ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ตะวันทอแสง

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ก่อนออกจากบ้านไปพบสุวิทย์ตามนัดในเช้าวันนี้ ภคพงษ์แวะบอกสายใจให้เชิญรสาทานอาหารเย็นที่บ้านซึ่งเขาจะกลับมาทำด้วยตัวเอง สายใจรับคำแล้วก็แอบภาวนาขออย่าให้คุณผู้หญิงมาเจอกับคุณหนูของตนเลย...

แต่ในขณะนั้น สุวิทย์กำลังเร่งรัชนีที่ยังแต่งตัวไม่เสร็จ เขาต้องการให้เธอและลูกไปพบภคพงษ์ด้วยกัน รัชนีแอบหวั่นที่จะต้องเผชิญหน้ากับลูกชายที่เธอทอดทิ้งเขาไปนาน ต่างจากปรางทิพย์มีท่าทีตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด สาละวนอยู่กับการเลือกเสื้อผ้าจนต้องให้แม่มาช่วยตัดสินใจ...

ภคพงษ์ออกจากบ้านไปได้สักพัก รสาก็มาเตรียมตัวเริ่มงานที่เรือนเล็ก พอเธอทราบจากสายใจว่าภคพงษ์จะกลับมาทำอาหารเย็นให้กินก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเนื่องในโอกาสสำคัญอะไร

“ไม่ทราบค่ะ ป้าทราบแค่ว่าวันนี้คุณหนูมีประชุมกับลูกค้าคนสำคัญ อาจจะเครียด เหนื่อย เธอคงต้องการให้คุณรสาอยู่ทานอาหารเย็นเป็นเพื่อน เป็นกำลังใจให้เธอน่ะค่ะ”

“โห...หน้าที่ใหญ่ขนาดนั้น รสไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือเปล่านะคะ”

“คุณรสาไม่ต้องทำอะไร แค่อยู่ทานอาหารเป็นเพื่อนคุณหนูก็พอ...นะคะ” สายใจอ้อนวอนจนรสาใจอ่อน ไม่กล้าปฏิเสธ...

ที่ร้านอาหารหรูหรา ครอบครัวสุวิทย์มาถึงก่อน ภคพงษ์กับเผด็จเล็กน้อย สองฝ่ายเผชิญหน้ากันด้วยไมตรี จะมีก็แต่ความอึดอัดส่วนตัวของรัชนีและภคพงษ์ ที่ต่างก็รู้กันอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร ซึ่งเผด็จเฝ้าสังเกตกิริยาท่าทีของทั้งคู่ด้วยความเข้าใจ

สุวิทย์ให้ความเป็นกันเองกับภคพงษ์มาก ส่วนปรางทิพย์ก็ปลื้มชื่นชมเขามากเช่นกัน รัชนีเห็นแล้วเริ่มหวั่นวิตกอยู่ในใจ ภคพงษ์เพิ่งทราบว่าปรางทิพย์คือลูกสาวของสุวิทย์กับรัชนี ดังนั้นเธอจึงมีศักดิ์เป็นน้องสาวของเขา แต่เมื่อเห็นรัชนีพูดจากันท่าลูกสาวเหมือนไม่อยากให้สนใจเขา ภคพงษ์เลยยิ่งแกล้งคุยสนิทสนม ก่อนจะทำเป็นเล่าประวัติของตัวเองกระแทกใจรัชนีจนอึ้งไป

“พ่อผมเสียไปได้ยี่สิบกว่าปีแล้วครับ ตอนนั้นผมแค่เจ็ดขวบ แต่แปลกทีี่่ผมจำอะไรหลายอย่างในตอนนั้นได้เป็นอย่างดี...ทราบมาว่าคุณรัชนีเป็นคนชอบเครื่องเพชร ไม่ทราบว่าเคยได้ยินชื่อพ่อผมหรือเปล่าครับ พ่อผมชื่อพรต เถลิงยศ คุ้นหูบ้างหรือเปล่าครับ”

รัชนีนิ่งงันไปอึดใจหนึ่ง แล้วก็ยิ้มหวานตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน “ต้องขอโทษด้วยนะคะ ดิฉันคงจะโลกแคบ เลยไม่รู้จัก”

ภคพงษ์สะอึก จุกอยู่ในใจ...ปรางทิพย์ยังให้ความสนใจ อยากรู้ว่าพ่อของเขาเป็นอะไรถึงได้เสียชีวิต

“ตรอมใจ...แม่ทิ้งพ่อกับผมไปตั้งแต่ผมยังเด็กๆ พ่อผมเสียใจมากจนตรอมใจตาย”

“แล้วทำไมคุณแม่ถึงทิ้งไปล่ะคะ” ปรางทิพย์ถามซื่อๆด้วยความเห็นใจ แต่สุวิทย์เห็นว่าล้วงลึกเกินไปจึงปรามลูกสาวให้เลิกถาม

“ผมไม่ทราบว่าทำไมแม่ถึงต้องทิ้งพ่อไป...ทุกวันนี้ผมก็ไม่รู้ และผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไม”

ภคพงษ์ทิ้งท้ายประโยคพร้อมกับมองหน้ารัชนีเหมือนจะถามและต้องการคำตอบ รัชนีสะอึกอีกรอบ แต่ชั่วพริบตาเดียวเธอก็รับมือด้วยการยิ้มแย้ม เอ่ยชวนทุกคนทานอาหาร เดี๋ยวเย็นหมดจะไม่อร่อย

“อ้อ ผมลืมไปเลย เมื่อครู่เห็นคุณบอกว่าจะไปห้องน้ำ” สุวิทย์หันมาถามภรรยา

“ไม่เป็นไรค่ะ อาหารมาแล้ว ถ้าลุกไปตอนนี้จะเสียมารยาท เราทานกันดีกว่านะคะ เชิญค่ะ คุณภคพงษ์”

ภคพงษ์มองหน้ารัชนี คำพูดด้านลบผุดขึ้นในหัวมากมาย...รัชนียิ้มนิดๆอย่างมั่นใจ ตอนนี้เธอควบคุมด้านอ่อนแอของตัวเองไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบและแนบเนียน เผด็จเห็นใจภคพงษ์และรู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศแบบนี้ อยากให้การสนทนาสิ้นสุดลงเร็วๆ

ทานอาหารกันไปสักครู่ ภคพงษ์รวบช้อนแสดงว่าอิ่มแล้ว ปรางทิพย์หน้าเสียเพราะเธอเป็นคนสั่งอาหารทั้งโต๊ะ ถามเขาว่าอาหารไม่ถูกปากหรือ?

“ไม่ครับ อาหารอร่อยมาก แต่ผมทานไม่ค่อยลง”

รัชนีชะงักเล็กน้อย แล้วก็ตักอาหารทานต่อเหมือนไม่รู้สึกอะไร

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาพบกันในวันนี้ ถือซะว่าเป็นการเริ่มต้นทำความรู้จัก ครั้งหน้าจะได้คุยเรื่องธุรกิจกันนะครับ” ภคพงษ์เอ่ยกับสุวิทย์

“ได้ครับ ด้วยความยินดี เราต้องได้เจอกันอีกแน่”

“ดีครับ ผมจะรอวันนั้น”

สุวิทย์ยิ้มรับ แล้วปรายตามองปรางทิพย์ก่อนเอ่ยกับเขาต่อไป “คุณภัคครับ พอดีปรางไม่ค่อยมีเพื่อน เพราะเขาอยู่ที่อังกฤษซะส่วนใหญ่ ถ้าผมจะรบกวนให้คุณภัคช่วยเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นที่ปรึกษาเรื่องเรียนบ้างเป็นครั้งคราวจะได้หรือเปล่าครับ”

รัชนีหน้าเสีย ปรางทิพย์มองหน้าพ่อตาโต ทั้งประหลาดใจและดีใจ...ภคพงษ์มองน้องสาวต่างบิดาอย่างเอ็นดู แล้วตอบรับสุวิทย์ด้วยความเต็มใจ แต่รัชนีร้อนใจแทรกขึ้นทันทีว่า

“อย่ารบกวนคุณภัคเลยค่ะ คุณภัคคงจะงานยุ่ง...ฉันดูแลลูกเองดีกว่าค่ะ”

ปรางทิพย์แอบหน้าจ๋อยนิดๆ รัชนียิ้มให้ภคพงษ์ กล่าวขอบคุณ แต่ไม่รบกวนเขาดีกว่า

“แต่ผมเต็มใจให้รบกวน” ว่าแล้วภคพงษ์หันมาทางเผด็จ “เดี๋ยวคุณอาให้นามบัตรผมไว้กับน้องปรางนะครับ มีอะไรให้ผมช่วย โทร.มาได้ตลอดเวลา”

“ขอบคุณค่ะ” ปรางทิพย์ยิ้มสดใส รัชนีมองลูกสาวด้วยอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เผด็จส่งนามบัตรให้ปรางทิพย์ ในขณะที่ภคพงษ์หันมาร่ำลาสุวิทย์และรัชนีด้วยท่าทีสุภาพนอบน้อม แล้วเดินนำเผด็จออกจากร้านอาหารไป รัชนีมองตามเหมือนคิดอะไรบางอย่างก่อนหันมาบอกสุวิทย์ว่า เธอขอตัวไปห้องน้ำ แต่ความจริงแล้วเธอตามไปเรียกภคพงษ์ ขอคุยส่วนตัวด้วยสักครู่ เผด็จจึงต้องเลี่ยงไปรอภคพงษ์อยู่อีกทาง

การเผชิญหน้ากันตามลำพังทำให้ภคพงษ์แอบหวังแอบดีใจว่ารัชนีคงทักทายเขาในฐานะแม่กับลูก แต่เปล่าเลย เธอยังใช้ถ้อยคำเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อสักครู่

“ดีใจที่ได้พบกัน แค่เห็นแวบแรก...ฉันก็รู้ว่าคุณเป็นเด็กหนุ่มที่มีอนาคตไกล ขอให้คุณมองไปข้างหน้าและเดินไปข้างหน้า เพื่อสิ่งที่ดีกว่า อย่าให้อดีตมารั้งคุณไว้ จนก้าวต่อไปไม่ได้ ขอให้คุณคิดซะว่าชีวิตคือวันนี้... และพรุ่งนี้เท่านั้น ยินดีที่ได้พบกัน”

รัชนีพูดจบก็หันหลังจะเดินกลับไป ภคพงษ์ตัดสินใจถามขึ้นทันที

“คุณจำอะไรไม่ได้เลยเหรอ”

รัชนีหยุดเท้า ตอบโดยไม่หันมามองหน้าลูกชาย “ฉันเลือกที่จะไม่จำมากกว่า คุณเองก็ควรจะเลือกแบบเดียวกัน”

ภคพงษ์สะอึกอึ้ง กำมือแน่น มองรัชนีเดินทิ้งห่างออกไปจนลับตา...มันช่างเหมือนเมื่อวันวานในอดีตที่เธอทิ้งเขาไปอย่างไม่ไยดี ความเจ็บปวดที่กรีดซ้ำรอยเดิม ทำให้แววตาของเขาเปลี่ยนจากเสียใจเป็นแข็งกร้าว... ประกายความแค้นค่อยๆแทรกเข้ามาแทนที่ความเจ็บปวด

เผด็จยืนรออยู่ด้วยความร้อนใจ พอเห็นภคพงษ์เดินมาหาก็ทำท่าจะสอบถาม แต่เขาไม่เปิดโอกาส พูดสวนขึ้นมาว่า

“ผมโทร.เรียกให้เปลี่ยนมารับคุณอาแล้ว อีกไม่นานคงมาถึง” พูดจบเดินออกไปทันที ทิ้งเผด็จยืนงง มองตามด้วยความเป็นห่วง และอยากรู้ว่ารัชนีคุยอะไรกับภคพงษ์ ถึงได้กลายเป็นแบบนี้...

ภคพงษ์เดินลิ่วไม่เหลียวหลังเหมือนหนีอะไรบางอย่าง พอพ้นจากสายตาผู้คนก็หยุดเดิน ครุ่นคิดสับสน ความโกรธแค้นและความเสียใจประเดประดังกันเข้ามาจนยากที่จะข่มอารมณ์ให้ปกติได้...

ooooooo

บ่ายแก่ๆ ชีวินตั้งใจซื้อขนมและกาแฟมาให้รสากินแก้หิวก่อนเลิกงาน แต่โดนเธอปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าเย็นนี้มีนัดกินข้าว แถมคนที่นัดก็คือภคพงษ์ ชีวินฟังแล้วยิ่งซีดจ๋อย

“วิน...พอดีรสมีเรื่องด่วนต้องคุยกับพิม รสขอโทร. หาพิมแป๊บนึงนะ เดี๋ยวมาคุยต่อ” รสาตัดบทเดินเลี่ยงออกไปพร้อมโทรศัพท์มือถือ

เวลานั้น พิมพรรณกำลังนั่งกลุ้มไม่มีกะจิตกะใจทำงาน ยังคิดไม่ตกเรื่องวาริช เมื่อเห็นรสาโทร.เข้ามาที่มือถือ พร้อมๆกับเสียงวาริชเรียกเธอดังขึ้น พิมพรรณตัดสินใจกดสายรสาทิ้งแล้วปิดเครื่องทันทีเลย

รสาสงสัยแต่ก็มองโลกในแง่ดีว่าพิมพรรณอาจจะติดประชุม แต่แท้จริงแล้วเธอรู้สึกผิดในใจ และยังไม่พร้อมจะคุยอะไรในตอนนี้กับรสา

วาริชกรุ้มกริ่มฉวยโอกาสเข้ามาหอมแก้มพิมพรรณหนึ่งฟอดใหญ่ เธอตกใจผงะถอยหนี  และมองซ้ายมองขวาอย่างระวังตัว

“อย่าทำแบบนี้อีกนะคะ ถ้าคนอื่นมาเห็นเข้า มันจะดูไม่ดี”

“ก็ช่างคนอื่นเขาสิ...ผมรักพิม...ผมก็อยากแสดงออกให้คนอื่นเขารู้ ไม่เห็นจะผิดตรงไหน”

“วาริชมาหาพิมมีอะไรคะ”

“ผมมีข่าวดีจะมาบอก ผมไปบอกเลิกกับผู้หญิงทุกคนหมดแล้วนะ จากนี้ต่อไปผมจะมีพิมเพียงคนเดียว”

“พิมขอถามคำนึงนะคะ ผู้หญิงทุกคนของคุณ...มีทั้งหมดกี่คน”

วาริชชะงักหน้าเจื่อนไปนิด แล้วพูดเอาตัวรอดไหลไปเรื่อย “ก็แค่คนสองคน ไม่ได้จะเยอะแยะอะไร ที่จริงผมก็ไม่ได้จะสนใจอะไรเขาหรอก แต่เขาเป็นลูกค้ามาดีด้วย ถ้าเราทำไม่สนใจจะกระทบถึงเรื่องงาน”

พิมพรรณแบ่งรับแบ่งสู้ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง วาริช จึงรุกคืบเดินมานั่งลงข้างๆ จับมือเธออย่างรักใคร่ทะนุถนอม

“นับจากนี้ไป...ผมจะไม่สนใจพวกนั้นแล้ว ผมจะมีคุณเพียงคนเดียวนะพิม ผมอยากให้คุณรู้ว่าผมจริงจังกับคุณมากๆ เย็นนี้เราไปทานข้าวกัน แล้วคืนนี้ก็...” เขาเว้นคำพูด...พลางส่งสายตาหวานฉ่ำ

“ไม่ได้ค่ะ” เธอตัดบทเด็ดเดี่ยว “เย็นนี้พิมต้องกลับไปทานข้าวกับที่บ้าน ไม่ได้บอกเขาไว้ก่อน เอาไว้โอกาสหน้านะคะ พิมขอตัวไปทำงานก่อน”

พิมพรรณลุกหนีออกไป วาริชมองตามพร้อมบ่นออกมาเบาๆอย่างไม่พอใจว่า เสียตัวแล้วยังจะเล่นตัวอีก ถ้าไม่รวยอย่าหวังว่าจะเว้าวอนขนาดนี้!

ooooooo

พิทยามาโผล่ที่เรือนเล็กอีกคน เห็นขนมกับกาแฟวางอยู่แต่ไม่มีเจ้าของเลยหยิบมากินหน้าตาเฉย ชีวินเดินกลับมาเห็นก็ยิ่งเซ็ง บ่นเจ้านายนิดหน่อยก่อนเข้าไปสมทบรสาที่ง่วนอยู่กับงาน

พิทยาเดินตรวจงานตกแต่งทั้งภายนอกภายในที่คืบหน้าไปมากด้วยความพอใจ ก่อนจะหันมาย้ำกับชีวินเรื่องจัดสวน ซึ่งรสาเห็นควรว่าอาทิตย์หน้าก็น่าจะลงมือได้แล้ว วันนี้เลยให้ชีวินมาเคลียร์ต้นไม้เก่าออก

“แล้วไป ฉันนึกว่าแกจะโดดงานมาทำตัวไร้สาระ” พิทยาประชดชีวิน แล้วหันไปกะลิ้มกะเหลี่ยกับรสา “รสจ้ะ เย็นนี้รสจะอยู่กินข้าวเย็นกับคุณภัคใช่ไหม พี่ฝากวางบิลรอบต่อไปด้วยนะจ๊ะ”

“ได้ค่ะพี่...เอ๊ะ แล้วพี่พิทตี้ทราบได้ยังไงคะว่ารสมีนัดทานข้าวเย็นกับคุณภัค” รสาหันขวับไปที่ชีวิน ปรากฏ ว่าเขารีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน

“ฉันก็ต้องมีสายข่าวของฉันบ้างสิจ๊ะ” พิทยาพูดด้วยท่าทางมีลับลมคมใน ทำเอารสากับชีวินมองหน้ากันด้วยความสงสัยสายข่าวคนนั้นเป็นใคร?

ปุยนุ่นขาเม้าท์นั่นเอง เธอบรรยายละเอียดยิบให้พิทยาฟังก่อนที่เขาจะเยื้องย่างมาที่เรือนเล็ก...พูดเรื่องนี้ขึ้นมา ชีวินก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมภคพงษ์ต้องทำแบบนี้กับรสาด้วย รสาเองก็อึกอักตอบไม่ได้ พิทยาเห็นสีหน้าท่าทางข้องใจมากของชีวินก็เลยแว้ดใส่

“เขาจะทำเพราะอะไร แล้วมันเกี่ยวอะไรกับแก”

“ก็ผม...ผมเป็นห่วงรส”

“รสโตแล้ว เขาดูแลตัวเองได้ ตัวแก...ดูแลตัวเองให้ดีก่อนเหอะ ไป...กลับ!”

“หา?” ชีวินอุทาน

“ไม่ได้ไปหา ให้กลับออฟฟิศ ไม่ไปโดนตัดเงินเดือน” พิทยาขู่ฟ่อแล้วเดินนำ ชีวินไม่กล้าหือ เดินหน้าจ๋อยๆตามหลังไป

ได้เวลาเลิกงาน รสาเข้ามารอภคพงษ์ที่เรือนใหญ่ แต่ผ่านไปสองชั่วโมงกว่าเขาก็ยังไม่กลับมา สายใจร้อนใจโทร.เข้ามือถือเขาก็ไม่ติด พอโทร.ถามเผด็จก็ทราบว่า

ภคพงษ์แยกกับเขาตั้งแต่ตอนบ่าย ซึ่งเผด็จรับปากจะพยายามติดต่อให้

รสาเริ่มหงุดหงิดเพราะหิวมาก สายใจจะไปทำอะไรให้กินก่อน แต่เธอปฏิเสธด้วยความเกรงใจ

“ไม่เป็นไรค่ะ รสว่ารสกลับก่อนดีกว่านะคะ”

“คุณรสาจะกลับเลยเหรอคะ ให้ป้าโทร.ตามคุณหนูอีกทีนะคะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ป้าบอกรสเองว่าติดต่อเขาไม่ได้ เพราะปิดเครื่อง รสว่าเขาคงติดธุระสำคัญ รสกลับก่อนดีกว่าค่ะ ฝากเอกสารให้คุณภคพงษ์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ”

“คุณรสาอย่าโกรธคุณหนูเลยนะคะ วันนี้คุณหนูต้องเจอเรื่องที่หนักหนาสาหัสมากๆ ปกติคุณหนูเป็นคนรักษาคำพูดอย่างที่สุด วันนี้คุณหนูคงมีเรื่องรบกวนจิตใจมากจริงๆ ถึงได้เป็นแบบนี้ ป้าต้องขอโทษแทนคุณหนูด้วยนะคะ”

“รสจะพยายามเข้าใจนะคะ...สวัสดีค่ะ” รสายกมือไหว้สายใจแล้วเดินออกไปด้วยความผิดหวัง และสมน้ำหน้าตัวเองอยู่ลึกๆ

หลังจากรสากลับไปได้สักพัก ภคพงษ์กลับเข้ามาด้วยอาการมึนนิดหน่อยเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ สายใจทราบทันทีว่าคุณหนูของตนต้องมีเรื่องไม่สบายใจ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องรัชนีที่ไปพบกันมาวันนี้ แต่พอสายใจพูดเรื่องรสาคอยเก้ออยู่สองชั่วโมงกว่า ภคพงษ์รู้สึกผิดหายมึนเป็นปลิดทิ้ง สั่งให้เปลี่ยนเอารถมาเตรียมไว้หน้าบ้าน

ooooooo

ที่บ้านหลังใหญ่โอ่อ่าของสุวิทย์...รัชนียังคงว้าวุ่นใจเรื่องภคพงษ์ ต่างจากสุวิทย์ที่อารมณ์ดีเป็นพิเศษ พูดถึงภคพงษ์ด้วยความชื่นชม

“ผมรู้สึกถูกชะตากับเด็กหนุ่มที่ชื่อภคพงษ์นี่จริงๆ ถึงแม้จะดูแปลกๆเงียบๆไปบ้าง แต่ดูเป็นคนลักษณะดี  บุคลิกดี ไม่ขี้โม้ ขี้อวดเหมือนเด็กหนุ่มไฟแรงทั่วไป หรือคุณว่าไง”

“ก็...ไม่เลวค่ะ” รัชนีตอบกลางๆ

“ผมกำลังคิดว่าจะให้เขาเป็นพี่เลี้ยงให้ปรางทิพย์ ถ้าเขาไม่รังเกียจ”

“พี่เลี้ยงคืออะไรคะ”

“ถ้าเราทำธุรกิจด้วยกันจริงๆ ผมจะส่งปรางทิพย์ไปประกบเพื่อเรียนรู้งานจากเขา ให้เขาสอนงาน ถ้าธุรกิจที่เราทำมันไปได้ดี ลูกเราจะได้ดูแลต่อไป”

“แต่ลูกเรายังเด็กมากนะคะ”

“เรื่องเด็กผมไม่ห่วง แต่ผมห่วงเสน่ห์ของเขามากกว่า เห็นข่าวเขาควงผู้หญิงแต่ละคนไม่ซ้ำหน้า ทั้งดารา ทั้งนักร้อง ข่าวไม่ดีเกี่ยวกับผู้หญิงเยอะไปหน่อย”

“แล้วคุณจะส่งลูกเราไปทำงานกับเขาเนี่ยนะคะ”

“ตอนแรกก็ไม่คิด แต่พอเห็นบุคลิกเขาวันนี้แล้ว ผมคิดว่าเขาไม่ใช่คนเจ้าชู้ แต่อาจจะหล่อเลือกได้ ก็เลยกำลังเลือกอยู่ ส่วนลูกสาวเราก็คงจะเป็นอย่างที่คุณว่า...แกยังเด็กคงไม่คิดถึงเรื่องนี้ และภคพงษ์เองก็คงไม่คิดเหมือนกัน...สบายใจได้”

สุวิทย์มองโลกในแง่ดี รัชนีกลับเป็นฝ่ายวิตกกังวล อยากจะแย้งแต่ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอ ได้แต่นั่งนิ่งเงียบด้วยความกังวลใจ

ค่อนข้างดึก ภคพงษ์มาทำสเต็กปลาให้รสากินถึงบ้านป้าอาภรณ์ ส่วนตัวเองกินบะหมี่สำเร็จรูปที่รสาต้มไว้ก่อนหน้านี้ รสาไม่ซักถามเหตุผลที่เขาผิดนัด หากแต่รู้สึกดีที่เขายังแคร์เธออยู่ ทั้งคู่พูดคุยด้วยความไว้วางใจกันมากขึ้น ความรักก่อตัวเงียบๆภายในใจ

ขณะที่ความสัมพันธ์ของรสากับภคพงษ์กำลังไปได้สวย แต่พิมพรรณกำลังหนักใจที่วาริชจะไปคุยกับพ่อแม่เพื่อขอเธอแต่งงาน ทั้งที่เธอกับเขาเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน

ฝ่ายชีวินที่หลงรักรสา พอทราบความเป็นไปของรสากับภคพงษ์จากพิทยาซึ่งมีปุยนุ่นเป็นแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ชีวินก็ยิ่งห่อเหี่ยวหนักขึ้นไปอีก สังหรณ์ใจว่าจากนี้ไม่นานเขาอาจจะเสียรสาไป แต่ชีวินก็ยังไม่ถอดใจ บ่ายวันนี้เอง เขามาหารสาที่เรือนเล็ก เป็นจังหวะที่พักตร์วิมลกำลังวางอำนาจคาดคั้นเธอเรื่องความสัมพันธ์กับภคพงษ์ ชีวินเลยอ้างว่าตัวเองเป็นแฟนรสา เพื่อให้พักตร์วิมลเลิกราวีรสาเสียที

หลังจากพักตร์วิมลกลับไปแล้ว ชีวินขอโทษรสาที่ต้องโกหกแบบนั้น รสาเข้าใจและไม่ว่าอะไรเขาสักคำ แล้วเธอมีท่าทีเขินๆ เมื่อชีวินเห็นโน้ตของภคพงษ์ที่เขียนว่า จะรอทานอาหารฝีมือเธอ นั่นหมายความว่าสองคนนี้มีนัดกินข้าวกันอีกแล้ว!

วันเดียวกัน สุวิทย์บอกข่าวดีกับปรางทิพย์ ว่ามีทีมงานจากนิตยสารเล่มหนึ่งติดต่อผ่านพ่อให้เธอไปถ่ายแบบ ปรางทิพย์ดีใจมาก และจำได้ว่าภคพงษ์เคย สัมภาษณ์ในหนังสือเล่มนี้ พ่อลูกจึงมีความคิดตรงกันว่าจะให้ภคพงษ์ซึ่งคุ้นเคยกับทีมงานเป็นคนพาไป เนื่องจากปรางทิพย์ยังใหม่มากสำหรับการทำงานครั้งแรก

เมื่อปรางทิพย์ โทร.ติดต่อไปยังภคพงษ์ รัชนีได้ยินโดยบังเอิญ เธอแย่งโทรศัพท์จากมือลูกสาวแล้วทำท่าจะต่อว่า แต่สุวิทย์เข้ามาขัดเสียก่อนว่าเขาเป็นคนบอกให้ลูกโทร.ไปเอง เพราะเขามั่นใจว่าผู้ชายคนนี้จะไม่ทำร้ายลูกสาวเราแน่นอน ทางด้านภคพงษ์รับรู้ได้ถึงความอึดอัดลำบากใจของรัชนี เขาตอบรับทันทีเมื่อปรางทิพย์ติดต่อกลับมาใหม่ และฝากเธอบอกรัชนีด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วง เขาจะดูแลเธออย่างดีเหมือนกับน้องสาวแท้ๆ

แต่ถึงอย่างไร รัชนีก็ยังว้าวุ่นใจอยู่ดี เธอไม่ต้องการให้ทั้งลูกสาวและสามีเกี่ยวข้องกับภคพงษ์ไม่ว่าจะ

เรื่องใดก็ตาม เพราะต้องการปกปิดอดีตของเธอไว้อย่างนี้ตลอดไป

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"เบลล่า-กองทัพ พีค" สร้างเคมีใหม่ ชวนฟินขยี้ใจใน ละคร “ให้รักพิพากษา”

"เบลล่า-กองทัพ พีค" สร้างเคมีใหม่ ชวนฟินขยี้ใจใน ละคร “ให้รักพิพากษา”
15 มิ.ย 2564

11:40 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 15 มิถุนายน 2564 เวลา 15:54 น.