สมาชิก

ปัญญาชนก้นครัว

ตอนที่ 5

ผลักประตูเข้าไป เห็นทุกคนกำลังตั้งหน้าตั้งตาหัวเราะกัน ดร.เพี้ยนยืนหันหลังให้ประตู เอมิกามองไปเห็นวเรศกำลังหัวเราะเอาเป็นเอาตาย ก็ขำกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ส่วนวเรศเห็นเอมิกาเข้ามาก็อายมาก แต่ยังต้องทำตามคนอื่นต่อไป

จังหวะนั้นเอง ดร.เพี้ยนหันมาประสานสายตากับเอมิกาอย่างจัง ต่างมองกันตะลึง ดร.เพี้ยนอ้าปากหัวเราะค้าง ส่วนเอมิกาตกใจมือไม้อ่อนทำถาดใส่นํ้าหล่น นํ้าหกแก้วนํ้าแตกเพล้งๆๆ!! ทุกคนตกใจหยุดหัวเราะกึก

“ตายแล้ว!! ทำไมซุ่มซ่ามอย่างนี้หาชะเอม” ชื่นฤทัยตำหนิ

ส่วน ดร.เพี้ยนมองหน้าเอมิกาอึ้ง นึกถึงที่เธอเคยบอกว่าจะไปเป็นคนใช้ และเมื่อเช้านี้เองเธอเอาข้อมูลมาให้ดูยังบอกอยู่เลยว่าได้ข้อมูลเหล่านั้นจากคนใช้บ้านต่างๆ ??!! แต่นาทีนี้เห็นเธอยืนอยู่ตรงหน้าจะจะ เต็มตา!!

เอมิกาได้สติรีบขอตัวไปเอาผ้ามาเช็ดนํ้า ส่วน ดร. เพี้ยนยังยืนจังงังอยู่ จนชื่นฤทัยเข้าไปถามข้างๆ ว่าด็อก–เตอร์โดนอะไรไหม เห็นยังนิ่งเลยเรียกเสียงดัง “ด็อกเตอร์!!” ดร.เพี้ยนสะดุ้ง พูดตะกุกตะกัก

“อ่า...เอ่อ...ผมไม่โดนอะไรครับ...แต่...ผมอยากเข้าห้องนํ้า”

ooooooo

เอมิกากลับถึงเรือนคนใช้ยืนหอบเหนื่อยหน้าตาตื่น ถามตัวเองว่า ดร.เพี้ยนมาที่นี่ได้ยังไง พลันก็สะดุ้งโหยงเมื่อมีมือมาจับไหล่ หันไปเห็นนากก็ค่อยใจชื้น นากถามว่าทำไมหน้าซีดอย่างนี้ พอเธอบอกว่าตนทำแก้วนํ้าแตกต่อหน้าแขกคุณชื่น นากก็ร้องเหมือนหัวใจจะวายตาย

บรรจงเดินหัวเราะร่าเข้ามา พูดเย้ยว่าแค่เสิร์ฟนํ้ายังทำไม่ได้ แล้วจะไปทำอะไรกิน นากหันขวับตีหน้ายักษ์ด่าทันที

“ก็ถ้าไม่ใช่เพราะแกใช้น้องชะเอม ก็คงไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นหรอก”

“อย่ามาโทษฉันนะพี่นาก!! นังชะเอมของพี่มันห่วยต่างหาก แกโดนคุณชื่นไล่ออกแน่!”

นากเห็นเอมิกาหน้าเสีย ปลอบใจว่าคุณชื่นไม่ใช่คนใจดำ เรื่องแค่นี้ไม่ไล่ออกหรอก บอกให้พักผ่อนเสียเดี๋ยวตนจะจัดการให้เอง พลางเอามือพาดบ่าเอมิกาพาออกไป บรรจงสะบัดเสียง “หมั่นไส้เว้ย!!” แล้วเดินเชิดไป

“ป่านนี้ ดร.จะบอกความจริงคุณชื่นหรือยังนะ?” เอมิกาคิดเครียด

เธอไปบอกปองเทพที่กำลังตากผ้าอยู่ เขาตกใจมากบอกเอมิกาให้รีบหนีไปเลยถ้าทุกคนรู้ว่าเธอเป็นใครมีหวังจบเห่แน่ เอมิกาบอกให้ตั้งสติหน่อย เพราะถ้า ดร.เพี้ยนยังไม่ได้บอกใคร เราหนีไป ทุกอย่างที่ทำมาก็เสียเปล่า  แล้วใช้ให้เขาไปแอบดูสถานการณ์ในบ้านว่าเป็นยังไง

“แล้วทำไมต้องเป็นเรา?” ปองเทพชักปอด เอมิกา บอกว่า เพราะ ดร.ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่นี่ กำชับอย่าให้ ดร.เห็นเด็ดขาด

ปองเทพกลืนนํ้าลายเอื๊อก ค่อยๆย่องออกไปดู

ที่อีกมุมหนึ่งของบ้าน ดร.เพี้ยนเดินด้อมๆมองหาเอมิกา บ่นว่าหายไปไหนแล้ว ขณะนั้นเอง จุ่นถือถังนํ้ามาเห็นคนแปลกหน้าท่าทางมีพิรุธ คิดว่าเป็นขโมยแน่ ย่องเข้าไปเอาถังนํ้าครอบหัวโครม ถีบซํ้าจนคะมำ ตะโกน “หัวขโมย...ตายซะ!”

ในห้องคาราโอเกะ นากถือผ้าขี้ริ้วเข้าไปเช็ดนํ้า บอกว่าชะเอมไม่ค่อยสบาย วเรศมองอย่างไม่เชื่อ แต่อรวิลาสพูดอย่างหมั่นไส้ว่าป่วยการเมืองมากกว่า

“ชะเอมอาจจะป่วยจริงก็ได้นะลูก ไม่งั้นเมื่อกี้คงไม่มือไม้อ่อนทำแก้วตกแตกหรอก”

วเรศถามว่าต้องพาไปหาหมอไหม นากรีบบอก “นากถามแล้วฮะ น้องชะเอมบอกว่านอนพักเดี๋ยวก็หาย”

ทันใดนั้น เสียง ดร.เพี้ยนก็โหวกเหวกโวยวายเข้ามา ทุกคนนิ่งฟังด้วยความสงสัย พากันวิ่งหน้าตื่นออกไปดู เห็นจุ่นกำลังจับคอเสื้อ ดร.ลากเข้ามาบอกว่าตนจับหัวขโมยได้ เลยซัดเสียหมอบ ปองเทพวิ่งตามมาแอบดูใจหายใจคว่ำ

“ขโมยบ้านแกสิ นี่มันครูสอนการแสดงของฉัน” ชื่นฤทัยเอ็ดตะโร จุ่นหน้าเหลือสองนิ้ว ส่วนวเรศรีบไปเอาถังน้ำออกจากหัว ดร.เพี้ยน ดร.เปียกม่อลอกม่อแลก ตาเหล่ลิ้นห้อยน่าสงสาร พวกที่เหลือเงียบกริบ หน้าไม่เป็นหน้ากันทุกคน

จุ่นกราบขอโทษ ดร.เพี้ยนบอกว่าไม่เป็นไร ตนทำตัวมีพิรุธเอง เพราะหาห้องน้ำไม่เจอ แล้วขอตัวกลับก่อนพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่

ooooooo

ปองเทพกลับไปบอกเอมิกาที่มุมหลังบ้านว่า ดร.เพี้ยนถูกจุ่นอัดเสียน่วม แต่ดูท่า ดร.ยังไม่ได้บอกว่าเธอเป็นใคร

“เอมิกา...” เสียงเรียกดังขึ้น เอมิกานึกว่าปองเทพเรียก ปองเทพบอกว่าตนไม่ได้เรียก เธอฉุกคิดได้หันมองออกไปแล้วก็แทบจะกลั้นใจตาย เมื่อเห็น ดร.เพี้ยนยืนเบ้าตาเขียวปั้ดอยู่นอกรั้ว ทั้งสองรีบเดินไปหา

“แหม...มาเป็นแพ็กคู่เลยนะ ออกมาคุยกับฉันเดี๋ยวนี้!!”

เมื่อทั้งสองออกไปยืนหน้าจ๋อย ดร.จ้องหน้าราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ถามเอมิกาว่าเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามมาเป็นคนใช้เด็ดขาด

“ที่เอมมาเป็นคนใช้เพราะเอมทำตามที่ ดร.บอกนะคะ...ดร.บอกว่า” เธอทำเสียงเลียนแบบอาจารย์ “ถ้าเธอนึกว่าคนใช้เกิดมาเพื่อคลานเข่าเสิร์ฟน้ำหรือคอยช่วยคุณนายด่าลูกสะใภ้ หรือช่วยเมียหลวงตบเมียน้อยละก็...แปลว่าเธอรู้จักแต่คนใช้ในละคร แล้วบทละครที่เธอจะเขียนส่งฉันเพื่อเป็นโปรเจกต์ปลายปี ก็คงจะมีแต่เรื่องผิวๆ ไม่ได้แก่นสารอะไร” เลียนเสียงและคำพูดของอาจารย์แล้ว เอมิกาถามว่า “ถูกไหมคะ”

“ถูก” อาจารย์ตอบอย่างมั่นใจ เธอเลียนเสียงอาจารย์อีกว่า

“ถ้าเธอจะเล่นเรื่องคนใช้ เธอต้องเข้าถึงชีวิต วิญญาณของพวกเขา  ไม่ใช่ทำท่าปัญญาชนไปใส่เสื้อปะคนจน” แล้วถามว่า “ถูกไหมคะ”

“ถูก”

“เพราะฉะนั้น การที่เอมมาเป็นคนใช้ เอมก็ทำถูกแล้ว ถูกต้องไหมคะ”

“ถูก!!” ดร.เพี้ยนเผลอ ตอบหนักแน่นมาก พอรู้ตัวก็รีบแก้ “เอ๊ย...ไม่ถูก...เธออย่ามามั่วนะแม่ชะเอม”

เอมิการุกอย่างเป็นต่อ บอกว่าตนไม่ได้มั่ว เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ ดร.บอกเอง หรือว่า ดร.จะกลืนน้ำลายตัวเอง พูดแล้วหันไปถามปองเทพว่าจริงไหม ขานั้นรีบรับเป็นปี่เป็นขลุ่ยว่าจริง ช่วยย้ำด้วยว่า

“ด็อกเตอร์เป็นอาจารย์ เป็นนักวิชาการ พูดคำไหนก็ต้องเป็นคำนั้นสิครับ”

ถูกรุกหนัก อาจารย์พูดติดอ่างว่า “มะ...มันก็ไม่ใช่ ฉันเป็นคนพูด แต่ฉันไม่ได้บอกให้เธอมาเป็นคนใช้”

“แต่ถ้าเอมไม่มาเป็นคนใช้ แล้วเอมจะทำตามที่

ด็อกเตอร์พูดได้ไง” เอมิกาถามแล้วทั้งสองก็ถามพร้อมกันแบบไม่ให้อาจารย์ตั้งตัวว่า “ถูกไหมคะ” ...“ถูกไหมครับ”

“ถูก” ดร.เพี้ยนเผลอตอบไปเต็มปากเต็มคำ พอรู้ตัวก็เรียกปราม “แม่ชะเอม! นายปองเทพ!”

เอมิกาอ้อนอาจารย์ขอให้เห็นใจตนเถอะ ปองเทพพยักหน้าเห็นด้วย ช่วยพูดว่า ตอนนี้อภิเชษฐ์นำหน้าเอมิกาไปหลายช่วงตัวแล้ว

“ถ้าเอมไม่ทำแบบนี้ เอมก็จะไม่มีทางเอาชนะอภิเชษฐ์ได้ รางวัลของด็อกเตอร์มันยิ่งใหญ่มากสำหรับเอม มันคือความฝัน ความหวังทั้งหมดในชีวิตของเอม ถ้าเอมไม่ได้รางวัลนี้ เอมคง...คงเสียใจ แต่ถ้าด็อกเตอร์อยากให้เอมยกเลิกก็ได้ค่ะ ช่างความฝันความหวังของเอมเถอะ เอมจะพยายามทำใจ แต่มันคงจะยากกว่าจะทำใจให้ยอมรับได้ ไปป่อง...ไปบอกความจริงกับทุกคนกัน”

เอมิกากับปองเทพทำหน้าเศร้าจะเดินไป ดร.เพี้ยนมองลูกศิษย์ทั้งสองอย่างครุ่นคิด...สุดท้ายก็ใจอ่อน “เอาล่ะ ตกลง ฉันยอมให้เธอกับนายป่องเป็นคนใช้ แต่เธอสองคนต้องรับปากว่าจะดูแลตัวเองให้ดี แล้วก็ห้ามบอกให้พ่อแม่เธอรู้เด็ดขาด ไม่งั้นฉันซวยแน่ๆ เข้าใจไหม!”

ทั้งสองดีใจมากรีบรับปากหนักแน่น เอมิกาไม่ลืมยํ้ากับอาจารย์เหมือนกันว่าห้ามหลุดให้คุณชื่นรู้เด็ดขาดว่าตนกับปองเทพเป็นใคร อาจารย์มองหน้าทั้งสองแล้วถอนใจเฮือกใหญ่

ooooooo

คืนนี้ ชื่นฤทัยจะไปดูหนังแต่ก็นึกเป็นห่วงเอมิกา จะไปดู อรวิลาสบอกว่าแม่นั่นดูถึกจะตายไม่เป็นอะไรหรอก

“ไม่ได้หรอกลูก คนอยู่บ้านเดียวกันก็ต้องช่วยกัน ถึงชะเอมจะเป็นคนใช้ แต่เราก็ต้องดูแล”

“ผมไปด้วยครับคุณอา เกิดชะเอมเป็นหนักจะได้ช่วยกัน” วเรศเสนอเพราะอยากรู้เหมือนกันว่าเอมิกาเป็นอะไร

แต่พอเดินไปถึงเรือนคนใช้ นากบอกว่าเอมิกาไม่อยู่ อรวิลาสโพล่งออกไปทันทีว่าคงออกไปเที่ยวข้างนอก แกล้งป่วยเพราะขี้เกียจมากกว่า

“มีอะไรกันเหรอคะ?” เสียงเอมิกาถามจากข้างหลัง ชื่นฤทัยถามว่าไปไหนมา “ฉันออกไปซื้อยาที่ร้านกลางซอยค่ะ”

ชื่นฤทัยถามว่าเป็นอะไรมากหรือเปล่า ต้องไปหาหมอไหม เธอขอบคุณ บอกว่าไม่ต้อง ทานยาแล้วเดี๋ยวคงดีขึ้น

“ถ้างั้นเธอก็พักเถอะ” ชื่นฤทัยบอกแล้วเดินออกไปกับอรวิลาส วเรศมองเธอแล้วเดินตามไป เอมิกาถอนใจโล่งอก

คืนนี้ เอมิกาถูกชื่นฤทัยเรียกไปบอกให้ไปร้องเพลงการกุศลกับตน จะได้ไปเปิดหูเปิดตาบ้าง ถามนากว่าคงไม่มีปัญหาใช่ไหม เพราะทุกครั้งเอานากไป คราวนี้เปลี่ยนเอาเอมิกาไปบ้าง

“ไม่มีปัญหาเลยฮะ อะไรที่เป็นความต้องการของคุณชื่น นากสนับสนุนทุกอย่าง”

“ฉันดูออกว่าเธอเป็นคนฉลาด เรียนรู้งานเร็ว คิดซะว่าได้ออกไปเที่ยวก็แล้วกัน ถือเป็นรางวัลสำหรับคนเก่งอย่างเธอ” แล้วหยิบเงินให้ “เอ้า...เอาไปหาซื้อเสื้อผ้าใหม่สำหรับออกงาน”

เอมิกาบอกว่าไม่เป็นไร ตนใส่อะไรไปก็ได้ แต่ชื่นฤทัยบอกไม่ได้ คนใช้ของตนต้องดูดีเพราะเป็นหน้า เป็นตาของตนเหมือนกัน เอมิกาจึงไหว้ขอบคุณรับเงินไว้

พอที่เรือนคนใช้รู้ สมพิศดีใจด้วย แต่บรรจงดูถูกว่าเงินแค่พันเดียวและที่คุณชื่นเอาไปด้วยก็เพื่อให้ช่วยถือของ ไม่ได้พาไปออกงานด้วยหรอก

“ฉันรู้ว่าคุณชื่นไม่ได้ให้ฉันไปเฉยๆ และมันก็เป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้ว ในการที่จะต้องถือของและดูแลเจ้านาย ฉันไม่เคยรู้สึกได้ใจอะไรเลย”

บรรจงถูกเอมิกาตอกหน้า ซํ้ายังถูกนากด่าว่าขี้อิจฉา โมโหเลยกลับไป สมพิศพูดกับเอมิกาอย่างดีใจด้วยว่า

“นี่แสดงว่าคุณนายเขาเอ็นดูเอ็งมาก บุญของเอ็งแท้ๆ”

เอมิกายิ้มอย่างรู้สึกดี คืนนี้จึงเอาแท็บเล็ตไปแอบทำบันทึกในห้องนํ้าอีกว่า

“คุณชื่นฤทัย ภายนอกดูเป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่างเหมือนจะเป็นคนที่เข้ากับคนยาก แต่จริงๆแล้วเป็นคนที่มีจิตใจดี ใจกว้าง ให้โอกาสคน”

บันทึกแล้วอดยิ้มไม่ได้ พลันก็หุบยิ้มถอนใจเมื่อฉุกคิดขึ้นมาได้ พึมพำหน้าเครียด

“นี่ถ้าคุณชื่นรู้ว่าเราหลอกเขา...เขาจะโกรธเราไหมนะ...”

ooooooo

คืนนี้อรวิลาสไปฝึกร้องเพลงในสวน ปองเทพไปแอบดู พอเธอเห็น เขาก็แก้ตัวว่านึกว่าเธอส่งซิกเรียกตนเสียอีก แล้วบอกว่าเธอร้องเพลงยังเพี้ยนอยู่ อรวิลาสถามว่ารู้ได้ไง ปองเทพอวดว่าตนเป็นนางโชว์เก่า เธอเลยให้ช่วยซ้อมเพลงให้

ตอนกลางวัน ดร.เพี้ยนสอนร้องเพลงและแอ็กติ้งให้ทั้งสามคนอย่างขะมักเขม้น โดยเฉพาะเพลงที่วเรศกับอรวิลาสร้องคู่กัน ดร.เพี้ยนให้จับมือและหันหน้าเข้าหากันขณะร้องเพลงรักหวาน ชื่นฤทัยเห็นแล้วพอใจมาก

เพราะอรวิลาสซ้อมหนักจนเสียงแห้ง วเรศเสนอว่าวันนี้พอแค่นี้ก่อน เพราะซ้อมมากแล้ว อรวิลาสก็รั้นจะซ้อมต่อ กลางคืนก็ไปให้ปองเทพสอนให้อีก เขาติงว่าอย่าหักโหมเกินไป เธอก็หาว่าเขาด่า ครั้นเขาบอกว่าเสียงแหบแล้วคืนนี้ควรงดใช้เสียง เธอก็หาว่าเขาแช่ง

“เอาแต่ใจสุด นิสัยแบบนี้ถึงไม่มีแฟน!!” ปองเทพบ่นงึมงำขณะอรวิลาสตะบึงตะบอนกลับไป

“งานร้องเพลงการกุศลหารายได้ช่วยเหลืออุปกรณ์การศึกษาเด็ก” เริ่มคืนนี้แล้ว รายการโชว์ของชื่นฤทัยอยู่ในอันดับที่ 3 ไปถึงที่จัดงาน ชื่นฤทัยกับอรวิลาสไปเข้าห้องแต่งตัว กำชับเอมิกาว่าให้เฝ้าของอยู่ในนี้ห้ามออกไปไหน

เอมิกาเห็นวเรศนั่งอยู่หน้ากระจก เธอถามเขาว่าจะแต่งหน้าสักนิดไหม เพราะเวลาสปอตไลต์ส่องมาหน้าจะซีดมาก บอกว่าเติมแป้งกับทาปากสีอ่อนๆสักนิดจะดูดีกว่า

วเรศอ้างว่าตนเป็นผู้ชายและแต่งไม่เป็น

“ผู้ชายก็ต้องแต่งหน้าค่ะ ฉันเคยมีประสบการณ์มาก่อน” เอมิกาพลั้งปากไป พอถูกเขาซักก็แก้เกี้ยวว่า มีประสบการณ์ตอนเป็นโคโยตี้ บอกเขาว่าตนมีเครื่องสำอางพกติดกระเป๋ามานิดหน่อย อาสาจะแต่งให้ รับรองไม่แต่งให้เหมือนละครลิงหรอก

วเรศกลัวๆกล้าๆ ยอมให้แต่ง ระหว่างแต่งหน้าอยู่ใกล้ชิดกันมากจนวเรศเก็บอาการเขินไม่อยู่ แต่เอมิกาไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร พอแต่งหน้าให้วเรศเสร็จ ชื่นฤทัยมาเห็นเข้าชอบใจมาก บอกเอมิกาแต่งให้ตนแบบนี้บ้าง

เอมิกาลงมือแต่งหน้าให้ชื่นฤทัยอย่างชำนาญแบบมืออาชีพจนวเรศมองอย่างเอะใจ ส่วนอรวิลาสเห็นวเรศมองเอมิกาก็คว้านํ้าไปดื่มอั้กๆ สำลักนํ้าไอแค่กๆ ไอไม่หยุดจนเสียงแหบแห้ง แม้แต่พูดก็ไม่มีเสียง ต้องสื่อสารกันด้วยการเขียน

พนักงานมาบอกว่าอีก 10 นาทีถึงคิวร้องเพลงแล้ว วเรศเสนอว่ายกเลิกคิวของตนกับอรวิลาสเสียดีไหม

“ไม่ต้องค่ะ ฉันมีวิธีที่จะทำให้คุณอรได้ร้องเพลงกับคุณ” เอมิกาบอก ชื่นฤทัยถามว่ามั่นใจแค่ไหน “มั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์เลยค่ะ” แล้วบอกอรวิลาส “คุณอรไม่ต้องตื่นเต้นนะคะ ร้องไปตามปกติ ที่เหลือฉันจัดการเอง”

วเรศมองเอมิกาอย่างจับสังเกตว่า ทำไมเธอจึงจัดการทุกอย่างได้เกินคนใช้ขนาดนี้ แต่เมื่อถึงคิว เขาก็ควงอรวิลาสออกไป ตามที่เอมิกาบอก

วเรศกับอรวิลาสขึ้นเวทีไปร้องเพลงและแสดงอย่างที่ ดร.เพี้ยนฝึกมา ทุกอย่างดูเรียบร้อยสวยงาม แต่ที่แท้เอมิกาถือไมค์ร้องแทนอรวิลาสอยู่ข้างเวที

เนื้อเพลงที่รำพันความรัก ออดอ้อนงอนง้อ กระซิก กระซี้กัน จบเพลงลงด้วยท่าที่ชายหนุ่มคุกเข่าขอความรักและหญิงสาวนั่งตักเอามือคล้องคอชายหนุ่มไว้อย่างน่ารัก

เป็นครั้งแรกที่อรวิลาสขอบใจเอมิกาที่ช่วยแก้ปัญหาให้ตนได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนวเรศก็ชมว่าเพิ่งรู้ว่าเธอร้องเพลงใช้ได้ เอมิกาแย้งไปทันทีอย่างไม่ขัดเขินแม้แต่นิดว่า

“ฉันเนี่ยนะร้องเพลงใช้ได้ เขาเรียกร้องเพลงเพราะต่างหาก อยากชมก็ชมมาเหอะ...จะฟอร์มจัดไปทำไมนะคุณเลขา” พูดแล้วก็อดยิ้มกับคำชมของเขาไม่ได้

ooooooo

เป็นความบังเอิญที่วเรศไปเจอกับแว่นในห้องน้ำชาย เขาจำได้ว่าเคยเจอแว่นที่ไหนมาก่อน เมื่อออกไปเจอเอมิกาเขาบอกว่า “ชะเอม ฉันเจอเพื่อนเธอด้วยนะ...คนที่อ้วนๆใส่แว่นไง”

เอมิกาตกใจกลัวความลับแตก วเรศถามว่าทำไมต้องตกใจขนาดนั้น เธอบอกว่าไม่คิดว่าเขาจะจำเพื่อนของตนได้

“อาชีพเลขาอย่างฉัน ทำให้ฉันเป็นคนจำอะไรแม่น ใครพูดอะไรหรือเจอใครแค่ครั้งเดียวฉันก็จำได้แล้ว”

“โอโห...สุดยอด” เอมิกาหัวเราะทำเป็นพูดติดตลกกลบเกลื่อนความไม่สบายใจ “แบบนี้คุณไม่มีทางเป็นอัลไซเมอร์แน่นอนเลย”

วเรศเห็นเธอถือของเต็มมือถามว่าจะเอาของ

ไปไหน เธอบอกว่าจะเอาไปเก็บที่รถ เขาอาสาช่วยถือให้ แม้จะรู้สึกดีแต่ใจยังแย่กลัวเจอแว่นแล้วความลับแตกมีหวังซวยแน่ๆ

กลัวแว่นเห็น เอมิกาเลยใช้วเรศเป็นที่กำบัง บางครั้งตกใจดึงเขาไว้จนวเรศถามว่าเป็นอะไร เธอเลยเฉไฉบอกว่าจะเช็ดเครื่องสำอางที่หน้าออกให้ แต่พอเห็นแว่นเดินไปทางอื่นก็บอกว่าไม่ต้องเช็ดแล้วต้องรีบเอาของไปเก็บที่รถเดี๋ยวช้าจะโดนดุ ว่าแล้วเดินนำไปเลย

“เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา อะไรของเขา??”

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น เอมิกาเอาน้ำผึ้งผสมมะนาวไปให้อรวิลาสรับรองว่าดื่มแล้วเสียงจะกลับมาใสกิ๊งเหมือนเดิม ถูกอรวิลาสสะบัดหน้าใส่ทำเอาเหวอ เลยบอกว่าถ้าอยากได้เพิ่มบอกตนได้ แล้วเดินออกไป

อรวิลาสมองเอมิกาที่เดินออกไปด้วยแววตาอ่อนลง แต่พอจะยกน้ำผึ้งผสมมะนาวขึ้นดื่ม ก็ถูกบรรจงร้องห้าม บอกให้ดื่มของตนดีกว่า ไม่รู้ว่าเอมิกาใส่ยาพิษไว้หรือเปล่า

“ฉันว่าชะเอมคงไม่ใช่คนเลวร้ายขนาดนั้นหรอก” บรรจงอึ้งถามว่าเธอเข้าข้างเอมิกาตั้งแต่เมื่อไหร่ “ฉันไม่ได้เข้าข้าง ถ้าเขาคิดไม่ดีกับฉัน เมื่อวานเขาคงไม่ช่วยฉัน”

“มันช่วยเพราะต้องการเอาหน้าต่างหาก คุณอรตามมันไม่ทันหรอก”

“นังจง!! แกด่าว่าฉันโง่เหรอ” อรวิลาสตวาดแว้ด บรรจงรีบบอกว่าตนมิบังอาจ แล้วก็มองอย่างเจ็บใจเมื่ออรวิลาสหยิบน้ำผึ้งผสมมะนาวแก้วของเอมิกาขึ้นดื่ม

กลับถึงห้องครัว บรรจงเทน้ำในแก้วตนทิ้ง พึมพำอย่างแค้นใจ

“ขนาดคุณอรยังเริ่มรู้สึกดีกับมัน!! ทำไมถึงเล่นงานนังชะเอมไม่ได้สักที หรือว่ามันมีของดีอะไรพกติดตัว”

ครุ่นคิดคุมแค้นอยู่ไม่นาน บรรจงก็คิดแผนร้ายออก แอบเข้าไปขโมยเครื่องเพชรของอรวิลาสแล้วย่องไปในห้องนอนนาก มองปราดไปที่หมอนของเอมิกาแววตา ร้ายกาจ

เมื่ออรวิลาสกลับห้องนอนไม่นาน เธอโวยวายว่าเครื่องเพชรหาย บรรจงยุทันทีว่าต้องเป็นเอมิกาแน่ๆ

ooooooo

ครู่เดียว บรรจงก็ไปที่ห้องครัวคนใช้ที่วันนี้สมพิศทำส้มตำเลี้ยง บอกเอมิกาที่กำลังจะกินส้มตำว่าอรวิลาสสั่งให้ไปหาเดี๋ยวนี้ เอมิการีบไป เธอตกใจมากเมื่อรู้ว่าเครื่องเพชรของอรวิลาสหาย

บรรจงจ้องหน้าเอมิกา พูดเหมือนจับขโมยได้ว่า เมื่อเช้าเอมิกาเข้าไปทำความสะอาดในห้องอรวิลาส เอมิกายืนยันว่าตนไม่ได้เอาไป

“ฉันก็คิดว่าเธอไม่ได้เอาไป แต่ในเมื่อมันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ก็คงต้องทำไปตามขั้นตอน” ชื่นฤทัยเอ่ยขึ้น

“เดี๋ยวก็รู้ว่าแกเอาไปรึเปล่า” อรวิลาสจ้องจิกเอมิกาจนเธอผงะ

เมื่อพากันไปที่เรือนคนใช้ บรรจงเจ้ากี้เจ้าการขอค้นเลย ทำทีค้นโน่นค้นนี่ ครู่เดียวก็ตรงไปที่หมอนของเอมิกา เอื้อมมือจะหยิบหมอนขึ้นมาอย่างมั่นใจ ท่ามกลางทุกสายตาที่จ้องลุ้นสุดๆ

ooooooo

คืนนี้ เอมิกาฝันร้ายว่าถูกวเรศแอบมากอดข้างหลังขณะตนกำลังต้มซุป พอสะดุ้งตื่นก็โล่งใจที่เป็นแค่ความฝัน แต่ก็อดกังวลไม่ได้ว่า หรือจะเป็นลางอะไร?

แต่พอสายๆก็ต้องตกใจ เมื่อชื่นฤทัยสั่งให้ไปทำความสะอาดคอนโดฯให้วเรศ เพราะแม่บ้านของเขากลับต่างจังหวัด เห็นเธอตกใจก็บอกว่า “ทำวันนี้วันเดียวเท่านั้นแหละ”

เอมิกาถามว่าแล้วทำไมต้องเป็นตน ชื่นฤทัยชี้แจงว่าเพราะดูเธอสะอาดสะอ้านและวเรศก็น่าจะโอเคเธอมากกว่าคนอื่น แล้วเอาที่อยู่ของวเรศให้ บอกให้นั่งแท็กซี่ไปเลยแล้วค่อยมาเบิกค่ารถกับตน

เจอปัญหาหนักใจก็โทร.หาตัวช่วยปรับทุกข์เรื่องต้องไปทำความสะอาดห้องให้วเรศ นงลักษณ์หัวเราะหยอกว่า

“ดั่งคำโบราณว่าไว้ “เกลียดอะไรก็จะได้อย่างนั้น” เผลอๆ อีตาคุณเลขานี่แหละเนื้อคู่แก!” ยิ่งเมื่อรู้ว่าเอมิกาเพิ่งฝันถึงเขามาหยกๆก็ยิ่งแซว “เฮ้ย...ก็แกแอบไปกิ๊กกับเขาถึงในฝันเลยเหรอเนี่ย...ร้ายนะยะ”

เอมิกาบอกว่าไม่ใช่ มันเป็นฝันร้ายมากกว่า ถามว่าจะทำอย่างไรดี จะปฏิเสธคุณชื่นก็ไม่ได้ แต่ก็ไม่อยากอยู่กับเขาสองต่อสอง นงลักษณ์แนะว่า

“แกก็ไม่ต้องพูดกับเขามาก รีบทำความสะอาดให้เสร็จจะได้จบ...โอป่ะ”

เอมิกาถอนใจ ฟังเหมือนง่ายแต่ทำยาก...

ooooooo

พอไปถึงคอนโดฯ เอมิกากำลังมองสำรวจ ปรากฏว่า วเรศลงมารับถึงข้างล่างแล้วพาขึ้นลิฟต์ไปในลิฟต์บังเอิญมีกันแค่สองคน ทำให้เอมิกาเริ่มรู้สึกอึดอัด แล้วก็ต้องตกใจเมื่อลิฟต์ขัดข้อง ขังทั้งสองไว้ในลิฟต์ ผ่านไปแค่สองนาทีเอมิกาก็รู้สึกนานเหลือเกิน

ทั้งเครียดทั้งร้อน ทำให้เอมิกาจะเป็นลม วเรศไม่เห็นเพราะมัวมองที่ประตูลิฟต์ว่าเมื่อไรจะมีคนมาช่วย เอมิกาหน้ามืดเซไปชนผนัง เขาถามว่าเป็นอะไร เธอบอกว่าจะเป็นลม แล้วบ่น “ไอ้เราก็นึกว่าจะมีคนช่วยประคอง”

“ฉันจะไปรู้ได้ไงว่าเธอจะเป็นลม วันหลังก็บอกก่อนสิว่าจะเป็นลมแล้ว ฉันจะได้เตรียมตัวทัน”

“มันไม่ตลกเลยนะคุณตั้ม”

“ลิฟต์มาแล้ว” วเรศเปลี่ยนเรื่องก่อนจะโดนบ่นมากกว่านั้น

เมื่อไปถึงห้อง เอมิกาบอกว่าห้องยังสะอาดอยู่เลย ไม่ต้องทำก็ได้มั้ง

“สะอาดที่ไหน เธอนี่เป็นคนที่ตัดสินใจอะไรจากภายนอกจริงๆ”

ตัดบทแล้วบอกว่าอุปกรณ์ทำความสะอาดอยู่ด้านใน เธอบอกให้เขาออกไปได้เลยไม่ต้องเฝ้าตน แล้วก็เซ็งเมื่อเขาบอกว่าวันนี้เป็นวันหยุดไม่มีธุระที่ไหน ทำท่าจะออกไป แต่นึกขึ้นได้ หันมาบอก

“อ้อ...เปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้ฉันด้วย ผ้าอยู่ในตู้เสื้อผ้าห้องนอนในลิ้นชัก ฉันจะอยู่ห้องทำงาน มีอะไรก็เรียก” พูดแล้วเดินไปที่ห้องทำงาน

“เฮ้อ...”  เอมิกาถอนใจอย่างโล่งอก  แต่ก็เหนื่อยใจเหลือเกิน...

ooooooo

เมื่ออยู่คนเดียว เอมิกาทำงานอย่างปลอดโปร่งโล่งใจ เอาผ้าคาดผม หน้ากากอนามัยคาดปาก ใส่หูฟัง แล้วเริ่มถูพื้นไปฟังเพลงไป บางครั้งก็เต้นตามจังหวะเพลงอย่างสนุกสนานไปด้วย

ขณะทำงานเพลินๆ ก็มีเสียงออดหน้าห้องดังขึ้น เธอเอาหูฟังออก เดินไปเปิดประตู เจอฝรั่งข้างห้อง วเรศเดินมาดู เห็นเธอเปิดประตูแล้วเลยยืนฟัง

ฝรั่งมองเธออย่างแปลกใจ ถามเป็นภาษาอังกฤษว่าเป็นแฟนตั้มหรือ เธอรีบบอกว่าไม่ใช่ เป็นแม่บ้าน

ฝรั่งถามหาตั้ม เธอบอกว่าอยู่ในห้องทำงาน จะไปตามให้

“ไม่เป็นไร เขาคงยุ่งอยู่ ผมถามคุณก็ได้ เห็นคุณพูดภาษาอังกฤษได้ดี ผมจะไปสีลม จากตรงนี้ไปยังไง”

“ขึ้นรถไฟฟ้า แล้วไปลงสถานีศาลาแดง ฉันไม่แน่ใจว่าคุณต้องเปลี่ยนรถที่สถานีสยามรึเปล่า”

ฝรั่งขอบคุณแล้วเดินไป เอมิกาปิดประตูหันมาเห็นวเรศยืนอยู่ เธอตกใจ รีบบอกว่าเขามาถามเส้นทาง พูดไม่ทันจบก็ถูกวเรศตัดบทว่าได้ยินแล้ว ชมเป็นนัยว่า “พูดภาษาอังกฤษเก่งนะ”

เธอปดอีกตามเคยว่าลูกเจ้านายเก่าสอนให้ แต่ตนก็พูดได้แค่งูๆปลาๆ เลยถูกเขาประชดว่า

“ลูกเจ้านายเก่าเขาสอนเธอหลายอย่างแล้วนะ ดูท่าเขาจะเป็นเจ้านายที่ดี แล้วทำไมเธอถึงลาออก”

“เออ...พอดี...เขาย้ายไปเมืองนอกทั้งครอบครัวน่ะค่ะ ฉันก็เลยตกงาน” พูดแล้วรีบเปิดเครื่องดูดฝุ่นเสียงดังลั่น ตะโกนบอก “ฉันทำงานต่อนะคะ” ว่าแล้วลากเครื่องดูดฝุ่นไปอีกทาง วเรศมองตามอย่างสงสัยมากขึ้นทุกที

ดูดฝุ่นเสร็จหอบเสื้อผ้าไปซักกับเครื่อง ยืนดูวิธีใช้เครื่องครู่หนึ่ง แล้วดึงที่ใส่ผงซักฟอกออกมา เทผงซักฟอกลงไป เทเอ๊า...เทเอาจนเกือบล้น คิดว่าเทไปมากๆเสื้อผ้าจะได้สะอาด เสร็จแล้วปิดฝา กดปุ่มทำงาน

ooooooo

วเรศไปชงกาแฟ พอจะดื่ม หยิบพลาดทำหกเลอะเสื้อ เขาเดินเข้าไปในห้องนอนเพื่อเปลี่ยนเสื้อ ส่วนเอมิกาช่วงชิงเวลาระหว่างรอผ้าซักจึงเข้าไปจะเปลี่ยนผ้าปูที่นอน

“อ๊ายยยยย” เธอร้องลั่นเมื่อผลักประตูเข้าไปเห็นวเรศไม่ได้ใส่เสื้อ เขาเองก็ตกใจรีบคว้าเสื้อตัวใหม่มาใส่ พลางบ่นว่าจะเข้ามาทำไมไม่เคาะประตูก่อน “ก็ฉันไม่รู้ว่าคุณอยู่ในห้อง ฉันมองไม่เห็นอะไรเลยนะ” พูดแล้วก้มหน้าก้มตาเดินงุดๆ จะออกไป แต่ไปชนผนังเข้าอย่างจังเจ็บจนยกมือคลำหัวป้อยๆ

เขาเอายาหม่องให้ทา ขณะนั้นเองมีฟองไหลออกมาจากห้องซักผ้า วเรศสงสัยว่าเป็นอะไร เอมิกานึกได้ตกใจลุกพรวด ต่างเดินอ้าวไปที่ห้องซักผ้า เห็นฟองไหลออกมาจากเครื่องซักผ้าเต็มพื้นไปหมด

“เธอทำอะไรเนี่ย?!” เอมิกาบอกว่าสงสัยตนจะใส่ผงซักฟอกมากเกินไป เขาบ่นอย่างอ่อนใจ “เธอนี่มัน...จริงๆเล้ย...”

ต่างรีบเข้าไปในห้องซักผ้าเพื่อแก้ปัญหา แต่เหยียบฟองลื่นจะล้มมือคว้าจับกันไว้ไม่ตั้งใจ แต่ทำให้ต่างตกอยู่ในภวังค์ไปครู่หนึ่ง เอมิกาคันจมูกยิบๆ เธอหลบไม่ทันจามใส่หน้าเขาเต็มๆ วเรศตกใจปล่อยมือเธอเสียหลักจะล้ม เขาคว้ามือเธอไว้เลยลื่นล้มก้นกระแทกไปทั้งสองคน เจ็บจนทำหน้าเหยเกไปทั้งคู่

ooooooo

อรวิลาสถูกชื่นฤทัยบ่นเรื่องเรียนไม่ทันเพื่อนรุ่นเดียวกัน เพราะลูกของเพื่อนๆจะจบมหาวิทยาลัยกันแล้ว แต่เธอยังไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยเลย ดูผลการสอบภาษาอังกฤษสองครั้งก็ตกทั้งสองครั้ง ถามว่าแบบนี้จะไปเรียนเมืองนอกได้ไง

ถูกแม่ตำหนิรุนแรง อรวิลาสไปนั่งร้องไห้ในสวน ปองเทพมาเจอถามว่าร้องไห้ทำไม มีเรื่องอะไร

“นายว่าฉันโง่ไหม...” ถามแล้วเธอรำพึงรำพันว่า “ทำไมฉันถึงทำอะไรไม่เคยสำเร็จ นายรู้ไหมว่าคนอายุเท่าฉันเขาเรียนจบมหาวิทยาลัยกันแล้ว แต่ฉันยังไม่ได้เริ่มต้นเลย”

“แบบนี้ไม่เรียกว่าโง่หรอกครับ แต่เรียกว่าไม่มีความพยายามต่างหาก”

ปองเทพชวนว่าเธอเครียดอย่างนี้ไปเที่ยวกันไหมจะได้ผ่อนคลาย เพราะมัวนั่งกลุ้มอยู่อย่างนี้ไม่มีประโยชน์ ออกไปเปิดหูเปิดตาเผื่อจะนึกอะไรออก เมื่อปองเทพทำงานเสร็จจึงพากันออกไป

อรวิลาสพาปองเทพไปเดินห้าง พาเขาไปแผนกเสื้อผ้าสตรีบอกให้เขาซื้อ ตนจะจ่ายให้ เขาปฏิเสธว่าตนไม่ใช่อย่างที่เธอคิด ก็ถูกต่อว่าแกมบังคับว่าไหนว่าจะพามาคลายเครียด ตนอยากคลายเครียดแล้วปฏิเสธทำไม

ปองเทพกล้ำกลืนทำตามที่เธอต้องการ เธอซื้อบ้าง เอาชุดเหมือนกันแต่คนละสี แล้วจับเขาแต่งหน้า เอาไอโฟนถ่ายรูปคู่ไว้อย่างสนุกสนาน

เมื่อพากันมานั่งดื่มกาแฟที่ร้านในห้าง บรรดาชายหนุ่มที่เดินผ่านไปมาต่างมองปองเทพอย่างสนใจ เพราะนึกว่าเป็นหญิงแท้ อรวิลาสถามว่าเคยอยากผ่าตัดแปลงเพศไหม ปองเทพถึงกับสำลักน้ำ

“ไม่ต้องเขินหรอกน่า ตอนนี้เราเป็นเพื่อนสาวกันแล้วนะ เพราะฉะนั้นเพื่อนย่อมต้องช่วยเพื่อน ฉันให้นายยืมเงินไปทำนมก่อนก็ได้”

เธอคะยั้นคะยอจนปองเทพบอกว่าตนเป็นผู้ชายทั้งแท่ง เธอก็หาว่าโกหก ปองเทพยอมทำตามเธอสั่งจนพอใจแล้ว เขาเปลี่ยนมาใส่ชุดของตัวเองตามเดิม แล้วพาเธอไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า อรวิลาสถามงงๆว่า

“นายพาฉันมาที่นี่ทำไม”

“เด็กพวกนี้ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ เพราะว่าพ่อแม่ยากจน พอถึงวันหยุดจะมีอาสาสมัครมาสอนหนังสือให้ฟรี ทั้งหนังสือ สมุด ปากกา ก็เป็นของที่คนบริจาคเข้ามา” เห็นเธอทำหน้าแปลกๆ เขาถาม “มันฟังดูลำบากใช่ไหมครับ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่เคยย่อท้อ ถึงแม้ว่าจะเรียนช้ากว่าเด็กรุ่นเดียวกัน”

“นายจะบอกอะไรกันแน่”

“ไม่มีอะไรที่มนุษย์ทำไม่ได้หรอกครับ ลองถ้าคุณตั้งใจจริงแล้ว ผมมั่นใจว่าคุณต้องทำได้”

อรวิลาสนิ่งอึ้งไป หันมองเด็กกำพร้าเหล่านั้นอีกครั้งอย่างสนใจ

กลับถึงบ้านตอนบ่าย อรวิลาสรับถุงของจากปองเทพ จับมือเขา ขอบใจที่ทำให้ตนรู้สึกดีขึ้นมาก ปองเทพสะดุ้ง พอเธอปล่อยมือเดินเข้าบ้าน เขายกมือที่เธอจับเมื่อครู่นี้ขึ้นดูด้วยความรู้สึกอึ้งๆ แปลกๆ กระทั่งสับสน...

ooooooo

ที่คอนโดฯ หลังจากกำจัดฟองในห้องซักผ้าแล้ว เอมิกาเอาผ้าซักใส่กะละมังออกมา ท่าทางเธอถือไม่ถนัด วเรศจึงรับไปบอกว่าจะเอาไปซักที่ห้องซักผ้าของคอนโดฯ เธอจึงไปเปลี่ยนผ้าปูที่นอน

วเรศขึ้นมาเห็นผ้าปูที่นอน เขาถามว่านี่เปลี่ยนแล้วหรือ ทำไมถึงยับอย่างนี้ เขาดึงผ้าปูที่นอนออกมาดู เห็นว่าไม่ได้ผูกปมที่มุม พอสอนเธอก็อ้างว่าที่บ้านคุณชื่นมียางยืด

“เธอนี่แปลก อะไรที่ควรทำได้ก็ทำไม่ได้ แต่อะไรที่ไม่น่าจะทำได้กลับทำได้ดี อย่าง...พูดภาษาอังกฤษ” วเรศบ่นแล้วปูที่นอนให้ดู เขาปูจนตึงเอาเหรียญโยนลงไปเหรียญก็เด้งขึ้นมา เขาชี้ให้ดูว่าต้องปูให้ได้อย่างนี้ ว่าแล้วก็ดึงผ้าปูออกให้เธอปูใหม่ พูดหน้าตาเฉยว่า “เพราะมันเป็นหน้าที่ที่เธอต้องทำ ไม่งั้นก็กลายเป็นว่าฉันทำเองสิ”

เอมิกาแอบค้อน แต่ก็ปูได้สำเร็จ เอาเหรียญมาโยนทดลองก็เด้งดึ๋งเหมือนที่เขาปู เธอทำท่าเยส! พูดอย่างภูมิใจ

“ไม่นึกเลยว่าปูเตียงมันจะยากเย็นขนาดนี้” แล้วก็ทำจมูกดมๆ “กลิ่นอะไรหอมจัง” พลางเดินออกไป

เจอวเรศเดินมาบอกว่าอาหารเสร็จแล้ว พาเธอไปนั่งที่โต๊ะ เธอขอไปทานในครัวเพราะเป็นคนใช้ วเรศสั่งให้นั่งเธอจึงนั่ง มองเขาด้วยความรู้สึกดี

เอมิกาทานอาหารเพียงคำแรกเธอก็ชมว่าอร่อยสุดยอด ยุว่าเขาน่าจะเปิดร้านอาหาร วเรศบอกว่าตนก็อยากทำแต่พ่อแม่อยากให้เป็นนักการเมือง

“แต่นี่มันชีวิตคุณ ไม่ใช่ชีวิตพ่อแม่สักหน่อย” โพล่งออกไปแล้วเห็นเขาชะงัก เธอรีบแก้ “เออ...ฉันคงพูดผิด”

“เธอพูดไม่ผิด แต่บางทีคนเราก็ไม่สามารถทำแบบที่ใจเราต้องการได้ทุกอย่าง...เออ...ฉันจะฝากอาหารไปให้อาพีกับอาชื่นด้วยนะ”

ooooooo

ทำงานเสร็จ เลี้ยงข้าวแล้ว วเรศให้เงินค่าเหนื่อยอีก เธอไม่รับเพราะเขาเลี้ยงข้าวแล้ว เขาบอกว่านั่นไม่นับ ให้รับไปเสียเพราะเธอสมควรได้ เมื่อเธอรับเงินแล้วเขาจะไปส่ง เธอขอกลับเองแล้วเดินออกไปเลย

พอลงมาถึงหน้าคอนโดฯ เอมิกาโทร.บอกให้นงลักษณ์มารับด้วย นงลักษณ์บอกว่าให้รอตรงนั้นไม่เกินห้านาที

แต่พอวเรศไปที่โต๊ะอาหารเห็นถุงอาหารที่จะฝากไปให้พีรพลกับชื่นฤทัยวางอยู่เขารีบหิ้วตามลงมา เห็น

เอมิกาขึ้นรถนงลักษณ์ไปพอดี วเรศมองด้วยความแปลกใจสงสัยในตัวเธอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ...

เอมิกานั่งรถไปได้ไม่นานก็ได้รับโทรศัพท์จากวเรศบอกว่าเธอลืมอาหารที่ฝากไปให้พีรพล เธอแปลกใจถามว่ารู้เบอร์โทรศัพท์ตนได้ไง เขาบอกว่าโทร.ถามชื่นฤทัย

เมื่อย้อนกลับไปที่คอนโดฯ เอมิกาให้นงลักษณ์จอดรถห่างๆคอนโดฯ เกรงว่าวเรศจะมาเห็น แต่พอลงจากรถจะเดินเข้าคอนโดฯ ก็เจอเขาหิ้วถุงอาหารมายืนตรงหน้าแล้ว บอกว่ากลัวเธอจะเสียเวลาเลยเอาลงมาให้ เขามองนงลักษณ์ถามว่านั่นใคร

“อ๋อ...ลูกสาวเจ้านายเก่าฉันไงคะ คนที่ฉันเล่าให้คุณฟังบ่อยๆ” บอกว่าเพื่อนชื่อนนนี่แล้วแนะนำให้รู้จักกัน

นงลักษณ์รับลูกได้อย่างสนิทเนียน ทำเป็นพูดไทยคำฝรั่งคำ บอกว่าตนกลับมาซัมเมอร์กับแฟมมิลี่ ทูมอโร่จะกลับคิดถึงชะเอมมากเลยต้องมาหา ระหว่างนั้น วเรศมองหน้าเธอทักว่าหน้าคุ้นๆ นงลักษณ์หัวเราะขำๆ บอกว่าตนเป็นคนหน้าโหล ใครๆมักทักผิดบ่อยๆ
เอมิการับถุงอาหารแล้วรีบลา นงลักษณ์ยกมือ “บาย...ซียู” แล้วพากันขึ้นรถไป

วเรศมองตามงงๆอย่างไม่อยากเชื่อ...

ส่วนสองสาว พอออกมาพ้นหน้าเขาแล้วก็หัวเราะกันคิกคัก ชมกันเองว่าไหวพริบดีและรับมุกไว

ooooooo

เพราะคุณแป๊ะจะจัดแฟชั่นงานแรกของห้องเสื้อแป๊ะ ติดต่อเจ๊มัมพานางแบบนายแบบมาเดินให้ดูที่ห้องเสื้อ คุณแป๊ะดูแล้วไม่พอใจลุกขึ้นตำหนิ

“พอเลยพอ!! คิดอะไรใหม่ๆ บ้างได้ไหมเจ๊ ผ่านมาสิบปีก็ยังเดินแบบนี้ แป๊ะต้องการอะไรใหม่ๆแหวกๆ  เดิ้นๆ เจ๊คิดเป็นไหม”

“เดินแฟชั่นนะยะ ไม่ใช่ถ่ายหนังฮอลลีวูด ทำไมต้องเอาแหวกๆ ใหม่ๆ ด้วยหา”

“เพราะนี่เป็นงานเดินแฟชั่นงานแรกของห้องเสื้อแป๊ะ เพราะฉะนั้น ต้องการอะไรที่แปลกไม่เหมือนใคร แป๊ะถึงเลือกเจ๊ถ้าเจ๊นึกได้แต่อะไรพื้นๆ แล้วแป๊ะจะเอาเงินจ้างตัวแม่อย่างเจ๊มาทำไม!!”

เจ๊มัมเลือดขึ้นหน้าที่ถูกคุณแป๊ะว่าเอาอย่างสาดเสียเทเสีย บอกให้ไปจ้างคนอื่นเลย เพราะตนก็เป็นของตนแบบนี้แหละ

คุณแป๊ะตกใจ บอกว่าอีกไม่กี่วันก็จะถึงงานแล้ว ตนจะไปหาใครที่ไหนทัน เจ๊มัมไม่สนใจเรียกพวกตนกลับให้หมด พูดประชดว่า ให้คุณแป๊ะหาพวกเก้งกวางหมูป่า ฮิปโป แถวนี้เดินแทนก็แล้วกัน

คุณแป๊ะขอให้พวกเด็กๆอยู่ก่อน  เจ๊ไม่ยอมเพราะนี่เป็นเด็กของตน ตนไปไหนพวกเด็กก็ต้องไปด้วย ว่าแล้วก็พากันกลับไปเลย

“นังเจ๊บ้า!” คุณแป๊ะยืนด่าทั้งที่ตัวเองกำลังจะบ้าเหมือนกัน หันไปเห็นพายไก่ยืนอยู่ก็พาลด่าแล้วสั่งให้โทร.ตามนางแบบนายแบบจากโมเดลลิ่งอื่น พายไก่รับคำรีบโทร.มือเป็นระวิง

พอเจ๊มัมเดินออกจากห้องเสื้อแป๊ะก็กดโทรศัพท์ทันที โทร.ไปสั่งพรรคพวก...

“ฉันเจ๊มัมนะ...บอกทุกคนว่านังแป๊ะโทร.มาอย่าไปเดินแบบให้มัน ถ้าใครไม่ฟัง ฉันจะแบนไม่ให้ได้อยู่ในวงการนี้อีกเลย” พอวางสายก็พึมพำอย่างสะใจ “ไม่รู้จักตัวแม่อย่างฉันซะแล้วนังแป๊ะ...เชอะ!”

พายไก่โทร.ไปตามโมเดลลิ่งต่างๆ ทุกที่บอกว่าไม่ว่างมาเดินแบบให้ คุณแป๊ะไม่เชื่อถามว่าโทร.ไปหมดทุกที่รึยัง

“พายโทร.จนทั่วแล้วจริงๆนะฮะ พายไก่ว่าเพราะคุณแป๊ะไปมีเรื่องกับเจ๊มัมมากกว่า ก็เลยไม่มีใครกล้าช่วยคุณแป๊ะ”

“มาเฟียที่สุด แล้วแบบนี้ฉันจะทำยังไง...” คุณแป๊ะเครียดจัด

ooooooo

คืนนี้ คุณแป๊ะเมากลับมา แผดเสียงร้องเพลงอย่างไม่เป็นเพลงลั่นบ้าน ปองเทพตกใจถามว่าทำไมถึงเมาขนาดนี้

“ป่อง...ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว งานแฟชั่นที่ฉันวางแผนมาหลายเดือน มันจบ...จบ!! ฮือๆๆ” ฟูมฟายแล้วโผเข้ากอดปองเทพไว้แน่น จนปองเทพต้องขอให้ปล่อยตนก่อน คุณแป๊ะไม่ยอมปล่อยทั้งยังให้เขากอดตนแน่นๆด้วย

ปองเทพทั้งสงสาร เห็นใจและขนลุกที่ถูกคุณแป๊ะกอดซุกไซ้ไม่เลิก ขณะความรู้สึกกำลังแย่มาก จู่ๆคุณแป๊ะก็หยุด ปองเทพเหลือบมอง ปรากฏว่าหลับไปแล้ว...

เช้าวันรุ่งขึ้น ปองเทพไปเล่าให้เอมิกาฟัง เธอฟังแล้วบอกว่า “น่าสงสารคุณแป๊ะจัง”

“ใช่...เราเห็นคุณแป๊ะเตรียมงานนี้มานานแล้ว นี่เป็นความฝันของแกเลยนะ พูดแล้วก็เศร้าใจแทน”

“แล้วแกจะยกเลิกงานจริงๆเหรอ ลงทุนไปตั้งเท่าไหร่แล้ว”

“แกว่าแกไม่มีนางแบบ นายแบบ แล้วจะมีงานเดินแบบได้ยังไง”

“ฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณแป๊ะ การที่เราเห็นความฝันตรงหน้ากำลังจะกลายเป็นความจริง แล้วอยู่ดีๆ มันก็พังครืนลงมา มันเป็นอะไรที่เจ็บปวดสุดๆ”

ปองเทพพยักหน้าเศร้าๆ ต่างเงียบกันไปครู่หนึ่ง แล้วเอมิกาก็นึกอะไรออก

“เฮ้ย! ฉันว่าเรามาช่วยคุณแป๊ะกันเหอะ”

ปองเทพมองเอมิกาอึ้ง เมื่อปรึกษากันแล้วเขากลับไปที่บ้าน เห็นคุณแป๊ะหน้าตาโทรมยังแฮงก์จากเมื่อคืนอยู่ ปากก็ยังพร่ำเพ้อคร่ำครวญ...

“หมด...หมดสิ้น จบสิ้นแล้วทุกสิ่ง จบสิ้นแล้วทุกอย่าง ฮือ...ๆๆ”

“คุณแป๊ะครับ” ปองเทพเรียกเบาๆ “ผมหาคนช่วยคุณแป๊ะเรื่องจัดงานแฟชั่นได้แล้วครับ”

“ใคร?!!” คุณแป๊ะมองอึ้ง ทั้งสงสัย ทั้งไม่อยากเชื่อ...

ooooooo

ปัญญาชนก้นครัว

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด