ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ชื่นชีวา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

นมอ่อนใจไม่ดีเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางต้นเริ่มหงุดหงิดที่ต้องนั่งรอตรวจการบ้านของชื่นอยู่พักใหญ่ ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาหลายครั้ง จนกระทั่งอดรนทนไม่ได้ลุกขึ้นเดินตรงไปยังห้องชื่น นมอ่อนตกใจลุกตามถามว่าจะไปไหน

“คุณต้นไม่เข้าไปในห้องลูกสาวนมหรอกจ้ะ...ไม่ต้องกลัว แค่จะยืนเรียกเขาที่หน้าห้องนี่แหละ นมไม่เห็นเหรอว่าเขาเข้าไปเอาการบ้านมาให้คุณต้นตรวจตั้งนานแล้ว”

“นมจะเรียกให้เองค่ะ...คุณชื่นขา เปิดประตูให้นมเข้าไปหน่อยสิคะ”

ขณะนั้นชื่นนั่งทำการบ้านอย่างรีบร้อน เมื่อได้ยินเสียงเรียกของนมอ่อนก็สะดุ้งสุดตัวรู้ดีว่ากำลังเข้าตาจนแล้ว แต่ยังทำใจดีสู้เสือค่อยๆถอดกลอนเปิดประตูดึงตัวนมอ่อนเข้ามาในห้อง แล้วกระซิบถาม คุณต้นไปแล้วใช่ไหม นมอ่อนส่ายหน้าถามว่าเกิดอะไรขึ้น

“ป้านมช่วยถ่วงเวลาให้ชื่นหน่อยได้ไหมคะ...คือว่าชื่นยังทำการบ้านไม่เสร็จน่ะค่ะ เยอะขนาดนี้ใครจะทำทัน”

“ถ้าอย่างนั้นคุณชื่นต้องออกไปสารภาพผิดกับคุณต้นดีกว่า ป้าเชื่อว่าเขาคงเข้าใจ”

ชื่นถอนใจเฮือกใหญ่แย้งว่าต้นเป็นคนเข้าใจอะไรยากและไม่ใจดีอย่างที่นมอ่อนเห็น ตนจะต้องทำการบ้านให้เสร็จถึงจะกล้าออกไปเผชิญหน้าที่นอกห้อง ต้นยืนกอดอกหน้าบึ้งอารมณ์ไม่ดี พอเห็นสองพี่น้องเพื่อนบ้านเดินเข้ามาพร้อมดอกกุหลาบก็ยิ่งเพิ่มความขุ่นมัวในใจ สายตาของชายหนุ่มจ้องดอกไม้อย่างสงสัย นัททีรีบชี้แจงว่า

“ดอกไม้นี้ ผมเอามาให้ชื่นเพราะเพิ่งรู้ว่าเขาเป็นผู้หญิง”

“ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี...ทำไมเป็นผู้หญิงแล้วต้องเอาดอกไม้มาให้”

นัททีสบตานันทลีอึดอัดใจเพราะยังหาคำอธิบายอื่นไม่ได้ ในขณะที่ต้นฉุนถึงขีดสุดเดินปึงปังกลับไปตึกใหญ่ทันที สองพี่น้องเพื่อนบ้านยืนมองงงๆจนนมอ่อนต้องอธิบายว่าชายหนุ่มคงโกรธที่ชื่นทำการบ้านไม่เสร็จ เช่นเดียวกับเกศินีที่แปลกใจกับอาการฉุนเฉียวของต้น แม้ว่าเธอจะชวนคุย เล่าว่าวันเสาร์นี้ครอบครัวของตนจะย้ายมาอยู่ที่ตึกซ้ายในบ้านพิชัยศรายุทธ นอกจากต้นจะไม่สนใจแล้ว เขากลับประชดประชัน คงจะสมดั่งที่ใจเธอหวังไว้มานาน...

หลังรู้ว่าต้นไม่รอตรวจการบ้านแล้ว ชื่นหอบหนังสือแบบฝึกหัดออกจากห้องด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมกับอ้อนนัททีช่วยทำการบ้านให้ นมอ่อนปรามทันควัน

“คุณชื่นเหลวไหลใหญ่แล้วนะคะ ทำการบ้านไม่เสร็จก็ผิดแล้ว นี่ยังจะให้คุณนัทช่วยทำให้อีก”

นันทลีเห็นด้วยกับนมอ่อน เตือนพี่ชายไม่ให้ทำตามคำอ้อนของชื่น แล้วสอนหญิงสาวว่าควรทำการบ้านด้วยความสามารถของตัวเอง ถ้าทำไม่ได้ค่อยขอให้

คนอื่นช่วย ชื่นหน้าจ๋อยยอมทำการบ้านในที่สุด นมอ่อนโล่งอกขอตัวไปจัดอาหารว่างมาให้สองพี่น้อง ระหว่างทางเจอกับเกศินีที่กำลังงุ่นง่านหาคำตอบทำไมต้นถึงอารมณ์เสีย

“นมอ่อน...ฉันอยากรู้ว่าเมื่อกี้คุณต้นไปสอนหนังสือที่เรือนเล็กมาหรือเปล่า ทำไมต้องไปสอนที่นั่น ใครเป็นต้นคิด”

“คุณต้นเธอไปเองค่ะ ใครจะสั่งเธอได้คะ คุณเกศน่าจะทราบดีกว่านม”

เกศินีถลึงตาด้วยความโมโห แต่ยังไม่ทันจะตอบโต้อะไร คุณหญิงวีณาเดินเข้ามาเสียก่อนถามว่าจะโวยวายเรื่องอะไรอีก หลานสาวแสร้งเปลี่ยนท่าทีชี้แจงว่าแค่ถามสารทุกข์สุกดิบกับคนอยู่บ้านเดียวกันเท่านั้น นมอ่อนทึ่งกับความไหลลื่นของหญิงสาว แต่ไม่อยากมีเรื่องให้นายหญิงของบ้านร้อนใจจึงยอมเงียบเสีย

ชื่นหน้าดำคร่ำเครียดทำการบ้านโดยมีนัททีและนันทลีกำกับดูแล เมื่อเกศินีเห็นเข้าก็ไม่พอใจคิดหาทางสั่งสอนชื่นไม่ให้มายุ่งกับต้นอีก...วิธีที่เธอใช้ก็คือสร้างเรื่องให้ต้นเข้าใจผิดว่านัททีมีท่าทีรุ่มร่ามกับชื่นโดยมีนันทลีคอยดูต้นทางให้ ต้นชักสีหน้า ดุว่า

“พูดจาน่าเกลียด คุณเกศพูดเหมือนเพื่อนบ้านเรามีเจตนาไม่ดีกับชื่น ทั้งๆที่พวกเรารู้ว่าสองคนนั่นเป็นคนดี...ฉันไม่ชอบคนพูดโกหก จำที่คุณเกศมาบอกใครต่อใครว่าถูกชื่นล่วงเกินได้ไหม ฉันอยากให้จำไว้เป็นบทเรียนว่าการพูดอะไรที่ไม่ทันคิดให้ถี่ถ้วน ผลเสียจะตกอยู่กับตัวคุณเกศเอง...ไม่ใช่คนอื่น”

“เกศขอโทษค่ะ ก็แค่หวังดี แต่จะจำไว้ค่ะ”

ต้นพยักหน้ารับรู้ ในขณะที่เกศินีหน้าชาเดินออกไปเงียบๆ เช่นเดียวกับจันทร์ บ่าวคนสนิทของหญิงสาวเที่ยวคอยจับผิดคนรับใช้ทุกคนในบ้านที่เกี่ยวข้องกับชื่น จนถูกยงและสะอาดตอกหน้าหงายพูดไม่ออก

ooooooo

ตกค่ำวันเดียวกัน ชื่นรู้สึกไม่สบายใจที่ทำให้ต้นโกรธเพราะความไม่รับผิดชอบของตัวเอง เธอแอบมายืนมองชายหนุ่มเล่นกับสโนว์โดยหวังว่าเขาจะสนใจถามถึงการบ้านที่มอบหมายให้ทำ

แต่การณ์กลับเป็นว่าต้นไม่สนใจและทำเหมือนชื่นไม่มีตัวตน หญิงสาวหน้าเสียเดินคอตกกลับไปเรือนเล็ก นมอ่อนสังเกตเห็นท่าทีหงอยๆ ถามว่า

“ได้ไปขอโทษคุณต้นแล้วหรือยัง มันไม่ใช่เรื่องยาก...คนเราถ้ารู้ตัวว่าผิดแล้วขอโทษ ใครๆเขาก็ให้อภัย”

ชื่นสูดลมหายใจยาวแล้วเดินออกไปอีกที นมอ่อนมองตามพลางส่ายหน้าอย่างเอ็นดู...ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ต้นยืนทอดสายตาเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ชื่นลังเลแต่ก็ตัดสินใจเข้าไปหาต้น

“คุณต้นคะ...ชื่นขอโทษค่ะ ชื่นเสียใจที่ขี้เกียจทำการบ้าน แต่ตอนนี้ทำเสร็จแล้วค่ะ...ต่อไปชื่นสัญญาว่าจะขยันให้มากขึ้น...จะทำการบ้านที่คุณต้นให้จนเสร็จเรียบร้อยทุกครั้งโดยไม่มีผู้ช่วยค่ะ ตอนนี้คุณต้นช่วยตรวจการบ้านได้ไหมคะ”

ต้นไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ชื่นใจเสียทำท่าจะวิ่งออกไป ชายหนุ่มรีบคว้าแขนมองหญิงสาวอย่างชั่งใจชั่วครู่ แล้วบอกเบาๆว่าตนจะไปตรวจงานให้ที่เรือนเล็ก ชื่นยิ้มดีใจ เมื่อเห็นทั้งสองมาด้วยกันนมอ่อนประหลาดใจเพราะต้นไม่ค่อยจะผ่อนปรนกับเรื่องพวกนี้ นับว่าชื่นโชคดีมากที่เขายอมโอนอ่อนให้

ด้านเกศินีชะเง้อคอรอทานข้าวพร้อมต้นที่ตึกใหญ่ หญิงสาวนั่งกระวนกระวายที่เลยเวลามานานแล้วแต่ไม่เห็นวี่แววว่าชายหนุ่มจะลงมารับประทานอาหารค่ำ จนกระทั่งทนรอต่อไปไม่ไหวขยับจะลุกไปตาม แต่ถูกคุณหญิงวีณาสั่งให้ทานข้าวเลยไม่ต้องรอ เกศินีทำท่าฟึดฟัดขัดใจไม่ทำตามคำสั่ง จนอาหญิงต้องถลึงตาดุจึงยอม

เวลานั้นที่เรือนเล็ก ต้นกับชื่นกินข้าวด้วยกันเงียบๆ ทั้งคู่ต่างรักษาท่าทีของตนจนนมอ่อนเผลอถอนใจ แต่ก็ยังกังวลกลัวว่าจะมีเรื่องทุ่มเถียงกันอีก เพียงครู่เดียว ชื่นก็รวบช้อนก่อนลุกขึ้นเก็บจาน ต้นไม่พอใจทำเสียงดุใส่

“คนอื่นเขายังกินไม่เสร็จ อย่าเพิ่งลุกไป มันเสียมารยาท”

ชื่นสวนกลับทันควัน “แล้วจะให้นั่งมองเขากินอย่างนี้หรือคะ”

ต้นจ้องหน้าหญิงสาวไม่พอใจ นมอ่อนเห็นท่าไม่ดีเลยรวบช้อนอิ่มบ้าง ชายหนุ่มจึงประชดว่า แม้แต่นมยังตั้งใจอิ่มเร็ว ทั้งชื่นและนมอ่อนส่ายหน้าละเหี่ยใจ

หลังทานอาหาร ต้นตรวจการบ้านและขีดแบบฝึกหัดสั่งให้ทำเพิ่มพร้อมกับย้ำว่าคราวนี้ต้องทำให้เสร็จ อย่าให้มีปัญหาอีก ในใจต้นรู้สึกทึ่งกับการสอนหนังสือของตาชมและช้อยเพราะชื่นมีความสามารถเหลือล้นเกินเด็กบ้านนอกธรรมดาคนหนึ่งจะมีได้ เขาจะต้องสืบให้ได้ว่าพื้นเพครอบครัวนี้เป็นมาอย่างไร

ด้านเกศินีสังหรณ์ใจว่าต้นคงใช้เวลาอยู่กับชื่นที่เรือนหลังเล็กจึงออกมาตาม ระหว่างทางเจอเข้ากับจันทร์ รายงานว่าตนเห็นนมอ่อนเจ้ากี้เจ้าการจัดให้ต้นอยู่

ทานข้าวกับชื่นราวกับเป็นแม่สื่อ ไฟริษยาของเกศินีพุ่งปรี๊ดเร่งฝีเท้าไปเรือนเล็กทันที เธอแอบรอจนต้นกลับตึกใหญ่แล้วเดินเข้าไปหน้าตาเอาเรื่อง ชื่นไม่เกรงกลัวแถมพูดเย้ยว่า

“มาทำไมฮะ คุณหนูเกศ...ไม่กลัวผมปลุกปล้ำเอามาทำภรรยาแล้วหรือฮะ”

เกศินีตัวสั่นโกรธจัดถลาเข้าตบชื่นอย่างแรง ชื่นชะงักไปชั่วครู่พอได้สติ หันตบคืนรุนแรงไม่แพ้กัน กระชากเสียงเตือนว่า

“จำไว้! อย่ามาแลกกับฉัน...แกเป็นผู้ดี ส่วนฉันเป็นคนบ้านนอกไม่มีอะไรจะเสีย ส่วนแกมีแต่จะเสีย เข้าใจไหม!”

นมอ่อนปราดเข้าห้ามทั้งสองคนให้เลิกทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน เกศินีเดือดดาลตวาดว่าตนมีสิทธิ์

ตบชื่น เพราะตนเป็นหลานสาวเจ้าของบ้านที่เลี้ยงเป็นลูก ชื่นเถียงกลับว่า

“ฉันก็มีสิทธิ์จะตบคุณเหมือนกัน...สิทธิ์ของคนที่จะต้องปกป้องตัวเอง มีแต่หุ่นไล่กากระมังที่จะยืนนิ่งๆปล่อยให้คุณตบตามสบาย แม้แต่สโนว์...ถ้าคุณตบมัน ฉันว่ามันก็ต้องกัดตอบแน่นอน!”

“ฉันจะไปฟ้องเจ้าคุณลุงกับคุณอาหญิงให้ไสหัวแกออกจากพิชัยศรายุทธ ท่านไม่มีวันเอาแกไว้แน่...นังคนชั้นต่ำ”

เกศินีเดินกระแทกเท้าออกไปอย่างโกรธจัด ชื่นมองตามพยายามสะกดอารมณ์โมโห ก่อนจะเข้าห้องปิดประตูเงียบ ในขณะที่เกศินีฟูมฟายร้องไห้กับอาหญิงฟ้องว่าถูกชื่นรังแกและพูดจาดูถูกดูหมิ่นจนทนไม่ไหวต้องตบสั่งสอน คุณหญิงวีณาฟังแล้วหนักใจกับการหาหนทางแก้ไขในเรื่องนี้

นมอ่อนเห็นว่าเรื่องลุกลามบานปลายจึงรีบไปรายงานต้นให้ทราบเรื่องเพื่อหาทางแก้ไข เมื่อต้นรู้ก็ตกใจรีบไปหาชื่นทันที

“ชื่น! เปิดประตูเดี๋ยวนี้...ฉันสั่งให้เปิดประตูได้ยินไหม!”

ทุกอย่างเงียบสนิทจนต้นเอะใจต้องขยับลูกบิดประตูเปิดออกแล้วพบว่าไม่มีชื่นอยู่ในห้อง แถมข้าวของส่วนตัวของหญิงสาวก็ถูกเก็บไปจนหมดสิ้น นมอ่อนตกใจสุดขีดแข้งขาอ่อนยวบ ร้องไห้โวยวายเสียงดัง

“คุณชื่น...คุณชื่นไปแล้ว”

คุณหญิงวีณาได้ยินเสียงร้องของนมอ่อนก็วิ่งลงมาดูแล้วมีอาการไม่ต่างกัน เกศินีแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะ ต่างจากต้นที่ยืนนิ่งใช้ความคิดแล้ววิ่งออกตามหาทันที เกศินีพยายามจะห้ามชายหนุ่มแต่ไม่ทันได้แต่กระทืบเท้าขัดใจ คุณหญิงวีณาเห็นท่าทีอันร้อนรนของหลานสาวก็หันมาสั่ง

“แม่เกศ กลับเข้าบ้านเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่เชื่อกัน...ต่อไปนี้เราก็ไม่ต้องมาพูดกันอีก”

เกศินียืนลังเลอยากจะขัดคำสั่งอาหญิง แต่ก็ทำไม่ได้จึงเดินร้องไห้เข้าบ้านไปในที่สุด...ในเวลานี้ ชื่นกำลังเดินหิ้วกระเป๋ามุ่งหน้าไปยังปากซอย ใบหน้า

หญิงสาวซีดขาวพยายามสกัดกลั้นความรู้สึกต่างๆที่ประเดประดังเข้ามา ที่ด้านหลังมีแสงไฟจากรถยนต์ส่องมา เธอจึงหลบเข้าข้างทางโดยไม่ได้สนใจหันไปมอง เพียงชั่วครู่ก็มีรถมาจอดอยู่ข้างกาย

ต้นลงจากรถเดินเข้ามาหา ชื่นชะงักมองด้วยความประหลาดใจ ชายหนุ่มสั่งเสียงกร้าว

“ขึ้นรถ ฉันบอกให้ขึ้นรถ! จะไปไหน...กลับบ้านรึ รู้จักการยอมแพ้เหมือนกัน”

“ใครบอกว่าชื่นยอมแพ้ แค่ไม่ยอมอยู่ให้เจ้าของบ้านไล่ต่างหาก”

ชื่นเอ่ยเสียงอ่อยว่าตนตบหน้าเกศินี คงไม่แคล้วถูกคุณหญิงวีณาไล่ออกจากบ้าน ต้นถอนใจยาวแล้วคว้ามือชื่นลากไปที่รถผลักให้เข้าไปนั่ง ก่อนจะเปรยว่าตนไม่เคยเห็นใครดื้อเท่านี้เลย ชื่นหน้าคว่ำไม่สบอารมณ์กับสิ่งที่ได้ยินแต่ไม่ตอบโต้

ด้านเกศินีชะเง้อคอมองที่ประตูใหญ่หน้าบ้าน ส่วนปากก็พร่ำถามอาหญิงว่าทำไมต้นถึงไม่กลับมาเสียที คุณหญิงวีณาส่ายหน้าอ่อนใจเอ่ยว่าคงยังตามหาชื่นไม่พบ เกศินีตาขวางหงุดหงิดที่มีแต่คนเข้าข้างชื่นไม่มีใครเห็นใจเธอ...

ooooooo

แทนที่ต้นจะพาชื่นกลับบ้าน เขากลับพาเธอมาที่ร้านขายไอศกรีมแถวราชวงศ์เพื่อซักถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ชื่นทำท่าอิดออดไม่อยากเล่าในตอนแรก แต่พอถูกคาดคั้นหนักเข้าก็ยอมเปิดปาก

“คุณเกศมาหาเรื่องชื่นที่เรือนเล็ก ทั้งๆที่ปกติเธอไม่คิดจะแลแม้แต่หางตาด้วยซ้ำ เพราะเธอรู้ว่าคุณต้นมาทานข้าวกับชื่น เธอเลยไม่พอใจอย่างมาก”

“แต่เธอเป็นเด็กกว่าเขา ไม่ควรแสดงกิริยาไม่ดีแบบนั้นกับเขา เธอควรต้องไปขอโทษเขานะชื่น”

ชื่นกินไอศกรีมไม่พูดไม่จาในใจมีแต่การต่อต้านไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำของต้น...

ด้านเจ้าคุณไม่มีท่าทีเดือดร้อนกับเรื่องทะเลาะตบตีของเกศินีและชื่น เขาเพียงแต่เย้าภรรยาว่าเวลานี้คงรู้สึกหนักใจมาก คุณหญิงวีณาถอนใจเฮือกใหญ่

“ดิฉันยอมรับว่าหนักใจ เพราะแม่เกศน่ะฝังอกฝังใจอยู่กับคุณต้นนักหนา แต่แรกที่ชื่นเข้ามาใหม่ๆในสภาพผู้ชาย...ถึงจะไม่พอใจแต่ก็ยังไม่เท่าไหร่...พอมาเปิดเผยว่าความจริงชื่นเป็นผู้หญิงนี่สิ...เรื่องเลยลุกลามไปใหญ่โต”

“คิดมากไปเองหรือเปล่า...บางทีอาจจะไม่มีอะไรก็ได้”

คุณหญิงวีณาขยับจะพูดอะไรบางอย่างแต่แล้วก็นิ่งไปเหมือนนึกอะไรได้ ขณะเดียวกันนั้น เกศินีว้าวุ่นใจจนทนไม่ไหวต้องต่อสายหามารดาขอคำปรึกษา เสียงกานดาก่นด่าว่า

“คุณต้นทำไม่ถูก นังชื่นจะไปไหนก็ปล่อยมันไปสิ”

“คุณแม่ขา...ถ้าคุณต้นเกิดชอบมันขึ้นมาจริงๆ ล่ะคะ เกศจะทำยังไงดี เกศไม่มีที่พึ่งอีกแล้วนอกจากคุณแม่คนเดียว”

กานดาปลอบใจลูกสาวไม่ต้องเป็นห่วง เธอจะหาทางจัดการให้โดยเร็วและอีกไม่กี่วันก็จะได้ย้ายไปอยู่บ้านเดียวกันแล้ว คงจะทำอะไรได้สะดวกมากขึ้น เกศินีรับทราบแต่สีหน้ายังเคร่งเครียด ก่อนจะวางโทรศัพท์...

ไม่นานหลังจากนั้น ต้นกับชื่นก็กลับมาถึงบ้าน ต่างฝ่ายต่างตกอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง จนกระทั่งชื่นคิดแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้เสนอว่า

“ต่อไปนี้คุณต้นไม่ต้องสอนหนังสือชื่นแล้วค่ะ...ชื่นจะเรียนเอง...ทำแบบฝึกหัดให้คุณต่อตรวจตอนที่กลับมาบ้านแล้ว ถ้าหากมีอะไรที่ชื่นไม่เข้าใจ ชื่นจะเก็บไว้ถามคุณต่อ...คุณเกศจะได้ไม่เข้าใจผิดอีก”

ต้นนึกขวางกับคำแนะนำนั่นจึงแขวะว่าแท้ที่จริงชื่นอยากเรียนกับต่อมากกว่ากลัวเกศินีเข้าใจผิดใช่ไหม หญิงสาวหงุดหงิดที่ต้นดูเหมือนเข้าใจอะไรยาก แต่แล้วจู่ๆต้นก็โพล่งขึ้นมาว่าเอาที่เธอสบายใจแล้วกัน

ชายหนุ่มปิดประตูรถอย่างแรงราวกับไม่พอใจในสิ่งที่ชื่นแนะนำแล้วเดินจ้ำเท้าเข้าตึกไป ชื่นรู้สึกสับสนกับท่าทีของต้น ก็เดินมาหานมอ่อนที่ดีใจกับการกลับมาของเธอและขอคำสัญญาว่าชื่นจะไม่หนีไปไหนดังเช่นวันนี้อีก ชื่นตกปากรับคำอย่างเหนื่อยใจ

ต้นรู้สึกหงุดหงิดกับคำแนะนำของชื่นไม่หาย ดูเหมือนหญิงสาวจะหาทางหลบเลี่ยงไม่อยากเข้าใกล้เขา ทั้งๆที่ภายในจิตใจส่วนลึก ชายหนุ่มรู้สึกดีที่มีเธอป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ

ooooooo

รุ่งเช้าวันเสาร์ ครอบครัวของหม่อมหลวงนิวัฒน์ ชวาลได้ฤกษ์ย้ายบ้าน โดยมาพร้อมกับรถบรรทุกหลายคัน เสียงคนงานขนของขึ้นลงดังทั่วบ้านพิชัยศรายุทธ เกศินีวิ่งถลาลงมาต้อนรับพ่อแม่ด้วยความดีใจ

ชื่นพยายามตั้งสมาธิทำการบ้านโดยไม่สนใจกับเสียงที่ดังมาจากตึกซ้าย พลันหญิงสาวก็ผุดลุกขึ้นด้วยความดีใจเมื่อเห็นต่อที่เพิ่งกลับจากโรงเรียนนายร้อยเดินตรงเข้ามาหา

“ชื่น...คุณต่อคิดถึงมากรู้ไหม”

ต่อคว้ามือชื่นขึ้นมาแนบแก้มทำเอาต้นที่เดินตามมาชะงัก ก่อนตัดสินใจเดินกลับตึกใหญ่ทันที ชื่นตีหน้า

ไม่ถูกค่อยๆดึงมือออกแล้วเสชวนทานอาหารว่างแทน ระหว่างทางต้นเจอกับนมอ่อนมาถามหาต่อเข้าพอดี

“คุณต้นขา...เห็นคุณต่อไหมคะ เมื่อกี้เอากระเป๋าเข้ามาวาง แล้วหายไปไหนไม่รู้หรือขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าข้างบน”

“โน่น...ไปหาชื่นที่เรือนเล็กโน่น”

ต้นตอบเสียงห้วนคล้ายกับอารมณ์เสีย นมอ่อนแปลกใจในท่าทีของชายหนุ่ม ก่อนจะเข้าใจในเวลาต่อมาเมื่อเห็นต่อกับชื่นนั่งคุยกันกะหนุงกะหนิงที่หน้าเรือนเล็ก ต่อทำหน้านิ่วกับเสียงเอะอะที่ดังมาจากตึกซ้าย

“คุณพ่อคุณแม่คุณเกศจะมาอยู่ที่นี่เป็นการถาวรหรือจ๊ะนม...คุณต่อเห็นมีรถขนของกันมาใหญ่โต”

นมอ่อนหนักใจเปรยว่าคงจะมาอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบปี ถ้าขนของมาเยอะขนาดนี้ ชื่นถอนใจเฮือกใหญ่เพราะรู้ดีว่าถ้าเกศินียังไม่เลิกระแวงเธอกับต้น ปัญหาต่างๆจะตามมาอีกมากมาย

หลังจากสงบสติอารมณ์ได้ ต้นเดินเข้ามาคุยกับเจ้าคุณและคุณหญิงวีณาถึงเรื่องไม่ได้สอนหนังสือชื่นมาสักระยะหนึ่งแล้ว ทั้งคู่แปลกใจถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ชายหนุ่มชี้แจงเชิงฟ้องกลายๆว่า

“ก็ไม่มีเรื่องอะไรหรอกครับ นอกจากผมต้องเตรียมตัวไปเรียนต่อทำให้ต้องเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม ชื่นเขาก็เลยเกรงใจจะทำแบบฝึกหัดเองแล้วก็ให้คุณต่อเป็นคนตรวจแทน แต่เท่าที่สอนมา ผมคิดว่าเขาน่าจะเข้าโรงเรียนได้แล้วเพราะคุณตาชมกับคุณช้อยปูพื้นฐานมาได้ดีทีเดียวครับ”

คุณหญิงวีณากับเจ้าคุณสบตากันพอใจในเรื่องที่ได้ยิน ในขณะที่ต้นพยายามวางสีหน้าเรียบเฉยแต่ภายในใจลุ้นอยู่ว่าผู้ใหญ่ของชื่นจะตัดสินใจอย่างไร และแล้วคุณหญิงวีณาก็ตัดสินใจว่าเปิดเทอมนี้ เธอจะส่งชื่นเข้าเรียนที่กุลธิดาวิทยาลัยเสียทีโดยที่ไม่รู้เลยว่ามันเป็นโรงเรียนเก่าของช้อยด้วย คุณหญิงอธิบายว่า

“นี่เป็นโรงเรียนประจำที่ดีและเหมาะสมกับชื่นที่สุด เขาจะได้ปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนได้เร็วขึ้น...ทุกเสาร์อาทิตย์จะมีโอกาสได้กลับมาอยู่บ้านด้วย หวังว่าพฤติกรรมแก่นเซี้ยวจะลดน้อยถอยลงและจะได้เรียบร้อยมากยิ่งขึ้น”

ต้นยิ้มกริ่มเห็นคล้อยตาม ต่างจากนมอ่อนเมื่อทราบเรื่องก็น้ำหูน้ำตาไหลด้วยความเป็นห่วงกลัวชื่นว้าเหว่ ส่วนเจ้าตัวต้นเรื่องกลับยิ้มดีใจเพราะจะได้ลดการปะทะกับเกศินีทุกวัน หญิงสาวก้มลงกราบคุณหญิงวีณาอย่างตื้นตันใจ

ooooooo

ฟากช้อยตื่นเต้นยินดีกับการเข้าเรียนของชื่นเพราะรู้ว่าลูกสาวจะได้พบกับสิ่งดีๆและมิตรภาพจากเพื่อนเหมือนดังที่ตัวเองเคยพบ ต่างจากชมที่มีสีหน้าสะใจเพราะยิ่งล้างผลาญพวกตระกูลชวาลได้มากเท่าไรก็ยิ่งทำให้แผนบรรลุเร็วขึ้น

“ไอ้มั่น...เจ้าชื่นเขียนจดหมายเล่าเรื่องพวกชวาลว่าตอนนี้พวกมันอพยพไปอยู่ที่พิชัยศรายุทธแล้วและพบกับชื่นแล้ว ไอ้นิวัฒน์แปลกใจว่าทำไมชื่นถึงได้หน้าเหมือนชีวัน วิชชลักษณ์ ผู้หญิงที่มันเคยรู้จักและทำร้ายเขาเกือบตายทั้งเป็น อีกไม่นาน...มันจะได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดทรมานดังเช่นที่พวกเราได้รับมาเป็นสิบปี!”

มั่นแสยะยิ้มร้ายมั่นใจว่าเวลานั้นจะมาถึงในไม่ช้านี้ ตรงกันข้ามกับความรู้สึกของช้อยที่ไม่อยากให้พ่อแก้แค้นหรือใช้ชื่นให้ทำร้ายพวกนั้น เธออยากให้เลิกแล้วต่อกัน แต่แรงอาฆาตของชมมีมากเกินกว่าจะให้อภัยพวกชวาลได้ในตอนนี้ สิ่งเดียวที่ช้อยพยายามทำคือเขียนจดหมายย้ำเตือนให้ลูกสาวนึกถึงความกตัญญูกตเวที ในขณะที่ชมกลับพร่ำเตือนชื่นแต่เรื่องความแค้นที่รอคอยการ

ชำระเท่านั้น ชื่นอ่านจดหมายของทั้งสองด้วยความหนักใจพึมพำว่า

“ยังกับสีขาวกับสีดำ...กลางวันกับกลางคืน...ปวดหัวเป็นที่สุด เราควรจะเลือกเดินทางไหนดี”

ชื่นพยายามสลัดความคิดที่รกสมองและหาอย่างอื่นทำ แต่โชคไม่ดีที่มาเจอกับยุพา หลานสาวตัวแสบของกานดาเข้า ทั้งคู่ปะทะคารมกันอย่างดุเดือดตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ เรื่องน่าจะจบลง...ถ้าเกศินีไม่เผอิญได้ยินสิ่งที่สองสาวกำลังโต้เถียงกัน

“น้องเกศคะ...นังคนนี้มันบอกว่าจะเอาเลือดปากพี่ออกเพราะอยากรู้ว่าเลือดผู้ดีกับไพร่ต่างกันอย่างไร!”

เกศินีกับยุพามองชื่นอย่างเกลียดชัง ในขณะที่ชื่นก็จ้องหน้าทั้งคู่อย่างไม่ลดละเช่นกัน...

ขณะนั้นเอง ต้นเดินสูดอากาศอยู่บนระเบียงได้ยินเสียงโต้เถียงอันเผ็ดร้อนดังมาจากข้างล่าง เขานิ่วหน้าไม่พอใจเพราะคงต้องลงไปเป็นกรรมการห้ามศึกอีกแล้ว เสียงยุพาเร่งเร้าเกศินีให้จัดการชื่นดังขึ้นเรื่อยๆ

“พวกเรามาช่วยกันตบสั่งสอนนังเด็กไพร่นี่ดีกว่า บังอาจพูดจาสามหาวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง”

“หยุดนะ...อย่ามาเรียกฉันว่าไพร่อีกเป็นอันขาด พวกแกไม่มีสิทธิ์ ถ้าไม่เชื่อ...ฉันจะชกให้ได้เลือดทีเดียว ความเป็นไพร่หรือผู้ดีขึ้นอยู่กับกิริยาวาจาของคนคนนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเป็นคนบ้านนอกหรือคนกรุง เพราะแม้แต่ในพิชัยศรายุทธ ฉันก็ยังได้พบไพร่ที่เข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเป็นผู้ดี”

ทั้งเกศินีและยุพากรีดร้องเสียงลั่นเดือดดาลถลาจะเข้าหาชื่น แต่ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงปรามของต้นดังขึ้นข้างหลัง เกศินีสบโอกาสวิ่งไปหาชายหนุ่มทำเสียงออดอ้อนราวกับถูกประทุษร้าย

“คุณต้นขา! ช่วยเป็นพยานให้เกศด้วย ชื่นเขาไม่มีเกรงกลัวใครเลย...ด่าว่าทั้งเกศและพี่ยุพาฉอดๆ...เห็นกับตาแล้วใช่ไหมคะว่าเด็กอะไรร้ายกาจเหลือเกิน”

“มันเรื่องอะไรกัน...ชื่น ฉันได้ยินแต่คำว่าแก... แก...แก รู้หรือเปล่าว่ามันไม่น่าฟังสักนิดเดียว”

ชื่นมองต้นน้อยใจดูเหมือนเขาจะเข้าข้างฝ่ายโน้นมากกว่าเธอ หญิงสาวยืนนิ่งพยายามบังคับไม่ให้น้ำตาคลอก่อนสวนกลับ ไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายอะไรอีกเพราะทุกคนคิดว่าตนเป็นคนผิด ต้นไม่สบอารมณ์กับท่าทางดื้อรั้นไม่ยอมคนของชื่น ในขณะที่เกศินีและยุพายิ้มเยาะชื่นพยายามอดกลั้นไม่แสดงอาการอ่อนแอและร้องไห้กับคนพวกนี้อีก แล้วก็เชิดหน้าขึ้นนัยน์ตาเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวเอ่ยปากพูดเสียงเครืออย่างคับแค้นใจ

“ชื่นอยากเห็นเลือดของพวกผู้ดีชาวกรุงว่าจะแตกต่างหรือเหมือนเลือดของเด็กบ้านนอกสัญชาติไพร่หรือเปล่า ชื่นพูดตามที่คุณยุพาหยามเหยียดศักดิ์ศรีไว้ทุกประการ”

สองสาวคู่กรณีหุบยิ้มทันที ละล่ำละลักว่าพวกตนไม่กล้าพูดจาหยาบคายเยี่ยงนั้น ชื่นสวน ตนเองไม่เคยโกหกหรือใส่ร้ายใครเช่นกัน ยุพาเห็นว่าเรื่องชักลุกลามออกไปใหญ่โตจึงรีบตัดบทไม่เอาเรื่อง แต่สายไปเสียแล้ว ต้นดึงดันให้ชื่นขอโทษสองสาวโดยไม่ซักถามอะไร ชื่นตัดพ้อว่าตนไม่เคยทำอะไรถูกในสายตาเขา ก่อนผลุนผลันวิ่งออกไป ต้นรีบขยับตาม

“เพราะมีนมอ่อนคอยโอ๋อยู่ตลอดเวลา เธอถึงไม่กลัวเกรงใครสักคนเดียว แม้แต่ฉัน!”

“ชื่นไม่ได้อวดดีอวดเก่งกับคุณต้นค่ะ! เพราะทราบดีว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้เนื่องจากความเมตตาของทุกคนในตระกูลพิชัยศรายุทธ ส่วนคนอื่นชื่นไม่รู้เพราะไม่มีใครบอกนี่คะว่าชื่นจะต้องมาอยู่ให้คนอื่นที่อยู่ในบ้านนี้สับโขกเหยียดหยามความเป็นบ้านนอกของชื่นซึ่งถูกจัดว่าเป็นไพร่... สันดานต่ำ...ถ้าบอกกันสักนิดจะได้เจียมตัวกว่านี้”

ต้นอึ้งคาดไม่ถึงว่าชื่นจะเจ็บช้ำน้ำใจกับเรื่องนี้อย่างมาก ประจวบเหมาะที่ต่อกลับมาถึงบ้านพอดี เขาตกใจที่เห็นชื่นวิ่งน้ำตาไหลพรากโดยมีต้นเดินตามมาไม่ไกล ต่อมองต้นอย่างจับผิดทำให้พี่ชายอธิบายเสียงเข้ม

“ลองถามซิว่าเก่งกาจขนาดไหนถึงได้เที่ยวท้าชกต่อยกับคนโน้นคนนี้”

“ชื่นยอมรับว่าตัวเองเก่งกาจและเป็นเด็กไม่ดีที่ไม่สามารถอดทนให้คนอื่นมาดูถูกเหยียดหยามได้ ชื่นจะยอมให้แม่ยุพา ถ้าหากว่าเขาเป็นผู้มีอุปการะเลี้ยงดูหรืออย่างน้อยก็เป็นเจ้าของบ้านที่ชื่นอาศัยคุ้มกะลาหัวอยู่!”

ต่อเห็นใจชื่นเมื่อฟังความจบ เขาขอร้องให้ชื่นลืมเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นเพื่อเห็นแก่ความสงบสุขของทุกคนในตระกูลพิชัยศรายุทธ หญิงสาวไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่เดินจากไปเงียบๆ ชายหนุ่มเบือนหน้ามาหาพี่ชายเปรยว่าทั้งยุพาและเกศินีคงไปพูดไม่ดีกับชื่นก่อนเรื่องจึงเป็นเช่นนี้ ต้นแย้งว่าอย่างไรเสีย ตนต้องปรามชื่นเพื่อไม่ให้มีฤทธิ์เดชมากกว่านี้ ต่อยิ้มขำ

“ท่าทางคุณต้นไม่ค่อยชอบชื่น...แต่ก็ดีเหมือนกัน ผมจะได้ปกป้องดูแลเขาแต่เพียงผู้เดียว”

ooooooo

คุณหญิงวีณามาหานิวัฒน์และกานดาที่ตึกซ้ายเพื่อปรึกษาเรื่องสำคัญของชื่น พี่สะใภ้ชะงักพยายามทำหน้าเรียบเฉยแต่เริ่มสังหรณ์ใจว่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้ตัวเองต้องอารมณ์เสียเป็นแน่แท้ นิวัฒน์เอ่ยถามน้องสาวว่า

“คุณหญิงจะปรึกษาพี่เรื่องอะไรหรือ”

“ก็อย่างที่คุณพี่ทราบ...เปิดเทอมนี้ ชื่นจะต้องไปโรงเรียนแล้ว น้องก็เลยอยากจะเปลี่ยนนามสกุลเป็นของขวัญให้เขา”

กานดาแค่นหัวเราะเอ่ยขึ้นกลางปล้องว่า “เปลี่ยนจากชื่น ชาวนา เป็นชื่น ชาวบ้าน หรือคะ”

นิวัฒน์จ้องหน้าภรรยาอย่างตำหนิ ในขณะที่คุณหญิงวีณาฝืนยิ้มแล้วปล่อยหมัดเด็ดว่า “ไม่ใช่หรอกค่ะ ดิฉันจะเปลี่ยนจากชื่นชีวา ชาวนา เป็นชื่นชีวา ชวาลค่ะ ในฐานะที่คุณพี่ใช้นามสกุลนี้เหมือนกัน ดิฉันเลยต้องขออนุญาตก่อน”

กานดาถึงกับสำลักน้ำ แล้วสวนว่าตนไม่อนุญาต ในขณะที่นิวัฒน์หักหน้าภรรยาเอ่ยปากว่า

“สุดแล้วแต่คุณหญิงเถอะ...พี่น่ะไม่ขัดข้อง ในเมื่อคุณหญิงต้องการจะรับแกเป็นบุตรบุญธรรมก็ควรทำให้ถูกต้อง”

คุณหญิงกล่าวขอบคุณพี่ชายอย่างดีใจ ในขณะที่กานดายังคงไม่เห็นด้วยเพราะกลัวว่าชื่นจะทำตัวเสื่อมเสียชื่อเสียง น้องสามีจึงยืนยันว่าตนขอรับรองว่าจะไม่มี เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเด็ดขาด เพราะชื่นได้รับการอบรมมาดีถึงแม้จะมาจากบ้านนอกก็ตาม กานดาหน้าตึงเมื่อได้ยินคำแขวะนั่น ลอบมองคุณหญิงวีณาอย่างไม่พอใจ

รุ่งเช้า นิวัฒน์มารอพบชื่นกับคุณหญิงวีณาที่ตึกใหญ่ตามที่ตกลงกันไว้ น้องสาวแย้มยิ้มเอ่ยปาก

“ดิฉันต้องขอบคุณคุณพี่อีกครั้งที่ไม่คัดค้านที่ดิฉันจะเลี้ยงชื่นเป็นลูกสาว เชื่อไหมคะว่าเมื่อคืนดีใจแทบนอนไม่หลับ”

“พี่เองก็ไม่รังเกียจที่แกจะใช้นามสกุลของเราเพราะชื่นเป็นชวาลที่พี่เคยฝันถึงว่าจะต้องมีรูปร่างหน้าตาแบบนี้”

ขณะที่ทั้งสองคุยกัน ชื่นเดินเข้ามาพอดีพร้อมที่จะออกไปทำธุระแล้ว นิวัฒน์เอ่ยขึ้น ตนมีของขวัญจะให้พร้อมกับเปิดกล่องเครื่องประดับในมือ ยื่นสร้อยและเหรียญทองคำลงยาลวดลายวิจิตรล้อมรอบตัวอักษรชวาลเหมือนกับที่เกศินีเคยใส่ ชื่นมองประหลาดใจแต่ไม่ยื่นมือไปรับของจนนิวัฒน์ต้องเสพูดให้น้องสาวสวมแทน

“สร้อยเส้นนี้สวยมากค่ะ แต่ชื่นไม่อยากได้เพราะมันไม่ใช่ของคุณหญิง”

“อย่าพูดเช่นนี้ คุณลุงจะเสียใจรู้ไหม...เอาเป็นว่าฉันเป็นคนให้เธอเองก็แล้วกัน เข้ามาใกล้ๆอย่าดื้อ!”

ชื่นจนใจจำยอมคลานเข้าไปให้คุณหญิงวีณาสวมสร้อยในที่สุดพร้อมกับสำทับให้เธอกราบขอบพระคุณนิวัฒน์ด้วย หญิงสาวก้มกราบอย่างจำใจ แล้วทุกคนก็เดินออกมาข้างนอกตึกใหญ่พบกานดากับยุพาเดินตรงมาพอดี ชื่นสบโอกาสจับสร้อยคอให้ห้อยเด่นสะดุดตาเพื่อเยาะเย้ย ทั้งคู่ตาแทบถลน ในขณะที่ชื่นรู้สึกสะใจลึกๆ

เมื่ออยู่ลำพัง กานดาโวยวายกับสามีถามว่าทำไมจึงให้สร้อยชวาลกับเด็กบ้านนอกแบบนั้น นิวัฒน์ตอบอย่างระอาว่า

“เพราะชื่นกำลังจะเป็นสมาชิกของชวาลอีกคนหนึ่ง... คุณก็รู้ไม่ใช่หรือว่าคุณหญิงเลี้ยงชื่นเหมือนลูก”

“มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น ถ้ามันไม่ใช่ลูกของคุณหญิงที่แอบไปมีไว้ ก็ต้องเป็นลูกของคุณกับนังชีวัน ผู้หญิงใจง่ายคนนั้น ทั้งพี่ทั้งน้องโอ๋มันนักและยังสมคบให้ใช้นามสกุลชวาลอีก ที่แท้มันเป็นสายเลือดโจร...กิริยาท่าทางมันถึงได้ต่ำ อีกไม่นานเลือดชั่วของพ่อแม่คงปรากฏ น่าสงสารลูกของฉันที่ต้องพลอยมามัวหมองไปด้วยเพราะใช้นามสกุลเดียวกัน”

“หยุดก้าวร้าวและด่าน้องสาวผมได้แล้ว ชื่นไม่ใช่ลูกของชีวัน แต่ถ้าเกิดเป็นขึ้นมาจริงๆ ผมไม่ให้ แค่สร้อยเท่านี้ จะให้ทุกอย่างเท่าเทียมกับยายเกศและตากนกแน่นอน”

กานดาแทบคลั่งนัยน์ตาฉายแววเกลียดชังและริษยา ขณะที่จ้องนิวัฒน์อย่างกินเลือดกินเนื้อ...

ooooooo

ด้านยุพาถูกกานดาเร่งเร้าให้ทำตัวสนิทสนมกับต่อเพื่อหวังทรัพย์สมบัติไม่ให้ตกไปถึงคนอื่น หลานสาวเบื่อหน่ายแต่ต้องยอมกระทำตาม และรู้ว่าต่อไม่ได้ตกหลุมพรางหรือมารยาที่เธอหว่านไว้ง่ายๆ ชายหนุ่มฉลาดเกินกว่าที่คิดไว้

กานดานั่งมองหลานสาวด้วยความสมเพชที่วิ่งตามต่อตอนออกกำลังกายเหนื่อยแทบขาดใจ พลางเอ่ยปากสมน้ำหน้า ก่อนจะแนะนำอย่างคนที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญมาก่อน

“ถ้าฉันเป็นแก...จะทำสะดุดล้มลงแล้วสำออยให้คุณต่ออุ้ม มารยามีเท่าไรต้องงัดออกมาใช้ให้หมด ฉันเคยใช้จับน้าผู้ชายจนเขี่ยอีนังชีวันออกจากชีวิตเขาได้ก็แล้วกัน มันถึงเป็นบ้าหลบลี้หนีหายไปทั้งครอบครัวเชียวล่ะ”

สีหน้าแววตากานดาเหี้ยมเมื่อนึกถึงวันวานที่ผ่านมา... ด้านเกศินีเดือดดาลเมื่อรู้ว่าตนเองพลาดการไปเที่ยวกับต้นอีกครั้งโดยปล่อยให้เขาใช้เวลากับคนอื่น ส่วนเจือบ่าวคนสนิทปากเสียวิจารณ์เจ้านายอย่างออกรส

“พวกคนใช้ตึกใหญ่คงรวมหัวกันแกล้งคุณเกศแน่ๆเลยค่ะ! มีอย่างเหรอนอนกินบ้านกินเมืองขนาดนี้ยังไม่ยอมปลุก”

เกศินีตาวาวด้วยโทสะตวาดให้หยุด พอถามถึงยุพาก็ยิ่งหงุดหงิดเพราะออกไปเที่ยวกับทรงวุฒิแก้เบื่อที่ยังหาวิธีรวบหัวรวบหางต่อไม่ได้ แม้กานดาจะชวนไปซื้อของ หญิงสาวกลับปฏิเสธแสดงอาการเซ็งออกมา

เวลานั้นที่ร้านไอศกรีมแถวราชวงค์ ยุพากำลังเคลิบเคลิ้มกับการเอาอกเอาใจของทรงวุฒิ แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเขาทำไปเพื่อเป็นสะพานถึงเกศินี ชายหนุ่มออดอ้อนกระซิบที่ข้างหูว่า

“ประเดี๋ยวทานไอศกรีมเสร็จแล้ว ผมขอเลี้ยงหนังสักรอบนะครับ...แล้วก็เลี้ยงมื้อเย็นไปด้วยในคราวเดียวกันเลย”

ทรงวุฒิหยอดคำหวานใส่ยุพาไม่ขาดระยะเน้นว่าตนไม่มีที่พึ่งอื่นนอกจากเธอ ตนหวังอยากเลื่อนสถานะเป็นแฟนกับเกศินี แต่กลัวว่ากานดาจะไม่เปิดโอกาสให้ ยุพายิ้มให้อย่างมีจริตแล้วสบตาเหมือนว่าค่าตอบแทนคงไม่ใช่เพียงแค่ตัวเงิน

ที่บ้านพิชัยศรายุทธ คุณหญิงวีณารู้สึกปลาบปลื้มกับการรับชื่นเป็นบุตรบุญธรรมเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับชื่นก็มีความสุขไม่แพ้กัน...อย่างน้อยก็มีเรื่องไปรายงาน กับตาชมได้ว่าแผนที่วางไว้คืบหน้าไปอีกขั้นแล้ว หญิงสาวขนซื้อขนมมาฝากคนที่บ้านมากมายโดยเฉพาะนมอ่อนที่ขณะนี้จ้องมองสร้อยคอของตระกูลชวาลด้วยความสนใจ

“นั่นเหรียญประจำตระกูลชวาลใช่ไหมคะ คุณหญิงท่านให้หรือคะ”

“ไม่ใช่ค่ะ...หม่อมหลวงนิวัฒน์ ชวาลเป็นผู้ให้เพื่อต้อนรับสมาชิกคนใหม่ของตระกูลค่ะ”

นมอ่อนเตือนให้หญิงสาวเก็บรักษาสร้อยไว้เป็นอย่างดีเพราะมันแสดงว่าผู้ใหญ่ให้ความเมตตาเอื้อเอ็นดูกับเธอยิ่งนัก ชื่นรับฟังเงียบๆราวกับเห็นว่าไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ ด้านนิวัฒน์หลังจากได้พบปะเห็นชื่นบ่อยขึ้นก็มีอาการเศร้าสร้อยเพราะอดคิดถึงคนรักเก่าไม่ได้ เขาไถลมาเดินดูกุหลาบให้คลายความกลัดกลุ้ม ก่อนจะพบชื่นเข้าโดยบังเอิญอีกครั้ง

“ไปเที่ยวกับคุณหญิงมาสนุกไหม เห็นเขาเล่าว่าซื้อของมาฝากคนทางบ้านเสียเยอะแยะ...ลุงขอเวลาคุยด้วยได้ไหม”

“ท่านมีธุระอะไรกับดิฉันคะ คงต้องรีบหน่อยเพราะดิฉันมีเวลาไม่มากนัก”

“ลุงรู้จากคุณหญิงว่าบ้านหนูอยู่รังสิต...หนูอยู่มานานแล้วหรือ และอยู่กับแม่และตาเท่านั้นใช่ไหม แล้วพ่อล่ะ”

ชื่นชักสีหน้าตอบเสียงห้วนว่าแม้แต่คุณหญิงยังไม่เคยถามในเรื่องพ่อเลย ทำไมต้องมาซอกแซกถามในเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น นิวัฒน์หน้าเจื่อนไม่คิดว่าจะถูกเด็กตอกกลับด้วยคำเผ็ดร้อนเช่นนี้ แต่แล้วเขาก็อดรนทนไม่ได้ต้องหยิบรูปถ่ายคนรักเก่าขึ้นมาถามชื่นว่ารู้จักใครที่ชื่อชีวัน วิชชลักษณ์ไหม ระหว่างที่กลั้นใจรอคำตอบจากหญิงสาว สีหน้านิวัฒน์ส่อแววมีหวัง

แต่แล้วชื่นกลับส่ายหน้ามองนิวัฒน์ด้วยสายตาว่างเปล่าบอกว่าไม่เคยรู้จัก ชายสูงวัยหน้าสลดด้วยความผิดหวังแล้วเดินจากไปเงียบๆ อย่างไรก็ตาม ภาพเหตุการณ์นั่นก่อให้เกิดความสงสัยกับกานดาที่ผ่านมาเห็นเข้าพอดี เธอพยายามคาดคั้นจากสามีว่าคุยกับเด็กนั่นด้วยเรื่องอะไร จนแล้วจนรอดนิวัฒน์ก็ไม่ให้ความกระจ่างอะไร

หลังจากดูรูปถ่ายของนิวัฒน์แล้ว ชื่นนึกสงสัยในท่าทีผิดหวังของเขา เธอเพียรพยายามนึกว่าเคยเห็นภาพนั้นที่ไหน ก่อนจะเบิกตากว้างจำได้ว่าเป็นรูปของช้อยเมื่อสมัยสาว ความสงสัยเริ่มก่อตัวทีละน้อยว่ามารดาเกี่ยวข้องอย่างไรกับผู้หญิงที่ชื่อชีวัน วิชชลักษณ์...และหมายมั่นในใจถึงตาชมว่าเป็นคนเดียวที่จะคลายข้อสงสัยในเรื่องนี้...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“ณเดชน์-โบว์” ขึ้นสังเวียนคู่ปรับครั้งแรก ใน “มนต์รักหนองผักกะแยง”

“ณเดชน์-โบว์” ขึ้นสังเวียนคู่ปรับครั้งแรก ใน “มนต์รักหนองผักกะแยง”
11 พ.ค. 2564

06:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม 2564 เวลา 17:58 น.