ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ชื่นชีวา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ณ ดงตาล ทุ่งนาแถวรังสิต ไม่ไกลจากเมืองกรุง เสียงเด็กชายตะโกนโหวกเหวกขอความช่วยเหลือจากชื่นซึ่งเป็นลูกพี่อยู่ที่หน้าบ้านไม้เก่าๆ หลังหนึ่ง เพียงไม่กี่อึดใจเด็กชายหน้าตาสะสวยก้าวออกมายืนจังก้า

“มีอะไรวะ...ไอ้หลอ”

“ไอ้เปี๊ยก มันถูกพวกเด็กบ้านใหญ่รุมยำ”

ชื่นยืนกอดอกขบกรามนัยน์ตาเอาเรื่อง ก่อนสั่งการให้ลูกน้องพาไปยังที่เกิดเรื่อง ในขณะที่ช้อยแม่ของเด็กชื่นโผล่หน้าออกมามองอย่างเหนื่อยใจ พลางนึกว่าตนคิดถูกหรือผิดที่เลี้ยงลูกให้ออกมาทะโมนเยี่ยงนี้จนมีเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน

ห่างออกไปไม่ไกลนัก มีบ้านหลังใหญ่ทรงทันสมัย หรือชาวบ้านแถวนั้นเรียกว่าบ้านนาตามป้ายชื่อหน้าบ้าน มีกลุ่มเด็กชายกำลังรุมทำร้ายเหยื่อรูปร่างผอมแห้งคนหนึ่ง เสียงตะโกนถามดังก้องทั่วท้องทุ่งนาว่า

“กลัวไหม กลัวไหม...ถ้ากลัวก็พูดซิว่าผมกลัวคุณเบิ้ม ผมกลัวคุณลอย และผมกลัวคุณเจิม!”

ยังไม่ทันที่ไอ้เปี๊ยกจะเอ่ยปาก ก็มีเสียงตวาดดังมาแต่ไกลให้หยุด ทุกคนชะงักหันขวับไปตามเสียงก็เห็นชื่นยืนถลึงตาด้วยท่าทีเหมือนนักเลงตัวจ้อย เหยื่อตัวน้อยดีใจสุดขีดที่ลูกพี่มาช่วยเขาได้ทันเวลาพอดี กลุ่มเด็กชายสามคนออกอาการขำที่เห็นลูกพี่ของมันมีรูปร่างไม่ได้แตกต่างกัน เสียงเจิมถามกลั้วหัวเราะว่า

“เนี่ยเรอะลูกพี่เอ็ง...น่าจะเป็นลูกกรอกมากกว่า”

“หยุด! ญาติผู้ใหญ่เสียเรอะ”

ชื่นตวาดถามด้วยท่าทีไม่เกรงกลัว คำถามนั้นทำเอาเด็กตัวโตสามคนโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ทั้งหมดปราดเข้าใส่แต่ชื่นหลบได้อย่างว่องไว แล้วถีบเบิ้มหน้าคะมำกระแทกกับพื้น ลอยกับเจิมถลันเข้ามารุมแต่ชื่นใช้ความสามารถหลบหลีกพร้อมกับเตะต่อยตอบโต้จนกลุ่มเด็กตัวโตได้รับบาดเจ็บไปไม่น้อย ทันใดนั้นมีเสียงอันทรงอำนาจตวาดให้หยุดดังขึ้น

ทั้งหมดหยุดชะงักแล้วหันมาเห็นคุณต้น ลูกชายคนโตของเจ้าของบ้านนายืนมองการต่อสู้ด้วยความหงุดหงิด ในขณะที่คุณต่อน้องชายหัวเราะอย่างขำขันเพราะชอบใจการตอบโต้ของชื่นกับกลุ่มเด็กตัวโตราวกับไม่เกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไรทั้งนั้น เสียงคุณต้นถามเบิ้มเด็กในบ้านซึ่งเป็นหัวโจกว่าใครเป็นคนเริ่มก่อน ชื่นสวนแทนว่า

“ต้องเป็นไอ้ 3 คนนั้น! ไอ้เปี๊ยกกับไอ้หลอมันไม่เคยรังแกใครก่อน...ตัวแค่นี้จะรังแกใครได้กัน ส่วนผมก็แค่ช่วยลูกน้องเท่านั้น”

“ก็มันท้าผมนี่ครับว่า ถ้าแน่จริงก็มาชกกับไอ้ชื่น ลูกพี่มันไหม” ลอยตอบเสียงอุบอิบ

“ยังไม่ทันจะได้ความอะไร ไอ้บ้านี่ก็ชกผมเลยบอกว่าต่อให้เป็นพ่อไอ้ชื่น มันก็ไม่กลัว!” เปี๊ยกแย้งเสียงลั่น

ชื่นได้ยินสิ่งที่ลูกน้องเล่าก็เกิดอาการเลือดเดือดถลันเข้าไปจะชกลอย แต่ต้นคว้าตัวไว้ได้ทัน ชื่นดิ้นสะบัดพร้อมกับบอกให้ปล่อย ตนจะไปจัดการไอ้คนปากมอม ต้นถอนหายใจเฮือกใหญ่ถามว่าเป็นหมาบ้าหรือ ส่วนต่อพยายามเข้าช่วยแต่โดนถีบจนหงายหลัง ต้นยิ่งจับตัวชื่นให้แน่นขึ้นแล้วดุว่า

“เด็กดีเขาไม่เกเรอย่างเราหรอก ต้องพูดกันดีๆ ถ้ายินยอม...ฉันจะได้ปล่อย”

“คุณต้นเขาเป็นคนยุติธรรม ถ้าคนของเราผิดก็ต้องถูกลงโทษ”

ต่อยืนยันเสียงหนักแน่น ชื่นชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้าตกลง ต้นสั่งให้เปี๊ยกเล่าเรื่องให้ฟังทั้งหมดว่าเป็นมาอย่างไรจะได้ตัดสินให้ความยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย...และแล้วความจริงก็ปรากฏว่าฝ่ายชื่นไม่ได้ก่อเรื่องก่อน

ooooooo

ชื่นเดินนำลูกน้องออกมาจากบ้านหลังใหญ่ด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องในศักดิ์ศรี ถึงแม้ว่าพวกตนจะจนแต่ไม่เคยทำร้ายใครก่อน เสียงเปี๊ยกพูดอย่างทระนงว่า

“ความจริงฉันก็อยากได้เงินทำขวัญนั่น แต่ถ้าให้เลือกฉันต้องเลือกศักดิ์ศรีกับลูกพี่มากกว่า พวกเราเป็นเพื่อนกันนิ”

ชื่นยิ้มพอใจแล้วไล่ให้พวกลูกน้องรีบกลับบ้าน ส่วนตัวเองก็เร่งฝีเท้ามุ่งกลับบ้านเช่นกัน เมื่อถึงบ้าน ชื่นหน้าเสียเพราะตาชมยืนรอชำระความอยู่

“หายไปไหนมา ทิ้งแม่เขาไว้คนเดียว...ไอ้เด็กพวกนั้นสำคัญกว่าแม่ของเจ้าหรือยังไง”

“ก็พวกมันโดนรังแก ก็เลยต้องไปช่วย”

“จำไว้...ตาเคยสั่งให้ดูแลแม่อย่างใกล้ชิด แกก็ต้องทำตามโดยไม่มีข้อแม้! เรามีกันแค่สามคนเท่านั้น อย่าลืมสิ!”

ชื่นคอตกก่อนจะถูกไล่ให้ไปเตรียมตัวมาทานข้าวเย็น ช้อยมองตามลูกอย่างสงสารตัดพ้อกับพ่อว่าเข้มงวดกับหลานมากเกินไป แต่ชมสวนกลับว่าถ้าไม่เข้มงวด มันจะเป็นเด็กอ่อนแอไม่กล้าสู้กับใคร และพวกเรายังมีแค้นที่ต้องชำระกับศัตรู...นัยน์ตาของชมฉายแววอาฆาตพยาบาท

ตกค่ำลอยมาหาชื่นถึงบ้านพักด้วยทีท่าลังเลเหมือนมีอะไรจะพูดด้วย ชื่นประหลาดใจถามว่ามาทำไมกัน ลอยฉีกยิ้ม

“คุณต่อให้เอาอาเปิ้นมาให้ครับ”

“อะไรของเอ็ง...อาเปิ้น”

ชื่นบ่นพลางเปิดถุงดู มีแอปเปิ้ลหรืออาเปิ้นของไอ้ลอยลูกโตจำนวนหลายลูกอยู่ในนั้น เด็กชายหน้าสวยจ้องมองผลไม้ตื่นเต้น แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อตาชมพูดเสียงเข้มให้เอาไปคืนไม่ให้รับไว้ เพราะถึงจะจนก็ไม่ให้เห็นแก่ได้จนใครมาดูถูกชื่นพยักหน้าเห็นด้วย ในขณะที่ช้อยถามพ่อว่าคุณต่อเป็นใครกัน

“คงจะเป็นหลานเจ้าของบ้านหลังใหญ่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ...คงไม่ใช่พวกเลวนั่นหรอกลูก โลกมันคงไม่กลมขนาดนั้น”

ช้อยถอนใจยาวไม่อยากคิดถึงอดีตอันขมขื่น ขณะนั้นชื่นเดินถือถุงแอปเปิ้ลไปด้อมๆมองๆ ที่บริเวณรั้วบ้านนา แล้วเห็นต้นนั่งอ่านหนังสืออยู่เสียงเด็กชาย

พูดพึมพำกับตัวเองว่าคนนี้คุณต้นไม่ใช่คุณต่อ ราวกับว่าต้นมีพลังวิเศษหยั่งรู้ เขานิ่วหน้าอย่างรำคาญบอกว่า

“จะเข้าก็เข้ามาซิ...มายืนลับๆล่อๆ อยู่ทำไมยังกับพวกขโมย...ยืนเกะกะหน้าประตูอยู่ได้ ว่าไงจะเข้ามาไหม”

“ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยขโมยใคร! ถึงยากจนก็ไม่เคยลักขโมย”

ชื่นหน้าคว่ำไม่พอใจอย่างแรงที่ถูกเปรียบว่าเป็นขโมย ในใจนึกเกลียดต้นเข้ากระดูกดำแล้วบ่นกับตัวเองเบาๆว่าไม่อยากเข้าไปเลย คุณต่ออยู่ที่ไหนก็ไม่รู้

ต้นยิ้มเดินมาเปิดประตู ชื่นยื่นถุงผลไม้คืนให้เขา แต่ชายหนุ่มกลับบอกให้เอาไปคืนกับต่อเองพร้อมกับตะโกนเรียกน้องชายเสียงลั่น ต่อวิ่งออกมาสีหน้าดีใจเชิญชวนชื่นให้เข้าไปในบ้าน

อ่อนแม่นมของคุณชายทั้งสองเพ่งมองชื่นอย่างเอ็นดู ถามว่าใช่คนเดียวกันกับที่เล่าให้ฟังหรือไม่ ต่อพยักหน้าเป็นคำตอบแล้วชวนให้ทานซุปมะเขือเทศ

ด้วยกัน ชื่นส่ายหน้าไม่กล้าลองกินและยื่นถุงผลไม้คืนให้เขาบอกว่าตาสอนไม่ให้รับของจากใครเปล่าๆ นมอ่อนมองเด็กชายหน้าหวานอย่างทึ่ง ต่อสบโอกาสขอตามไปบ้านชื่นเพื่อชี้แจงความจริงใจของเขา เด็กชายขู่ว่าตาเป็นคนดุกล้าไปพบไหม ต่อยิ้มขำพยักหน้ามาดมั่นเดินตามทันที

เมื่อไปถึงต่อใช้ความอ่อนน้อมเข้าหาผู้ใหญ่พร้อมกับแนะนำตัวเองว่าชื่อสาโรจน์ ศรายุทธ เป็นลูกเจ้าของบ้านนา ไม่ได้มีเจตนาดูถูก แต่เห็นว่าชื่นเป็นเพื่อนจึงแบ่งผลไม้มาให้ทาน ชมยังคงนั่งนิ่ง ในขณะที่ช้อยนึกเอ็นดูบอกลูกว่า

“ถ้าอย่างนั้น ชื่นก็ต้องเก็บฝักบัวให้เพื่อนกินซิลูก เขาให้ของมาเราก็ต้องให้ตอบแทน เพื่อนย่อมไม่เอาเปรียบเพื่อน”

ooooooo

ชื่นพาต่อมาเก็บฝักบัวตามคำสั่งแม่ด้วยความรู้สึกดีที่ชายหนุ่มไม่มีทีท่ารังเกียจพวกบ้านนอกเช่นตน เด็กชายชวนคุยถามว่าว่ายน้ำเป็นไหม ต่อยิ้มขำตอบว่าไม่ใช่แค่ตนว่ายน้ำเป็น แต่ต้นพี่ชาย

ก็ว่ายเป็นด้วย ชื่นหน้าง้ำสวนว่าไม่ได้ถาม...

หลังจากต่อกลับไป นายมั่นลูกน้องเก่าของชมก็มาเยี่ยมเยือนพอดี เมื่อรู้ว่ามีคนมาจากบ้านนา เขาก็เล่าให้ชมฟังว่า

“เจ้าของบ้านนาคือพระยาพิชัยศรายุทธ ที่แต่งงานกับคุณหญิงวีณา ชวาล หลังจากแม่เด็กผู้ชายสองคนนั่นตายไป”

“ช่างบังเอิญเหลือเกิน ในที่สุดข้าก็ไม่ต้องไปตามหาพวกชวาลที่ไหน! มันรนมาหาถึงที่เอง ตอนนี้ยังไม่เจอตัวการ เพียงเจอแค่น้องสาวของมัน พี่ชายคงอยู่ไม่ไกลหรอก!”

ชมหมายมั่นจะทำอะไรบางอย่างราวกับเคียดแค้นคนในตระกูลชวาลมาเป็นแรมปี...ในเวลาเดียวกันนั้นคุณหญิงวีณารู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นนมอ่อนอุ้มแจกันปักดอกบัวหลวงพับอย่างสวยงามเข้ามาให้ดู

“ได้ดอกบัวมาจากไหนกันจ๊ะ นมอ่อน”

“เด็กชาวบ้านแถวๆนี้ค่ะ...คุณต่อเธอสงสารเอาแอปเปิ้ลให้ไป แต่เด็กคนนั้นไม่ยอมรับของเปล่าๆไปเก็บฝักบัวมาให้คุณต้นกับคุณต่อทานแล้วให้ดอกบัวมาถวายพระ เด็กผู้ชายคนนี้ผิวพรรณหน้าตาดีมาก ถึงเสื้อผ้า จะเก่า เนื้อตัวจะมอมแมม แต่ผิวพรรณหน้าตาหมดจดเหลือเกิน...ดีเกินกว่าจะเป็นเด็กท้องนาค่ะ พูดจาก็สุภาพไม่กระโชกโฮกฮากเป็นมะนาวไม่มีน้ำ”

คุณหญิงวีณาฟังแล้วแปลกใจเพราะไม่คิดว่าที่ห่างไกลเมืองกรุง จะมีพ่อแม่อบรมลูกได้ดีถึงขนาดนี้ เธอสนใจอยากจะทำความรู้จักกับเด็กชายคนนั้นรวมถึงพ่อแม่ด้วย

วันรุ่งขึ้นคุณหญิงชักชวนสามีให้ไปเยี่ยมชมสถานที่รอบๆบ้าน แต่เขาปฏิเสธบอกว่าอยากอ่านหนังสือที่บ้านให้ชวนลูกชายทั้งสองไปแทน

“ตกลงใครจะไปกับคุณอาวีณาบ้าง อุตส่าห์มาตากอากาศทั้งทีก็น่าจะไปดูให้ทั่ว อย่าทำตัวเป็นคนแก่เหมือนพ่อ...คุณอาจะไปซื้อดอกบัวที่บ้านเด็กชื่นด้วย ใครๆก็ไปทั้งนั้น แม้แต่นมอ่อนกับนางยงไปเที่ยวกันเถอะ พ่ออยู่คนเดียวได้”

ต่อดีใจลิงโลด ในขณะที่ต้นทำหน้าเบื่อไม่อยากไป เจ้าคุณพิชัยรำคาญในความเยอะของบุตรชายจึงไม่คะยั้นคะยออีก แต่สุดท้ายต้นก็ตัดสินใจร่วมคณะไปด้วย

ชื่นแปลกใจเมื่อได้ยินเสียงรถตู้วิ่งเข้ามาจอดหน้าบ้าน

“ขนมาหมดบ้านเลยหรือเปล่าเนี่ย มีใครมากันบ้างล่ะ”

ต่อยิ้มขำรีบแนะนำบรรดาผู้หญิงไม่ว่าจะเป็นคุณหญิงวีณา นมอ่อนและยง ส่วนต้นเอ่ยปากตำหนิที่ไม่เห็นชื่นทำความเคารพผู้ใหญ่ ชื่นหน้าเจื่อนรีบยกมือไหว้ทันที จากนั้นทุกคนต่างเพลิดเพลินกับความสวยงามของธรรมชาติรอบตัว ในขณะที่ชมยืนมองอยู่บนบ้าน เขาจ้องคุณหญิงวีณาไม่วางตาคิดอยู่ในใจว่ามารู้จักกันจนได้!

ooooooo

มิตรภาพระหว่างชื่นกับต่อยั่งยืนจนเวลาผ่านไปถึงหกปี ทั้งสองยังคงส่งจดหมายเล่าความเป็นไปของชีวิตอย่างสม่ำเสมอ ชื่นมักจะอ่านเนื้อความในจดหมายให้ช้อยมารดาฟังอยู่เสมอ วันนี้ก็เช่นกัน...

“ชื่นเพื่อนรัก เสียใจเหลือเกินที่ 3 ปีหลังมานี้ ฉันไม่ได้มีโอกาสมาบ้านนาอีก...พวกเรามักจะไปพักผ่อนที่หัวหินแทน คุณต้นหัวเสียกับญาติๆของคุณอาวีณามาก พาลพาโลให้เกลียดเธอมากยิ่งขึ้น แต่โบราณว่าเกลียดสิ่งไหน มักจะได้สิ่งนั้น เพราะคุณอาวีณาได้ขอลูกสาวของพี่ชายคือ หม่อมหลวงนิวัฒน์ ชวาล มาอุปการะเอง เธอชื่อเกศ หรือเกศินี ชวาล”

ช้อยสะดุ้งเฮือกหน้าซีดเผือดตะโกนสั่งให้ลูกหยุดอ่านทันที ชื่นมองท่าทีของแม่ด้วยความตกใจ ช้อยได้สติรีบกลบเกลื่อนบอกเพียงว่าตนเหนื่อยขอตัวไปพักผ่อน ชื่นถอนใจมองตาม ในขณะที่ช้อยน้ำตารื้น...ทำไมโลกมันแคบถึงเพียงนี้! ชื่นเห็นอาการมารดาแล้วรู้สึกใจไม่ดีวิ่งลงจากบ้านไปตามตาชมทันที พอมาถึงและรู้เรื่องจดหมายนั่น ชมก็ยอมรับกับลูกสาวว่าตนรู้มา

ตั้งนานแล้วว่าคนบ้านนั้นเกี่ยวข้องกับพวกชวาล แต่ไม่อยากให้รับรู้ ช้อยสะดุดใจถามว่าเรื่องอะไรกัน ตนมีสิทธิ์ที่จะรู้

ชมนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเบือนหน้ามาทางช้อยนัยน์ตาเป็นประกายกร้าวเหมือนคนเจ็บแค้นหนัก

“มันทำให้ลูกของพ่อเจ็บปวดปางตายขนาดไหน พ่อไม่เคยลืม! ไอ้นิวัฒน์จะต้องชดใช้ ลูกของพ่อต้องตกอยู่ในสภาพนี้! เจ้าชื่นควรมีชีวิตที่ดีกว่านี้ แม้ว่าเจ้าอโหสิให้มัน แต่สำหรับพ่อแล้ว ไม่มีวันนั้น...ดูตัวเองในกระจกซิ เจ้ามีแต่ทุกข์!”

ช้อยร้องไห้สะอึกสะอื้น ชื่นได้ยินเสียงร้องนั่นก็สะเทือนใจยิ่งสงสัยว่าชื่อของหม่อมหลวงนิวัฒน์ ชวาลมีความเกี่ยวพันอะไรกับมารดา เขาหมายมั่นจะต้องถามเรื่องนี้กับคุณต่อให้ได้เมื่อพบกันอีก

เวลาเดียวกันนั้นที่บ้านศรายุทธ ท่านเจ้าคุณกำลังสอบถามทุกคนในครอบครัวว่าปีนี้จะไปพักผ่อนกันที่ไหน เกศเสนอให้ไปที่หัวหินเหมือนปีที่ผ่านมา ในขณะที่ต่อไม่เห็นด้วยแย้งว่าตนอยากไปบ้านนาเพราะไม่ได้ไปที่นั่นมาถึงสามปี ทั้งคู่เถียงกันไปมา จนท้ายที่สุด เจ้าคุณก็ตามใจบุตรชาย นมอ่อนยิ้มดีใจพยักหน้าเห็นด้วยเนื่องจากคิดถึงเด็กชายชื่นมาก

ไม่ต่างจากชื่นที่เฝ้าคิดถึงภาพความทรงจำในอดีตอยู่เสมอ เป็นเวลานานมากแล้วที่พวกบ้านนาไม่ได้ มาพักผ่อนที่นี่เลย มีเพียงจดหมายเท่านั้นที่ทำให้พอจะรู้ความเป็นไปของทางนั้นบ้าง เสียงน้ำเดือดในกาปลุกชื่นให้ตื่นเพื่อสลัดความทรงจำนั้นทิ้งไปเสีย ระหว่างที่
เทน้ำจากกา ชื่นก็ได้ยินเสียงกระแอมดังขึ้น พอหันไปมองก็ต้องตกใจเมื่อเห็นต่อยืนยิ้มกริ่มอยู่ข้างจักรยาน ในมือมีถุงของฝากเต็มสองมือ

“คุณต่อใช่ไหม...ไปไงมายังไงกัน”

“ชื่นโตขึ้นตั้งเยอะ ทีแรกมองแล้วไม่ค่อยแน่ใจ...ผู้ชายอะไร ยิ่งโตหน้ายิ่งเหมือนผู้หญิง...นี่ของฝากจากฉัน ส่วนถุงนี้ของคุณต้น คุณอาวีณาก็มีของฝากชื่นนะ แต่คงจะเอามาให้ด้วยตัวเอง”

ชื่นตาโตตื่นเต้นกับของฝากมากมายจากเกลอเก่า ต่อยิ้มกว้างรู้สึกดีใจที่เพื่อนชอบพร้อมกับขอขึ้นไปกราบช้อยกับชม ชื่นแหย่ว่าตาของตนยังดุเหมือนเดิมนะ ต่อหัวเราะไม่สนใจกับคำขู่ ช้อยตื้นตันใจกับข้าวของที่ได้รับ ในขณะที่ชมต้อนรับชายหนุ่มด้วยท่าทีนิ่งเฉยถามเพียงว่าจะอยู่นานแค่ไหน

“ประมาณเดือนกว่าๆครับ เอ้อ...ผมต้องลากลับก่อนละครับ เพราะเพิ่งจะมาถึง ยังไม่ได้จัดข้าวของเลย แล้วพอดีคราวนี้ คุณอาวีณาพาคุณเกศหลานสาวมาด้วยดูเหมือนจะแก่กว่าชื่น 2-3 ปี จะได้รู้จักกันไว้”

นัยน์ตาชมเป็นประกายวาวขึ้น เมื่อได้ยินชื่อหลานสาวคุณหญิงวีณา ต่างจากช้อยที่เหมือนจะอึ้งไป ชื่นไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติจึงขออนุญาตไปกับต่อเพื่อไปกราบคนที่บ้านนั้นกัน ช้อยพยักหน้าอย่างเร็วแล้วลากพ่อเข้าไปในห้องซักถามว่าชื่อหลานสาวที่ได้ยินนั้น น่าจะเป็นลูกสาวของเขาคนนั้นกับภรรยาหรือเปล่า ชมแสยะยิ้มตอบว่าจะลูกใครกันเล่า ถ้าไม่ใช่ลูกไอ้ชาติชั่วนั่น

ooooooo

เกศินีเดินตามหาต้นไปทั่วบ้านนาอย่างหงุดหงิดใจ ตั้งแต่มาถึงที่นี่ดูเหมือนชายหนุ่มจะใช้เวลาไปกับสิ่งอื่นๆรอบตัว เช่นเวลานี้เขาเอาแต่สนใจการปลูกต้นไม้ที่แสนจะน่าเบื่อ แม้ว่าเธอจะชักชวนให้เข้าไปคุยกันข้างใน เขาส่ายหน้าไม่สนใจ

พลันสายตาของเกศเห็นต่อขี่จักรยานคู่มากับใครคนหนึ่งอยู่ไม่ไกล เธอขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า

“เอ๊ะ...นั่นใครที่มากับคุณต่อ อย่าบอกนะว่าเป็นเด็กบ้านนอกแถวนี้!”

ชื่นลงจากรถจักรยานไหว้และกราดยิ้มให้กับทุกคน ต้นแนะนำให้รู้จักกับเกศที่ทำท่าปั้นปึ่งไม่ยอมรับไหว้ จากชื่นและเอ่ยปากชวนให้ต้นเข้าไปในบ้านดีกว่า ชื่นหน้าตึงไม่พอใจปากไวเท่าความคิดพูดโพล่งว่ารู้อย่างนี้ไม่ไหว้ให้เสียมือ

“ว่าอะไรนะ แกพูดถึงใคร...ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้นะ ไอ้บ้านนอก!”

เกศินีโกรธจนตัวสั่น ในขณะที่ชื่นยิ้มยียวนสวนทันควันว่า

“คุณต่อชวนฉันมา ใครก็ไล่ฉันไม่ได้นอกจากคุณต่อ ได้ยินไหม...อีปากแดง!”

ต่อตกใจกับเสียงกรีดร้องของเกศินี ในขณะที่ต้นดุชื่นว่าไม่ควรพูดจาหยาบคาย ยังไม่ทันไร เกศินีถลันเข้าไปหาชื่นทำท่าจะตบ เด็กชายง้างขาขึ้นพร้อมจะถีบกลับแล้วเอ่ยท้าทาย

“เข้ามาเลย คิดว่ามีมือมีเท้าอยู่คนเดียวหรือไง แม่คนมีการศึกษา พูดจาแบบนี้ สู้ไม่มีเสียดีกว่า”

ต้นห้ามปรามให้หยุดโดยเรียกว่าเด็กชื่น เท่านั้นเอง กิริยาของชื่นก็เปลี่ยนไป เขาถลึงตาใส่ต้นเอ่ยเสียงห้วนว่าต่อไปนี้อย่ามาเรียกชื่อแบบนั้น เพราะตนไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว และไม่ต้องไล่ตนจะไปเอง ว่าแล้ว ชื่นกระโดดขึ้นขี่จักรยานออกไปอย่างรวดเร็ว ต่อมองตามอย่างกังวลใจ

คุณหญิงวีณาดุหลานสาวทันทีที่ทราบเรื่อง เธอสอนว่าชื่นเป็นมนุษย์เหมือนกับพวกเรา ดังนั้นเกศไม่ควรจะไปว่าใครหรือแม้แต่ใช้วาจาเรียกคนอื่นว่ามัน เกศินีน้อยใจอาสาวอยู่ครามครันที่ดูเหมือนจะเข้าข้างฝ่ายโน้น เธอเถียงว่าเด็กนั่นเรียกตนว่าอีปากแดง และยังจะใช้กำลังทำร้ายอีกด้วย จู่ๆต้นก็พูดแย้งว่าถ้าคุณ

เกศไม่ไปดูถูกฝ่ายนั้นก่อน มันคงไม่มีเรื่อง หญิงสาวหน้าเสียเม้มปากแน่นสะกดอารมณ์ ต่อยิ้มพอใจชื่นชมพี่ชายว่าเป็นคนยุติธรรม คุณหญิงวีณาส่ายหน้าอ่อนใจสำทับว่า

“ไม่มีใครอยากให้เกศผิดหรอก แต่เธอทำผิดจริงๆ! แล้วก็ควรจะไปขอโทษพวกเขาด้วยที่แสดงกิริยาไม่ดีใส่! อย่าลืมว่าเจ้าคุณพ่อของพวกเขาอนุญาตถึงได้มาอยู่กับอาได้ หรือว่าเกศอยากกลับไปอยู่กับคุณพ่อคุณแม่เหมือนเดิม”

เกศินีตกใจเมื่อได้ยินแบบนี้ เธอละล่ำละลักปฏิเสธไม่กลับบ้านแต่อยากอยู่กับคุณต้น เพียงไม่กี่อึดใจ เกศเดิน ตามหาชายหนุ่มแล้วพูดขอโทษในสิ่งที่กระทำลงไปโดยไม่ยั้งคิด ต้นยกโทษไม่ถือโกรธย้ำว่า

“คนที่ทำผิดแล้วรู้สึกตัวว่าผิด ก็สมควรจะได้รับการอภัย”

ต่อรู้สึกเสียใจที่พาชื่นมาที่บ้านตัวเองจนเกือบจะมีเรื่อง เขารีบขี่จักรยานตามเพื่อปรับความเข้าใจกับเกลอเก่า ชื่นยังโกรธเกศินีไม่หายครุ่นคิดหาวิธีเอาคืน จนต่อต้องพูดเตือนสติให้อภัยกับเรื่องที่เกิดขึ้น โชคดีที่นิสัยของชื่นไม่ยึดติดกับอะไรนาน เพียงครู่เดียวก็ยิ้มแฉ่งชวนชายหนุ่มไปตกปลาอย่างมีแผน

ooooooo

แผนการเอาคืนของชื่นคือส่งปลามากมายมาเป็นอภินันทนาการให้กับทุกคนที่บ้านนา สมาชิกในครอบครัวพิชัยศรายุทธประหลาดใจที่เห็นกับข้าวทุกอย่างทำจากปลา ในขณะที่เกศินีทำหน้าพะอืดพะอมเพราะไม่ชอบปลาเป็นทุนเดิม

นมอ่อนย้ำเตือนอีกว่าไม่ใช่มีแค่มื้อนี้มื้อเดียว ยังมีเหลือไปทำข้าวต้มในมื้อเช้าวันพรุ่งนี้อีก ต้นเหน็บว่า ถ้ากินทั้งสองมื้อเสร็จ ทุกคนคงจะฉลาดเป็นกรดอย่างแน่นอน เจ้าคุณกับคุณหญิงวีณายิ้มขำ เช่นเดียวกับต่อที่ปลื้มใจมาก หลังทานอาหารเรียบร้อย คุณหญิงวีณาชวนสามีมาพักผ่อนที่ระเบียงบ้าน ก่อนจะวกเข้าเรื่องคุยด้วยสีหน้าจริงจัง

“เจ้าคุณพี่คิดว่าอย่างไรคะ ถ้าดิฉันจะขอชื่นมาอุปการะอีกคน”

“นี่คุณหญิงยังไม่ล้มเลิกความคิดนี้อีกรึ ฉันจำได้ว่าเคยปรารถอย่างนี้เมื่อสามสี่ปีที่แล้ว ฉันยังบอกให้คิดให้ดีก่อน”

“ดิฉันรู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้อย่างบอกไม่ถูก ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน ชื่นควรจะได้เรียนหนังสือไม่ใช่เป็นทโมน ยิงนกตกปลาอย่างนี้ไปวันๆ แกเป็นเด็กดี ฉลาดแล้วก็กตัญญูรู้คุณ”

เจ้าคุณไม่คิดแย้งตามใจภรรยา แต่เตือนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนรับอุปการะแต่อยู่ที่ฝ่ายโน้นจะยอมยกให้หรือเปล่าเท่านั้น คุณหญิงวีณามีสีหน้าหนักใจครุ่นคิดหาเวลาไปเจรจาเรื่องนี้กับตาและแม่ของชื่นในเร็ววัน

รุ่งขึ้น คณะบ้านนายกโขยงไปเที่ยวที่ตลาดโดยมีชื่นรับอาสาเป็นผู้นำเที่ยว เขาพาลูกคณะเยี่ยมชมหมู่บ้าน ประมงพื้นบ้านแถวนั้น ก่อนจะนำทุกคนไปที่บ้านของนายมั่นเพื่อนตาชมเพื่อซื้อปลาตากแห้ง ในระหว่างที่คุณหญิงกำลังเลือกซื้อของ ต้นกับต่อปลีกตัวเดินดุ่มตรงไปยังสวนหลังบ้านที่ปลูกกล้วยและพืชผักสวนครัวอื่นๆ สองหนุ่มตื่นตาตื่นใจด้วยที่ว่าเป็นคนกรุงไม่เคยสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านเยี่ยงนี้มาก่อน ชื่นตามมาดูแลและยิ้มขำ กับท่าทางตื่นเต้นของสองคนจึงแกล้งสวดมนต์

“อะทินนา ทานา เวรมณี สิขาปะทัง...อยากกิน ก็ขอ ผมจะได้เก็บให้ ลองทานดูสิรับรองว่าหวานชื่นใจ”

ต่อลองชิมตามคำชวนอย่างเอร็ดอร่อย ในขณะที่ต้นจ้องชื่นเขม็งสวนว่าตนไม่ได้จะเก็บกิน เจ้าคุณพ่ออบรม ไม่ให้ขโมยของใคร แต่ตัวเด็กชื่นเองที่แอบลักขโมยกินของคนอื่น ชื่นหน้าตึงบอกว่า

“ผมไม่ได้ขโมย! นี่เป็นสวนของลุงมั่น เขาอนุญาตให้ผมกินได้ แล้วตอนนี้ผมก็อนุญาตให้พวกคุณทานได้”

“ฉัน-ไม่-กิน”

ต้นเดินออกไปอย่างฉุนเฉียว ชื่นป้องปากตะโกนให้เขาระวังอย่าเดินไปทางซ้าย ชายหนุ่มชะงักแต่ก็ยังเดินไปต่อทันที ชื่นยกมือปิดหน้าไม่อยากจะนึกสภาพของต้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า และแล้วเท้าของต้นก็เหยียบลงบนกองขี้วัวขี้ควายเข้าเต็มเปา เขาร้องตกใจดังลั่นก้มมองเท้าตัวเองที่เลอะขี้พวกนั้นด้วยความเดือดดาลหัวเสียจัด

ooooooo

ชื่นเล่าถึงอุบัติเหตุนั่นให้ช้อยฟังอย่างเมามันขำจนน้ำตาเล็ดน้ำตาไหล แต่มารดาไม่ได้นึกขำตามแถมเอ็ดลูกสาวว่าทำไมแกล้งคุณต้นเช่นนั้น ชื่นแย้งด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะว่า

“แกล้งที่ไหนฮะ! อุตส่าห์ตะโกนบอกแล้วว่าอย่าเดินไปทางซ้าย ก็ยังรนหาที่...เหยียบขี้ควายเอง ช่วยไม่ได้”

“แล้วนี่คุณหญิงว่าอย่างไรบ้าง...ลูกต้องตามไปขอโทษ ทั้งคุณหญิงและคุณต้นเดี๋ยวนี้เลย แม่ไม่เชื่อว่าเราไม่ตั้งใจ”

ช้อยสำทับน้ำเสียงเข้มจนชื่นรู้สึกน้อยใจ แต่ก็ยอมทำตามคำสั่งโดยไม่เถียงอะไรอีก ขณะนั้นที่บ้านนา เกศินีรู้เรื่องเข้าก็โกรธแทนต้นก่นด่าชื่นเสียยกใหญ่ แต่ต่อพยายามแก้ตัวว่ามันเป็นเพียงอุบัติเหตุเท่านั้น ในขณะที่ต้นพยายามวางท่าไม่เห็นเป็นเรื่องสลักสำคัญ จนกระทั่งเกศินีแสดงความเป็นห่วงชายหนุ่มออกนอกหน้า เขาจึงพูดปรามเสียงกร้าว

“อย่าให้มันเป็นเรื่องราวใหญ่โตได้ไหม คุณเกศ แค่เดินเหยียบกองปุ๋ยขี้วัวขี้ควายเท่านั้นเอง”

เกศินียืนนิ่งเม้มปากน้อยใจ ด้านเจ้าคุณเห็นเป็นเรื่องขำขันเพราะความซุ่มซ่ามของบุตรชายจึงทำให้ตัวเอง ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากเช่นนั้น พลันนมอ่อนเดินเข้ามารายงานว่าชื่นมาขอพบกับคุณหญิง เกศินียิ้มร้ายผุดลุกขึ้นเพื่อไปจัดการสั่งสอนเด็กบ้านนอกโดยไม่มีใครห้ามทัน เมื่อเดินไปถึง เธอชะงักมองชื่นอย่างพิศวงเพราะเห็นแสงแดดส่องใบหน้าของเด็กชายสวยราวกับผู้หญิง เรือนร่างโปร่งอรชรอ้อนแอ้น นมอ่อนที่เดินตามมาพูดโพล่งขัดจังหวะเชื้อเชิญให้พบกับเจ้านายทันที

ชื่นก้มลงกราบเจ้าคุณกับคุณหญิงอย่างนอบน้อมโดยไม่เหลือบแลสายตาไปทางต้นเลย พร้อมกับเอ่ยปากว่า

“ชื่นกราบขอประทานโทษฮ่ะที่คุณคนนั้นเหยียบอุจจาระควาย! ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่ความผิดของผมเพราะได้เตือนคุณแล้วแต่เขาไม่เชื่อ ที่มาก็เพราะแม่สั่งให้มา และพวกคุณท่านก็มีเมตตาต่อครอบครัวเราเลยไม่อยากให้ท่านไม่สบายใจ”

“ยังจะปากแข็งอีกนะ เธอกล้าพูดไหมล่ะว่าไม่ได้ตั้งใจทำให้ฉันไขว้เขว เธอเจ้าเล่ห์นัก ในเมื่อมากราบขอโทษเจ้าคุณพ่อกับคุณอาแล้ว ฉันจะถือว่าแล้วกันไป ไม่เอาเรื่อง เดี๋ยวจะคิดว่าผู้ใหญ่รังแกเด็ก”

ต้นพูดอย่างฉุนเฉียว ในขณะที่ต่อหัวเราะพรืดเมื่อเห็นชื่นตบเข่าดังฉาดใหญ่เห็นด้วยกับสิ่งที่ต้นพูดโดยเฉพาะคำว่าผู้ใหญ่รังแกเด็ก ต้นถลึงตาใส่น้องชาย ปรามให้หยุดหัวเราะ ส่วนนมอ่อนกับคุณหญิงวีณาและเจ้าคุณก็แอบลอบยิ้มขำนึกเอ็นดูความกล้าต่อล้อต่อเถียงของเด็กชื่น ต่างจากเกศินีที่มองด้วยความเกลียดชังพึมพำว่าใช้เล่ห์มารยา ชื่นหน้าตึงพยายามสะกดอารมณ์พร้อมกับยกมือไหว้ต้นน้ำตารื้นผลุนผลันเดินออกไปทันที ต้นรู้สึกไม่ชอบใจนักรีบตามออกไปคุยให้รู้เรื่อง

เจ้าคุณเอ่ยปากชมชื่นว่าเป็นเด็กฉลาด ขนาดไม่ได้เรียนหนังสือยังรู้จักผิดชอบชั่วดี คุณหญิงวีณาเล่าให้สามีฟังว่า

“คุณต่อบอกว่าตากับแม่เขาสอนค่ะ ทีแรกดิฉันก็แปลกใจที่แกเขียนจดหมายมาขอบคุณเรื่องฝากขนมไปให้ช่วงที่เราไม่ได้มาบ้านนา ภาษาอังกฤษแกก็อ่านออกเขียนได้นะคะ ดิฉันเคยคิดว่าครอบครัวนี้อาจจะอยู่กรุงเทพฯ มาก่อน พอมีปัญหาบางอย่างเลยมาอยู่ที่ทุ่งรังสิต”

“ถ้าเป็นอย่างนั้น เขาอาจจะไม่ยอมยกชื่นให้เราก็ได้นะคุณหญิง”

คุณหญิงวีณาหน้าเสียนึกกังวลใจในสิ่งที่สามีพูด ฟากต้นพยายามขี่จักรยานไล่ตามเด็กปากดี ชื่นเร่งความเร็วหนีแต่พลาดท่าเสียหลักจนจักรยานไถลออกนอกทางล้มลง เสียงร้องโอดโอยดังก้องทุ่ง ในขณะที่ต้น ยืนกอดอกถามว่า

“เป็นยังไงล่ะ หนีแทบตายแล้วหนีทันไหม...ลุกขึ้น เป็นผู้ชายอะไรร้องไห้”

“ก็มันเจ็บนี่ ถ้าผมขาหัก แขนหัก ผมจะแช่งให้คุณต้นเป็นเหมือนกันบ้าง ยิ่งขาเจ็บอยู่ด้วย”

ต้นทรุดตัวลงจับแขนขาของชื่นตรวจดูอย่างละเอียด ภายในใจรู้สึกแปลกๆเพราะทุกส่วนในร่างกายของเด็กนั่นดูบอบบางผิวพรรณขาวเนียนราวกับผู้หญิง เสียงชื่นถามว่าขาหักหรือเปล่าทำให้ชายหนุ่มหลุดจากห้วงความคิดนั้น พอต้นจะช่วยพยุงให้ลุกขึ้น ชื่นกลับตวาดไม่ให้ช่วย แต่ในท้ายที่สุดก็ฝืนความเจ็บไม่ไหว ต้องยอมให้เขาสอดแขนประคองเอวลุกขึ้นแล้วพาไปนั่งซ้อนท้ายจักรยาน

“เกาะให้ดีนะ ฉันจะพาไปส่งบ้านแล้วเลิกร้องโวยวายเป็นผู้หญิงได้แล้ว...ถ้าตกลงไปอีกคราวนี้หัวแตกแน่”

ชื่นนิ่งไม่ตอบโต้ พอจักรยานเคลื่อนตัว เธอก็ยอมกอดเอวต้นไม่เกี่ยงงอนอะไรอีก

ooooooo

ที่บ้านของชื่น ชมช่วยต้นประคองหลานขึ้นมานั่งเหยียดขาตรงนอกชาน ช้อยมองดูด้วยความเป็นห่วงพลางบ่นว่า

“ขอบคุณมากนะคะ คุณต้น ชื่นมันซนอย่างนี้แหละค่ะ”

“แม่...มันเกิดอุบัติเหตุจักรยานล้ม ชื่นไม่ได้ซนสักหน่อย เสียดายจักรยานพังเป็นบ้าเลย”

ชมสำรวจข้อเท้าของหลานอย่างละเอียดแล้วก็โล่งใจบอกว่าแค่แพลงเท่านั้น เป็นการซนตามประสาเด็กผู้ชาย ต่อไปนี้ไม่มีจักรยานแล้วคงต้องอาศัยเท้าเดินแทน ชื่นหน้าง้ำตวัดสายตาจ้องหน้าต้นที่เป็นต้นเหตุให้จักรยานเสียหาย เหมือนชายหนุ่มจะรู้ตัวจึงเสนอให้ยืมจักรยานของที่บ้านเพราะมีหลายคัน ชื่นเดือดดาลสวนกลับ

“ไม่ต้องมาอวดร่ำอวดรวยและขอบอกก่อนว่าผมไม่ต้องการจักรยานของคุณต้น”

“เจ้าชื่น...แม่ก็ไม่ได้จะให้ชื่นรับของๆใคร เพียงแต่ชื่นต้องพูดกับคุณต้นดีๆเพราะเธออุตส่าห์มีน้ำใจพามาส่งจนถึงบ้าน อย่าเถียงคำไม่ตกฟาก...ต้องขอโทษคุณต้นด้วยนะคะ”

ช้อยดุลูกเสียงเข้ม ต่างจากชมที่มองหลานอย่างพอใจเพราะมีความทระนงในศักดิ์ศรี ต้นทำหน้านิ่งขอตัวกลับ แต่ชื่นยังมีอารมณ์คุกรุ่นสะบัดเสียงใส่

ว่าควรกลับไปได้ตั้งนานแล้ว ชมเห็นอาการเหวี่ยงของหลานว่ามากเกินไป จึงปรามว่าตนไม่เคยสอนให้มีกิริยาหยาบคายอย่างนี้ ถึงจะเป็นคนบ้านนอกก็ไม่ควรให้ใครมาดูถูก ชื่นหน้าเจื่อนยกมือไหว้ต้นพึมพำว่าเชิญกลับไปได้แล้ว ชายหนุ่มเหลือบมองชื่นหงุดหงิดแล้วเดินออกไป ชมลอบยิ้มร้ายเหมือนมีแผนบางอย่างในใจ

ด้านเกศินีชะเง้อคอรอต้นอย่างกระวนกระวายใจ เมื่อเห็นเขาขี่จักรยานกลับมาจึงเดินตรงไปหาต่อว่าที่หายไปนาน ต้นเลิกคิ้วแปลกใจ ทำให้เกศินีสำทับว่าคนบ้านนอกไว้ใจไม่ได้ อาจจะตามพรรคพวกมารุมทำร้าย ชายหนุ่มชักสีหน้าสวนว่า

“คุณเกศไม่ควรดูถูกผู้คนที่นี่ ไม่ควรเรียกเขาว่าพวกบ้านนอกเพราะเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเรา!”

พูดจบก็รีบเดินหนีไม่สนใจหญิงสาวอีก เกศินีหน้าเสียงอนง้อขอโทษรับปากว่าจะไม่พูดเช่นนี้อีก...

หลายวันผ่านไป คุณหญิงวีณาไปเยี่ยมชมกับช้อยที่บ้านเพื่อคุยธุระสำคัญเรื่องชื่น ทั้งสองคนกุลีกุจอต้อนรับ...สักพักหนึ่งคุณหญิงก็ดึงเข้าเรื่อง

“ที่ฉันจะพูดนี่ อย่าคิดว่าฉันดูถูกดูหมิ่นอะไรนะคะ คือฉัน...ฉันอยากจะอุปการะชื่น ไม่ทราบว่าจะขัดข้องไหม”

“ขอประทานโทษ คุณหญิงจะเอาชื่นไปอุปการะในฐานะไหนหรือขอรับ คนรับใช้หรือว่าญาติ”

“ลูกจ้ะ ฉันกับเจ้าคุณไม่มีลูกด้วยกัน เลยอยากจะขอชื่นไปเลี้ยงเป็นลูก ฉันก็บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงได้ถูกชะตากับเด็กคนนี้นัก ตั้งแต่เห็นหน้าครั้งแรกก็รู้สึกเอ็นดูผูกพันอย่างประหลาด”

ช้อยน้ำตาคลอด้วยความตื้นตันใจ ในขณะที่ชมลอบยิ้มเยาะอย่างผู้ชนะตอบว่าคงต้องถามความสมัครใจของชื่นดูก่อนจึงจะให้คำตอบได้ คุณหญิงวีณายิ้มมี

ความหวังเอ่ยว่าตนจะรอเพราะอาทิตย์หน้าจะกลับพระนครแล้ว ตนจะได้รีบเตรียมเอกสารให้เรียบร้อย

ooooooo

ตกค่ำวันเดียวกัน ช้อยคิดไม่ตกว่าควรจะส่งลูกให้ไปอยู่กับคุณหญิงวีณาตามคำขอดีหรือจะปฏิเสธ เธอนอนซึมน้ำตาไหลก่อนตัดสินใจบอกชมว่าตนไม่ยอมยกลูกให้กับพวกชวาล แม้ว่าเขาจะเป็นคนดี

แค่ไหน ชมจ้องหน้าลูกสาวตอบว่า

“พ่อคิดว่าเราควรถามความสมัครใจของเจ้าชื่น ถ้ามันอยากไป พ่อจะให้มันไป...ช้อยควรคิดถึงอนาคตของลูก ถ้าชื่นไปอยู่กับคุณหญิงก็จะได้เข้าโรงเรียน จะมีเพื่อนและสังคมที่ดี ไม่ใช่ยิงนกตกปลาไปวันๆเหมือนอย่างที่เป็นอยู่”

“แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง ช้อยรู้นะว่าพ่อต้องการส่งเจ้าชื่นไปแก้แค้นพวกชวาล ชื่นเป็นคนนะคะพ่อ เป็นคนที่มีชีวิตจิตใจ...เป็นหลานในไส้ของพ่อไม่ใช่เครื่องมือแก้แค้น!”

“แกลืมไปแล้วรึว่าพวกชวาลโดยเฉพาะเจ้านิวัฒน์กับเมียของมันทำกับแกยังไงบ้าง แกควรจะมีชีวิตที่ดีเพียบพร้อมไม่ใช่กลับกลายเป็นคนพิการต้องหนีหลบหน้ามาอยู่ห่างไกลความเจริญอย่างนี้ เจ้าชื่นก็ควรจะเป็นนางสาวชื่นชีวา ชวาล ไม่ใช่นายชื่น ชาวนา พ่อไม่ต้องการให้มันอ่อนแอ มันต้องกลับไปแก้แค้นให้พวกเรา ไอ้อีพวกนั้นต้องทุกข์ทรมานเสียบ้าง”

นัยน์ตาชมแข็งกร้าวเต็มไปด้วยทิฐิ และแล้วในวันนั้นชมก็เรียกหลานมาคุยเรื่องสำคัญ ชื่นแปลกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของตาและแม่ แต่ไม่ซักถามอะไรนอกจากมานั่งลงคุยตามคำบอกของชม

“ตามีเรื่องสำคัญจะพูดกับเจ้า จำได้ไหมว่าเจ้าเคยอยากไปโรงเรียน ตอนนี้คุณหญิงพิชัยศรายุทธต้องการจะอุปการะเจ้าเพื่อให้มีโอกาสเหมือนคนอื่น และได้ไปใช้ชีวิตที่พระนคร มีสังคมที่ดีขึ้น และจะได้แก้แค้นให้แม่กับตา”

ชื่นอ้าปากค้างไม่เข้าใจว่าตาพูดถึงเรื่องอะไร ชมเริ่มเล่าเรื่องในอดีตที่ขมขื่นให้ชื่นฟังว่าคุณหญิงวีณาที่เมตตารับอุปการะเป็นน้องสาวของหม่อมหลวงนิวัฒน์ ชวาลซึ่งเป็นคนที่ทำให้ชื่นต้องกำพร้าพ่อ โอกาสแก้แค้นได้เวียนมาบรรจบโดยไม่คาดฝัน หน้าที่ของชื่นคือแก้แค้นให้แม่ของตัวเอง ชื่นอึ้งหน้าถอดสี มองชมอย่างตื่นตระหนก เสียงของตาเล่าต่อว่า

“มันทำให้ตาและแม่ของเจ้าต้องสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ชื่อเสียงเกียรติยศ ส่วนพ่อของเจ้าตายเพราะถูกหักหลัง ถูกโกงจนสิ้นเนื้อประดาตัว ซ้ำยังถูกกล่าวหาว่าเป็นโจรต้องหนีไปจนตัวตาย ตาถึงเลี้ยงเจ้าให้แข็งแกร่งพอที่จะทำหน้าที่นี้”

“ตาจะให้ชื่นทำอะไร...ชื่นยินดีทำทุกอย่างเพื่อแก้แค้นให้พ่อแม่และตา ขอให้ตาสั่งมาเถอะ”

ชมยิ้มสมใจพลางเอ่ยเสียงกร้าวว่าตนรู้ว่าจะไม่ผิดหวังในตัวชื่นอย่างแน่นอน แล้วอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ชมส่งจดหมายไปหาคุณหญิงวีณาเพื่อแจ้งข่าวว่าชื่นตอบตกลงยอมรับเป็นเด็กในอุปการะ ทุกคนที่บ้านนาตื่นเต้นดีใจ ยกเว้นเกศมีทีท่าไม่พอใจ ในขณะที่ต้นมีสีหน้าเรียบเฉยสงวนท่าที แต่ลึกๆแล้วเขามีความยินดีซ่อนอยู่ ส่วนต่อรู้สึกดีใจมากเพราะอยากมีน้องชายมานานเพื่อจะได้มีคู่คิดชวนกันเที่ยวตามประสาหนุ่ม

ข่าวการรับบุตรบุญธรรมคนใหม่แผ่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จนกานดา ภรรยาของหม่อมหลวงนิวัฒน์ และเป็นมารดาของเกศินีนั่งไม่ติดต้องแล่นมาถามจันทร์ ต้นห้องคนสนิทของเกศินีว่ามันเกิดอะไรขึ้น

“บ่าวเองก็ร้อนใจเสียยิ่งกว่าไฟสุมทรวงอีกเจ้าค่ะ พอไอ้วิงมันบอกว่าคุณหญิงท่านไปขอลูกชาวบ้านแถวนั้น มาเป็นลูกบุญธรรม ใจบ่าวมันก็คิดไปถึงว่าทรัพย์สมบัติที่ต้องเป็นของคุณเกศจะต้องถูกแบ่งปันให้เด็กบ้านนอกที่ไหนก็ไม่รู้”

กานดาไม่พอใจอย่างยิ่ง หมายมั่นว่าจะต้องปกป้องสิ่งที่ควรเป็นของเกศินีทุกวิถีทาง...

ด้านชื่นเหลือเวลาอีกสองวันก็ถึงกำหนดที่ต้องจากลาคนที่รักและบ้านหลังนี้ไป เธอรู้สึกใจหายแต่จำต้องตัดใจเพื่อจะทำตามหน้าที่แก้แค้นให้สำเร็จ ต่อจากนี้เธอจะเป็นนางสาวชื่นชีวา ชาวนาคนใหม่ตามคำสั่งของตา และละทิ้งชีวิตที่ทุ่งรังสิตไว้เป็นภาพอดีต...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สะใภ้เจ้าสัว EP.26 สาวปริศนาโชว์ที่ตรวจครรภ์ อ้างท้องกับเจ้าสัวเทียน

สะใภ้เจ้าสัว EP.26 สาวปริศนาโชว์ที่ตรวจครรภ์ อ้างท้องกับเจ้าสัวเทียน
12 พ.ค. 2564

03:05 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 12 พฤษภาคม 2564 เวลา 05:23 น.