สมาชิก

กี่เพ้า

ตอนที่ 6

หลบออกมาได้ เพกาวิ่งมองหาเหว่ยเหอ เขาเดินเฉียดเข้ากระซิบเธอให้ตามมาห่างๆ เธอทำตามทั้งที่ยังกลัวๆ พอถึงที่ปลอดคน เพกาขอโทษที่มาช้าเหว่ยเหอตำหนิว่าตนเกือบจะกลับแล้ว เห็นเธอเพลินอยู่กับเจ้าหมิงเทียน

“ฉันก็มาแล้วนี่ไง คุณบอกคุณไม่ได้ฆ่าเมย์ลี ฉันจะแน่ใจได้ยังไง”

“ถ้าคุณคิดว่าผมเป็นฆาตกร คุณมาทำไม”

“แล้วใครฆ่าเมย์ลี คุณรู้ไหม” เหว่ยเหอส่ายหน้า “คุณส่งตัวหนังสือจีนคำที่แปลว่าความตายให้ฉัน ใครๆ ก็นึกว่าคุณขู่ฆ่าฉัน”

เหว่ ยเหอเล่าว่าตนได้ยินที่เธอพูดในห้องอาหาร ว่าเมย์ลีต้องการให้ตามจับฆาตรกร ตนไม่รู้หรอกว่าใครเป็นฆาตกร “ก่อนหน้านี้ผมเห็นข่าวซุบซิบเรื่องหมิงเทียนโดนคุณเยี่ยตบหน้า ผมตามข่าวต่อจนรู้เรื่องกี่เพ้าโบตั๋น ผมแปลกใจเลยแวะเข้าไปสืบข่าวที่บ้านตระกูลเจ้า”

เหว่ยเหอยอมรับว่า ตกใจมากเมื่อเห็นหน้าเพกาเหมือนเมย์ลี แต่เพราะตนถูกใส่ร้ายจนชีวิตต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ ชีวิตพังพินาศ จึงไม่อยากให้ใครมาจบชีวิตเพราะเรื่องนี้อีก

“คุณเสี่ยงอันตรายมาเตือนฉัน คุณห่วงฉันหรือคะ ต้องการเตือนให้ฉันระมัดระวังอย่างนั้นหรือ”

“เชื่อผม รีบไปจากฮ่องกงซะ อย่าเอาชีวิตมาทิ้งกับคนตระกูลเจ้า ไปซะ...”

“อาเหว่ย!” เจ้าหมิงเทียนตามมาเห็น เหว่ยเหอ ผละหนี เขาวิ่งตาม

เพกา รั้งไว้แต่ไม่อยู่ จึงวิ่งตามเจ้าหมิงเทียน เมื่อเห็นไม่ทันกาลจึงแกล้งทรุดลงร้องว่าขาแพลง เจ้าหมิงเทียนชะงัก หันกลับมาห่วงใยเพกา...

ฟ้าเริ่มมืด เพ่ยเพ่ยเดินพล่านอยู่ตรงเทอเรสรอเจ้าหมิงเทียนกลับ เหม่ยอิงและเป่าหลินอยู่เป็นเพื่อน...รถแล่นเข้ามาจอด เจ้าหมิงเทียนประคองเพกาลงจากรถเข้าบ้าน เขาถามเธอว่านัดเจอกับเหว่ยเหอใช่ไหม เพกาตัดสินใจบอกความจริง เหว่ยเหอไม่ใช่ฆาตกร

“เหลวไหล อย่าไปเชื่อมัน มันเคยเขียนขู่คุณ จำไม่ได้หรือ”

“ตัวหนังสือ คำว่าตายที่เขายัดใส่มือฉัน เขาต้องการเตือนฉัน”

เจ้าหมิงเทียนไม่พอใจที่เพกาเชื่อเหว่ยเหอ “นี่อย่าบอกนะว่าขาที่เจ็บน่ะ แกล้ง”

“ฉันขอโทษ ขอโทษจริงๆ”

“คุณ พิงก์ นี่คุณบ้าไปแล้วหรือไง เชื่อคนอย่างเหว่ยได้ยังไง เหว่ยเป็นคนอยู่กับเมย์ลีคนสุดท้าย หลักฐานกล้องวงจรปิด หลักฐานในที่เกิดเหตุ มีครบหมด”

“เขาเจอฉันหลายครั้งแล้ว ถ้าเขาจะฆ่าฉันจริงๆ ฉันน่าจะตายไปนานแล้ว เราไปคุยกับตำรวจกันไหมคะ เผื่อจะรื้อคดีขึ้นมาใหม่”

“เขา เป็นโรคจิต จิตเขาผิดปกติหลังจากพี่ใหญ่ตาย เหว่ยนี่แหละคือฆาตกร คุณต้องไม่ไว้ใจเขา ต้องระวังตัวให้มากกว่านี้ เข้าใจมั้ย” เจ้าหมิงเทียนเสียงแข็ง

เพกาอ่อนใจ เลยไม่เล่าถึงเรื่องระหว่างเหว่ยเหอ กับเจ้าหมิงซานให้เขาฟัง...เธอกลับมาลำดับเรื่องราวในห้อง พูดกับกระจกเหมือนเป็นเมย์ลี ถามว่าเหว่ยเหอไม่ได้เป็นฆาตกรใช่ไหม ทันใด เพกาก็เหลือบเห็นรอยแตกของกระจก ภาพในฝันที่เห็นกำไลหยกกระแทกกระจกจนหักผุดขึ้น เธอนึกได้ ฆาตกรต้องใส่กำไลหยก ตนลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไร

เพการีบมาหาซิ่วหลานในครัว ถามว่าเหว่ยเหอได้ใส่กำไลหยกด้วยหรือเปล่า ซิ่วหลานตอบ เขาไม่ใช่คนในตระกูล จะมีใส่ได้อย่างไร

“คุณหมิงซานอาจจะให้ไว้”

“ก็ไม่มีทางอีกแหละค่ะ คุณชายใหญ่ใส่ติดตัวตลอดเวลา ถอดได้ที่ไหนกัน ตอนที่บรรจุศพคุณชายใหญ่หลังอุบัติเหตุ คนทำศพใส่กำไลหยกไว้ในศพด้วย ซิ่วจำได้”

เพกาฟังแล้วมั่นใจว่าเหว่ยเหอไม่ใช่ฆาตกร เมื่อสบายใจแล้วจึงบอกซิ่วหลานว่า ถ้าใครถามหา ตนอยู่ห้อง ซาวน่า...แต่พอเดินเข้าไป เห็นเจ้าหมิงเทียนอบตัวอยู่ในห้องกับเพ่ยเพ่ย เธอกำลังนวดหลังให้เขา ก็เกิดหมั่นไส้ หันหลังกลับ เผอิญเขาเงยหน้ามาเห็นเสียก่อน แต่เรียกไม่ทัน

เพกามาเดินเล่นในสวนแก้เซ็ง เจ้าหมิงเทียนตามออกมากระเซ้า อบซาวน่าไม่ได้ มากินลมแทนหรือ เพกาสวน ไม่คันบ้างหรือไง ทำเอาเจ้าหมิงเทียนงงคันอะไร

“หวานกันขนาดนั้น มดน่าจะขึ้นนะ”

“กำลังจะเรียกแต่เรียกไม่ทัน เราไม่ใช่คู่รัก ทีหลังอย่าเดินหนี จะเข้าก็เข้ามา”

“ฉันว่าคุณกับเพ่ยเพ่ยยิ่งกว่าคู่รักเสียอีก โตมาด้วยกัน เห็นอกเห็นใจกัน ไปโรงพยาบาลคุณก็ตามเฝ้า แม้แต่เมย์ลีคุณยังดูแลดีไม่เท่า”

เจ้าหมิงเทียนโกรธทันที กระชากแขนเพกาเสียงเข้มใส่ “เกลียดที่สุดก็ตอนที่คุณทำท่ารู้มากนี่แหละ รู้ได้ยังไงว่าผมดูแลเพ่ยเพ่ยดีกว่าเมย์ลี หา...”

“ก็มันจริงไหมล่ะ”

“มัวแต่ถามซิ่ว มีอะไรทำไมไม่ถามผม”

“ก็ถามอยู่นี่ จะตอบไหมล่ะ”

นิสัยเจ้าหมิงเทียนไม่ชอบเล่า แต่คราวนี้เขากลัวเพกาเข้าใจผิดจึงเสียงอ่อนลง เล่าอดีตของเพ่ยเพ่ยให้ฟัง ว่าตั้งแต่เด็กเธอหลอกตัวเองว่ามีชาติตระกูลดี ซึ่งจริงๆแล้วเป็นเพียงลูกนักร้องไนต์คลับ มีพ่อเป็นนักเลงขี้เมา คอยตบตีรีดไถเงินจากแม่ ตัวเธอกลัวแอบซ่อนใต้โต๊ะ แต่แล้วโดนลากออกมาตีด้วยไม้ขนไก่ จากนั้นเธอก็กลายเป็นเด็กที่กลัวไม้ขนไก่อย่างมาก พอได้เข้ามาอยู่ในบ้านตระกูลเจ้า เพ่ยเพ่ยจะกรีดร้องท่าทางกลัวลานเมื่อเห็นแม่บ้านถือไม้ขนไก่ทำความสะอาด ถึงขนาดต้อง เข้าไปบำบัดรักษาที่โรงพยาบาล

“มีแค่ผมกับพ่อที่รู้อดีตเพ่ยเพ่ย เราสองคนสงสารเธอมาก ถึงได้อภัยให้ทุกอย่าง”

“แล้วเมย์ลีล่ะ ชีวิตเมย์ลีก็น่าสงสารเหมือนกัน”

“เวลาอยู่กับเพ่ยเพ่ย ผมถือว่าผมเป็นพี่ชายต้องดูแลน้อง แต่เวลาอยู่กับเมย์ลี ผมรู้สึกต่ำต้อย ใจเต้น เกร็งไปหมด เลยต้องกลบเกลื่อนความอายด้วยการแกล้งเมย์ลี...เมย์ลีเป็นความรัก รักครั้งแรกของผู้ชายคนหนึ่ง”

เพกาพยักหน้า เริ่มเข้าใจเขา “แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เรื่องเพ่ยเพ่ยไม่มีความชั่วใดๆสมควรได้รับการอภัย คุณใจอ่อนกับเพ่ยเพ่ยไม่ได้”

เจ้าหมิงเทียนถอนใจ ตกลงวันนี้จะทะเลาะกันใช่ไหม เพกาหาว่าเขาอ้างเหตุผลเพื่อทำความชั่ว มาอ้างว่าตัวเองเจ็บ เพราะถ้าเข้าใจความเจ็บปวดจริงๆ คงไม่ยัดเยียดความเจ็บปวดนั้นไปให้ผู้อื่น เขาแย้งว่า ตนแค่ใช้ความอดทนจัดการกับเพ่ยเพ่ย ไม่อยากต่อกร มันผิดตรงไหน

“ผิดตรงที่คุณปล่อยให้เมย์ลีถูกเพ่ยเพ่ยรังแกมาได้เป็นปีๆ เพียงเพราะอะไรน่ะหรือ เพราะคุณไม่กล้าลุกขึ้นสู้กับพ่อ ลุกขึ้นสู้กับเพ่ยเพ่ย แม้แต่ตอนนี้ คุณก็ยังไม่กล้าลุกขึ้นสู้เพื่อเมย์ลี”

เจ้าหมิงเทียนโมโหเตะกระถางโวยลั่น “โธ่เว้ย คุณจะเอายังไงกับผม”

“เพ่ยเพ่ยกดขี่คนรอบข้างให้กลัว คุณต้องใช้ความเด็ดขาดจัดการกับเธอบ้าง ถูกคือถูก ผิดคือผิด ถ้าคุณยอมให้เธอใช้ความรุนแรงต่อไป คนที่เดือดร้อนที่สุดคือตัวคุณเอง อ้อ...หรือว่าคุณอยากแต่งงานกับเธอ ถ้างั้นก็ต้องเป็นสามีที่เหนื่อยหน่อยนะ ช่วยเขาสะสาง ระราน ชาวบ้าน ได้แสดงความรักกันชั่วชีวิตแน่” เพกาเยาะด้วยน้ำเสียงทั้งงอนและโกรธ ก่อนจะเดินหนีไป

เจ้าหมิงเทียนยิ่งโมโห เตะกระถางแตกอีก ใบอี่กับหลุนแอบฟัง มองหน้ากันงงๆ ทำไมคราวนี้ทะเลาะกันรุนแรงนัก

ooooooo

วันนี้ซิ่วหลานรายงานเพกาว่า หย่งซานโทร.มาให้เธอไปดูเส้นไหมที่จะใช้ซ่อมกี่เพ้าที่ร้านประจำ เขา ฝากเบอร์ติดต่อร้านไว้ที่เจ้าหมิงเทียน ตอนนี้เขาไปรักษาตัวด้วยการฝังเข็มอยู่ที่ปักกิ่ง...เพกาเซ็ง เพิ่งทะเลาะกับ เจ้าหมิงเทียนเมื่อวาน จึงให้ซิ่วหลานไปขอเบอร์จากเขาแทน แต่พอซิ่วหลานไปขอ เจ้าหมิงเทียนถามทำไมไม่มาขอเอง ซิ่วหลานตอบว่าเพกายุ่งกับการทำงานอยู่ พลันเขาเห็นเพกาผลุบโผล่อยู่หน้าประตู จึงหัวเราะ

“ฮึๆจอมโกหก งอนไม่เข้าเรื่อง เบอร์น่ะมี แต่ไม่ให้ มีอะไรไหม”

เพกาได้ยินปรี๊ดแตกโผล่ออกมาทันที “คนไร้เหตุผล คุณก็งอนไม่เข้าเรื่องเหมือนกัน พูดแทงใจดำนิดหน่อยทำเป็นมีน้ำโห ถ้าคุณไม่ให้เบอร์ฉัน ฉันก็ซ่อมไม่ได้ คุณเยี่ยก็ต้องเล่นงานคุณ ฉันก็บินกลับเมืองไทยสบายปร๋อ ไม่เห็นจะเดือดร้อน”

