ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ดาวเกี้ยวเดือน

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

เมื่อสาวสวยวัยใกล้ขึ้นคาน นึกอยากมีลูกแต่ ไม่อยากมีสามี ปฏิบัติการตามล่าหาสเปิร์มจึงเริ่มต้นขึ้น...

ช่างภาพสาวสวยวัย 32 ปี มีความมั่นใจในตัวเองสูง พ่อแม่ของเธอเป็นเจ้าของร้านขายข้าวขาหมูเล็กๆเสียชีวิตไปด้วยอุบัติเหตุ ประกายดาวกับแดนดิน พี่ชายได้รับมรดกมูลค่าร้อยล้าน ทำเอาทั้งสองตกตะลึง ไม่คิดว่าพ่อแม่จะเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง แดนดินนำเงินไปซื้อบ้านเดี่ยวอยู่กับภรรยาและลูกสาวตัวน้อย ส่วนประกายดาวซื้อคอนโดฯอยู่กลางกรุงเพื่อความสะดวกในการทำงาน...ทุกครั้งที่ประกายดาวมาเยี่ยมพี่ชายเธอมักจะเล่นกับน้องฟ้าที่กำลังน่ารักน่าชังด้วยความรักและเอ็นดู จนแดนดินอดแซวไม่ได้ที่เธอไม่ยอมมีชีวิตคู่กับเขาบ้าง

“หวงเข้าไปเถอะไอ้ชีวิตโสดน่ะ ขึ้นคานมาฉันจะหัวเราะให้ฟันหัก”

“ดาวไม่ได้หวงนะพี่ดิน แต่ยังไม่ชอบใคร สงสัยเนื้อคู่จะยังไม่เกิด”

“อย่าเลยนะแกน่ะ เป็นเจ้าสาวที่กลัวฝนใช่ไหมล่ะ...เนอะลูกเนอะ”แดนดินเข้าอุ้มน้องฟ้า

ประกายดาวลุกขึ้นแย้งว่าไม่กลัว แต่ไม่มีฝนให้เดินตาก แดนดินหาว่าแก้ตัวน้ำขุ่นๆเธอจึงอ้างคติพจน์ “แม้แผ่นดินสิ้นชายที่พึงเชย อย่ามีคู่เสียเลยจะดีกว่า”

อีกชีวิตหนึ่ง ราชนิกุลหนุ่มหล่อลากดินวัย 35 ปี เพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง ไม่ว่ารูปร่าง หน้าตา ฐานันดร หน้าที่การงานและฐานะทางสังคม...หม่อมราชวงศ์

จันทรภานุ นพรัตน์ หรือที่เรียกขานกันว่า คุณชายจันทร์ เธอจะเนี้ยบในทุกเรื่อง ยิ่งเสื้อผ้าแล้ว ยับแม้เพียงนิดก็จะไม่ใส่ จนอ้อยสาวใช้กลัวหงอเมื่อเห็นสายตาที่เธอปรายมาทีไร...หม่อมสุรีย์ หม่อมแม่ของจันทรภานุอยากให้ลูกชายมีครอบครัวเสียที จึงหาหญิงสาวที่เหมาะสมมาให้ดูตัวอยู่บ่อยๆ และครั้งนี้ก็เป็นคนที่ท่านหมายตาให้ จันทรภานุไม่อยากขัดใจแม่จำต้องไปตามนัด

บุญชูยืนรอตัวลีบ จันทรภานุเดินออกมาบอกเขาว่าวันนี้จะขับรถเอง บุญชูรีบส่งกุญแจให้  ถอยห่างมายืนคู่กับอ้อย ต่างยืนเกร็งด้วยความกลัวจะโดนตำหนิ

จันทรภานุขับรถไปตามทางอย่างใจเย็น ขณะเดียวกัน ประกายดาวขับรถมาด้วยความเร็วเปิดเพลงดังลั่นรถ คุยโทรศัพท์ผ่านบูลทูธกับเพื่อนว่ากำลังจะแวะซื้อคาปูชิโน่ให้ เธอแซงรถมาหลายคันจนมาเจอรถของจันทรภานุ จึงกะพริบไฟไล่ แต่เขาไม่เห็น เธอบีบแตรใส่อีก ทำให้จันทรภานุไม่พอใจแกล้งขับรถช้าลงกว่าเดิม

“แบบนี้แกล้งกันนี่หว่า”ประกายดาวแซงมาตีคู่ หันมองหน้าอย่างกวนๆ

จันทรภานุไม่เห็นเพราะรถเธอติดฟิล์มทึบ  เขาแกล้งแซงปาดหน้าเธอทำให้เธอต้องเบรกตัวโก่ง โมโหพยายามเร่งเครื่องตามแซง  แต่เขาก็แกล้งชะลอรถตอนใกล้แยกแล้วเร่งเครื่องผ่านตอนไฟกำลังจะแดง  ทำให้ประกายดาวตามไม่ทัน เธอโกรธทุบพวงมาลัยรถระบายอารมณ์

ในร้านกาแฟ จันทรภานุเข้ามาพบนันทินี  สาวสวยดีกรีจบแฟชั่นดีไซน์จากฝรั่งเศส แต่แต่งตัวจัดเว่อร์ คุยอะไรด้วยก็หัวเราะร่วนน่ารำคาญ เขาจำต้องแสดงความเป็นสุภาพบุรุษจนแทบทนไม่ไหว  เผอิญประกายดาวเดินเข้ามาซื้อกาแฟ ผ่านโต๊ะจันทรภานุโดยไม่เห็นกัน

ระหว่างนั้น จันทรภานุสุดทนนันทินีได้ เขาขอตัวกลับแล้วลุกขึ้น  จู่ๆเธอก็ฟูมฟายเสียงดังโผเข้ากอดเขาไว้ “นันรู้ว่าการที่คุณชายเดินออกไปแบบนี้ หมายความว่าคุณชายเซย์โนกับนัน  แต่นันอยากขอโอกาส พลีส...อย่าทิ้งนันไปแบบไร้เยื่อใยอย่างนี้เลย”

สายตาคนในร้านมองอย่างตำหนิ เข้าใจว่าชายหนุ่มหักอกหญิง ประกายดาวไม่ชอบเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว  ของขึ้น เดินถือถ้วยกาแฟมาสาดใส่หน้าเขาเต็มๆ จันทรภานุตกใจ นี่มันอะไรกัน

“โดนแค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ” ประกายดาวโต้ แล้วหันไปโค้งให้คนในร้านที่ปรบมือให้

นันทินีแว้ดใส่ทันที มายุ่งอะไรด้วย สาระแนไม่เข้าเรื่อง จันทรภานุโกรธและอับอายมากเดินหนีออกจากร้าน นันทินีวิ่งตาม  ประกายดาวงงมาก  พอดีมือถือดัง เธอรับสายแล้วต้องตกใจ

รีบมาโรงพยาบาล ประกายดาวขอโทษมิลินทร์ที่ไม่ได้กาแฟมาฝาก มิลินทร์บอกไม่เป็นไรให้ไปดูจิตสุภางค์ที่นอนร้องครวญครางอยู่บนเตียง ประกายดาวรี่มาเกาะขอบเตียง ถามเพื่อนท้องที่สี่แล้วยังไม่ชินอีกหรือ จิตสุภางค์ย้อนว่าจะกี่ท้องก็เจ็บทั้งนั้น ไม่เป็นบ้างไม่มีทางรู้หรอก

พยาบาลเข้ามาจะเข็นเตียงเข้าห้องคลอด  จิตสุภางค์จับมือประกายดาวแน่นให้เข้าไปเป็นเพื่อน มิลินทร์ถอยห่างโบ้ยให้ประกายดาวเข้าไปคนเดียว...ด้วยเหตุนี้ ทำให้ประกายดาวได้เห็นทุกขั้นตอนของการคลอดลูก รู้สึกเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของมนุษย์จริงๆ

เวลาผ่านไป จิตสุภางค์นอนที่ห้องพักฟื้น  เฮียเชาสามีโทร.เข้ามา เสียงเธอโวยวายจะร้องไห้ทำไม ใครจะรู้ว่าคลอดก่อนกำหนด เลิกฟูมฟายที่กลับมาไม่ทันได้แล้ว มิลินทร์กับประกายดาวต้องปราม จะเอ็ดสามีทำไม เขาเสียใจที่กลับจากเมืองจีนไม่ทัน และเขาก็ดีใจที่ได้ลูกชายเกิดปีมังกรทองเสียด้วย จิตสุภางค์อ่อนลง

“ก็ใช่อ่ะ คราวนี้ฉันจะได้ปิดอู่ซักที...เออนี่ วันเกิดแก ลูกฉันก็ครบหนึ่งเดือน ฉลองพร้อมกันเลยนะ” สามสาวพยักหน้ายิ้มให้กัน

ooooooo

วังนพรัตน์ มีนมพรที่เลี้ยงดูจันทรภานุมาแต่เล็ก หม่อมสุรีย์ก็รักและเกรงใจนมพร ทั้งสองกำลังคุยกันเรื่องนัดบอร์ดครั้งนี้ หม่อมสุรีย์ถามขึ้นว่า ครั้งนี้จะสำเร็จไหม นมพรตอบโดยไม่ต้องคิดว่าไม่สำเร็จหม่อมสุรีย์ถอนใจ พอเห็นจันทรภานุกลับมาเสื้อผ้าเลอะเทอะทั้งสองตกใจ

“ชายจันทร์ไปทำอะไรมาลูก”

“ผมไม่อยากพูดถึง ขอตัวนะครับ” จันทรภานุเดินหัวเสียขึ้นห้อง  ถอดเสื้อผ้าที่เลอะออก  มองตัวเองในกระจกอย่างเคียดแค้น “อย่าให้ฉันเจออีกนะ...”

ด้านประกายดาวจามเสียงดัง ฉุกคิดว่าใครด่า เธอนั่งมองรอบห้องรู้สึกเหงาขึ้นมา กดโทรศัพท์หาจิตสุภางค์ ได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวลั่นบ้านเพราะแม่สามี

พากันมาเยี่ยมหลานคนใหม่ จึงไม่อยากกวน วางสายไปแล้วโทร.หามิลินทร์ ได้ยินเสียงเธอหัวเราะคิกคัก ก็รู้ทันทีว่ากำลังสวีตหวานกับสามี จึงไม่อยากรบกวนเช่นกัน...ประกายดาวถอนใจออกมายืนมองท้องฟ้าด้วยความเหงา นึกถึงอดีตครั้งยังเรียนมหาวิทยาลัย เธอกับศิวะสนิทสนมกันจนเพื่อนอย่างมิลินทร์และจิตสุภางค์เชื่อว่า เรียนจบสองคนนี้ต้องแต่งงานกันแน่ๆ

แต่แล้วทุกอย่างก็พังทลายลง เมื่อแม่ของศิวะบงการให้ประกายดาวต้องเป็นช้างเท้าหลังเป็นแม่บ้านดูแลบ้านเพียงอย่างเดียว โดยที่ศิวะไม่กล้าหือเชื่อฟังแม่สุดๆ สุดท้ายจึงต้องเลิกรากันไป และเพียงไม่กี่เดือน ศิวะก็แต่งงานไปกับอรอุมา หญิงสาวที่แม่หาให้...ห้าปีต่อมา ประกายดาวจึงมีแฟนใหม่ ชื่อจามร เป็นหนุ่มหล่อ แต่เอาเปรียบเธอคิดจะอยู่ก่อนแต่ง  เธอรับไม่ได้จึงเลิกราไปอีกครั้ง...ต่อมา เธอคบหากับเอกวินทร์ แต่เขาเป็นผู้ชายที่ขี้โม้ อวดว่าตัวเองเก่งทุกอย่างทั้งที่ไม่เห็นทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จนเธอทนไม่ไหวต้องบอกศาลา

“เนี่ยแหละ ชีวิตรักของฉัน ทั้งหมดนี้คือคำตอบว่าทำไมฉันถึงมีทัศนคติไม่ดีกับผู้ชาย”

ไม่ต่างจากจันทรภานุ  ที่ยืนมองฟ้าจากหน้าต่างห้องเช่นกัน เขากำลังคิดถึงแพท แฟนเก่าที่คบกันมา 7 ปี เขารอวันที่เรียนจบจะได้แต่งงานกัน แต่แล้วเธอก็ทิ้งเขาไป

ooooooo

หลายวันผ่านไป หม่อมสุรีย์ นมพรและจันทรภานุมางานเปิดร้านขายของแบรนด์เนมของคุณหญิงนิ่ม หรือ ม.ร.ว.นิมมานรดี สาวสวยหวานมารยาทงามสมกับเป็นราชนิกุล เพิ่งเรียนจบกลับมา เป็นอีกคนที่หม่อมสุรีย์หมายตามาเป็นสะใภ้

คุณหญิงนิ่มรู้ตัวดีว่าไม่อาจคิดกับจันทรภานุเป็นอย่างอื่นได้นอกจากพี่ชาย แต่หม่อมสุรีย์ก็ยังขอร้อง “หญิงนิ่มต้องช่วยป้านะ ชายจันทร์ยื่นคำขาดว่าเขาจะไม่ดูตัวอีก”

“หม่อมป้าไม่ต้องห่วงค่ะ  เย็นนี้หญิงมีนัดกับเพื่อน เพื่อนหญิงยังโสดหลายคน หญิงจะชวนพี่ชายไปด้วย”

ไม่ทันไร นันทินีโผล่เข้ามาในร้านพร้อมช่อดอกไม้ช่อใหญ่มาอวยพร  หม่อมสุรีย์ดีใจบอกคุณหญิงนิ่มไม่ต้องช่วยแล้ว เพราะนันทินีนี่แหละที่เหมาะสมและมีความพยายามเป็นเลิศ...หม่อมสุรีย์พยายามผลักดันให้นันทินีใกล้ชิดกับลูกชาย นันทินีก็ลูกเล่นแพรวพราวแกล้งสะดุดขาตัวเองล้มนั่งตักจันทรภานุ ช่างภาพรีบเก็บภาพทันที ชายหนุ่มเอือมหาทางเลี่ยงไปเข้าห้องน้ำ

หม่อมสุรีย์ยิ้มแตะมือกับนันทินีอย่างพอใจ “หนูนันทำดีมากจ้ะ ถ้ายังไงแม่จะหาโอกาสให้หนูนันได้ไปดินเนอร์กับชายจันทร์สองต่อสองดีไหม”

“เก๋กู๊ดเลยค่ะ หม่อมแม่ขา”

หม่อมสุรีย์หาโอกาสคุยกับจันทรภานุ ให้พานันทินีไปทานข้าวเย็นนี้ เขาขอเหตุผลหม่อมสุรีย์อ่อนใจจึงบอกว่าเหตุผลคือความต้องการของตน เพราะเห็นว่าเธอเหมาะสมกับเขา

“แต่แม่ครับ ผมไม่ได้ชอบคุณนัน”

“ตอนแม่แต่งงานกับท่านพ่อ แม่ก็ไม่ได้ชอบท่านพ่อของลูกเหมือนกัน แต่พออยู่ๆกันไปแม่ก็รักท่านพ่อของลูกสุดหัวใจ ทำตามที่แม่สั่ง อย่าขัดใจแม่” หม่อมสุรีย์พูดจบเดินจากไป

จันทรภานุเครียด คุณหญิงนิ่มเข้ามาสะกิดไหล่ ถามเจอศึกหนักหรือ เขารีบขอให้เธอช่วย

ในวันเดียวกัน ประกายดาวทำบุญวันเกิดร่วมกับครอบครัวจิตสุภางค์ที่ลูกชายคนเล็กอายุครบหนึ่งเดือนและมิลินทร์ พากันมาเลี้ยงอาหารที่มูลนิธิเด็ก จู่ๆประกาย-ดาวก็มีความคิดว่า

“เด็กพวกนี้เกิดจากความไม่มีวุฒิภาวะของพ่อแม่ นึกอยากแต่จะมีความสุขแต่ไม่นึกถึงผลที่จะตามมา ถึงเด็กพวกนี้จะเจริญเติบโตในสังคมเหมือนเด็กทั่วไป  แต่สิ่งที่แตกต่างคือจิตใจความคิดความรู้สึก นั่นเพราะไม่มีพ่อแม่เป็นต้นแบบในการหล่อหลอมอบรมสั่งสอน และปัญหาเด็กกำพร้าก็มีมากขึ้นในสังคมไทย  ฉันก็เลยคิดว่าจะรับเด็กมาเลี้ยง พวกเธอเห็นว่าดีไหม”

ทั้งจิตสุภางค์และมิลินทร์ค้าน แจงเหตุผลมากมายที่จะตามมา แต่ประกายดาวอยากมีลูกเป็นเพื่อนแก้เหงาโดยไม่อยากมีพ่อ  เธอมั่นใจว่าจะเป็นแม่ที่ดีได้  ประกายดาวมองเฮียเชาที่ดูแลลูกๆที่กำลังซนแต่ก็เอาไม่อยู่  จนจิตสุภางค์ต้องไปจัดการเอง เธอกระซิบมิลินทร์

“แกเห็นไหมลินทร์ มีลูกกวนตัวคนเดียว ดีกว่ามีผัวกวนใจอีกคน”

มิลินทร์ถอนใจกับความคิดของเพื่อน...ระหว่างที่ประกายดาวไปเจรจากับเจ้าหน้าที่เรื่องอุปการะเด็ก มีรถยนต์แล่นเข้ามาจอด คนที่ลงจากรถคือศิวะ อรอุมาและรติรส จิตสุภางค์สะกิดมิลินทร์ ศิวะเห็นเพื่อนทั้งสองก็รู้ว่าประกายดาวอยู่ที่นี่ จึงทำทีไปเข้าห้องน้ำแล้วแอบไปดักเจอ

ประกายดาวเห็นศิวะมาก็อึดอัดใจเดินหนี แต่เขาคว้ามือเธอขอร้อง “ดาว ถึงเราจะแต่งงานแล้ว  แต่เราก็ยังรักดาวนะ รักดาวเสมอ”

อรอุมาตามมาเจอตวาดเสียงลั่น “ทำอะไรกัน...”

ศิวะรีบปล่อยมือประกายดาว ไม่กล้าแก้ตัวช่วยเธอ อรอุมาแว้ดใส่ประกายดาวชุดใหญ่

“หน้าตาก็ดี ไม่น่ามาลักกินขโมยกินแบบนี้...มิน่า วันนี้คุณถึงได้อยากมาที่นี่นัก เพราะคุณจะมาหามันใช่ไหม...นี่คงนัดมาล่ะสิ”

“มันจะน้ำเน่าไปหน่อยมั้ง ฉันเนี่ยนะนัดตานี่มา ประสาท” ประกายดาวฉุน

รติรสยุอรอุมาว่าประกายดาวด่า อรอุมาแหวใส่รู้ไหมว่าเธอเป็นใคร ประกายดาวโต้แล้วเธอรู้ไหมว่าตนเป็นใคร อรอุมาปรี๊ดแตก กล้าดีอย่างไรมาย้อน

ประกายดาวฉุน เท้าเอวเดินเข้าใส่ “แล้วแกกล้าดียังไงมากล่าวหาฉันอย่างนี้ อะไรที่ฉันทิ้งไปแล้ว ฉันไม่มีทางจะเก็บมันมาใช้อีกหรอก อย่ามาทำเป็นน้ำเน่าเป็นนางอิจฉาที่นี่...ที่นี่บริสุทธิ์เกินกว่าจะต้องมาแปดเปื้อนเพราะความคิดอกุศลของแก”

ทั้งอรอุมาและรติรสถอยหนีชนกำแพง ศิวะหงอไม่กล้าสบตาใคร พอดีเจ้าหน้าที่เดินมาถามว่ามีอะไรกันหรือเปล่า ประกายดาวจึงหันไปบอกเจ้าหน้าที่ว่าจะกลับมาคุยด้วยวันหลัง แล้วหันไปบอกศิวะ ดูแลภรรยาอย่าให้มาแสดงกิริยาต่ำๆอย่างนี้อีก ว่าแล้วก็ย้ำ ลาก่อน... ลาขาด

“เธอจะยอมให้มันด่าเธอฝ่ายเดียวไม่ได้นะอร” รติรสอดยุยงเพื่อนไม่ได้

อรอุมาฮึด เดินตามประกายดาวออกไป ร้องท้าด่ากันแล้วจะไปง่ายๆอย่างนี้หรือ ประกายดาวชะงักหันกลับมาถาม “แล้วจะเอาไง ตบกันเลยไหม”

ประกายดาวถลกแขนเสื้อรอ อรอุมาดันรติรสเข้าไป แต่เธอขืนตัวไว้ไม่กล้า มิลินทร์กับจิตสุภางค์ตามมายืนขนาบข้างเพื่อน เตรียมรับมือ ศิวะขยาดดึงอรอุมากลับ รติรสรีบวิ่งตาม

ooooooo

เย็นวันนั้น จันทรภานุจำต้องนั่งรถนันทินีไปดินเนอร์ตามคำสั่งหม่อมสุรีย์ นันทินีเปิดเพลงแนวยั่วยวน แถมจับต้นขาเขาหมับ คุณชายสะดุ้งยกแขนกระแทกหน้าเธอเฉี่ยวๆ

“ขอโทษครับ  ผมเป็นโรคบ้าจี้น่ะครับ  ใครแตะตัวไม่ได้เด็ดขาด แขนขามันจะชักกระตุก”

นันทินีหน้าเหวอ พลันมือถือดังขึ้น จันทรภานุรับสายแอบอมยิ้มแล้วเก๊กหน้าขรึม

“ว่าไงนะหญิงนิ่ม ตอนนี้น้องหญิงอยู่ไหน พี่จะรีบไปเดี๋ยวนี้”

จันทรภานุหันมาบอกนันทินีว่าไปดินเนอร์ด้วยไม่ได้แล้ว ต้องไปดูแลคุณหญิงนิ่ม เพราะเธอเกิดอุบัติเหตุ ขับรถชนคนตายสมองไหลอยู่กลางถนน นันทินีแขยงจะไปส่งก็ไม่กล้า จึงจอดรถให้เขาลง ชายหนุ่มอมยิ้มรีบโบกแท็กซี่กลับไปที่ร้านของคุณนิ่ม...พอคุณหญิงนิ่มรู้ว่าคุณชายสร้างเรื่องขนาดนั้นก็เกรงจะถึงหูหม่อมสุรีย์แล้วตนจะกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะ

“พี่ไม่รู้จะทำยังไง ก็ต้องแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน”

“อย่าเอาตัวรอดคนเดียวนะคะ หญิงช่วยพี่ชายแล้วคราวนี้ก็ถึงตาพี่ชายต้องช่วยหญิงบ้าง”

“มีทวงบุญคุณกันด้วย”

“แน่นอนค่ะ พี่ชายต้องไปคาราโอเกะกับหญิง”

“เฮ้อ...นี่พี่หนีเสืออย่างหม่อมแม่ มาปะจระเข้อย่างเราใช่ไหม”

คุณหญิงนิ่มไม่ตอบ แอบอมยิ้มมีเลศนัย...ให้เผอิญที่ประกายดาว มิลินทร์และครอบครัวจิตสุภางค์ ยกโขยงมาเที่ยวคาราโอเกะแห่งนี้เช่นกัน สามสาวร้องเพลงด้วยกันอย่างเมามัน ห้องข้างๆที่กลุ่มคุณหญิงนิ่มร้องเพลงเฮฮากับเพื่อนๆ จันทรภานุนั่งเซ็งเพราะรู้ว่าเธอชวนมาหวังจับคู่กับเพื่อนของเธอ...พอดีประกายดาวมาเข้าห้องน้ำล้างหน้า แต่กระดาษทิชชูหมด จึงเดินออกมาโดยใช้แขนเสื้อเช็ดหน้า เธอชนเข้ากับคนๆหนึ่ง เขาโอบเอวไม่ให้เธอล้ม พอทั้งสองเห็นหน้ากันต้องตะลึง ต่างร้องพร้อมกัน

“นาย!...คุณ!...”

จันทรภานุปล่อยตัวประกายดาวล้มก้นจ้ำเบ้า เธอร้องลั่นปล่อยทำไม ชายหนุ่มยิ้มเยาะ

“ถือว่าหายกัน เรื่องที่คุณสาดกาแฟใส่ผมวันก่อน”

“ผ่านมาตั้งนาน ยังจำได้อีก เจ้าคิดเจ้าแค้นนะเนี่ย ตุ๊ดป่ะ...”

“นี่...มันจะมากไปแล้วนะ”

“มันไม่มากไปหรอก ถ้าเทียบกับคนที่ไม่เป็นสุภาพบุรุษอย่างคุณ”

“ผมไม่เป็นสุภาพบุรุษตรงไหน”

“ไร้มารยาท พูดจาไม่ดี ไม่เคารพกฎจราจร เอาเป็นว่าก็ทุกตรงนั่นแหละ” ประกายดาวมองเขาเหยียดๆหัวจรดเท้า

มิลินทร์กับจิตสุภางค์ตามออกมาเห็นทั้งสองกำลังเถียงกันยกใหญ่ ก็ตกใจ จิตสุภางค์ดึงประกายดาวออกมา มิลินทร์รีบขอโทษขอโพย แล้วถามจำตนได้ไหม ตนเป็นนักข่าวหน้าสังคมหนังสือพิมพ์ไทยไลน์ ที่เคยสัมภาษณ์เขา จันทรภานุนึกออกจึงแกล้งจิกกัดประกายดาว

“ไม่เป็นไร ผมไม่ถือ เพราะนี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน แต่ถ้าให้ดีก็หัดสั่งสอนเพื่อนคุณด้วยว่า ผู้หญิงที่ดีเขาทำตัวกันยังไง”

ประกายดาวตาโพลงอ้าปากจะด่า จิตสุภางค์รีบปิดปากลากตัวกลับเข้าห้อง มิลินทร์บอกให้รู้ว่า คนที่ทะเลาะด้วยคือ  ม.ร.ว.จันทรภานุ นพรัตน์ ดังมากทำไมถึงไม่รู้จัก เขาเป็นหนุ่มสังคมที่กำลังเป็นที่จับตามองของสาวๆหลายคน เป็นเจ้าของห้างมีเดียกรุ๊ป และโรงแรมอีกหลายแห่งในประเทศไทย ประกายดาวแขวะชื่อเหมือนผู้หญิง จิตสุภางค์ซัก อายุเท่าไหร่

“35 แต่ยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตน เขาว่ากันว่า คุณชายไม่เคยจริงจังกับผู้หญิงคนไหน ฉายาของคุณชายคือ...เดทเดียวดับ...ถ้าผู้หญิงคนไหนได้ออกเดทกับคุณชายแล้วล่ะก็ คุณชายจะบอกเลิกทันที” มิลินทร์เล่าถึงสาวหลายๆคนที่คุณชายบอกเลิกหลังจากดินเนอร์ด้วย

ประกายดาวนึกถึงวันที่สาดกาแฟใส่เขา วันนั้นเขาคงบอกเลิกผู้หญิงคนนั้น “โรคจิต ฉันว่าเขาต้องมีปัญหาทางด้านความสัมพันธ์ เป็นคนที่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่เคยนึกถึงความรู้สึกของคนอื่น ไม่มีความปรานี ไม่มีน้ำใจไม่มีความอ่อนโยน ไม่มีความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา...”

“โว้ย!  พอได้แล้ว...บางทีที่เขาทำแบบนั้น อาจจะเป็นเพราะเขาเป็นคนกลัวความรักก็ได้ เขาถึงไม่อยากผูกพันหรือผูกมัดกับใคร” จิตสุภางค์ตั้งข้อสันนิษฐาน

มิลินทร์เห็นด้วย แต่ประกายดาวปักใจว่าเขาเป็นเสือผู้หญิง  ประเภทฟันแล้วทิ้ง  มิลินทร์แย้งทันทีว่า

คุณชายคบทีละคน และเท่าที่เห็นมีผู้หญิงคนเดียวที่สนิทมากที่สุดคือ คุณหญิงนิ่ม เป็นญาติห่างๆ ห่างจนแต่งงานกันได้ ประกายดาวแขวะว่ารู้ลึก มิลินทร์โต้ถ้าตนยังไม่แต่งงาน  เขาเสร็จตนแน่ ประกายดาวเบ้หน้า

“ถ้าโลกนี้เหลือคุณชายจันทร์เป็นผู้ชายคนเดียว ฉันยอมเป็นโสดไปจนตายดีกว่า”

แต่แล้วคืนนั้นประกายดาวก็เก็บไปฝันว่า มีเด็กมาร้องเรียกแม่ เธอดีใจกอดเด็กด้วยความรักและเอ็นดู ไม่ทันไร เด็กผละออกวิ่งไปกอดคนที่ร้องเรียกว่าพ่อ เธอหันไปมองแทบช็อกเพราะคือจันทรภานุ เธอสะดุ้งตื่นร้องลั่น ไม่จริง...พอรู้ตัวว่าฝันไปก็โล่งอก แล้วต้องตกใจอีกครั้งเมื่อมองนาฬิกาว่าจะไปทำงานสาย

ooooooo

ประกายดาวรับงานถ่ายภาพให้กับงานฉลองครบสิบปีของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เธอรีบร้อนเข้ามาอย่างเหนื่อยหอบ เจ้าหน้าที่ต้อนรับบอกว่างานยังไม่เริ่ม เธอค่อยโล่งอกเข้ามาถ่ายภาพเด็กๆที่เล่นเกมต่างๆในงาน จนกระทั่งคุณหมอขึ้นกล่าวบนเวที เธอก็ทำหน้าที่ถ่ายภาพไปเรื่อย

จนกระทั่งได้ยินคุณหมอพูดเรื่องความภาคภูมิใจของทางโรงพยาบาลที่สามารถช่วยคุณพ่อคุณแม่ที่มีบุตรยาก ประกายดาวหูผึ่ง หันมาตั้งใจฟัง

“หลายต่อหลายท่านในนี้มีความสงสัยว่า การทำ IVF หรือเด็กหลอดแก้ว ทำกันอย่างไร ต่อไปนี้เชิญชมพรีเซนเทชั่นดังกล่าวได้เลยครับ”

เสียงบรรยายประกอบภาพบอกว่า IVF เป็นการนำเอาเซลล์สืบพันธุ์จากฝ่ายหญิง ได้แก่ไข่ และตัวเชื้ออสุจิจากฝ่ายชายมาผสมกันในจานเพาะเลี้ยง ทำให้เกิดการปฏิสนธิ และมีการแบ่งตัวของเซลล์ตัวอ่อน จากนั้นจึงนำตัวอ่อนย้ายกลับเข้าไปเลี้ยงต่อในโพรงมดลูก ความสำเร็จในการตั้งครรภ์แต่ละครั้ง ประมาณ 20-50% ...ประกายดาวมองภาพไข่กลายเป็นเด็กแล้วนำกลับเข้าไปในมดลูก เจริญเติบโตในครรภ์ คุณหมอเรียกเด็กที่เล่นอยู่ในงานขึ้นเวที ทุกคนล้วนมาจากการทำหลอดแก้ว เธอตื่นตาตื่นใจอย่างมาก ราวกับได้เจอสิ่งที่รอคอย

“ในที่สุด ความฝันของฉันที่อยากมีลูกที่เกิดจากสายเลือดของตัวฉันเองก็เป็นความจริง”

ประกายดาวมายืนดักรอคุยกับคุณหมอ พอหมอรู้ถึงกรณีของเธอที่ไม่อยากแต่งงานแต่อยากมีลูกก็อธิบายว่า “ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ ส่วนที่ทำแล้วประสบความสำเร็จก็ยังไม่มี เพราะว่าเขาจะมาฟรีซไข่เก็บเอาไว้ก่อน”

“ฟรีซไข่เก็บเอาไว้ก่อน คืออะไรเหรอคะ” ประกายดาวแปลกใจ

“ผู้หญิงที่ยังไม่มีสามี แต่อยากเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว การหาน้ำเชื้อมันต้องใช้เวลา อาจจะเป็นปี เพราะฉะนั้นเขาจะเก็บไข่ฟรีซเอาไว้ตอนอายุปัจจุบัน เพื่อจะได้ไม่ต้องกังวลกับอายุที่มากขึ้น ซึ่งมันจะมีความเสี่ยงต่อการมีบุตรครับ”

แววตาของประกายดาววิบวับสมชื่อ เธอดีใจมาก นำความมาปรึกษาแดนดิน พี่ชายกำลังดูแลร้านต้นไม้ของตัวเอง ตกตะลึงกับความคิดแผลงๆของน้อง

“หยุดพูดเรื่องสะปงสเปิร์มในร้านของฉันนะ แกเพี้ยง แกปัญญาอ่อนรึเปล่า คิดอะไรเป็นผู้เป็นคนกับเขาบ้างไหม ฉันไม่คุยกับแกแล้ว”

“พี่ดินก็รู้ว่าดาวรักเด็ก ดาวอยากมีลูก มันทำได้จริงๆนะพี่ดิน”

“ไอ้ดาว ลูกนะเว้ยไม่ใช่ข้าวของเครื่องใช้ที่จะจับจ่ายซื้อหาได้ เด็กมีชีวิตมีจิตใจ ถ้าเกิดเขาโตขึ้นมาแล้วอยากรู้ว่าตัวเองเกิดมาได้ยังไง แกจะตอบลูกแกได้เหรอ”

ประกายดาวยักไหล่ จะตอบไปตามตรง ถ้าเพื่อนล้อก็บอกว่าเท่ดีเสียอีกไม่เหมือนใครและตนก็จะเป็นแม่ที่รักลูกมากๆ สมบัติเงินทองก็มีพอ แดนดินอ่อนใจ ประกายดาวดักคออย่ามาตัดพี่ตัดน้องกับตน ที่มาบอกเพราะเห็นว่าเป็นญาติคนเดียวที่เหลืออยู่ อย่างไรเสียตนก็จะทำ...

พอประกายดาวเอาเรื่องมาปรึกษาจิตสุภางค์

กับมิลินทร์ ทั้งสองก็ท้วงเหมือนกัน จิตสุภางค์รู้ว่าห้ามเพื่อนไม่ได้ จึงเสนอให้เอาลูกๆตนไปลองเลี้ยงดูก่อนค่อยตัดสินใจใหม่

หลังจากวันนั้น ประกายดาวแวะมาที่มูลนิธิเด็ก เพื่อขอระงับเรื่องขออุปการะเด็กไว้ก่อน เผอิญเจอจันทร–ภานุที่มาบริจาคเงินตามปกติ ทั้งสองทะเลาะกันเรื่องที่จอดรถ สุดท้ายจันทรภานุต้องยอมด้วยความหงุดหงิด

ooooooo

วันต่อมา ประกายดาวมาเลี้ยงเด็กตามคำชวน จิตสุภางค์ให้เลือกลูกว่าจะเลี้ยงคนไหน ทั้งหมวย หลิงและหลิน แย่งกันให้เลือกตัว ส่วนคนเล็กที่เพิ่งคลอดคือหลง แค่สองเดือน จึงให้เฮียเชาดูแลเอง ประกายดาวสงสารที่เด็กๆแย่งกันจึงบอกว่าจะเลี้ยงทั้งสามคน

จิตสุภางค์อึ้ง

ครึ่งวันผ่านไป ประกายดาวหัวปั่นกับการที่เด็กๆ ทะเลาะกัน แย่งที่จะให้ตนทำอะไรให้ ร้องไห้กระจองอแง จนประกายดาวต้องขอให้จิตสุภางค์ช่วยห้ามทัพให้ จิตสุภางค์แกล้งนั่งกินขนมดูทีวีอย่างสบายใจ แต่พอเสียงลูกๆทะเลาะกันดังมากขึ้นๆ จึงเข้ามาเอ็ด

“ถ้าใครร้องจะเอาลูกโป่งอีก อดกินไอติม...” เด็กทั้งสามเงียบกริบ

“พูดแค่นี้ก็สงบศึกได้แล้วเหรอ สุดยอดว่ะ” ประกายดาวทึ่ง

“ใช่ แต่แกต้องพาสามลิงไปหาไอติมกินนะ เพราะที่บ้านไม่มี ไม่งั้นเดี๋ยวก๊อกสอง ก๊อกสามตามมาแน่”

ประกายดาวเลิ่กลั่ก รีบพาเด็กๆออกไป...เฮียเชาเดินลงมาแปลกใจที่บ้านเงียบ พอรู้ว่าประกายดาวพาเด็กๆ ออกไปก็ตื่นตระหนก เกรงลูกพลัดหลงกับประกายดาว หรือทะเลาะกันจนเกิดอุบัติเหตุได้ แต่จิตสุภางค์กลับเห็นว่า ดี...เพื่อนจะได้ล้มเลิกความคิดอยากมีลูกเสียที

ในห้างสรรพสินค้าที่ประกายดาวพาเด็กๆมาซื้อไอศกรีม พอดีมีร้านพวกเซเลบเปิดใหม่ข้างๆ นักข่าวมารอทำข่าว แต่พอเห็นประกายดาว พวกนักข่าวก็มารุมสัมภาษณ์เรื่องที่เป็นข่าวกับศิวะแฟนเก่า ระหว่างนั้น จันทรภานุเดินตรวจห้างฯ ก่อนที่จะถึงงานฉลอง 50 ปี ของห้างฯ ประกายดาวกำลังปฏิเสธกับนักข่าว ที่รุมถามว่าเด็กคนไหนเป็นลูกเธอกับศิวะ พลันเห็นหลินเดินตรงไปยังบันไดเลื่อน ประกายดาวตาเหลือกผละจากพวกนักข่าววิ่งร้องห้ามหลิน

ทันใด มีชายคนหนึ่งมาอุ้มหลินไว้ทันก่อนที่เธอจะก้าวขึ้นบันไดเลื่อน ประกายดาววิ่งเหนื่อยหอบมาถึงเอ่ยปากขอบคุณ ชายที่หันมาคือ จันทรภานุ ต่างคนต่างตกใจ เขาตำหนิทันที

“เคยอ่านป้ายที่ติดไว้ในห้างฯบ้างหรือเปล่า ว่าอย่าปล่อยเด็กให้อยู่ตามลำพังในห้างฯ”

ไม่ทันที่จะต่อปากต่อคำ พวกนักข่าวก็จูงหมวยกับหลิงมาส่งและจะสัมภาษณ์ต่อ ประกายดาวจูงเด็กๆ

เดินหนี มาถึงเห็นลิฟต์กำลังจะปิดจึงรีบเอามือคั่นแล้วต้องชะงัก เมื่อเจอจันทรภานุอยู่ในนั้นก่อนแล้ว แต่พอหันไปมองเห็นกลุ่มนักข่าววิ่งตามมา จำต้องดันเด็กๆเข้าไป

ชายหนุ่มเหลือบมองก่อนเปรยๆว่า “วันนี้ต้องเป็นวันซวยของผมอีกแน่ที่เจอคุณ”

“ฉันต่างหากที่ต้องพูดประโยคนี้...” ประกายดาวฉุนกึก ไม่ทันไร ลิฟต์กระตุกแล้วดับ

เด็กๆร้องไห้กอดขาประกายดาวกันใหญ่ จันทร–ภานุโทษ “เห็นไหม พูดไม่ทันขาดคำ”

“อย่ามาโทษฉัน ถ้าจะโทษก็ต้องโทษไอ้เจ้าของห้างฯนี้ ที่ทำงานชุ่ย ไม่รู้จักตรวจสภาพลิฟต์ก่อนใช้งาน ทำให้ลูกค้าไม่ได้รับความปลอดภัย”

จันทรภานุสะอึก เด็กๆร้องไห้กระจองอแงกลัวตาย ประกายดาวปลอบว่าไม่ตายถ้ามีอากาศหายใจ ชายหนุ่มได้ทีตำหนิ “นอกจากจะชอบปล่อยลูกไว้ตามลำพังแล้วยังชอบขู่ลูกอีก แม่แบบไหนกันเนี่ย”

ประกายดาวแหวใส่ ให้รีบกดปุ่มเรียกคนมาช่วย ชายหนุ่มกดปุ่มแล้วทำเสียงเข้ม “ผม จันทรภานุ ตอนนี้ผมติดอยู่ในลิฟต์ รีบส่งคนมาช่วยด่วน”

ประกายดาวแขวะ แค่นี้ต้องประกาศให้รู้ว่าตัวเองเป็นใครด้วย หลินแทรกขึ้นว่าตนปวดฉี่ ประกายดาวบอกให้ฉี่ใส่ผ้าอ้อมได้เลย หมวยรีบบอกว่าน้องไม่ได้ใส่ เธอตาเหลือกปลอบให้อดทนไว้ก่อน จันทรภานุต่อว่าไม่รู้จักใส่ผ้าอ้อมให้ลูก เด็กที่ไหนจะอั้นไว้ได้ ประกายดาวจึงถอดกางเกงหลินจับนั่งให้ฉี่ไปเลย ชายหนุ่มร้องห้ามเดี๋ยวเหม็นล้างไม่ออก

“ก็คุณบอกเองว่าเด็กที่ไหนจะทนปวดฉี่ได้ แล้วลิฟต์ค้างแบบนี้ จะให้ไปฉี่ที่ไหนล่ะ”

จันทรภานุห้ามหลินอย่าเพิ่งฉี่ แต่ช้าไป เธอปล่อยออกมาเรียบร้อย เจ้าหน้าที่เปิดประตูลิฟต์ได้ ทุกคนมองภาพเด็กหลินนั่งฉี่ ผู้จัดการปรี่เข้าขอโทษ จันทรภานุสั่งปิดลิฟต์ตัวนี้

“คุณมีสิทธิ์อะไรไปสั่งเขา...” ประกายดาวเอ็ด

“สิทธิ์ที่ผมเป็นเจ้าของห้างยังไงล่ะ”

ประกายดาวนึกได้ว่ามิลินทร์เคยบอกว่าจันทรภานุเป็นเจ้าของห้างมีเดียกรุ๊ปและโรงแรมอีกหลายแห่ง เธอทำหน้าเหย จันทรภานุสั่งผู้จัดการให้ส่งบัตรกิฟต์เวาเชอร์ 3,000 บาทให้แก่ประกายดาว เพื่อจะได้ไม่ว่าตนทำงานชุ่ยอีก แล้วหันมากำชับประกายดาว คิดจะมีลูกเยอะขนาดนี้ก็ควรไปหาซื้อตำราการเป็นแม่ที่ดีมาอ่าน พูดจบเขาก็เดินไป โดยที่เธอไม่ทันโต้ตอบ

เมื่อกลับถึงบ้าน เฮียเชารีบสำรวจลูกๆว่าไม่บอบช้ำตรงไหน จิตสุภางค์เยาะเพื่อน คงจะเข็ดแล้วว่าการเลี้ยงลูกมันเหนื่อยแค่ไหน ประกายดาวยอมรับว่าเหนื่อยและเชื่อว่า ตนปกป้องลูกได้ ทำเอาจิตสุภางค์เหวอ พอดีมิลินทร์มาถึง เอาซองเอกสารซึ่งมีรูปและข้อความข่าวว่าประกายดาวเป็นเมียน้อยศิวะ ซึ่งได้มาจาก บก.ข่าวบันเทิงมาให้ ทั้งสามมั่นใจว่าเป็นฝีมืออรอุมา

ไม่ทันไร เฮียเชาเรียกให้มาดูข่าวทางช่องเคเบิล เป็นข่าวประกายดาวกับลูกๆเขาติดลิฟต์กับจันทรภานุ และมีภาพอรอุมาให้สัมภาษณ์เคล้าน้ำตาว่าเรื่องที่เกิดขึ้น ตนไม่โทษใคร นอกจากตัวเองที่ดูแลสามีไม่ดีพอ...ประกายดาวเห็นแล้วของขึ้น จะไปให้สัมภาษณ์ตอบโต้บ้างแต่มิลินทร์ห้ามไว้ เพราะรู้ดีว่าข่าวแบบนี้มันขายได้ไม่มีวันจบง่ายๆ ทางที่ดีควรเงียบปล่อยให้ผ่านไปซักพัก

ประกายดาวกลับมาคอนโดฯไม่ทันไร แดนดินก็ ตามมาโวยวายถึงข่าวที่ออกไป เธอกำลังอยากได้ที่พักใจ จึงกอดพี่ชายพร้อมบอกว่า คนอย่างตนไม่ทำอะไรให้ตัวเองเน่าแบบนั้นแน่ แดนดินรู้จักและเชื่อใจน้องสาวเช่นกัน แต่เพราะความเป็นห่วงจึงมาหา ทันใด แม่บ้านมารายงานว่านักข่าวแห่มาเต็มหน้าคอนโดฯ แดนดินจึงต้องหาวิธีพาน้องสาวหลบออกมาและพาไปพักที่บ้าน

แดนดินซักไซ้เรื่องที่ประกายดาวจะหาสเปิร์มจากที่ไหน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า เจ้าของสเปิร์มเป็นคนดีจริงอย่างที่เขากรอกประวัติไว้ แถมเตือนว่าการมีลูก เบื่อแล้วจะเลิกไม่ได้

“เขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของดาว ไม่มีแม่คนไหนไม่รักลูกตัวเองหรอกพี่ดิน”

แดนดินรู้ว่าไม่อาจเปลี่ยนใจน้องสาวได้ จึงย้ำให้ดูดีๆ เธอกลับบอกว่ายังมีเวลาดูอีกสามปี ก่อนที่ตนจะอายุถึง 35 เพราะหลังจากนั้นไม่ควรตั้งท้องแล้ว แดนดินถอนใจ

ทุกวันประกายดาวครุ่นคิดแต่เรื่องสเปิร์ม แม้มาออกกำลังกายที่ฟิตเนส จิตสุภางค์จึงแนะให้เสิร์ชกูเกิ้ลหาผู้ชายหล่อๆ พอเธอลองทำดูก็ขึ้นรูปดาราเกาหลีเต็มไปหมด จึงลองพิมพ์ใหม่ ว่าหล่อ การศึกษาดี ใจบุญและรวย เอ็นเทอร์ปั๊บก็ขึ้นภาพจันทรภานุปึ๊ง...เผอิญจันทรภานุมาออกกำลังกายที่นี่และโดนนันทินีตามตื๊อ จึงแกล้งให้เธอยกเวตหนักๆจนลุกไปไหนไม่ไหว พลันเขาเห็นประกายดาวกับจิตสุภางค์ จึงปรี่เข้าไปหาทันที สองสาวกำลังเหวอกับภาพจันทรภานุบนไอแพด จู่ๆเจ้าตัวเดินมานั่งข้างๆ ทักทายเหมือนคนรู้จักมักจี่ นันทินีตะกายออกจากเครื่องมาได้ จันทรภานุจึงจูงมือประกายดาวชวนไปหาเครื่องดื่ม เธอร้องเฮ้ย...จะทำอะไร เขาไม่สนใจจูงกึ่งลากเธอออกไป จิตสุภางค์งงแต่ก็วิ่งตาม นันทินีตามไม่ทันเพราะผู้หญิงคนหนึ่งขวางทาง

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"แจ๊ค ซู-จีน่า" ตื่นเต้นเข้าพิธีวิวาห์ “IN TIME WITH YOU ถึงห้ามใจก็จะรัก”

"แจ๊ค ซู-จีน่า" ตื่นเต้นเข้าพิธีวิวาห์ “IN TIME WITH YOU ถึงห้ามใจก็จะรัก”
19 พ.ค. 2564

02:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 19 พฤษภาคม 2564 เวลา 03:24 น.