ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ปัญญาชนก้นครัว

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

ปัญญาชนก้นครัว ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

งานเทศกาล “ปล่อยของ” อันเป็นงานก่อนปิดภาคเรียนที่จัดขึ้นทุกปีให้นักศึกษาคณะศิลปกรรม-ศาสตร์ได้ปล่อยของที่ตัวเองเรียนมา อีกทั้งยังเป็นการเก็บคะแนนด้วย

“งานปล่อยของประจำปี 55” กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว แว่น นักศึกษาเอกสื่อสารมวลชน ทำหน้าที่นักข่าวประจำมหาวิทยาลัยที่บุคลิกออกแนวจิตนิดๆ กับเพื่อนๆมากันพร้อมแล้ว เลือดนักแสดงของทุกคนฉีดกระฉูด ต่างแสดงออกทั้งเต้นทั้งร้องกันกรี๊ดกร๊าด ดูแล้วทั้งเมามัน น่าหวาดเสียว และกระทั่งบ้าคลั่ง!

แต่เอมิกาตัวเอกในทีมที่ต้องร้องเพลงเปิดฉากเป็นคนแรก ยังนอนอุตุฝันหวานถึงหนุ่มหล่ออยู่ที่บ้าน จนเพื่อนๆร้อนใจโทร.ไปหา เธอสะดุ้งตื่นจากฝันหวานถึงหนุ่มหล่อเท่ นึกได้ว่าวันนี้มีงาน “ปล่อยของ” ที่ตัวเองจะต้องเปิดฉาก ดูนาฬิกาแล้วเด้งผึงขึ้นจากเตียง บอกเพื่อนว่า “เฮ้ย! ฉันลืม จะรีบไปเดี๋ยวนี้”

ที่มหาวิทยาลัย เพื่อนๆต่างร้อนใจไม่แน่ใจว่าเอมิกาจะมาทันเวลาหรือเปล่า ถูกอภิเชษฐ์ คู่แข่งคู่ปรับของเอมิกาเข้ามาเยาะเย้ยเพื่อนๆเธอต่างๆนานา

ปองเทพหรือป่องที่โทร.ตามเอมิกาวิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาสะดุดพรมล้มโครม แต่ก็ยังมีสติร้องบอกเพื่อนๆ อย่างดี ใจว่าเอมิกากำลังมา ทำเอาทั้งชัยพรและนงลักษณ์ที่รอเอมิกาใจแทบขาดเกือบขาดใจ อุทานพร้อมกัน “กำลังมา!!” ทั้งสองมองกันเหมือนเห็นหายนะอยู่ตรงหน้า!

ooooooo

เอมิกานั่งกระวนกระวายอยู่ในรถแท็กซี่ เวลายิ่งใกล้เข้ามาเธอก็ยิ่งกระสับกระส่าย สุดท้ายตัดสินใจเปลี่ยนชุดในรถเสียเลย ทำเอาคนขับแท็กซี่แทบหัวใจวายตาย

เปลี่ยนชุดเสร็จ เห็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างผ่านมา เธอลงจากแท็กซี่โดดขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ลุงคนหนึ่งขี่ผ่านมา โทร.บอกป่องว่าตอนนี้อยู่บนมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้ว ไปถึงก็แสดงได้ทันที พลางเร่งลุงให้บิดไปเลย

การแสดงของอภิเชษฐ์จบลงแล้ว เป็นการโชว์ร่วมสมัยโชว์กายภาพที่แข็งแรงสวยงาม ที่คนดูต่างอึ้ง ทึ่ง ปรบมือกันยาวนาน ดร.เพียรทิพย์ขึ้นเวทีกล่าวเปิดการแสดงของคณะอีกกลุ่มหนึ่งว่า

“เชคสเปียร์กล่าวได้ว่า “ละครคือกระจกส่องชีวิต” หรือพูดง่ายๆชีวิตนั้นหรือก็คือละครที่มีทั้งสุขเศร้าเคล้าน้ำตา ความน้ำเน่าในละครก็คือความน้ำเน่าของชีวิตจริง ไอ้ที่คนดูออกมาด่าปาวๆว่าละครน้ำเน่า ก็เพราะชีวิตมันเน่า แล้วจะไปโทษว่าเป็นเพราะคนสร้างละครทำให้ละครออกมาน้ำเน่าไร้สาระได้ยังไง? ในเมื่อรอบข้างมีแต่เรื่องการเมืองเน่าเฟะ พ่อฆ่าลูก ลูกฆ่าพ่อ เมียมีชู้ ผัวเป็นตุ๊ดดด!!”

ยิ่งพูดอาจารย์ก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น จนเจ้าหน้าที่ต้องไปกระซิบบอก ท่านยิ้มแหยๆ เปลี่ยนเรื่องเสียงอ่อนลงว่า

“แฮ่ม...และลำดับต่อไป ขอเชิญพบกับการแสดงของนักศึกษาปีที่ 4 คณะศิลปกรรม เอกการแสดงอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นนักเรียนที่ผมภาคภูมิใจ เชิญชมได้แล้วครับ”

ดร.เพียรทิพย์ ที่นักศึกษาแอบเรียกอย่างเป็นที่รู้กันว่า ดร.เพี้ยน ลงมายืนกับอภิเชษฐ์ที่ข้างเวที ชื่นชมการแสดงที่กำลังจะมีขึ้น บ่นเสียดายที่เขาไม่ได้ร่วมแสดงโชว์ชุดนี้ด้วย อภิเชษฐ์พูดอย่างสะใจในทีว่า อาจารย์อย่าเพิ่งหวังอะไรกับการแสดงชุดนี้มากนัก เพราะป่านนี้เอมิกายังไม่มาเลย ทำเอา ดร.เพี้ยนหน้าเจื่อนอึ้งสนิท

ooooooo

ขณะทุกคนกำลังเครียดจัด ที่ถึงเวลาแสดงแล้ว แต่เอมิกายังมาไม่ถึง ทันใดนั้น เอมิกาโทร.เข้ามือถือนงลักษณ์ถามว่าการแสดงถึงคิวไหนแล้ว นงลักษณ์พูดเหมือนจะขาดใจว่า “ถึงคิวแกพอดีเลย!”

“แกอยู่ข้างเวทีใช่ไหม...ดี...แกมาเปิดประตูหลังเวทีให้ฉันเร็ว ฉันมาถึงแล้ว!!”

สิ้นเสียงเอมิกา ก็มีเสียงมอเตอร์ไซค์เบรกดังเอี๊ยดแสบแก้วหู นงลักษณ์วิ่งไปเปิดประตูหลังทันที พริบตานั้น เอมิกาวิ่งเข้ามาในชุดเจ้าหญิงแสนหรูหรา ยิ้มให้นงลักษณ์นิดหนึ่งแล้ววิ่งไปที่เวทีแสดงทันทีอย่างแนบเนียนลื่นไหลราวกับซ้อมไว้อย่างดีแล้ว...

ทุกคนยิ้มดีใจ โล่งอกเหมือนรอดพ้นจากหายนะ โดยเฉพาะ ดร.เพี้ยน ถึงกับปรบมือสนั่นทำให้คนอื่นปรบมือตามอย่างชื่นชมยินดี มีแต่อภิเชษฐ์คนเดียวที่ยิ้มไม่ออกบอกไม่ถูกที่สถานการณ์พลิกผันจนตัวเองหน้าแตกยับเยิน

เมื่อการโชว์จบลง เพื่อนๆแสดงความยินดีชื่นชมว่า เอมิกายอดเยี่ยมมาก งดงามที่สุด อภิเชษฐ์เดินเข้ามาทะลุกลางปล้องว่า

“อย่าดีใจกันนัก การแสดงดาษๆน่าเบื่อ การแสดงของฉันสิของจริง เป็นการแสดงชั้นสูง ไม่ฉาบฉวย ไร้แก่นสาร เหมือนที่พวกเธอทำและเพราะมีแต่คนคิดตื้นๆแบบพวกเธอ ละครถึงออกมาน้ำเน่า ประเทศชาติเราถึงไม่ไปไหนซะที!!”

“นี่! มันจะดูถูกกันเกินไปแล้วนะ” เอมิกาฉุนกึก ทั้งสองทำท่าจะเถียงกันรุนแรง แต่ ดร.เพี้ยนเดินเข้ามา ขัดจังหวะเสียก่อน อาจารย์ชมว่า

“ลูกศิษย์ที่น่ารักของฉัน พวกเธอทำได้ดีมาก โดยเฉพาะเธอแม่ชะเอม เยี่ยมจริงๆ” อาจารย์ยกนิ้วโป้งให้ บรรดาลูกศิษย์ต่างยกมือไหว้ขอบคุณ อาจารย์สั่งก่อนเดินกระชดกระช้อยนิดๆ ออกไปว่า “เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วไปพบฉันที่ห้อง ฉันมีเรื่องสำคัญจะประกาศ”
บรรดาลูกศิษย์ต่างมองหน้ากันด้วยความสงสัยว่า อาจารย์จะประกาศเรื่องอะไร??

เมื่อพากันไปที่ห้องทำงานของ ดร.เพี้ยน จึงรู้ว่าท่านจะจัดประกวดบทละครยอดเยี่ยม รางวัลชนะเลิศจะได้ทุนไปศึกษาต่อปริญญาโทด้านการละครที่นิวยอร์ก มีเวลาให้ช่วงปิดเทอมสองเดือนครึ่ง เมื่อได้รับบทละครมาแล้วใครชนะก็จะได้ทุนไปศึกษาต่อทันที

อภิเชษฐ์บอกอาจารย์ว่าไม่ต้องประกวดหรอกเพราะเห็นๆอยู่แล้วว่า รางวัลต้องเป็นของตน เอมิกาแว้ด ไปทันทีว่า รางวัลนี้ต้องเป็นของตน

ทั้งคู่โต้เถียงกันหน้าดำหน้าแดงน้ำลายกระเด็นใส่หน้าอาจารย์ที่นั่งคั่นอยู่ อาจารย์ควักผ้าเช็ดหน้าออกมาสะบัดผึง พวกลูกศิษย์พากันหุบปากเงียบกริบนึกว่าโดนด่าแน่แล้ว แต่อาจารย์กลับเอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำลายบนหน้าหัวเราะอารมณ์ดี

“ฮ่าๆๆ ฉันชอบเวลาแห่งการแข่งขันกันซะจริงๆ” ตบบ่าคู่ขัดแย้งทั้งสอง “แล้วเจอกันวันเปิดเทอม ฉันจะรอดูผลงานของพวกเธอ”

เพียงอาจารย์ออกไปเท่านั้น อภิเชษฐ์ก็หันมาจิกกัดเอมิกาต่อว่า

“ถอนตัวตอนนี้ยังทัน เธอไม่มีทางทำได้ เพราะอะไรรู้ไหม เพราะว่านักเขียนบทที่ดีต้องมีประสบการณ์ชีวิตที่โชกโชน ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ก็อย่าหวังเลยว่าเธอจะเขียนบทละครดีๆออกมาได้”

เอมิกาไม่ตอบโต้ แต่ต่างจ้องกันอย่างท้าทาย ราวกับประจุไฟฟ้าสองขั้วที่พร้อมจะสปาร์กใส่กัน!

ooooooo

วเรศ หรือตั้ม หนุ่มหล่อเนี้ยบ เลขารัฐมนตรีผู้ชอบปีนหน้าผาเป็นชีวิตจิตใจ ไปปีนหน้าผาที่กาญจนบุรี พอลงมาเจอหมูเพื่อนที่มาด้วยอยู่ในชุดปีนหน้าผาเช่นกัน ส่งขวดน้ำให้ ชมเขาว่าฟิตจริงๆ ขนาดต้องไปช่วยรัฐมนตรียังหาเวลามาปีนหน้าผาแถมปีนอึดกว่าตนด้วย
ระหว่างนั้นเอง วเรศได้รับโทรศัพท์จากวิยะดาผู้เป็นแม่ให้ไปงานเลี้ยงการกุศลพรุ่งนี้ เขาบอกแม่ว่าแล้วพรุ่งนี้เจอกันที่บ้าน พอวางสายหมูก็เหล่แซวว่า

“ดูท่าทางแม่แกอยากให้ไปงานนี้ซะเหลือเกิน ท่าทางไม่พ้นจับคู่ให้อีกแหงมๆ”

เวลาเดียวกัน เอมิกาอยู่ที่คอนโดฯ เธอกำลังเครียดเพราะอยากได้รางวัลไปทำปริญญาโทที่นิวยอร์กมาก คิดหาวิธีที่จะเขียนบทละครให้ชนะอภิเชษฐ์ เปิดโน้ตบุ๊กค้นคว้าไปกินมะขามเม็ดไป ยิ่งเครียดก็ยิ่งกิน จนฉุกคิดได้ว่า คิดไม่ออกต้องให้คนอื่นช่วยคิด จึงโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก “จะทำอย่างไรให้ได้ประสบการณ์ชีวิตโชกโชน”

ไม่นานก็มีคนตอบมาหลายสิบคนแต่อ่านแล้วไม่ถูกใจ ก็พอดีอัมพรผู้เป็นแม่เพิ่งโต้เถียงกับอุทยานที่ติติงภรรยาว่า ขยันหาคู่ให้ลูกสาวว่าน่าจะเปิดบริษัทหาคู่ดูท่าจะรุ่ง อัมพรเสียงเขียวใส่สามีว่าตนทำทุกอย่างเพื่อลูกเราที่กระโดกกระเดกจะได้ไม่ต้องขึ้นคาน ผละจากสามีก็ตรงไปหาเอมิกาที่กำลังง่วนอยู่กับเฟซบุ๊กเตือนว่าคืนนี้ต้องไปงานเลี้ยงการกุศลกับแม่

เอมิกาอ้อนแม่ขอไม่ไปได้ไหมเพราะต้องทำรายงานต้องการสมาธิ ถูกแม่ประกาศิตว่า “ลูก-ต้อง-ไป” ก็พูดไม่ออก ซ้ำแม่ยังกำชับ “แล้วก็แต่งตัวสวยๆ ด้วย อย่าทำให้ท่านผู้ว่าฯเชียงใหม่ขายหน้าเข้าใจไหม”

ooooooo

ในงาน “ปาร์ตี้หน้ากากการกุศล” หารายได้ช่วยเด็กยากไร้ตามชายแดน เอมิกาเดินตามพ่อกับแม่เข้าไปเซ็งๆ จู่ๆก็เกิดปวดท้องขึ้นมาตุ่ยๆ ขอแม่ไปห้องน้ำจึงเหลือแต่อัมพรกับอุทยานที่มองหาวิยะดากับวิชัยอยู่แถวนั้น

เมื่อเจอกัน วิยะดาแนะนำวเรศให้รู้จัก อุทยานทักอย่างชื่นชมว่า

“วันก่อนที่งานเลี้ยงสันนิบาต ผมเจอกับ รมต.ประวัติ คุณลุงของคุณ ท่านชื่นชมคุณให้ผมฟังไม่หยุด แล้วก็บอกว่า คิดไม่ผิดที่ดึงตัวหลานชายให้มาเป็นเลขาส่วนตัว อนาคตคุณไปไกลแน่ ผมรับรอง”

วเรศยกมือไหว้ขอบคุณ ส่วนวิยะดาถามว่าเอมิกาหายไปไหน อัมพรบอกว่าไปเข้าห้องน้ำ วเรศจึงไปเอาเครื่องดื่ม

เอมิกาเข้าห้องน้ำเสร็จออกมาล้างมือบ่นว่ามะขามทำพิษแน่ๆ เมื่อออกมาก็ตรงไปที่หยิบเครื่องดื่มมือชนกับมือวเรศที่จะหยิบแก้วเดียวกันพอดี ต่างชะงัก แต่พอมองหน้ากันต่างมองกันอึ้งรู้สึกถูกชะตากันอย่างบอกไม่ถูก ต่างก็หยิบเครื่องดื่มเดินออกไปด้วยความรู้สึกดีๆที่ แอบซ่อนอยู่ในใจ...

ooooooo

เอมิกากลับมา พอดีพิธีกรประกาศเชิญผู้สมัครเต้นรำการกุศลออกไปกลางฟลอร์ อัมพรเร่งให้เอมิการีบออกไป เธอบอกว่าตนไม่ได้สมัคร

“แต่แม่สมัคร เสียเงินไปเป็นแสน เต้นให้สมกับที่เป็นลูกสาวท่านผู้ว่าฯเชียงใหม่นะลูกนะ”

เอมิกาหันมองพ่ออย่างขอความช่วยเหลือ พ่อกลับบอกว่าให้ทำตามที่แม่บอกเถอะ เธอจึงจำต้องเดินออกไป

เมื่อไปเจอคู่เต้นจึงรู้ว่าที่แท้คือวเรศนั่นเอง หนุ่มสาวออกไปเต้นรำกันท่ามกลางกลุ่มคน

ทั้งเอมิกาและวเรศเต้นรำกันเหมือนล่องลอยอยู่ในความฝัน แต่แล้วความฝันของเอมิกาก็พังทลาย เมื่อปวดท้องขึ้นอย่างรุนแรง เธอพยายามขมิบเม้มไว้สุดฤทธิ์จนไม่มีสมาธิเต้นเหยียบเท้าวเรศหลายครั้ง เธอค่อยๆถอยห่างออกมา จนเขาถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า

“ฉันขอตัวนะคะ” เอมิกาวิ่งแหวกคนออกไปทันที วเรศตกใจวิ่งตามไปแต่ไม่เห็นเธอแล้ว พบแต่รองเท้าวางอยู่หน้าห้องจัดเลี้ยง เขาจึงเก็บไป กลับถึงบ้านนั่งมองรองเท้า พึมพำขำๆว่า ทำอย่างกับซินเดอเรลล่า

ครู่ใหญ่ อัมพรก็ได้รับโทรศัพท์จากเอมิกาบอกว่านั่งแท็กซี่กลับบ้านแล้วเพราะท้องเสีย เธอบ่นกับอุทยานว่าแผนดูตัวล้มเหลวอีกตามเคย แล้วรีบโทร.บอกวิยะดา

เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อพ่อกับแม่กลับเชียงใหม่แล้ว

เอมิการีบเอาไอแพดมาเปิดทันที เธอมองตะลึงเมื่อเห็นมีผู้ตอบเข้ามาถึง 105 ข้อความ เธอดูอย่างเร็ว สะดุดตาสะดุดใจข้อความที่ชวนไปเป็นโคโยตี้ เธอดีดนิ้วเปาะโป๊ะเชะเลย!

เมื่อไปบอกเพื่อนๆว่าจะไปเป็นโคโยตี้ ปองเทพค้านสุดตัวบอกว่าตนหวงไม่ยอมให้ไปแต่งตัววับๆแวมๆ

ถามว่าทำไมต้องไปทำงานนี้ เอมิกาอ้างว่า เพราะป่านนี้อภิเชษฐ์คงนำตนไปหลายคะแนนแล้ว ปองเทพบ่นว่าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเธอต้องทำงานแบบนี้ด้วยในเมื่อครอบครัวก็มีเงินส่งไปเรียนได้สบายๆ

“แกก็คิดเหมือนคนอื่น คิดว่าพ่อฉันรวยและที่ฉันได้ดีก็เพราะพ่อ ถ้าฉันได้ทุน ดร.เพี้ยน มันจะเป็นการพิสูจน์ว่าฉันมีความสามารถ ไม่ใช่ได้มาเพราะใช้เส้นสาย” เอมิกายืนกระต่ายขาเดียวกับการตัดสินใจของเธอ ทำให้เพื่อนๆคิดหนักสุดท้ายลงมติกันว่า ถ้าจะไปก็ไปกันทั้งกลุ่มนี่แหละไม่ยอมให้เธอไปคนเดียวเด็ดขาด

ooooooo

ชัยพร พาทั้งกลุ่มมีเอมิกา นงลักษณ์ และปองเทพ ไปผับที่เขามาประจำจนเจ้าของแทบจะยกหุ้นให้แล้ว พาไปฝากงานกับเจ้าของผับ คุยโวว่า

“เด็กผมมืออาชีพ ผมลงทุนไปซื้อตัวมาจากเกาหลีเลยนะ”

เจ้าของผับมองไล่ไปทีละคน แล้วไปสะดุดที่ปองเทพ ถามว่าทำไมมีผู้ชายด้วย ชัยพรหัวเราะขำๆบอกว่าเขาเป็นตุ๊ด แต่คุยอวดว่า “เวลาแต่งหญิงเนียนมาก ดูไม่ออกแถมยังเป็นดาวเด่นเต้นเก่งที่สุดในกลุ่มด้วย”

เจ้าของร้านตกลงรับทั้งสามไว้ทำงาน ชัยพรขอเริ่มงานคืนนี้เลย

เป็นคืนที่หมูพาวเรศมาเที่ยวผับนี้พอดี วเรศถามหมูว่าพามาที่นี่ทำไม หมูยิ้มเจ้าเล่ห์แต่กวาดหว่านเสน่ห์ให้พวกสาวๆพลางชวนวเรศดื่ม แซวว่า “ขอดื่มให้กับว่าที่เจ้าบ่าวของเรา ปาร์ตี้สละโสดคืนนี้ ไม่เมาไม่กลับ”

ครู่ใหญ่เจ้าของร้านก็ประกาศเชิญแขกทุกท่านพบกับเกิร์ลกรุ๊ปที่ส่งตรงมาจากประเทศเกาหลี เรียกความสนใจจากแขกได้ฉมัง

เอมิกากับนงลักษณ์แต่งตัวเหมือนกัน ออกมาเต้นรูดเสาสองข้างเวที ตัวกลางยังว่างอยู่ ครู่เดียวปองเทพในชุดเหมือนกันก็ออกมาที่เสากลางเวที แขกในงานพากันส่งเสียงฮือฮากิ๊วก๊าวกันด้วยความพอใจในความสวยเซ็กซี่ของปองเทพ

ปองเทพเต้นรูดเสาได้สมกับคำคุยของชัยพร ทั้งสามเต้นกันอย่างสุดฤทธิ์ แต่พอถึงจังหวะหมุนตัว เอมิกาใส่รองเท้าส้นสูงมากเสียหลักพลัดตกจากเวทีมานั่งตักวเรศพอดี๊...พอดี!

เอมิกาตกใจเพราะรู้สึกคุ้นหน้าวเรศมาก เธอนั่งอยู่อย่างนั้นจนเขาถามเสียงแข็งว่า “ลงไปได้ยัง” ทำเอาเธอรีบลุกแทบไม่ทัน

แต่บนเวทีกำลังวุ่นวาย เพราะเสี่ยขี้เมาคนหนึ่งคลั่งไคล้ปองเทพจนขึ้นเวทีไปไล่กอดจะจูบ ปองเทพหลบหลีกอย่างขยะแขยง ถูกเสี่ยไล่ปล้ำเลยต่อยเปรี้ยงเข้าให้ เสี่ยหายหื่นเป็นปลิดทิ้ง กลายเป็นโกรธ ชักปืนออกมาเล็ง วเรศเห็นดังนั้นหยิบขวดเหล้าขว้างไปถูกมือเสี่ยทำให้ปืนลั่นไม่ถูกปองเทพ

เกิดชุลมุนกันขึ้น เอมิกาวิ่งเข้าไปฉุดปองเทพวิ่งหนี ชัยพรเข้าไปลากนงลักษณ์ที่ยืนงงๆหนีไปอีกคู่

“ตามไปจับพวกมัน!!” เสี่ยสั่งลูกน้องที่เข้ามาดู พวกลูกน้องเสี่ยพากันวิ่งไล่ตามเอมิกากับปองเทพไปทันที แต่เพราะคนชุลมุนกัน ทำให้เอมิกากับปองเทพถูกแยกจากกัน ลูกน้องเสี่ยถามกันเองว่าคนไหนที่ต่อยเสี่ยเพราะทั้งสองแต่งตัวเหมือนกัน อีกคนชี้ไปที่เอมิกา มันเลยวิ่งกรูกันเข้าหาเธอ เอมิกาวิ่งหนีสุดชีวิต

เมื่อเหตุการณ์ในผับสงบ วเรศออกมาที่รถโทร.หาหมูถามว่าอยู่ไหน ปรากฏว่ากลับไปแล้ว เขาบ่นเซ็งๆ “ทิ้งกันได้...”

ooooooo

เอมิกาวิ่งเตลิดไปถึงถนน ปรากฏว่าไม่พบผู้คนเลย พริบตาเดียวลูกน้องเสี่ยก็ไล่ตามมาสั่งให้หยุด เธอโกยอ้าวสุดชีวิตถูกพวกมันทั้งวิ่งไล่ตาม วิ่งดัก เธอวิ่งมาทะลุซอยหนึ่งก็ถูกพวกมันกระชากไว้ เธอหันไปกรี๊ดใส่หน้าจนมันตกใจปล่อยมือแต่ก็ไปเจออีกสองคนสกัดไว้

วเรศขับรถผ่านมาพอดีเห็นผู้หญิงถูกรังแก เขาจึงจอดรถลงไปช่วย จัดการลูกน้องเสี่ยจนมันวิ่งหนีกันไปหมด ส่วนเอมิกามัวแต่มองมามาดเท่ของเขาตะลึงอยู่ จนเขาต้องรีบฉุดเธอขึ้นรถพาออกไปจากตรงนั้น

นั่งรถวเรศไปได้สักพักใหญ่ เอมิกาให้เขาจอดที่ป้ายรถเมล์ตนจะลงที่นั่น ขอบคุณที่เขาช่วยตนไว้ วเรศหันมองพูดขรึม

“จำไว้เป็นบทเรียนว่าอย่าทำอาชีพนี้อีก เพราะไม่ใช่คุณคนเดียวที่เดือดร้อน คุณอาจจะทำให้คนที่มาช่วยคุณซวยไปด้วย โชคดีที่วันนี้คุณไม่โดนพวกนั้นทำอะไร ถ้าอยากมีรายได้ก็หาอาชีพที่ปลอดภัยทำ

เสีย แล้วก็อย่าแต่งตัวแบบนี้อีกเด็ดขาด เพราะมันทำให้อาชญากรรมเพิ่มขึ้น...ลงไปได้แล้ว”

เอมิกานั่งเหวอฟังเขาอบรมราวกับพ่อสั่งสอนลูก พอเขาบอกให้ลงจากรถ เธอฉุนกึกขึ้นทันที พอลงมาก็บ่นเซ็งๆ

“อีตานี่ไล่ฉันสองครั้งแล้วนะ หน้าตาก็ดีแต่พูดออกมาที โอ้โห...อย่างกับคุณยายสอนหลาน เฮ้อ...ถ้าได้ผู้ชายแบบนี้เป็นแฟน รำคาญตาย!!”

พอกลับถึงหน้าคอนโดฯ เจอเพื่อนๆรอกันอยู่อย่างร้อนใจ ทุกคนดีใจที่เห็นเธอกลับมา ปองเทพขอโทษที่ทำให้ตนเกิดเรื่องขึ้น เอมิกาก็ขอโทษทุกคนที่ตนคิดบ้าๆเลยพาเพื่อนๆซวยไปด้วย บอกเพื่อนๆให้ช่วยคิดด้วยว่าตนจะเปลี่ยนอาชีพไปทำอะไรดี ทำเอาเพื่อนๆทำหน้าบอกไม่ถูก มองด้วยสายตาแบบ...โห...อีกแล้วเหรอ?? เธอจึงบอกเพื่อนๆว่า

“ฉันสัญญาว่าฉันจะเลือกงานที่ปลอดภัย แต่งานนี้ขอทำคนเดียวนะ”

ooooooo

จากนั้น เอมิกาก็ไปเป็นพนักงานส่งพิซซ่า แต่ดั๊นไปหมั่นไส้เด็กแวนเลยขับแข่งกันจนแหกโค้ง รถพลิกคว่ำพิซซ่ากระเด็นจากกล่องเละตุ้มเป๊ะ

เปลี่ยนไปเป็นพนักงานร้านเซเว่น ก็ถูกโจรปล้นร้านอีก พอเห็นโจรเธอก็รีบยกมือขึ้นทันที

ไปสมัครเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร ก็เดินสะดุดจนอาหารหกรดลูกค้า เธอรีบยกมือไหว้ปลกๆ

สุดท้ายไปเป็นพนักงานตัดขนหมา ถูกหมาแฮ่ใส่ก็แฮ่กับมัน แต่สู้มันไม่ได้เลยถูกกัดนิ้วบาดเจ็บกลับมานั่งเศร้าที่บ้านจนแม่บ้านถามว่าเป็นอะไร ก็ตอบเซ็งๆว่า รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง

แม่บ้านเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้ฟังว่า ตนเป็นแม่บ้านมาสามสิบปี เจอเรื่องแย่ๆมาเยอะ แต่ก็อดทนและให้กำลังใจตัวเอง จนทำให้ผ่านมาได้ เอมิกาเริ่มสนใจ แม่บ้านเล่าไปทำงานไปว่า

“ประสบการณ์การเป็นแม่บ้าน สอนอะไรป้าหลายอย่าง สอนให้ป้ารู้จักคน เพราะเจ้านายแต่ละคนที่ป้าทำงานด้วย ก็จะมีนิสัยที่ไม่เหมือนกัน เราต้องเรียนรู้นิสัยของเจ้านายให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้รับใช้เขาได้อย่างถูกใจ และจะได้ไม่โดนด่า”

“เหมือนเวลาที่เอมเรียนวิชาการวิเคราะห์ตัวละครเลยอ่ะป้า เอมต้องรู้จักตัวละครของเอมทุกตัว เพื่อให้เอมเขียนบทออกมาสนุก...” พูดแล้วนึกอะไรได้ ลุกพรวดไปกอดแม่บ้านดีใจสุดๆ “ขอบคุณมากนะคะป้า เอมไปก่อนนะ” ทำเอาแม่บ้านตกใจ แปลกใจว่า คุณหนูขอบใจตนเรื่องอะไร

เอมิกาตรงไปเล่าความตั้งใจของตนให้ ดร.เพี้ยนฟังที่มหาวิทยาลัย อาจารย์ถามอย่างไม่เชื่อหูตัวเองว่าเธอว่าอะไรนะ

“เอมจะเขียนบทละครเกี่ยวกับเรื่องผู้ดีปลอมเป็นคนรับใช้ค่ะ” อาจารย์บอกว่าฟังดูก็น่าสนใจ เธอแย้งทันทีว่า “น่าสนใจมากต่างหากล่ะคะด็อกเตอร์...เพราะจะว่าไป ไพร่ผู้ดีก็เป็นการสมมติทั้งนั้น แก่นแท้ของคนมีแต่ความดีและความเลวต่างหาก ส่วนกิริยาท่าทางอะไรนั่นเป็นเปลือกบางๆ หุ้มอยู่ ที่จะลอกออกหรือโปะเข้าไปเมื่อไหร่ก็ได้”

อาจารย์ถอดแว่นมองหน้าเอมิกาอึ้ง “ไม่เคยมีใครพูดถึงธาตุแท้ของจิตใจมนุษย์ได้จับใจฉันมากขนาดนี้ อย่าลืมเขียนลงไปในบทละครด้วยล่ะ”

“แสดงว่าด็อกเตอร์สนับสนุนความคิดของเอมใช่ไหมคะ”

“ฉันเห็นด้วย แต่เธอคุ้นเคยกับคนใช้แค่ไหนกันแม่ชะเอม ถ้าเธอนึกว่าคนใช้เกิดมาเพื่อคลานเข่าเสิร์ฟน้ำหรือคอยช่วยคุณนายด่าลูกสะใภ้ หรือช่วยเมียหลวงตบเมียน้อยละก้อ...แปลว่าเธอรู้จักแต่คนใช้ในละคร แล้วบทละครที่เธอจะเขียนส่งฉันเพื่อเป็นโปรเจกต์ปลายปี ก็คงจะมีแต่เรื่องผิวๆที่ไม่ได้มีแก่นสารอะไร”

เอมิกาหน้าเสีย มองหน้าอาจารย์อย่างเว้าวอน อาจารย์จึงแนะนำต่อ

“ถ้าเธอจะเล่นเรื่องคนใช้ เธอต้องเข้าถึงชีวิต วิญญาณของพวกเขา ไม่ใช่ทำท่าปัญญาชนไปใส่เสื้อปะคนจน เธอรู้ไหมว่าพ่อซันซิโรเพื่อนเธอ ไปได้ดีเชียวล่ะกับการเป็นชาวเขา เขานำเธอช่วงตัวแล้วนะ”

อาจารย์พูดถึงอภิเชษฐ์อย่างภูมิใจมาก จนเอมิกา หวั่นไหว เมื่ออาจารย์ลุกเดินไป เธอพูดตามหลังอย่างมุ่งมั่นว่า

“ด็อกเตอร์คะ...เอมจะไปเป็นคนใช้ค่ะ!!”

อาจารย์หันมาขยับแว่นมองหน้า เห็นเธอเชิดหน้าแววตามุ่งมั่นมาก ก็ย้อนกลับมาปรี่เข้าไปเขกหัวเธอโป๊กหนึ่ง เอมิกาเอามือคลำหัวป้อยๆถามว่าเขกหัวตนทำไม

อาจารย์ถามว่าเธอจะบ้ารึไง คิดอะไรบ้าๆ เธอชี้แจงว่า ไม่เห็นจะบ้าตรงไหน “เพราะตอนนี้อภิเชษฐ์อยู่บนดอย เอมเห็นเขาเอารูปลงเฟซบุ๊ก เขาบอกว่าเขาจะศึกษาศิลปวัฒนธรรมของพวกชาวเขา แล้วเอามาประยุกต์สร้างสรรค์ผลงาน ในเมื่อนายนั่นทำได้ เอมก็ทำได้เหมือนกัน”

“นั่นเขาเป็นผู้ชาย แต่เธอน่ะเป็นผู้หญิง แถมยังเป็นลูกสาวผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เกิดเธอเป็นอะไรขึ้นมา ฉันก็ตายน่ะสิ” เอมิกาทำหน้าเว้าวอน อาจารย์ยกมือท่าห้ามญาติตรงหน้าเธอ “หยุด! ไม่ต้องขอร้อง ไม่ต้องอ้อนวอน ยังไงฉันก็ไม่ให้เธอไปเป็นคนใช้! เลิกคิดเรื่องนี้ แล้วก็หาอะไรที่มันเป็นไปได้ เข้าใจ๊!!” พูดแล้วเดินไปเลย

“ฮึ...ด็อกเตอร์ห้ามคนอย่างเอมิกาไม่ได้หรอก!” เธอพูดเบาๆแต่ยิ้มเชิดใส่อย่างเจ้าเล่ห์

ooooooo

เอมิกาปรึกษากับชัยพรทันทีที่พบกันที่มหาวิทยาลัย ขอให้เขาช่วยหางานคนใช้ให้ทำย้ำว่าไม่ต้องบอกให้ปองเทพรู้เดี๋ยวจะเป็นเรื่องอีก เห็นชัยพรลังเลจึงเสนอข้อแลกเปลี่ยนว่า แล้วตนจะช่วยทำรายงานภาษาอังกฤษให้ เขาจะได้เลิกติดเอฟเสียที

ชัยพรพาเอมิกาไปหาสุวิทย์คนรู้จักกันที่สำนักจัดหางาน พอสุวิทย์ขอดูบัตรประชาชน เอมิกาชะงักกลัวเห็นนามสกุลแล้วจะสงสัย แต่โชคดีที่สุวิทย์รับบัตรประชาชน ระบุชื่อ เอมิกา ไกรกำแหง แต่เขาไพล่อ่านเป็น เอมิกา ไกรกำแพง พลางถือบัตรลุกเดินไป ชัยพรตะโกนไล่หลังไปว่าหางานให้เร็วหน่อยก็ดี น้องเขากำลังเดือดร้อนเงิน เธอเลยรอดตัวหันมองหน้าชัยพรถอนใจกันเฮือกใหญ่

แล้วเอมิกาก็ได้งานไวสมใจ เพราะออกจากสำนักจัดหางานไปเดินห้างหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับการเป็นคนใช้ที่ดี ก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าได้งานแล้ว เธอดีใจกระโดดโลดเต้นในห้างจนใครๆพากันมองแปลกๆ

กลับถึงบ้าน เธอถูกเพื่อนๆจับติวเข้มเกี่ยวกับการเป็นคนใช้ที่ดี หลังจากปรับบุคลิกแล้วก็จับปรับลุคให้เหมือนคนใช้ที่ดูโทรมๆ เธอยังขอให้แม่บ้านช่วยสอนการทำงาน ปรับบุคลิกและห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ให้พ่อกับแม่รู้เด็ดขาดด้วย

แม่บ้านสอนวิธีจับไม้ม็อบ วิธีถูพื้น วิธีซักผ้ากับเครื่อง วิธีรีดผ้า วิธีล้างจาน ตลอดจนการดูดส้วม เธอพยายามทำทุกอย่างให้ดีแต่ก็ทำเสียหายไม่น้อย รีดผ้าผ้าก็ไหม้ ล้างจานจานก็แตก จนเพื่อนๆที่ดูการฝึกซ้อมพากันส่ายหน้าแบบดูท่าไม่รอด

วันต่อมา เอมิกาก็ต้องไปทำงานตามที่สุวิทย์แจ้ง ปองเทพขับรถไปส่ง เธอให้ส่งแค่ปากซอยเพราะไม่อยากให้ใครเห็นว่านั่งรถส่วนตัวมา ปองเทพกำชับอย่างเป็นห่วงว่าถ้ามีอะไรให้โทร.หาได้ตลอด 24 ชั่วโมง และให้พระแคล้วคลาดไว้ติดตัวจะได้ปลอดภัย

ปองเทพมองตามเอมิกาเดินเข้าไปในซอยอย่างเป็นห่วงมาก พลันก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างได้

เอมิกาเดินเข้าไปในซอย หาบ้านไปตามซอยจนเมื่อยก็ไม่เจอ เชือกรองเท้าหลุดจึงก้มผูก ขณะนั้นมีรถคันหนึ่งขับมาจากข้างหลังอย่างเร็ว คนขับไม่ทันเห็นขับรถลุยแอ่งน้ำผ่านไป น้ำกระเด็นถูกเอมิกาจนหัวหูเปียกม่อลอกม่อแลก เธอมองขวับเห็นรถเลี้ยวไปด้วยความเร็วก็ยิ่งแค้นด่าตามหลัง “บ้าเอ๊ย...”

ooooooo

ภายในบ้าน “ชื่นฤทัย”

ที่ห้องทำงานของพีรพล สามีวัยอ่อนกว่าของชื่นฤทัย วเรศเอาไวน์มาฝาก พร้อมกับเอาแผนงานการจัดเทศกาลพืชสวน เมืองหนาวที่เขาอยากให้พีรพลเป็นที่ปรึกษามาให้ดู

พีรพลขอบใจที่เอาไวน์มาให้ บอกว่าที่จริงไม่น่าต้องเสียเงินเสียทองซื้อมาเลย ส่วนแผนงานการจัดเทศกาลพืชสวนเมืองหนาวที่จะให้เขาเป็นที่ปรึกษานั้น พีรพลขอบใจที่ทำให้ตนรู้สึกว่าตัวเองมีค่าไม่ใช่แค่อยู่ไปวันๆ

“คุณอามีค่าเสมอสำหรับผมนะครับ” วเรศพูดอย่างอ่อนน้อม ส่วนเรื่องไวน์ เขาบอกว่า “ของเล็กน้อยถ้าเทียบกับสิ่งที่คุณอาช่วยผม”

“อาก็พูดอะไรไปเรื่อย เดี๋ยวอาเอาเอกสารไปเก็บก่อน” พีรพลออกไป ปล่อยให้วเรศนั่งอยู่คนเดียว

เอมิกามาหยุดยืนที่หน้าบ้าน “นุศาเจริญ” มองเข้าไปเห็นจุ่นคนสวนชาวพม่ากำลังรดน้ำต้นไม้ไปร้องเพลงไทยสำเนียงพม่าไป พอเหลียวมาเห็นเอมิกาที่ประตู ถึงกับตะลึงในความน่ารัก ทิ้งสายยางรดน้ำต้นไม้ จัดทรงผมทำหล่อก่อนเดินมาหาด้วยสีหน้ากรุ้มกริ่ม ถามสำเนียงพม่าว่ามาหาใคร

เอมิกาถามว่านี่คือบ้านนุศาเจริญหรือเปล่า จุ่นบอกว่าใช่แล้วยิ้มปากกว้างแนะนำว่าตนเป็นคนสวนของบ้านหลังนี้ พลันจุ่นสะดุ้ง เมื่อสมพิศแม่บ้านเก่าแก่ทั้งหน้าเลือดทั้งชอบเอาเปรียบก็เดินมาแหวใส่จุ่นที่เปิดน้ำทิ้งไว้ ถามเอมิกาว่ามาหาใคร พอรู้ว่าเป็นคนใช้คนใหม่ก็พาเข้าบ้านทำท่าราวกับตัวเองเป็นเจ้าของบ้านเสียเอง

พอเดินเข้าไปในบริเวณบ้าน เอมิกาเห็นรถคันที่ทำน้ำกระเด็นใส่จอดอยู่ก็จำได้ นึกในใจว่ารถคนบ้านนี้หรือ ยืนดูรถด้วยความแค้น จนสมพิศหันมาแว้ดใส่ว่าจะมัวยืนทำอะไรอยู่ให้รีบตามมา

ooooooo

เพียงย่างก้าวเข้ามาในบ้าน เอมิกาก็เจอกับเหตุการณ์ที่คิดไม่ถึง เมื่อบรรดาคนใช้ในบ้าน อันมีสมพิศแม่บ้านเก่าแก่ที่ทั้งเค็มทั้งเห็นแก่ตัว จุ่นคนสวนชาวพม่าแล้ว ยังมีนากสาวใช้ทอมบอยชาวเหนือและบรรจงคนใช้ชาวอีสานกิ๊กของจุ่น

บรรดาคนใช้ทั้ง 4 ล้วนแต่ขิงก็ราข่าก็แรง บ้าไปกันคนละแบบ จึงมักมีปากเสียงเถียงกันด่ากันอยู่เป็นนิจ แต่ก็อยู่ร่วมกันได้ แบบจิกๆ กัดๆ กันไม่เว้นแต่ละวัน

สมพิศพาเอมิกามาแนะนำแก่เพื่อนคนใช้ว่า

“นี่คือชะเอม จะมาทำงานกับเราตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” แนะนำให้รู้จักกันทีละคน แล้วจัดให้เอมิกาพักห้องเดียวกับนาก สาวทอมบอยยิ้มกว้างอย่างแม้น... แมน...รีบพาไปที่ห้องนอนทันที

ระหว่างเดินมาด้วยกัน เอมิกาหน้าตาตื่นเมื่อได้ยินเสียงร้องเพลงอย่างโหยหวนแว่วมา เธอถามนากว่าเสียงอะไร

“เสียงคุณชื่นฤทัย คุณชื่นฤทัยรักการร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ มีงานเลี้ยงที่ไหนก็จะใช้เงินจ้างเจ้าของงานให้ตัวเองไปร้องเพลง” เล่าแล้วเห็นเอมิกาทำหน้าเหวอๆ นากบอกว่า “เดี๋ยวอยู่ๆไปน้องชะเอมก็จะชินเอง”

ไม่เพียงคนใช้บ้านนี้จะมีเรื่องให้ปวดหัวเวียนหัวเท่านั้น แม้แต่เจ้านายอย่างชื่นฤทัย ก็ทำเอาเอมิกามึน เมื่อเจอกันเห็นเธอแต่งตัววางท่าเว่อร์เหมือนคุณนายในละคร ซ้ำลูกสองคน คืออรวิลาสซึ่งเป็นลูกติดแม่ และหนูอ้อยวัย 7 ขวบ ลูกที่เกิดกับพีรพลสามีรุ่นน้อง ลูกทั้งสองก็ไม่กินเส้นกัน มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งแกล้งกัน ทะเลาะวันละหลายเรื่องหลายรอบ

แต่เหตุการณ์เหล่านี้ นากบอกเอมิกาว่าอยู่ๆไปก็ชินเอง

ooooooo

พีรพลนั่งคุยอยู่กับวเรศได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็รู้ว่ามีเรื่องอีกแล้ว บอกวเรศให้นั่งรอสักครู่แล้วเดินออกไปจัดการแก้ปัญหาระหว่าง “ลูกของเธอกับลูกของเรา”

นากเห็นเอมิกายืนเหวอๆ สยองนิดๆ จึงชวนออกไปกันดีกว่า เรื่องในครอบครัวปล่อยให้เขาเคลียร์กันเอง แต่พอเดินออกมาก็สวนกับวเรศที่เดินออกมาดูว่ามีเรื่องอะไรกัน อรวิลาสโผเข้ากอดเขาอย่างดีใจ วเรศถามว่ามีเรื่องอะไรกันหรือ

“ไม่มีค่ะไม่มีอะไรเลย อรกับหนูอ้อยแค่หยอกเล่นกันเฉยๆ” อรวิลาสทำเสียงใสหน้าสวย แล้วหันไปกอดหนูอ้อยอย่างแสนรัก พีรพลเดินออกมาบอกวเรศว่าถ้าไม่มีเรื่องอะไรเราก็เข้าไปคุยงานกันต่อเถอะ

นากพาเอมิกาเดินคุยกันมาตามทาง แนะนำคนความสัมพันธ์ในครอบครัวของพีรพลและสภาพวุ่นวายในบ้านให้ฟัง เอมิกาฟังไปก็นึกภาพที่เห็นเมื่อครู่ไป เธอพยักหน้าอย่างเข้าใจ

ในบริเวณที่กว้างขวางนี้ ยังมีบ้านของแป๊ะน้องชายคนสุดท้องที่ตุ้งติ้งเป็นเจ้าของห้องเสื้อ “แป๊ะดีไซน์” นากเล่าว่า

“คุณแป๊ะ นางเป็นตู๊ด และเป็นดีไซน์เนอร์”

เอมิกาเห็นผู้ชายหลายคนนุ่งผ้าน้อยชิ้นลายสัตว์ต่างๆ ถามว่าผู้ชายพวกนี้เป็นนายแบบหรือ “ไม่ใช่!! เป็นคนใช้อย่างเราเนี่ยแหละ คุณแป๊ะเจาะจงว่าคนใช้ของนางต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น”

“ชะนีสองนางมายืนทำอะไรตรงนี้ยะ” คุณแป๊ะมายืนเท้าสะเอวแหวขึ้นข้างหลัง นากรีบบอกว่าพาชะเอมคนใช้ใหม่มาแนะนำให้รู้จัก คุณแป๊ะหางตาใส่สะบัดเสียง “คนใช้ผู้หญิงไม่อยากรู้จัก ไปไกลๆ จำไว้ว่าบ้านนี้ห้ามชะนีเข้าใกล้เกินสองเมตร...นาก!เดี๋ยวแกไปเอาแชมเปญที่บ้านพี่ชื่นมาให้ฉัน ฉันจะดื่มฉลองกับเพื่อนๆ” คุณแป๊ะสั่งแล้วสะบัดสะโพกไป

ระหว่างเดินไปเอาแชมเปญ นากยังเล่าอย่างติดลมว่า คุณชื่นมีน้องสาวอีกคน พลางชี้ไปที่บ้านชื่นฤทัย

“นู่นไง บ้านคุณอรทัย อยู่กับคุณอเนกผัวแกแค่สองคน ทางที่ดีคนสวยๆอย่างน้องชะเอมอย่าเข้าใกล้เด็ดขาด” เอมิกายังไม่ทันถามว่าทำไม นากก็รีบขอตัวไปเอาแชมเปญ “พี่รีบไปเอาแชมเปญมาให้คุณแป๊ะก่อน รายนั้นใจร้อน พี่ไม่อยากโดนเหวี่ยงใส่ น้องชะเอมรอพี่ตรงนี้ อย่าไปไหน”

“ทำไมต้องไม่ให้เข้าใกล้ด้วย???” เอมิกาสงสัย มองไปทางบ้านอรทัยอย่างอยากรู้อยากเห็น

หารู้ไม่ว่า ข้างหลังเธอนั้น อเนกย่องมาใช้มือถือถ่ายบั้นท้ายเธอไว้แล้ว เอมิกาหันมาเห็นตกใจถามว่าทำอะไร ตรงเข้าแย่งมือถือไปเปิดดู เห็นบั้นท้ายตัวเองเต็มจอ พริบตานั้นอเนกคว้ามือเธอถามหื่นๆว่ารู้ไหมว่าเธอน่ะสเปกตนเลย

เอมิกาตกใจยังไม่ทันดึงมือออก อรทัยก็แหวเข้ามาด่า “นังบ้า! แกทำอะไรผัวฉัน!!”

“ถามสามีคุณดูเถอะว่าเขาทำอะไรฉัน” เอมิกาสวนไป อรทัยหันขวับ อเนกปฏิเสธพัลวันว่าตนไม่ได้ทำอะไร อรทัยเห็นมือถือในมืออเนกแย่งไปเปิดดูเห็นบั้นท้ายเอมิกาเต็มจอ เธอปรี๊ดแตกหันมาบิดหูอเนกด่า ไอ้ผัวลามก ยันโครมเดียวอเนกเซไปล้มที่แทบเท้าเอมิกา เธอรีบกระโดดหนี

อรทัยตามไปจัดการจับอเนกลากเข้าบ้าน อเนกถูกลากติดมืออรทัย ร้องเสียงโหยหวนไปตลอดทาง...

ooooooo

ตอนที่ 2

วเรศคุยกับพีรพลจนใกล้เที่ยง พีรพลจึงชวนทานข้าวด้วยกันค่อยกลับ วเรศจึงหอบเอกสารไปเก็บที่รถก่อน เขาทำเอกสารหล่นกระจายในรถ เลยต้องเข้าไปปิดประตูรถเก็บเอกสาร

เอมิกาเห็นรถของวเรศจอดอยู่ อยากรู้อยากเห็นเลยเดินเข้าไปเอาหน้าแนบมองเข้าไปในรถที่ติดฟิล์มปรอท ไม่เห็นใครในรถ เลยผละออกมาเอานิ้วเขียน “รถคันนี้เจ้าของไม่มีมารยาท” เขียนแล้วถอยมายืนอ่านยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว

วเรศเห็นตั้งแต่เอมิกาชะโงกดูในรถแล้ว เขาเปิดประตูอีกด้านเดินมายืนข้างหลังเธอถามว่าเขียนอะไร

เอมิกาหันขวับมอง เธอตกใจแทบช็อกเมื่อจำได้ว่าเขาคือวเรศ กลัวแทบขาดใจว่าเขาจะจำได้ แต่โชคดีเขาจำไม่ได้ เพียงรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นที่ไหน แต่เจ้ากรรมนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก

อรวิลาสมาเห็นทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันอยู่ เธอวี้ดว้ายเข้ามาตบหน้าเอมิกาเพียะ! ตบแล้วทำแอ๊บแบ๊วว่าตนทำอะไรไปไม่รู้ตัวเลย ทำหน้าซื่อตาใสบอกว่า “อรขอโทษนะคะที่อรทำร้ายเพื่อนพี่ตั้ม”

พอวเรศบอกว่าคนนี้ไม่ใช่เพื่อนตนเท่านั้น  อรวิลาสก็แหวใส่ทันที “แกเป็นใคร เข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง!”

เอมิกาบอกว่าตนชื่อชะเอมเป็นคนใช้ใหม่ แล้วรีบขอตัวไปทำงาน อรวิลาสหันไปหวานให้วเรศเชิญเขาไปที่ห้องรับแขกก่อน เดี๋ยวตนจะตามไป วเรศเดินแยกไป แต่คิดถามตัวเองในใจตลอดเวลาว่า “ชะเอม?? เคยเห็นหน้าที่ไหน???”

ส่วนเอมิกาก็ภาวนาใจคอไม่อยู่กับตัว ขออย่าให้เขาจำตนได้เลย แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่าเขาคงจำไม่ได้ เพราะไม่ได้พูดอะไร เตือนใจตัวเองว่า “มีสตินะ เอมิกา...”

ooooooo

อรวิลาสเดินไปสั่งสมพิศกับบรรจงที่ห้องรับแขกให้เตรียมอาหารเพิ่มอีกหนึ่งที่ เพราะวเรศจะอยู่ทานด้วย สั่งเมนูพิเศษคือสตูลิ้นวัวให้เขาคนเดียว แล้วรีบออกไปบอกว่าต้องไปเติมหน้าหน่อย

สมพิศวุ่นวายกับอาหารอยู่ในครัว พอเห็นเอมิกาเดินมาก็เอ็ดตะโรว่ามาทำงานวันแรกก็หายไปไหนตั้งนาน สั่งให้ช่วยบรรจงยกกับข้าวออกไปและช่วยจัดโต๊ะด้วย เอมิการับคำสั่งรีบออกไปก่อนจะโดนด่ามากกว่านี้

เอมิกาไปจัดโต๊ะถูกบรรจงปรามาสว่าจะทำได้หรือ จัดโต๊ะแบบอาหารฝรั่งน่ะ เอมิกาไม่ตอบแต่ถามนากว่าจัดกี่ที พอรู้ว่า 5 ที่ก็ลงมือจัดเสร็จภายใน 5 นาที ทุกอย่างจัดวางอย่างถูกต้องตามแบบแผนเปี๊ยบ จนบรรจงกับนากทึ่ง เอมิกาออกไปยืนเล็งแล้วยกแจกันดอกไม้ไปวางไว้กลางโต๊ะ ทำให้ดูดีขึ้นในพริบตา

บรรจงหาเรื่องว่าให้มาจัดโต๊ะอย่าเจ๋อมากนัก เก่งมาจากไหนเชียว ทำให้เอมิกาสุดจะทน สวมวิญญาณแม่ค้าตลาดสด ร้องท้าให้ออกมาเลย ประกาศว่าขนาดจิ๊กโก๋แถวซอยบ้านยังกระซวกมาแล้ว ถ้าไม่ตบให้หน้าหันวันนี้ไม่ใช่อีชะเอม!!

แต่ไม่ทันเปิดฉากปะทะ อรวิลาสก็เดินมาแหวว่า ใครให้จัดโต๊ะที่นี่ สั่งให้ไปจัดที่โต๊ะใหญ่เดี๋ยวนี้ ทุกคนเลยต้องรีบช่วยกันเปลี่ยนสถานที่กันวุ่นวาย

เมื่อทุกคนเข้านั่งโต๊ะ เอมิกามีหน้าที่คอยรินน้ำให้ เธอรู้สึกว่า ถูกวเรศจับตามองตลอดเวลา จนเกิดประหม่า เข้าไปรินน้ำให้เลยมือสั่นทำน้ำกระฉอกเลอะ เธอรีบขอโทษและผละไปอย่างมีพิรุธ

เมื่อมารินน้ำให้อรวิลาส ถูกบรรจงแกล้งเดินเซมาชน ทำให้น้ำหกใส่หัวอรวิลาส ทุกคนตกใจแทบช็อก อรวิลาสโกรธแทบระเบิด แต่อดกลั้นไว้เพราะอยู่ต่อหน้าวเรศ ขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ส่วนชื่นฤทัยก็ตำหนิสมพิศเรียบๆว่าเอาคนใหม่ออกมาได้ยังไง เพราะยังไม่ได้สอนงานเลย สมพิศขอโทษ แล้วสั่งเอมิกาให้เข้าไปในครัวเลย

ooooooo

เมื่อพากันมาที่ห้องครัว สมพิศปรามเอมิกาว่า ยังดีที่คุณตั้มอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นมีหวังตาย เอมิกาได้จังหวะถามว่าคุณตั้มที่ว่านี่เป็นใครหรือ สมพิศบอกว่าเป็นหลานของพีรพล เป็นคนที่อรวิลาสปลื้มมาก แต่พอถามว่าเขาเป็นแฟนกันหรือก็ถูกด่า

“เอ็งนี่มันก็สาระแนเหมือนกันนะ เรื่องของเจ้านายไม่ต้องยุ่ง อยู่ในนี้ไม่ต้องออกไป”

สมพิศสั่งเอมิกาให้ล้างจานชามที่วางซ้อนกันเต็มซิงค์แล้วเดินออกไป เธอเห็นจานชามแล้วถอนใจเฮือกใหญ่

ขณะเอมิกากำลังล้างจานอยู่นั้น วเรศมาเข้าห้องน้ำ เขายืนมองเธออย่างจับผิด พอหันมาเห็น เธอตกใจทำจานตกแตก เธอโทษว่าเพราะเขาทำให้ตกใจ มัวแต่โต้เถียงกันเอมิกาถูกเศษกระเบื้องบาดมือ ชายหนุ่มเห็นเลือดออกจึงดึงทิชชูส่งให้เช็ดเลือด เอมิกาเช็ดเลือดไปบ่นไป

“เจอคุณทีไร ซวยทุกที”

วเรศสะดุดหูนิ่วหน้าถาม “พูดอย่างกับว่าเราเคยเจอกันมาก่อน” ทำให้เอมิกายิ่งมีพิรุธ วเรศก็ยิ่งสงสัยฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเคยเจอเธอที่ไหน แต่สมพิศเข้ามาพอดี โวยวายว่าทำจานราคาแพงแตกแบบนี้ โดนคุณผู้หญิงหักเงินเดือนแน่ๆ

“ผมทำแตกเองครับ ป้าช่วยเก็บให้หน่อยแล้วกัน ผมจะบอกคุณอาชื่นเอง”

เอมิกาอึ้ง ทึ่ง รู้สึกแปลกๆกับท่าทีและสายตาของวเรศ จนเมื่อเขาจะกลับ เอมิกาเดินไปที่รถขอบคุณเขาที่ช่วยตนไว้เมื่อกี้ ชายหนุ่มตอบอย่างเย็นชาว่า

“ผมไม่รับ ผมไม่ได้เต็มใจ ที่ผมช่วยเพราะเห็นว่าคุณทำตามที่ผมบอก ผมก็เลยให้โอกาสคุณเริ่มต้นชีวิตใหม่ คุณโคโยตี้”

ทีแรกเอมิกาก็งงๆว่าเขาเคยบอกอะไร แต่พอฟังจบเธอก็แทบมุดดินหนีเมื่อรู้ว่าเขาจำตนได้แล้วจริงๆ!

วเรศยิ้มที่มุมปากพูดอย่างเป็นต่อ “ทำตัวดีๆ ตั้งใจทำงาน ถ้าคุณทำให้คนบ้านนี้เดือดร้อน ผมจะบอกความจริงกับทุกคนว่าคุณเป็นใคร” พูดแล้วขึ้นรถขับออกไปเลย เอมิกายืนอึ้ง กลืนน้ำลายฝืดคอ กลัวว่างานเป็นคนใช้นี้จะไปไม่รอดอีก...

แล้วก็มีเรื่องที่ทำให้วเรศยิ่งสงสัยเอมิกา เมื่อเขาเห็นปองเทพมาด้อมๆมองๆที่หน้าบ้าน เอมิกาเห็นเข้าเธอเหลียวซ้ายแลขวา พอเห็นไม่มีใครก็วิ่งไปหาปองเทพที่อ้างว่ามาหาเพราะโทรศัพท์แล้วเธอไม่รับสาย เอมิกาไล่ให้รีบกลับไปเสีย

“หรือจะเป็นแฟนกัน...ท่าทางแปลกๆพิกล” วเรศซุ่มดูอย่างสงสัยจนปองเทพกลับไป เขาจึงออกจากที่ซุ่ม หลังจากนั้น เขานัดพบหมูในร้านกาแฟให้ช่วยสืบหาแก๊งโคโยตี้ในผับวันก่อนว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน หมูหล่ิวตาแซวว่า ไหนว่าไม่ถูกจริตกับผู้หญิงพวกนี้ “ฉันมีเหตุผลส่วนตัว แกไม่ต้องถามว่าอะไร ทำตามที่ฉันบอกก็พอ” วเรศทำเสียงเข้มปราม

ส่วนเอมิกาถูกอรวิลาสเรียกไปทำโทษ ฐานทำให้ตนอับอายต่อหน้าวเรศ ด้วยการเอาน้ำเย็นในเหยือกน้ำแข็งราดหัวจนเอมิกาขนลุกซู่ แต่จำต้องกล้ำกลืนรับสภาพ

ถูกข่มเหงกดดันหลายเรื่อง เอมิกาแอบโทรศัพท์ไปเล่าให้นงลักษณ์ที่กำลังฝึกงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับในกองถ่ายละคร เล่าอย่างอัดอั้นว่า ตนมาอยู่ที่นี่เจอนางร้ายตัวจริง ซ้ำยังเจอผู้ชายที่ตนตกจากเวทีไปนั่งตัก และเขาก็คือคนเดียวกับที่ช่วยตนไว้คืนนั้นด้วย

“เฮ้ย...แล้วเขาจำแกได้ป่าว?!”

“จะเหลือเหรอ...ฉันต้องพยายามไม่เผชิญหน้ากับเขา สายตาที่เขามองฉันมันน่ากลัวมาก คิดแล้วยังเสียวสันหลังไม่หาย” เพื่อนเตือนให้ระวังตัวด้วย “อือ...เออนี่ ฉันมีอีกเรื่องอยากให้แกช่วย ฉันอยากให้แกช่วยบอกป่องว่าไม่ต้องมาหาฉัน มีเรื่องฉันจะโทร.หาเอง”

เอมิกาวางสายด้วยสีหน้าเครียดจัด เพราะต้องเผชิญศึกหลายด้านเหลือเกิน...

ooooooo

เอมิกาถูกบรรจงคอยจับผิดทั้งหมั่นไส้ที่เอมิกาไม่ยอมลงให้ และเขม่นที่จุ่นกิ๊กของตนทำกรุ้มกริ่มกับเธอ จึงหาโอกาสค่อนแคะบ่นด่ากีดกันไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง แต่เอมิกายังโชคดีที่มีนากคอยดูแลปกป้อง ถ้าพวกนั้นทำปากกล้าระรานเธอ นากก็กำราบได้เพราะเป็นเจ้าหนี้ของทุกคน

เอมิกาทึ่งที่นากเป็นเจ้าหนี้ของสมพิศ บรรจง และจุ่นทั้งที่เป็นคนใช้เหมือนกัน นากหัวเราะเสียงดังคุยโวว่าคนจะรวยช่วยไม่ได้ แล้วกระซิบบอกว่า “พี่มีเงินเก็บเป็นแสน”

“เป็นแค่คนใช้เนี่ยนะ”

“เพราะเป็นคนใช้นี่แหละ ทำให้พี่เก็บเงินได้ น้องชะเอมคิดดู บ้านก็ไม่ต้องเช่า ข้าวก็ไม่ต้องซื้อ วันไหนพวกคุณๆเขาอยากโละเสื้อผ้าเก่า เราก็ได้มาฟรีๆ แถมบางครั้งเวลาพวกคุณเขาไปเที่ยว เราก็ได้ไปด้วย”

“เออ...จริง...เป็นคนใช้นี่มันก็ดีเหมือนกัน” เอมิกาคล้อยตาม อดถามไม่ได้ว่าแล้วไม่อายหรือ “จะต้องอายทำไมน้องชะเอม เราไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย นี่เป็นอาชีพสุจริต และที่สำคัญถ้าไม่มีพวกเรา คุณๆทั้งหลายจะอยู่ได้ยังไง ใครจะซักผ้าหุงหาอาหารให้ จริงไหม พี่อ่ะนะ ไม่คิดจะไปทำอะไรอย่างอื่นแล้ว กะจะเป็นคนใช้ไป

จนตายเลย”

คุยกับนากแล้วทำให้เอมิกาได้ข้อมูลเจาะลึกถึงหัวใจของคนใช้ เธอรีบเอาแท็บเล็ตออกมาพิมพ์ข้อความ

“คนบางคนรักในอาชีพตัวเอง ถึงแม้จะเป็นอาชีพที่คนอื่นมองว่าต่ำต้อย แสดงว่าการเป็น “คนใช้” มันต้องมีดีอะไร...” พิมพ์แล้วบอกกับตัวเองว่า “ฉันต้องหาให้เจอให้ได้”

ooooooo

นากสาวทอมบอยขี้หลี หาทางแต๊ะอั๋งเอมิกา แต่เธอเอาตัวรอดได้ ทั้งด้วยความระวังตัวและด้วยมาดห้าวๆที่บางทีทำเป็นละเมอบ้าง ตกใจบ้าง เผลอบ้าง ฉวยโอกาสทุบ ถอง ถีบ ต่อยเอาหลายที พอนากโดนหนักๆ ไปหลายทีเลยชักขยาด นอกจากไม่กล้าแต๊ะอั๋งแล้วยังรักษา ระยะห่างพ้นรัศมีมือเท้าเธอเพื่อความปลอดภัยด้วย

เช้านี้ สมพิศใช้ให้นากกับเอมิกาเอาอาหารเช้าไปให้คุณท่าน เอมิกาถามงงๆว่ายังมีคุณท่านไหนอีกหรือ จนเมื่อยกอาหารตามนากไปที่บ้านนุศาเจริญ จึงเห็นกิจจานั่งอยู่หัวโต๊ะ และศรีโพยมนั่งถัดมา นากกระซิบบอกว่า

“นี่คือฯพณฯท่านกิจจา เป็นอดีตนักการเมืองและคุณหญิงศรีโพยม คุณพ่อคุณแม่ของคุณชื่น คุณอรทัยและคุณแป๊ะ”

เพราะกิจจาหูตึง เวลาพูดคุยจึงเสียงดังแต่สื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แบบ “ไปไหนมา สามวาสองศอก” ถามอย่างตอบอย่าง บอกอย่างฟังเป็นอีกอย่าง แต่จะหูไวมากเวลาถูกนินทา

ส่วนคุณหญิงศรีโพยมก็เป็นอัลไซเมอร์ จำได้แต่เรื่องเก่าๆ เรื่องใหม่ๆฟังหูซ้ายทะลุหูขวา คุณหญิงจ้องเอมิกาเขม็ง ถามว่าเป็นใคร นากบอกว่าเป็นคนใช้ใหม่ชื่อชะเอม คุณหญิงพยักหน้าหงึกๆแต่กินข้าวไม่ทันหมดคำก็ถามอีกว่า

“แม่นี่เป็นใคร มายืนมองฉันทานข้าวทำไม?”

“ชื่อชะเอมค่ะ เป็นคนใช้คนใหม่” เอมิการีบบอก แล้วแอบถอนใจ...

ooooooo

เสร็จจากดูแลคุณท่านที่โต๊ะอาหารเช้าแล้ว สมพิศใช้ให้เอมิกาไปกวาดหยากไย่กับตน เธอขอพักสักอึดใจได้ไหมก็ถูกด่าว่าขี้เกียจตัวเป็นขนเดี๋ยวโดนหักเงินเดือน เลยต้องลุกไป

ปีนบันไดกวาดหยากไย่ยืนไม่มั่นคงทำท่าจะล้ม ก็พอดีวเรศผ่านเข้ามารับไว้ทัน เธอเสียหลักกอดเขาไว้แน่น วเรศมองเธออย่างจับผิด เขาจับแขนเธอไว้ แล้วพริบตานั้นก็ปลดแขนเธอออก เอมิกาตกลงไปดังพลั่ก ยักแย่ยักยันจะลุกบ่นอุบอิบ

“ปล่อยมาได้”

“ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ...ผับที่เราเจอกันถูก
สั่งปิด เจ้าของโดนข้อหาค้าประเวณี” พูดแล้วจ้องจับผิดเต็มที่ เอมิกาบอกว่าตนไม่ใช่ผู้หญิงประเภทนั้น ตนไม่ได้เป็นอย่างที่เขาเข้าใจ แล้วจะผละไป วเรศคว้าแขนเธอไว้

“พี่ตั้ม” เสียงอรวิลาสมาขัดจังหวะทำให้วเรศรีบปล่อยมือ อรวิลาสถลาเข้าไปควงแขนพาเขาเข้าไปในบ้าน เจอชื่นฤทัยพอดี เธอบอกวเรศว่าหนังสือฮาโหลจะมาถ่ายภาพพร้อมสัมภาษณ์ครอบครัวตนพรุ่งนี้ วานเขาช่วยจัดปาร์ตี้น้ำชาเล็กๆต้อนรับให้ด้วย

วเรศรับปากทันทีแต่ขอผู้ช่วยหนึ่งคน คนนั้นคือ เอมิกานั่นเอง! เมื่อชื่นฤทัยอนุญาต เขาไปเรียกเอมิกาให้ไปซื้อของด้วยกันอย่างสะใจที่จะได้จับผิดเธออีก

ooooooo

ด้วยความเป็นห่วงเอมิกา ปองเทพไปสมัครเป็นคนใช้ที่บ้านชื่นฤทัย แต่เจอแป๊ะเสียก่อน พอรู้ว่าเขามาสมัครเป็นคนใช้ก็รับไว้ที่บ้านตัวเองเลย ปองเทพผิดหวังมากเพราะตั้งใจจะไปอยู่กับเอมิกา แต่ก็ตกกระไดพลอยโจนต้องทำไปก่อน

แค่วันแรกที่มาทำงานที่บ้านแป๊ะ ปองเทพก็แทบหัวใจวายตายกลัวถูกแป๊ะแต๊ะอั๋ง

ปองเทพถูกใช้งานจนเหนื่อยนอนพักเลยหลับไปกับพื้น ถูกชายใหญ่หมาตัวเขื่องมาเลียหน้าจนตื่น ตกใจจะลุกหนีก็ถูกมันงับขากางเกงไว้ ดึงกันไปดึงกันมาจนกางเกงหลุดคาปากหมา พอลุกขึ้นได้ปองเทพก็วิ่งโทงๆไปสุดแรงเกิด

เจ้ากรรม! ไปเจออรวิลาสถือเชือกจูงหมาเดินตามหาชายใหญ่เข้าอย่างจัง เธอตกใจร้องกรี๊ด ด่าลั่น

“ไอ้โรคจิต! ไอ้วิตถาร! ไอ้บ้า!! นายเข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง ฉันจะแจ้งตำรวจ”

ปองเทพรีบบอกว่าตนเป็นคนใช้บ้านคุณแป๊ะ

อรวิลาสก็โวยวายว่าจะฟ้องน้าแป๊ะว่าเขาทำอนาจารในบ้าน

ระหว่างที่ทั้งสองโต้เถียงกันนั้น ชายใหญ่ก็วิ่งมาคาบปลายเชือกวิ่งวนจนพันทั้งสองเข้าด้วยกัน อรวิลาสจะไปฟ้องน้าแป๊ะของเธอ แต่พอก้าวขาก็เสียหลัก ทั้งตัวเธอและปองเทพที่ขาถูกเชือกพันไว้ด้วยกันเซแซดๆ ตกสระไปทั้งคู่

ชายใหญ่ยืนเห่าโฮ่งๆ หัวเราะแบบหมาๆ กระดิกหางชอบอกชอบใจอยู่ที่ขอบสระ...

ปองเทพมาทำงานวันแรกไม่เพียงแต่เจอเจ้านายที่ท่าทางพิลึกพิลั่น แม้แต่หมาก็ยังพิลึกกึกกือด้วย...

ooooooo

เอมิกาถูกวเรศลองภูมิ พาไปห้างสรรพสินค้าถามว่าเคยทำงานอะไรมาบ้าง เอมิกาคุยโวว่าต้น ตระกูลตนเป็นคนใช้ในวังมาก่อน จนมารุ่นตนก็ยังยึดอาชีพเป็นคนใช้และคิดว่าจะเป็นคนใช้ไปจนตาย

วเรศดักคอว่าแบบนี้เธอต้องทำงานได้หลายอย่าง เอมิกาคุยฟุ้งร่ายยาวจนวเรศต้องขอให้พอ บอกว่าพรุ่งนี้จะมีงานที่บ้านจะให้เธอทำ “อูกราแตง” เป็นอาหารทานในงาน แล้วชวนเข้าห้างไปซื้อของกัน

“เวรแล้วเอมิกา!” เธอบ่นตัวเองที่โม้จนได้เรื่อง คิดไม่ออกว่าต้องซื้ออะไรไปบ้าง เลยพยายามกันให้วเรศไปนั่งรอ ตนจะหาซื้อเอง วเรศเหมือนรู้ทันไม่ยอมไป เธอจึงออกอุบายขอเข้าห้องน้ำ แอบไปกดมือถือเปิดหาในกูเกิ้ลจนเจอ เธอดีใจมากรีบจดของที่ต้องซื้อยิกๆ พอออกจากห้องน้ำก็พาวเรศเดินหาซื้อของอย่างมืออาชีพจนวเรศงง เสร็จแล้วให้เขาไปจ่ายเงิน

ไม่เพียงเท่านั้น เอมิกายังไปหาซื้อชา วเรศบอกว่าตนอยากได้ชาที่มีกลิ่นหอม เธอบอกว่า “โรส ปูซองไงคะ” วเรศงงเป็นครั้งที่สอง เอมิกาเสนอว่าถ้าเขาคิดว่ากลิ่นมันหอมหวานเกินไปจะเอา เลปซาง ซูซอง ชาจากเมืองจีนก็ได้

“เธอรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง” วเรศงง

เอมิกาพลั้งปากบอกว่าตอนไปซัมเมอร์ที่อังกฤษแล้วเข้าคอร์สเรื่องชา แต่พอนึกได้ก็หยุดกึก วเรศถามว่าใครเคยไปซัมเมอร์ที่อังกฤษ เธอทำเฉไฉบอกว่าลูกเจ้านายเก่า เขาสอนตนเรื่องชาเรื่องปาร์ตี้ เพื่อให้ตนจัดงานให้เวลามีเพื่อนมาที่บ้าน

เอมิกาลื่นไหลไปได้ราวกับน้ำกลิ้งบนใบบอนจนวเรศจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ได้แต่งงแล้วงงอีก

และแล้วเอมิกาก็ตกใจแทบช็อก เมื่อเจอปองเทพมาอยู่ในบ้าน พอรู้ว่าเขามาเป็นคนใช้บ้านแป๊ะเพราะเป็นห่วงเธอ เอมิกากำหนดกฎเหล็กทันทีว่า เราต้องทำเป็นไม่รู้จักกัน เจอหน้ากันห้ามทักกัน ปองเทพจำต้องรับเงื่อนไขหน้าจ๋อยๆ

เมื่อขนของเข้าห้องครัว นากมากระแซะถามว่าจะทำอะไร เอมิกาบอกว่าจะทำอูกราแตงเป็นอาหารฝรั่งเศส นากถามว่าจะให้ช่วยอะไรไหม บรรจงเหล่อยู่กระแทกเสียงอย่างหมั่นไส้ว่า “กระแดะ ทำอาหารฝรั่ง...ขี้อวด!” เลย กระแนะกระแหนกระทบกระแทกกันอย่างไม่ยอมให้กัน

“นังชะเอม...ไอ้นาก นังจง ไอ้จุ่น คุณชื่นเรียกประชุมด่วน” สมพิศเข้ามาสั่ง วิวาทะเลยสงบลงโดยปริยาย

เมื่อพากันไปนั่งพับเพียบสงบเสงี่ยมที่ห้องรับแขก ชื่นฤทัยนั่งสั่งการบนโซฟาว่า

“วันพรุ่งนี้จะมีหนังสือมาสัมภาษณ์ฉัน ขอให้ทุกคนตั้งใจทำงานให้เต็มที่ อย่าให้มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นเด็ดขาด เข้าใจไหม”

ทุกคนรับคำคลานถอยออกมา พอกลับมาถึงเรือนคนใช้ เอมิกาก็รีบโทร.หานงลักษณ์ ป้องปากกระซิบใส่โทรศัพท์

“นง...ฉันมีเรื่องอยากให้แกช่วยด่วน!!”

จากนั้นเธอนัดพบปองเทพที่มุมลับตา บอกว่านงลักษณ์จะให้คนส่งอูกราแตงมาให้ในอีกสิบนาทีข้างหน้า ให้ปองเทพรีบไปรอรับที่หลังบ้าน รับแล้วให้รีบเอามาให้ตนที่ห้องครัวอย่าให้ใครเห็นเด็ดขาด

ระหว่างนั้น วเรศมาดูการจัดโต๊ะถามพวกคนใช้ว่า “ชะเอมไปไหน ทำไมไม่ออกมา” แล้วเดินไปตามหาเห็นเอมิกากำลังซุบซิบๆกับปองเทพพอดี พอเธอเดินกลับมาเขาปรี่เข้าไปถาม “แฟนเธอหรือ?”

“แฟน!ใครแฟนฉัน?” เอมิกาทำไขสือ เมื่อวเรศบอกว่าผู้ชายเมื่อกี้ เธอร้องเสียงสูงว่า “อ๋อ...นายป่อง เขาไม่ใช่แฟนฉัน เขาเป็นคนใช้บ้านคุณแป๊ะเพิ่งมาทำงานเมื่อวาน”

วเรศจับเท็จว่าเพิ่งมาทำงานแต่จับมือกันถึงสองครั้งแล้ว วันก่อนเห็นมาหากันที่หน้าบ้าน ทำเอาเอมิกาอึ้งไปนิดหนึ่ง แต่ปรับสีหน้าได้ฉับพลัน ทำเป็นยิ้มระรื่นบอกว่านั่นเป็นพี่ชายตน สองคนนี้คงคล้ายกันมากเขาเลยตาฝาดดูเป็นคนเดียวกัน พูดแล้วตัดบทขอเข้าไปในครัว

วเรศเจ็บใจที่จับไม่ได้ไล่ไม่ทันสักที เดินตามเข้าไปในครัวจะดูเธอทำอูกราแตงให้เห็นกับตา เธอปฏิเสธวุ่นวาย เขาจับพิรุธถามว่า ทำไม หรือเธอทำไม่เป็น

“คุณจะดูถูกฉันมากไปแล้วนะคะคุณตั้ม ที่ฉันไม่ ให้คุณเข้าไปเพราะทุกอย่างยังไม่เรียบร้อย แล้วอีกอย่างในครัวก็เหม็นมาก คุณคงไม่อยากตัวเหม็นออกไปรับแขกหรอก ขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ” พูดแล้วปิดประตูปังเลย

“นี่!!” วเรศฉุนกึก กำลังจะเอาเรื่อง ก็พอดี

โทรศัพท์มือถือดังขึ้น เขากดรับ “ครับอาชื่น ผมจะออกไปเดี๋ยวนี้ครับ”

เอมิกาแอบฟังอยู่ พอเสียงข้างนอกเงียบไป เธอ แง้มประตูโผล่ดู เห็นหลังวเรศอยู่ไวๆ เธอถอนใจอย่างโล่งอก

ปองเทพรีบไปเปิดประตูหลังรับอูกราแตงที่มีคนเอามาส่ง หิ้วกลับมาเจออรวิลาสมองอย่างจับผิด ปองเทพรีบเอาตัวบังไว้ อรวิลาสถามว่าเอาอะไรซ่อนไว้ข้างหลัง ปองเทพอึกอักบอกว่าเป็นของใช้ส่วนตัว เธอสั่งเปิดให้ดูเดี๋ยวนี้

“อยากรู้จริงๆเหรอครับ บอกให้ก็ได้ แหม...แค่นี้ก็ต้องทำหน้าดุอย่างกับมะ...เอ๊ย...เอ้อ...ของในถุงนี้คือ กกน.กางเกงใน คุณอรอยากดูไหม ผมจะเอาออกมาให้ดู มีหลายแบบเลยนะครับ ทั้งแบบจีสตริง สปอร์ต...”

“อ๊าย!!! ไม่ต้อง!! จะไปไหนก็ไปเลยไป๊!”

ปองเทพรีบหันหลังเดินออกไปทันที แอบเป่าลมออกมาเบาๆ เหมือนรอดตายมาหวุดหวิด

เอาของให้เอมิกาแล้วปองเทพจะช่วยยกออกไปให้ เอมิกาไล่เขาให้รีบกลับไป พลันแป๊ะก็เดินเข้ามาถาม

“ทำอะไรกัน!!”

แป๊ะมองปองเทพหวงๆ หางตาใส่เอมิกาอย่างไม่พอใจ ปองเทพบอกว่าตนมาช่วยชะเอม ถูกแป๊ะกระแทกเสียงถามว่า

“มือเท้าก็มี...จะต้องช่วยอะไร แล้วอีกอย่างมันไม่ใช่หน้าที่ของเธอ กลับบ้านไปได้แล้วป่อง” พูดแล้วเห็นปองเทพยังลังเล แป๊ะบิดสะโพกเข้าไปกรายมือตบก้นปองเทพเพียะ สะบัดหน้าใส่เอมิกาค้อนตาแทบกลับก่อนเดินออกไป

“เป็นอะไรของเขา” เอมิกาพึมพำ มองตามแป๊ะไปอย่างไม่เข้าใจ

ooooooo

ที่สวน บริเวณตั้งโต๊ะรับทีมงานที่จะมาสัมภาษณ์ ชื่นฤทัยวุ่นอยู่กับการเทสต์ไมค์บนเวที วเรศได้รับโทร-ศัพท์แจ้งว่า ทีมงานหนังสือมาถึงแล้ว เขารีบออกไปรับ

ส่วนอรวิลาส กระเง้ากระงอดฟ้องแม่ว่าวเรศไม่สนใจตนเลย ทั้งที่อุตส่าห์ตื่นมาแต่งหน้าตั้งแต่ตีห้า

“ลูกห้ามหมดความอดทนเด็ดขาด ตาตั้มเป็นผู้ชายที่เหมาะสมกับลูกมากที่สุด ทั้งฐานะ ชาติตระกูล และการศึกษา ลูกต้องพยายามทำให้ตาตั้มหันมาชอบลูกให้ได้”



อรวิลาสบ่นว่าตนงัดมารยาร้อยเล่มเกวียนมาใช้แล้ว เขาก็ยังแข็งเหมือนหินไม่มีอะไรตอบสนองเลยแม้แต่นิด

“แม่จะจัดการเรื่องนี้ให้เอง ขอให้ผ่านงานนี้

ไปก่อน” ชื่นฤทัยตัดบทแล้วหันไปเทสต์ไมค์ต่อ ปล่อยให้อรวิลาสหน้าหงิกหน้างอถอนใจเฮือกๆอยู่ตรงนั้น

อรทัยเอาคุกกี้มาให้เผื่อเอาไว้รับแขก สั่งยายแจ่มกับยายปีเอาคุกกี้ไปวางที่โต๊ะ สองยายยักแย่ยักยันทำตามคำสั่ง ชื่นฤทัยมองแล้วพูดอย่างสมเพชว่าน่าจะปลดเกษียณสองยายนี่ได้แล้ว อรทัยทำหน้าขึงขังว่าไม่ได้ ขืนเปลี่ยนเอาสาวๆเข้ามาเดี๋ยวหมาแถวนี้จะเข้าไปหยอก พูดแล้วเหล่ไปทางอเนกที่ยืนอยู่แถวนั้น

วเรศไปรับทีมงานเข้ามาแล้ว เอมิกาถือถาด

อูกราแตงมาวางอย่างภาคภูมิใจ ทุกคนมองอึ้งโดยเฉพาะวเรศมองอย่างไม่เชื่อว่าหน้าตาอูกราแดงสวยงามดูดีขนาดนี้ไม่น่าจะใช่ฝีมือเธอ แต่ชื่นฤทัยเห็นแล้วชมเปาะ เชิญทีมงานมาทานกันเลย

วเรศหาเรื่องจับเท็จเอมิกาจนได้ เขาถามทีมงานว่าอยากรู้ไหมว่าอูกราแตงเขาทำกันอย่างไร แล้วให้เอมิกาแนะนำวิธีทำ เอมิกาอยากจะกลั้นใจตายเสียตรงนั้นที่ถูกวเรศเล่นงานอีกจนได้ เลยทำเป็นปวดท้องกะทันหัน ชื่นฤทัยจึงเชิญทีมงานทานกันเลย แต่วเรศมองตามเอมิกาไปอย่างไม่เชื่อ

หนูอ้อยยังไม่มาที่งาน เพราะวางแผนใช้จุ่นให้ทำอะไรบางอย่าง จุ่นไม่กล้าทำก็ถูกขู่ว่าจะฟ้องบรรจงที่จุ่นไปก้อร่อก้อติกกับแม่ค้าส้มตำปากซอย จุ่นเลยจำต้องทำตามแผนของหนูอ้อย

ชื่นฤทัยกับอรวิลาสให้สัมภาษณ์ทีมงานบนเวที ส่วนแป๊ะกับอรทัยและอเนกนั่งจิบชาที่โต๊ะมองพี่สาวกับหลานสาวอย่างหมั่นไส้ แป๊ะค้อนไปบนเวทีพูดกลางโต๊ะว่า

“พี่ชื่นเขาไม่ได้เลิฟอะไรพวกเรามากนักหรอก เขาแค่ให้เรามาเป็นพร็อพประกอบฉาก ทำให้เขาดูดีขึ้นมาเท่านั้นเอง”

ส่วนอรทัยก็คร่ำครวญน้อยเนื้อตํ่าใจว่าตนดูไม่ดีเท่าพี่สาวทั้งอ้วนทั้งดูแก่ หันไปอ้อนอเนกกลัวผัวไม่รัก แต่พออเนกป้อยอก็หาว่าพูดเอาใจผลักผัวจนตกเก้าอี้แล้วคว้าไวน์ไปดื่มอั้กๆ อเนกมองอย่างสยอง นึกเห็นลางร้ายที่จะตามทันที

จริงอย่างที่อเนกกลัว เพราะเมื่อชื่นฤทัยให้สัม– ภาษณ์เสร็จก็ขอโชว์เพลง อรทัยตะโกนไปว่า “เสียงยังกับควายคลอดลูก” แล้วก็แผดเสียงร้องแข่งกับบนเวที อเนกรีบเข้าไปดึงตัวอรทัยออกมา แต่ถูกเธอสะบัดเสียล้มกลิ้ง

พอดีจุ่นเดินเข้ามา บรรจงถามอย่างจับผิดว่าไปไหนมา จุ่นเกือบบอกว่าไปเอารังมดแดงแต่รู้ตัวเปลี่ยนเป็นว่าไปเอารังนกมา จุ่นถือรังมดแดงมิบๆเม้มๆเข้ามากลัวจนเหงื่อแตกพลั่ก พอส่งรังมดแดงให้หนูอ้อยแล้วก็รีบหลบออกไป

“พี่อรยื่นมือมาสิคะ หนูอ้อยมีอะไรจะให้พี่อรค่ะ” หนูอ้อยยิ้มน่ารักเข้าไปหาอรวิลาส พอพี่สาวแบมือมา หนูอ้อยก็เอารังมดแดงใส่ในมือ มดแดงไต่ออกมายั้วเยี้ย อรวิลาสกรี๊ดลั่นโยนรังมดไปตกใส่หัวแป๊ะพอดี แป๊ะตาเหลือกแต๋วแตกกระโดดขึ้นไปบนเก้าอี้ สะบัดหัวอย่างแรง รังมดแดงกระเด็นไปที่สมพิศ สมพิศรับโดยอัตโนมัติแล้วโยนใส่นาก นากโยนต่อไปทางบรรจง สุดท้ายไปตกที่จุ่น

“เว้ยยย!!” จุ่นปัดรังมดแดงไปทางทีมงาน

มดแดงรังเดียว ทำให้วุ่นกันไปทั้งงาน ที่โดนมดกัดก็เกากันคันคะเยอ อรทัยเมาฟุบหลับไปแล้ว ส่วนชื่นฤทัย ก็ไม่รับรู้อะไรเลย ตั้งหน้าตั้งตาแผดเสียงร้องเพลงจนท่อนสุดท้ายเสียงแหลมปรี๊ด คลื่นเสียงทำเอาแก้วชาล้มกลิ้งแตกเพล้งๆๆ!! ทุกคนชะงักกับสภาพงานที่เหมือนเพิ่งผ่านการจลาจลมา!

ooooooo

เอมิกาทำอุบายว่าปวดท้องเอาตัวรอดมาได้ก็รีบเข้าห้องครัว เห็นถุงร้านที่เอาอูกราแตงมาวางอยู่บนโต๊ะ เธอตกใจรีบคว้าไปขยำจะทิ้ง แล้วก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อวเรศตามมาอีกจนได้ เขาทำทีถามว่าหายดีแล้วหรือ เอมิการีบเอาถุงซ่อนไว้ข้างหลัง เขาถามว่าซ่อนอะไรไว้

“ขยะ...” เธอตอบเสียงปร่า วเรศไม่เชื่อจะขอดูให้ได้ เมื่อเธอไม่ให้ดู เขาพุ่งเข้าไปคว้าถุง ตัวต่อตัวหน้าต่อหน้าเลยแนบชิดติดกัน ต่างชะงักกับสัมผัสนั้น มองหน้ากันตะลึง

“แกจะทำอะไรเอม!!” ปองเทพพรวดเข้ามากระชากไหล่วเรศจะต่อย เอมิการ้องห้าม ทำให้ปองเทพปล่อยมือ ส่วนวเรศมองหน้าทั้งสองอย่างจับผิด ถามว่าไหนว่าเพิ่งรู้จักกันที่นี่ เอมิกายืนยันว่าเพิ่งรู้จักกันจริงๆ

ขณะทั้งสามกำลังตึงเครียดกันนั่นเอง เสียงอรวิลาสก็แปร๊ดเข้ามา “อ๊ายยยย!!!!” ทุกคนหันขวับตกใจ แต่ก็ปิดฉากการเผชิญหน้ากันของทั้งสามลงทันที

เมื่อเอมิการับรู้ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นข้างนอก เธอเห็นชื่นฤทัยเครียดจึงชงชาไปให้ดื่มคลายเครียด ถูก

ชื่นฤทัยตวาดไล่ เธอจึงวางชาหอมฉุยไว้ใกล้ๆนั้นแล้วถอยออกไป กลิ่นชาโชยหอมจนชื่นฤทัยอดใจไม่ได้ลองจิบดู ปรากฏว่าทำให้คลายเครียดได้จริงๆ เลยดื่มจนหมดแล้วเดินไปขอบใจเอมิกา บอกเสียงอ่อนโยนว่า

“ชะเอม ขอบใจนะ ฉันรู้สึกดีขึ้นจริงๆ เอาชามาเพิ่มให้ฉันด้วยนะ”

ooooooo

เพราะจัดหาคู่ให้วเรศหลายครั้งแล้วไม่สำเร็จ วิยะดาบอกลูกชายว่าต่อไปนี้จะไม่ทำแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะปล่อยให้เขาไปคว้าผู้หญิงที่ไหนก็ได้มาเป็นสะใภ้ มีข้อแม้ว่าต้องเป็นผู้หญิงที่มีหัวนอนปลายเท้า ชาติตระกูลต้องคู่ควรกัน เพราะอนาคต  ถ้าเขาลงเล่นการเมืองจะได้ดูเป็นคู่ครองที่เหมาะสมที่สุด

พอแม่ออกไป วเรศถามตัวเองว่าจะหาผู้หญิงแบบนี้ได้หรือเปล่า???

ขณะเดียวกัน หลังงานสัมภาษณ์ล้มเหลวไม่เป็นท่าแล้ว ชื่นฤทัยก็มาเคี่ยวเข็นพีรพลต้องช่วยอรวิลาสเรื่องวเรศ เขาออกตัวว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีใครบังคับวเรศได้หรอก อรวิลาสหว่านล้อมว่า

“ถ้าคุณอาช่วยได้สำเร็จ ไม่แน่นะคะ อรอาจจะยอมรับคุณอาในฐานะพ่อมากขึ้นก็ได้”

ชื่นฤทัยนิ่งไปครู่หนึ่ง จึงบอกลูกผัวอย่างมั่นใจว่า “ฉันมีวิธี!”

หลังจากนั้น พีรพลโทรศัพท์เรียกวเรศให้มาพบเพราะมีธุระด่วน เมื่อเขามาถึง พีรพลพูดออกตัวว่าที่จริง

ก็ไม่ด่วนเท่าไร แล้วเล่าว่า อรวิลาสเรียนจบมาเกือบปีแล้ว ระหว่างที่รอไปเรียนเมืองนอกอยากให้เขาช่วยหาโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษให้ เพราะภาษาน้องยังไม่ดี

ให้พีรพลเกริ่นนำก่อน แล้วชื่นฤทัยก็พูดต่อรำพึงรำพันถึงงานที่รัดตัวโดยเฉพาะพีรพลที่ต้องทุ่มเทเวลาทำงานเป็นที่ปรึกษาให้เขาอยู่ พูดเสียจนวเรศรู้สึกผิดจึงรับปากจะช่วยแบ่งเบางานนี้ของอา เพราะแค่พาน้องไปหาที่เรียนไม่น่ามีอะไรมาก

“ขอบใจมากนะ” พีรพลเสียงแผ่ว เพราะรู้ดีว่าเรื่องไม่จบง่ายอย่างที่วเรศคิดแน่

ooooooo

วันนี้ เอมิกาถูกสมพิศใช้ให้ไปตลาดซื้อของให้ชื่นฤทัยและอรวิลาส โดยจดรายการยาวเหยียด แยกเป็นสองใบ คือใบของ “ชื่นฤทัย” และของ “อรวิลาส” แต่สมพิศให้เงินไปพันเดียว พอเอมิกาทักท้วงว่าคงไม่ พอก็บอกให้ออกไปก่อน

พอเอมิกาหิ้วตะกร้าออกไป สมพิศก็เอาเงินที่เม้มไว้ออกมาสูดดมกลิ่นเงินอย่างชื่นอกชื่นใจ

ครู่เดียว วเรศก็มาหาเอมิกา สมพิศบอกว่าไปตลาดอยากรู้อะไรถามตนได้ วเรศถามว่าเอมิกามาทำงานที่นี่ได้ยังไง เมื่อสมพิศบอกว่ามาจากสำนักจัดหางาน วเรศขอเบอร์โทรศัพท์อ้างว่าอยากได้คนรับใช้สักคน สมพิศรีบเข้าไปหาแต่ไม่เจอ จึงโทร.ถามเอมิกา

เอมิกาตกใจที่วเรศอยากได้เบอร์สุวิทย์ บอกรอเดี๋ยวเพราะเบอร์อยู่ในเครื่องเดี๋ยวโทร.กลับ วางสายแล้วเธอรีบโทร.หานงลักษณ์ที่กำลังฝึกเป็นผู้ช่วยผู้กำกับอยู่ในกองถ่ายละคร

ต่างอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วนงลักษณ์ก็คิดแผนออก ครู่เดียวสมพิศก็เอาเบอร์ของสุวิทย์ให้วเรศ

นงลักษณ์วางแผนใช้กองถ่ายละครสร้างฉากเป็นออฟฟิศของสุวิทย์ วานชัยพรมาสวมบทสุวิทย์ เมื่อวเรศโทร.มา ชัยพรดัดสำเนียงเป็นจีนพูดไทยไม่ชัด รับสายโดยมีนงลักษณ์นั่งลุ้นและบอกบทอยู่ข้างๆ

“ฮาโหล...ใช่ อั๊วสุวิทย์ ลื้อเป็นใคร...อ๋อเจ้านายอาชะเอม อาชะเอมไหนอั๊วจำไม่ล่ายมีคนงานตั้งหลายคน”

วเรศจะมาหาที่ออฟฟิศ ชัยพรไม่อยากให้มาบอกว่าตนไม่อยู่ แต่นงลักษณ์บอกว่าเมื่อเขาอยากมาก็ให้มา ให้ชัยพรโทร.ไปบอกวเรศ ตนจะโทร.เรียกเอมิกาให้รีบมาหาตนด่วนจี๋เลย

ชัยพรเอาบัตรประชาชนจากเอมิกาไปปลอมแปลงเปลี่ยนชื่อจากเอมิกา ไกรกำแหง เป็นชะเอม จำเนียร–เจรจา อย่างแนบเนียน ส่วนนงลักษณ์ก็จัดเคลียร์พื้นที่และจ้างตัวประกอบให้แสดงต่อเป็นพนักงานในออฟฟิศ

“ไอ้นงเพื่อนเลิฟ สมกับเป็นว่าที่ผู้กำกับ จัดการทุก อย่างได้ในพริบตา สุดยอด!!” เอมิกาตบบ่าเพื่อนอย่างพอใจ

“แกไม่ต้องยอฉันมาก รีบกลับไปก่อนที่คุณตั้ม จะมา” นงลักษณ์เร่ง แต่พอมองไปนอกออฟฟิศก็ตกใจ ตาค้าง เพราะวเรศมาถึงแล้ว ทั้งสองรีบหลบเข้าไปในห้องน้ำ แต่ยังแง้มประตูแอบดู นงลักษณ์บอกว่า “หล่อนี่หว่าไอ้เอม”

ชัยพรทำตาหยีๆเดินออกมาพร้อมบัตรประชาชนของนางสาวชะเอม จำเนียรเจรจา ยื่นให้วเรศดูบอกว่าเป็นคนจังหวัดสุรินทร์ เคยเลี้ยงช้างมาก่อนแต่ไม่รอดเพราะหวิดโดนช้างเหยียบเลยเปลี่ยนมาหางานทำเป็นคนใช้ในกรุงเทพฯ

“แล้วก่อนหน้านี้ ทำไมเขาถึงไปเป็นโคโยตี้”

ชัยพรในคราบสุวิทย์เล่าว่า เพราะตอนนั้นอียังไม่มีงาน เลยทำโคโยตี้รองานไปก่อน แล้วชมให้ฟังว่า

“อาชะเอมอีเป็นคนขยันนา ถึงจะดูปํ้าๆเป๋อๆแต่ก็มีความพยายาม อดทน ไม่เรื่องมาก ไม่เห็นแก่เงิน อั๊วรับรองได้ ถ้าไม่เป็นอย่างที่อั๊วพูด ขอให้ฟ้าผ่ากลางกระบาลอั๊วเลย”

เฮียสุวิทย์มีหลักฐานและรับรองถึงขนาดนี้ วเรศจึงคืนบัตรประชาชนให้ พูดออกตัวว่าตนก็ไม่อะไรกับชะเอมนักหรอก แค่ตรวจสอบเพื่อความแน่ใจเท่านั้น แล้วจะลากลับ ลุกขึ้นขอบคุณเฮีย แต่ฉุกคิดได้บอกเฮียว่า

“เออ...ห้องน้ำอยู่ไหนครับ”

เฮียสุวิทย์บอกว่าอยู่ข้างหลัง พลันก็สะดุ้งเฮือกลุกยืนพรวดอุทาน “ฉิบหาย!!” แต่แก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว เพราะวเรศเดินไปถึงหน้าห้องน้ำพอดี!!

ooooooo

ตอนที่ 3

เอมิกากับนงลักษณ์มองหน้ากันตาเหลือกไม่รู้จะทำอย่างไร ก็พอดีมีเสียงบิดลูกบิดประตูจากข้างนอกแล้วได้ยินเสียงบ่นว่าทำไมล็อก ชัยพรตามมาบอกว่าห้องน้ำเสีย ช่างกำลังซ่อม

นึกว่าวเรศจะเปลี่ยนใจ แต่เขากลับบอกว่ารอได้!

นงลักษณ์บอกเอมิกาให้รีบปีนหน้าต่างหนีออกไป ทั้งๆที่กลัว แต่เอมิกากลัวถูกวเรศจับได้มากกว่าเลยแข็งใจปีนแต่ก้าวพลาดตกลงมาเหยียบชักโครกพอดี เสียงน้ำชักโครกดังออกมา ชัยพรเลยโมเมว่าอาจจะซ่อมเสร็จแล้ว พลันก็ได้ยินเสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังออกมา วเรศเชื่อว่าต้องมีคนอยู่ในนั้นแน่ จะเข้าไปดู

ชัยพรไม่ทันห้าม ก็พอดีนงลักษณ์เปิดประตูออกมาบอกว่า “ห้องน้ำซ่อมเสร็จแล้วฮะ”

“รีบเข้าไปเลยครับคุณวเรศ เชิญตามสบาย” ชัยพรผสมโรง เห็นนงลักษณ์แอบทำมือโอเคก็โล่งใจ

แต่เมื่อวเรศเข้าห้องน้ำเสร็จออกมาล้างมือ ดั้น...เจอตะกร้าซื้อของที่เอมิกาวางไว้ที่อ่างล้างมือ หยิบกระดาษในนั้นขึ้นดู เขาอึ้ง เมื่อเห็นเป็นรายการซื้อของสองใบ ใบหนึ่งเขียน “ชื่นฤทัย” อีกใบเขียน “อรวิลาส” !!

ooooooo

เอมิกากลับบ้านอย่างว้าวุ่นใจมากที่ตะกร้าหาย แล้วจู่ๆตะกร้านั้นก็ยื่นมาตรงหน้า ทำเอาเธอทั้งตกใจ ดีใจระคนกัน มองไปเห็นวเรศเป็นคนยื่นตะกร้าให้ เธอถามว่า หาตั้งนานไปอยู่ที่เขาได้อย่างไร

“เธอลืมไว้ที่บริษัทจัดหางาน” เขาบอกหน้านิ่งๆ เอมิกาทำไขสือถามว่าเขารู้ได้อย่างไร อย่าบอกนะว่าเขาไปที่บริษัทมา พอเขาบอกว่าใช่ เธอทำหน้าซื่อถามอีกว่าไปทำอะไร “ฉันจะไปทำอะไรไม่สำคัญ แต่เธอไปที่นั่นทำไม ไปเวลางานเสียด้วย นอกจากจะมีพิรุธแล้ว ยังทำผิดโทษฐานอู้งานอีกต่างหาก”

แต่เอมิกาก็เอาตัวรอดได้ อ้างว่าตนผ่านไปแถวนั้นเลยแวะไปหาสุวิทย์ ถูกซักอีกว่าไปหาทำไม!?

ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร เลยโทษว่าเพราะเขาคอยจับผิดจนตนไม่แน่ใจว่าจะโดนไล่ออกเมื่อไร เลยไปบอกเฮียว่าถ้ามีงานใหม่เมื่อไรให้รีบบอก หยุดมองหน้าเขาเน้นว่า “ถ้าดีกว่า ปลอดภัยกว่าฉันพร้อมไปทันที ดีกว่าอยู่ที่นี่แบบไม่มีความสุข”

พูดแล้วเห็นวเรศนิ่งไป เลยหาทางหลบบอกว่าจะเอาตะกร้าไปให้ป้าพิศ แล้วรีบเดินไปเลย

วเรศยังมองตามไปอย่างสงสัย แต่อีกใจก็อดคิดไม่ได้ว่า หรือว่าตนจะทำให้เธอมีปัญหาจริงๆ

เมื่อโทร.ไปเล่าให้นงลักษณ์ฟัง เพื่อนตั้งข้อสังเกตว่า วเรศอาจจะคิดอะไรกับเธอก็ได้เพราะดูอะไรๆมันพิเศษกว่าปกติ แต่เอมิกาเชื่อว่าเขาต้องการจับผิดตน ไม่ใว้ใจตนมากกว่า ทั้งยังบอกนงลักษณ์อย่างมั่นใจว่า

“ถ้าเขาจะคิดอะไรสักอย่างกับฉัน...มันคงไม่ใช่ทางที่ดี และเพื่อความปลอดภัย ฉันก็ควรจะอยู่ห่างจากเขาให้มากที่สุด และฉันจะไม่ยอมให้เขามาทำให้ภารกิจพิชิตทุนไปนิวยอร์กของฉันต้องพังทลายเป็นอันขาด!”

ooooooo

หนูอ้อยกับอรวิลาสนั้นเหมือนขมิ้นกับปูน แม้ต่อหน้าแขกหรือผู้ใหญ่จะทำเหมือนรักกันมาก แต่พอลับหลังก็คอยจ้องจิกกัดกันทุกที

หนูอ้อยมีคลิปลับที่เป็นไม้ตายไว้เล่นงานอรวิลาส คือแอบถ่ายรูปที่อรวิลาสเป็นตะคริวในสระน้ำแล้วปองเทพอุ้มขึ้นมาผายปอดแบบเม้าท์ทูเม้าท์ไว้ เธอขู่อรวิลาสว่าถ้าขัดใจตนเมื่อไร รูปนี้ได้ลงเฟซบุ๊กแน่

เพราะมีคลิปลับอยู่ในมือ หนูอ้อยย่ามใจ เข้าไปในห้องอรวิลาสรื้อเสื้อผ้าเครื่องประดับทั้งทองและเพชรมาใส่เพียบ เมื่ออรวิลาสจะมาแต่งตัวไปดูโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษกับวเรศเจอเข้า เธอโกรธจัดด่าว่าไม่มีมารยาท ถูกหนูอ้อยท้าทายว่า

“ถ้าพี่อรด่าหนูอ้อยอีกคำเดียว หนูอ้อยคงไม่ต้องบอกว่าพี่อรจะเจอกับอะไร!”

“อยากทำอะไรก็เชิญ” อรวิลาสฮึดฮัดออกไป แล้วให้คนไปตามปองเทพที่กำลังคุยกับเอมิกาอยู่ให้มาหา สั่งให้เขาไปขโมยโทรศัพท์มือถือของหนูอ้อยเพราะถ่ายรูปเขากำลังใช้ปากผายปอดให้ตนวันนั้นไว้ ปองเทพเกี่ยงว่าทำไมเธอไม่ทำเอง เธอโทษว่าเพราะเขาเป็นต้นเหตุของเรื่อง เขาต้องรับผิดชอบ และถ้าเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นมา เขาจะได้เป็นคนเดียวที่ซวย

ปองเทพคิดไม่ตก ถูกอรวิลาสบอกให้ทำตามตนสั่ง “เพราะถ้านังอ้อยเอารูปอุบาทว์ๆนี้ลงเฟซบุ๊กเมื่อไร ฉันเน่าแน่ หวังว่าพอฉันกลับมา ทุกอย่างจะเรียบร้อย” พูดแล้วสะบัดพรืดออกไป

“คิดว่าพูดแค่นี้แล้วเราจะทำตามเหรอ ไม่มีทาง!” ปองเทพเบ้หน้าใส่ แต่พอนึกได้ว่าถ้าเกิดหนูอ้อยเอารูปลงเฟซบุ๊กจริง เอมิกาก็ต้องเห็น เป็นเรื่องแน่!

วเรศรออรวิลาสขึ้นไปแต่งตัวนานผิดปกติ ชื่นฤทัยขึ้นไปตาม เห็นเสื้อผ้าถูกรื้อค้นออกมาหมดตู้วางเกลื่อนไปหมด ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เธอปดแม่ว่าไม่รู้จะใส่ชุดไหนเลยรื้อออกมาหมด

ชื่นฤทัยเลือกชุดที่ดูเซ็กซี่หวานๆให้ เธอติงว่าดูมันเว่อร์ไป ถูกแม่จับมาอบรมว่า

“จำไว้นะน้องอรว่าอะไรที่แม่เลือก หมายความว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด และหลานตั้มก็เป็นผู้ชายที่ดีที่สุดที่แม่เลือกให้ลูกเช่นกัน” พูดแล้วยื่นชุดให้อรวิลาส เธอรีบรับชุดเอาไปใส่ทันที

ooooooo

เอมิกาสงสัยมากว่าอรวิลาสให้คนมาเรียกปองเทพไปทำไม เดินคิดเพลินจนลืมดูทาง ชนพีรพลที่ถือถ้วยกาแฟมาอย่างจัง กาแฟหกรดเสื้อเขาเป็นคราบ เธอตกใจมากรีบเช็ดให้

วเรศรออรวิลาสขึ้นไปแต่งตัวนานจนเบื่อจึงเดินออกมา เห็นข้างหลังเอมิกาเหมือนกำลังซุกไซ้ในอกพีรพล เขาเลือดขึ้นหน้า ก้าวพรวดๆเข้าไปถามว่า “กำลังทำอะไรกันครับ”

“ชะเอมเขาเดินชน กาแฟเลยหกใส่เสื้ออา” พีรพลชี้แจง วเรศเห็นคราบกาแฟที่เสื้อจริงๆเลยโล่งอก เอมิการีบขอตัวจะไปชงกาแฟให้ใหม่ พีรพลจึงชวนวเรศเข้าไปคุยงานกันข้างใน

“วันนี้ผมคุยกับคุณอาไม่ได้แล้ว ขอโทษด้วยนะครับ ผมต้องพาน้องอรไปดูโรงเรียนสอนภาษา”

พีรพลนึกดีใจ เอ่ยปากฝากดูแลน้องด้วยเพราะน้องไม่รู้จะพึ่งใคร ก็มีแต่เขาคนเดียวที่ไว้ใจได้ที่สุด

“ผมเห็นอรเหมือนน้องสาวคนหนึ่งอยู่แล้ว คุณอาไม่ต้องห่วง” วเรศพูดซื่อๆโดยไม่คิดอะไร แต่พีรพลชะงัก เขาลองหยั่งเชิงว่า ดีที่วเรศยังไม่มีแฟน ไม่อย่างนั้นแฟนคงได้เข้าใจผิดน้องอรแน่ “ถึงมีแฟนแล้ว แฟนผมเขาก็คงเข้าใจเพราะผมกับอรไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้หรอกครับ”

วเรศพูดชัดขนาดนี้ ทำเอาพีรพลหน้าเสียถามว่าทำไม ก็ได้รับคำชี้แจงที่ทำให้พีรพลหน้าจ๋อยว่า

“น้องอรไม่ใช่ผู้หญิงในแบบที่ผมชอบ ถ้าใช่ ผมคงจะสนใจมานานแล้ว ที่จริงผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมชอบผู้หญิงแบบไหน เพราะยังไม่เคยมีใครมาทำให้ผมรู้สึกสนใจมากๆ พ่อกับแม่ก็พยายามจับคู่ให้ผมแต่ผมปฏิเสธตลอด จนตอนนี้ท่านก็เลิกสนใจไปแล้ว”
“เหรอ??? งั้นแสดงว่าเราไม่ชอบโดนจับคู่”

“ถ้าจะให้ดีที่สุด ผมว่าเราอย่าบังคับให้ใครมารักกับใครเลยดีกว่า ความรักมันต้องเกิดจากคนสองคน และผมก็ตั้งใจไว้แล้วว่า ผมจะแต่งงานกับผู้หญิงที่ผมเลือกเอง”

ฟังวเรศจบ พีรพลถึงกับยกมือปาดเหงื่อ พอดีชื่นฤทัยพาอรวิลาสแต่งสวยเซ็กซี่เดินมาส่งให้วเรศ ฝากให้เขาช่วยดูแลน้อง พาไปทานข้าวและช็อปปิ้งด้วย วเรศรับคำแล้วพากันเดินออกไป ชื่นฤทัยมองอย่างปลื้มใจแล้วเดินเข้าบ้าน

เอมิกาเอากาแฟมาให้พีรพลพอดี เขาให้เธอตามวเรศกับอรวิลาสไป ถ้าอรวิลาสไม่ยอมให้ไปด้วยก็ให้อ้างว่านี่เป็นคำสั่งของคุณชื่น

จริงอย่างที่พีรพลคาด อรวิลาสบอกเอมิกาว่าไม่ต้องไปตนดูแลตัวเองได้ แต่พอเธออ้างว่าเป็นคำสั่งของชื่นฤทัย อรวิลาสก็พูดไม่ออก วเรศเร่งให้รีบไปกันเพราะเดี๋ยวตนมีธุระต้องไปทำอีก อรวิลาสจึงกระแทกกระทั้นขึ้นรถไป

ooooooo

วเรศพาไปดูโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษหลายแห่ง แต่ไม่ถูกใจอรวิลาสสักแห่ง เอมิกาเริ่มเซ็งกับการเดินตามต้อยๆ จนอรวิลาสเสนอว่าใกล้เที่ยงแล้วไปหาอะไรทานกันดีกว่า วเรศถามว่าจะทานอะไรดี อรวิลาสทำท่าคิด แอ๊บแบ๊วให้ดูน่ารัก

เอมิกาหันมองไปรอบๆ เซ็งๆ พลันก็ใจหายวาบเมื่อเห็นแว่นเพื่อนร่วมสถาบันที่เรียนเอกวารสาร เดินต้วมเตี้ยมมาทางนี้พอดี เธอตกใจหันไปคว้าแขนวเรศไม่รู้ตัวชวนรีบไปกันเถอะ พลางลากเขาไป จนวเรศถามว่าหนีใครหรือ เธอจึงรู้ว่าจับแขนเขาอยู่ รีบปล่อยทำเฉไฉถามว่า “คุณอรล่ะคะ”

อรวิลาสตามมาตัดพ้อวเรศว่าทำไมต้องหนีตน เอมิการีบแก้ให้ว่าไม่ได้หนี คุณตั้มกำลังตามหาเธออยู่ต่างหาก แล้วชวนรีบไปหาอะไรทานกันเดี๋ยวเที่ยงคนจะแน่น แล้วเดินนำเข้าไปเลย วเรศทั้งงงทั้งทึ่งที่เอมิกาแก้ตัวได้เนียนจนไม่น่าเชื่อ

เมื่อเข้าร้านอาหาร อรวิลาสไล่เอมิกาไปนั่งโต๊ะอื่นจะสั่งอะไรก็ตามใจ แต่วเรศบอกให้นั่งทานด้วยกัน

ที่นี่แหละ พลางมองเก้าอี้ข้างๆ เอมิกาจึงนั่งคู่กับเขา แต่อรวิลาสนั่งฝั่งตรงข้าม

เจ้ากรรม!! แว่นตามเข้าร้านมาจนได้ เอมิการีบเอาเมนูบังหน้าทำเป็นอ่าน แต่แอบมองแว่นว่าจะไปนั่งโต๊ะไหน เอียงคอมองไปหลบไป จนไหล่ไปอิงแอบไหล่วเรศไม่รู้ตัว อรวิลาสเงยหน้าจากเมนูเห็นเข้า ถามเสียงเขียว

“ชะเอม!!พี่ตั้ม!! ทำอะไรกัน”

เอมิการีบผละออก แก้ตัวว่าตนกำลังถามคุณตั้มว่าอะไรอร่อย วเรศผสมโรงถามว่าแล้วเธออยากทานอะไรล่ะ แต่เพราะเอมิกาคอยมองแว่นว่าจะไปนั่งที่ไหนเลยไม่ได้ยิน จนวเรศถามเสียงดัง “ว่าไงชะเอม อยากทานอะไร?”

“เออ...เอา...Fettuccine with mushroom cream sauce ค่ะ” เอมิกาบอกลนๆ เร็วๆ

วเรศผงะไปนิดหนึ่ง เห็นในเมนูมีแต่ภาษาอังกฤษแต่เอมิกาก็สั่งได้อย่างคล่องแคล่ว ส่วนอรวิลาสหน้าเสียเพราะตัวเองอ่านเมนูไม่ออก พอวเรศถามว่าจะสั่งอะไรก็ทำฉอเลาะว่า “อรเอาแบบพี่ตั้มแล้วกันค่ะ ง่ายดี”

เรื่องไม่จบแค่นั้น เพราะแว่นเกิดมานั่งโต๊ะถัดไปและหันหน้ามาทางเอมิกาด้วย ทำเอาเธอนั่งไม่ติด พริบตา นั้น แว่นลุกขึ้นเดินตรงมาทางโต๊ะยกมือทัก “เฮ้ย!!...” เอมิกาตกใจมุดลงใต้โต๊ะทันที

ที่แท้แว่นเดินไปทักเพื่อนที่อยู่ข้างหลังเธอ อรวิลาสถามว่าเธอมุดลงไปใต้โต๊ะทำไม เธอปดหน้าตายว่าทำของตก วเรศมองอย่างไม่เชื่อ แต่เอมิกาไม่สนใจเพราะมัวกลัวแว่นจะเห็น นึกในใจว่า “ถ้าแว่นเห็นเราเมื่อไหร่ จบเห่!”

เอมิกาค่อยๆโผล่มาข้างหลังวเรศใช้เขาบัง

ตัวเองไว้ ส่วนอรวิลาสมัวแต่เอาจานอาหารของวเรศมาวางคู่กับของตน แล้วถ่ายรูปมุมโน้นมุมนี้บอกว่าจะเอาไปลงเฟซบุ๊ก เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

วเรศตกใจเมื่อเห็นเอมิกามาอยู่ข้างหลังตน ถามว่าทำอะไร เธอบอกว่าทีแรกนึกว่ากระเป๋าสตางค์หล่นใต้โต๊ะแต่ไม่มี สงสัยจะตกระหว่างทาง ขอไปหาก่อน แล้วเดินเลี่ยงๆ หลบๆ ออกไป หมายหนีให้พ้นจากสายตาแว่น

“พี่ตั้มไม่ต้องสนใจมันหรอก ทานกันเถอะค่ะ” อรวิลาสชวนแล้วลงมือทานกัน

เอมิกาเดินออกไปนึกว่าหนีพ้นแว่นแล้ว แต่ที่ไหนได้ แว่นเดินตามมาสะกิดไหล่ทักอย่างยินดีว่า เห็นเธอในร้านอาหาร มากับใคร แฟนใหม่หรือ เอมิการีบบอกว่าไม่ใช่ เขาเป็นเพื่อน

“งั้นก็แล้วไป” แว่นมือไวคว้ามือเธอหมับอ้อนตาหวาน “แว่นอยากให้เอมรู้นะว่าถึงเอมจะเป็นแฟนกับป่อง แต่แว่นก็ยังรอเอมเสมอ...ซารังเฮโย...” แว่น

เอามือทำรูปหัวใจ ทั้งยังส่งจูบให้ก่อนเดินไป ทำเอาเอมิกายิ้มแหย แต่ก็โล่งใจ

ooooooo

ฝ่ายปองเทพคิดหาทางจะขโมยโทรศัพท์ของหนูอ้อยตามคำสั่งของอรวิลาส เดินตามหาหนูอ้อยจนเจอกำลังเล่นเป็นคุณนายกับคนใช้อยู่กับจุ่น โดยให้จุ่นเป็นคุณนายและตัวเองเป็นคนใช้

ปองเทพหาทางแทรกเข้าไปแทนจุ่น แล้วทำเป็นคุณนายอยากดื่มกาแฟใช้หนูอ้อยไปชงมาให้ เมื่อหนูอ้อยเอากาแฟมาให้จึงแกล้งทำกาแฟหกรดมือถือแล้วจะเอาไปเช็ดให้ หนูอ้อยรู้ทันเอานิ้วจิ้มตาทั้งสองข้างจนปองเทพร้องจ๊ากลุกเดินหนี แต่เพราะเจ็บตามองไม่เห็นเลยเดินชนต้นไม้อีกโครมใหญ่!!

อรวิลาสกลับมาคุยอวดชื่นฤทัยว่า วันนี้พี่ตั้มพาตนไปช็อปปิ้งแล้วยังพาไปทานข้าวด้วย ชื่นฤทัยลุ้นอยากฟังทีเด็ดกว่านั้น ถามว่า แล้วต่อจากนั้นล่ะ...แล้วก็ต้องผิดหวัง เมื่ออรวิลาสบอกว่าจากนั้นก็กลับบ้าน ชื่นฤทัยบ่นลูกสาวว่าโอกาสอยู่ในมือแท้ๆกลับไม่ฉวย ต้องให้แม่จัดการให้ทุกเรื่องเลยรึไง แล้วพาลโทษว่าเพราะพีรพลให้ชะเอมไปด้วย ไม่อย่างนั้นตั้มก็คงพาลูกไปดูหนังต่อแล้ว

ขณะนั้นเอง หนูอ้อยเดินเข้ามาบอกอรวิลาสว่าตนอยากดื่มน้ำส้มไปเอาให้หน่อย อรวิลาสบอกหนูอ้อยอย่างอ่อนหวานว่า “รอพี่อรเดี๋ยวนะ” ชื่นฤทัยถามหนูอ้อยงงๆว่า “ดีกันตั้งแต่เมื่อไหร่?” หนูอ้อยยิ้มมีเลศนัย แต่ไม่ตอบ

ชื่นฤทัยยังติดใจเรื่องวเรศ เมื่ออยู่กันตามลำพังกับพีรพล เธอคาดคั้นถามว่าเขาจงใจกีดกันลูกตนกับหลานเขาใช่ไหม พีรพลขอว่าเรื่องนี้ปล่อยให้เด็กตัดสินใจกันเองเถิด ชื่นฤทัยโกรธมากถามว่าพูดแบบนี้แสดงว่าไม่อยากให้ลูกตนลงเอยกับหลานเขาใช่ไหม ลูกตนไม่ดีตรงไหน

“ไม่ใช่ไม่ดี...น้องอรแกก็น่ารัก แต่...”

“ไม่มีคำว่าแต่!! หลานตั้มเป็นผู้ชายคนเดียวที่จะได้เป็นลูกเขยฉัน และคุณต้องหาทางทำยังไงก็ได้ ให้ต่อไปนี้หลานตั้มต้องมาบ้านเราทุกวัน”

พีรพลได้แต่ถอนใจอย่างกลัดกลุ้มในความมุ่งมั่นของชื่นฤทัยกับความรู้สึกที่แท้จริงของวเรศ

ooooooo

เอมิกาละเหี่ยใจกับความวุ่นวายในบ้านนี้เหลือเกิน แต่ก็ยังพยายามปลุกใจตัวเอง เตือนใจตัวเองว่า

“การปลอมตัวนี่มันไม่ใช่เรื่องง่ายสักนิด ห้ามท้อนะเอมิกา อย่าลืมว่าเธอเข้ามาที่นี่เพราะอะไร เรียนรู้ชีวิต! เรียนรู้ชีวิต!!”

แล้วเธอก็ตกใจเมื่อหันไปเห็นวเรศเดินตามเข้ามาในเรือนคนใช้ ถามว่าตามมาทำไม เขาไม่ตอบแต่ย้อนถามหน้าตาเอาเรื่องว่า “ไอ้อ้วนใส่แว่นที่คุยกับเธอเป็นใคร แล้วทำไมเธอต้องหนีเขาด้วย หรือว่าเขาเป็นเจ้าหนี้เธอ”

เอมิกาบ่นว่าพ่อยังไม่เคยซักถามอะไรตนแบบนี้เลย วเรศไม่สนใจ คาดคั้นให้บอกมาว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร พอเธอบอกว่าเป็นเพื่อน เขาเยาะหยันว่า

“ฉันไม่สนใจว่าในอดีตเธอเคยทำอะไรมาบ้าง ซึ่งมันอาจจะมากกว่าโคโยตี้” เอมิกาเลือดขึ้นหน้าถามว่าเขายังคิดว่าตนเป็นผู้หญิงแบบนั้นหรือ “ก็พฤติกรรมของเธอที่ฉันเห็นมันชวนให้ฉันคิดแบบนั้น ในบ้านเธอก็มีคนใช้อาแป๊ะ ข้างนอกเธอก็มีไอ้อ้วน ความต้องการของเธอมันดูจะเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเธอคิดจะจับอาพีเพื่อหวังจะสบายไปตลอดชาติละก้อ...ฉันบอกตรงนี้เลยว่า เธอคิดผิด! อย่าทำอะไรที่มันเป็นการเสี่ยงกับตัวเอง ฉันไม่อยากทำลายอนาคตของเธอ”

ทั้งคู่ไม่รู้ว่า ที่มุมหนึ่งนั้น บรรจงแอบดูอยู่ บรรจงเหยียดยิ้มกับแผนร้ายที่ฉุกคิดได้

ooooooo

อรวิลาสไม่พอใจมากที่ปองเทพขโมยโทรศัพท์ของหนูอ้อยไม่สำเร็จ บอกเขาว่าตนทนกับการจิกหัวใช้ของหนูอ้อยไม่ไหวแล้ว วางแผนกันว่า หนูอ้อยเป็นคนติดโทรศัพท์มากจะติดตัวตลอดเวลา ยกเว้นเวลาอาบน้ำ จึงวางแผนกันจะไปขโมย

เมื่อได้เวลาหนูอ้อยอาบน้ำ จึงย่องเข้าไปในห้องนอน ปรากฏว่าไม่มีคาดว่าคงเอาเข้าห้องน้ำด้วย อรวิลาสวางแผนทำทีจะช่วยขัดหลังให้ หนูอ้อยจึงให้เข้าไปในห้องน้ำ

ระหว่างที่อรวิลาสขัดหลังให้หนูอ้อยนั่นเอง ปอง– เทพก็ย่องเข้าไปหยิบโทรศัพท์ อารามรีบร้อนเลยหกล้มเกิดเสียงดัง หนูอ้อยถามว่าเสียงอะไร อรวิลาสบอกว่าไม่มี บอกให้อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวขัดหลังให้ไม่สะอาด

พอปองเทพขโมยโทรศัพท์ไปได้แล้ว อรวิลาสก็เลิกขัดหลังให้หนูอ้อยลุกเดินออกไปเลย หนูอ้อยได้แต่มองงงๆ

เมื่อได้โทรศัพท์แล้ว อรวิลาสบอกว่าต้องทำลายซิมเพื่อความชัวร์ว่ารูปจะไม่หลุดออกไป ปองเทพถามว่าแน่ใจหรือว่าหนูอ้อยไม่ได้เอารูปลงคอมฯแล้ว

“เด็กนั่นคิดอะไรชั้นเดียว ไม่คิดอะไรซับซ้อนหรอก” พูดแล้วเดินจ้ำออกไปเลย

“ผู้หญิงแบบนี้ ใครได้เป็นเมียคงซวยไปตลอดชาติ...เฮ้อ...” ปองเทพพึมพำทำหน้าแหยงๆ

หนูอ้อยอาบน้ำเสร็จหามือถือไม่เจอ คิดได้ทันทีว่าต้องเป็นฝีมืออรวิลาสแน่ๆ คิดแล้วเดินอ้าวไปที่โต๊ะอาหารเพราะเป็นเวลาอาหารพอดี พอเจอหน้าอรวิลาสก็ทวง “พี่อร! เอามือถือหนูอ้อยคืนมา”

อรวิลาสทำหน้าตายว่าไม่รู้เรื่อง เลยโต้เถียงกันลั่น ชื่นฤทัยปรามหนูอ้อยว่าจะมาปรักปรำพี่ลอยๆ อย่างนี้ไม่ได้ ถามว่ามีหลักฐานหรือเปล่า

“ไม่มี!! แต่หนูอ้อยรู้ว่าพี่อรเป็นคนเอาไป เพราะในมือถือหนูอ้อยมีรูปที่พี่อรจูบปากกับพี่ป่อง!!”

ทุกคนที่นั่นช็อก อรวิลาสลุกพรวดไปประจันหน้าหนูอ้อยด่าว่าพูดมั่วเรื่องตนกับคนใช้บ้านน้าแป๊ะ อย่ามาสร้างเรื่องเลยไม่มีใครเชื่อหรอก หนูอ้อยพรวดเข้าผลักอรวิลาสอย่างแรงแล้วมุดแอบไปใต้โต๊ะ อรวิลาสจะมุดไปลากออกมาหัวเลยชนโต๊ะดังโป๊ก แต่ก็ตะครุบตัวหนูอ้อยไว้ได้

เกิดความชุลมุนจนเอมิกาต้องเข้าไปขวาง นาก สมพิศช่วยกันล็อกแขนอรวิลาส ส่วนพีรพลเข้าไปอุ้มหนูอ้อยไว้ หนูอ้อยดิ้นสุดแรงเลยถูกพีรพลตบก้นเพียะ! หนูอ้อยร้องไห้ลั่น พีรพลรู้สึกตัวรีบขอโทษ แต่อรวิลาสสะใจนัก!

หนูอ้อยเข้าห้องนอนขังตัวเองไม่ยอมกินข้าว เอมิกาเข้าไปหว่านล้อมก็ถูกไล่ตะเพิดไม่ยอมกินจะได้ตายๆไปเลย

เอมิกาถามว่าทำไมแช่งตัวเองแบบนั้นกับแค่มือถือเครื่องเดียว และมือถือก็ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตด้วย

“แต่มันเป็นชีวิตของหนูอ้อย ถ้าไม่มีมือถือ หนูอ้อยจะแชตกับเพื่อนได้ไง”

“หนูอ้อยมีคุณพ่อคุณแม่ หนูอ้อยก็คุยกับท่านสิคะ”

“พ่อกับแม่ไม่มีเวลาให้หนูอ้อย ไม่เคยสนใจหนูอ้อย หนูอ้อยเกลียดพ่อเกลียดแม่”

เอมิกาเตือนว่าอย่าพูดอย่างนี้มันเป็นบาป ชาติหน้าระวังจะเกิดเป็นเปรต หนูอ้อยถามว่าเปรตเป็นยังไง พอฟังเอมิกาอธิบายก็ตกใจรีบขอโทษ ต่อไปจะไม่ว่าพ่อแม่อย่างนี้อีกแล้ว ถามว่าจะทันไหม

“ทันค่ะ...หนูอ้อยสำนึกผิด เพราะฉะนั้นก็ไม่เกิดเป็นเปรต ตอนนี้ทานข้าวได้แล้วนะคะ พี่จะอยู่เป็นเพื่อน”

หนูอ้อยพยักหน้ายอมทานข้าวแต่โดยดี เอมิกานั่งยิ้มอย่างสบายใจ

เมื่อกลับไปที่เรือนคนใช้ นากหลับไปแล้ว เอมิกาเอาแท็บเล็ตออกมาบันทึกเสียง...

“หนูอ้อย เด็ก 6 ขวบกว่าที่เอาแต่ใจและขาดความอบอุ่น ติดมือถือเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อขาดการดูแลเอาใจใส่จากพ่อและแม่ ก็เลยชดเชยความรักที่ขาดไปด้วยวัตถุสิ่งของ...”

ooooooo

รุ่งขึ้น บรรจงไปฟ้องอรวิลาสแต่เช้า เธอถามว่าไหนวเรศบอกว่าจะกลับแล้วย้อนกลับมาอีกทำไม บรรจงยุแหย่ว่าเขาคงกลัวเธอเห็นเลยต้องหลบๆซ่อนๆ แล้วใส่ไฟเอมิกาว่า

“นังชะเอมมันร้ายลึก จงล่ะกลั๊วกลัวว่าคุณตั้มจะโดนมันสอย เพราะขนาดพี่จุ่นของจงมันยังอ่อยตั้งแต่วันแรกที่มันเข้ามาทำงาน แล้วผู้ชายดีๆอย่างคุณตั้มมีเหรอคะที่มันจะไม่แล”

เป่าหูจนอรวิลาสกังวล แล้วบรรจงก็เสนอว่าแบบนี้เราต้องตัดไฟแต่ต้นลม เราต้องร่วมมือกันทำให้ชะเอมถูกไล่ออกไปจากที่นี่ อรวิลาสยิ้มให้บรรจงอย่างเห็นด้วย

ส่วนเอมิกาก็ซักไซ้ปองเทพเรื่องไปขโมยโทรศัพท์มือถือของหนูอ้อย ปองเทพอ้างว่าอรวิลาสสั่งให้ทำ เธอถามว่าแล้วทำไมไม่บอกก่อน ตำหนิว่าทำแบบนี้ไม่ดีเลย ปองเทพสัญญาเสียงอ่อยว่าต่อไปจะไม่ทำ และจะบอกเธอทุกเรื่องที่ทำ

“ชะเอม” บรรจงมาขัดจังหวะ “มาทำลับๆ ล่อๆ แอบคุยอะไรกัน คุณชื่นเรียกให้แกเข้าไปพบเดี๋ยวนี้”

เอมิกากับปองเทพมองหน้ากันเชิงปรึกษา ปองเทพพยักหน้าเธอจึงเดินไป

ชื่นฤทัยสั่งเอมิกาให้ไปเป็นคนใช้ส่วนตัวของอรวิลาส อ้างว่าทำงานเข้าตาลูกสาวตนมาก เอมิกาใจคอไม่ดี ยิ่งเมื่อเห็นสายตาจิกจ้องของอรวิลาสยิ่งใจเสีย แล้วอรวิลาสก็ประเดิมด้วยการให้เธอตามตนไปช็อปปิ้ง

เมื่อเอมิกาไปเล่าให้เพื่อนคนใช้ฟัง ทุกคนตกใจ โดยเฉพาะสมพิศถึงกับบอกว่า แบบนี้ไม่ตายก็เหมือนตายทั้งเป็น เพราะอรวิลาสเป็นคนเอาแต่ใจตัวแม่เลยทีเดียว คนใช้อยู่ได้ไม่เกินสามวันก็ลาออก อีกคนก็แทบเป็นบ้าเพราะเธอเหวี่ยงได้ทุกเรื่อง มองหน้าเอมิกาแล้วพึมพำ “แต่มันก็น่าแปลกนะ ที่อยู่ดีๆ คุณอรเรียกแกให้ไปรับใช้”

ทำให้เอมิกายิ่งรู้สึกแย่มากๆ

ooooooo

เมื่อตามอรวิลาสออกไปที่ห้างสรรพสินค้า

เอมิกาเห็นชุดสวยก็แวะเข้าไปดู ติดราคา 1,500 บาท อรวิลาสถามว่ามีปัญญาซื้อหรือ

เอมิกาเผลอบอกว่ามี พอนึกได้ก็รีบแก้ว่าไม่มีแต่เห็นมันสวยดี อรวิลาสชมว่าตาถึงเหมือนกันนะเนี่ย แล้วสั่งซื้อเอง จากนั้นก็เดินซื้ออีกหลายชิ้นจนเอมิกาถามว่าจะซื้อไปขายหรือ

“ใส่เองย่ะ ฉันไม่ชอบใส่เสื้อผ้าซ้ำ คุณแม่บอกว่าเราต้องดูดีเสมอ แม้กระทั่งตอนนอน”

พอจ่ายเงินเสร็จก็ให้เอมิกาถือถุงทั้งหมด จากนั้นเดินหาซื้อของต่อ เอมิกาเดินดูของเพลินเลยเดินแซงหน้าไป ถูกเรียกมาด่าว่าเป็นคนใช้มาเดินนำหน้าเจ้านายได้ไง เธอเลยต้องถอยมาเดินตามหลังรักษาระยะห่างเหมือนคนใช้อื่นที่คอยถือของเดินตามเจ้านายในห้างอย่างเจียมตัว...

อรวิลาสเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ ทั้งร้านเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ฯลฯ เธอซื้อของจนเอมิกาทั้งหอบทั้งหิ้วจนแทบไม่เห็นทางเดิน เมื่ออรวิลาสจะซื้อเสื้อคอลเลกชั่นใหม่ เธอถามว่ายังจะซื้ออีกหรือตนถือไม่ไหวแล้ว

“อยู่กับฉันห้ามมีคำว่า “ไม่” ต้องมีแต่คำว่า “ได้” เข้าใจ๋!” ว่าแล้วเดินรี่เข้าร้านไปเลย

ออกจากร้านมีถุงเพิ่มขึ้นอีก เทินขึ้นไปจนเอมิกาไม่เห็นทางต้องค่อยๆเดิน พริบตานั้นมีเด็กเล่นสเกตบอร์ดมาตามทาง เอมิกาหลบไม่ทันถูกชนของหล่นกระจาย เด็กลื่นไถลไปทางอรวิลาสที่เดินอยู่ข้างหน้า เอมิกาตกใจตะโกนบอก แต่ช้าไปแล้ว อรวิลาสถูกชนหมุนคว้างไปชนกระจกเต็มแรงหน้าแนบกระจกอยู่อย่างนั้น

“คุณอร...” เอมิการีบไปพลิกตัวอรวิลาสกลับมาเห็นเลือดกำเดาไหลโกรก เธอนึกในใจ “ตายแน่กู!!”

กลับถึงบ้าน อรวิลาสบอกชื่นฤทัยว่าต้องไล่

เอมิกาออก แต่ชื่นฤทัยบอกว่าคนใช้ราคาถูกแบบนี้หาไม่ง่าย ถ้าจมูกที่ลูกทำมาเสียก็ไปทำใหม่แล้วกัน ส่วน

เอมิกาแม่ก็จะลงโทษหักเงินเดือนครึ่งหนึ่ง

“ขอบคุณมากค่ะ” เอมิการีบยกมือไหว้ โล่งใจที่แค่โดนหักเงินเดือน

พอบรรจงรู้ว่าเอมิกาแค่ถูกหักเงินเดือนก็หงุดหงิดมาก ผิดกับนาก จุ่น แม้กระทั่งสมพิศ ที่ถือว่าเอมิกายังโชคดี นากเสนอว่าถ้าเงินไม่พอใช้ตนช่วยได้ เอมิกาขอบคุณแต่ไม่ต้อง เพราะตนไม่ได้ใช้อะไรสักเท่าไหร่

คืนนี้ เอมิกาเอาแท็บเล็ตเข้าไปนั่งพิมพ์บันทึกในห้องส้วม...

“คุณอรวิลาส สวย เริ่ด เชิดหยิ่ง นิสัยเสีย คนคนนี้ยังหาความดีไม่เจอ และไม่รู้ว่าจะมีหรือไม่” พิมพ์แล้วหยุดคิด “ทำไมคนที่มีพร้อมทุกอย่างอย่างคุณอรถึงดูเป็นคนไม่มีความสุข เรียนก็ไม่จบ งานการก็ไม่ทำ ไม่มีความคิด ไม่มีความฝันเป็นของตัวเอง ทำตามที่แม่สั่งทุกอย่าง ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ฉันยังไม่เคยเห็นคุณอรวิลาสยิ้มเลย...จริงสินะ...ไม่เคยเห็นจริงๆ แต่จะว่าไปคนบ้านนี้ก็ไม่เห็นจะมีใครมีความสุขสักคน ทั้งเจ้านายทั้งคนใช้...หรือว่า...จะมี??”

ooooooo

เอมิกาฉุกคิดอะไรได้ รุ่งขึ้นเธอไปที่บ้านอรทัย เจอยายแจ่ม ยายจัน และยายปีบ สามยายคนใช้บ้านอรทัย เธอทำทีเอาส้มมาให้ บอกว่าคุณชื่นฤทัยให้มาเยอะเลยแบ่งมาให้พวกยายๆกินกัน

ปรากฏว่าถูกสามยายมองอย่างไม่ใว้ใจ ไม่รับส้ม ซ้ำยังปิดประตูใส่หน้าด้วย แต่เอมิกาก็ไม่ยอมถอย ยืนเคาะประตูเรียกอยู่อย่างนั้น

ที่โซฟาในห้องนั่งเล่น อรทัยกำลังนอนคว่ำหน้าให้อเนกนวด ครู่หนึ่งก็สั่งให้ไปคั้นน้ำส้มมาให้กิน อเนกเดินเซ็งออกไปบ่นอุบอิบ “โธ่...อีอ้วน...กระแดะอยากกินน้ำส้มนางเอก”

อเนกเดินมาเห็นเอมิกากำลังเคาะประตูเรียกพวกยายๆอยู่ ก็เลียปากแผล็บย่องเข้าไปจ๊ะเอ๋ เอมิกาตกใจสะบัดมือตบหน้าเพียะ แล้วรีบขอโทษ อเนกถือว่าผู้หญิงตบแปลว่าให้ท่า เลยคว้ามือเธอไว้

เป็นจังหวะที่วเรศได้รับโทรศัพท์จากผู้ว่าอุทยานกับอัมพรว่าจะมาคุยเรื่องงานตอนเที่ยง เขาจึงมาเอาเอกสารที่พีรพล ขากลับเห็นอเนกกำลังจับมือถือแขนเอมิกาพอดี เขาส่ายหน้าเดินผ่านไปอย่างไม่อยากมอง

เอมิกาผละจากอเนกเดินมาเจอวเรศเข้าพอดี เธอยกมือไหว้ทัก “สวัสดีค่ะคุณตั้ม แหม...มาเช้าจังเลยนะคะวันนี้”

“ฉันมาเช้าแล้วทำไม? หรือว่ากลัวฉันจะเห็นอะไรเข้า”

ถูกประชดประชันแต่เช้า เธอเลยแขวะกลับไปบ้างว่าคนเป็นเลขาเขาพูดให้ฟังงงๆกันอย่างนี้ทุกคนหรือ

ฝ่ายหนึ่งกำลังหงุดหงิด อีกฝ่ายอยากยั่ว จึงปะทะคารมเล่นลิ้นกันไปมา แต่วเรศสู้ปากคอเอมิกาไม่ได้ เขาตัดบทว่า

“ชะเอม หยุดต่อปากต่อคำกับฉันสักที ฉันเคยเตือนเธอแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าอย่าทำอะไรที่มันเสี่ยงกับตัวเอง”

ขณะเอมิกายังงงๆนั่นเอง บรรจงที่ไปวางแผนใหม่กับอรวิลาสหลังจากแผนแรกไม่สำเร็จออกมาเห็นเข้า ชี้ให้อรวิลาสดูยุว่า “คุณอรดูนังชะเอมสิเจ้าคะ แอบมาดักพบคุณตั้มอยู่นี่เอง”

อรวิลาสของขึ้น เดินตรงไปถามวเรศว่ามานาน

แล้วหรือ เอมิกาฉวยโอกาสนั้นจะเดินเลี่ยงไป ถูกอรวิลาสสั่ง

“ชะเอม! ฉันมีงานให้ทำ บรรจงจะเป็นคนบอกเธอต้องทำอะไรบ้าง”

เมื่อเอมิกาเดินตามบรรจงไปที่ห้องนอนของอรวิลาส เธอมองอึ้งกับห้องที่รกรุงรัง ข้าวของเกะกะไปหมด ถามว่านี่มันห้องนอนหรือห้องเก็บของกันแน่

“แกไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นใดๆ จัดการเก็บกวาดห้องให้เรียบร้อย หลังจากนั้นแกต้องไปอาบน้ำให้คุณชายใหญ่ แล้วต่อด้วยล้างรถให้คุณอร แกต้องทำทุกอย่างให้เสร็จภายในบ่ายโมง!” เอมิกาตกใจถามว่าใครจะทำได้ทัน “ไม่รู้ ไม่สน แกต้องทำตามคำสั่งของคุณอรอย่างเคร่งครัด” พูดแล้วสะบัดพรืดไป

เอมิกามองสภาพห้องแล้วถอนใจเฮือกใหญ่...เฮ้อ...

ooooooo

อุทยานกับอัมพรมาที่คอนโดฯของเอมิกา ป้านวลที่เป็นคนดูแลห้องให้ตกใจเพราะไม่นึกว่าทั้งสองจะมา อุทยานบอกว่ามาธุระ เย็นๆก็กลับแล้ว อัมพรถามว่าแล้วเอมิกาหายไปไหน ป้านวลตอบอย่างมีพิรุธว่าออกไปกับเพื่อน

อัมพรถามว่าเพื่อนคนไหน ป้านวลตอบไม่ออก อัมพรจึงโทร.เข้ามือถือเอมิกาเอง

เวรกรรม! เอมิกาทิ้งโทรศัพท์ไว้ที่เรือนคนใช้ นากเลยรับสายแทน พอเห็นที่หน้าจอว่า “แม่” นากดี๊ด๊ารีบฝากเนื้อฝากตัว แนะนำตัวเองว่าเป็นเพื่อนเอมิกานอนห้องเดียวกันด้วย อัมพรเอะใจถามว่าแล้วตอนนี้ลูกสาวตนอยู่ไหน

“คุณแม่รอสักครู่นะฮะ”

อัมพรหน้าไม่ดีบอกอุทยานว่าเพื่อนเอมรับโทรศัพท์แต่ดูแปลกๆยังไงไม่รู้

นากรีบเอาโทรศัพท์ไปให้เอมิกาบอกว่าคุณแม่โทร.มาและตนก็แนะนำตัวเองกับท่านเรียบร้อยแล้วด้วย เอมิกาหน้าเสีย รับโทรศัพท์เดินไปทางห้องน้ำ นากตามไปอย่างอยากรู้อยากเห็น ถูกเธอปิดประตูปังจนสะดุ้งหยุดกึก

อัมพรถามเอมิกาทันทีว่าเพื่อนคนนั้นเป็นใคร ผู้หญิงหรือผู้ชาย ทำไมถึงนอนห้องเดียวกัน ให้เล่ามาอย่างละเอียดเลย

“แม่ใจเย็นก่อน เพื่อนเอมเป็นผู้หญิง เขากำลังจะไปแคสติ้งบททอม ก็เลยต้องพูดจาห้าวๆแมนๆ” อัมพรย้ำว่าอย่าโกหกแม่นะ “เอมไม่โกหกแม่หรอก สาบานเลยก็ได้เอ้า”

อุทยานพูดแทรกขึ้นว่าแม่เขากลัวลูกจะมีแฟนเป็นทอม เอมิการับรองว่าตนชอบผู้ชาย ผู้ชายเท่านั้นที่ตนต้องการ อัมพรจึงค่อยเบาใจ บอกว่า 11.30 น. ให้มาทานข้าวกับพ่อกับแม่เพราะเย็นนี้ก็จะกลับเชียงใหม่แล้วกำชับเข้ม “ห้ามเลต!”

อุทยานฟังอยู่เดาออกว่าอัมพรกำลังจะจัดหาคู่ให้ลูกอีกแล้ว อัมพรยอมรับ อ้างว่าเพราะขืนปล่อยให้ลูกหาเองมีหวังได้คนเพี้ยนๆมาเป็นลูกเขยแน่ อุทยานฟังแล้วได้แต่ถอนใจ

ooooooo

เอมิกาอยากจะบ้าตาย ไหนจะต้องเร่งงานให้เสร็จทันเวลา ไหนแม่จะยื่นคำขาดให้ไปกินข้าวกันอีก หันไปขอแรงนากให้ช่วยทำห้องให้ แล้วแว่บออกไปโทร.หานงลักษณ์ขอแรงมาช่วยอีกคน โดยให้ปองเทพหาทางพานงลักษณ์เข้ามาในบ้านอย่าให้ใครเห็นเด็ดขาด

ปองเทพรีบไปรับนงลักษณ์ที่มารออยู่ตรงประตู พอเปิดประตู บรรจงก็มาทักว่าเห็นใครยืนอยู่ตรงประตู ปองเทพแทบช็อก เลยทำหลีใส่ จนบรรจงเคลิ้ม แล้วให้นงลักษณ์แอบเข้าไป

เอมิกาให้นงลักษณ์ใส่เสื้อผ้าของเธอ ฝากนากให้ดูแลเพื่อนตนด้วย ตนจะไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาลสักสองชั่วโมงแล้วจะรีบกลับ ไม่ลืมเอาหน้ากากอนามัยให้นงลักษณ์ใส่ คนจะได้จำไม่ได้ ตัวเธอก็ใส่ชุดช่าง ใส่หน้ากากอนามัยเดินไปกับปองเทพ เจอสมพิศกลางทาง เอมิกาแกล้งพูดเสียงดังๆว่า

“ถ้าแอร์มีปัญหา โทร.เรียกผมนะครับ”

สมพิศมองอย่างสงสัยแต่ไม่ติดใจ พอหลบออกไปได้ เอมิกาถอนใจเฮือกใหญ่กับความวุ่นวายที่ถาโถมเข้ามา

ooooooo

อุทยาน อัมพร และวเรศ นั่งคุยงานกันที่ร้านอาหารตามที่นัดเอมิกาไว้ จนใกล้เวลา อัมพรโทร.เช็ก

เอมิกาบอกว่าใกล้ถึงแล้ว วเรศได้ยิน อัมพรจึงบอกว่านัดลูกสาวมาทานข้าวด้วย คงไม่รังเกียจ วเรศตอบอย่างสุภาพว่า “ไม่รังเกียจครับ” แล้วคุยงานกับอุทยานต่อ

เอมิกามาถึงหน้าร้าน พอเดินเข้าไปก็ผงะเมื่อเห็นวเรศนั่งคุยอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ เธอตัดสินใจหันหลังเดินออกไป อัมพรแปลกใจ ขอตัวแล้วรีบลุกตามไปถามเอมิกาว่าทำไมไม่เข้าไปที่โต๊ะ เดินออกมาทำไม เอมิกาปดว่าขอเข้าห้องน้ำก่อน อัมพรบอกว่าห้องน้ำอยู่ข้างใน เธอถามแม่ว่าแล้วคนนั้นเป็นใครหรือ

“เขาเป็นเลขารัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ตอนนี้เขามีโปรเจกต์ที่ต้องทำงานร่วมกับคุณพ่อ  ไป เข้าไปข้างในได้แล้ว” เอมิกาเลยจำต้องเดินตามแม่ไปที่โต๊ะ ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

โชคดีที่วเรศไปเข้าห้องน้ำ  เลยได้หายใจอีกเฮือก ...ถามตัวเองว้าวุ่นใจว่า...จะทำยังไงดี??

ooooooo

ที่บ้านชื่นฤทัย อรวิลาสนอนอ่านหนังสืออยู่ริมสระ เปรยๆกับบรรจงที่เสนอหน้าอยู่ข้างๆว่า “ไม่รู้ป่านนี้ยัยชะเอมเป็นยังไงแล้ว” บรรจงพูดอย่างสะใจว่าชะเอมไม่มีทางทำงานเสร็จตามเวลาที่เธอสั่งแน่ ยุว่าต้องใช้งานให้หนัก ทำจนไม่ได้พัก พอทนไม่ได้ก็ลาออกเองแหละ

นาก นงลักษณ์ และปองเทพ จัดเก็บปัดกวาดในห้องนอนเสร็จแล้ว พากันออกมาที่โรงรถ นากบอกว่าเหลือล้างรถอย่างเดียวเท่านั้น นงลักษณ์ชมนากว่าสุดยอดสมกับเป็นมืออาชีพเลย แล้วบอกปองเทพให้ไปเฝ้าต้นทาง ตัวเองกับนากจะช่วยกันล้างรถ

ปองเทพไปยืนได้อึดใจเดียว แป๊ะก็มาเจอถามว่ามายืนอยู่แถวนี้ทำไม หรือมาหาคนใช้สาวๆ ปองเทพอึกอักๆพอนึกได้ก็พูดปะเหลาะว่า “มาหาเก็บดอกไม้เอาไปปักแจกันไปประดับบ้านคุณแป๊ะ”

“แหม...โรแมนติกจริงนะพ่อคุณ...” แป๊ะเชยคางปองเทพมองตาเยิ้ม “ตรงนี้ไม่ค่อยมีดอกไม้หรอก ต้องทางโน้น...มา...ฉันจะพาไป” ว่าแล้วก็ควงแขนไปเลย

ooooooo

เอมิกาตื่นเต้นจนเหงื่อแตกเต็มหน้า อุทยานถามว่าเป็นอะไร เธอบอกว่าในนี้ร้อนมาก ร้อนจนรู้สึกเหมือนจะเป็นไข้ เหลือบเห็นวเรศกำลังเดินมา ไม่รู้จะทำอย่างไรเลยรีบก้มหน้า นึกได้เอาหน้ากากอนามัยมาสวมเอาแว่นดำมาใส่

อัมพรถามว่าเป็นอะไร เธอทำเสียงไม่สบายบอกว่าแพ้อากาศและตอนนี้อาการแพ้ก็ลามเข้าตาแล้ว ว่าแล้วก็ทั้งจามทั้งขยี้ตาวุ่นวายไปหมด

พอวเรศเดินมานั่ง อัมพรแนะนำทั้งคู่ให้รู้จักกัน เอมิกาแกล้งไอแล้วขอโทษบอกว่าตนแพ้อากาศ วเรศแนะนำว่าเมื่อก่อนตนก็เคยเป็น แต่พอออกกำลังกายประจำก็หาย อัมพรได้ทีฝากว่าว่างๆให้พาน้องไปเล่นกีฬาด้วย

เมื่อพนักงานเอาอาหารมาเสิร์ฟ อัมพรเรียกให้ทานกันเลย เอมิกาเข้าตาจนจะถอดหน้ากากอนามัยก็กลัววเรศจำได้เลยทำทีขอเข้าห้องน้ำ แล้วโทร.มาบอกอัมพรว่าต้องรีบไปทำรายงานต่อ เพราะอาจารย์จะขอดูเดี๋ยวนี้แล้ว

แต่จะหาทางออกจากร้านอาหารไปได้ยังไงเป็นเรื่องต้องคิดหนัก สุดท้ายเปลี่ยนมาใส่ชุดช่างแล้วเดินออกมา

เจ้ากรรม! วเรศมองมาพอดี เธอหลบหมอบกับพื้นแล้วคลานไป พนักงานเสิร์ฟถือถาดเดินมาไม่เห็นสะดุดโครม ถาดจะร่วง ดีที่เอมิการับไว้ทัน เธอรีบส่งให้พนักงานแล้วลุกเดินจ้ำอ้าวออกไป

วเรศเห็นจนได้ เขาขอตัวกับอุทยานและอัมพรลุกตามไปจนถึงลานจอดรถก็จำได้ว่าเป็นชะเอม แต่แปลกใจว่าทำไมจึงแต่งชุดช่างและมาที่นี่ทำไม

พอถูกจับได้คาหนังคาเขา เอมิกาก็อ้อนว่า ตนมารับจ้างล้างจานที่นี่ เพราะลำพังรายได้จากคนใช้ไม่พอ เธอต้องเลี้ยงพ่อที่เป็นอัมพาต แม่ที่ตาบอด และน้องที่กำลังเรียนหนังสือ ซ้ำยังต้องซ่อมบ้านที่ถูกน้ำท่วมด้วย

วเรศฟังแล้วเห็นใจบอกว่าตนจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร ส่วนเรื่องบ้านของเธอนั้น อาทิตย์หน้าตนพอมีเวลาอยากไปดูสภาพบ้านเธอให้เห็นกับตาตัวเอง พูดแล้วเดินกลับเข้าไปในร้านอาหาร ทิ้งเอมิกาให้ยืนพึมพำอย่างกลัดกลุ้ม...

“อะไรมันจะซวยซ้ำซวยซ้อนแบบนี้เนี่ย!! เฮ้อ... หรือว่าเป็นเพราะเราแช่งพ่อแม่ตัวเองเมื่อกี้” เธอรีบยกมือพนม “คุณพระคุณเจ้า หนูขอโทษ หนูไม่ได้ตั้งใจ มันจำเป็นจริงๆค่ะ เฮ้อ...”

ที่บ้านชื่นฤทัย ทันทีที่แป๊ะควงปองเทพออกไป บรรจงกับอรวิลาสก็มาถึงพอดี

นงลักษณ์กับนากทำงานเสร็จแล้ว เธอรีบโทร.ตามเอมิกาเพราะเกือบบ่ายโมงแล้ว เอมิกาบอกว่าใกล้จะถึงพอดี พอวางสายจากเอมิกา ก็เจออรวิลาสกับบรรจงมายืนอยู่ตรงนั้นแล้ว ทั้งสองเห็นนากยืนอยู่ข้างรถที่เช็ดจนเอี่ยมอ่อง บรรจงถามอย่างระแวงว่าทำไมมาอยู่กับชะเอม นากบอกว่ามาให้กำลังใจเท่านั้น นงลักษณ์ยืนหันหลังให้ อรวิลาสร้องเรียก “ชะเอม...”

นงลักษณ์ใจหายวาบยืนแข็งทื่อจนอรวิลาสสั่งให้หันหน้ามา นากตกใจไม่รู้จะทำอย่างไรเลยแกล้งร้องลั่นว่าปวดท้องมาก พอทั้งสองหันมองนงลักษณ์ก็หลบแว้บไปอย่างรวดเร็ว

พอนงลักษณ์หลบไปแล้ว นากก็หายปวดท้องทันที บรรจงกับอรวิลาสมองหน้ากันอย่างแปลกใจ พากันตามไป นากพยายามขัดขวางถ่วงเวลา แต่พอถูกอรวิลาสตวาดนากก็จ๋อยกลืนน้ำลายเอื๊อก

นงลักษณ์รีบกลับไปที่เรือนคนใช้ เข้าห้องล็อกประตูโทร.เร่งเอมิกาให้มาเร็วๆ พวกตนกำลังจะตายอยู่แล้ว ทันใดนั้นเอมิการ้องเรียกนงลักษณ์เบาๆ ที่หน้าต่าง นงลักษณ์ดีใจเหมือนได้ยินเสียงสวรรค์

นากแข็งใจยืนขวางไม่ยอมให้อรวิลาสกับบรรจงเข้าไปในห้อง บรรจงบอกให้อรวิลาสหลบไปตนจัดการเอง ว่าแล้วตรงเข้าจี้เอวนาก นากบ้าจี้หัวเราะก๊ากๆ ร้องบอกให้บรรจงหยุด...หยุด บรรจงยิ่งจี้พลางร้องบอกให้

อรวิลาสรีบเข้าไปเลย

ไม่ทันที่อรวิลาสจะผลักประตู เอมิกาก็เปิดประตูออกมา รีบขอโทษอรวิลาสที่ตนกลับมาก่อน เพราะน้ำยาล้างรถกระเด็นเข้าปากเลยต้องรีบกลับมาบ้วนปาก ถามเย้ยในทีว่ามีอะไรจะให้ทำอีกไหม ตนยังไม่หมดแรงเลย

อรวิลาสหันมองหน้าบรรจงเหวอๆ ต่างพูดไม่ออก

เมื่อทั้งสองกลับไปแล้ว เอมิกาขอบคุณนากมากที่ช่วยเหลือตน นากเตือนว่า

“พี่ว่าเรื่องไม่จบง่ายๆแน่ ท่าทางนังจงมันจะเป่าหูคุณอรให้แกล้งน้องชะเอม ไงน้องชะเอมก็ระวังตัวเอาไว้ให้ดี”

“จ้ะ” เอมิการับคำ ถอนใจเฮือกใหญ่อย่างหนักใจกับเรื่องที่จะตามมาอีก

ooooooo

เมื่อกลับไปถึงห้องนอนอรวิลาส บรรจงบอกว่าตนไม่เชื่อว่างานทุกอย่างจะเสร็จเพราะชะเอมคนเดียว น่าเสียดายที่เราไม่มีหลักฐาน ส่วนอรวิลาสกลัวว่าถ้าวเรศรู้พฤติกรรมของตนจะต้องมองตนเป็นนางร้ายแน่ๆ บอกบรรจงว่าตนไม่เอาอีกแล้ว

“ไม่ได้นะเจ้าคะ!!” บรรจงลุกพรวด ห้ามเธอเลิกเด็ดขาด แล้วดัดทำเสียงชื่นฤทัยตำหนิว่า ลูกทำให้ผิดหวังที่ทำให้วเรศเลือกชะเอม ด่าแถมท้ายว่า “ลูกมันห่วย! ไม่ได้เรื่อง!! อย่ามาเรียกฉันว่าแม่อีก” ทำให้อรวิลาสกลัว พูดเสียงอ่อยว่า

“ถ้างั้น แกก็รีบคิดมาว่าเราจะทำยังไงกันต่อไป”

ปองเทพรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฝ้าต้นทางจนเกิดเรื่อง เอมิกาบอกว่าไม่เป็นไร แต่ตอนนี้มีเรื่องหนักใจกว่าคือ เพิ่งรู้เมื่อกลางวันนี้เองว่าวเรศมาทำงานกับพ่อตน และที่หนักกว่านั้นคือ ตนโกหกวเรศว่ายากจนมากจนเขา อยากมาดูบ้าน ตอนนี้ยังไงไม่รู้เลยว่าจะแก้ปัญหายังไงดี

พอดีสมพิศเดินมาตามชะเอมให้รีบไปช่วยทำงานในครัว เพราะคุณๆ จะมาทานข้าวด้วยกัน ปองเทพเลยรีบหลบไป

ระหว่างทานข้าวร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ อรวิลาสเสนอว่าตนอยากจัดงานฉลองวันเกิด 20 ปีในอีกไม่กี่วันนี้ จะจัดกันเองภายในครอบครัว อาจเชิญเพื่อนสนิทอีกสักสี่ห้าคน ชื่นฤทัยเสนอทันทีว่าให้เชิญวเรศมาด้วย ถามว่าแล้วลูกจะจัดแบบไหน สมพิศเคยเป็นคนจัดมาเกือบสิบปี ถามว่าจะจัดแบบไหนบอกมาได้เลย

“งานนี้อรอยากให้ชะเอมจัดค่ะ” พูดแล้วมองจิกไปทางเอมิกาอย่างสะใจ!

ooooooo

ตอนที่ 4

เมื่ออรวิลาสมอบหมายให้เอมิการับผิดชอบจัดงานเลี้ยงตามแผนที่คุยกับบรรจงไว้ สมพิศน้อยใจมากที่นับแต่อรวิลาสอายุได้ 10 ขวบ ตนก็เป็นคนจัดงานเลี้ยงวันเกิดตลอดมา แต่ปีนี้กลับให้เอมิกาจัดแทน บรรจงสังเกตอยู่ ตามไปยุสมพิศว่า

“ฉันว่านังนั่นมันต้องกำลังคิดอยากขึ้นมาแทนป้าแน่ๆ ป้าสังเกตสิ ตั้งแต่มันเข้ามาทำงานที่นี่ มันชอบทำตัวเด่น แล้วอยู่ดีๆ มันก็ได้เป็นคนใช้ส่วนตัวของคุณอร คุณชื่นเองก็ดูจะชื่นชมมัน อีกไม่นานตำแหน่งหัวหน้าแม่บ้านของป้าจะต้องตกเป็นของนังชะเอมแน่นอน แล้วเมื่อนั้น ป้าก็จะถูกเฉดหัวออกจากที่นี่”

บรรจงยุให้รำตำให้รั่วจนสมพิศน้อยใจ ตกใจ ไม่พอใจ บอกว่าถ้าตนถูกเฉดหัวออกไปจากที่นี่จริงๆก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน ไม่รู้จะไปทำมาหากินอะไรอีกแล้ว

“เฮ้อ...ฉันล่ะเห็นใจป้าจริงจริ๊ง ฉันว่านะ...ถ้าป้าไม่ อยากซวยตอนแก่ ป้าต้อง “พลิก” วิกฤติให้เป็นโอกาส”

เหตุนี้เอง เมื่อเอมิกามาขอความช่วยเหลือให้สมพิศช่วยตนจัดงานด้วย เพราะตนไม่รู้ว่าอรวิลาสชอบอะไรไม่ชอบอะไร จึงถูกสมพิศปฏิเสธอย่างไม่แยแส พูดใส่หน้าว่า “คุณอรสั่งเอ็ง เอ็งก็ทำไปสิ”

เอมิกาคิดไม่ตก ไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดสมพิศถึงไม่พอใจขนาดนั้น นากบอกว่า สมพิศคงไม่พอใจที่

อรวิลาสให้เธอจัดงานแทน เพราะทุกปีแกต้องเป็นคนจัด แต่อย่าไปถือสาแกเลย เพราะสมพิศเป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว อย่าคิดมาก

งานนี้ทำเอาเอมิกานอนไม่หลับ คิดหาทางแก้ปัญหา สุดท้ายก็คิดถึงตัวช่วยสุดท้ายคือ นงลักษณ์ตามเคย

ooooooo

โทร.ไปหาตัวช่วย ก็ได้รับความช่วยเหลือไม่ผิดหวัง นงลักษณ์ให้แม่ครัวของตนที่เคยทำงานในภัตตาคารมาก่อน รับรองว่าฝีมือยอดเยี่ยม โดยตนจะไป กับแม่ครัว รับผิดชอบอาหารในงานทั้งหมด ขอแต่เอมิกาต้องดูแลให้ดี อย่าให้คนในบ้านมาเห็นก็แล้วกัน

นงลักษณ์กับแม่ครัวถูกนำตัวเข้าไปทำอาหารในครัว โดยมีปองเทพเป็นคนคอยดูต้นทางตามเคย คราวนี้ เขาไม่กังวลนัก เพราะทุกคนกำลังง่วนกับการจัดสถานที่  ไม่มีใครสนใจในครัว นอกจากบรรจงที่คอยดูความล้มเหลวของเอมิกาอย่างสะใจ

เมื่อจวนได้เวลา อรวิลาสสั่งบรรจงให้ไปดูอาหารว่าเสร็จหรือยัง พอบรรจงเดินไปถึงหน้าห้องครัว ถูกปองเทพสกัดไว้ พยายามอ่อยถ่วงเวลา แต่คราวนี้บรรจงไม่เคลิ้ม ขอเข้าไปดูในครัวก่อนค่อยมาจี๋จ๋ากัน

โชคดีนงลักษณ์กับแม่ครัวทำอาหารเสร็จเรียบร้อยและ กลับไปแล้ว เมื่อบรรจงเข้าไปในครัวจึงเห็นอาหารวางเรียงราย หน้าตาสวยงามน่าอร่อยทุกจาน บรรจงงงมาก ไม่อยากเชื่อว่า เอมิกาจะทำอาหารได้รวดเร็วและสวยงามขนาดนี้

วเรศมางานพร้อมของขวัญที่เป็นผ้าพันคอสีดำ อรวิลาสไม่ชอบนัก แต่เมื่อชื่นฤทัยแสดงความชื่นชม ยุให้ลูกพันคอให้ดูแล้วชมว่าสวยมาก อรวิลาสจึงฝืนยิ้มเออออไปกับแม่ด้วย

เมื่อได้เวลา เอมิกาถืออาหารเดินเข้ามาในงานตามด้วยปองเทพ และบรรจงที่เดินหน้าง้ำตามมา อรวิลาส อึ้งเมื่อเห็นอาหารสวยงามน่าทาน สมพิศนึกในใจว่า “ทำไมมันทำได้” ส่วนชื่นฤทัยชมว่าอาหารดูดีมาก พอชิมก็ชมว่าอร่อยมากๆ ทั้งยังหันไปหยอกสมพิศว่า “ท่าทางป้าพิศจะเจอคู่แข่งแล้วนะ”

“ฉันไม่กล้าเป็นคู่แข่งหรอกค่ะคุณชื่น เพราะป้าพิศ เป็นครูฉัน ถ้าไม่ได้ป้าพิศช่วยสอนทำอาหาร ฉันก็คงทำออกมาไม่ได้ ที่อาหารอร่อยก็ต้องยกความดีให้ป้าพิศด้วยค่ะ” เอมิกาผายมือไปทางสมพิศ

“ใช่ค่ะ...ชะเอมหัวไวมาก สอนทีเดียวก็ทำได้เลย” สมพิศรับมุกหน้าบานเป็นจานเชิง

วเรศมองเอมิกาด้วยแววตาอ่อนโยน รู้สึกดี จนอรวิลาสไม่พอใจที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน ขอตัวไปห้องน้ำแอบส่งสัญญาณให้บรรจงตามไป ซึ่งไม่พ้นสายตาของวเรศที่นั่งมองอยู่อย่างสงสัย

พากันไปที่มุมลับตาแล้ว อรวิลาสก็ต่อว่าบรรจงว่าเห็นไหมงานนี้เอมิกาได้หน้าไปเต็มๆ บรรจงอ้างว่าเรื่องนี้อยู่เหนือการควบคุมของตน แต่ไม่ต้องกลัวเรายังมีแผน 2 เริ่มกันเลยดีไหม อรวิลาสพยักหน้าแล้วหยิบบีบีมากดทันที

ครู่เดียว เพื่อนๆของอรวิลาสอีกเกือบ 10 คนก็มาถึง เธอสั่งเอมิกาให้ไปทำอาหารเพิ่ม เอมิกาตกใจมากบอกว่าอาหารในครัวหมดแล้ว ตนไม่รู้ว่าจะมีแขกเพิ่มมากขนาดนี้เลยไม่ได้เตรียมอะไรเผื่อไว้

เพื่อนๆอรวิลาสโวยวายเจี๊ยวจ๊าวว่า หมายความว่าไม่มีอะไรให้พวกตนทานหรือ ชื่นฤทัยกลัวเสียหน้ารีบบอกว่ามีให้รอเดี๋ยว แล้วเรียกอรวิลาสและเอมิกาให้ตามตนออกไป ท่ามกลางสายตาของปองเทพและวเรศที่มองตามไปอย่างเป็นห่วง

ooooooo

ชื่นฤทัยตำหนิเอมิกาว่าไม่ควรพูดออกไปแบบนั้น คนอย่างชื่นฤทัยไม่เคยมีคำว่าขาด เมื่อไม่มีก็โทร.สั่งเอาง่ายจะตาย แต่อรวิลาสไม่เห็นด้วยที่จะเอาอาหารดิลิเวอรี่มาเลี้ยงเพื่อน บอกว่าทำแบบนี้เสียศักดิ์ศรีคุณแม่หมด

“เออจริง...ถ้างั้นเธอก็ไปตลาด หาซื้อของมาเพิ่ม” ชื่นฤทัยเสนอ

“กว่าจะไปตลาด กว่าจะกลับ กว่าจะทำเสร็จ เพื่อนอรโมโหหิวตาย” อรวิลาสกระฟัดกระเฟียด หันไปสั่งเอมิกา “ฉันไม่รู้ว่าเธอจะทำยังไง แต่ภายในยี่สิบนาทีนี้ เธอต้องเอาอาหารออกมาเสิร์ฟให้เพื่อนฉัน” ยิ้มรายให้อีกทีแล้วสะบัดไป

เอมิกายืนอึ้ง มืดแปดด้านไม่รู้จะทำอย่างไร วเรศที่แอบมาได้ยินมองเธอด้วยความสงสาร เพราะรู้แก่ใจดีว่าอรวิลาสจงใจแกล้งเธอ

ปองเทพแอบมาหาเอมิกา ถามว่าจะทำอย่างไร ปลอบให้ใจเย็นๆค่อยๆคิด ทุกปัญหาต้องมีทางออก

ไม่ทันได้คิดว่าจะทำอย่างไร แป๊ะก็ตามมาจิกปองเทพกลับไป สั่งให้กลับบ้านและอย่าให้เห็นมาที่นี่อีก ปองเทพเลยจำต้องกลับไป ทั้งที่เป็นห่วงและสงสารเอมิกาใจแทบขาด

ขณะเอมิกายืนเซ็งอยู่ในครัว วเรศเข้ามาไม่พูดพล่ามทำเพลง ตรงไปที่ตู้เย็นเห็นผลไม้อะไรก็หยิบออกมาวางบนโต๊ะ หยิบขวดน้ำสลัดออกมาวางตรงหน้าเอมิกาที่มองเขางงๆว่าจะมาไม้ไหนกับตนอีก

“เร็วเข้า เราไม่มีเวลาแล้ว” วเรศเร่ง เอมิกาบอกว่าจะให้ตนทำอะไร ก็บอกว่า “จัดการผลไม้พวกนี้ให้เป็นอาหารยังไงล่ะ”

เอมิกาเข้าใจทันที เห็นเขาหยิบแอปเปิ้ลมาปอกเปลือกอย่างชำนาญ เธอมองทึ่งและรีบทำตาม แม้จะเก้กังก็ยังพอไหว

วเรศจัดการกับผลไม้ทุกอย่างที่หยิบออกมาอย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว เอาสับปะรดมาคว้านเนื้อออกทำเป็นชาม จากนั้นหั่นแอปเปิ้ล คว้านแตงโมเป็นลูกกลมๆใส่ลงไปในชามสับปะรด ปอกสตรอเบอร์รี่ใส่ลงในแก้วแชมเปญ เขาทำอย่างมืออาชีพจนเอมิกามองตาค้าง

ชื่นฤทัยเอะใจที่วเรศหายไป บอกอรวิลาสให้ไปดูว่าเขาหายไปไหน เธอรีบลุกไปอย่างระแวง

ที่ห้องครัว วเรศจัดทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว บอกเอมิกาที่มองอึ้งอยู่ให้เอาวิปครีมมาราดลงบนสตรอเบอร์รี่ เธอรีบไปเอามา แต่บีบไม่ออก เลยออกแรงบีบเต็มที่ วิปครีมกระเด็นใส่หน้าวเรศเต็มๆ เธอตกใจรีบวางวิปครีมเข้าไปขอโทษและช่วยปาดวิปครีมบนหน้าเขาออก เหลืออยู่ที่เหนือริมฝีปากเล็กน้อยดูเหมือนหนวด เธออดขำไม่ได้หัวเราะคิกๆออกมา

วเรศฉุน ปาดวิปครีมที่เหนือริมฝีปากตัวเองป้ายจมูกเธอบ้าง เลยไล่ป้ายและปัดป้องกันนัวเนีย อรวิลาสมาเห็นพอดี เธอตวาดถามอย่างไม่พอใจ “ทำอะไรกัน!!!” พอทั้งคู่ผละจากกันเธอเข้าแทรกกลางถาม “ทำไมพี่ตั้มมาอยู่กับชะเอมคะ”

“อรมาก็ดีแล้ว ช่วยกันยกอาหารออกไปที” วเรศจัดแจงยกถาดอาหารส่งให้ อรวิลาสคิดไม่ทันรับถาดไปงงๆ พอวเรศกับเอมิกาเดินนำไปเธอก็เดินตาม กลายเป็นลูกมือของทั้งสองไปโดยปริยาย

ooooooo

ยกอาหารออกไปวางบนโต๊ะแล้ว วเรศสร้างบรรยากาศให้พวกสาวๆได้ตื่นเต้น เขาพูดด้วยมาดเท่สุดหล่อว่า

“เห็นว่ามีแต่สาวๆ ก็เลยทำเป็นเมนูผลไม้เพื่อสุขภาพ” พลางยกสตรอเบอร์รี่ที่มีวิปครีมขึ้นมา “สำหรับคนใจกล้า ถ้าไม่แคร์กับความอ้วน ผมขอแนะนำ สตรอเบอร์รี่ราดด้วยวิปครีมโรยน้ำตาล ที่ผมตั้งใจทำขึ้นมาเป็นพิเศษ”

พวกสาวๆกรี๊ดกร๊าดความเท่ หล่อ น่ารักของวเรศ เอมิกาเองถึงกับอึ้งไปด้วย ไม่เคยคิดว่าเขาจะมีมุมน่ารักแบบนี้ ส่วนพวกสาวๆและไม่สาว รวมทั้งแป๊ะ

และหนูอ้อย ต่างเข้าไปรุมกินกันอย่างเอร็ดอร่อย

อรวิลาสกับบรรจงยืนเครียด มองหน้ากันอย่างผิดคาด ระหว่างชุลมุนรุมกันกินนั้น อเนกย่องมาข้างหลังเอมิกา ยัดกระดาษแผ่นหนึ่งใส่มือเธอแล้วรีบเดินหนีไป เอมิกาตกใจ พอคลี่กระดาษออกอ่านยิ่งตกใจ...

“เที่ยงคืน เจอกันในสวนนะจ๊ะ จุ๊บ...จุ๊บ...”

เอมิกาหันมองอเนก ยังเห็นเขาหันมาส่งจูบให้ ก็ยิ่งสยอง

เมื่อเจอวเรศในตอนบ่าย เอมิกาเข้าไปขอบคุณเขาที่ช่วยตน พูดจากความรู้สึกจริงๆว่า นึกว่าเขาไม่ชอบตนเสียอีก วเรศบอกว่าตนไม่ได้ไม่ชอบ เธอตีขลุมถามว่า “แปลว่าคุณชอบฉัน?”

“ไม่ใช่!” วเรศรีบแก้ “ฉันไม่ได้ไม่ชอบเธอก็ไม่ได้หมายความว่าฉันชอบเธอ ฉันแค่ไม่ไว้ใจเธอ แต่ฉันเป็นคน ที่แยกแยะ แล้วก็เป็นคนที่ไม่ชอบเห็นใครโดนเอาเปรียบหรือไม่ได้รับความยุติธรรม เพราะฉะนั้น การที่ฉันช่วยเธอวันนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า ฉันไว้ใจเธอแล้ว...เข้าใจไหม”

วเรศพูดยาวเสียจนเอมิกาอึ้ง พูดด้วยน้ำเสียงที่ลด ความรู้สึกลงว่า “ฉันจะพยายามเข้าใจ แต่ฉันอยากให้คุณรู้ว่า ฉันไม่ได้เป็นคนไม่ดี ไงก็...ขอบคุณอีกครั้ง” เธอยิ้มจริงใจแล้วเดินกลับเข้าไปในบ้าน วเรศมองอึ้งแล้วยิ้มออกมาไม่รู้ตัว...

อรวิลาสผิดหวัง ผิดคาดกับแผนแกล้งเอมิกาที่ยิ่ง แกล้งก็เหมือนยิ่งทำให้เธอเด่นดัง บอกบรรจงว่าไม่เอาอีกแล้วบรรจงเป่าหูยุยงเอาเป็นเอาตายว่า

“เลิกไม่ได้นะเจ้าคะ คุณอรก็เห็นว่าวันนี้คุณตั้มช่วยนังนั่น แสดงว่าคุณตั้มกำลังรู้สึกดีกับมัน และถ้าคุณตั้มเลือกนังชะเอมที่เป็นคนใช้ แทนที่จะเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์อย่างคุณอร ใครรู้เข้าคุณอรอายตายเลยนะคะ”

อรวิลาสคิดตาม พึมพำ “จริงด้วย...” บรรจงได้ช่องรีบเสนอแผนใหม่

“เพราะฉะนั้น คุณอรห้ามท้อเด็ดขาด ยังไงตอนนี้เราหยุดไปก่อน ให้นังชะเอมมันชะล่าใจ พอมันเผลอเราก็คอยเด็ดหัวมัน!”

อรวิลาสพยักหน้าให้บรรจงอย่างเห็นด้วย

ooooooo

กลับถึงเรือนคนใช้คืนนี้ เอมิการีบโทรศัพท์คุยกับนงลักษณ์ทันที เล่าเรื่องท่ีวเรศช่วยตนวันนี้ให้เพื่อนรัก ฟัง นงลักษณ์เอะใจอะไรบางอย่างแต่รอให้ชัวร์ก่อนค่อยพูด แล้วขอนอนเลยเพราะพรุ่งนี้ต้องออกกอง

แต่เช้ามืด แต่พอวางสายจากเอมิกาแล้ว เธอพึมกับตัวเองว่า

“อีตาคุณเลขานี่ชักจะไม่น่าไว้วางใจซะแล้ว”

ส่วนเอมิกา เอาแท็บเล็ตเข้าห้องน้ำแอบบันทึกข้อความ...

“การตัดสินใครสักคน เราไม่ควรจะตัดสินเขาจาก “ภายนอก” ถ้าเราไม่รู้จัก “ภายใน” ของเขามากพอ บางคนที่ต่อหน้าเหมือนจะเป็นคนดี แต่พอลับหลังก็พร้อมที่จะซ้ำเติม...บางคนที่เหมือนจะคอยจับผิดเรา แต่ลึกๆแล้วก็มีน้ำใจกับเรา บางคนที่เรานึกว่าเขาเกลียดเรา แต่เขากลับเป็นคนแรกที่ช่วยเรา...”

พิมพ์บันทึกไปก็อดนึกถึงตอนที่วเรศช่วยทำอาหารเมื่อกลางวันไม่ได้ เธอยิ้มออกมากับความรู้สึกดีๆ ก่อนปิดแท็บเล็ต...

อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วหอบของกลับห้องนอน ทำอะไรบางอย่างหล่นที่หน้าห้องบรรจงไม่รู้ตัว ครู่เดียว บรรจงงอนตุปัดตุป่องเดินหนีจุ่นที่มาตามง้อ พอจะเข้าห้อง เห็นกระดาษอะไรตกอยู่หน้าห้อง หยิบคลี่อ่าน “เจอกันในสวน...”

บรรจงนิ่งคิด พลันก็เดาว่าอาจเป็นปองเทพยิ้มดีใจกับตัวเองว่า “อย่างน้อยในเรื่องซวยๆ ก็ยังมีเรื่องดีๆอยู่ เข้าไปในสวนดีกว่าเรา” แล้วกรีดกรายไปอย่างกระหยิ่มอิ่มใจ

ฝ่ายอเนก ผงกหัวดูอรทัยที่นอนอยู่ข้างๆ เห็นว่าหลับแล้วก็ลุกย่องไป แต่พออเนกลุกจากเตียง อรทัยก็ลืมตามองอย่างรู้ทัน กำมือแน่น

อเนกเข้าไปในสวนก็ย่องกริบเข้าข้างหลังบรรจงกอดหมับอย่างเมามัน บรรจงสยิวด่าเขินๆ “คนบ้า...” แต่พออเนกยื่นหน้าทำปากจู๋จะจูบ พอเห็นหน้ากันจังๆ ต่างผงะเหมือนถูกผีหลอก ความสยิวกลายเป็นสยองทันที

แล้วก็สยองยิ่งกว่า เมื่ออรทัยพุ่งเข้าตบบรรจงซ้ายขวาเพียะๆๆๆ รัวยิบ ด่าว่าแย่งผัวตน อเนกฉวยโอกาสนั้นวิ่งหนี อรทัยไล่ตามไปติดๆ ส่วนบรรจงถึงกับเข่าอ่อนทรุดกับพื้นอย่างหมดสภาพ...

รุ่งขึ้น ขณะกินอาหารเช้า ทุกคนทักบรรจงที่หน้ายังเป็นผื่นแดง ต่างพากันซักถาม ฟังบรรจงเล่าแล้วเอมิกาถอนใจโล่งอกเชื่อว่ากระดาษแผ่นนั้นต้องตกอยู่หน้าห้องบรรจงแน่ๆ ถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เธอกลับห้องนอนเอาแท็บเล็ตที่ซ่อนใต้เตียงออกมาเตรียมบันทึกข้อความ แต่ปรากฏว่าหน้าจอดับ เธอตกใจกลัวข้อมูลจะหาย จึงรีบเอาแท็บเล็ตไปให้ปองเทพดู

ที่แท้แค่ปลั๊กหลวม เธอดีใจมากรีบเอากลับ เจอวเรศที่เอารายงานการประชุมโปรเจกต์พืชสวนโลกเมืองหนาวมาให้พีรพลและจะกลับพอดี เธอรีบเอาแท็บเล็ตซ่อนข้างหลัง

วเรศทำหน้าขึงขังถามว่าเอาอะไรซ่อนไว้ เธอไม่ยอมบอกจนเขาแย่งไป พอเห็นเป็นแท็บเล็ต เขาถามว่าเธอมีแท็บเล็ตได้ยังไง จนมุมเข้าแบบนี้ เธอปดว่ายืมปองเทพมาเล่นเกม วเรศไม่เชื่อเอาแท็บเล็ตไปถามปองเทพ เขาเลยต้องโกหกตามที่เอมิกาแอบทำปากบอกบทว่า เป็นของตนจริงๆ คุณแป๊ะเป็นคนซื้อให้

ยิ่งแก้ตัวก็ยิ่งยุ่งเป็นวัวพันหลัก เพราะวเรศไม่เชื่อ บอกว่าจะไปถามคุณแป๊ะดู ถ้าจับได้ว่าโกหกรับรอง

เรื่องใหญ่แน่

เอมิกากับปองเทพเครียดหนัก มีทางเดียวคือต้องทำให้คุณแป๊ะซื้อแท็บเล็ตให้จริงๆ ก่อนที่วเรศจะไปถาม

ในที่สุดปองเทพวางแผน ทำสปาเก็ตตี้ให้คุณแป๊ะกิน คุณแป๊ะติว่าเค็มไปหน่อย ถามว่าชอบทำอาหารหรือ

“ผมอยากจะทำอาหารเพื่อเป็นการตอบแทน

คุณแป๊ะบ้าง” ปองเทพปากหวาน คุณแป๊ะเคลิ้มบอกว่าจะส่งไปเรียนทำอาหาร ปองเทพก็ติงว่าเกรงใจ ตนเปิดอินเตอร์เน็ตดูคลิปสอนทำอาหารเองก็ได้แต่น่าเสียดายที่ไม่มีคอมพิวเตอร์

ปองเทพหลอกล่อไปมาจนลงเอยที่แท็บเล็ต คุณแป๊ะหยิบจากกระเป๋าส่งให้ทันทีบอกว่าเพิ่งซื้อมา

แต่ก่อนให้ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน พูดแล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม ทำเอาปองเทพหนาวเยือกยกมือจับก้นตัวเองอย่างระแวง แต่ที่แท้คุณแป๊ะแค่ให้เต้นเพลงเกาหลีให้ดูเท่านั้น

เขาดีใจมากรีบไปบอกเอมิกาคืนนั้นเลย เพราะถ้าวเรศไปถามก็จะได้รับคำตอบว่าคุณแป๊ะซื้อแท็บเล็ตให้จริงๆ เตือนเอมิกาอย่างหนักใจว่า เรื่องมันชักจะ

ไปกันใหญ่แล้ว เมื่อไรเธอจะเลิกเป็นคนใช้เสียที

“จนกว่าเราจะเก็บข้อมูลครบ งานนี้เราต้องชนะและเอาทุนมาให้ได้” เอมิกาตอบอย่างมุ่งมั่น

ooooooo

เพราะจะไปงานเทศกาลดินเนอร์คืนวันศุกร์นี้ ชื่นฤทัยจึงไปขอให้ ดร.เพี้ยนฝึกแอคติ้งกับการออกเสียงให้ตนกับลูกสาว ซึ่ง ดร.ก็ยินดีแต่ขอพาลูกศิษย์ไปช่วยอีกคน

เรื่องแท็บเล็ต ก็ลงเอยด้วยดี เมื่อวเรศไปถามแป๊ะก็ได้รับคำยืนยันว่าเป็นคนซื้อให้ปองเทพจริง เพราะปองเทพเป็นเด็กดีตั้งใจทำงานไว้ใจได้ วเรศจึงลากลับด้วยความเชื่อสนิทใจ

แต่แล้วก็มีเรื่องให้ต้องสงสัยอีก เมื่อมาเจอเอมิกากำลังถูบ้านและมีโทรเข้ามือถือ พอเธอเห็นชื่อหน้าจอ “ดร.เพี้ยน” ก็ตกใจ กดตัดสายทิ้งทันที เขาถามว่าทำไมไม่รับสาย เธอบอกว่าเบอร์ไม่คุ้น แล้วรีบขอตัวไปทำงาน พอแยกออกมาก็รีบโทร.กลับ ถูกอาจารย์ถามว่า ทำไมตัดสายตนทิ้ง

“เอมไม่ได้ตัดสายทิ้งนะคะ มันไม่มีสัญญาณพอดี” อาจารย์ไม่ติดใจ ถามว่าแล้วตอนนี้อยู่ไหน “อยู่บ้านค่ะด็อกเตอร์ ด็อกเตอร์มีอะไรให้เอมรับใช้คะ”

“มีแน่ ฉันอยากให้เธอมาช่วยสอนแอคติ้ง” เอมิกาตกใจบอกว่าตนไม่ว่าง ถูกถามว่าทำอะไรทำไมถึงไม่ว่าง “เอมก็กำลังทำโปรเจกต์ของด็อกเตอร์อยู่ไงล่ะคะ” อาจารย์ถามว่าเธอทำอะไร “บอกไม่ได้ค่ะ แต่รับรองว่าด็อกเตอร์จะเซอร์ไพรส์”

เอมิกาตอบอย่างมั่นใจ แล้วก็ใจหายวาบเมื่อเห็นวเรศแอบอยู่แว้บๆ แต่เขาไม่เห็นว่าเธอมองมา เอมิกาว้าวุ่นใจไม่รู้จะทำยังไงดี อาจารย์บ่นว่าทำเป็นมีลับลมคมในก็ไม่มีเสียงตอบ จนอาจารย์สงสัยว่ายังอยู่หรือเปล่า

จู่ๆเอมิกาก็ร้องไห้เสียงดังจนอาจารย์ตกใจถามว่าร้องทำไม เป็นอะไร ก็ได้ยินแต่เสียงร้องไห้คร่ำครวญ...

“ไม่จริงใช่ไหมคะหมอ...โฮๆๆๆ ไม่จริง...

ไม่จริง...” แล้วปิดเครื่องเลย อาจารย์ผงะพยายามติดต่อกลับมาอีกแต่ติดต่อไม่ได้แล้ว เลยได้แต่งงว่าเกิดอะไรขึ้น

แต่คนที่เข้าถึงตัวและถามได้คือวเรศ เขาเดินมาหาถามอย่างเป็นห่วงว่า “ชะเอม...เกิดอะไรขึ้น”

เจ้าหล่อนยิ่งร้องไห้บอกว่า พ่อเข้าโรงพยาบาล ตนเป็นห่วงพ่อไม่รู้ป่านนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร

แล้วร้องไห้เป็นวักเป็นเวร

“พ่อเธอเข้าโรงพยาบาลที่ไหน” วเรศถาม เธอจำได้ว่าชัยพรเคยบอกเขาว่าตนเป็นคนสุรินทร์จึงบอกไป

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะพาเธอไปเยี่ยมพ่อเธอเอง ฉันจะไปขออนุญาตคุณอาชื่นให้”

ตายละวา! กลายเป็นเรื่องลุกลามใหญ่โต เธอพยายามบอกว่าไม่ต้อง วเรศก็ไม่ยอม เลยได้แต่ภาวนาขอให้ชื่นฤทัยไม่อนุญาต แต่คุณชื่นกลับอนุญาตอย่างง่ายดาย บอกว่าเพราะเธอทำงานดีช่วยงานสังคมตนไว้หลายครั้ง เพียงแต่ไปแล้วรีบกลับก็แล้วกัน ทั้งยังใจดีให้เงินช่วยค่ารักษาพยาบาลด้วย บอกว่าถ้าขาดเหลือยังไงก็ให้บอก

เห็นความมีน้ำใจของวเรศกับชื่นฤทัยแล้ว เอมิการู้สึกตัวเองผิดมากที่กุเรื่องนี้ขึ้นมา วเรศมาเร่งให้รีบไป เธอจึงจำต้องเดินตามเขาออกไป แต่พอออกมาพ้นหน้าชื่นฤทัยแล้ว ก็พยายามบ่ายเบี่ยงขอไปเองอีก จนวเรศขู่ว่าถ้าขืนเธอปฏิเสธอีกตนจะถือว่าเธอโกหก

“งั้นขอฉันไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ” เอมิกาหาทางหลบไปตั้งหลัก พอเข้าห้องน้ำก็รีบโทร.ปรึกษานงลักษณ์ถามว่าจะทำอย่างไรดี สุรินทร์ก็ไม่เคยไป พ่อก็ไม่ได้ป่วย บ่นตัวเองว่าปากพาซวยจริงๆ

“ใจเย็นๆก่อน เอางี้...ฉันมีวิธี” นงลักษณ์ปลอบใจ เธอเป็นตัวช่วยที่ไม่เคยทำให้เพื่อนผิดหวังเลยจริงๆ!

ครู่หนึ่ง เอมิกาหิ้วกระเป๋าเดินทางออกมา บอกวเรศอีกครั้งว่าให้เขาไปส่งที่โรงพยาบาลก็พอที่เหลือตนจัดการเองได้ แล้วเร่งให้รีบไปกัน ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่รู้ว่างานนี้จะรอดหรือเปล่า

บรรจงแอบได้ยิน คิดริษยาเอมิกาขึ้นมา ยิ้มร้ายเมื่อคิดแผนอะไรขึ้นมาได้อีก รีบไปหาอรวิลาสทันที

ooooooo

แต่อรวิลาสไม่อยู่ เพราะไปที่บ้านคุณแป๊ะ แต่เธอไม่กล้าเข้า เพราะเห็นปองเทพในชุดบอยแบนด์เกาหลีกำลังเต้นให้พวกเก้งกวางเพื่อนๆของคุณแป๊ะดูอยู่อย่างเมามันทั้งคนเต้นและคลั่งไคล้ทั้งคนดู

จนเมื่อปองเทพเต้นจบออกมา เธอมองเขาขำๆ ฝากเขาบอกน้าแป๊ะด้วยว่าตนสนใจเสื้อผ้าคอลเลกชั่นใหม่ของน้าแป๊ะ ให้คนเอาชุดไปให้ตนดูที่บ้านด้วย

งานนี้ปองเทพอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี ยิ่งเมื่อถูกอรวิลาสเยาะเย้ยว่า เห็นทำแอ๊บแมนอยู่ได้ตั้งนาน ที่แท้ก็แบบเดียวกับน้าแป๊ะนี่เอง ไม่ว่าเขาจะชี้แจงอย่างไรอรวิลาสก็ไม่เชื่อ ซ้ำยังหัวเราะคิกคักขำไม่เลิกอีกด้วย

ooooooo

พอวเรศขับรถมาถึงโรงพยาบาล เอมิกาบอกเขาให้กลับไปได้แล้ว ตัวเองรีบลงจากรถเดินอ้าวเข้าโรงพยาบาลไปเลย วเรศยิ่งสงสัย อยากไปเห็นกับตาให้รู้ไปเลยว่าเอมิกาไม่ได้โกหก

เอมิกาไปนั่งที่ม้านั่งในโรงพยาบาล ชะเง้อดูว่าวเรศ

กลับไปหรือยัง พลันก็ได้ยินเสียงป้าคนหนึ่งร้องเสียงดัง อย่างตกใจ ว่าค่ายามากมายขนาดนี้ตนจะมีปัญญาที่ไหนมาจ่าย อ้อนวอนให้ช่วยหน่อยถ้าลุงเป็นอะไรไปตนจะอยู่ได้ยังไง เอมิกาฟังแล้วถอนใจ คว้ากระเป๋าจะลุกไป เหลือบเห็นวเรศเดินผ่านประตูด้านหลังมาจากลานจอดรถ เธอรีบหลบเอากระเป๋าบังหน้าบ่น

“ยังไม่ไปอีกเหรอเนี่ย!!”

เมื่อเห็นวเรศก่อน เธอจึงตามดูว่าเขาจะทำอะไร ปรากฏว่าเขาไปที่แผนกต้อนรับของโรงพยาบาล บอกชื่อนามสกุลตามบัตรประจำตัวประชาชนของเอมิกาแก่เจ้าหน้าที่ บอกเจ้าหน้าที่ว่าตนจำชื่อคนไข้ไม่ได้ ถามว่ามีคนไข้นามสกุลนี้ไหม

เจ้าหน้าที่รับไปดูแล้วบอกว่าไม่มีนามสกุลนี้ วเรศยังพยายามให้ข้อมูลว่าคนไข้เป็นอัมพาตด้วย เอมิกาตกใจมากที่เขามาถามหาพ่อที่ตนโกหกว่าเป็นอัมพาต เหงื่อแตกพลั่ก ไม่รู้จะเอาตัวรอดยังไงดี ฉุกคิดได้ ตัดสินใจเดินออกไปเผชิญหน้า ถามว่า “คุณตั้ม คุณตามฉันเข้ามาทำไม”

วเรศตกใจบอกว่าตนมาเช็กดูว่าทุกอย่างเรียบร้อยหรือเปล่าเท่านั้น แล้วบอกเหมือนจับโกหกว่า เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่มีคนนามสกุลเดียวกับเธอมารักษาตัวที่นี่ ถามจับผิดว่า “ตกลง...พ่อเธอป่วยจริงหรือเปล่า?”

“ฉันกับพ่อคนละนามสกุลกัน ฉันใช้นามสกุลแม่ ต่อให้คุณหาให้ตายก็หาไม่เจอหรอก” แต่พอเขาบอกให้พาไปหาพ่อเธอด้วยกัน ก็ถูกปฏิเสธเสียงแข็งว่า “ไม่ได้ หมดเวลาเยี่ยมแล้ว” แต่เพื่อให้แนบเนียน เอมิกาทำใจกล้าบอกว่าถ้าเขาไม่เชื่อเดี๋ยวตนจะพาแม่มาหาเขาเอง

ครู่เดียวเธอก็พาป้าคนนั้นมาหาเขา วเรศถามว่าอาการของลุงดีขึ้นหรือยัง ป้าทำท่าจะร้องไห้คร่ำครวญว่า หมอบอกว่าอาการช้ำใน แข้งขาไหลปลาร้าหักยับ วเรศงง ถามว่าคุณลุงเป็นอัมพาตไม่ใช่หรือ ตกลงเป็นอะไรกันแน่

ป้าหันถามเอมิกาว่า “ตกลงพ่อเอ็งเป็นอะไรนะนังหนู”

“ก็...เป็นอัมพาต ตับไตข้างในก็ไม่ค่อยจะทำงาน” ทำทีถามว่า “แม่กำลังช็อกเลยฟังหมอพูดไม่ค่อยรู้เรื่องใช่ไหมจ๊ะ” ป้าแกโมเมเออออไปตามน้ำงงๆ

ยิ่งพูดมากก็เหมือนจะยิ่งถูกจับโกหกได้มากขึ้น เอมิการวบรัดตัดบทว่าช่วงนี้แม่ไม่ค่อยได้กินยาอาการอัลไซเมอร์เลยกำเริบจำอะไรไม่ค่อยได้ แล้วขอตัวพาแม่ไปกินยา วเรศงงแล้วงงอีก จนเธอประคองป้าคนนั้นไป เขาก็มองตามไปงงๆ

พอพาป้าออกมาพ้นสายตาวเรศแล้ว เอมิกาขอบคุณที่ป้าช่วยตน เอาเงินให้จำนวนหนึ่งบอกว่าเอาไปเป็นค่ายาของลุง

“ขอบใจมากนะลูก หนูเหมือนแม่พระมาโปรดป้าแท้ๆ”

พอแยกจากป้า เอมิกาเห็นวเรศยังเดินตามมาดูอีก เธอถอนใจเซ็งสุดๆที่เขากัดไม่ปล่อย ตามจิกไม่เลิกสักที

ooooooo

จนเย็น เมื่อพากันกลับ เขาถามอย่างติดใจสงสัยว่าไหนเธอเคยบอกว่าแม่ตาบอด เอมิกาบอกว่าแม่ตนตาบอดตาใสดูเผินๆจะไม่รู้ว่าตาบอด ตัดบทอย่างรำคาญเต็มทีว่าให้เขากลับไปเลยเพราะตนจะไปดูน้องๆที่บ้าน พอเขาจะไปส่งเธออ้างว่าบ้านเธอรถเข้าไม่ถึงต้องเดินไกลมาก เขาบอกว่าไม่มีปัญหาเพราะตนชอบเดินอยู่แล้ว

ไม่ว่าจะหลบเลี่ยงอย่างไรก็หนีไม่พ้น เลยขอโทรศัพท์หาน้องก่อน ที่แท้แอบไปโทร.ปรึกษานงลักษณ์บอกว่าตอนนี้คิดมุกไม่ออกแล้ว ไม่รู้จะทำอย่างไรกับลูกตื๊อของวเรศ

“อย่าเพิ่งสติแตก มันต้องมีทางออกสิ” นงลักษณ์พูดอย่างมั่นใจ

ดังนั้น เมื่อเอมิกากลับมาอีกทีเธอบอกเขาว่าน้องไม่อยู่บ้าน ป้ามารับไปอยู่ด้วยช่วงที่พ่อเข้าโรงพยาบาล เขาเสนอไปหาที่บ้านป้าอีก เอมิกาชักฉุน เสียงเข้มว่า

“ป้าฉันไม่ได้อยู่ที่นี่ ป้าฉันอยู่เชียงใหม่ เพราะฉะนั้นเรากลับกันได้แล้วค่ะ” ว่าแล้วเดินนำไปเลย ถอนใจอย่างโล่งอกว่าคราวนี้ได้รอดตัวเสียที

ที่ไหนได้ วเรศยังเดินตามมาอีกจนได้!

นั่งรถกันมาเงียบๆ จู่ๆวเรศก็ท้องร้องจ๊อกๆ ทีแรกต่างก็ยังทำเฉย แต่พอร้องครั้งที่ 2 ที่ 3 เขาบอกว่าท้องตนร้องเพราะนี่ก็เย็นแล้ว เธอบอกเขาว่าหาอะไรทานกันก่อนก็ได้ วเรศให้เธอแนะนำร้านอาหารเพราะเขาไม่คุ้นกับแถวนี้ เธอเกี่ยงว่าเพิ่งมาเหมือนกัน พลันก็เห็นร้านอาหารริมทาง

“ร้านโน้นเลยค่ะ ฉันมาทานประจำ รับรองแซ่บอย่าบอกใคร”

ชายหนุ่มหาที่จอดรถทันที ลงเดินไปที่แผงขายอาหารอีสาน เด็กเอาเมนูเก่าๆ เบลอะๆมาให้ดู เขาสั่งอย่างชำนาญ

“ปิ้งกบ ตำบักถั่ว ยำไข่มดแดง คั่วหนู อ่อมหอยจุ๊บ ส้มตำปลาร้า ซุปหน่อไม้ ข้าวเหนียว”

เอมิกามองเขาอึ้งถามตัวเองว่าจะกินได้ไหมเนี่ย แต่พออาหารมา เขาลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อยจนเธอแปลกใจเปรยว่า

“ไม่นึกว่าคุณจะทานของพวกนี้เป็น”

“ฉันต้องตามคุณลุงไปต่างจังหวัดบ่อย บางทีต้องไปค้างกับพวกชาวบ้าน เขาก็ทำอาหารแบบนี้เลี้ยง...

แล้วทำไมเธอไม่กิน” เอมิกายิ้มแหยๆ เขาพูดพลางกินต่อ “ไม่ต้องเกรงใจฉันหรอก” ว่าแล้วก็มีแก่ใจตักคั่วหนูใส่จานให้

เอมิกาตักกินบอกว่าคั่วหมูร้านนี้อร่อยดีนะ เขาบอกว่า “ไม่ใช่คั่วหมูแต่เป็นคั่วหนู” เอมิกาผงะพะอืดพะอม

รีบขอตัวไปห้องน้ำ เมื่อเธอกลับมาเขาเปรยๆว่าน่าแปลกเธอเป็นคนท้องถิ่นแต่ทำไมเหมือนทานอะไรไม่เป็นเลย

“ฉันก็เข้ามาอยู่กรุงเทพฯนานแล้ว ไม่ค่อยได้ทานของพวกนี้ รีบไปเถอะคุณ ฉันไม่อยากกลับมืดมาก แค่นี้ก็เหนื่อยแย่แล้ว” พูดแล้วรีบลุกไปที่รถ

มีปัญหาอีกจนได้ เมื่อรถสตาร์ตไม่ติด วเรศลงไปถามหาช่างแถวนั้น

ooooooo

อรวิลาสกระวนกระวายใจที่ไม่เห็นวเรศตั้งแต่เช้าจนเย็น บรรจงเป่าหูทันทีว่าคงไม่กลับง่ายหรอกเห็นหิ้วกระเป๋าไปส่งเอมิกาถึงบ้านนอก พูดแล้วเห็นอรวิลาสไม่พอใจเลยยุส่งว่า

“ลองลงล็อกแบบนี้ นังเอมมันต้องออเซาะขออยู่ค้างกับคุณตั้มแหงๆเลยเจ้าค่ะ” อรวิลาสตวาดว่าแล้วทำไมเพิ่งมาบอก “ก็คุณอรอยู่ให้บอกที่ไหนล่ะคะ จงงี้คันปากยิบๆป่านนี้ไม่รู้คุณตั้มโดนมันปู้ยี่ปู้ยำถึงไหนแล้ว”

อรวิลาสเดินอ้าวไปหาปองเทพทันที สั่งให้โทร.หาเอมิกา ปองเทพโทร.แล้วบอกว่าติดต่อไม่ได้ สงสัยแบตหมด อรวิลาสยิ่งร้อนใจ ด่าปองเทพว่าเป็นเพื่อนภาษาอะไรไม่รู้ว่าเอมิกาไปไหน ตนกลัวจะมาฉกพี่

ปองเทพพูดให้สบายใจว่าไม่ต้องห่วงเรื่องนี้เพราะเอมิกามีแฟนแล้วหล่อกว่าคุณตั้มอีก และทั้งสองก็รักกันมากด้วย

“หล่อกว่าแล้วไง เพราะยังไงพี่ตั้มก็รวยกว่า ต้องน่าสนใจกว่าแฟนของยัยนั่นอยู่แล้ว ฉันไม่ไว้ใจเพื่อนนาย ต่อจากนี้ไปนายต้องเป็นหูเป็นตาให้ฉัน ถ้าเห็นความผิดปกติของเพื่อนนายกับพี่ตั้มเมื่อไหร่ นายต้องรายงานฉันทันทีเข้าใจไหม”

พออรวิลาสสะบัดไป ปองเทพก็บ่นอย่างคิดไม่ตกว่า “เอมนะเอม ทำไมถึงกล้าไปกับผู้ชายอื่นโดยไม่บอกเรา...”

ooooooo

เมื่อตามช่างมาดูรถ ช่างบอกว่าต้องพรุ่งนี้จึงจะเสร็จ เอมิกาบอกว่าถ้าอย่างนั้นตนจะกลับก่อน ขืนไม่กลับวันนี้คุณชื่นดุตายแน่ ว่าแล้วคว้ากระเป๋าเดินตัวปลิวไป คิดว่าคราวนี้สลัดพ้นจากเขาได้แน่แล้ว

ที่ไหนได้! วเรศตามมาบอกว่าทิ้งรถไว้พรุ่งนี้จะให้คนมารับ แล้วจัดแจงโทร.บอกพีรพลว่ากำลังจะกลับแล้ว เอมิกาถอนใจห่อเหี่ยว อยากบ้าตาย

ระหว่างนั่งรถทัวร์กลับด้วยกัน มีเรื่องให้ได้ใกล้ชิด หน้ากับหน้าเฉียดฉิวกันไปมา กระทั่งตัวกับตัวก็สีกันหลายครั้ง ความใกล้ชิดทำให้อดหวั่นไหวไม่ได้ แต่ต่างก็สงวนท่าทีวางมาดเข้มใส่กัน

นั่งรถมาไม่นาน เอมิกาก็หลับ จนมาถึงปั๊มน้ำมันรถจอดให้ผู้โดยสารลงไปยืดเส้นยืดสายหาอะไรรองท้องกัน วเรศปลุกเอมิกาสั่งให้ลงไปกับตน แล้วเขาก็ซื้อข้าวแกงมาวางตรงหน้าเธอ บอกให้กินเสียเพราะเมื่อเย็นกินไปนิดเดียวเอง

เอมิกาง่วงมาก สัปหงกจนหน้าจิ้มลงในจานข้าว ข้าวสวยติดหน้าติดผมเต็มไปหมด วเรศช่วยเอาออกยิ้มๆ เธอโมโหโทษว่าเพราะเขาคนเดียวเลยเป็นแบบนี้ ลุกเดินปึงปังไปล้างในห้องน้ำ วเรศขำๆแกมเอ็นดูกับกิริยางอนๆของเธอ

เมื่อกลับมาขึ้นรถ ไม่นานเอมิกาก็หลับอีก หลับลึกจนเอนหัวมาพิงไหล่เขา วเรศขยับให้เธออิงไหล่หลับให้สบาย เธอหลับยาวจนมาถึงกรุงเทพฯ เขาปลุกจึงลุกขึ้นคว้ากระเป๋าได้ก็ยกมือไหว้ลาเลย วเรศเห็นโทรศัพท์เธอหล่นที่เบาะ ตามไปจะเอาให้ก็เรียกไม่ทัน เลยเก็บไว้ให้
ooooooo

กลับมาถึงบ้าน เอมิการีบเข้ารายงานตัวกับชื่นฤทัยที่นั่งอยู่กับอรวิลาส ชื่นฤทัยบอกว่ากลับมาเหนื่อยๆให้ไปพักเสีย เอมิกาขอบคุณพลางลุกไป อรวิลาสจิกตามองตามไปอย่างระแวงสงสัย

ส่วนปองเทพ พอเอมิกากลับมาก็แอบไปหา พอรู้เรื่องก็ถามว่าทำไมต้องโกหกวเรศเรื่องพ่อไม่สบายด้วย ตนถูกอรวิลาสมาซักถามจนเกือบตอบไม่ถูก ถามว่าแล้ววเรศทำอะไรเธอรึเปล่า ทำไมถึงกลับเอาป่านนี้ เกิดอะไรขึ้น

ปองเทพถามชุดใหญ่จนเอมิกาบอกว่าหยุดได้แล้วตนตอบไม่ทัน แล้วชวนไปหาที่คุยที่ปลอดภัยกว่า พากันไปคุยกันในสวน เอมิกาจึงเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ฟัง ปองเทพทึ่งที่เธอตีบทแตกจนวเรศเชื่อสนิทใจขนาดนั้น ต่อไปก็คงไม่สงสัยอะไรเธออีก

“แต่เราโกหกเขาไว้หลายเรื่อง เรากลัวจะหลุดเองน่ะสิ”

“ก็จริงนะ เอมต้องจดเอาไว้นะว่าโกหกเขาไปเรื่องอะไรบ้าง...เออนี่เอม เมื่อคืนคุณอรสั่งให้เราจับตาดูเอมกับคุณตั้ม เขากลัวว่าเอมจะชอบคุณตั้ม เราน่ะคันปากยิกๆเกือบจะบอกออกไปแล้วว่าเรากับเอมเป็นอะไรกัน”

เอมิกาฟังแล้วพูดไม่ออก

คุยกันเสร็จ ปองเทพย่องกลับ ถูกอรวิลาสมาดักถามว่าเมื่อกี้คุยอะไรกัน ปองเทพจำต้องเล่าตามจริง อรวิลาสพอใจมากชมว่าทำดีแล้ว ต่อไปมีอะไรก็รีบมารายงานตนด้วย

พออรวิลาสผละไป ปองเทพถามตัวเองงงๆว่า

“นี่เรากลายเป็นคนของคุณอรตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย...เฮ้อ...” เขาถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม

ooooooo

คืนนี้เอมิกาเอาแท็บเล็ตแอบเข้าไปบันทึกข้อความในห้องน้ำตามเคย เธอพาดหัวว่า “คุณตั้ม” แล้วบรรยาย...

“คุณตั้ม...ผู้ชายปากร้าย ขี้สงสัย อยากรู้อะไรต้องรู้ให้ได้ แต่อีกด้านหนึ่ง เขาก็เป็นสุภาพบุรุษ ไม่ถือตัว...หล่อ ดูดี ยิ้มสวย น่ารัก ตาหวาน...”

พิมพ์ไปก็นึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ประสบพบเห็นกันมาตลอดคืน แต่พอรู้สึกตัวก็เตือนตัวเองว่า

“ห้ามวอกแวกเด็ดขาดนะเอมิกา เรามาหาข้อมูลคนใช้นะ ไปยุ่งกับอีตาเลขาทำไม...หรือว่า เอามาเป็นพระเอกของเราซะเลย” เตือนตัวเองแล้วก็ข่มใจไม่ให้วอกแวกถึงเขา

ส่วนวเรศ กลับถึงบ้านแล้วเอาโทรศัพท์มือถือของเอมิกาขึ้นมาดู นึกถึงเจ้าของในอิริยาบถต่างๆ แล้วก็เผลอยิ้มออกมา...

ooooooo

เพียงวันรุ่งขึ้นก็เกิดปัญหาเป็นเรื่องราวใหญ่โต เมื่ออเนกยังไม่หายหื่น แอบมากอดเอมิกาจากข้างหลัง ขณะเธอกำลังตากผ้า

เอมิกาตกใจผลักเขากระเด็นออกไป อเนกยังหน้ามืด ชวนไปหาอะไรสนุกๆทำกันดีกว่า

“ฉันว่าคุณกำลังเข้าใจผิด ฉันไม่เคยคิดอะไรกับคุณเลยนะ” เอมิกาฉุนขาด อเนกตะแบงว่าเธอไม่คิดแต่ตนคิดแล้วพุ่งเข้าจับแขนเธอไว้ เกิดยื้อยุดโต้เถียงกัน เมื่ออเนกลวนลามเธอจึงต่อสู้ป้องกันตัว

พริบตานั้น อรทัยมาตวาดเรียกอเนก พอหันไปเห็นอรทัย อเนกก็โทษว่าเอมิกาให้ท่าตน พอตนปฏิเสธก็จะปล้ำ เอมิกาโต้ว่าไม่จริง เขาต่างหากที่พยายามจะทำอะไรตน

อรทัยตวาดเอมิกาให้หุบปาก ด่าว่าไม่มีปัญญาหาผัวรึไง ถึงจะมาแย่งผัวตน แล้วพุ่งเข้าไปจะตบ แต่มือถูกยึดไว้กลางอากาศ พอหันมองจึงเห็นว่าวเรศนั่นเอง

“มันเกิดอะไรขึ้นครับ ทำไมต้องลงไม้ลงมือกันด้วย” วเรศถามอรทัย เห็นเอมิกามองอย่างขอความเห็นใจ

เรื่องไปถึงชื่นฤทัยให้จัดการ โดยอรทัยฟ้องว่าเอมิกามาอ่อยอเนก เอมิกาบอกว่าไม่จริง อเนกโต้ว่าไม่จริงยังไง วันก่อนยังไปหาตนเลย

“ฉันไม่ได้ไปหาคุณ ฉันไปหาพวกคุณยายต่างหาก” วเรศถามว่าเธอไปหาคนบ้านนั้นทำไม “ฉันเอาส้มที่คุณชื่นให้ไปแบ่งให้คุณยาย ฉันเห็นพวกคุณยายไม่ค่อยมีอะไรทาน ทั้งๆที่ทำงานหนัก”

“นี่เธอหาว่าฉันใช้แรงงานคนแก่เหรอ! พี่ชื่นต้องไล่มันออกนะคะ มันพูดจาสามหาวกับน้อง” อรทัยโวยวาย

“อย่าให้ถึงขนาดนั้นเลยครับ ผมว่าเราเรียกคุณยายมาถามดีกว่าว่า สิ่งที่ชะเอมพูดเป็นความจริงหรือเปล่า” วเรศเสนอ ชื่นฤทัยเห็นด้วย สั่งอรทัยให้ตามคนของเธอมา

สามยายมากันพร้อมหน้า ยายแจ่มพูดความจริงว่า “แม่หนูคนนี้เอาส้มมาให้พวกเราจริงๆค่ะ”

อเนกถูกจับโกหกได้เลยก้มหน้างุด ชื่นฤทัยสรุปว่า “จบเรื่องแล้วนะอรทัย”

อรทัยมองเอมิกาตาเขียวปั้ด สั่งคนของตนให้กลับบ้าน เอมิกามองตามถอนใจเฮือกอย่างอ่อนใจ...

เอมิกาเดินออกมาขอบคุณวเรศที่ช่วยตนไว้ไม่ให้โดนตบ เขาเตือนเธออย่าไปบ้านนั้นอีก เพราะอเนกคงไม่ยอมจบง่ายๆ เตือนเธอให้ระวังตัวด้วย เพราะตนไม่สามารถที่จะช่วยเธอได้ตลอดเวลา แล้วเอาโทรศัพท์คืนให้บอกว่าเธอทำตกบนรถทัวร์

“ขอบคุณนะคะ ฉันนึกว่าฉันทำหายไปแล้วเสียอีก” เอมิกามองเขาด้วยความรู้สึกดีๆที่เพิ่มมากขึ้นทุกที

ooooooo

ก่อนถึงคืนดินเนอร์ คืนนี้ชื่นฤทัยบอกพีรพลว่าให้เขาบอกวเรศให้ร้องเพลงคู่กับอรวิลาสในคืนดินเนอร์ พีรพลเชื่อว่าวเรศไม่ตกลงแน่เพราะเขาเป็นคนไม่ชอบแสดงออก ยิ่งเรื่องร้องเพลง เขาไม่ชอบเลย

“ตกลงจะไม่ช่วยฉันใช่ไหม ได้...งั้นฉันจะโทร.บอกตั้มเอง ตั้มไม่มีทางปฏิเสธฉัน คุณคอยดู!” ชื่นฤทัยไม่พอใจ

แล้วเธอก็โทร.ไปหาวเรศขอให้เขาร้องเพลงคู่กับอรวิลาส อ้างว่าตนบอกกับคุณหญิงไฉไลเอาไว้แล้ว ถามว่าเขาเข้าใจใช่ไหมว่าถ้าผิดคำพูดจะเสียมารยาทมาก

“เข้าใจครับ” วเรศตอบเซ็งๆ ชื่นฤทัยสรุปทันทีว่า แสดงว่าเขาตกลงแล้ว นัดพรุ่งนี้ซ้อมเพลงที่บ้านตนเลย วเรศตกใจ เหวอ ไม่ทันพูดอะไรปลายสายก็วางไปแล้ว เธอหันพูดกับพีรพลเยาะๆว่า “หลานตั้มตกลง ฉันบอกคุณแล้วเห็นไหม”

พีรพลได้แต่นิ่งอึ้งอย่างไม่เข้าใจว่าทำไม??

ooooooo

เช้าวันถัดมา สมพิศที่ญาติดีกับเอมิกาแล้วตั้งแต่ที่เอมิกายกความดีเรื่องสอนตนทำอาหารจนได้ หน้าไปพะเรอเกวียน ให้เอมิกาไปจ่ายกับข้าวที่ตลาด กำชับให้รีบไปรีบมา

พอเอมิกาออกมาที่ริมถนน เจอปองเทพนั่งรออยู่ในรถแท็กซี่แล้ว เร่งให้เธอรีบขึ้นรถ แล้วสั่งคนขับให้ไปมหาวิทยาลัย

ไปถึงมหาวิทยาลัย ดร.เพี้ยนเอาไอแพดของเอมิกาอ่านเรื่องที่เธอบันทึกไว้ โดยมีปองเทพนั่งอยู่ข้างๆ อาจารย์ถามว่าเธอจะเขียนเรื่องคนใช้จริงหรือ เธอยืนยันว่าใช่ อาจารย์ถามอีกว่าแน่ใจหรือว่าเอาแน่?

“แน่ใจอย่างที่ไม่เคยแน่ใจอะไรมาก่อนในชีวิตนี้เลยค่ะ”

อาจารย์ถามว่าได้ข้อมูลจากไหน เธอปดว่าจากคนใช้ตามบ้านต่างๆ

“ถ้าเธออยากทำเรื่องนี้จริงก็ตามใจ แต่ฉันขอย้ำอีกครั้งว่าเธอต้องลงให้ลึกถึงจิตวิญญาณของพวกเขาจริงๆ”

“ทราบแล้วค่ะ รับรองด็อกเตอร์จะไม่ผิดหวังเมื่อได้เห็นผลงานของเอม”

อาจารย์บอกว่าแล้วจะคอยดู มองนาฬิกาแล้วบอกว่ามีนัดที่สุขุมวิทต้องไปแล้วเดี๋ยวรถติด เอมิกาบอกว่าไปทางเดียวกันเลย ตนกับปองเทพขอติดรถไปด้วย อาจารย์ยินดีแต่เอะใจถามว่าเธอไปทำอะไรที่สุขุมวิท

เอมิกากับปองเทพตั้งหลักไม่ทัน มองหน้ากันแล้วตอบพร้อมกันว่าไปหาญาติ แล้วแก้พร้อมกันอีกว่าไปหาเพื่อน

เอมิการีบพูดแก้ว่า “ป่องไปหาญาติ ส่วนเอมไปหาเพื่อนค่ะ แหะๆๆ”

เมื่อมาถึงหน้าปากซอยเข้าบ้าน เอมิกาขอลงตรงนั้น ยกมือไหว้ขอบคุณก่อนลงจากรถ อาจารย์ขอให้โชคดี บอกเอมิกาว่า “ว่าจะชมตั้งนานแล้ว กระเป๋าถือของเธอสวยแปลกตาดีนะ”

เอมิกามองตะกร้าจ่ายกับข้าวในมือ ตอบเก้อๆ “อ้อ...ค่ะ...” พออาจารย์ขับรถออกไปแล้ว เอมิกาหันบอกปองเทพ

“ป่องเข้าบ้านไปเลยนะ เราจะไปจ่ายตลาดก่อน แล้วจะรีบตามเข้าไป” พูดแล้วแยกกันไปคนละทาง

ดร.เพี้ยนขับรถหาบ้าน “ชื่นฤทัย” ไปในซอย ปองเทพนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาถึงหน้าบ้านจ่ายเงินแล้วเข้าไป อาจารย์ก็เจอบ้านพอดี โทร.บอกชื่นฤทัยว่ามาถึงแล้ว

ครู่ใหญ่เอมิกาก็กลับมาถึง ไม่นานบรรจงก็เข้ามากระชากเสียงบอกว่าคุณชื่นสั่งให้เอาน้ำไปให้แขกที่ห้องคาราโอเกะ

ในห้องคาราโอเกะ ดร.เพี้ยนกำลังสอนการร้องเพลงให้ชื่นฤทัย อรวิลาส และวเรศว่าข้อสำคัญประการหนึ่งคือการออกรูปปากให้ชัดเจน แล้วทำให้ดูเป็นตัวอย่าง...อา อี อู เอ โอ ฯลฯ จากนั้นให้ฝึกออกเสียงจากท้องด้วยการหัวเราะ ฮ่าๆๆๆ

เอมิกาประคองถาดน้ำมาถึงหน้าห้องคาราโอเกะ เธอยกมือจะผลักประตูเข้าไป...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

บาปอยุติธรรม EP.10 ชิดตะวัน เชื่อใจและมั่นใจ ว่าปลายฝนจะอยู่ข้างเขา
19 เม.ย. 2564

13:55 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 19 เมษายน 2564 เวลา 19:49 น.