ซิ่วหลานมองสองคนไปมา แกล้งขอไปดูน้ำที่ต้มไว้ ต้องรีบดับไฟ ส่วนไฟแถวนี้ดับกันเองนะ ก่อนที่จะไหม้ไปทั้งคฤหาสน์ พอซิ่วหลานเดินออกไป เจ้าหมิงเทียนเอาเรื่องทันที

“ถ้าอยากได้เบอร์ บอกขอโทษผมก่อน คราวที่แล้วคุณพูดไม่ดีกับผม”

“เรื่องไหน อ๋อ เรื่องคุณจะจบลงด้วยการแต่งงานกับคุณเพ่ยเพ่ยหรือคะ ฉันอวยพรคุณต่างหาก ฉันไม่ขอโทษ” เพกาสะบัดหน้าจะกลับออกไป

“คุณนี่มันไม่รู้อะไรบ้างเลย” เจ้าหมิงเทียนโมโห กระชากเธอหันมา เขาอยากให้เธอเข้าใจความรู้สึกของเขาที่มีต่อเธอ โดยไม่รู้จะพูดอย่างไร จึงใช้วิธีจูบซะงั้น

เพกาตกใจเช็ดปากตัวเองไปมา เจ้าหมิงเทียนพูดเป็นนัยๆ “วันๆยุ่งแต่เรื่องชาวบ้าน เคยรู้เรื่องตัวเองบ้างไหม เคยเห็นใจคนที่อยู่รอบตัวคุณบ้างไหม กลับไปคิดให้ดี ทำไมผมต้องโกรธ”

“ไม่เห็นต้องกลับไปคิดเลย จะให้คิดกี่ครั้งฉันก็ต้องทำอยู่ดี” เพกาตบหน้าเขาฉาดใหญ่ “คนฉวยโอกาส ฉันไม่ใช่ของเล่นของคุณนะ”

“โอเค ไหนๆก็โดนตบแล้ว สั้นๆแบบเมื่อกี้มันไม่คุ้ม ขอแบบยาวๆเลยแล้วกัน” ว่าแล้วเจ้าหมิงเทียนดึงเพกามาจูบอีกนิ่งนาน โดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว

ทันใด เพ่ยเพ่ยเดินเข้ามาเห็น ร้องกรี๊ดลั่น สองคน ผละออกจากกัน เสียงเพ่ยเพ่ยทำให้ทุกคนในคฤหาสน์ ตกอกตกใจ...เพ่ยเพ่ยคว้าแจกันจะฟาดหัวเพกา เจ้าหมิงเทียนยื้อยุดไว้

“หยุดนะเพ่ยเพ่ย ไม่ใช่ความผิดคุณเพกานะ มีอะไรก็ทำพี่สิ ไม่ใช่ไปทำคุณเพกา”

เพ่ยเพ่ยสติแตกร้องกรี๊ดๆหันมาทุบตีเขาแทน เหม่ยอิงวิ่งเข้ามาดึงลูกสาวออก “ลูกเพ่ยหยุดๆ นี่มันเกิดอะไรขึ้น คุณพ่ออยู่บ้านนะ อาละวาดแบบนี้ไม่ได้นะ หยุดๆ”

จิ้นเจินกับอวี้เหลียนวิ่งเข้ามาตามคำสั่งเจ้าเหวินเยี่ย ช่วยกันจับเพ่ยเพ่ยที่อาละวาดจะเข้าทำร้ายเพกาอีก ระหว่างนั้น ซิ่วหลานถูกเพ่ยเพ่ยผลักล้ม กำไลหยกกระแทกพื้นหัก

ทุกคนมารวมกันที่ห้องโถง เจ้าเหวินเยี่ยหน้าเครียดถามลูกชายว่า เพ่ยเพ่ยร้องกรี๊ดทำไม เพกาโพล่งขึ้นว่า ให้เขาชี้แจงให้ถูกต้อง ไม่อย่างนั้นตนเอาเรื่องแน่ เจ้าหมิงเทียนหน้าเสีย เจ้าเหวินเยี่ยเอ็ดเป็นลูกผู้ชายอย่าอ้ำอึ้ง

“ผมแกล้งจูบเขา...”

ทุกคนร้องอู้ว...เพกาโวย “แกล้งเนี่ยนะ นี่ไง ฉันถึงบอกว่าฉันไม่ใช่ของเล่นของคุณ”

หวางลี่ผิงตำหนิลูกว่า ผู้หญิงไทยถือเรื่องนี้มาก เจ้าเหวินเยี่ยถามย้ำ เป็นเรื่องแกล้งแน่หรือ

“ผมกับเขา เอ่อ...เอาเป็นว่า...คุณเพกา ผมขอโทษ”

เพกาโกรธ ขอโทษแล้วจบหรือ เจ้าเหวินเยี่ยกลัวเธอเรียกร้อง จึงดักคอไว้ก่อน “แกนี่มันเกเรไม่เคยโต เคยคิดบ้างไหม เป็นถึงลูกชายตระกูลเจ้า ไปทำแบบนี้กับผู้หญิง ถ้าเขาเอาเรื่องจับแกแต่งงานขึ้นมาจะทำยังไง ในเมื่อหมิงเทียนทำผิด เธอเป็นผู้หญิง เธอจะเอาเรื่องหรือเปล่าล่ะ”

“เล่นจั่วหัวแบบนั้น ใครจะกล้าเรียกร้องอะไรอีก” เพกาทำปากหมุบหมิบ

“พึมพำอะไรไม่ได้ยิน ทำไมชอบพูดคนเดียวนะ”

“ฉันเป็นผู้หญิงก็จริง แต่ทำมาหาเลี้ยงตัวเองได้ไม่เคยคิดจะเอาผู้ชายรวยๆมาเป็นบันไดไปไหนทั้งนั้น...

ก็ได้ ถ้าเป็นแค่เรื่องล้อเล่น ฉันก็จะถือว่า...ให้ทาน” เพกาเน้นคำว่าให้ทาน

เจ้าหมิงเทียนแอบขำ เจ้าเหวินเยี่ยไม่พอใจ ถามย้ำว่าจะให้ชดเชยอะไรก็ว่ามา เพกาหันมาบอกเจ้าหมิงเทียนว่า ตนขอให้เขารับปากต่อหน้าคุณเยี่ยว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก เขาสวนทันทีว่าไม่รับปาก ทั้งเจ้าเหวินเยี่ยและหวางลี่ผิงเอ็ดพร้อมกัน “หมิงเทียน...”

“ก็ได้...รับปาก...”

เจ้าเหวินเยี่ยสรุป หมดเรื่องแล้ว ทันใด เป่าหลินวิ่งมารายงานว่าเพ่ยเพ่ยอาละวาดใหญ่ ทุกคนรีบไปที่ห้องเพ่ยเพ่ย เห็นกำลังคลั่งปาข้าวของใส่จิ้นเจิน อวี้เหลียน และเหม่ยอิง จะไปหาหมิงเทียนให้ได้ พอเห็นเขามาก็โผกอด

“พี่หมิงเทียน...พี่หมิงเทียนต้องรักเพ่ยเพ่ย ห้ามรักนังเพกา ได้ยินไหม”

หวางลี่ผิงเอ็ด ทำตัวน่าเกลียด แล้วผลักเพ่ยเพ่ย กระเด็น เหม่ยอิงเข้าประจันหน้าจะเอาเรื่อง แต่พอเหลือบเห็นเจ้าเหวินเยี่ยก็ชะงัก หวางลี่ผิงจึงเยาะ

“เก่งนะเหม่ยอิง เลี้ยงลูกสาวออกมาได้เหมือนตัวเองเป๊ะ บ้าผู้ชาย”

เพ่ยเพ่ยกำหมัดเข้าหา เจ้าเหวินเยี่ยปรามจะทำอะไร เธอจึงถอยออกยืนนิ่ง สักพักก็ร้องกรี๊ดตัวเกร็ง ลงไปดิ้นพราดๆร้องไห้โฮ เหม่ยอิงตกใจเข้าประคองลูก อวี้เหลียนว่าอาการทางจิตกำเริบอีกแล้ว ให้ส่งหมอ เหม่ยอิงตัดสินใจบอกเจ้าเหวินเยี่ย

“พาไปหาหมอก็ไม่หายหรอก มีแต่คุณชายรองคนเดียวที่จะช่วยได้ คุณชายรองคะ ฉันขอร้องล่ะค่ะ ช่วยแต่งงานกับเพ่ยเพ่ยที”

“เหม่ยอิง เธอพูดอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่า” หวางลี่ผิงตกใจ

“ตั้งแต่เล็ก เพ่ยเพ่ยหลงรักคุณชายรอง สุขทุกข์ของชีวิตเธออยู่ที่คุณชาย ถ้าคุณชายยอมแต่งงานกับเพ่ยเพ่ย เธอก็จะมีความมั่นคงทางจิตใจมากขึ้น ไม่ต้องเข้าๆออกๆหาหมออยู่อย่างนี้”

หวางลี่ผิงโวยว่าตนไม่ยอม เหม่ยอิงหันไปขอร้องสามี เพ่ยเพ่ยเหมือนลูกเขา ครอบครัวเราก็มีสองคนนี้ที่จะสืบทอดทุกอย่าง ให้เขาได้แต่งงานกัน ดีกว่าปล่อยให้ไปคว้าผู้หญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้ามาเป็นคุณนายบ้านตระกูลเจ้า เจ้าหมิงเทียนหน้าเครียด จ้องตาจนเจ้าเหวินเยี่ยเกรงใจ ไม่ตอบอะไร หวางลี่ผิงประกาศว่า ตนเกลียดสองแม่ลูกนี้ ตนไม่ยอมให้ลูกต้องรับความเจ็บปวดเหมือนอย่างที่ตนยอม เจ้าเหวินเยี่ยจึงหันมาโน้มน้าวจิตใจเพ่ยเพ่ย

“ความรักที่ลึกซึ้งกินใจ สามารถบันดาลให้หัวใจแหลกสลาย เช่นเดียวกับความปวดร้าวนะเพ่ยเพ่ย”

“หากรักพี่หมิงเทียนแล้วต้องปวดร้าว เพ่ยเพ่ยก็ยังรักค่ะ”

เห็นเจ้าหมิงเทียนยังนิ่งเฉย เหม่ยอิงใช้ไม้ตาย คุกเข่าลงอ้อนวอนขอร้องเขา ให้สงสารเพ่ยเพ่ย ที่มีปมมาตั้งแต่เด็กๆ ที่อาละวาดเพราะโดนแย่งของรัก ปกติเธอก็เป็นเด็กน่ารัก...บรรยากาศเริ่มอึดอัด เจ้าเหวินเยี่ยให้ลูกชายตัดสินใจเอง เจ้าหมิงเทียนดึงเหม่ยอิงให้ลุกขึ้น แต่เธอไม่ยอมลุกจนกว่าเขาจะรับปาก เมื่อโดนกดดันมากๆ เจ้าหมิงเทียนเดินหนีออกจากห้องดื้อๆ

เพ่ยเพ่ยร้องไห้โฮ วิ่งตามมากอดขาเขาไว้ เหม่ยอิงตามมาอ้อนวอนขอให้เขาอย่าปฏิเสธ เพกาทนไม่ไหว “ฉันขอแสดงความเห็นหน่อย”

“ขอร้อง ทุกคนเดือดร้อนเพราะความเห็นของเธอมามากพอแล้ว” เจ้าเหวินเยี่ยทำหน้าดุแต่เพกาไม่กลัว “ตื่นจากฝันร้ายเสียทีเถอะค่ะ คุณเพ่ยเพ่ย...คุณแค่รู้สึกไม่มั่นคง มันไม่ใช่ความรัก คุณหมิงเทียนเป็นแค่หลักประกันชีวิต ซึ่งคุณก็มีอยู่แล้ว การที่พ่อแท้ๆของคุณทิ้งคุณไปไม่ได้หมายความว่า คุณเยี่ยกับคุณหมิงเทียนจะทิ้งคุณไปเหมือนกัน”

เพ่ยเพ่ยตกใจที่เพการู้เรื่องพ่อ เพกาย้ำว่าเจ้าหมิงเทียนสงสารเธอมาก ให้อภัยทุกอย่าง เธอก็น่าจะพอใจแค่นี้ ไม่ใช่เรียกร้องไม่มีที่สิ้นสุด เพ่ยเพ่ยปรี๊ดแตก

“แกไม่เกี่ยว พี่หมิงเทียนเขาไม่มีทางชอบแก นังตัวมารถอยไป พี่รอง...แต่งงานกับเพ่ยเพ่ยนะ”

“หมิงเทียน อย่าแพ้น้ำตาผู้หญิง แม่รู้หลังจากเมย์ลี ลูกไม่สามารถรักใครได้อีก ถ้าอย่างนั้น ลูกก็อยู่คนเดียวสิ ไม่จำเป็นต้องแต่งงานกับใครเพื่อตัดปัญหา”

เหม่ยอิงโวยให้ปล่อยเจ้าหมิงเทียนตัดสินใจเอง เพ่ยเพ่ยยังคร่ำครวญขอให้เขาดูแลตนไปตลอดชีวิต เจ้าหมิงเทียนมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน

“ได้สิ พี่จะดูแลเพ่ยเพ่ยไปตลอดชีวิต...เพราะเพ่ยเพ่ยเป็นน้องสาวพี่”

เพ่ยเพ่ยกับเหม่ยอิงที่กำลังกอดกันดีใจ ชะงัก เจ้าหมิงเทียนเอาคำพูดของเพกามาใช้ “อย่าให้อดีตมามีอิทธิพลกับปัจจุบันเลยนะเพ่ยเพ่ย อดีตเป็นครู ไม่ใช่ผี เพ่ยเพ่ยต้องมองไปข้างหน้า แล้ววันหนึ่ง เพ่ยเพ่ยจะเจอผู้ชายที่เพ่ยเพ่ยรักเขาและเขารักเพ่ยเพ่ย”

“นี่หมายความว่า...” เพ่ยเพ่ยช็อก

“เราเป็นแค่พี่น้องกันเถอะนะเพ่ยเพ่ย แค่พี่น้อง”

ทุกคนยิ้มด้วยความดีใจ ส่วนเพ่ยเพ่ยกำมือตัวเกร็ง แล้วร้องกรี๊ดลั่นบ้าน ล้มตึงลงไปในทันที เจ้าหมิงเทียนหลับตา เพราะรู้ว่าต้องเจอสภาพแบบนี้

ooooooo

เพ่ยเพ่ยถูกจับมัดติดกับเตียงในโรงพยาบาลเพราะอาละวาดร้องกรี๊ดๆ เหม่ยอิงเข่นเขี้ยว ใครทำลูกตน จะต้องเจอจุดจบเหมือนเมย์ลี...ระหว่างนั้น คนในบ้านคุยกันถึงเรื่องที่เพกาบอกว่าตนรู้เรื่องทุกอย่างจากเมย์ลี แสดงว่าผีเมย์ลีมีจริง ต่างเริ่มสงสัยว่าฆาตกรอาจไม่ใช่เหว่ยเหอ

วันต่อมา ซิ่วหลานกลับจากข้างนอก เพกาวิ่งมาถามว่ากำไลหยกที่หักซ่อมได้ไหม ซิ่วหลานเอาให้ดู เพกาแปลกใจเมื่อรู้ว่าการซ่อมกำไลหยกที่หัก เขาใช้สายทองรัด

“เอ๊า...ฉันก็นึกว่าสายรัดนี่เอาไว้ตกแต่ง”

“ไม่ใช่ค่ะ กำไลหยกของใครที่มีสายทองรัด แสดงว่าอันนั้นเคยตกแตกมาแล้ว”

ความรู้ใหม่ทำให้เพกาต้องมาครุ่นคิดถึงฝัน ที่เห็นกำไลหยกฆาตกรกระแทกกระจกแตก พอดีเพ่ยเพ่ย กลับจากโรงพยาบาล หลุนเข็นรถให้ เธอนั่งสะลึมสะลือเพราะฤทธิ์ยา เพกาลืมตัวเข้าไปจับแขนเพ่ยเพ่ยขึ้นดูกำไลที่ข้อมือไม่มีสายทองรัด เหม่ยอิงผลักเพกากระเด็น ซิ่วหลานเข้าประคอง โกรธจะฟ้องคุณท่าน เพกาห้าม ตนสมควรโดนแล้วเพราะไปเข้าใจผิดเอง

คืนนั้น เพกาฝันว่าตัวเองกำลังนั่งซ่อมกี่เพ้าอยู่ มีมือซีดๆยื่นมาช่วย เป็นมือของเมย์ลีที่นั่งตรงข้าม เพกาพูดคุยกับเธอเหมือนไม่ใช่วิญญาณ ให้เธอบอกทีว่าเหว่ยเหอและเพ่ยเพ่ยไม่ใช่ฆาตกร เป็นใครกันแน่ เมย์ลีหยุดทำ ก้มหน้าร้องไห้ ส่ายหน้าไปมา

“นี่คุณไม่รู้ คุณไม่รู้ว่าฆาตกรเป็นใคร คุณไม่รู้จริงหรือคะ...ที่คุณอยากให้ฉันมาที่นี่ อยากให้ฉันช่วย ก็คือมาช่วยตามหาฆาตกรนี่เอง” เมย์ลีพยักหน้า

เพกาสะดุ้งตื่น มองไปรอบห้อง นี่เมย์ลีมาหาในฝันจริงหรือ...เช้าวันนั้น เพกาเดินผ่านห้องเพ่ยเพ่ย เห็นกำลังกอดแจกันดอกไม้ที่เจ้าหมิงเทียนเอามาให้ แต่พอได้ยินเขาพูดว่า พี่ไม่ทิ้งน้องสาวคนเดียวของพี่ เท่านั้น เพ่ยเพ่ยก็อาละวาด ปาแจกันทิ้ง ไม่ต้องการความรักแบบน้อง แถมเอาเศษกระเบื้องมาจะกรีดข้อมือตัวเอง ถ้าเขาไม่แต่งงานกับตน เป่าหลินช่วยยื้อไว้ เจ้าหมิงเทียนพยายามปลอบให้นึกถึงแม่มากๆ แม่จะเสียใจแค่ไหนถ้าเธอเป็นอะไรไป แต่เพ่ยเพ่ยยังดิ้นรนจะกรีดข้อมือตัวเองให้ได้ จู่ๆเจ้าหมิงเทียนก็เข้ากอดเพ่ยเพ่ย

“อย่าทำแบบนี้เลยนะ พี่รักเพ่ยเพ่ย รักที่สุด พี่ไม่อยากเสียคนที่พี่รักไปอีก สัญญากับพี่นะจะไม่ทำร้ายตัวเองอย่างนี้อีก”

เพ่ยเพ่ยร้องไห้โฮ ทิ้งเศษกระเบื้อง กอดเขาแนบแน่น เพกามองภาพนั้นอย่างรู้สึกหึงหวง ไม่เข้าใจจะรักใคร่สงสารอะไรกันนักหนา เพ่ยเพ่ยน่ารักตรงไหน คิดแล้วก็หมั่นไส้เดินหนีไป

ระหว่างทำงานอยู่ในพิพิธภัณฑ์ เพกาถามซิ่วหลานที่ยกกาแฟมาให้ว่า เมื่อไหร่หย่งซานจะกลับ พอดีเจ้าหมิงเทียนเข้ามา เห็นซิ่วหลานอยู่กับเพกาก็เปรยว่า ดีแล้วที่อยู่เป็นเพื่อน เพราะเพ่ยเพ่ยยังไม่ปกติ เกรงจะมาทำร้ายเพกาอีก

“อ้าว...ยังไม่หายดีอีกหรือคะ พี่ชายรองสารภาพว่ารักที่สุดในชีวิต น่าปลื้มออกจะตาย”

ได้ฟังเพกาประชด เจ้าหมิงเทียนก็รู้ทันทีว่าเธอคงเห็นเหตุการณ์ในห้องเพ่ยเพ่ย จึงรีบแก้ตัวว่าอย่าเข้าใจผิด ตนรักเพ่ยเพ่ยแบบน้อง

“กอดกันซะกลมดิ๊กขนาดนั้น ตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้หรอกค่ะ ลึกๆคุณก็พึงพอใจในตัวคุณเพ่ยเพ่ยไม่น้อยสินะคะ คุณหมิงเทียน” เพกางอนเดินหนี

“คิดอกุศล คนเป็นพี่น้องกัน ถึงเป็นน้องบุญธรรมก็เถอะ รักกันมันก็ไม่เหมาะสมอยู่ดี นี่กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน คุณกำลังเข้าใจผิด...ดูเขาสิอาซิ่ว ไม่เคยฟังผมเลย” เห็นซิ่วหลานอมยิ้ม เขาโวยว่ายิ้มอะไร

“ซิ่วว่าคุณชายรองต้องแสดงออกให้มากขึ้นค่ะ คุณพิงก์เธอจะได้เลิกคลางแคลงใจในตัวคุณชายรอง”

“เขาไม่ใช่แฟนผม อยากคิดว่าผมรักคนอื่นก็ตามใจ ผมไม่แคร์” เจ้าหมิงเทียนเริ่มงอนบ้าง

คืนนั้น หมิงเทียนนอนไม่หลับ ออกมายืนในสวน มองหน้าต่างห้องดอกไม้ เหมือนที่เคยเฝ้ามองตอนเมย์ลียังมีชีวิตอยู่ อี่กับหลุนแอบเห็น นึกขำเจ้านายตัวเอง จึงแกล้งทำเป็นคุยกันเสียงดังๆ หลุนด่าอี่ว่าโง่ คิดจีบหญิงต้องทำตามสุภาษิต ดักลอบต้องหมั่นกู้ เจ้าชู้ต้องหมั่นเกี้ยว อี่แย้ง ผู้หญิงงอน ทำอะไรก็ไม่ถูกใจ จะนอนก็ต้องมาคอยมองหน้าต่างห้อง หมิงเทียนสะดุดหู ตะโกนถามคุยอะไรกัน หลุนว่าเรื่องของอี่ ชอบสาวและสาวงอน ทะเลาะกันไปมาน่ารำคาญ

“เฮียเขาแนะนำผมครับ ให้ชวนสาวไปเที่ยว เอาอกเอาใจหน่อย ผู้หญิงน่ะชวนไปดูหนังชวนไปเที่ยวเดี๋ยวก็หายงอน”

หลุนเสริม “แกกล้าไหมล่ะ ใจน่ะมีมั้ย ใจน่ะใจ ไม่ใช่กลัวเสียฟอร์ม จนต้องมายืนดูหน้าต่างบ้านเขา แบบนั้นมันไม่แมนโว้ย”

หมิงเทียนรู้ว่าทั้งสองแขวะตน จึงแกล้งสะบัดเท้าถีบทั้งสอง แล้วบอกว่าเป็นตะคริว ทั้งสองทำหน้าเหย แต่ก็หัวเราะเมื่อเห็นเจ้านายเดินเข้าบ้านไป

ooooooo

วันรุ่งขึ้น เพกาทำงานอยู่ในพิพิธภัณฑ์ เธอโทร.หาแฮรี่กับเดซี่ โดยเปิดสปีกเกอร์โฟนให้ได้คุยพร้อมกัน แฮรี่รีบถามว่าทำงานจวนเสร็จหรือยังจะได้กลับมาเสียที เพกาบอกว่ายังหาเส้นไหมได้ไม่ครบทุกสี ท่าทางจะอีกนาน แฮรี่กรี๊ดกร๊าดใครจะช่วยงานตน ตนคงโดนไล่ออกแน่

พลันแฮรี่คิดได้ บอกเพกาว่าให้ค้นประวัติมาดามซ่งภรรยาซุนยัดเซ็น ตอนมีชีวิตอยู่ชอบตัดกี่เพ้าที่ไหน ได้สถานที่แล้วก็จะสืบหาเส้นไหมที่ทำในยุคนั้น ย่านนั้นได้ถูกต้อง เพกาดีใจไม่ทันไร หมิงเทียนเข้ามา วางท่าเก๊ก พูดราวออกคำสั่งว่า

“พรุ่งนี้ไปเที่ยวกัน” เพกาฟังไม่ทัน เขาเสียงดังขึ้น “ไปเที่ยวไปดูหนัง พรุ่งนี้หลังเลิกงาน”

แฮรี่กับเดซี่ได้ยินเสียงหมิงเทียนชวนออกเดท

ก็ส่งเสียงคิกคัก...คานไม่ต้องขึ้นแล้ว

หมิงเทียนสะดุ้ง “เสียงสองคนนั้นนี่ เขาได้ยินผมด้วยหรือ” เพกาพยักหน้า เขากลบเกลื่อน “มีเพื่อนประสาทๆแบบนี้ มีไปทำไม ฮึ่ย...”

แฮรี่กับเดซี่หัวเราะกันครืน เพกาทำหน้าขำๆปนเขิน มองหมิงเทียนที่เดินงอนออกไป

วันต่อมาหลังเลิกงาน หมิงเทียนพาเพกามาที่แหล่งท่องเที่ยวอเวนิวออฟสตาร์ เขาชี้ชวนดูและอธิบายจุดต่างๆ เพกาให้เขาถ่ายรูปตนกับรอยมือดาราดังที่ประทับไว้ และได้ถ่ายรูปคู่กับรูปปั้นบรู๊ซลี

“มีรอยมือของเจ็ตลี แล้วทำไมของบรู๊ซลีไม่มีรอยมือคะ”

“ทางการสร้างอเวนิวออฟสตาร์ เมื่อปี 2004 นี่เอง บรู๊ซลีตายไปนานแล้ว”

“ว่ามั้ยคะ ดาราดังๆมักตายก่อนวัยอันควร”

“คนฮ่องกงเชื่อว่าบรู๊ซลีตายเพราะฮวงจุ้ย...บ้านเขาที่เกาลูนฮวงจุ้ยไม่ดี ซินแสเอากระจกโป๊ยก่วยติด

บนต้นไม้นอกบ้านไล่สิ่งชั่วร้าย พายุโค่นต้นไม้หัก กระจก แตก ความชั่วร้ายเลยเข้าบ้าน เข้าเจ้าของบ้าน”

“คนไทยเชื้อสายจีนก็เชื่อเรื่องฮวงจุ้ยค่ะ เห็นติดกระจกโป๊ยก่วยหน้าบ้าน”

“แล้วคนไทยแท้ๆล่ะ เวลาปลูกบ้านดูฮวงจุ้ยไหม”

“เราดูทิศทางลมค่ะ ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน บ้านไทยสมัยก่อนมีช่องลม ทำให้เย็นสบาย แต่เดี๋ยวนี้คนไทยสร้างบ้านเลียนแบบบ้านฝรั่ง ช่องลมกลายเป็นช่องแอร์”

หมิงเทียนฟังเพกาคุยเพลิน เดินมาเจอมุมจิตรกร กำลังวาดภาพ เขาจึงให้เธอนั่งเป็นแบบ ตัวเขาเดินแยกไปซื้อปลาหมึกบดมานั่งกินยั่ว เพกาอดไม่ได้ร้องบอกให้เหลือไว้บ้าง จิตรกรทำมือจุ๊ๆห้ามพูด เธอกลับมานั่งนิ่งๆ หมิงเทียนแกล้งยั่ว ชูปลาหมึกแล้วเอาเข้าปากทีเดียวหมดตัวเธอร้อง...โอ้โห...จิตรกรส่งเสียงจุ๊ๆอีก เธอหน้างอ หมิงเทียนหัวเราะ ค่อยๆเอาอีกถุงชูให้ดูว่ามีอีก เพกาค้อนยิ้มๆ... หลังจากวาดภาพเสร็จ เธอก็ได้นั่งกินปลาหมึกบดอย่างเอร็ดอร่อย

หมิงเทียนเดินกลับมาพร้อมถุงในมือยื่นให้ เพการับมาดูเป็นภาพวาดเมื่อครู่ ใส่กรอบอย่างดี เธอชื่นชม ขอบคุณเขา แล้วนึกได้ ถามเขาว่าที่ชวนออกมามีเรื่องอะไรหรือเปล่า

“อย่าบอกนะว่ามาเที่ยวเฉยๆ แบบผู้หญิงผู้ชายออกเดท”

“บ้าสิ ก็คุยนั่นแหละ ที่พามาเที่ยวเพราะอยากคุยเรื่องหาฆาตกรฆ่าเมย์ลี ไม่ใช่เดทสักหน่อย ไปถึงไหนแล้วล่ะ”

“เฮ้อ ยังนึกอะไรไม่ออกเลย แค่รู้ว่าต้องเป็นใครคนหนึ่งในบ้านตระกูลเจ้า ใครสักคนที่ใส่กำไลหยก”

หมิงเทียนชูกำไลของตัวให้ดูแล้วถามว่าเธอสงสัยคนในบ้าน แม้ตัวเขาหรือ เพการู้ว่าเขาลำบากใจ แต่จะปล่อยให้จับฆาตกรผิดตัวไม่ได้ เหว่ยเหอต้องตกนรกทั้งเป็นมันไม่ยุติธรรม เขาย้อนถามว่า ตนควรเชื่อหลักฐานของตำรวจหรือนิมิตของเธอ เพกาขอให้เชื่อตน แต่เขาส่ายหน้า

“ไม่ว่ายังไง ผมก็ไม่ไว้ใจเหว่ย คุณต้องระวังมากกว่านี้ ห้ามไว้ใจ ห้ามนัดไปเจอเขาอีก”

เพกาเซ็งไม่อยากเล่าอะไรแล้ว...กลับมาบ้าน อี่กับหลุนยืนรอรับ ทั้งสองอมยิ้มอย่างรู้ทัน หมิงเทียนกลบเกลื่อนทำเสียงเข้มสั่งเอารถไปเก็บ พลันเพการู้สึกมีคนมองมาจากในบ้าน เธอบอกหมิงเทียนแต่เขาไม่เชื่อ

เมื่อเข้าบ้านมา ซิ่วหลานรอรับ พอเห็นกรอบรูปที่เพกามาวางก็แปลกใจ เพราะเหมือนรูปที่อยู่ในห้องตน เพกาสงสัยรูปไหน

“รูปคุณเมย์ลีค่ะ ใส่กรอบแบบนี้ แบบเดียวกันเลย”

“คุณเมย์ลีมีรูปเขียนใส่กรอบแบบเดียวกับฉันหรือคะ”

ซิ่วหลานพาไปดูรูปเมย์ลีที่ห้อง เพกาถามว่าได้ภาพนี้มาจากไหน “อเวนิวออฟสตาร์ค่ะ คุณชายรองพาเธอไปเที่ยว”

“แล้วกรอบรูป...”

“คุณเมย์ลีเล่าว่า คุณชายรองแอบซื้อกรอบใส่ให้ เธอปลื้มมาก เอารูปตั้งไว้หัวนอนค่ะ”

เพกาโกรธและน้อยใจมาก ที่หมิงเทียนทำเหมือนโหยหาอดีต จึงกลับมาเก็บรูปใส่ลิ้นชักไว้ไม่ตั้งโต๊ะ เข้านอนด้วยอารมณ์หงุดหงิด ในขณะที่หมิงเทียนกำลังจะเคาะประตูห้องเพื่อกล่าวราตรีสวัสดิ์ แต่เห็นไฟในห้องดับเสียก่อนจึงชะงัก เดินกลับไป

ooooooo

วันรุ่งขึ้น เพกาตื่นขึ้นทำตัวเองให้ร่าเริง ไม่อมทุกข์ โลกต้องเป็นสีชมพู แต่พอลงมาจากเตียงต้องตกใจร้องกรี๊ด...เมื่อมีซากหนูถูกมีดปักจมกองเลือดอยู่บนชุดกี่เพ้าโบตั๋น เธอพยายามจะดึงกี่เพ้าออกเกรงเปื้อนเลือด ปากก็ร้องช่วยด้วยๆ

หมิงเทียนกับซิ่วหลานวิ่งเข้ามา เขาเขี่ยหนูออกจากกี่เพ้าให้ ซิ่วหลานแปลกใจฝีมือใคร หมิงเทียนหาว่าเป็นเหว่ยเหอ แต่เพกาไม่เชื่อ ถ้าใช่ เขาน่าจะฆ่าตนเลย แต่นี่เป็นการขู่ จึงคิดว่าต้องเป็นเพ่ยเพ่ย เพกาผลุนผลันออกจากห้อง หมิงเทียนกับซิ่วหลานวิ่งตาม

เข้ามาในห้องเพ่ยเพ่ย เพกาต่อว่าทันที “คนจริงเขาไม่ใช้วิธีขู่”

เพ่ยเพ่ยงง ถามหมิงเทียนว่าเพกาเป็นบ้าอะไร พอเพกาหาว่าเอาหนูตายไปขู่เธอ เพ่ยเพ่ยทำหน้าสะอิดสะเอียน หมิงเทียนรีบบอกว่าเพ่ยเพ่ยเกลียดหนูที่สุด

“นี่เหว่ยบุกเข้ามาถึงในบ้านหรือ ทำไมมันไม่ฆ่าแกซะให้สิ้นเรื่องสิ้นราว” เหม่ยอิงเยาะ

หวางลี่ผิงซึ่งตามเข้ามา โต้แทน “คนที่สมควรตายคือพวกถ่วงความเจริญ จะป่วยไปถึงไหน งานการก็ไม่ยอมทำ”

“ฉันด่าเพกา ไม่ได้ล่วงเกินคุณนายใหญ่สักคำ จุ้นจ้านอย่างนี้ไงเล่า คุณท่านถึงได้เบื่อ มานอนห้องฉันบ่อยๆ แก่แล้วควรทำตัวให้น่ารักนะคะ ไม่ใช่น่ารังเกียจ”

ลี่ผิงโกรธเขวี้ยงหมอนใส่ กลายเป็นสองคุณนายทะเลาะกันยกใหญ่ ลี่ผิงหลุดปากว่าเหม่ยอิงทำตัวเป็นสาวรุ่น ยั่วทั้งหนุ่มทั้งแก่ เหม่ยอิงชะงัก หมายความว่าอย่างไร ลี่ผิงหัวเราะเยาะ หันมาบอกลูกชายให้ไปตรวจกล้องวงจรปิดทั้งบ้าน หมิงเทียนกับเพการีบออกไป

อี่ตรวจหน้าจอคอมฯ ไม่พบว่าใครเข้าห้องเพกาตลอดทั้งคืน หมิงเทียนแปลกใจ คนร้ายเข้ามาทางไหน...

เพกาเอากี่เพ้าไปซักรอยเลือดออกจนหมด ลี่ผิงบอกหมิงเทียน ไม่ควรเก็บชุดนี้ไว้อีก แต่เขายืนกรานจะให้เพกาซ่อมชุดนี้ให้เหมือนเดิม หลุนเก็บซากหนูไปทิ้ง เพกาขอมีดเก็บไว้เป็นหลักฐาน แต่หมิงเทียนชิงใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อมีด บอกว่าตนจะเอาไปให้ตำรวจตรวจลายนิ้วมือ เพกาเซ็งจึงขอถ่ายรูปเก็บไว้

ระหว่างนั่งรับประทานอาหาร เพกาจับตามองทุกคนว่าใครมีพิรุธอะไรน่าสงสัยบ้าง พยายามมองกำไลหยกของแต่ละคน ว่าของใครมีสายทองรัดไว้ เพราะซิ่วหลานบอกว่า กำไลหยกที่มีสายทองรัดแสดงว่าเคยหักมาก่อน แต่แปลกใจที่จิ้นเจินกับอวี้เหลียนไม่ใส่กำไลหยก

จู่ๆเหวินเยี่ยก็โพล่งขึ้น “ถ้ายังไม่เลิกมองกำไล ไม่เลิกสงสัยคนบ้านนี้ ทีหลังไม่ต้องมากิน”

เพกาจ๋อยยิ้มแหยๆ เหม่ยอิงกับเพ่ยเพ่ยสะใจ...เพกาออกมาเดินเล่นหน้าบ้าน อวี้เหลียนกำลังจะออกไปข้างนอก จึงถามทำไมไปสาย เธอบอกว่านัดกับหมอไว้ก่อนเข้าบริษัท เพกาห่วง ป่วยเป็นอะไร เธอว่าโรคประจำตัว...อวี้เหลียนเปิดกระเป๋าหยิบพวงกุญแจรถ เพกาเห็นมีดพับในนั้นก็เอะใจ จึงขอดูหน่อย เพราะเหมือนมีดที่ปักบนตัวหนู อวี้เหลียนรีบปิด กระเป๋าขอโทษ จะรีบไป เพการู้สึกว่าอวี้เหลียนทำตัวน่าสงสัย

เข้าบ้านมาเจอหมิงเทียนกำลังจะไปทำงาน เพกาถามถึงมีด เขาบอกว่าเอาให้ตำรวจแล้ว เธอไม่อยากเชื่อ มองเขาอย่างสงสัย ว่าอาจช่วยอวี้เหลียนปิดบังบางอย่างเหมือนที่ช่วยซิ่วหลาน

ooooooo

ภายในบริษัท จิ้นเจินมักจะหัวเราะหัวใคร่กับพนักงานสาวที่หน้าตาจิ้มลิ้ม อวี้เหลียนมาเห็นก็ไม่พอใจ ทำตาเขียวใส่พนักงานสาว พอดีวันนี้มีประชุม เธอจึงยิ้มเข้ามาประจบบอกเขาว่าใกล้เวลาประชุมแล้ว เขาทำท่ารำคาญเดินหนี

อวี้เหลียนคอยเอาอกเอาใจ แต่จิ้นเจินดูท่าจะรำคาญและไม่ค่อยให้เกียรติเธอเท่าไหร่ แต่เธอก็ก้มหน้าก้มตาปรนนิบัติเขา แม้เวลาประชุม ไม่ว่าจิ้นเจินจะออกความคิดเห็นอะไร เธอจะสนับสนุนทุกเรื่อง...พักกลางวัน อวี้เหลียนเก็บเอกสารจะไปทานข้าวกับสามี แต่แล้วจิ้นเจินบอกว่า ตนมีนัดกับลูกค้า อวี้เหลียนถามทันทีว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย เขาทุบโต๊ะเปรี้ยงอย่างไม่พอใจ

“ขอโทษค่ะ เย็นนี้อยากกินอะไรคะ ฉันจะสั่งให้อาซิ่วทำ”

“ก็บอกว่านัดลูกค้า คุยเสร็จกี่โมงไม่รู้”

“กลับดึกไหมคะ”

“อะไรกันนักหนา ผมไม่ใช่ลูกคุณนะ ผมเป็นสามีคุณ”

อวี้เหลียนน้ำตาคลอ ยิ่งทำให้จิ้นเจินระอา เดินออก ไปไม่แยแส เธอน้ำตาร่วง น้อยใจ...

คืนนั้น เพกานั่งค้นอินเตอร์เน็ตในห้องพิพิธภัณฑ์ หาประวัติมาดามซ่ง จนเมื่อยจะกลับห้อง เห็นอวี้เหลียนอยู่ในชุดนอน ยืนชะเง้ออยู่ตรงประตูบ้าน ก็แปลกใจ ซิ่วหลานเข้าไปบอกให้เข้าบ้านจะรอจิ้นเจินแทน เธอไม่ยอมจะรอเอง เพการู้สึกว่าพฤติกรรมของอวี้เหลียนน่าสงสัย...

วันต่อมา เพกาเฝ้าจับตามองอวี้เหลียน จนรู้สึกว่า เธอเป็นภรรยาที่ปรนนิบัติสามีไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง ทั้งงานนอกบ้านและในบ้าน แต่เพราะเธออ่อนแอป่วยบ่อย อาจทำให้สามีเบื่อหน่าย และในคืนหนึ่งจิ้นเจินเมากลับมา อวี้เหลียนเฝ้ารอ ขณะที่ประคองสามีเข้าบ้าน มีนามบัตรหล่นจากกระเป๋า พอเธอเห็นว่าเป็นนามบัตรผู้หญิง ก็โวยวายออกอาการหึงอย่างมากจนทะเลาะกัน...เพกาครุ่นคิด เป็นไปได้ไหมที่อวี้เหลียนระแวงจิ้นเจินกับเมย์ลี จนทำให้ต้องฆ่า

วันรุ่งขึ้น เพกาออกมาที่สวนโบตั๋น มองซ้ายมองขวาไม่มีใคร ก็พูดกับดอกโบตั๋น

“คุณหมิงเทียนบอกว่าดอกโบตั๋นเป็นตัวแทนคุณเมย์ลี...คุณช่วยส่งสัญญาณบอกฉันหน่อย ฆาตกรใช่คุณเหลียนหรือเปล่า ถ้าใช่ ขอให้ดอกโบตั๋นร่วงเดี๋ยวนี้”

ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่มีเสียงหมิงเทียน “ดูคุณชอบดอกโบตั๋นเหมือนเมย์ลี...”

เพกาเจ็บจี๊ดในใจที่เขาเอาตนไปเปรียบกับเมย์ลีอีก จึงตอบกลับว่าตนชอบดอกทานตะวัน อยากให้เขารู้ว่าตนไม่เหมือนเมย์ลี แต่เขาก็ช่างไม่รู้อะไรเลย เขาชวนออกไปทานข้าวข้างนอก เธองอนไม่ไป หมิงเทียนเสนอให้เธอเป็นคนเลือกร้าน เธอจึงคิดว่าก็ดี จะได้ถามเรื่องอวี้เหลียน ไม่ทันไร เพ่ยเพ่ยโผล่มาบอกว่าตนอยากกินติ่มซำ หมิงเทียน อึกอัก บอกว่าเธอยังไม่หายดี จะซื้อมาฝาก แต่เพ่ยเพ่ยขู่ ถ้าไม่ให้ไปด้วยจะไม่กินยา เหม่ยอิงรีบเข้ามาขอร้อง กลัวลูกสาวฆ่าตัวตายอีก หมิงเทียนถอนใจ เพ่ยเพ่ยยิ้มเยาะเพกาอย่างเป็นต่อ

กี่เพ้า

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด