สมาชิก

สาปพระเพ็ง

ตอนที่ 4

เพชรดาบีบมือแน่น เนื้อตัวสั่นเมื่อนึกถึงภาพ อภิมุขตายอย่างสยดสยอง เธอให้การว่าจำอะไรไม่ได้เพราะทุกอย่างสับสนอลหม่าน ใครต่อใครก็เข้ามาในบ้านเพื่อสืบหาความจริงเรื่องอภิมุขจนเธอทำตัวไม่ถูก พัทธยากับรัดเกล้าเห็นใจแต่ไม่รู้จะช่วยยังไง ได้แต่นั่งฟังเธอเล่าถึงปฏิกิริยาของสมาชิกครอบครัวคนอื่นในคืนเกิดเหตุ

สิริรัตน์บ้าคลั่งอย่างเห็นได้ชัด ส่วนอภิวัฒน์กับมาริษาก็ตกตะลึงที่ต้องเห็นประมุขของบ้านตายไปต่อหน้าต่อตา เพชรดาดึงตัวเองกลับจากอดีตและทวงสัญญาจะส่งอภิชาติกลับบ้าน พัทธยาจึงต้องจัดการให้อย่างไม่มีทางเลือก

ฝ่ายคฑารัตน์กับวิวรรธน์สำรวจบ้านนรสิงห์ท่าม กลางความมืด เจ้าหน้าที่หนุ่มรู้สึกถึงเงาดำพัดวูบจากด้านหลัง แต่เมื่อหันไปก็เสียหลักชนคฑารัตน์จนล้ม จังหวะเดียว กัน...นรสิงห์ปรากฏตัวและจ้องมองทั้งสองด้วยสายตาคุกคาม

“นานแค่ไหน...ความอยากรู้อยากเห็น อยากเอาชนะก็ไม่เคยเปลี่ยน”

คฑารัตน์จะอธิบายแต่เขาไม่ฟัง ส่วนวิวรรธน์พยายามชวนกลับแต่เธอขืนตัวไว้เพราะเชื่อว่าชายชราไม่ใช่คนใจร้าย แต่ความเชื่อของสาวมั่นก็พังไม่เป็นท่าเมื่อนรสิงห์ไล่ทั้งสองออกจากบ้านอย่างไม่อินังขังขอบ วิวรรธน์อดเหน็บแนมท่าทางมั่นใจเกินเหตุไม่ได้จนคฑารัตน์ต้องแหวกลับเพื่อกลบเกลื่อนอาการเสียหน้า

วิวรรธน์หน้าเจื่อน คฑารัตน์รู้สึกผิดแต่ไม่อยากปลอบให้ได้ใจเลยด่าซ้ำ แต่เขาก็ไม่โกรธ ทันใดนั้นก็มีเสียงนรสิงห์กระซิบที่ข้างหู “ถึงไม่ผิดก็ต้องยอม เบื้องบนบัญชามาให้ยอมก็ต้องยอมจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ”

วิวรรธน์ตาเหลือก หันซ้ายขวามองหาชายชราแต่ก็ไม่เห็นใคร...

ฝ่ายเพชรดาโผกอดอภิชาติด้วยความรักและคิดถึง พัทธยา รัดเกล้าและยอดชายเฝ้ามองความสัมพันธ์ของอาหลานด้วยความซาบซึ้งใจ ผู้กองหนุ่มพยายามส่งยิ้มให้แต่เพชรดากลับไม่สนใจและพาหลานเข้าบ้าน เมื่อสถบดีทราบเรื่องในเย็นวันเดียวกันจึงแซวขำๆว่าเพชรดาอาจมีความรู้สึกดีกับพัทธยาก็ได้

“ไอ้นี่...ฉันไม่ได้เจ้าชู้สิ้นคิดอย่างแกนี่ ยังไงคุณเพชรเขาก็เป็นผู้ต้องสงสัย”

“งั้นปิดคดีนี้เมื่อไหร่ แกก็จีบเขาได้ล่ะสิ เพราะยังไงเธอก็ไม่น่าสงสัยเท่าคุณอภิวัฒน์ ทั้งเรื่องถูกไล่ไปอยู่บ้านหลังเล็ก เรื่องเอาเงินกงสีไปละลายในธุรกิจ เรื่องต้องยอมขายหุ้น เหตุผลรอบๆตัวผู้ชายคนนี้พุ่งไปที่เรื่องเดียวคือเงิน!”

สองหนุ่มไม่ทันถกต่อ รัดเกล้าก็เข้ามาส่งรายงานการสอบปากคำ พัทธยาชมเปาะว่าทำงานเรียบร้อยรัดเกล้าก้มหน้ารับยิ้มๆ แต่ต้องหุบแทบไม่ทันเมื่อเห็นผู้กองอีกคนมองมาด้วยสายตากรุ้มกริ่ม สถบดีเห็นเธอเมินหน้าอีกทางเลยแหย่ว่าเธอคงห้ามยิ้มตามคำสั่งพี่สาว

“พี่วิกกี้ห้ามไม่ได้หรอกค่ะ แต่ครอบครัวเราสอนมาดี...ว่าใครที่สมควรเชิดใส่ ใครสมควรยิ้มด้วย”

รัดเกล้าขอตัวเพราะจะกลับบ้านพร้อมยอดชาย สถบดีตามไปขวางและชวนสองเพื่อนซี้ไปทานข้าวเย็น

ยอดชายรับคำอย่างยินดีเพราะอยากให้เพื่อนเปิดโอกาสให้ตัวเอง แต่รัดเกล้าปฏิเสธ

“กลัวอะไรผมนักหนารัดเกล้า กลับบ้านช้านิดหน่อย พี่สาวคุณจะเอาแส้หวดก้นหรือไง” รัดเกล้าไม่ยอมตอบ สถบดีจึงแหย่ “กล้าๆหน่อยสิลูกแหง่ ยังไงวันนี้พี่สาวก็ไม่ได้คอยเช็กชื่ออยู่แล้ว”

สถบดียิ้มยียวน รัดเกล้ามองหน้าเขาเซ็งๆ ตัดสินใจตามไปขึ้นรถอย่างเสียไม่ได้

ooooooo

อภิวัฒน์อารมณ์เสียตลอดบ่ายเพราะสถบดีสงสัยคำให้การของเขาจนต้องมาระบายความอึดอัดกับเพชรดา กลัวถูกเปิดโปงเรื่องส่วนตัวที่ไม่เป็นผลดีกับรูปคดี เพชรดาย้อนถามว่าเรื่องอะไรบ้างที่เขาไม่อยากให้บอกตำรวจ

“อย่าท้าทายฉันยายเพชร อีกหน่อยบ้านหลังนี้ก็จะเป็นของฉัน พอถึงวันนั้น...แกจะไม่มีที่ซุกหัวนอน”

