบอกว่าไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ บรรจงโพล่งออกมาว่า
“โชคร้าย!! พนันได้เลยว่าไม่เกินสามวัน แกโดนคุณตั้มเฉดหัวออกมาแน่ ฮ่าๆๆ” บรรจงหัวเราะลั่นสั่งให้จุ่นกิ๊กของตนหัวเราะด้วย นากโมโหลุกขึ้นด่าบรรจงว่าปากเสีย ปากไม่มีหูรูด แต่บรรจงไม่แยแสลอยหน้าเดินออกไป
เอมิกาคิดหนักว่าจะหาทางแก้ปัญหาอย่างไรดี แล้วก็คิดออก...
ดังนั้น รุ่งเช้าเมื่อวเรศมารับ ปรากฏว่าเธอป่วยไปไม่ได้ วเรศจะพาไปหาหมอ ทันใดนั้นสมพิศมาบอกว่ามีคนมาหาเอมิกา ที่แท้นงลักษณ์ในคราบนีโน่นั่นเอง มาถึงก็ขอรับเอมิกาออกไปเลย ความบังเอิญนี้ยังความสงสัย แก่วเรศมาก
นงลักษณ์พาเอมิกาไปที่กองถ่ายละคร เธอถามนงลักษณ์ว่าจะทำอย่างไรถึงไม่ต้องไปทำงานกับวเรศ นงลักษณ์ยื่นคำขาดว่าเธอต้องไปทำงานกับเขา และทำให้เขาเห็นว่าเธอเป็นผู้ช่วยเขาได้ เอมิกาฟังแล้วหนักใจ แต่เมื่อเป็นคำแนะนำของตัวช่วยที่ช่วยเธอให้รอดพ้นจากวิกฤติมาได้นักต่อนักแล้ว เอมิกาก็ไม่มีทางเลี่ยง
ooooooo
วันรุ่งขึ้น วเรศมารับไปทำงานอีกครั้ง เมื่อพาไปถึงกระทรวง เขาอดถามอย่างจับผิดไม่ได้เรื่องบังเอิญนีโน่แวะมาหาและพาเธอไปโรงพยาบาลเช้าวานนี้ เอมิกาพูดหน้าตาเฉยว่ามันเป็นความบังเอิญที่นีโน่ผ่านมาแถวนั้น
วเรศไม่ติดใจไล่เบี้ย เขาจะพาเธอไปกรอกใบสมัคร เอมิกาหน้าเสียเพราะถ้ากรอกใบสมัครต้องใช้บัตรประชาชน ความลับแตกแน่ๆ ถามว่าไม่กรอกใบสมัครได้ไหม เขาถามทำไม เธอพูดไปคิดไปว่า
“ก็...เอ้อ...คุณลองคิดดูนะคะ ถ้าฉันกรอกใบสมัครก็เท่ากับว่าฉันลาออกจากการเป็นคนใช้บ้านคุณชื่น แล้วถ้าเกิดฉันทำงานให้คุณไม่ได้ ฉันไม่ต้องกลายเป็นคนตกงานเหรอคะ...เอาเป็นว่า ฉันขอทดลองทำงานก่อน ถ้าคุณไม่ตกลงตามนี้ฉันคงต้องขออนุญาตไม่ทำ”
เหตุผลของเอมิกา ทำให้วเรศได้แต่ถอนใจ...
มาทำงานวันแรก หมูเพื่อนของวเรศก็แวะมาหาเขา พอเห็นเอมิกาก็ทำกะลิ้มกะเหลี่ยแนะนำตัวเองว่าชื่อมาร์คเป็นเพื่อนวเรศ แต่พอวเรศมาเจอเขาร้องทัก “อ้าวไอ้หมู” ทำเอาหมูอายสุดๆ บ่นลอดไรฟันว่า
“ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมว่าอยู่ข้างนอกให้เรียกมาร์ค หมูน่ะ...เอาไว้เรียกกันแค่สองคน”
วเรศพยักหน้าขำๆ แล้วสั่งเอมิกาขอกาแฟที่หนึ่งถามหมูว่าเอาไหม หมูเอาด้วยแต่ของตนไม่ใส่น้ำตาลเพราะเห็นหน้าน้องชะเอมก็หวานแล้ว เลยถูกวเรศดึงหูลากออกไป
หมูนั่งนึกอยู่ครู่เดียวก็ตบโต๊ะปังอย่างสะใจเมื่อนึกอะไรออก บอกวเรศว่า
“มิน่าว่าหน้าคุ้นๆ ที่แท้ก็น้องโคโยตี้นั่นเอง พอไม่แต่งหน้าแล้วโคตรหน้ารักเลยว่ะ คนใช้บ้านน้าแกมีแบบนี้อีกไหม อยากได้”
“ไอ้หื่น!!”
“หื่นที่ไหน ก็น้องเขาน่ารักจริงๆ ชื่ออะไรนะ ขออีกที” พอวเรศบอกว่าชะเอม ก็ขอเบอร์ ถูกวเรศปรามว่า
“อย่านะไอ้หมู ฉันรู้ว่าแกคิดจะทำอะไร”
“หนุกๆ น่าไอ้ตั้ม อย่าซีเรียส น้องเขาก็แค่คนใช้...”
“คนใช้ก็คน!!” วเรศขัดเสียงเข้ม “แกไม่มีสิทธิ์จีบทิ้งจีบขว้าง ถ้าแกไม่จริงใจกับเขา”
“ทำไมต้องหวงขนาดนี้ พฤติกรรมน่าสงสัย หรือจะเก็บไว้เอง” หมูหรี่ตาถามกวนๆ
“พูดอะไรไอ้หมู...แล้วก็ห้ามยุ่งกับชะเอมเด็ดขาด” พูดแล้วรีบหันหน้าไปทางอื่นให้พ้นสายตาของหมูที่มองอย่างสงสัย เขาแอบถอนใจเมื่อเริ่มรู้สึกสับสนในตัวเอง
ฝ่ายเอมิกา หาทางทำให้วเรศไม่เอาตนมาช่วยงาน ชงกาแฟเลยเอาเกลือใส่แทนน้ำตาล ยิ้มสะใจก่อนยกออกไป
ooooooo
เมื่อบรรยากาศเริ่มคลายเครียด หมูถามว่านึกยังไงถึงเอาน้องเขามาเป็นผู้ช่วย จะไหวหรือ?
“ชะเอมเป็นคนมีความสามารถ ถึงแม้จะเป็นคนแปลกๆ แต่ฉันไม่สน ถ้าทำงานได้ ฉันก็พร้อมจะให้โอกาส”
ยิ่งฟังเหตุผลของวเรศ หมูก็ยิ่งสงสัย พอดีเอมิกาเอากาแฟมาเสิร์ฟ หมูส่งสายตาพูดหวานหยดย้อย
“ขอบใจนะจ๊ะน้องชะเอม”
วเรศแกล้งกระแอม ส่วนเอมิการีบขอตัวออกไป ก่อนที่ทั้งสองจะดื่มกาแฟรสเค็มจัด
พอทั้งสองยกกาแฟดื่ม ต่างพ่นออกมาแทบไม่ทัน มองหน้ากันเหยเก หมูถามประชดว่านี่หรือคนที่มีความสามารถ ขนาดชงกาแฟน้ำตาลกับเกลือยังแยกกันไม่ออกเลย
จนบ่าย วเรศเรียกเอมิกาเข้ามาพบ เธอสูดลมหายใจลึกๆ เตรียมรับสถานการณ์เต็มที่ เข้าไปเห็นเขานั่งมองนิ่งๆ
“จะเรียกฉันเข้ามาดุเรื่องกาแฟเมื่อเช้าใช่ไหมคะ”
“เรื่องแค่นี้ฉันไม่ดุหรอก เดี๋ยวจะมีแขกฝรั่งมา แต่ฉันต้องไปคุยงานกับท่านรัฐมนตรี ฉันอยากให้เธอช่วยรับรองเขาแทนฉันไปก่อน”
“ได้ค่ะ” เอมิการับคำทันทีอย่างแข็งขัน แววตามีแผนการ...
ooooooo
เมื่อฝรั่งมาตามเวลา เอมิกาไปต้อนรับตามที่วเรศสั่งไว้ ฝรั่งทักอย่างกระตือรือร้น
“Hello, How do you do?”
“แอม ควาย แต้งกิ้ว”
ฝรั่งมองงงๆ แต่ก็ยังยิ้มให้ เธอผายมือบอกเขา “sit sit นั่งๆ” แล้วยิ้มแฉ่ง ฝรั่งพยายามชวนคุย ถามเป็นภาษาอังกฤษว่า “เธอทำงานกับคุณตั้มมานานแล้วเหรอครับ”
“ฮ่าๆๆๆๆ” เอมิกาแกล้งหัวเราะร่าทำเป็นไม่เข้าใจ ฝรั่งถามว่าเธอหัวเราะอะไร เธอก็ยิ่งหัวเราะ จนฝรั่งทำหน้าไม่ถูก
พอวเรศเสร็จธุระกลับมา ฝรั่งซุบซิบๆอะไรกับเขา วเรศหันมองเอมิกาแล้วเอามือตบแขนฝรั่งเชิงขอโทษ ฝรั่งยักไหล่แบบไม่เป็นไร แล้วก็พากันเข้าไปนั่งคุยในห้องทำงาน
“อีตาฝรั่งต้องด่าเราให้คุณตั้มฟังอยู่แน่ๆ” เอมิกาทำท่าเยส!...อย่างสมใจ
ooooooo
เมื่อฝรั่งไปแล้ว วเรศเอาเอกสารมาให้ สั่งหน้านิ่งๆว่า
“อีกครึ่งชั่วโมง ฉันต้องประชุมกับท่านรัฐมนตรี มีการประชุมสามวาระ เรื่องการจัดงานพืชสวนเมืองหนาว เรื่องการประชาสัมพันธ์ และเรื่องวันแถลงข่าว มีคนเข้าประชุมทั้งหมด 5 คน เตรียมเครื่องจอโปรเจกเตอร์ในห้องให้ด้วย ฉันต้องใช้ เข้าใจที่ฉันสั่งใช่ไหม”
“ค่ะ” ตอบทันทีแล้วเดินออกไปอย่างมั่นใจมาก
เมื่อถึงเวลาประชุม ทุกคนมากันพร้อมแล้ว วเรศแจกเอกสารการประชุมให้กับท่านรัฐมนตรีซึ่งเป็นคุณลุงของเขาและผู้ร่วมประชุมทุกคน แจ้งแก่ที่ประชุมว่า
“การประชุมวันนี้ จะแบ่งเป็นสามเรื่องด้วยกัน ผมจะฉายข้อมูลทางโปรเจกเตอร์ จะได้เห็นไปพร้อมกัน”
แต่พอเขาเปิดโน้ตบุ๊ก ปรากฏว่าไม่มีภาพบนจอ ทุกคนมองหน้ากันอย่างแปลกใจ วเรศเช็กเครื่องจึงพบว่ายังไม่ได้ต่อสาย เขาไม่พอใจมาก บอกที่ประชุมให้รอสักครู่แล้วจัดการต่อสาย อึดใจเดียวภาพก็ปรากฏบนจอ
“เรื่องแรก...เรื่องการจัดงานพืชสวนเมืองหนาว ตามเอกสารชุดที่ 1”
ผู้ร่วมประชุมต่างเปิดดูเอกสารแล้วชะงัก ท่านรัฐมนตรีถามว่า
“วเรศ...ทำไมเรื่องการประชาสัมพันธ์ถึงมาอยู่หน้าที่ 2 ของเรื่องการจัดพืชสวนเมืองหนาว แล้วเรื่องวันแถลงข่าวก็มาอยู่แผ่นสุดท้าย”
วเรศอึ้ง พลิกเอกสารดูก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แม้จะโกรธมากแต่เขายังสงบ เอ่ยขอโทษ บอกทุกคนให้ดูที่จอโปรเจกเตอร์ก็แล้วกัน
ooooooo
ปองเทพร้อนใจที่ไม่เห็นเอมิกา เขาไปด้อมๆ มองๆแถวบ้านชื่นฤทัย เจออรวิลาสเข้าโดยบังเอิญ เลยทำทีมากวาดใบไม้ เลียบเคียงถามอรวิลาสจนรู้ว่า เอมิกาไปเป็นผู้ช่วยวเรศที่กระทรวง ก็แทบอยู่ไม่ติด
เมื่ออรวิลาสเดินไปแล้ว ปองเทพพึมพำอย่างว้าวุ่นใจ...
“วันก่อนก็อยู่กับคุณตั้มที่คอนโดสองคน วันนี้ก็ไปทำงานกับคุณตั้มอีก แถมยังไม่บอกเรา...ทำไมเอมถึงไม่บอกเรา...หรือเอมกับคุณตั้มจะ...จะ...ไม่นะ...เราจะเสียเอมไปไม่ได้เด็ดขาด ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว”
ปองเทพคิดหนัก แล้วก็นึกอะไรออก ยิ้มอย่างหมายมาด พึมพำ “คุณอร...”
ไวเท่าความคิด ปองเทพเดินตามอรวิลาสไป เสนอว่าให้เธอซื้ออาหารกลางวันไปให้คุณตั้มที่ทำงานดีไหม อรวิลาสถามงงๆว่า “นายเป็นอะไรของนาย!! มาบอกให้ฉันซื้ออาหารไปให้พี่ตั้มทำไม”
ปองเทพบอกว่าเพื่อทำให้วเรศประทับใจ ถูกเธอซักไซ้มากมาย เลยพูดตรงๆว่า
“คือ...ที่ผมให้คุณอรเอาอาหารไปให้คุณตั้ม เพราะผมรู้ว่าคุณชื่นหมายมั่นจะให้คุณอรกับคุณตั้มลงเอยกัน แต่ถ้าคุณอรรออยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรแบบนี้ คุณตั้มไม่มีทางชอบคุณอรหรอกครับ” พออรวิลาสเริ่มคล้อยตาม เขาปั่นอารมณ์ต่อทันที “ผู้ชายชอบผู้หญิงที่ดูแลเอาใจใส่ โดยเฉพาะรายละเอียดเล็กๆน้อยๆแบบนี้ ผมรับรองเลยนะครับว่าคุณอรจะได้ใจคุณตั้มไปเต็มๆ” เห็นอรวิลาสสนใจแต่ยังลังเล เขารีบเสนอ “เดี๋ยวผมจะไปเป็นเพื่อนคุณอรเอง”
กล่อมเธอจนสำเร็จ จากนั้นก็พากันไปซื้ออาหาร บ่ายหน้าไปกระทรวงให้ทันเวลาเที่ยง แต่อรวิลาสยังกังวลว่ามาโดยไม่ได้บอกวเรศก่อนมันจะดีหรือ
“ดีสิครับ คุณตั้มจะได้เซอร์ไพรส์ รีบไปเถอะครับคุณอร”
ooooooo
หลังการประชุม วเรศเรียกเอมิกาเข้าไปในห้องทำงาน เขาตำหนิเธออย่างหนัก ที่วันนี้ทำงานพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย ทั้งเรื่องที่คุยกับฝรั่งไม่รู้เรื่อง ทั้งที่วันก่อนคุยกับฝรั่งข้างห้องได้เป็นอย่างดี ที่หนักหนาสาหัสกว่านั้นคือ งานเตรียมการประชุม เธอทำให้เขาเสียหายมาก
“ฉันสั่งงานเธอชัดเจน พอสั่งจบ ฉันก็ถามว่าเธอเข้าใจรึเปล่า เธอบอกว่าเข้าใจ แต่เธอกลับทำผิดพลาดอย่างแรง โดยการเรียงเอกสารผิด แถมยังไม่เตรียมโปรเจกเตอร์ให้ฉัน!!”
แทนที่เอมิกาจะตกใจ เธอกลับพอใจ บอกเขาสบายๆว่า “ถ้าคุณจะไม่ให้ฉันทำต่อ ฉันโอเค...”
เจอไม้นี้เขาก็เสียงอ่อนลงว่า “อาจเป็นเพราะเธอมาทำงานวันแรก เลยยังปรับตัวไม่ได้ ฉันจะให้โอกาสเธออีกครั้ง”
“คุณไม่จำเป็นต้องให้โอกาสฉันเลยนะคะ อย่าให้ฉันเป็นตัวถ่วงคุณเลยค่ะ”
“เธอไม่ได้เป็นตัวถ่วง...” เอมิกาฟังแล้วเซ็ง วเรศนึกว่าเธอหมดหวัง เขาจับบ่าเธอให้กำลังใจ “เริ่มต้นใหม่ฉันเชื่อว่าถ้าเธอตั้งใจเธอต้องทำได้”
ความจริงใจของวเรศ ทำให้เอมิการู้สึกผิดขึ้นวูบหนึ่ง ทันใดนั้น อรวิลาสกับปองเทพผลักประตูเข้ามาเห็นพอดี ทั้งสองฝ่ายต่างชะงัก เอมิกาอึ้งที่ปองเทพมาถึง ที่นี่ ส่วนอรวิลาสรับอาหารจากปองเทพ ฉอเลาะน่ารักว่า
“อรเอาอาหารมาส่งค่ะ”
ว่าแล้วก็เอาอาหารมาจัดวางบนโต๊ะ วเรศถามว่าทำไมเอามาเยอะอย่างนี้ เธอบอกว่าไม่รู้ว่าเขาชอบทานอะไรเลยซื้อหลายๆอย่าง
“ถ้าอย่างนั้นก็อยู่ทานด้วยกัน พี่ทานคนเดียวไม่หมดหรอก” อรวิลาสยิ้มดีใจ เขาหันไปชวนเอมิกากับปองเทพ นั่งทานพร้อมกันด้วย
“ไม่เป็นไรครับ ผมออกไปหาอะไรทานกับชะเอมเอง...ไปชะเอม” เขาจับแขนเธอพาออกไปแบบไม่ให้เธอได้ทันตั้งตัวเลย
ooooooo
ปองเทพตัดพ้อต่อว่าเอมิกามากมายที่เธอมาทำงานกับวเรศโดยไม่บอกตน เธอบอกว่าจะบอกอยู่แต่ยังไม่มีเวลา เตือนเขาให้มีเหตุผลหน่อย
“ไม่มีเวลาหรือไม่อยากบอกกันแน่ เอมอย่ามาบอกว่าเราไม่มีเหตุผล การที่ต้องเห็นแฟนตัวเองอยู่กับ ผู้ชายอื่นตลอดเวลา ถ้าเอมเป็นเรา เอมจะอยู่เฉยได้เหรอ เราเริ่มจะทนไม่ไหวกับสิ่งที่เอมทำอยู่แล้วนะ ถ้าเราจะขอให้เอมเลิกเป็นคนใช้ เอมจะทำเพื่อเราได้ไหม”
“ไม่ได้! ป่องลืมไปแล้วเหรอว่านี่เป็นความฝันของเรา ถ้าป่องทนไม่ไหว ป่องก็ลาออกไปซะ เราเองก็ไม่ได้ขอให้ป่องมาอยู่เป็นเพื่อนสักหน่อย”
แต่นาทีนี้ ปองเทพทนไม่ไหวแล้วจริงๆ เขาเดินกลับไปในกระทรวงหมายจะบอกวเรศให้รู้ว่าแท้จริงแล้วเอมิกาเป็นใคร เพื่อเรื่องจะได้จบเสียที
“ป่อง...อย่านะ!” เอมิกาตกใจมาก พยายามยับยั้งเขา รีบตามไป แต่ถูกคนงานกลุ่มหนึ่งเดินตัดหน้า พอคนงานเดินไปหมด ปองเทพก็หายไปแล้ว เอมิกาแทบช็อก รีบขึ้นไปที่ห้องทำงานของวเรศ
ปองเทพผลักประตูผัวะเข้าไป ถูกอรวิลาสแว้ดใส่ว่าจะเข้ามาทำไมไม่เคาะประตูก่อน ปองเทพตกใจพูดอึกอักว่า ตนมีเรื่องจะบอก ทันใดนั้น เอมิกาตามมาถึง ปองเทพชะงัก วเรศถามว่ามีเรื่องอะไรก็พูดมา
พริบตานั้น เอมิกาตบหน้าเขาเพี๊ยะ! บอกว่าตบมด แล้วตีหัวเขาซ้ำอีกเพราะเห็นมดไต่บนหัวเขา เธอตีเอ๊า...ตีเอาจนปองเทพร้องลั่น “โว้ยยยย...หยุด...หยุด...เล่นตีกระหน่ำขนาดนี้มันคงตายแล้วล่ะ”
พอเอมิกาหยุดตีทั้งสองก็เห็นวเรศกับอรวิลาสมองอึ้งอยู่ เอมิการีบเชิญให้ทานข้าวกันตามสบาย แล้วจะพากันออกไป วเรศเรียกปองเทพถามว่า “เมื่อกี้นายบอกว่ามีเรื่องจะบอก เรื่องอะไร?”
“ผมลืมไปแล้วครับ ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร” ปองเทพ โดนตบจนสมองรวน แล้วทั้งคู่ก็พากันออกไป
ooooooo
กลับถึงบ้าน เอมิกาต่อว่าปองเทพอย่างรุนแรง เขาขอโทษ ยอมรับว่าตนผิด เอมิกาบ่นว่ายังไม่ทันฟังตนอธิบายก็ใส่กันไม่หยุด บอกความจริงกับเขาว่า
“เราไม่ได้เต็มใจจะไปทำงานกับคุณตั้ม และตอนนี้เราก็กำลังพยายามจะทำให้คุณตั้มเลิกจ้างเราอยู่” พูดแล้วถามว่า “สบายใจยัง”
ปองเทพยอมรับว่าตนทำไปเพราะความหวง กลัวจะเสียเธอไป ขอให้ยกโทษให้ด้วย เอมิกาบอกว่าครั้งนี้เขาผิดมาก ทำโดยไม่คิดถึงตนเลยสักนิด ปองเทพถามว่าแล้วจะให้ทำอย่างไรเธอถึงจะหายโกรธ
“ไว้นึกออกแล้วจะบอก” เอมิกากั๊กไว้
บรรจงแอบได้ยิน พึมพำว่า “ไหนว่าป่องเป็นเกย์??” ยิ้มอย่างสะใจที่ได้ข้อมูลเด็ด แต่พอไปเล่าให้บรรดาคนใช้ด้วยกันฟัง กลับไม่มีใครเชื่อ นากบอกว่าที่ไม่เชื่อเพราะบรรจงชอบใส่ร้ายชะเอม บรรจงเสียหน้า เจ็บใจ หันไปบังคับให้จุ่นเชื่อ บอกจุ่นอย่างอาฆาตว่า
“พี่จุ่นคอยดูก็แล้วกัน ฉันต้องหาหลักฐานมาเล่นงานนังชะเอมให้ได้”
ooooooo
รุ่งขึ้น เอมิกามาทำงานตามปกติ วเรศเอาหนังสือ มาให้พิมพ์ เธอบอกว่าพิมพ์ไม่เป็น เขาสอนให้แล้วบอกว่าถ้ามีปัญหาอะไรเรียกถามได้ ไม่ต้องเกรงใจ
วิยะดาคุณแม่ของวเรศเข้ามาเงียบๆ เห็นวเรศอยู่ใกล้ชิดกับเอมิกาก็ไม่พอใจ มองเอมิกาด้วยสายตาเย็นเยียบจนเธอหนาวเยือก...ขนลุก
เมื่อเข้าไปในห้องทำงานของวเรศแล้ว วิยะดาถามว่า “ผู้หญิงคนนั้นเหรอแม่บ้านบ้านคุณชื่น หน้าตาสะสวยดูสะอาดสะอ้าน”
เห็นแม่ไม่พูดอะไรสักที วเรศถามว่า “คุณแม่มีอะไรจะพูดกับผมรึเปล่า”
“ที่ลูกบอกว่าลูกขอเลือกเอง แล้วแม่ก็อนุญาต แต่แม่จะไม่มีวันปล่อยให้ลูกต้องเลือกคนผิด”
วเรศอึ้ง ถามว่า “แม่คิดว่าผมกับชะเอม...นี่แม่ฟังไอ้หมูมันเล่ามาใช่ไหม แม่อย่าไปเชื่อมัน ผมกับชะเอมไม่มีอะไรกัน”
“แม่เลี้ยงลูกมาตั้งแต่เกิด แค่เห็นสายตาของลูก แม่ก็รู้แล้วว่าลูกคิดอะไรอยู่...แม่อยากให้ลูกจำไว้เสมอว่าครอบครัวเราเป็นใคร และลูกเป็นใคร ถึงแม่จะไม่บังคับลูกเรื่องการเลือกคู่ชีวิต แต่ลูกต้องเลือกให้เหมาะสม”
ถูกแม่พูดดักทางไว้หมดเช่นนี้ วเรศก็พูดอะไรไม่ออกอีกเลย...
ooooooo
แม้จะเบาใจที่เอมิกากำลังหาทางไม่ทำงานกับวเรศ แต่ปองเทพก็ยังไม่วางใจ คิดหาทางให้อรวิลาส จับคู่กับวเรศเสีย นั่นจึงจะเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมได้จริงๆ ดังนั้น เขาจึงลุ้นให้อรวิลาสใกล้ชิดกับวเรศ ยุให้เธอส่งอาหารไปให้เขาอีก
“ทำไมนายต้องเจ้ากี้เจ้าการให้ฉันซื้ออาหารกลางวันไปให้พี่ตั้มอีก นายไม่เห็นเหรอว่าพี่ตั้มไม่ปลื้ม ไม่ชื่นชมฉันสักนิด”
“คุณอรเพิ่งทำไปแค่วันแรกเองนะครับ ของแบบนี้มันต้องใช้เวลา”
อรวิลาสบ่นว่าแค่แม่บังคับคนเดียวก็เกินพอแล้ว เขายังมาบังคับตนอีก ปองเทพเลยถามตรงๆว่า
“ตกลงคุณอรชอบคุณตั้มรึเปล่า”
“ฉัน...เออ...ฉันไม่รู้...ฉันไม่แน่ใจความรู้สึกที่ฉันมีต่อพี่ตั้ม ฉันรู้แต่ว่าพี่ตั้มเป็นคนดีมาก”
“ถ้าคุณรู้สึกแบบนี้ แสดงว่าคุณอรชอบคุณตั้ม” ปองเทพฟันธง อรวิลาสมองขวับถามว่าจริงหรือ?
“จริงครับ คุณตั้มเป็นผู้ชายที่เพอร์เฟกต์ ส่วนคุณอรก็เป็นผู้หญิงที่ไร้ที่ติ เพราะฉะนั้นคุณสองคนเหมาะสมกันที่สุด...และผมจะช่วยทำให้คุณตั้มชอบคุณให้ได้!” ปองเทพขันอาสาเป็นพ่อสื่อพ่อชักเต็มที่
จากนั้น ปองเทพก็แนะนำเธอให้เปลี่ยนแปลง
ปรับปรุงตัวเอง บอกเธอเป็นการเป็นงานว่า
“สิ่งแรกที่คุณต้องเปลี่ยนคือ การแต่งตัว คุณตั้มเป็นผู้ชายที่มีความหัวโบราณนิดๆ เพราะฉะนั้นเขาจะไม่ชอบผู้หญิงที่แต่งตัวตามแฟชั่น หรือเปิดนู่นโชว์นี่”
อรวิลาสยกมือขึ้นกอดอกเพราะคอเสื้อเธอคว้านลึกมาก
“อย่างที่สอง...คือเรื่องการพูดจา คุณต้องปรับโทนเสียงการพูดให้ต่ำลงและอย่าเสียงดังโวยวาย นิ่งเข้าไว้คือสิ่งที่ดีที่สุด ไหนลองเรียก ‘พี่ตั้มคะ’ สิครับ”
อรวิลาสลองเรียกเสียงเดิมของเธอ เขาบอกว่าเสียงสูงไป เธอเรียกใหม่ คราวนี้บอกว่าต่ำไป ให้สูงอีกนิด เธอกระแอมแล้วตั้งใจเรียก “พี่ตั้มคะ...”
“นั่นแหละครับ ใช่เลย...จำโทนเสียงนี้ไว้นะครับ”
อรวิลาสพยักหน้าอย่างว่าง่าย ปองเทพเริ่มสอนต่อ...
“เรื่องที่สาม...เรื่องการเดิน และการนั่ง ท่าไขว่ห้างนี่อย่านั่งต่อหน้าคุณตั้มเชียวนะครับ เพราะมันคือท่านั่งของผู้หญิงมั่นใจ ผู้ชายที่ทำงานเก่งอย่างคุณตั้ม จะไม่ชอบผู้หญิงที่มีความมั่นใจ...” เขาดูการนั่งของเธอแล้วบอก “ขาชิดมือประสานกันวางบนตัก นั่งหลังตรง” พอเธอทำตาม เขาปรบมือชมว่า “ดูดีสมกับเป็นราชนิกุลมาก”
“ต่อไปเรื่องการเดิน ลุกขึ้น คุณอรห้ามเดินกระแทกส้นเท้าเด็ดขาด คุณต้องค่อยๆเดิน ด้วยท่วงท่าที่สง่างาม”
อรวิลาสก้าวฉับๆๆ เขาร้องลั่น “หยุดเลยครับหยุด... นั่นเขาเรียกว่าเดินไล่ควาย”
ปองเทพไปหยิบหนังสือเล่มหนามาวางบนหัวอรวิลาสบอกให้เธอเดินอย่าให้หนังสือหล่น อรวิลาสตั้งใจมาก แต่พอเดินได้ไม่กี่ก้าวก็สะดุดขาตัวเองจะล้ม หนังสือร่วงลงพื้น ปองเทพรีบเข้าประคองเธอไว้ทัน ทำให้ใกล้ชิดกันมากจนเหมือนกอดกันอยู่ พอรูสึกตัวต่างก็ผละจากกัน
“ลองดูอีกทีนะครับ”
อรวิลาสลุกขึ้นเดิน แต่เจ็บเท้าจนเสียการทรงตัว ปองเทพต้องประคองเธอไว้อีก เขาช่วยดูเท้าที่เจ็บนวดคลึงจนทุเลา แต่พอจะให้เธอเดินอีกที อรวิลาสปฏิเสธห้วนๆ ว่าพอก่อนวันนี้เหนื่อยแล้ว พูดแล้วเดินฉับๆไปเลย
ปองเทพพูดไม่ออก ได้แต่มองตามไปเหวอๆ เซ็งๆ
ooooooo
ฝ่ายวเรศกลับถึงคอนโดฯแล้ว ก็ยังครุ่นคิดถึงคำพูดของวิยะดาผู้เป็นแม่ที่พูดทิ้งท้ายไว้ก่อนกลับไป แต่ในอีกใจหนึ่งก็คิดถึงความดี ความเอาใจใส่ของเอมิกาที่ดูแลตนในยามเจ็บป่วย ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกสับสนในตัวเอง...
เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะวเรศกำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในห้องทำงาน มีเสียงเคาะประตู เขาอนุญาตให้เข้าได้ เอมิกาเอาเอกสารเข้ามา พอเห็นหน้าเธอเขาถึงกับชะงักไปนิดหนึ่ง
“เอกสารที่คุณต้องเซ็นค่ะ”
“วางไว้ที่โต๊ะ”
เอมิกาเดินผ่านเขา วเรศหลบอย่างไม่อยากอยู่ใกล้เธอ ถอยไปชนชั้นวางหนังสือจนร้องโอ๊ย เอมิกาตกใจรีบวางแฟ้มเข้าไปดู ถามอย่างเป็นห่วงว่าเป็นอะไรไหม เขาร้องห้ามอย่างตกใจ “อย่าเข้ามา!!” เขาถอยหนีเลยชนชั้นวางหนังสืออีกครั้ง หนังสือหล่นลงมาหลายเล่ม
ทั้งสองต่างก้มลงเก็บหนังสือมือกับมือจับกันโดยไม่ตั้งใจ ต่างตกใจรีบลุกพรวดขึ้น หัวกับหัวเลยชนกันโป๊ก! คราวนี้ไม่มีใครถามใครต่างร้องออกมาพร้อมกัน “โอ๊ย...” แต่พอตั้งหลักได้ วเรศสั่งเสียงเข้ม
“ออกไปจากห้องฉันได้แล้ว”
“เป็นอะไรของเขา! ท่าทางแปลกๆ” เอมิกาคลำหัวป้อยๆ เดินบ่นออกไป
ooooooo
วเรศว้าวุ่นใจไม่รู้จะทำอย่างไรกับความสับสนของตัวเอง เขาโทร.เรียกหมูกูรูเรื่องผู้หญิงกับความรัก ออกมาพบกันที่ร้านกาแฟเพื่อปรึกษาหัวใจ
เมื่อพบกัน วเรศเล่าเรื่องของตัวเองแต่ปดว่าเป็นเรื่องของลูกพี่ลูกน้องให้หมูฟัง หมูฟังแล้วแนะนำให้ทดสอบใจตัวเองว่าชอบผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่าว่า
“ข้อแรก เวลาที่เราเจอเขาแล้วเราอยากยิ้มให้เขา นั่นแสดงว่าเราชอบเขา แต่ถ้าคิดว่าแค่นี้ยังพิสูจน์อะไรไม่ได้ก็ลองข้อสอง เมื่อได้อยู่ใกล้เขา...แล้วหัวใจเต้นแรง แสดงว่าเราชอบเขา แต่ถ้ายังไม่ชัวร์อีก ก็ต้องมาข้อสุดท้าย เวลาเธอจ้องมาที่เรา แล้วเรารู้สึกหน้าร้อนผ่าว นั่นแสดงว่าเราชอบเขา”
วเรศฟังหมูบรรยายแล้ว คิดทบทวนตัวเองจากเหตุการณ์ต่างๆ ระหว่างตนกับเอมิกา รู้ว่าตัวเองเป็นหมดทุกข้อที่หมูพูด
สุดท้าย หมูสรุปว่า “ถ้าลูกพี่ลูกน้องแกเป็นทั้งสามข้อ ฉันฟันธงได้เลยว่า เขาชอบผู้หญิงคนนั้นถึงขั้น ตกหลุมรักเลยล่ะ”
เมื่อกลับมาถึงห้องทำงาน วเรศคิดหนักว่าจะทำอย่างไรดี???
มีเสียงเคาะประตูเบาๆ วเรศหันมอง เห็นเอมิกาเข้ามาพร้อมน้ำเย็นมาให้
พอเธอจะเดินออกไป เขาเรียกเสียงประหม่า...
“ชะเอม...ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ!!”
เอมิกาหันมองอย่างสงสัย คอยฟังว่าเขาจะพูดอะไร...
ooooooo