“น้องสาวอย่างเพชรไม่มีสิทธิ์อยู่ แต่คนนอกอย่างสิริรัตน์มีสิทธิ์เต็มที่ใช่ไหมคะ”

เพชรดาประสานสายตาไม่หลบ อภิวัฒน์ได้แต่ฮึดฮัดคนเดียวแล้วผละจากไปด้วยความโมโหสุดขีด

แม้จะไม่สะทกสะท้านกับวาจาหยาบคายของอภิวัฒน์ แต่เพชรดาก็ไม่ชอบใจที่เขาไล่เธอออกจากบ้านตลอดเวลา หญิงสาวจะนอนแล้วเมื่อได้ยินเสียงมือถือ เบอร์โทร.แปลกๆทำให้เธอลังเลแต่สุดท้ายก็กดรับ พัทธยาอึกๆอักๆ และบอกว่าให้เก็บเบอร์ไว้เผื่อฉุกเฉิน เพชรดาขอบคุณก่อนวางสายเพราะไม่อยากสานสัมพันธ์ใดๆกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พัทธยาได้แต่มองมือถือด้วยความเซ็งจัด...ผู้หญิงอะไร เย็นชาเป็นบ้า!

ด้านคฑารัตน์...หลังพลาดหวังจากนรสิงห์จึงเบนเข็มไปทางสิริรัตน์ วิวรรธน์ตามติดและเฝ้ามองน้องเมียของอภิมุขซึ่งสังสรรค์กับแก๊งเพื่อนในผับด้วยแววตาเบื่อๆ ต่างจากคฑารัตน์ที่ตื่นตัวตลอดเวลา

“แหม...เรื่องขยันทำงาน เอาใจผู้ชายเนี่ย ไม่มีใครเก่งเกินหน้าเจ๊วิกกี้”

“ฉันทำงานเพื่อความก้าวหน้าของตัวเอง แล้วสิ่งที่ตามมาคือผลงาน การยกย่องและสรรเสริญ ปัญญาทึบอย่างแกไม่เข้าใจหรอกวิว เพราะตอนอายุเท่าแก...ฉันก็ขึ้นเป็นระดับหัวหน้าแล้ว ไม่ต้องทำงานเป็นลูกน้องให้ใครโขกสับ”

คฑารัตน์มองมาหยามๆ วิวรรธน์ได้แต่กระดกเครื่องดื่มลงคอรวดเดียวเพราะทำอะไรไม่ได้ ส่วนสิริรัตน์หันมาเห็นสองเจ้าหน้าที่ก็จำได้ ตามไปหาเรื่องถึงโต๊ะจนคฑารัตน์เหลืออดตอกกลับ “ฉันสร้างชื่อให้ตัวเองด้วยความสามารถในด้านดีไม่ใช่เกาะกินในบ้านคนอื่นอย่างกับแมลงสาบที่ต่อให้เหยียบจนบี้แบนไส้เละก็คงหนังเหนียว...ตายยาก”

สิริรัตน์ปรี๊ดแตกอาละวาดพังข้าวของแต่คฑารัตน์ก็ไม่ถอย ท้าสู้ตัวต่อตัวถ้าไม่กลัวอายคนทั้งผับ

“ฉันจะฟ้องแก ฉันจะเอาแกออกจากคดีนี้ แกข่มขู่พยาน คนอย่างแกไม่มีวันเกาะกระแสคดีพี่ดำดังขึ้นมาได้”

คฑารัตน์เจ็บจี๊ดที่โดนดูถูก วิวรรธน์จะปลอบแต่ต้องกระโดดหนีแทบไม่ทันเมื่อเธอเขวี้ยงแก้วระบายอารมณ์

“ทำไมถึงคิดว่าผู้หญิงต้องทำงานเอาหน้า ความเป็นผู้หญิงมันดูโง่ ไร้สติ สมองไม่ได้มีไว้คิดเลยใช่ไหม”

“เจ๊จะเก็บคำพูดคนอย่างนั้นมาทำร้ายตัวเองทำไม”

“ไม่ใช่ผู้หญิงอย่างสิริรัตน์ แกเองก็ด้วย แกก็คิดว่าฉันทำงานเพราะบ้าผู้กองพัทธ์”

วิวรรธน์จ้องตาจริงจังไร้แววขี้เล่นเหมือนเคย “คุณวิกกี้เก่งแค่ไหนผมรู้ดี ผมรู้ว่าคนอย่างคุณจะทำงานทุกอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคแค่ไหน คุณก็จะไม่มีวันก้มหัวยอมแพ้”

คฑารัตน์นิ่งไปอึดใจ ตื้นตันแปลกๆที่ได้รับกำลังใจจากเขา แต่เพราะกลัวเสียฟอร์มเลยเสหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วชวนกลับบ้าน วิวรรธน์รู้ทันแต่ไม่อยากทักให้อาย ลุกตามกลับบ้านแต่โดยดี

ooooooo

สถบดีติดสินบนยอดชายให้กินข้าวและดูบอลในร้านอาหาร ส่วนตัวเองจะไปส่งรัดเกล้าถึงบ้าน หญิงสาวไม่พอใจแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะรู้ว่าเพื่อนหวังดี ส่วนสถบดีก็อารมณ์ดีเป็นพิเศษที่ได้มีโอกาสอยู่กับเธอตามลำพัง

ถึงกระนั้นรัดเกล้าก็ไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้เพราะกลัวต้องทรมานจากฝันร้าย แต่ผู้กองหนุ่มก็ไม่ยอมแพ้

“ผมห่วงคุณ...ต่อให้คุณเกลียดหน้าผมแค่ไหน ผมก็ยังเป็นห่วง”

สายตาหนักแน่นเต็มไปด้วยความรู้สึกอ่อนหวานทำให้รัดเกล้าทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยอมให้เขาไปส่งบ้านแต่โดยดี สองหนุ่มสาวพูดคุยกันระหว่างทางด้วยเรื่องสัพเพเหระ สถบดีมีความสุขและอารมณ์ดีพอจะถามถึงคฑารัตน์ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเขาตลอด โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับรัดเกล้า

“เกล้าไม่ได้กลัวพี่วิกกี้นะคะ แล้วพี่วิกกี้ก็ไม่ได้ดุอย่างที่คุณพูด ถึงจะเป็นพี่น้องคนละแม่ เราก็ไม่เคยทะเลาะกัน ตรงกันข้าม เรารักกันมากด้วยซ้ำ พี่วิกกี้เข้มงวดก็จริงแต่ก็เพราะเป็นห่วงเกล้าค่ะ”

สถบดีถามกวนๆว่าเธอเคยว่าร้ายใครบ้างไหม รัดเกล้าหัวเราะเบาๆบอกว่าเขาคือคนแรก

“นึกแล้ว...ซวยจริงๆ ผมยอมก็ได้ งั้นผมขอเป็นคนเดียวได้ไหม คนแรกและคนเดียวในชีวิตคุณ”

รัดเกล้าเขินแต่พยายามข่ม เสบอกให้เขาไปขออนุญาตคฑารัตน์ สถบดีมองมาอย่างมีความหมาย

“ผมอยากให้เราคุยกันดีๆ ถ้าคุณไม่กลัวผม อาการเจ็บประหลาดของคุณจะได้หายสักที ผมรู้ว่าชอบแกว่งปากหาเรื่อง เข้ากับพี่สาวคุณไม่ค่อยได้และคุณก็ไม่ชอบหน้าผม แต่ขอให้ผมไม่ใช่ฝันร้ายของคุณก็พอครับ”

สองหนุ่มสาวประสานสายตา ถือเป็นการเริ่มต้นมิตรภาพดีๆหลังจากตกอยู่ในความหวาดระแวงอยู่นาน

คืนเดียวกันนั้น...รัดเกล้านอนกระสับกระส่าย หายใจไม่ออกเหมือนโดนอะไรบางอย่าง ภาพมรันมาถูกยาพิษนอนทุรนทุรายกลับมาในหัวอีกครั้ง เธอพยายามดึงตัวเองออกมาแต่ไม่สำเร็จ เหมือนมีพลังบางอย่างคอยรั้งเธอให้ทรมานกับภาพในความฝันจนเกือบเช้า...แท้จริงแล้วฝันร้ายที่รัดเกล้าประสบมาจากบ้านนรสิงห์ ชายชรานั่งสมาธิท่ามกลางความมืดมิดในบ้านโบราณหลังเดิม แววตาเขาเบิกโพลงเมื่อนึกถึงเรื่องเลวร้ายในอดีต

“ไม่มีใครช่วยลบล้างบาปกรรมของอีกคนได้ ทุกคนมีบุญกรรมเป็นตัวกำหนดชีวิต สืบต่อมาจากอดีตที่เนิ่นนานจนแทบนึกไม่ถึงว่าความยาวนานใดจะเทียบได้”

แววตานรสิงห์อัดแน่นด้วยความเก็บกด “ทุกคนต้องรับผลกรรมที่ผูกพันกัน ไม่ว่าหนีไปไหน สูงสุดฟ้าหรือต่ำช้านรกก็ไม่มีอะไรคุ้มครองให้พ้นจากการชดใช้บาปกรรมได้...ไม่มีจริงๆ”

ooooooo

คณะสืบสวนประชุมแต่เช้าในวันถัดมา ภูมิธรรมหัวหน้าสำนักงานสืบคดีพิเศษมาร่วมฟังด้วย ยอดชายกับรัดเกล้าจึงรายงานผลตรวจสอบหลักฐานดั้งเดิม ตั้งแต่รอยกระสุนและผลชันสูตรศพที่ได้บทสรุปเหมือนเดิม สถบดีเสริมเรื่องอภิวัฒน์กับข้อสันนิษฐานว่าคนร้ายอาจเป็นคนใกล้ตัวเพราะวิถีกระสุนอยู่ในระยะเผาขน

คฑารัตน์นั่งฟังอยู่นาน ในที่สุดก็เสนอเรื่องข้อสงสัยเกี่ยวกับสิริรัตน์ว่ามีพฤติกรรมฟุ้งเฟ้อจนน่าแปลกใจ แถมพี่สาวก็ตายไปนานแล้ว ทำไมถึงยังอยู่ในบ้านหลังนั้น วิวรรธน์เสริมว่าอาจเป็นเพราะแรงจูงใจเรื่องสมบัติที่อภิชาติจะได้ส่วนแบ่งและเธอก็ดูมีแนวโน้มจะทำทุกอย่างเพื่อแลกสิ่งที่ตัวเองต้องการ

พัทธยารับฟังและสั่งลูกน้องให้จับตามองอภิวัฒน์กับสิริรัตน์เป็นพิเศษ และเมื่อเลิกประชุมจึงเรียกคฑารัตน์กับวิวรรธน์ไปพบที่ห้อง เจ้าหน้าที่สาวปลื้มมากเพราะคิดว่าพัทธยาไว้วางใจให้ทำงานใกล้ชิด แต่แล้วก็ต้องอึ้งเมื่อเขาบอกให้เธอไปขอโทษสิริรัตน์เพราะอภิวัฒน์โทร.มาร้องเรียนถึงเรื่องเมื่อคืนในผับ คฑารัตน์สะกิดใจว่าทำไมอภิวัฒน์ต้องโทร.เอง วิวรรธน์เลยตอบแทนถึงข้อสันนิษฐานที่คิดไว้

“หมดพี่ชายคนโตก็เหลือพี่ชายคนรองให้สูบเลือดสูบเนื้อ ไม่งั้นคงไม่ทนอยู่ถ้าไม่หวังอะไร”

“วิกกี้สันนิษฐานตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหมคะ ฆาตกรน่าจะเป็นผู้หญิง”

แต่สถบดีกลับคิดต่าง เขาปักใจเชื่อว่าสาเหตุการตายของอภิมุขอาจมีสาเหตุจากเรื่องเงินและผลประโยชน์มหาศาล และคนที่น่าสงสัยที่สุดก็น่าจะเป็นอภิวัฒน์

“ต้องเป็นผู้ชาย คนที่จะยิงระยะเผาขนแล้วไม่สะทกสะท้านและจัดการเก็บกวาดหลักฐานทุกอย่าง ต้องควบคุมอารมณ์และสติตัวเองได้ดีมาก ไม่ใช่ผู้หญิงเหวี่ยงโลกแตกอย่างสิริรัตน์”

ยอดชายเย้าขำๆว่าผู้กองดูจะรู้จักสิริรัตน์เป็นพิเศษ สถบดีหน้าเจื่อน เหลือบไปทางรัดเกล้าแล้วเสถามถึงอาการฝันร้ายของเธอ รัดเกล้าไม่ทันตอบ คฑารัตน์ก็ออกจากห้องพัทธยามาขัดจังหวะและจะเอาน้องสาวไปบ้านอภิมุขด้วย ยอดชายอยากช่วยสถบดีเลยแกล้งบอกว่ารัดเกล้ามีงานเอกสารต้องเคลียร์ คฑารัตน์ไม่ติดใจและก้าวตามติดพัทธยาไปขึ้นรถด้วยท่าทางกระปรี้กระเปร่า ไร้ซึ่งร่องรอยรู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย

สิริรัตน์หน้าบึ้งบอกบุญไม่รับทันทีที่เห็นหน้าคฑารัตน์ โดยมีอภิวัฒน์ มาริษาและเพชรดายืนมองการเผชิญหน้าอยู่ห่างๆ พัทธยาทนฟังให้ลูกน้องสาวโดนด่าอยู่นานจึงบอกว่าตรวจสอบกล้องวงจรปิดในผับแล้วเห็นว่าสิริรัตน์เป็นฝ่ายหาเรื่องก่อน คฑารัตน์ไม่รอให้โอกาสหลุดลอยสวนกลับยิ้มๆ

“อ้าว...เล่าไม่หมดเหรอคะ มิน่า...คุณอภิวัฒน์ถึงโมโหแทนซะอย่างกับคู่กิ๊ก”

จบคำก็เหลือบมองมาริษาซึ่งเก็บอาการนิ่ง ต่างจากสิริรัตน์ที่เต้นผางด้วยความโมโห อภิวัฒน์อับอายมากจึงจะไล่ให้กลับห้อง แต่พัทธยารั้งตัวไว้และขอสอบปากคำสิริรัตน์เป็นการส่วนตัว สมาชิกที่เหลือได้แต่มองหน้ากันงงๆ และจำใจไปรออีกห้องอย่างเสียไม่ได้ กลัวใจเหลือเกินว่าสิริรัตน์จะพูดจาหาเรื่องให้อีก

มาริษาเห็นสามีเดินไปเดินมาเหมือนหนูติดจั่นก็อดค่อนแคะไม่ได้ว่าเป็นห่วงสิริรัตน์จนออกนอกหน้า เพชรดาเลยผสมโรงแขวะว่าไม่เห็นจำเป็นต้องกลัวอะไรถ้าคิดว่าบริสุทธิ์ใจ

“ฉันไม่ผิดอยู่แล้ว ถ้าจะมีคนผิดเรื่องนี้ก็คือเธอนั่น แหละเพชร เธอเป็นคนลากชื่อเสียงครอบครัวมาประจาน”

“หรือเพราะความโง่ของผู้หญิงชั้นล่าง  สมองสิ้นคิดกันแน่คะ”

เพชรดาประสานสายตาไม่กลัว อภิวัฒน์ได้แต่ฮึดฮัดคนเดียวด้วยความหงุดหงิด...ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง!

ด้านพัทธยา...ตั้งต้นสอบสวนสิริรัตน์เรื่องสถาน– การณ์หลังอภิมุขตาย โดยเฉพาะเรื่องย้ายออกจากบ้าน แต่สิริรัตน์ก็ไม่ได้ให้การอะไรนอกจากไม่มีที่ไปดีกว่า คฑารัตน์จึงแกล้งถามถึงความสัมพันธ์ของเธอกับคนในบ้านว่าไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะกับมาริษาที่ได้ยินว่าเป็นไม้คู่กัดกันตลอด

“นังไฮโซนั่นก็แบมือขอเงินผัวเหมือนกัน ลองผัวไม่เซ็นเช็คให้ มันจะเอาเงินที่ไหนไปชุบตัว อวดความร่ำรวย”

คฑารัตน์สบตาพัทธยา เริ่มจับสังเกตอาการของสิริรัตน์และหลอกถามถึงสถานะทางการเงินของเธอ

“ฉันก็มีเงิน เงินกงสีที่พี่สาวฉันต้องได้ พี่สาวฉันเป็นแม่ตาหนึ่ง ฉันต้องอยู่รับเงินส่วนแบ่งของพี่สาวอยู่แล้ว”

คฑารัตน์ตาวาวเมื่อได้รับปฏิกิริยาน่าสนใจ พัทธยาจึงถามถึงคนดูแลค่าใช้จ่ายในบ้าน สิริรัตน์บอกว่าเพชรดาจัดการทุกอย่าง แถมชอบบีบให้เธอออกจากบ้านตลอด หลังสอบปากคำครู่ใหญ่...สองเจ้าหน้าที่ก็ขอลากลับ อภิวัฒน์ออกไปทำงานทันที ส่วนมาริษากับเพชรดาไปส่งแขกหน้าบ้าน โดยมีสิริรัตน์ตามไปหาเรื่องรวนจนมาริษาเหลืออด

“จะกลับก็เชิญเลยค่ะ สิริรัตน์เขาพูดจาน่าเกลียดเก่ง  เป็นความสามารถอีกอย่างของเขานอกจากเรื่องรับใช้”

สิริรัตน์เต้นผาง อยากตบหน้ามาริษาใจแทบขาดแต่ต้องยั้งใจไว้ ส่วนเพชรดามองสองสาวปะทะคารมกันด้วยแววตาเฉยชา พัทธยาจับตามองอยู่แล้วแต่ยังคิดไม่ตกว่าเธอคิดอย่างไร  แม้เมื่อคฑารัตน์ชวนแวะบ้านนรสิงห์ ก่อนกลับ เขาก็ปฏิเสธเพราะอยากคิดเรื่องคดีตามลำพังมากกว่า

ooooooo

พัทธยาหารือเรื่องคดีอภิมุขที่บ้านสถบดีเย็นวันเดียวกัน เขาคิดว่าเพชรดาน่าสงสัยน้อยสุดเพราะน่าจะอยู่ที่นั่นเพราะหลานและต้องการหาฆาตกร สถบดีไม่อยากฟันธงเพราะอาจมีเงื่อนงำอื่น พัทธยาเครียดหนักแต่ไม่ถอดใจ เชื่อมั่นว่าฆาตกรต้องเป็นคนในบ้านและจะออกมาเคลื่อนไหวบางอย่างเพื่อปิดคดีโดยเร็วที่สุดแน่!

แต่คฑารัตน์กับรัดเกล้ากลับคิดตรงข้าม สองพี่น้องเทความสนใจไปที่ผู้หญิงเพราะคิดว่ามีแรงจูงใจซับซ้อนและสมเหตุผลกว่า โดยเฉพาะสิริรัตน์ที่คฑารัตน์คิดว่าไม่น่าจะอยู่บ้านหลังนั้นในฐานะแค่น้องเมียธรรมดารัดเกล้าไม่อยากเชื่อว่าจะมีเรื่องแบบนี้ คฑารัตน์มั่นใจมากและตัดสินใจบอกถึงข้อสันนิษฐานของตัวเอง

“น้องเมียที่ไหนจะอาละวาดใส่น้องสาวเจ้าของบ้านฉอดๆ ฉันว่าสิริรัตน์อยู่ในบ้านนั้นเกินฐานะน้องเมีย แล้วผู้หญิงอย่างนี้น่ะหรือจะยอมให้ผู้ชายมั่งคั่งมหาศาลหลุดมือไปแต่งงานกับคนอื่น”

คืนเดียวกันที่บ้านอภิมุข...หญิงสาวซึ่งคฑารัตน์กับรัดเกล้าพูดถึงกำลังเริงสวาทกับอภิวัฒน์อย่างไม่เกรงใจใคร มาริษารู้เรื่องทุกอย่างแต่ไม่อยากบุ่มบ่ามเพราะไม่อยากเสียส่วนแบ่งมรดก เช่นเดียวกับเพชรดาที่มองจากมุมมืดเงียบๆ มีเพียงแววตาเท่านั้นที่บ่งบอกว่าไม่ชอบใจการกระทำของพี่ชายคนละแม่อย่างแรง

ฝ่ายรัดเกล้าสวดมนต์และเข้านอน ได้ยินเสียงนรสิงห์พูดถึงเรื่องราวความแค้นที่เธอไม่เข้าใจ รัดเกล้าพยายามขัดขืนและในที่สุดก็สะดุ้งตื่น เพียงเพื่อพบว่าตัวเองอยู่ในบ้านโบราณของนรสิงห์ พร้อมกับคฑารัตน์ สถบดีและวิวรรธน์ ทุกคนรวมทั้งตัวเธอยังอยู่ในชุดนอนและนั่งหลับตาอย่างสงบ ทันใดนั้น...นรสิงห์ก็ค่อยๆปรากฏตัวตรงหน้า

“ถึงเวลาหลั่งเลือด ชำระแค้นของทุกคนแล้ว”

รัดเกล้าตัวแข็ง ทุกอย่างกลายเป็นความมืดมิดที่เธอไม่อยากเจอ ภาพสุดท้ายจากฝันครั้งที่แล้วกลับมาอีกครั้ง

“น้องน้อย...น้องน้อยตายหรือเปล่า”

ooooooo

รัดเกล้ารู้สึกตัวอีกครั้งในสวนของศรีพิสยา ภาพมรันมาทุรนทุรายจากพิษของน้ำหอมทำให้ร้อนรุ่มอย่างบอกไม่ถูก น้ำค้างหันรีหันขวางอยู่นานแล้วตัดสินใจประคองเพื่อนพิงต้นไม้ใหญ่และไปตามคนมาช่วย

เวลาเดียวกันที่หอขวัญเมือง...ติสสาก็แทบคลั่งเพราะสังหรณ์รุนแรงว่านางอันเป็นที่รักกำลังอยู่ในอันตราย เมืองมาสรับรู้ทุกอย่างแต่ยังนั่งสมาธิอย่างสงบและบอกให้เขาอดทนรอเพราะยังไม่ถึงเวลา แม่ทัพใหญ่ละล้าละลัง แต่สุดท้ายก็กลับมานั่งภาวนา ทำจิตให้นิ่งและส่งใจอธิษฐานให้มรันมาปลอดภัย

ขณะที่มรันมากับติสสาเผชิญช่วงเวลาลำบาก ภายในตำหนักต่างๆก็กำลังทำพิธีบูชาเพ็ง เจ้านางอินยาแต่งกายสวยงามและทำพิธีบูชาเพ็งกับเจ้าปันแสง “ขอพระเพ็งประทานพรประเสริฐสุดแก่ข้า ไม่ว่าใครที่คิดเป็นศัตรูกับเจ้านางอินยา มันจะต้องหมดสิ้นทั้งชีวิตและลมหายใจ!”

ส่วนเจ้าปรันมากับเจ้านางจันทเทวีก็ยกพานดอกไม้ถวายพระเพ็งร่วมกันด้วยรอยยิ้มปลื้มใจ

“ข้า...เจ้าปรันมา เจ้าเหนือชีวิตแห่งศรีพิสยา ขอบูชาพระเพ็งเต็มดวง ขอแสงแห่งพระเพ็งสุกสว่างและสาดส่องความร่มเย็นรุ่งเรืองแก่ข้าทั้งหลาย  ภยันอันตรายอย่าได้กล้ำกราย เสนียดจัญไรทั้งปวงขอให้หมดจากแผ่นดิน”

สิ้นเสียงปฏิญาณของเจ้าปรันมา ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดในตำหนักเจ้านางอินยาคือลมพัดแรงจนข้าวของร่วงลงพื้น ทุกคนแตกตื่น เหลือบมองพระเพ็งด้วยความหวาดหวั่นและใจไม่ดี...หรือว่าพระเพ็งจะรู้ เรื่องมรันมา

ความเจ็บปวดของมรันมาแล่นผ่านทั่วร่าง ติสสารับรู้ถึงพลังจิตรุนแรงแต่ยังนั่งสวดมนต์อย่างสงบในหอขวัญ เช่นเดียวกับเจ้าปรันมาที่ไม่รู้เรื่องและอธิษฐานต่อพระเพ็งด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธา

“คุณธรรม ความดีจะเป็นดั่งเกราะกำบังเข้มแข็งต่อสู้ความชั่วร้าย ศรีพิสยาจะไม่ให้ใครลบหลู่พระเพ็ง ขอเอาชีวิต เลือดเนื้อและจิตวิญญาณปกป้องแผ่นดินตราบนี้จนชั่วลูกหลาน”

เมื่อเสร็จพิธีบูชาเพ็ง เจ้านางอินยาจึงสั่งอุตลาไปตามหาศพมรันมาว่าอยู่ที่ไหน นางข้าหลวงสีหน้าไม่ดีเพราะไม่อยากมีส่วนรับรู้เรื่องเลวร้ายในคืนศักดิ์สิทธิ์แต่ขัดคำสั่งไม่ได้ ส่วนเจ้าปันแสงก็ทำหน้าเอือมระอาเพราะยังเคืองแม่ไม่หายที่วางแผนฆ่าคนที่ตัวเองหมายปอง เจ้านางอินยาปรามให้ตัดใจเพราะเธอทำทุกอย่างเพื่อเขาคนเดียว!

ฟากติสสาแทบจะพุ่งออกจากหอขวัญทันทีที่เสร็จพิธีบูชาเพ็ง ภาพมรันมานอนแน่นิ่งทำให้แม่ทัพใหญ่เข่าอ่อน ขยับไปคว้าร่างแน่งน้อยเข้าสู่อ้อมกอดและซบหน้ากับร่างเธอนิ่ง น้ำค้างกลับมาดูอาการเพื่อนและบอกว่าอาจเป็นเพราะน้ำหอมจากเจ้านางอินยา ติสสากัดฟันแน่นด้วยความแค้น ตวัดร่างคนรักไปรักษาที่เรือนพักของตัวเองทันที

อุตลาเห็นเหตุการณ์ตลอดแต่ไม่กล้าปรากฏตัว ลนลานกลับไปรายงานเจ้านางอินยาด้วยท่าทางหวาดกลัวสุดชีวิต  เจ้านางเจ็บใจที่ทุกอย่างตาลปัตร แถมมีพยานปากเอกอย่างน้ำค้างอยู่เป็นมารให้เดือดร้อนใจอีก

“คิดว่าข้าจะโง่ให้ข้าหลวงคนเดียวมาใส่ร้ายข้า” อุตลาก้มหน้าตัวสั่น  เจ้านางอินยามองไปนอกหน้าต่างด้วยความเจ็บใจ “พระเพ็งรักและเห็นใจข้า พระเพ็งต้องช่วยข้า คืนนี้ติสสาต้องนอนกอดศพมรันมา!”

ooooooo

ติสสามองมรันมาที่ยังไม่ได้สติด้วยแววตากังวล นันทวดีต้องคอยปลอบเพราะเชื่อว่าหมอหลวงมียาดีและจะรักษามรันมาให้รอดจากพิษร้ายได้   ส่วนเจ้าปรันมากับเจ้านางจันทเทวีก็แทบคลั่งเมื่อได้ยินว่ามรันมาโดนวางยาจนเกือบเสียชีวิต เมฆากับมารุตจึงเร่งไปนำตัวน้ำค้างมาเป็นพยานปากเอกเพื่อเอาผิดเจ้านางอินยา

แต่สองทหารเอกก็ไปไม่ทันอสุนีซึ่งตามไปลากตัวน้ำค้างมาให้เจ้านางอินยาฆ่าปิดปาก เจ้าปรันมาพูดไม่ออกและเสด็จตำหนักเจ้านางอินยาเพื่อเอาเรื่อง ภาพนางข้าหลวงถูกเชือดคออย่างเลือดเย็นทำให้องค์เหนือหัวแห่งศรีพิสยาหมดความอดทนและตวาดใส่เจ้านางอินยาทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน

“ข้าไม่เคยอนุญาตให้มีการหลั่งเลือดในคืนบูชาเพ็ง ท่านกำลังท้าทายอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของพระเพ็ง และข้าก็เคยสั่งแล้วว่าห้ามคนจากตำหนักนี้ทำร้ายมรันมา”

เจ้าปันแสงซึ่งแอบดูอยู่ห่างๆตัดสินใจปรากฏตัวและปกป้องแม่ “แม่ข้าถึงได้ยอมมือเปื้อนเลือดในคืนศักดิ์สิทธิ์ เพราะไม่อยากให้ใครไปพูดได้ว่ามีคนในตำหนักคิดร้ายกับน้องนางคนใหม่แห่งศรีพิสยา”

เจ้าปรันมาจ้องมองสองแม่ลูกด้วยความแค้นใจ แต่เมื่อไร้พยานปากเอกก็คงทำอะไรไม่ได้

“เจ้านางอินยา...ท่านอยู่กับขนบประเพณีโบราณมาช้านานแต่กลับทำลายสิ่งดีงามในชั่วพริบตา”

“ข้ากระทำการลงโทษทาสชั่วคนนี้เพื่อรักษาความยุติธรรม แต่เจ้าปรันมากำลังจะสถาปนานางทาสอีกคนขึ้นไปยืนที่ของบรรพบุรุษ บัลลังก์ศรีพิสยาจะหมองมัวเพราะความเหิมเกริมในอำนาจของเจ้า...ไม่ใช่ข้า”

“ข้าใช้อำนาจเพื่อรักษาชีวิต ไม่ใช่เพื่อทำลายชีวิตอย่างที่ท่านทำ ถึงหมดสิ้นพยาน เรื่องนี้ก็ไม่จบง่ายๆ เพราะใครที่มีส่วนทำให้มีการหลั่งเลือดในคืนศักดิ์สิทธิ์ พระเพ็งจะต้องลงโทษ...โดยเฉพาะท่านเจ้านางอินยา”

เจ้านางอินยากับเจ้าปันแสงเริ่มวิตกแต่พยายามข่มสุดความสามารถ ไม่แสดงอาการให้เห็นแม้แต่น้อย

เจ้าปรันมาไปสมทบเจ้านางจันทเทวีที่เรือนของติสสาเพื่อเยี่ยมมรันมา นันทวดีปลอบให้สองราชนิกุลหนุ่มสาวเลิกจองเวรกับเจ้านางอินยาเพราะทุกอย่างก็ผ่านไปแล้ว แต่คนที่ยืนยันไม่ยอมปล่อยวางกลับเป็นติสสาซึ่งปฏิญาณต่อหน้าเจ้าปรันมาว่าจะทำทุกอย่างเพื่อทวงความยุติธรรมให้คนรัก

“มรันมาอาการดีขึ้นเมื่อไหร่ ข้าจะลากเอาความผิดของคนหยาบช้าทุกคนมาให้ท่านชำระความ เจ้าปรันมา... ข้าขอสาบาน ข้าจะทำทุกอย่างให้มรันมาพ้นความทารุณที่ต้องเจอมาทั้งชีวิตเสียที”

ฝั่งเจ้านางอินยากับเจ้าปันแสงก็กลุ้มเรื่องมรันมา เพราะเชื่อว่าเจ้าปรันมากับติสสาคงไม่ยอมอยู่เฉยให้มรันมาเจ็บตัวเปล่า เจ้าปันแสงจึงส่งอสุนีไปจัดการฆ่าปิดปากพ่อค้าน้ำหอมจากต่างเมืองในเช้าวันรุ่งขึ้น แต่สีหสากับไพลินไหวตัวทันและหนีไปได้  แม่ทัพใหญ่แห่งปุระอมรได้แต่มองตามกลุ่มของอสุนีและเปรยกับน้องสาว

“แสดงว่าพวกมันลงมือฆ่าแต่ไม่สำเร็จ ข้าอยากรู้นักว่าผู้หญิงที่รอดตายเป็นใคร”

หญิงสาวผู้รอดชีวิตยังหลับใหลไม่ได้สติ ติสสาคอยเฝ้าด้วยความเป็นห่วง โดยมีมารุตกับเมฆาอารักขาไม่ไกลกันนั้น ไม่กี่เพลาจากนั้นมรันมาก็ฟื้น แม่ทัพใหญ่ถลาไปกุมมือเธอแน่นด้วยความตื่นเต้น จังหวะเดียวกัน... เจ้าปันแสงปรากฏตัวที่หน้าประตู ติสสาจะเอาเรื่องแต่เจ้าปันแสงกลับไม่หวั่น

“ต่อให้ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ก็เป็นแค่ไพร่ใต้ฝ่าเท้าข้า เข้ามาเลยถ้าอยากหัวหลุดจากบ่าต่อหน้าคนรัก”

“วันหนึ่งท่านต้องได้เจอเวลาที่ไม่มีใครคุ้มครองท่านได้ ไฟชั่วจะแผดเผาร่างเจ้าให้มีจุดจบอย่างน่าอนาถ”

“อาฆาตข้าเหรอ...คิดขู่ฆ่าข้าเพื่อนังทาสหญิงคนเดียวเลยหรือติสสา ช่างน่าบูชาหัวใจของชายผู้ยอมตายเพื่อคนรัก รออีกไม่นานหรอก...ข้านี่แหละจะทำให้เจ้าได้ตายสมใจอยาก”

เจ้าปันแสงเหยียดยิ้มให้ติสสาและส่งสายตาเย้ยหยันไปทางมรันมา “ยังเจ็บกายเจ็บใจหรือไม่มรันมา เจ้านางอินยาฝากความอาทร ความห่วงใยมาให้เจ้านะ รับเอาไว้ในอกของเจ้าด้วย”

ติสสากำหมัดแน่นด้วยความแค้นและอยากขย้ำคอเจ้าปันแสงใจแทบขาด มรันมาเฝ้ามองด้วยแววตาหนักใจ กลัวคนรักมีเรื่องแล้วต้องรับโทษถึงชีวิต เจ้าปันแสงเห็นแม่ทัพใหญ่ไม่กล้าทำอะไรก็แผลงฤทธิ์หนักกว่าเดิม โดยเฉพาะกับมรันมา นางข้าหลวงคนสวยที่เขาไม่เคยมีโอกาสเข้าใกล้สักครั้ง

“น้องนางคนใหม่ถูกพามานอนทอดกาย เหมือนหญิงบรรณาการมอบให้กับแม่ทัพ ไม่ต่างจากรองเท้าสกปรก ถูกเหยียบย่ำยีจนยับเยิน แล้วก็เอามาขัดล้างยกยอว่าเป็นรองบาทสูงค่าเพื่อส่งต่อเป็นของกำนัลแก่คนโง่เง่า!”

ติสสาทนไม่ไหวที่มรันมาโดนดูถูก ขยับหาเจ้าปันแสงแต่เจ้าปรันมาเข้ามาจัดการแทนเสียก่อน

“คงมีเพียงคนที่ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนจะคิดได้เลวถึงเพียงนั้น”

“บุญคุ้มหัวแม่ทัพและน้องนางคนใหม่ คนโปรดของเจ้าปรันมา อีกหน่อยคงยกเมืองให้เป็นของขวัญแต่งงาน”

“ข้าเพิ่งเห็นเจ้ามีความคิดก็วันนี้ปันแสง”

เจ้าปันแสงโมโหที่ถูกพี่ชายแดกดัน สวนกลับ อย่างเหลืออดว่าเขาปกป้องน้องนางไร้บัลลังก์จนออกนอก หน้า เจ้าปรันมาไม่ยี่หระและประกาศกร้าว “มรันมาจะไปรักษาตัวที่ตำหนักเจ้านางจันทเทวี ห้ามใครพาตัวไปไหนจนกว่าข้าจะอนุญาต ใครขัดขืน ข้าจะไม่สอบสวน โทษตายสถานเดียว!”

เจ้าปันแสงกลับตำหนักด้วยความแค้นสุดขีด อาละวาดและระบายความอึดอัดใจจนเจ้านางอินยาต้องปลอบให้ใจเย็น ยังพอมีเวลาคิดหาแผนการให้พวกนั้นตายใจ แล้วค่อยล้างแค้นก็ยังไม่สาย

“เจ้าจะโวยวายให้พวกมันล่วงรู้ความในใจไปทำไม ปล่อยให้ปรันมาคิดว่าความเป็นเจ้าเหนือชีวิตจะทำให้มันควบคุมเราได้ ทำให้เราหวาดกลัวได้ แล้วถึงวันนั้น... เราก็จะทำให้มันสูญสิ้นหมดทุกอย่าง”

อุตลามารายงานเรื่องพ่อค้าน้ำหอมจากต่างแดนว่าหายตัวไปอย่างลึกลับ เจ้านางอินยาร้อนรนมากจนต้องคว้าแส้มาเฆี่ยนทาสสาวระบายอารมณ์ เจ้าปันแสงร้องห้ามและสั่งให้อสุนีไปจัดการเรื่องพ่อค้า ส่วนอุตลาไปสืบหานางข้าหลวงจากตำหนักเจ้านางจันทเทวีมาเป็นพวก เจ้านางอินยาแสยะยิ้มน้อยๆเพราะรู้ดีว่าลูกชายมีแผนอะไรในใจ

“มันเอาของเล่นเราไป เราก็ต้องควักหัวใจพวกมันออกมาเล่นสนุกบ้าง”

ooooooo

องค์นรสิงห์ได้รับรายงานจากสีหสากับไพลินเรื่องความวุ่นวายภายใน โดยเฉพาะแผนการวางยาพิษหญิงชาววังคนสำคัญที่ยังไม่รู้ว่าใคร สีหสาอาสาไปสืบความจริงแต่องค์นรสิงห์ประกาศจะบุกศรีพิสยาเลย สุเลวินเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาเลยพยายามยกธรรมเนียมศึกแต่โบราณมารั้งไว้

“หากต้องการให้ทุกแคว้นน้อยใหญ่เลื่องลือว่าองค์นรสิงห์คือจอมทัพที่สมควรแก่การเป็นผู้ปกครอง ไม่ใช่สัตว์ร้ายที่ชอบเพียงการประหัตประหารเข่นฆ่าองค์ต้องสำแดงทั้งพระเดชพระคุณ”

“ไม่ต้อง...ให้มันทำไมพระคุณ...กับเมืองเล็กๆที่บังอาจแข็งขืนอย่างศรีพิสยา มันต้องใช้พระเดช อำนาจ การทำลายล้าง ฆ่า สังเวยชีวิตพวกมันให้กับความผิดที่กล้าท้าทายกษัตริย์แห่งเรา” สีหสาแย้ง

“สีหสา...ความกระหายเลือดบ้าบิ่น มันใช้ได้ในสนามรบแต่เจ้าใช้ไม่ได้เลยนะกับการทูต หากเจ้าต้องการให้ไพร่ฟ้าสรรเสริญเกียรติแห่งองค์นรสิงห์สืบต่อยาวนานมากกว่าชั่วชีวิตเจ้า ควรต้องใช้ความรอบคอบและปัญญา”

สีหสาโกรธที่โดนว่ากระทบและตั้งท่าจะเอาเรื่องเต็มที่ สุเลวินไม่หวั่นเลยแต่องค์นรสิงห์มาห้ามไว้ก่อน บอกว่าเห็นด้วยโหรหนุ่มเพราะคิดว่ายังไงศรีพิสยาก็คงไม่รอดเงื้อมือแน่

ฝ่ายติสสาพามรันมาไปเดินเล่นในสวนข้างตำหนัก สองหนุ่มสาวพรอดรักและรำพึงรำพันถึงเรื่องราวในอดีต โดยเฉพาะความกระวนกระวายใจกลัวว่าอีกฝ่ายจะเป็นอันตรายจนแทบขาดใจ ติสสากุมมือบางแล้วจูบแผ่วเบา

“โชคดีที่เจ้าปรันมาพาตัวน้องน้อยมาที่นี่ ไม่อย่างนั้นพี่คงต้องฆ่าเจ้านางอินยา” มรันมาตกใจแต่ติสสายืนยัน “จริงๆนะน้องน้อย พี่ทำได้ พี่จะฆ่าคนที่มันทำร้ายน้องน้อยทุกคน!”

มรันมาซาบซึ้งใจแต่ไม่อยากให้หุนหันพลันแล่น เธอชวนเขาไปนั่งเรือที่บ่อมรกตเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ร้อนแรง

“ณ ที่ตรงนี้คือสวรรค์ส่วนตัวของน้องน้อยกับพี่ชาย ขอบใจพี่ชายเหลือเกินที่พาน้องน้อยมา”

“ที่แห่งนี้จะเป็นสถานที่แห่งรักของเรา เช่นเดียวกับอ้อมกอดพี่ชายที่จะมีให้น้องน้อยคนเดียว...พี่ชายสัญญา”

มรันมาซุกตัวกับอกแกร่ง หวั่นใจเหลือเกินว่าเจ้านางอินยาจะต้องหาทางพรากตัวไปจากคนรัก

“ถ้าไม่มีพี่ชาย...น้องน้อยก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว”

“วันใดไม่มีน้องน้อย พี่ชายก็ไม่ขอมีลมหายใจเหมือนกัน”

เวลาเดียวกันที่ถ้ำนอกเมือง...เจ้านางอินยาไปหาแม่เฒ่าผู้มีอาคมแก่กล้าและขอให้ช่วยชำระแค้นที่มีต่อมรันมา

“อเลยา...แม่มันเคยแย่งความรักของข้าไป ลูกมันต้องชดใช้ ข้าอยากทำลายความรักของมันให้เจ็บปวดร้อยเท่าพันเท่า ให้ความทรมานสิงสถิตอยู่ในชีวิตมัน”

ฉับพลันนั้น...แม่เฒ่าก็ดึงมีดอาคมและปาดลงบนแขนเจ้านาง เลือดกระฉูดออกและร่วงลงในน้ำมนต์สีดำ ปากก็พึมพำมนต์ร้ายจนเลือดเจ้านางกลายเป็นก้อนตกผลึก

“ไม่เกินคืนถัดไป มันจะต้องมาวิงวอนขอความรักจากเจ้า”

เจ้านางอินยายิ้มสมใจ ลืมความเจ็บปวดจากแผลที่แขนเสียสนิท...แล้วเราจะได้เห็นดีกันมรันมา!

และอำนาจลึกลับจากมนต์ดำก็ส่งผลในคืนเดียวกันนั้นเอง...ติสสานอนกระสับกระส่าย ร้อนรนด้วยไฟเสน่หาต่อเจ้านางอินยาเหมือนคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงรัก...

ooooooo

สถบดีตื่นจากภวังค์เป็นคนแรก เขากวาดตามองรอบตัวด้วยความมึนงง เห็นนรสิงห์หัวเราะในลำคอเพื่อปลุกรัดเกล้า คฑารัตน์และวิวรรธน์ให้ตื่นตาม ทั้งหมดมองหน้ากันอึ้งๆ มีเพียงคฑารัตน์กับวิวรรธน์ซึ่งแม้จะฝันเหมือนกันแต่กลับจำอะไรไม่ได้ และแหย่กันไปมาโดยเฉพาะเรื่องชุดนอนตัวเก่งของแต่ละคน

สถบดีเห็นนรสิงห์ยืนยิ้มไม่ห่างก็จะเอาเรื่อง แต่เหมือนมีพลังบางอย่างดึงให้เขาหมดเรี่ยวแรงจนหมดสติไปอีก เมื่อตื่นตอนเช้าก็เจอกับพัทธยาที่แวะมาปลุกไปทำงานพร้อมกัน สถบดีมองหน้าตัวเองในกระจกและคิดถึงเรื่องราวในฝันที่เหมือนจริงมาก...หรือว่าเราไปบ้านนรสิงห์จริงๆเมื่อคืนนี้

ฝ่ายคฑารัตน์ก็สติแตกไม่แพ้กันเพราะเข้าใจว่าตัวเองใส่ชุดนอนเก่าและย้วยไปบ้านนรสิงห์เมื่อคืนก่อน รัดเกล้ายืนยันว่าเป็นเรื่องจริงเพราะเธออยู่ที่นั่นด้วย คฑารัตน์โวยวายแล้วชักแปร่งหูที่น้องสาวบอกว่าไปบ้านนรสิงห์พร้อมกับเธอ

“ถ้าไม่ใช่ความฝันล่ะคะ พี่วิกกี้ไม่รู้สึกว่ามันเหมือนเราไปอยู่ตรงนั้นจริงๆเลยหรือคะ”

“มันจะจริงได้ยังไงยายเกล้า กลางดึกกลางดื่น ใครจะยกโขยงไปบ้านคุณนรสิงห์ในสภาพชุดนอน”

ความอับอายที่มีต่อนรสิงห์ไม่ทำให้แค้นเท่ากับต้องใส่ชุดนอนตัวเก่งต่อหน้าวิวรรธน์ คฑารัตน์หาเรื่องทันทีที่เจอแต่เขากลับทำไม่รู้ไม่ชี้ คฑารัตน์จึงถามเรื่องฝันประหลาดเมื่อคืนก่อน วิวรรธน์ยิ้มน้อยๆแล้วแซวถึงชุดนอนตัวเก่งของเธอ คฑารัตน์ปรี๊ดแตกแต่ยังไม่ทันทำอะไร วิวรรธน์ก็ขอตัวเพราะสถบดีโทร.มาตามไปบ้านนรสิงห์ด้วยกัน

สองหนุ่มลงมือสำรวจรอบๆบ้านนรสิงห์แต่ไม่พบอะไร ทันใดนั้นก็มีลมพัดวูบจากด้านหลัง สถบดีหันขวับและยกปืนเล็งตามสัญชาตญาณ วิวรรธน์มองตามแล้วตาเหลือก เห็นร่างนรสิงห์โถมหาผู้กองหนุ่มเหมือนจะเอาชีวิต สถบดีเบี่ยงตัวหลบและยกปืนเหนี่ยวไกทันที...

ooooooo

สาปพระเพ็ง

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด