ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

กี่เพ้า

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

กี่เพ้า ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ณ สถาบันอาภรณ์แห่งเอเชียที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย นับเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงเสื้อผ้าและผืนผ้าตั้งแต่โบราณกาลที่ดูทันสมัย ค่อนข้างจะไฮเทค

เสียด้วยซ้ำ มีภัณฑารักษ์สาวสวยชื่อเพกา ทำงานเก่ง เป็นที่ชื่นชอบของแฮรี่ผู้เป็นเจ้านาย และนักท่องเที่ยวที่เข้ามาชม

เพกาสวมเฮดโฟน บรรยายให้นักเรียน นักศึกษาหรือแม้แต่นักท่องเที่ยวฟัง

“สวัสดีค่ะ สถาบันอาภรณ์แห่งเอเชียขอต้อนรับทุกท่าน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นจากการร่วมทุนของหลายประเทศ ข้างในเราจะได้พบกับเสื้อผ้าและผืนผ้าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์จากประเทศต่างๆในเอเชีย...

ดิฉันชื่อเพกา หรือจะเรียกสั้นๆว่าพิงก์ก็ได้ ใช่แล้วค่ะ พิงก์ที่แปลว่าสีชมพู เมื่อพูดถึงพิงก์ต้องถามว่า วันนี้คุณสีชมพูหรือยังคะ”

ทุกคนหัวเราะไปกับความสนุกสนาน เพราะคำถามนี้เป็นคำพูดที่ติดปากของเธอ เพกาจะเล่าถึงที่มาของผ้าแต่ละชิ้นอย่างน่าสนใจ ถ้าเด็กคนไหนเผลอกดมือถือเล่น เธอก็จะหยอดมุก

“น้องคะ...ถ้าเพื่อนแชตมาถามว่า เมื่อเช้ากินอะไร กลางวันกินอะไร กลางคืนกินอะไร แล้วถ่ายรูปมาให้ดู ตอบไปเลยค่ะว่า พอวันรุ่งขึ้นของทุกอย่างที่ถ่ายรูปมา จะมีสภาพเหมือนกันหมด ซึ่งก็คือ...” เพกาชี้นิ้วให้เด็กๆตอบกันเอง แต่ไม่มีใครกล้าพูดคำนั้นออกมาได้แต่หัวเราะ

ทุกคนตั้งใจฟังเพกาอธิบาย จนได้ความรู้ว่าในแต่ละยุคสมัย แต่ละภาคพื้นมีอิทธิพลต่อเนื้อผ้าและรูปแบบการแต่งกายของแต่ละชาติ...

ในขณะที่แฮรี่เดินตรวจสถานที่ มีเดซี่ตามจดว่าเขาต้องการแก้ไขอะไรบ้าง

“นี่ๆแม่ดอกเดซี่ จดลงไปเลย ให้ฝ่ายจัดสวนมาดู น่าเกลียดที่สุด เหี่ยวยังกับวัตถุโบราณ ของข้างในของฉันพันกว่าปียังดูดีกว่านี้อีก” แฮรี่ออกอาการแต๋วแตก ชี้นิ้วอย่างสะดีดสะดิ้งจนเดซี่อดขำไม่ได้

พลันมีรถลีมูซีนคันยาวสีดำวิ่งเข้ามาจอด คนขับรถลงมาเปิดประตู แฮรี่เพ่งมองแล้วลนลานจนทำอะไรไม่ถูก เดซี่ตะลึงมองคนที่ลงมาจากรถ...ชายหนุ่มรูปหล่อ แต่งตัวเนี้ยบตั้งแต่หัวจดเท้า สวมแว่นกันแดด เดซี่ถึงกับอุทาน

“เฮ้ย...หล่อได้อีก อย่างกับเจ้าพ่อฮ่องกง”

“ก็ใช่น่ะสิ ใครว่าไม่ใช่ ลูกชายมหาเศรษฐีบริษัท ยาอันดับหนึ่งของฮ่องกง...คุณเจ้าหมิงเทียน โฮ้ย...ตายแล้ว ฉันมัวมายืนพูดกับหล่อนทำไม”

แฮรี่วิ่งไปต้อนรับ สวัสดีและแนะนำตัวกับเจ้า

หมิงเทียน พร้อมกับค้นหานามบัตรจะยื่นให้ แต่เขากลับสวนขึ้นว่าไม่ต้องการ แฮรี่ยืนเก้อ ตั้งสติได้เปลี่ยนมาถาม นึกว่าเขาจะมาพร้อมกับชุดกี่เพ้า เจ้าหมิงเทียนตอบว่าตนมาก่อนเวลา เพราะไฟลท์บ่ายเต็ม จึงอยากจะมาดูสถานที่จัดแสดง แฮรี่กุลีกุจอพาชม แต่พอจะอธิบายของที่แสดงโชว์อยู่ เจ้าหมิงเทียนก็ขัดขึ้น

“ผมอ่านเองได้ ต้องการความเป็นส่วนตัว”

“หา!...ส่วนตัว โอเคครับ” แฮรี่เหวอ ถอยออกห่าง

เดซี่เดินมายืนข้างหัวหน้า “อืม...หล่อ หยิ่ง เย็นชา ไม่ขอบคุณ ไม่ขอโทษ เวลาพูดไม่มองคน ไฮโซกว่านี้มีอีกไหมฮึ เป็นไงล่ะ คุณแฮรี่”

“ก็เก็บเศษหน้าจากพื้นที่มันแตกๆมาประกอบอยู่นี่ไงล่ะ”

“กี่เพ้าที่จะส่งมาแสดงเย็นนี้ เป็นของคุณหมิงเทียนหรือคะ”

“ของพ่อเขา พ่อเขาเป็นนักสะสมกี่เพ้า กว่าฉันจะทำเรื่องมาจัดแสดงที่นี่ได้ เลือดตาแทบกระเด็น พอส่งมาแสดงก็ยังไม่วายห่วง ส่งลูกชายมาดูแลอีก โฮ้ย...ว่าแล้วไปเตรียมงานดีกว่า เจ้าของมาเฝ้าเองแบบนี้ พลาดไปหัวขาด มาเร็วมาช่วยกัน”

ระหว่างที่เพกากำลังอธิบายชุดประจำชาติอย่างสนุกสนาน มีนักเรียนคนหนึ่งถามขึ้นว่า เจ้าของชุดเหล่านี้ตายไปแล้วหรือ และเธอเคยเจอผีบ้างไหม

“สุดยอด...เจอคำถามเรื่องนี้ทุกวันสิน่า คำตอบของพี่พิงก์ก็คือ...ไม่เคยเจอค่ะ”

เด็กๆถอนใจเพราะลุ้นรอฟังคำตอบ เพกายังย้ำอีกว่า พวกเราศึกษาอดีตเพื่อจัดการปัจจุบันและสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิม อดีตที่ผิดพลาดจึงเป็นครู ไม่ใช่ผีตามหลอกหลอน

“น้องๆต้องจำไว้นะ อย่ายอมให้อดีตที่ผิดพลาดกลายเป็นผีหลอกหลอนเรา ไหนพูดตามสิ...อดีตเป็นครู ไม่ใช่ผี...”

เด็กๆพูดตาม เพกาปรบมือให้เจ้าหมิงเทียนเดินผ่านมา เห็นเพกาก็ชะงักหยุดยืนตะลึงมอง โทรศัพท์ในมือร่วงหล่นพื้นเสียงดังทำให้เพกาหันมามอง เธอยิ้มและเข้ามาใกล้

“สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับนะคะ ดิฉันเป็นเจ้าหน้าที่ มีอะไรให้รับใช้ไหมคะ คุณคะ...คุณ”

เจ้าหมิงเทียนสะดุ้ง ค้อมหัวให้เชิงขอโทษแล้วก้มเก็บมือถือเดินออกไปไม่พูดไม่จา เพกามองตามงงๆก่อนจะหันกลับมาบรรยายต่อให้กรุ๊ปทัวร์ฟัง เจ้าหมิงเทียนยังแอบหันมามองเธอ

ooooooo

พักกลางวัน เพกามากินข้าวกับเดซี่ที่ร้านอาหารในสถาบัน ด้วยความที่เธอเป็นคนตรงไปตรงมา รักความถูกต้อง จึงมักจะติแม่บ้านที่ทำงานบกพร่อง ผิดได้ทุกวัน ทำให้แม่บ้านหน้าหงิกหน้างอ เจ้าหมิง-เทียนมายืนมองอยู่หน้ากระจกร้าน พอเพกาหันมอง เขาก็หลบไป

เสร็จจากทานอาหาร สองสาวจะต้องไปเช็กและจัดของที่ส่งเข้ามา เพการู้สึกเหมือนมีคนลอบมองตลอดเวลา พอดีเดซี่บ่นว่า งานแสดงกี่เพ้าครั้งนี้เป็นงานใหญ่ ให้เวลานิดเดียว แถมแม่ตนไม่ค่อยสบายอีก เพกาจึงปลอบว่าไม่เป็นไร พวกเรามืออาชีพ อย่างมากก็อยู่ดึกหน่อย ตนทำคนเดียวได้...

สองสาวยืนเข้าคิวซื้อกาแฟ มีสาวใหญ่คนหนึ่งแซงคิวเข้ามาสั่งกาแฟ เพกาโพล่งขึ้นบอกให้เธอไปเข้าคิว สาวใหญ่ทั้งโกรธและอายเดินเชิดกลับไป

“เอ้า ค้อนฉันอีก คนเรานี่ก็แปลกไม่ชอบความจริง  ใครพูดความจริงขึ้นมาเป็นต้องโกรธ”

“ก็ใครเขาจะใจกล้าหน้าด้าน กินดีหมีหัวใจเสือเหมือนหล่อน คราวที่แล้วไปทักมอเตอร์ไซค์วินเรื่อง

ไม่ใส่หมวกกันน็อก เกือบโดนหลังมือพี่เขาจำได้ไหม ฉันนี่เสียวสันหลังวาบๆ ไปไหนมาไหนกับคนปากไวอย่างเธอเนี่ย”

เจ้าหมิงเทียนหลบอยู่มุมหนึ่ง เพกาเห็นแวบๆ

เหมือนมีคนแอบมอง ชักแปลกใจ แต่ยังไม่บอกเดซี่ให้ตกใจไปด้วย

สีหน้าเจ้าหมิงเทียนหม่นหมอง เขาให้คนขับรถพามาที่สนามหลวง สถานที่ที่เขาเคยหนีมาเที่ยวกับเมย์ลี เมื่อตอนอายุ 18 ก่อนจะเดินทางไปเรียนต่ออเมริกา...เขาเดินชมจุดต่างๆ ภาพความหลังที่เขาได้หัวเราะ หยอกล้อกับเมย์ลีผุดขึ้นมา เขานั่งเก้าอี้ตัวที่เคยนั่งกับเมย์ลี เว้นที่ข้างๆไว้เหมือนมีเธอนั่งคุยอยู่ด้วย

“เมย์ลี ผมเจอคนที่เหมือนคุณมาก เหมือนเหลือเกิน เหมือนจนผมแทบจะตาย เพราะความคิดถึงคุณ”

เจ้าหมิงเทียนหวนนึกถึงท่าทางสดใสของเพกา และคำพูดของเธอที่ว่า อดีตเป็นครู ไม่ใช่ผี แต่เขากลับค้าน “อดีตไม่ใช่ครู ไม่ใช่ผี อดีตคือความรักและความเจ็บปวด”

เจ้าหมิงเทียนลูบไล้พื้นเก้าอี้ข้างๆอย่างอาลัยอาวรณ์

ooooooo

ในห้องทำงาน มีหุ่นโชว์เตรียมรอใส่ชุดกี่เพ้าที่ส่งมาถึง แฮรี่ตื่นเต้นดีใจ สั่งเพกาและเดซี่ช่วยกันเช็กของ ทั้งหมดมี 30 ชุด เพกาทำท่าประจำตัวเชิงสู้ๆพร้อมกับคำพูดที่ติดปากว่า...พิงก์ วันนี้สีชมพูสุดๆ แฮรี่ยิ้มอย่างพอใจ เดซี่กับเพกาช่วยกันแกะห่อทีละชุดๆ ตรวจสอบแล้วจดบันทึก

“ว้าว...กี่เพ้าของเจ้าหญิงเหวินซิ่ว พระสนมของพระเจ้าปูยี จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน มาอยู่ตรงหน้านี้แล้ว” เพกาตื่นเต้นอย่างมาก

เวลาผ่านไป แฮรี่กลับไปทำงานในห้อง เดซี่กลับบ้านดูแลแม่ เพกาอยู่ทำงานคนเดียว เธอแปลกใจที่คืนนี้รู้สึกหนาวผิดปกติ พลันเหมือนมีเงาคนเคลื่อนผ่าน เธอลองเรียกแฮรี่ ก็เงียบไม่มีเสียงตอบ แต่ได้ยินเสียงบางอย่าง

“เอาแล้วไง เสียงมาจากกี่เพ้าที่ยังไม่ได้เปิด” เพกาชักหวั่นลุกไปดูมุมที่เก็บของนั้น พึมพำไม่ว่ากี่เพ้าที่เหลือจะเป็นผีหรือเป็นคน เจอดีแน่ ว่าแล้วก็คว้าไม้แถวนั้นมาถือ รวบรวมกำลังใจชะโงกหน้าไปหลังหลืบ เห็นเงาคนจึงร้องออกไป “นี่หยุดนะ...เข้ามาได้ยังไง”
เจ้าหมิงเทียนถือกล้องอยู่ในมือ มองเพกางงๆ เพกาใช้ความไวเอื้อมมือไปกดสัญญาณกันขโมยเสียงดังกึกก้อง เขาห้ามไม่ทัน แถมยังต้องปัดป้องไม้ที่เธอกระหน่ำฟาดลงมา

“เฮ้ยอย่า...ผมไม่ใช่ โอ๊ย...หยุด หยุดก่อน”

เจ้าหมิงเทียนยึดไม้กระชากออกจากมือเพกา และดึงเธอมาประชิด บอกเธอว่าตนไม่ใช่ขโมย เธอเห็นหน้าเขาใกล้ๆก็จำได้

“คุณตามฉันมาตั้งแต่กลางวัน ไอ้คนโรคจิต”

พอได้เห็นเพกาใกล้ๆ เจ้าหมิงเทียนถึงกับรำพึง “ผิวขาวกว่า สวยเฉี่ยวกว่า แววตาเป็นประกายมากกว่า อย่างนี้นี่เอง”

เพกาเห็นสีหน้าเขาเหมือนกำลังเคลิ้มก็คิดไปใหญ่ “อย่าทำอะไรฉันนะ ไอ้คนลามก”

แฮรี่กับ รปภ.วิ่งเข้ามา จะรวบตัวเจ้าหมิงเทียน แต่เขาหลบทันและล็อกตัว รปภ.กดลงบนโต๊ะ แฮรี่เห็นหน้าเจ้าหมิงเทียนก็เข่าอ่อนทรุดลง

“ขอโทษครับคุณหมิงเทียน ขอโทษครับ ยามๆ ปล่อยเขา คนรู้จักกัน ปล่อยสิ”

“ผมไม่ได้จับเขา เขาจับผม” รปภ.เสียงอู้อี้เพราะถูกกดหน้าแนบโต๊ะ

เพกาแปลกใจ ถามแฮรี่ว่ารู้จักด้วยหรือ แฮรี่รีบบอกว่านี่คือลูกชายเจ้าของกี่เพ้าทั้งหมด เธอถึงกับตะลึง...หลังจากนั้น แฮรี่หาน้ำมาวางให้อย่างพินอบพิเทา เจ้าหมิงเทียนเล่าว่าตนเดินเข้ามาทางประตูหลัง เห็นไม่ได้ล็อก เพกาพึมพำว่าเดซี่ออกไปแล้วลืมล็อกอีกแล้ว
“เดินเข้ามาเห็นของวางอยู่บนรถเข็น ก็เลยเข้าไปดู”

“ไปดูของเลย ไม่แจ้งเราก่อน ถือวิสาสะมาก” เพกาโวยวายตามนิสัย

“พ่อสั่งว่า ให้ดูด้วยตัวเองว่าของมาครบไหม ถ้ามีปัญหา เกิดมีใครยักยอก ทางคุณจะได้ไม่โทษว่าได้รับของมาไม่ครบ ตั้งใจว่าดูเสร็จจะกลับ”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ทำไมไม่เรียกหาคนก่อน ฉันก็นั่งอยู่แถวนั้น ทำไมต้องทำเหมือนพวกฆาตกรโรคจิต”

แฮรี่ถลึงตาปราม แต่เพกาก็เถียงไม่หยุด จนเขาอ่อนใจ ทำเสียงดุ “พิงก์...คุณเพกา ขอโทษท่านเดี๋ยวนี้”

แทนที่เพกาจะหยุด เธอกลับนึกได้ว่าคนที่ตามเธอทั้งวันต้องเป็นเขา ยิ่งโวยวายว่าเขาเป็นพวกโรคจิต แฮรี่หน้าซีดหันมาขอโทษเจ้าหมิงเทียนอย่างนอบน้อม แทบจะหมอบกราบ

“เอ้อ ขอโทษครับ คือคุณเพกาคนนี้เนี่ยปากเป็นพิษมานานแล้ว...ยัยพิงก์ หล่อนเคยเห็นฆาตกรโรคจิต หล่อรวยขนาดนี้หรือไง” แฮรี่ลืมตัวหันมาจิกเพกา

เจ้าหมิงเทียนถือโอกาสไม่ยอมรับ แถมกวนกลับ มีเหตุผลอะไรที่ตนต้องสะกดรอยตามเธอ เพกาคิดสักครู่ ตอบหน้าตาเฉยว่า เพราะตนสวยและเซ็กซี่ ทั้งแฮรี่และเจ้าหมิงเทียนอมยิ้ม

“หลงตัวเอง” เจ้าหมิงเทียนโพล่งออกมา “ไม่เคยเจอผู้หญิงที่พูดออกมาเต็มปากเต็มคำอย่างนี้เลย...ผมตรวจทุกชุดแล้ว ถ่ายรูปลงมือถือเก็บเป็นหลักฐานตามคำสั่งพ่อแล้ว เป็นอันว่าเสร็จงาน ผมกลับล่ะ”

เจ้าหมิงเทียนเดินกลับไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพกาโมโหจี๊ดขึ้นมา ตามไปต่อว่า

“หยิ่งยโส เย็นชา โอหังสุดๆ นี่นะอย่าถือว่า...อุ๊บ... แฮรี่ ปล่อย ปล่อย”

แฮรี่ตามมาปิดปากเพกาแล้วลากตัวกลับมา เธอดิ้นและด่าอู้อี้ๆไม่ยอมหยุด...

เจ้าหมิงเทียนกลับออกมาจากสถาบันอาภรณ์ สีหน้าอมยิ้ม คิดถึงใบหน้าเพกาและท่าทางโวยวายของเธอ อ่ีคนขับรถแปลกใจถามว่า เขายิ้มอะไรและจะกลับโรงแรมเลยหรือเปล่า เขาถึงกับสะดุ้ง พยักหน้าว่ากลับโรงแรม

“ไม่ค่อยเห็นคุณชายรองยิ้มบ่อยนัก ยิ้มบ่อยๆ สิครับ ลักยิ้มมัดใจสาวดีออก”

“พูดมาก” เจ้าหมิงเทียนทำหน้าขรึมตามเดิม อี่รีบขึ้นประจำที่คนขับรถ...

ด้านแฮรี่พยายามอธิบายให้เพกาเข้าใจ “ตระกูลนี้รักกี่เพ้าจริงๆ มีห้องพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวอยู่ในคฤหาสน์ ของพวกนี้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากฮ่องกง เขาก็ต้องหวงเป็นธรรมดา”

เพกาไม่วายบ่นว่าเจ้าหมิงเทียนไม่ให้เกียรติ ทำเหมือนพวกเราไปโกงของเขา แฮรี่อ่อนใจ ในเมื่อของหวงและเคยมีคนยืมไปแสดงแล้วยักยอกของเขา เขาก็ต้องระแวง...กว่าตนจะอ้อนวอนขอให้เขาส่งของมาแสดง ต้องบินไปเจรจาไม่รู้กี่เที่ยว

“ถึงยังงั้นก็เถอะ เขาไม่สิทธิ์มาสะกดรอยตามพิงก์นะหัวหน้า”

“คิดไปเองรึเปล่า เศรษฐีระดับนั้นเจอคนสวยเซ็กซี่มาเยอะแยะ เธอคิดว่าหุ่นแบนๆ หน้าพื้นๆอย่างนี้ ...แหมไม่อยากจะพูด คิดจริงๆหรือนี่ ช่างกล้านะหล่อน”

แฮรี่จิกด่าอย่างโอเว่อร์...เพกาถึงกับเหวอไป

ooooooo

วันต่อมา เจ้าหมิงเทียนแวะเยี่ยมลูกค้าในเมืองไทยที่สั่งซื้อยาจากบริษัทตน...ด้านเพกายังแกะกล่องชุดกี่เพ้าที่เหลือและจดบันทึกอย่างรีบด่วน จนใกล้ค่ำ เพกาเห็นว่าเหลืออีกกล่องเดียวจึงให้เดซี่กลับบ้านไปดูแลแม่ เดซี่ห่วงเพกาจะไม่ได้นอน แถมพรุ่งนี้ยังต้องรับหน้าที่วิทยากรอีก

“คงได้นอนสักสามสี่ชั่วโมง ยังไงก็ต้องสวยหน่อยล่ะ ฮึ...ยังโกรธไม่หาย”

“เจ้าพ่อฮ่องกงสุดหล่อคนนั้นน่ะเหรอ กอดกันใกล้ชิดเลยนี่ ตื่นเต้นไหมอ่ะ”

“ยัยเดซี่นี่ กอดบ้าอะไรยะ เฮ้อ...หล่อก็จริงแต่หน้าเย็นชืดขนาดนั้น ใครอยู่ใกล้ก็เป็นน้ำแข็งพอดี ไปไป๊ ไปได้แล้ว”

พอเดซี่กลับไป เพกาก็ยกกล่องใบสุดท้ายมาเปิด ปรากฏว่ามันเปิดยาก จนต้องออกแรงอย่างมากกว่าจะเปิดได้ เพกาอ่านรายละเอียดว่าชิ้นที่สามสิบเป็นกี่เพ้าของเจียงชิง ภรรยาประธานาธิบดีเหมาเจ๋อตุง ช่วงที่ยกชุดออกจากกล่อง มีห่อผ้าสีเขียวเข้มตกลงมา เธอตกใจรีบเก็บห่อผ้ามาหาโต๊ะว่างแกะออกดู ระหว่างนั้นก็ได้กลิ่นดอกไม้หอม พอเห็นว่าเป็นชุดกี่เพ้าสีแดงเลือดนก ปักลายดอกโบตั๋นสีชมพูก็ตะลึง

“เอ๊ะ มันครบแล้วนี่นา สามสิบชุด แล้วชุดนี้มาได้ยังไง...โอพระเจ้า มหัศจรรย์มาก สวยอะไรอย่างนี้ สวยจริงๆ” เพการีบกดมือถือไปหาแฮรี่แต่ต้องหงุดหงิด “ปิดมือถือทำไมเนี่ย”

เพกาตัดสินใจฝากข้อความแทน ว่าเรื่องด่วน มีกี่เพ้าที่สวยมาก ไม่ใช่ของโบราณ ดูแล้วเพิ่งทำขึ้นมาไม่เกินสิบปี ชุดนี้งามระดับมาสเตอร์พีซของทศวรรษก็ว่าได้ จะให้ทำอย่างไร... เพกาวางมือถือหันมาพิจารณาชุดกี่เพ้า กำลังจะเอื้อมมือไปสัมผัส เกิดเสียงหมาหอน เธอสะดุ้ง

“อุ๊ยหมาบ้า มาหอนอะไรตอนนี้นะ หนาวด้วยแฮะ”

บรรยากาศเริ่มเงียบและเย็นสะท้าน เพกาลูบกี่เพ้าเบาๆ เกิดหลงใหลไปกับทุกเส้นไหม

“กี่เพ้าชิ้นนี้ทำขึ้นใหม่โดยช่างฝีมือหาตัวจับยาก คนใส่ต้องเป็นคนสำคัญหรือมีเงิน และต้องใช้ในวันสำคัญ ยิ่งสีแดงแบบนี้...หรือว่า...เป็นงานแต่งงาน หญิงสาวที่ใส่กี่เพ้าสวยแบบนี้ได้ก็ต้องสวยไม่แพ้กัน เอ๊ะ!มีรอยตรงนี้ ตรงหน้าอกพอดี รอยอะไรขาดเป็นรูเลย”

ระหว่างที่เพกาสงสัยรอยขาด ก็เกิดหมอกจางๆ ลอยมาปะทะหน้า เกิดนิมิตภาพหญิงสาวยืนร้องไห้หน้ากระจก มีฆาตกรเข้ามาแทง หญิงสาวดิ้นพราด ภาพขาดหายเป็นช่วงๆ เพกาสะดุ้งตาโพลงเหมือนโดนสะกดจิต เธอหยิบกี่เพ้าขึ้นมา พึมพำ

“ผู้หญิงทุกคน ใครได้เห็นของสวยแบบนี้ ต้องพ่ายแพ้ต่อเวทมนตร์ที่ฝังอยู่ในเนื้อผ้า ไม่มีใครอดใจได้หรอก” เพกาถือกี่เพ้าไปเปลี่ยน แล้วเดินออกมายืนหน้ากระจกบานใหญ่

เพกามองตัวเองในกระจกด้วยความแปลกใจที่ใส่กี่เพ้าได้พอดีเป๊ะ ชักสงสัยว่าใครส่งชุดนี้มา ต้องการอะไรกันแน่ ทันใด ภาพในกระจกก็เปลี่ยนไป จากที่เพกายืนยิ้ม กลายเป็นหน้าเศร้า

“ใครกัน ไม่ใช่ฉัน...” เพกาลองยกมือ แต่เงาในกระจกยืนนิ่งหน้าซีดลง แล้วเริ่มร้องไห้ เพกาตกใจเป็นไปไม่ได้ เธอเริ่มกลัว ถอยหลังออกห่าง

พลันภาพในกระจกมีคนสวมเสื้อกันฝนสีดำ คลุมตั้งแต่หัวลงมาตลอดตัว แถมยังสวมถุงมือ เข้ามาจิกหัวหญิงสาวหน้าหงาย คราวนี้เพการู้สึกเจ็บไปด้วย มีท่าทางเหมือนเงาในกระจก ฆาตกรเงื้อมีดเงาวับ แขนเสื้อเลื่อนลงทำให้เห็นกำไลหยกที่ข้อมือ เพกาและหญิงสาวกรีดร้องพร้อมกัน พยายามเอามือไขว่คว้าเพื่อแย่งมีด ทำให้ดันกำไลหลุดออกจากข้อมือกระเด็นไปโดนกระจกหักครึ่ง ฆาตกรรวบรวมแรงใหม่ เงื้อมีดจ้วงแทงลงมาที่อกหญิงสาวจนมิดด้าม เพการู้สึกเจ็บปวดทรมานเช่นเดียวกับหญิงสาวในกระจก ฆาตกรดึงมีดออก ทิ้งร่างหญิงสาวนอนจมกองเลือด เพกาเองก็นอนหมดสติอยู่หน้ากระจกเช่นกัน...

เช้าวันใหม่ เดซี่เข้ามาปลุกเพกา เธอทะลึ่งพรวดขึ้นมาด้วยความตกใจ เดซี่ถามทำไมมานอนตรงนี้ เพกามองตัวเองเห็นยังอยู่ในชุดกี่เพ้าก็ตกใจกลัวใครมาเห็น โดนไล่ออกแน่ จึงรีบวิ่งเข้าห้องน้ำ ปล่อยเดซี่ยืนงงงวย

ในห้องน้ำ เพกาครุ่นคิดลำดับเหตุการณ์ ทำไมฝันร้ายเหมือนจริง พลันเห็นที่มือตัวเองมีรอยแดงเหมือนกดทับกำไล ก็ยิ่งตกใจ เกิดอะไรขึ้นกับตนกันแน่

ooooooo

แฮรี่พยายามโทร.ติดต่อเจ้าหมิงเทียนเพื่อถามถึงกี่เพ้าที่เกินมาจะให้ทำอย่างไร แต่โทร.ไม่ติด วันนี้เป็นวันเปิดงาน เมื่อติดต่อไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจเอาสวมใส่หุ่นโชว์เป็นชุดพิเศษไปเลย

แขกเริ่มทยอยกันมา แฮรี่กับเดซี่ยืนต้อนรับ รถลีมูซีนเคลื่อนเข้ามาจอด ทุกคนมองเป็นตาเดียว คิดว่ามีดาราใหญ่มางานนี้ด้วย แฮรี่บอกทุกคนว่ายิ่งกว่าดาราใหญ่อีกเพราะเป็นเจ้าของกี่เพ้าทั้งหมด ว่าแล้วก็ปรี่เข้าทักทายเจ้าเหวินเยี่ย เจ้าหมิงเทียน พอถึงหญิงสาวหน้าตาดีก็ชะงัก

“นี่ลูกสาว...เจ้าหลินเพ่ย” เจ้าเหวินเยี่ยแนะนำด้วยตัวเอง

“คุณเพ่ยเพ่ย...ผมเห็นรูปคุณอยู่บ้างในนิตยสารของฮ่องกง ผมพออ่านภาษาจีนออกน่ะครับ” แฮรี่ยื่นมือทักทาย แต่เธอกลับเชิดใส่

“กรุณาเรียกฉันว่าคุณหนูเหมือนคนอื่นๆ”

แฮรี่หน้าแตกอีกครั้ง หันมาทางเจ้าเหวินเยี่ย “สถาบันอาภรณ์แห่งเอเชียต้องขอบคุณท่านจริงๆที่มอบกี่เพ้าล้ำค่าให้มาแสดงในงาน เชิญทุกท่านเข้าไปข้างในครับ”

ตรงจุดที่เจ้าเหวินเยี่ยรอตัดริบบิ้นเปิดเงิน เพกาในชุดกี่เพ้าสวยงาม เดินมาที่โพเดียมทำหน้าที่วิทยากร กำลังแนะนำตัวและพูดนำเข้างาน ทั้งเจ้าเหวินเยี่ยและเพ่ยเพ่ยตกตะลึง

“เมย์ลี...”

“นี่เธอ...”

“แค่คนหน้าเหมือนน่ะครับ ไม่มีอะไรหรอก” เจ้าหมิงเทียนกระซิบบอกพ่อและน้องเพกาชะงักเล็กน้อย ตั้งสติได้แนะนำต่อ “เอ้อ เสื้อผ้าและผ้าโบราณคืองานศิลปะ เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ผู้หญิงในสมัยโบราณนิยมบันทึกเรื่องราวชีวิตและสังคมของเธอลงบนผืนผ้า เสื้อผ้าและผืนผ้าแต่ละผืน ไม่จำเป็นต้องมีตัวหนังสือ ก็บ่งบอกอารมณ์ บ่งบอกยุคสมัย บ่งบอกภูมิลำเนาของผู้สร้างได้เป็นอย่างดี...”

ระหว่างที่เพกาเกริ่นนำ เจ้าเหวินเยี่ยและเพ่ยเพ่ย

มองตาไม่กะพริบ จนถึงเวลาตัดริบบิ้น นักข่าวถ่ายรูปกันพรึ่บพรั่บ แฮรี่เชิญทุกคนเข้าชมกี่เพ้า เพกาเดินนำกลุ่มเพื่อบรรยายที่มาของแต่ละชุด เธอรู้สึกอึดอัดที่ถูกตระกูลเจ้าจับตามองขนาดนั้น

จนมาถึงอีกห้อง มีผ้าคลุมตู้กระจก แสดงว่าเป็นชุดพิเศษ เจ้าเหวินเยี่ยเริ่มแปลกใจ เพราะครบสามสิบชุดแล้ว ยังจะมีอีกได้อย่างไร จึงตั้งใจฟังเพกาบรรยาย

“มาถึงกี่เพ้าชุดสุดท้าย ชุดนี้เราถือเป็นชุดไฮไลต์ ของงานเลยก็ว่าได้ หลังการกวาดล้างของกองทัพแดง ช่างฝีมือถูกฆ่าตาย ถูกไล่ล่า ภูมิปัญญาการตัดเย็บกี่เพ้าแทบล่มสลายไปจากโลก แต่ในวันนี้คุณจะได้เห็นกี่เพ้าที่หลุดรอดมาจากศิลปินที่ไม่ยอมแพ้ สิ่งที่ท่านจะได้เห็นในตู้นี้คือ กี่เพ้าที่สวยที่สุดในทศวรรษ คือสัญลักษณ์แห่งการไม่ยอมจำนน ไม่ยอมแพ้...ขอเชิญคุณเจ้าเหวินเยี่ยกดปุ่มได้เลยค่ะ”

แฮรี่ชี้ไปที่ปุ่ม เจ้าเหวินเยี่ยยังงงๆ ผู้คนปรบมือเกรียวกราว จึงจำต้องกดปุ่ม เพกากล่าวต่อ...ว่านี่คือความภูมิใจแห่งเอเชีย กี่เพ้าชุดโบตั๋นสีชมพู...ตระกูลเจ้าทั้งสามยืนตะลึงด้วยความตกใจ เพ่ยเพ่ยพรวดเข้าไปชี้ ละล่ำละลักว่า มันมาได้อย่างไร เจ้าหมิงเทียนงุนงง

“นี่แก...แก แกส่งมันมาหรือ...” เจ้าเหวินเยี่ยหันมาชี้หน้าลูกชายมือไม้สั่น

“ไม่ใช่ครับ”

“แกส่งชุดนี้มาที่นี่ เพื่อหักหน้า เพื่อท้าทายฉัน” เจ้าเหวินเยี่ยตบหน้าเจ้าหมิงเทียนเพียะ

ทุกคนตกใจ เจ้าเหวินเยี่ยหันมาโวยแฮรี่ ตนส่งมาให้สามสิบชุด แล้วชุดนี้มาได้อย่างไร ตนขอยกเลิกสัญญาทั้งหมด หลังงานคืนนี้ให้ส่งคืนทุกชุดภายในสามวัน เพกาโพล่งขึ้น

“สามวัน...ไม่ได้นะคะ พวกเราออกข่าวไปแล้วว่าจะมีการจัดแสดงตลอดทั้งเดือน ถ้าเราแสดงไม่ครบ เราโดนสปอนเซอร์ปรับเงินเป็นล้านเลยนะคะ”

“แต่กี่เพ้าทั้งหมดนี่มันเป็นของผม ผมมีสิทธิ์ ในสัญญาระบุว่าเป็นอำนาจผมที่จะยกเลิกงานเมื่อไหร่ก็ได้ ผมบอกว่าขอคืนก็ต้องส่งคืน ถ้าไม่ ผมจะเอาเรื่องพวกคุณทางกฎหมาย”

แฮรี่ล้มทั้งยืน เดซี่ประคองไว้ทัน เพกาโวยวายแต่เจ้าเหวินเยี่ยไม่สน เดินออกจากงานไป

ooooooo

คืนนั้น แฮรี่พยายามขอติดต่อเจรจากับเจ้า เหวินเยี่ย เพราะรู้ว่าจะขึ้นเครื่องกลับฮ่องกงพร้อมเพ่ยเพ่ย เพกาแปลกใจทำไมเจ้าหมิงเทียนไม่กลับไปด้วย แฮรี่บอกว่าเขาอยู่พบลูกค้า แต่ก็ไม่ยอมรับสายตน เพกาไม่พอใจที่ทางนั้นส่งกี่เพ้าเกินมาเอง ทางเราก็เอาขึ้นแสดง ทำไมถึงโกรธ

“แต่ท่าทางเขาตกใจกันมากนะ ทั้งสามคนน่ะ หรือว่ามันเกิดความผิดพลาดตอนจัดส่ง คนหยิบผิดมาให้เรารึเปล่า” เดซี่สันนิษฐาน

“ก็แล้วไง ตัวเองชอบกี่เพ้าอยู่แล้ว กี่เพ้าสวยขนาดนั้น แค่จัดแสดงขึ้นไป ต้องถึงกับตบหน้าลูกชายด้วยหรือ”

“กี่เพ้านี้คงเป็นของสำคัญของครอบครัว ไม่ใช่ของสะสม ดูจากอาการคุณเยี่ยที่ด่าลูกน่ะ”

เพกาฉุกคิดถึงนิมิตรเมื่อคืน ตอนหญิงสาวถูกแทง แค่คิดตนก็รู้สึกเจ็บอก จู่ๆ แฮรี่ก็ร้องไห้โฮขึ้นมา คร่ำครวญเหมือนคนสติแตก

“ฮือ...ฉันต้องโดนปลด โดนไล่ออก สถาบันต้องผลักหนี้สินมาให้ฉัน ฉันต้องล้มละลาย ต้องตกงาน อกหัก พ่อแม่ไม่ให้อภัย ต้องเป็นเกย์แก่ๆนอนตายอย่างโดดเดี่ยวข้างถนน ฮือๆๆๆ”

“โฮ้ย...เยอะจัง เอ้าๆ” เพกาส่งทิชชูให้

แฮรี่สั่งน้ำมูกออกมาแล้วร้องไห้โฮอีก หาว่าน้ำมูกเขียว ตนต้องเป็นมะเร็งโพรงจมูกแน่ๆ

“โหย หัวหน้า...แฮรี่ที่รัก หยุดก่อน หยุด เอางี้ เดี๋ยวฉันไปเอง ฉันจะไปเจรจากับคุณหมิงเทียนให้ เขาพักอยู่โรงแรมอะไร บอกมาสิ”

แฮรี่ชะงักเงยหน้าขึ้นมายิ้มทันที ไม่รู้สึกละอายสักนิดว่าลูกน้องต้องทำหน้าที่แทนตัวเอง

ในขณะที่เจ้าเหวินเยี่ยกับเพ่ยเพ่ยกำลังจะออกจากโรงแรม เจ้าหมิงเทียนคอยส่ง เพ่ยเพ่ยอ้อนเจ้าเหวินเยี่ยให้เลิกโกรธพี่ชายรอง ไม่มีใครอยากเห็นกี่เพ้านั้นอีก เขาจะทำเพื่อท้าทายทำไม

“กี่เพ้าชุดนั้น ที่ถูกมันต้องอยู่ในสุสาน จะมีใครบ้าเก็บมันเอาไว้ ถ้าไม่ใช่...”

“ลูกเลวๆอย่างผม พ่อจะบอกอย่างนี้ใช่ไหม”

“ตั้งแต่เด็ก แกเป็นอย่างนั้นมาตลอด เกเร ทำแต่เรื่องแผลงๆ”

“ไม่เหมือนพี่ใหญ่ที่ทำแต่เรื่องดีๆเสียใจด้วยนะ พ่อเหลือผมแค่คนเดียว คงต้องทนผมไปอีกนาน”

เจ้าเหวินเยี่ยโกรธจนตัวสั่น ชี้หน้าลูกชาย อี่เข้ามาเตือนสติเจ้าหมิงเทียน ถ้าไม่ได้ทำก็บอกท่านไป เขาจึงอ่อนลงบอกพ่อว่าตนไม่ได้ทำ ตนเก็บชุดนั้นไว้จริง แต่ไม่รู้ว่ามันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร กลับไปตนจะสืบให้ได้ว่าใครส่งมาและต้องการอะไร เจ้าเหวินเยี่ยเย็นลง พยักหน้ารับ เพ่ยเพ่ยเข้ามากอดเจ้าหมิงเทียนกระซิบว่า เจอกันที่บ้าน เขาพยักหน้ามองเธอวิ่งไปขึ้นรถ

ooooooo

ไม่นาน เพกามาถึงโรงแรม ติดต่อพนักงานขอขึ้นไปพบเจ้าหมิงเทียน พนักงานตอบว่าท่านห้ามรบกวนหลังสี่ทุ่ม เพกาหงุดหงิดโทร.เข้ามือถือเขาก็ปิด จึงขอให้ช่วยต่อโทรศัพท์ขึ้นไปให้ตนได้คุย พนักงานจะตามอี่ให้แทน เพกาค้านว่าเรื่องส่วนตัวแล้วทำท่าเซ็กซี่นิดๆ
“นี่จะบอกอะไรให้นะคะ สำหรับคุณหมิงเทียน ฉันน่ะเป็นคนพิเศษ ถ้าคุณไม่ให้ฉันพบท่าน คุณอาจจะโดนตำหนิได้”

เผอิญเจ้าหมิงเทียนเดินมายืนข้างหลัง ได้ยินทุกคำพูดของเพกา แถมเธอยังบอกอีกว่าผู้หญิงที่มาหาผู้ชายตอนเที่ยงคืน สวย เซ็กซี่อย่างตน ต้องให้อธิบายไหมว่าเราเป็นอะไรกัน

“เป็นแฟนหรือไม่ก็ผู้หญิงอย่างว่า คุณเป็นอย่างไหมล่ะ” เจ้าหมิงเทียนยิ้มเยาะอยู่ข้างหลัง

เพกาสะดุ้งหันไป เธอรีบถามว่าจำตนได้ใช่ไหม เขาแกล้งกวนว่าคุ้นๆแต่จำไม่ได้ พนักงานจึงถามจะให้เรียก รปภ.มาเอาตัวผู้หญิงอย่างว่าไปไหม เพกาตกใจรีบแก้ตัวว่าตนไม่ใช่

“เอ๊า ก็เมื่อกี้พูดเอง ผู้หญิงมาหาผู้ชายตอนเที่ยงคืน ถ้าไม่รู้จักกันดี ก็เป็นผู้หญิงอย่างว่า”

เพกาปฏิเสธพัลวัน เจ้าหมิงเทียนหัวเราะก่อนจะเก๊กท่าบอกให้เธอตามมา เพกาดีใจ ก่อนไปไม่ลืมหันมาย้ำกับพนักงานว่าตนไม่ใช่ผู้หญิงอย่างว่า

เพกาวิ่งตามเจ้าหมิงเทียนมา เห็นเขาจะขึ้นลิฟต์จึงถามเขาว่าไม่คุยที่คอฟฟ่ีช็อปหรือ เขาตอบหน้าตาเฉยว่าไม่อยากเจอคน เจอนักข่าว เธอจะไม่ขึ้นไปก็ได้เขาโบกมือลา เพกาตกใจรีบวิ่งตามเข้าลิฟต์แทบไม่ทัน...พอเข้ามาในห้องพักของเขา เพกามองทั่วห้องอย่างหวาดๆ เจ้าหมิงเทียนถอดสูท ปลดไทค์ออก หันมาเสียบปลั๊กชาร์จโทรศัพท์ พร้อมกับบอกเธอว่า

“เชิญนั่ง เครื่องดื่มอยู่ในตู้เย็น ผมขอน้ำเปล่าแก้วนึง”

เพกางงที่มาใช้ตน แต่ก็ไปจัดการยกแก้วน้ำมาวางให้ เจ้าหมิงเทียนเอ่ยขึ้น ตนไม่รับโทรศัพท์น่าจะเข้าใจ เพการีบอธิบายว่าเรื่องนี้ทางสถาบันเดือดร้อนมาก มีนักวิชาการหลายประเทศจองตั๋วมาชม ถ้าไม่ได้แสดงต่อ ชื่อเสียงคงไม่เหลือ

“เจ้านายคุณบอกหรือเปล่าว่ากี่เพ้าทุกชุดเป็นของพ่อ ไม่ใช่ของผม”

“บอกค่ะ แต่ท่าน...ดูเป็นคนอ่อนโยน มีเมตตา จิตใจดี”

“หือ...” เจ้าหมิงเทียนมองหน้าเพกาทำนองว่าจริงหรือ

เพกายิ้มแหยๆ ทนโกหกต่อไม่ไหว จึงยอมรับ

ว่าติดต่อเจ้าเหวินเยี่ยไม่ได้ เจ้าหมิงเทียนนึกสนุก รับปากจะติดต่อพ่อให้แต่มีข้อแลกเปลี่ยน เขาขยับมาใกล้ๆ ในใจลึกๆอยากหยอกตามนิสัยเดิมที่มักจะทำกับเมย์ลี เพกาเห็นสีหน้าเขาก็ตกใจกระถดตัวลงกองกับพ้ืน เขายื่นหน้ามาใกล้

“ผู้หญิงมาหาผู้ชายที่โรงแรมคนเดียวตอนเที่ยงคืน เขามาทำอะไรกันล่ะ”

“คะ...คุณ อย่านะ คุณมีหลักมีฐาน มีหน้ามีตา คุณไม่จำเป็น...”

เจ้าหมิงเทียนขำอาการหวาดกลัวของเพกา จึงหัวเราะออกมา “ที่แท้ก็กลัว เป็นผู้หญิงอย่าทำบ้าบิ่นนัก ถ้าไม่ใช่ผม คุณแย่แน่”

พอเห็นว่าเจ้าหมิงเทียนไม่คิดทำอะไร เพกาก็รีบลุกขึ้นยืนห่างๆ ขอโทษเขาอีกครั้ง เขาบอกให้เธอกลับไป พรุ่งนี้จะโทร.หาพ่อให้ เธอตามอารมณ์เขาแทบไม่ทัน รีบตอบรับ แล้ววิ่งออกไปจากห้อง...เจ้าหมิงเทียนอมยิ้ม รู้สึกมีความสุขเล็กๆที่ได้ใกล้ชิดเธอ

ooooooo

วันต่อมา มีกลุ่มนักศึกษายืนรอหน้าสถาบัน เพการ้อนใจ มองมือถือจดๆจ้องๆจะโทร.ดีหรือไม่ดี ตัดสินใจกดไปหาเจ้าหมิงเทียน เขาเสียงขุ่นถามว่าเช้าไปไหม

“เอ้อ คือ ขอโทษค่ะ พอดีมีคนมารอเข้าชม ถ้าไม่เป็นการรบกวนคุณจนเกินไป คือถ้าได้เปิดแสดงวันนี้เลย ทางสถาบันจะขอบคุณมากเลยค่ะ”

“ผมก็มีธุระของผมเหมือนกันนะ”

“ให้ดิฉันคุยกับคุณเยี่ยเองก็ได้นะคะ แค่ให้คุณเป็นคนต่อสายให้ เพราะถ้าเป็นทางเราโทร. เอ้อ...รู้สึกท่านจะไม่รับสายน่ะค่ะ”

“เอายังงี้แล้วกัน คุณมาเจอผมที่สวนสาธารณะ พอดีผมกำลังจะไปที่นั่น”

เพการับคำ รีบไปสถานที่นั้นทันที...มาถึง เพกาเดินหา ขึ้นสะพานมา เจ้าหมิงเทียนกำลังยืนมองบนสะพาน จุดที่เมย์ลีเคยยืน แล้วเพกาก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับพูดว่า

“โห...สวยจัง”

เจ้าหมิงเทียนตะลึง เพราะเหมือนกับที่เมย์ลีเคยยืนพูดตรงนั้น เธอเร่งเขาถ่ายรูปให้ และตรงนี้เป็นที่ ที่เขากับเธอสารภาพรักกัน...เจ้าหมิงเทียนให้เมย์ลีบอกว่ารักตนขณะที่ถ่ายวีดิโอ เพกาหันมาเห็นเขาจ้องมองจึงเรียกเขา เจ้าหมิงเทียนยังพึมพำ

“บอกสิว่ารักฉัน ช่วยบอกอีกครั้ง เพราะฉันไม่อยากลืม” น้ำตาเขาคลอขึ้นมา

“คุณหมิงเทียนเป็นอะไรไปคะ”

เจ้าหมิงเทียนได้ยินเสียงเมย์ลีบอกว่ารักตน น้ำตาเขาไหลออกมา เขารีบหันหลังให้เพกาแล้วไล่เธอไปรอที่ร้านกาแฟ อ้างตนจะโทร.หาพ่อ แล้วจะไปบอกที่ร้าน เพกาเดินไปอย่างงงๆ

พักใหญ่ เจ้าหมิงเทียนก็มาที่ร้านกาแฟ “ผมโทร.คุยกับพ่อแล้ว ท่านใจเย็นลง ท่านตกลงให้คุณจัดแสดง ต่อ แต่มีข้อแม้...กี่เพ้าโบตั๋น จัดใส่กล่อง ผมจะไปรับคืนด้วยตัวเองอีกสามวันข้างหน้า คุณห้ามแสดงชุดดอก โบตั๋นเด็ดขาด”

เพกาดีใจ รับปากทุกอย่าง ยกมือไหว้ขอบคุณแล้วรีบโทร.บอกแฮรี่ทันที...เจ้าหมิงเทียนเดินมาที่รถ เพกาตามมาขอบคุณและบอกลาอีกครั้ง แต่แล้วก็อดไม่ได้ด้วยความอยากรู้

“เอ้อ คุณโอเคหรือเปล่า เอ้อ...ผู้ชายคนหนึ่งจะร้องไห้สักกี่ครั้งในชีวิตคะ”

“เราเป็นแค่คนผ่านมาแล้วพบกัน คุณได้สิ่งที่คุณต้องการแล้ว กลับไปเถอะ”

“มันอะไรกันหนักหนา พวกคุณมองฉันเหมือน... มองฉันทำไม สะกดรอยตามฉันทำไม”

“ถ้าต้องการคำขอโทษ...ผมขอโทษ” เจ้าหมิงเทียนเดินเลี่ยงไปจะขึ้นรถ

เพกาไม่พอใจ ตามมาโวยวายข้างรถ “ทำไมคะ ฉันแค่อยากรู้ ทำไมถึงบอกฉันไม่ได้ ใช่สิสำหรับเศรษฐีอย่างคุณ คนต้อยต่ำอย่างฉันคุณไม่อยากแม้แต่จะจำชื่อด้วยซ้ำ คุณจะมาเสียเวลากับฉันทำไมนักหนา โอเค ในเมื่อเราแค่คนผ่านมาแล้วผ่านไป ถ้ายังงั้นก็ สวัสดีค่ะ”

เจ้าหมิงเทียนเปลี่ยนใจ หันมาดึงเพกาให้ขึ้นรถถ้าอยากรู้ เขากดวีดิโอในรถเปิดให้เธอดูภาพของเมย์ลี หญิงสาวที่หน้าตาคล้ายกับเธอเป็นอย่างมาก เพกาถึงกับตะลึง

“มีคนหน้าเหมือนกันมากขนาดนี้เลยหรือ”

“หน้าตา ส่วนสูง รูปร่าง ผมเองก็ไม่อยากจะเชื่อ”

“เธอคือ...”

“เธอชื่อเมย์ลี น้องสาวของผม”

เพกาส่วยหน้า “ไม่ใช่ สายตาเวลาคุณมองฉัน ไม่ใช่สายตาของพี่ชาย”

“เขาเป็นน้องสาวบุญธรรม เป็นคนไทย ชื่อสุคนธา พ่อแม่แท้ๆตาย พ่อเลยรับเขามาเลี้ยงตั้งแต่เล็กๆ”

“แล้วที่สะพานนั่น เธอกับคุณ...” เพกากำลังถามก็ปรากฏภาพในวีดิโอ เมย์ลีอยู่บนสะพานพอดี และได้ยินเสียงเจ้าหมิงเทียนให้เธอบอกรัก

กลับมาเพกาเห็นสถาบันอาภรณ์ได้เปิดตามปกติ ท่าทางแฮรี่มีความสุขมาก จึงถามยิ้มๆว่า วันนี้สีชมพูหรือยัง เขาตอบว่า สีชมพูสุดๆไปเลย เดซี่เปรยๆหัวหน้าอะไร มีปัญญาแค่ร้องไห้คร่ำครวญ ส่วนนี่ก็บ้าพอกัน เป็นลูกน้อง แต่ทำงานอย่างกับรัฐมนตรี สองคนหันมาถลึงตาใส่...เดซี่ยังข้องใจ ทำไมเจ้าหมิงเทียนถึงยอมง่ายๆ หรือว่าเขาตามจีบเพกา แฮรี่อุทาน ซินเดอเรลล่า... ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นกับคนแบนๆ พื้นๆ อย่างนี้ เพกาค้อนขวับ

“ฮึ่ย ไม่รู้อะไรอย่าพูดดีกว่า คนเราน่ะรู้หน้าไม่รู้ใจ ฉันนะเกือบโดนเชือดแล้ว ยังมาพูดเล่นกันอยู่ได้” เพกาคิดแล้วสยอง เดินเลี่ยงไป ปล่อยสองคนยืนงงว่าพูดเรื่องอะไร

ooooooo

วันต่อมาเป็นวันหยุด เพกาทำกับข้าวหอมฉุยอยู่ในครัว พร้อมกลับจากทำงาน ได้กลิ่นก็ร้องทัก “โอ๊ย...หอมจังลูก หิวเลยนะเนี่ย”

พร้อมเป็นดีไซเนอร์เจ้าของห้องเสื้อแบรนด์ดังในเมืองไทย แต่งตัวเก๋ สวยเก่ง ทำให้รู้ว่าเพกาได้ความสวยเก่งมาจากใคร วันนี้แทนไทอาแท้ๆของเธอกับภรรยามาทานข้าวที่บ้าน ภุมรีอาสะใภ้ชอบสะสมผ้าโบราณ จึงชวนพร้อมไปชมกี่เพ้าในวันพรุ่งนี้เพราะแทนไทไม่ว่าง

“เพราะพรุ่งนี้อาแทนไทไม่มา พิงก์เลยต้องเชิญมาวันนี้”

“มีอะไรหรือลูก”

“หนูเป็นหลานแท้ๆของคุณอา ตั้งแต่เล็กหนูไม่เคยขอใช้บริการจากความสามารถพิเศษของคุณอาเลย สารภาพตามตรงว่า กราบขอโทษนะคะ พิงก์ไม่ค่อยเชื่อ คนเราจะมีซิกซ์เซ้นส์ได้ยังไง ดูไม่มีเหตุผลเลย”

“ขอบใจที่พูดตรงๆ อาถือเป็นความจริงใจอย่างหนึ่ง ไม่โกรธกันจ้ะ”

ภุมรีหันมาถามว่ามีเรื่องหรือ เพกาตอบว่า เจอแบบที่อาเคยเจอ ผีสิงในผ้าโบราณ ตั้งแต่เรียนมาไม่เคยเจอ พร้อมแปลกใจที่ลูกไม่เล่า เพกาบอกว่าตั้งใจจะเล่าให้ฟังพร้อมๆกัน

เมื่อเพกาเล่าเหตุการณ์ที่ประสบ ยืนยันว่าไม่มีอาการประสาทหลอน ภุมรีสบตาสามี

“วิญญาณที่ปรากฏตัวให้คนเห็น ไม่มีหรอกนะที่มาหลอกเล่นๆ ส่วนใหญ่มีเหตุผล มาเพราะห่วง มาเพราะแค้น กับบางส่วน มาเพราะขอ” แทนไทอธิบาย

เพกาแปลกใจว่าจะมาขออะไร แทนไทตอบว่า ขอส่วนบุญหรือไม่ก็ขอความช่วยเหลือ

“พิงก์มีความเชื่อมโยงบางอย่างกับเมย์ลี มันบอกไม่ถูก บางครั้งเหมือนพิงก์จะรู้ว่าเธอคิดอะไร”

“ทำไมล่ะลูก ลูกถูกเขาหลอกบ่อยหรือ”

“ไม่ค่ะ เขามาแค่ครั้งเดียว แต่เพียงเวลาสั้นๆ หัวใจของเราสองคนเหมือนเชื่อมโยงกัน พิงก์รู้สึกสงสารเขาไม่รู้ทำไม”

พร้อมกลัวว่าจะเหมือนที่ภุมรีเคยเล่า ว่าเจ้าสีเกดเข้าสิงไหมพิมเพื่อให้ช่วยแก้แค้น...แทนไทให้เพกาส่งมือมา เขาจับมือหลานหลับตาใช้ซิกซ์เซ้นส์ของตัวเอง

“คงเป็นอย่างที่พิงก์บอก ผมไม่เห็นแววประสงค์ร้าย แต่ว่า...”

“โอ๊ย...ทำไมต้องมีแต่ ชักสีชมพูไม่ออกแล้วสิ”

ผู้ใหญ่ทั้งสามขำ แทนไทบอกว่าอาไม่ได้รู้ทุกอย่าง รู้แค่ว่า ชีวิตเพกาช่วงนี้กำลังมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ทั้งดีที่สุดและแย่ที่สุด พร้อมกุมอกใจหายวาบ แทนไทจึงเตือน

“คุณพร้อม คนเป็นพ่อเป็นแม่ ให้ชีวิตให้ความรัก แต่ไม่ใช่เจ้าของชีวิต เจ้าของชีวิตที่แท้จริงคือกรรมเวรที่เขาสร้างมา น้องต้องตั้งสติให้มั่นคงเข้าไว้ เข้าใจใช่ไหม”

พร้อมพยักหน้า เพกายิ้มแหยๆ แทนไทบอกพร้อมเอาสร้อยที่ตนเคยให้ไว้ มาให้เพกาสวมติดตัว เป็นจี้รูปสิงโตจีน ทำด้วยหยกสีเขียวเข้ม และอธิบายความหมาย

“ซือ ในภาษาจีนหรือที่คนไทยเรียกว่าสิงห์เป็นสัตว์มงคล ให้คุณทางด้านแคล้วคลาด คนจีนเชื่อว่า สิงห์สีเขียวเป็นพาหนะของพระโพธิสัตว์ในพุทธมหายาน จึงมีอำนาจขจัดภูตผีปีศาจได้อย่างดีเยี่ยม”

พร้อมกำชับเพกาใส่ติดตัวเพื่อตนจะได้สบายใจ เพกาหาว่าแม่กับอาๆทำให้ตนเริ่มกลัว

“ไม่มีอะไรน่ากลัวสำหรับคนจิตใจดี หนูเป็นนักต่อสู้ เป็นคนรักความถูกต้องโดยนิสัย ความดีของหนูจะปกป้องและทำให้หนูรอดปลอดภัย นี่คือคำยืนยันจากอาแท้ๆของหนู”

เพกาสวมสร้อยแล้วหันไปกราบพระพุทธรูป ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องคุ้มครองให้ตนผ่านจุดเปลี่ยนของชีวิตครั้งนี้ไปได้...

วันรุ่งขึ้น ก่อนที่เพกาจะบรรจุกี่เพ้าลายดอกโบตั๋นลงกล่อง เธอได้ลองสวมมันอีกครั้ง ยืนหน้ากระจก ขอให้เมย์ลีมาบอกว่าต้องการให้ช่วยอะไร ทันใด เกิดลมพัดวูบเข้ามา เสียงตุ๊กแกร้อง เพกาสะดุ้งเฮือก แต่ก็ไม่ปรากฏการเปลี่ยนแปลงอะไรในกระจก

ถึงวันที่เจ้าหมิงเทียนมารับของ เพกาฝากแฮรี่ส่งมอบเพราะตนไม่อยากเจอเขาอีก แต่แล้วก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้ เดซี่วิ่งมาบอกว่า เด็กฝึกงานทำกี่เพ้าชุดหนึ่งขาด แฮรี่ถึงกับเข่าอ่อน เพกาแปลกใจเพราะชุดอยู่ในตู้กระจก เดซี่ยอมรับเป็นความผิดของตน ที่เมื่อวาน คนจากกระทรวงมาขอถ่ายรูปกี่เพ้ามาดามซ่งชิงหลิง เขาขอให้เอาออกจากตู้เพราะเงาสะท้อน ตนยังไม่ได้เก็บเข้าที่

“นี่คงทำแรงมากใช่ไหม ถึงขาดแบบนี้ เรียนจบมายังไง ไม่รู้วิธีจับเสื้อผ้าเก่า” เพกาตำหนิ

เด็กฝึกงานตอบว่าตนจบช่างกลมา เพกาตะลึงหันไปโวยแฮรี่ที่รับเด็กช่างกลมาทำงาน

“แหะๆ ก็ลุงเขาฝากมา ลุงเขาเป็นกิ๊กเก่า...เอาน่าเราค่อยๆแก้ปัญหานะ คุณเยี่ยยังไม่รู้ เรายังมีเวลา”

เสียงเจ้าหมิงเทียนดังขึ้น “คุณเยี่ยยังไม่รู้ แต่ลูกชายเขารู้แล้ว”

ทุกคนตกใจ แฮรี่จะเป็นลม เพกาดันไว้ ห้ามเขาทิ้งตนรับหน้าคนเดียว แฮรี่พยายามตั้งสติ แต่หน้าซีดแล้วซีดอีก แทบจะร้องไห้ออกมา

ooooooo

ตอนที่ 2

เมื่อเจ้าหมิงเทียนมารับกี่เพ้าที่ขอคืน จึงได้ยินเรื่องกี่เพ้าอีกชุดขาดเข้าพอดี เขาโมโหมาก ต่อว่าแฮรี่ทำงานแย่ เจอกี่เพ้าเกินมา แทนที่จะเก็บไว้ กลับนำขึ้นแสดงโดยไม่ขออนุญาต แล้วนี่ผ่านไปแค่สามวัน ทำกี่เพ้าขาดอีก ตนว่าสถาบันนี้ต้องทบทวนการทำงานใหม่แล้ว
“ฮือ...หมด จบกัน ฉันโดนไล่ออกแน่” แฮรี่ร้องไห้คร่ำครวญ

เพกาส่ายหน้าระอาใจ วิ่งตามเจ้าหมิงเทียนที่เดินออกไป เพื่อบอกเขาว่า ตนสามารถซ่อมได้เพราะเรียน

ด้านนี้มาโดยตรง หนักกว่านี้ก็เคยเจอมาแล้ว แต่เขาสวนกลับว่าตนไม่ใช่เจ้าของ เธอจึงขอให้เขาโทร.หาเจ้าเหวินเยี่ย ตนจะขออนุญาตเอง

พอเจ้าเหวินเยี่ยรู้เรื่องก็โกรธมาก จะเอาเรื่องถึงขั้นปิดสถาบัน แต่เจ้าหมิงเทียนแก้ตัวแทนว่าเป็นอุบัติเหตุ เพกาอึ้งไม่คิดว่าเขาจะช่วย เจ้าหมิงเทียนยื่นมือถือให้เธอเพื่อเจรจาเรื่องซ่อมแซม

“คุณเยี่ยคะ ดิฉันเพกาค่ะ ที่เป็นวิทยากรในวันงาน ฉันเรียนจบด้านนี้โดยตรง ซ่อมกี่เพ้าและผ้าโบราณเป็นงานถนัดเลยค่ะ ฉันจะซ่อมให้คุณแทบมองไม่ออกเลยว่าเคยขาดตรงไหน”

“คุณแน่ใจนะ”

“แน่ใจค่ะ ฉันรับประกัน คุณเช็กประวัติการทำงานของฉันได้เลย ขอเวลาสามเดือน แล้วจะส่งคืนให้ในสภาพไม่มีที่ติเลยค่ะ”

“ไม่ ผมจะไม่ทิ้งกี่เพ้าของผมไว้ที่สถาบันบ้าๆนั่นอีก

หลังแสดงเสร็จ คุณต้องเดินทางมาที่คฤหาสน์ตระกูลเจ้า มาซ่อมกี่เพ้าจนกว่าจะเสร็จ”

“แล้ว...แล้วงานฉันทางนี้ล่ะคะ”

“งานที่ใหญ่ที่สุดของสถาบันคุณตอนนี้คือ ซ่อมกี่เพ้าชุดนี้...ทำงานผิดพลาดขนาดนี้ ถ้าผมเอาเรื่องขึ้นมา สถาบันของคุณจะต้องถูกปิดอย่างไม่ต้องสงสัย”

เพกาหน้าซีด วางสายแล้วหันมาบอกเจ้าหมิงเทียนตามที่เจ้าเหวินเยี่ยสั่ง เขาแทบช็อก ไม่อยากเชื่อว่าจะต้องใกล้ชิดผู้หญิงคนนี้อีก ทั้งที่ตั้งใจจะอยู่ห่างๆ แต่เหมือนโชคชะตากลั่นแกล้ง

เพกาเดินเลี่ยงเข้าห้องทำงาน พึมพำว่านี่ใช่ไหมสิ่งที่เมย์ลีต้องการ ทำให้ชุดกี่เพ้าขาด เพื่อให้ตนต้องไปอยู่บ้านตระกูลเจ้าที่ฮ่องกง พลัน  มีเสียงผู้หญิงร้องไห้กระซิกๆ

ดังขึ้นตรงประตู เพกาหันขวับไปมอง ค่อยๆเดินไปชะโงก ดู เดซี่ประคอง “แฮรี่ซึ่งเป็นคนร้องไห้กระซิกๆเข้ามา ทั้งสามคนต่างตกใจกันเอง

“คุณหมิงเทียนว่ายังไงบ้าง” แฮรี่ถามทั้งน้ำตานองหน้า

“คุณหมิงเทียนไม่ว่ายังไงหรอกค่ะ แต่คุณเยี่ยให้พิงก์ไปซ่อมชุดที่บ้านตระกูลเจ้า 3 เดือน”

“3 เดือน!” ทั้งแฮรี่และเดซี่อุทานพร้อมกัน

“ยังไงก็เป็นไปไม่ได้ พิงก์ไม่ไปเด็ดขาด”

เดซี่ถามเหตุผล เพกานึกถึงคำพูดของแทนไท ที่ว่าช่วงนี้เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตตน ดีที่สุดและแย่ที่สุด แต่ไม่อยากเล่าให้ฟัง จึงอ้างว่า ไหนจะงานที่นี่ ไหนจะแม่อีก ตนไม่อยากทิ้งแม่อยู่คนเดียว เดซี่เสนอเป็นคนดูแลแม่ให้

แฮรี่หยุดร้องไห้รีบบอกให้หายห่วง “ส่วนเรื่องงานก็ไม่ต้องวอรี่”

“หัวหน้าจะจัดการให้เองเหรอคะ”

“เปล่า กว่าเธอจะไปอีกตั้งเกือบเดือน เธอยังมี เวลาเคลียร์งานให้เรียบร้อยก่อน เรื่องตั๋วเครื่องบินไม่ต้องห่วง หัวหน้าผู้น่ารักคนนี้จะจัดการให้”

เพกาปฏิเสธไม่ยอมไป คิดหาทางอื่นแล้วเสนอว่า ให้รายงานผู้อำนวยการกอง แฮรี่ทำหน้าจะร้องไห้อีก ทรุดลงคุกเข่าอ้อนวอน

“ถ้ารายงาน ฉันคงถูกไล่ออก ดีไม่ดีสถาบันอาจจะถูกปิดก็ได้ พิงก์ก็รู้นี่ว่าคุณเจ้าเหวินเยี่ยเขามีอิทธิพลมากขนาดไหน...ช่วยเดินทางไปฮ่องกง ไปทำงานนี้ให้ทีเถอะนะ แค่ 3 เดือนเอง”

เดซี่คุกเข่าลงอีกคน “ช่วยหน่อยเถอะนะจ๊ะเพื่อนรัก ถ้าฉันตกงาน ฉันจะเอาเงินที่ไหนเลี้ยงแม่ แม่ฉันก็ไม่สบายอยู่ด้วย ฉันซ่อมผ้าเก่งแบบแก ฉันจะไปเอง...แล้วแก

ไปอยู่บ้านตระกูลเจ้า บางทีแกอาจได้เจออะไรดีๆ”

“ดีไม่ดีอาจจะมีพระเอกฮ่องกงดึงเธอลงจากคานก็ได้” แฮรี่เสริมเพกาจะแย้ง แฮรี่และเดซี่อ้อนวอนพร้อมกัน

“พลีสสสส”

เพกาหนักใจ เจ้าหมิงเทียนเข้ามาขัดจังหวะ บอกเธอไม่จำเป็นต้องไป เพราะชุดนี้มีหย่งซานคนดูแลพิพิธภัณฑ์ของพ่อจัดการได้ เพกาแปลกใจ ไม่เห็นเจ้าเหวินเยี่ยพูดถึงหย่งซาน

“ตอนนี้เขาไม่สบาย นอนอยู่ที่โรงพยาบาล ถ้าคุณยอมทำตามข้อตกลงของคุณพ่อผม คุณอาจจะต้องควบตำแหน่งดูแลพิพิธภัณฑ์ไปด้วย”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ อะไรที่ทำให้คุณเจ้าเหวิน– เยี่ยพอใจ ยัยพิงก์ยินดีทำทู้กอย่าง”

เพกาค้อนแฮรี่ขวับ แต่เขาไม่สนใจ เจ้าหมิงเทียนอ้างว่าคนที่บ้านอาจไม่ยินดีก็ได้

“ทำไมคะ หรือว่าคนในตระกูลเจ้ากลัวว่าฉันจะไปรู้ความลับอะไร” เพกาจ้องหน้าท้าทาย

“ผมเตือนคุณแล้วนะ อย่าทำตามข้อตกลงของพ่อผม ไม่ยังงั้นชีวิตคุณจะไม่ได้พบความสงบสุขอีกเลย” เจ้าหมิงเทียนหน้าเครียด เดินกลับไป

“เป็นไงคะ ลูกชายเจ้าของบ้านขู่พิงก์ถึงขนาดนี้ ยังอยากให้พิงก์ไปบ้านตระกูลเจ้าอีกหรือเปล่า” เพกามองแฮรี่กับเดซี่

สองคนตอบพร้อมกันว่า...อยาก...เพกาถึงกับเหวอซึ้งน้ำใจทั้งสองคนมาก

ooooooo

วันนี้เป็นวันหยุด เพกามาอยู่เป็นเพื่อนแม่ที่ร้านเสื้อซึ่งตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า เธอนั่งครุ่นคิดเรื่องที่ต้องเดินทางไปฮ่องกง พร้อมเห็นลูกสาวแล้วสงสาร จึงกระเซ้า คิดเรื่องเดิมๆมาเป็นเดือนแล้วนะ คิดไม่ออกก็ไม่ต้องคิด ปิดร้านแล้วไปหาของอร่อยกินกันดีกว่า

“เฮ้อ นิทรรศการกำลังจะจบแล้ว แม่อยากให้พิงก์ไปฮ่องกงไหมคะ”

“แม่เคารพความคิดของลูกเสมอ ลูกก็รู้ เรื่องที่อาแทนไทบอก แม่ทำใจได้แล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูก แม่จะยอมรับให้ได้”

เพกาโผกอดแม่ ขอบคุณที่เชื่อมั่นในตนเสมอมา พร้อมเตือนให้ค่อยๆคิด แล้วมาบอก แม่ตามใจทุกอย่าง...

คืนนั้น เพกาฝันเห็นเมย์ลีมายืนร้องไห้ข้างเตียง ใจเพการับรู้สิ่งที่เมย์ลีสื่อถึง เธอต้องการให้ช่วย แต่ไม่บอกว่าช่วยอย่างไร แล้วเธอก็เลือนหายไป เพกาสะดุ้งตื่น รู้สึกเหนื่อยและกลัว

“คุณเมย์ลี คุณต้องการให้ฉันไปฮ่องกงเพื่อช่วยคุณงั้นเหรอ แล้วถ้าเกิดอะไรร้ายแรง ใครจะช่วยฉันล่ะ...”

ooooooo

หลังเสร็จงานแสดง เจ้าหมิงเทียนเดินทางมารอรับกี่เพ้าที่ทางสถาบันนำมาส่งสนามบิน เขาสั่งอี่ถ่ายภาพกล่องทุกใบด้วยมือถือไว้เป็นหลักฐาน แฮรี่ตื่นเต้นที่เจ้าหมิงเทียนมาด้วยตัวเอง

“ฝากด้วยนะครับคุณหมิงเทียน”

“เมื่อไหร่ที่อาหย่งซานออกจากโรงพยาบาล ผมจะให้เขาจัดการซ่อมชุดที่ขาดให้เสร็จเร็วที่สุด คุณพ่อจะได้พอใจ พวกคุณไม่ต้องหวังว่าจะได้ชุดจากท่านมาแสดงอีกแล้ว”

“ผมไม่ได้ฝากเรื่องชุดมาดามซ่งหรอกครับ ผมฝากลูกน้องของผม”

เจ้าหมิงเทียนทำหน้างง เพกาในชุดเดินทางพร้อมกระเป๋าใบใหญ่เดินเข้ามา เขายืนอึ้ง คิดไม่ถึงว่าเธอตัดสินใจไปทำงานนี้

เมื่อเดินทางมาถึงฮ่องกง เพกานั่งรถที่ขนของมากับอี่ เจ้าหมิงเทียนนั่งรถลีมูซีนของทางสนามบิน เพกา ขอให้อี่เลี้ยวรถมาที่อ่าวรีพัลส์เบย์เพื่อไหว้เจ้าแม่กวนอิมศักดิ์สิทธิ์

“หนูมาถึงแล้ว มาด้วยใจที่เป็นกุศล เพื่อทำงาน เพื่อช่วยเหลือวิญญาณผู้หญิงคนนั้น ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย คุ้มครองหนูด้วยนะคะ”

จากนั้นก็มาไหว้เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย กำลังใช้มือลูบ จากเคราลงมาถึงถุงใส่เงินของท่าน แล้วกำมือมาใส่กระเป๋าของตัวเอง เจ้าหมิงเทียนเข้ามาต่อว่า มาทำอะไรตรงนี้

“ขอโชคลาภจากเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ยไง”

“ไม่ใช่เวลานี้...เราต้องเอากี่เพ้าในกล่องเข้าบ้านนะ”

“ฉันไม่ขโมยของของคุณไปหรอก ฉันถือคติ มาถึงบ้านเขาต้องไหว้เจ้าที่บ้านเขาก่อน ฉันอ่านมาจากหนังสือ ต้องไปเดินเป็นวงกลมตรงโน้น เพื่อนำสิ่งไม่ดีออกจากชีวิต” เพกาเดินไป

เจ้าหมิงเทียนหงุดหงิดที่เธอนึกจะทำอะไรก็ทำ “นี่ผมเป็นเจ้านายคุณนะ จะทำอะไรน่าจะเกรงใจกันบ้าง จู่ๆก็สั่งเลี้ยวมาไหว้พระ ทั้งที่ควรจะเข้าบ้านก่อน”

“คุณก็กลับไปก่อนสิคะ นายอี่ก็อยู่กับรถ ฉันจะเอากี่เพ้าคุณไปไหนได้ล่ะ...สะพานนี้ใช่ไหมคะ ข้ามหนึ่งครั้งอายุยืนขึ้นสามปี”

“แน่ใจนะว่าข้ามถูก เพราะถ้าข้ามผิด อายุลดลงสามปีไม่รู้ด้วย”

เพกาชะงักจริงด้วย แล้วควรจะข้ามทางไหน

เจ้าหมิงเทียนแขวะ ปากอย่างเธอ ท่าทางอย่างเธอ ไม่ต้องข้ามอายุก็ไม่น่ายืน เพกาโวย “เอ๊า...ว่าซะเสียหายปากคุณดีตายงั้นแหละ”

เจ้าหมิงเทียนเดินหนีไปแล้ว เพกามองคนอื่นที่เดินข้ามสะพานแล้วเอาอย่าง ข้ามเสร็จเธอยังยืนชื่นชมความงามของอ่าวฮ่องกง

ooooooo

พอมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเจ้า เพกาตะลึงกับความโอ่อ่าอัครฐานอย่างทึ่ง “ที่ดินบนเกาะฮ่องกงแพงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ฐานะครอบครัวคุณนี่ต้องระดับอภิอัครมหาเศรษฐี...”

เจ้าหมิงเทียนไม่สนใจฟัง สั่งอี่ขนของเก็บที่พิพิธภัณฑ์ แล้วเดินเข้าบ้านไปหน้าตาเฉย ทิ้งเพกาไว้หน้าบ้าน อี่ต้องเชื้อเชิญเธอและช่วยขนกระเป๋าเข้าไปให้...ไม่วายที่เพกาเดินสำรวจภายในบ้านอีก เพราะเจ้าเหวินเยี่ยเป็นนักอนุรักษ์นิยม ภาคภูมิใจในวัฒนธรรมจีนนักหนา บ้านจึงตกแต่งด้วยของเก่า ของล้ำค่าของจีนโบราณ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องกระเบื้องเคลือบ  รูปเขียนมังกร รูปลายเส้นอักษรจีน รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ เช่น โต๊ะมุกกลางบ้านยังมีป้ายไม้เขียนคำว่า “ร้านขายยาตระกูลเจ้า” มุมหนึ่งของห้องโถง มีหิ้งวางป้ายบรรพบุรุษสองป้าย

“นี่เป็นป้ายร้านขายยาของคุณปู่คุณย่า คุณหมิงเทียน และนี่ป้ายชื่อท่านทั้งสอง ท่านเป็นเจ้าของร้านขายยาใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้ เป็นจุดเริ่มของธุรกิจมาถึงทุกวันนี้” อี่ตามมาอธิบาย

เพกายกมือไหว้ หันมาเห็นเจ้าหมิงเทียนยืนหน้าถมึงทึงอยู่ จึงชักสีหน้าใส่บ้าง เขาบอกเธอให้รออยู่ตรงนี้เพราะไม่มีใครรู้ว่าเธอมา จึงไม่ได้จัดห้องไว้ให้

“เดี๋ยว​ค่ะ​คุณ​ห​มิ​ง​เทียน”

“อะไร​อีก”

“รำคาญ​ฉัน​นัก ไม่​ถาม​ก็ได้​ค่ะ”

“มี​อะไร​ก็​ว่า​มา ให้​คำ​ถาม​เดียว”

“เอ้​อ มี​ป้าย​ชื่อ​คุณ​เมย์​ลี​ใน​บ้าน​นี้​รึ​เปล่า​คะ” เพ​กา​เห็น​สีหน้า​เจ้า​ห​มิ​ง​เทียน​ไม่​พอใจ จึง​คิด​เองพูดเอง “ตาม​ธรรมเนียม​จีน มัก​เอา​ป้าย​ชื่อ​ญาติ​พี่น้อง​ที่​ตาย​เก็บไว้​ใน​บ้าน หรือ​เพราะ​คุณ​เมย์​ลี​ถูก​ฆ่า​ตาย เป็น​เรื่อง​ไม่​ดี พวก​คุณ​เลย​ไม่​เก็บ​ป้าย​ชื่อ​เธอ​ไว้​ใน​บ้าน”

“คุณ​ยัง​ไม่ได้​บอก​ผม​เลย คุณ​รู้​ได้​ยัง​ไง​ว่า​เมย์​ลี​ถูก​แทง​ตาย​ใน​ชุด​กี่​เพ้า...​คุณ​รู้​ได้​ยัง​ไง” เจ้า​ห​มิ​ง​เทียน​ย่าง​เท้า​เข้าหา​เพ​กา

เพ​กา​ถอยกรูด​ด้วย​ความ​กลัว เพราะ​เข้าใจ​ว่า​เขา​คือ​ฆาตกร​ เจ้า​ห​มิ​ง​เทียน​แปลก​ใจ ทำไม​เธอ​ถึง​กลัว​ตน​นักหนา จึง​ใช้​เหตุ​นี้​บีบ​ให้​เธอ​สารภาพ​ว่า​ใคร​บอกเรื่อง​การ​ตาย​ของ​เมย์​ลี

เพ​กา​คิด​หา​ข้ออ้าง​ให้​เขา​เลิก​สงสัย “ฉัน...ฉัน​สันนิษฐาน​เอา​ค่ะ พ่อคุณ​โมโห​ที่​เอา​ชุด​กี่​เพ้า​ลาย​โบตั๋น​ขึ้น​โชว์ แล้ว​ชุด​นั้น​มี​รอยทะลุ​ตรง​อก​เหมือน​รอย​มีด​แทง จาก​นั้น​พอ​คุณ​เล่า​ว่าคุณ​เมย์​ลี​ตาย​แล้ว ฉัน​ก็​ปะติดปะต่อ​เรื่อง​เอา​เอง แหะๆเผอิญ​ฉลาด สันนิษฐาน​มั่ว แต่​ถูก​เป๊ะ”

“เปลี่ยน​อาชีพ​ไป​เป็น​หมอดู​เถอะ” ท่าทาง​เจ้าห​มิ​ง​เทียน​หาย​สงสัย

แต่​เพ​กา​ยัง​อยาก​รู้​อีก​เรื่อง จึง​หยั่ง​เชิง​ถาม​ว่า ตำรวจ​จับ​คนร้าย​ได้​ไหม เธอ​จับ​จ้อง​สีหน้า​เขา​ว่า​จะ​มี​พิรุธ​อะไร​บ้าง แล้ว​ก็ได้​เห็น​เขา​โมโห​จริงๆ

“เรื่อง​ที่​เกิด​ใน​บ้าน​ตระกูล​เจ้า ไม่​ใช่​กงการ​ของ​คุณ อย่า​มา​ยุ่ง”

“ท่าทาง​คุณ​ไม่​ชอบ​ฉัน​เอา​ซะ​เลย โมโห​ฉัน​ได้​ทุก​เรื่อง ทน​เอา​หน่อย​นะ​คะ​คุณ​ห​มิ​ง​เทียน  ​ฉัน​อยู่​แค่​สาม​เดือน​ก็​ไป​แล้ว”

เจ้า​ห​มิ​ง​เทียน​ฟัง​แล้ว​พึมพำ​ทั้งที่​ยืน​หัน​หลัง​ให้เธอ... ไม่​ใช่​ว่า​ตน​ไม่​ชอบ​เธอ...สีหน้า​เขา​บ่ง​บอก​ความ​ห่วงใย​มาก​กว่า​ ก่อน​จะ​ก้าว​เดิน​จาก​ไป

ooooooo

ทุก​ครั้ง​ที่​เจ้า​ห​มิ​ง​เทียน​คิดถึง​เมย์​ลี เขา​จะ​มา​ที่​สวน​ดอกไม้​หลัง​บ้าน ซึ่ง​เต็ม​ไป​ด้วย​ดอก​โบตั๋น เป็น​มุม​นั่งเล่น​ประจำ​ของ​เขา​และ​เธอ เมย์​ลี​ชอบ​มา​เก็บ​ดอก​โบตั๋น​ไป​ใส่​แจกัน เธอ​ชอบ​มัน​มาก​จน​กลาย​เป็น​สัญลักษณ์​ของ​ตัว​เธอ​ไป​แล้ว เธอ​มัก​จะ​พูด​เสมอ​ว่า

“ดอก​โบตั๋น​เป็น​สัญลักษณ์​ของ​ความ​โชค​ดี มั่งมี​ศรีสุข ฉัน​จะ​ได้​มี​ความ​สุข​เสียที”

แล้ว​เขา​ก็​ปลอบ​เธอ “ความ​ทุกข์ ความ​กลัดกลุ้มใจ ควร​จะ​เป็น​สิ่ง​ที่​ทำให้​เรา​ฮึด​สู้​มาก​ยิ่ง​ขึ้น ไม่​ควร​เป็น​สิ่ง​ที่​ทำให้​เรา​ท้อแท้ ห่อเหี่ยว ยอม​จำนน​ต่อ​โชค​ชะตา​นะ​เมย์​ลี”

มา​วัน​นี้ เจ้า​ห​มิ​ง​เทียน​พูด​กับ​ดอก​โบตั๋น​ใน​มือ ทั้งที่​ไม่ค่อย​มั่นใจ​ใน​ตัว​เอง​เท่า​ไหร่ “ฉัน​สัญญา ฉัน​จะ​ไม่​รัก​ผู้หญิง​คน​ไหน​อีก ไม่​ว่า​เขา​จะ​หน้า​เหมือน​เธอ​ราวกับ​คนคนเดียวกัน ไม่​มี​ใคร​มา​แทน​ที่​ดอก​โบตั๋น​ของ​ฉัน​ได้”

ขณะ​ที่​เพ​กา​กำลัง​รื้อ​เสื้อ​ผ้า​ออก​จาก​กระเป๋า​ใน​ห้อง​พัก​แขก เธอ​มอง​กระจก​ที่​ติด​กับ​บาน​ตู้​อย่าง​ระแวง ลอง​ยกมือ ขยับ​ตัว​ว่า​เงา​ใน​กระจก​ยัง​ทำ​ตาม​อยู่​หรือ​เปล่า พลัน​ภาพ​ที่​แขวน​ใน​ห้อง​ก็​หล่น​โครม​ลง​มา เธอ​สะดุ้งเฮือก

“คุณ​อยู่​ที่​นี่​ใช่​ไหม​คะ ที่​คุณ​ขอ​ให้​ฉัน​ช่วย​คือ​ช่วย​จับ​คุณ​ห​มิ​ง​เทียน​คน​รัก​คุณ​เข้า​คุก​ใช่​ไหม เขา​เป็น​คน​แทง​คุณ​ตาย​ใช่​มั้ย...แต่​ฉัน​กลัว​เขา​จะ​ฆ่า​ฉัน​อีก​คน ฉัน​หน้า​เหมือน​คุณ​มาก เขา​เห็น​ฉัน​ก็​เหมือน​เห็น​คุณ​ตาม​หลอกหลอน ฉัน​ไม่​อยาก​เป็น​ฮีโร่ ฉัน​ยัง​อยาก​กลับ​ไป​หา​แม่​ที่​เมือง​ไทย ถ้า​ซ่อม​กี่​เพ้า​เสร็จ​แล้ว​ยัง​ไม่​มี​หลักฐาน​จับ​คุณ​ห​มิง– ​เทียน ฉัน​กลับ​เมือง​ไทย คุณ​อย่า​โกรธ​ฉันนะ​คะ”

ไม่​มี​สัญญาณ​ตอบ​จาก​เมย์​ลี เพ​กา​เดิน​ไป​ดู​ภาพ​ที่​หล่น เห็น​เชือก​ข้าง​หลัง​ขาด​ก็​เขก​หัว​ตัว​เอง​ที่​คิด​เป็นตุเป็นตะ​ไป​ได้

ภายใน​ห้อง​โถง หวา​งลี่​ผิง คุณนาย​ใหญ่​กลับ​จาก​โรงพยาบาล หลังจาก​ไป​ตรวจ​ร่างกาย​ประจำปี เธอ​เป็น​คน​สูง​วัย​ที่​สวย​คม สง่า​งาม แต่​สีหน้า​อม​ทุกข์ ใน​บ้านนี้​ มี​เพียง​หวา​งลี่​ผิง​กับ​เจ้า​เห​วินเ​ยี่​ย​ที่​ยัง​แต่ง​กาย​รักษา​วัฒนธรรม​กี่​เพ้า ส่วน​คน​อื่นๆแต่ง​กาย​สมัยใหม่ เธอ​เรียก​หา​เป่า​หลิน​ให้​มา​ยก​ของ แต่​ไม่​มี​แม้​เงา ห​ลุ​น​คน​ขับ​รถ​จึง​ยก​ของ​ลง​แทน​และ​ไป​ตาม​เป่า​หลิน​มา​ให้

ซิ่ว​หลาน​คน​สนิท​ของ​หวา​งลี่​ผิง​รีบ​ไป​หา​น้ำ​ชา​มา​วาง​แล้ว​ถาม​ว่า​จะ​เอา​ใบ​นัด​เก็บ​ที่ไหน

“ทิ้ง​ไป หมอ​กังวล​เกิน​เหตุ ฉัน​ไม่ได้​เป็น​อะไร​ซัก​หน่อย ไม่​เห็น​ต้อง​นัด​ไป​ตรวจ​อีก​เดือน​หน้า” เป่าหลิน​เดิน​เสื้อ​ผ้า​ยับเยิน​เข้า​มา “ไป​อยู่​ไหน​มา​ฮึอา​เป่า ไม่​ออกมา​รับ​ฉัน”

เป่า​หลิน​แก้ตัว​ว่า​ไม่ได้​ยิน​เสียง​รถ หวา​งลี่​ผิง​เห็น​สภาพ​เสื้อ​ผ้า​ก็​รู้​ว่า​แอบ​ไป​นอน ไม่​ทำ​งาน จึง​ต่อว่า​และ​ไล่​ไป​เปลี่ยน​เสื้อ​ผ้า​ใหม่ เป่า​หลิน​เป็น​คน​สนิท​ของ​หลิน​เหม่​ย​อิง คุณนาย​รอง​ของ​บ้าน จึง​ไม่ค่อย​พอใจ​ความ​เป็น​คน​เจ้า​ระเบียบ​ของ​คุณนาย​ใหญ่

เจ้า​ห​มิ​ง​เทียน​เข้า​มา​บอก​แม่​ว่า​ทาง​สถาบัน​ส่ง​คน​ซ่อม​กี่​เพ้า​มา​แล้ว พอดี​เพ​กา​เดิน​เข้า​มา หวา​งลี่​ผิงตะลึง ถ้วย​น้ำ​ชา​หลุด​จาก​มือ​หล่น​แตก ทุก​คน​ต่าง​ช็อก​เหมือน​เห็น​ผี

“ไม่​ใช่​ผี​ค่ะ คน...คน​ตัว​เป็นๆ มี​เลือด​มี​เนื้อ ไม่​เชื่อ​มา​จับ​ตัว​ดู​ก็ได้​ค่ะ” เพ​กา​ยื่นมือ​ให้​ทุก​คน

หวา​งลี่​ผิง​ละล่ำละลัก​ถาม​ว่า​เธอ​เป็น​ใคร เจ้าห​มิงเทียน​รีบ​แนะนำ เพ​กา​ยกมือ​ไหว้​อย่าง​อ่อนน้อม หวา​งลี่ผิง​จะ​แตะ​ใบหน้า เพ​กา​ถอย​หนี เธอ​บอก​ให้​อยู่​นิ่งๆ เพ​กา​ยืน​ตัว​เกร็ง หวา​งลี่​ผิง​ลูบไล้​ใบหน้า​เธอ แล้ว​เกิด​ความ​เสียใจ ร้องไห้​ออก​มา​จน​คน​อื่นๆสงสารและ​เห็นใจ เจ้า​ห​มิ​ง​เทียน​เข้า​มา​แตะ​ไหล่​แม่​ทั้งที่​ตน​ก็​เศร้า​ไม่​แพ้​กัน

“ซิ่ว พา​คุณ​คน​นี้​ออก​ไป​ก่อน”

เพกางุนงงเห็นหวางลี่ผิงคร่ำครวญถึงเมย์ลี ซิ่ว–หลานพาเพกาออกมา หยุดยืนอยู่นอกห้อง เธอจ้องมองหน้าเพกา “รูปหน้า ดวงตา จมูก ปาก เหมือนคุณเมย์ลี ไม่มีผิด ส่วนสูงก็พอๆกัน”

“คุณหมิงเทียนเคยให้ฉันดูวีดิโอคุณเมย์ลีแล้วค่ะ เราเหมือนกันมากจริงๆ แต่ฉันไม่เข้าใจ ทำไมแม่คุณหมิงเทียนถึงร้องไห้ที่เห็นฉัน”

“คุณนายใหญ่รักคุณเมย์ลีมากค่ะ ดูแลกันมาตั้งแต่เด็ก พอเห็นคนหน้าเหมือนคุณเมย์ลีเลยคิดถึงขึ้นมาน่ะค่ะ ดิฉันยังคิดถึงเลย”

“เฮ้อ อยู่ๆใบหน้าฉันก็สร้างปัญหาให้คนอื่นซะงั้น ไปทำศัลยกรรมดีไหมเนี่ย กรีดตาเป็น 4 ชั้น ฉีดแก้มให้โหนกขึ้น เหลาคางให้แหลมเปี๊ยบ อึ๋ย...ออกมาหน้าตาคงเหมือนตัวประหลาด”

“แต่คุณสดใสร่าเริงกว่าคุณเมย์ลี คุณเมย์ลีเธอเป็นคนเงียบๆ เฉยๆ คุณชื่ออะไรนะคะ”

เพกาแนะนำตัว รู้สึกถูกชะตากับซิ่วหลาน จึงขอให้ช่วยพาไปดูพิพิธภัณฑ์

ooooooo

ภายในพิพิธภัณฑ์ ของที่เจ้าเหวินเยี่ยสะสมส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อผ้าจีนโบราณ วัตถุโบราณมีไม่กี่ชิ้น เนื่องจากกี่เพ้าหลายชุดส่งไปแสดงที่เมืองไทย หุ่นในตู้จึงมีแต่ผ้าคลุมไว้ เพกาสะดุดตาชุดชายจีนโบราณ ทอด้วยผ้าสีทอง ปักลายมังกร คิดว่าน่าจะเป็นของจักรพรรดิแน่ๆ

ซิ่วหลานบอกว่าใช่ และแนะนำชุดถัดไปก็เป็นของจักรพรรดินี เพกาตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็น ซิ่วหลานเล่าว่า เจ้าเหวินเยี่ยไม่อยากปล่อยให้พวกฝรั่งเอาชุดเหล่านี้ไปตั้งโชว์อวดร่ำอวดรวยกันโดยไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริง

“คุณเยี่ยประมูลชุดโบราณพวกนี้มา เพราะต้องการอนุรักษ์วัฒนธรรมของเรา และคุณเยี่ยเล็งเห็นว่า อีกร้อยปีพันปีข้างหน้า ชุดพวกนี้จะมีค่าต่อคนจีนรุ่นหลัง ผู้มีความรู้ย่อมมีสายตาอันกว้างไกล ผู้มีใจยึดมั่น ย่อมมีอุดมการณ์อันมั่นคง”

เพกายิ้มอย่างพอใจ มองไปเห็นกล่องกี่เพ้าที่ขนกลับมา จึงให้ซิ่วหลานช่วยบอกว่าตู้ไหนเป็นของชุดไหน ตนจะจัดเก็บใส่หุ่นในตู้ เพราะอ่านภาษาจีนไม่ออก

“ซิ่วรู้จักกี่เพ้าทุกชุดดีเหมือนลมหายใจของตัวเอง ยินดีช่วยค่ะ” คำพูดของซิ่วหลานสะดุดหูเพกาอย่างมาก ต่อไปจะได้พึ่งพา

หลังจากนั้น ซิ่วหลานกลับมาช่วยเป่าหลินจัดโต๊ะอาหารกลางวัน หวางลี่ผิงสั่งให้เอาช้อนส้อมมาวางข้างจานของเพกา เพราะรู้ว่าเธอคงไม่ถนัดใช้ตะเกียบ พอดีเพ่ยเพ่ยกับเหม่ยอิงสองแม่ลูกกลับจากช็อปปิ้งหอบหิ้วถุงแบรนด์ดังผ่านมา หวางลี่ผิงพูดขึ้นลอยๆ

“หาเงินไม่เป็น แต่ใช้เงินเก่ง”

เพ่ยเพ่ยรู้ว่าโดนเหน็บก็ไม่พอใจ “คุณแม่ใหญ่ ยุคนี้ความสุขหาซื้อได้ด้วยเงินค่ะ คุณแม่ใหญ่ลองทำอย่างพวกเราบ้างสิคะ จะได้เลิกจมกับความทุกข์เสียที”

“ปากคอเราะร้ายนักนะ” หวางลี่ผิงโกรธ

“ขอโทษคุณแม่ใหญ่ซะเพ่ยเพ่ย” เหม่ยอิงตำหนิลูก

เพ่ยเพ่ยชักสีหน้าไม่อยากทำ แต่ก็ต้องกล่าวขอโทษ โดยที่สายตาไม่สำนึกผิดสักนิด หวางลี่ผิงปรายตามองการแต่งตัวของสองแม่ลูก ที่ใส่เสื้อผ้ารัดรูปจนเห็นสัดส่วนชัดเจน ทั้งที่ช่วงนี้น่าจะสวมใส่เสื้อผ้าหนาๆมิดชิด

“อากาศสองสามวันนี้หนาว เปิดเนื้อหนังมังสาโชว์ไม่ได้ ก็โชว์รูปร่างแทน มันอดไม่ได้สินะ”

“ก็เพราะช่างอวดแบบนี้ไง ถึงมีโอกาสได้ใช้สามีร่วมกับคุณนายใหญ่”

“อีชั้นต่ำ...” หวางลี่ผิงคว้าหมอนจะปาใส่

“วางลงเถอะค่ะ ระหว่างคุณกับฉัน ให้ใช้ของหมดบ้านก็ยังไม่พอ...ฉันกับลูกเอาของไปเก็บที่ห้องนะคะ เดี๋ยวจะได้ลงมาทานข้าว” เหม่ยอิงแกล้งค้อมหัว แต่สายตาเยาะหยัน เดินนำลูกสาวกับเป่าหลินที่มาประจบประแจงถือของออกไป

หวางลี่ผิงมองตามด้วยความเจ็บใจ

ooooooo

เพกายังง่วนอยู่กับการจัดชุดกี่เพ้าใส่กลับเข้าหุ่น ซิ่วหลานตามไปทานกลางวัน แต่เธอขอทำงานเสร็จก่อน ซิ่วหลานย้ำว่า คุณนายใหญ่จะแนะนำคนในบ้านให้รู้จัก เพกาหน้าตื่น โอดโอย “หา...กินรวมกับคนในบ้านเหรอ อูย ฉันเป็นแค่คนงานจะดีเหรอ ไม่ต้องก็ได้มั้งคะ”...

ทุกคนในบ้านตระกูลเจ้ามารวมกันที่โต๊ะอาหาร ขาดแต่เจ้าเหวินเยี่ย ประมุขของบ้าน เจ้าจิ้นเจินถามหวางลี่ผิง ว่าพี่เขยไม่มาทานข้าวหรือ เธอตอบว่าไปสโมสร น่าจะทานข้าวกับเพื่อนๆที่นั่น หวางอวี้เหลียนภรรยาของจิ้นเจินเข้านั่งประจำที่อย่างสงบเสงี่ยม เพ่ยเพ่ยเห็นว่าเจ้าหมิงเทียนยังไม่มา จึงอาสาไปตาม หวางลี่ผิงบอกว่าเขาไม่อยู่

“อ้าว แล้วอีกที่ของใคร” เพ่ยเพ่ยมองจานชามที่จัดเกินมา

หวางลี่ผิงตอบว่าแขก อวี้เหลียนจึงเอ่ยถาม “คุณพี่เชิญใครมาคะ”

ไม่ทันตอบ ซิ่วหลานก็พาเพกาเข้ามา ทุกคนตกตะลึง เพกาเห็นสายตาที่มองมา รู้สึกแปลกใจ ทำไมต้องตกใจขนาดนี้ เหมือนทุกคนเกี่ยวข้องกับการตายของเมย์ลี เธอยิ้มแหยๆค้อมหัวให้ทุกคนอย่างนอบน้อม เพ่ยเพ่ย

ไม่พอใจ โวยไม่มีคนอื่นอีกแล้วหรือ ทำไมต้องเป็นเพกา

“เสียมารยาท นี่คุณพิงก์ มาจากเมืองไทย มาซ่อมกี่เพ้าให้คุณเยี่ย...คุณพิงก์นี่คุณจิ้นน้องชายฉัน แล้วนี่คุณเหลียน ภรรยาคุณจิ้น”

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

จิ้นเจินและภรรยายิ้มต้อนรับดูเป็นมิตร เหม่ยอิงรอให้แนะนำแต่ต้องผิดหวัง จึงแนะนำตัวเองว่าตนชื่อหลินเหม่ยอิง

“เป็นคุณนายรอง เมียน้อย” หวางลี่ผิงเสริมต่ออย่างเยาะๆ

เหม่ยอิงตวัดสายตามองอย่างไม่พอใจที่โดนหักหน้า เพกาทำหน้าไม่ถูก เพิ่งเคยเจอเมียน้อยเมียหลวงอยู่บ้านเดียวกัน จิ้นเจินชวนเพกาคุยถึงความหน้าเหมือนเมย์ลีอย่างมาก ถ้าตนเจอข้างนอกคงนึกว่าผีหลอก

“แหม ดิฉันน่าจะแกล้งหลอกผีคุณเล่นนะคะ ไม่น่าแสดงตัวก่อนเลย”

จิ้นเจินหัวเราะชอบใจกับความเป็นคนสนุกสนานของเพกา หวางลี่ผิงบอกให้ทุกคนลงมือทานอาหาร อวี้เหลียนคีบอาหารใส่จานสามี แต่เขากลับไม่ขอบใจสักนิด เพการู้สึกจิ้นเจินค่อนข้างเย็นชากับอวี้เหลียน เพ่ยเพ่ยหมั่นไส้เพกาอยู่ก่อน พอเธอขออนุญาตใช้ช้อนส้อมแทนตะเกียบ ก็โพล่งขึ้นว่าจะสอนให้ ว่าแล้วก็ปักตะเกียบลงถ้วยข้าวก่อนเลื่อนไปให้ เพกาไม่เข้าใจความหมาย หวางลี่ผิงโกรธมาก ตบโต๊ะปัง

“มากไปแล้วนะเพ่ยเพ่ย” เห็นหน้างงของเพกาจึงอธิบาย “ธรรมเนียนจีน ห้ามปักตะเกียบในชามข้าว เพราะเหมือนปักธูปในกระถางไหว้คนตาย”

เพกาตกใจ หวางลี่ผิงเอ็ดเพ่ยเพ่ยให้เอาออก เหม่ยอิงไม่อยากมีเรื่อง ดึงออกเสียเอง

“หัดอบรมลูกสาวเสียบ้างเหม่ยอิง เลี้ยงลูกตามใจจนเสียคน เที่ยวระรานคนอื่น เสียแรงที่คุณพี่เก็บมาเจียระไน หมายจะให้เป็นเพชร แต่กรวดทรายยังไงก็คือกรวดทรายวันยังค่ำ”

“หนูไม่ได้ระรานใครนะคะคุณแม่ใหญ่ แค่อยากทดสอบว่าคุณพิงก์รู้จักธรรมเนียมจีนรึเปล่า...ก็เท่านั้น”

“คิดว่าฉันไม่รู้สันดานเธอสองแม่ลูกเหรอ ยี่สิบปีในบ้านตระกูลเจ้า มันลบคราบไคลคนชั้นต่ำไปไม่ได้เลยซักนิด”

เหม่ยอิงทนไม่ไหวโต้กลับว่า คุณนายใหญ่ทำไม่ถูกที่เอาคนงานมานั่งร่วมโต๊ะเพียงแค่หน้าเหมือนลูกสาวสุดที่รัก เพ่ยเพ่ยเสริมอีกว่า แม่ใหญ่ทำเพื่อประชดตน

“แล้วพวกเธอจะทำไม เธอสองคนแม่ลูกเหมาะกับตระกูลเจ้านักหรือ” หวางลี่ผิงตวาด

เพกาตกใจและอึดอัดอย่างมาก จึงขอตัวลุกออกไปอ้างว่ายังไม่หิว จิ้นเจินกับภรรยาถอนใจพลอยกินไม่ลงไปด้วย

ooooooo

หลบออกมาได้ เพกาเหมือนยกภูเขาไฟออกจากอก เห็นอี่ ซิ่วหลาน และเป่าหลิน ยืนต้อนรับเจ้าเหวินเยี่ยลงจากรถ ทั้งสามเรียกชื่อเจ้านายและค้อมหัวเป็นธรรมเนียม เพกาจึงทำตามบ้าง พร้อมกับแนะนำตัวเอง เขาปรายตามอง บอกเจ้าหมิงเทียนโทร.รายงานแล้ว

คนจากห้องอาหารออกมาต้อนรับเจ้าเหวินเยี่ย เพ่ยเพ่ยเปลี่ยนท่าทีเป็นอ่อนหวาน เอาใจ

“วันนี้กลับมาเร็วจังนะคะคุณพ่อ ไปสโมสรทีไร คุณพ่อนั่งเล่นไพ่นกกระจอกทั้งวันเมื่อยหลังแย่ เดี๋ยวเพ่ยเพ่ยนวดหลังให้นะคะ”

เจ้าเหวินเยี่ยยิ้มรับ ดูท่าเอ็นดูลูกสาวคนนี้มาก เหม่ยอิงกับลูกยิ้มเยาะหวางลี่ผิง เพกาหาโอกาสรายงานว่าตนนำกี่เพ้าใส่คืนหุ่นให้บ้างแล้ว แต่ยังไม่ครบ เขากลับพูดทำนอง ดีไม่ต้องสั่ง เพกาทำหน้าเจื่อนๆ หวางลี่ผิงโพล่งขึ้น สั่งซิ่วหลานพาเพกาไปพักห้องดอกไม้ เพ่ยเพ่ยโวยทันที

“ไม่ได้นะคะ ห้องดอกไม้เป็นห้องที่ใหญ่ที่สุด ต้องเป็นของหนู ห้ามคนอื่นนอน” เพ่ยเพ่ยหันมาอ้อนเจ้าเหวินเยี่ย ยกห้องนั้นให้ตน

หวางลี่ผิงรีบขัดว่า กิจการในบ้านเป็นหน้าที่ของตน หวังว่าจะไม่ลืม เจ้าเหวินเยี่ยพูดไม่ออก ได้แต่บอกให้ทำตามคำสั่งคุณนายใหญ่ เพ่ยเพ่ยแค้นใจแทบจะร้องกรี๊ด...ซิ่วหลานรีบพาเพกาเลี่ยงออกมา ให้อี่ไปช่วยขนของเพกาไปส่งที่ห้องดอกไม้

เพกาเห็นในห้องติดวอลเปเปอร์ลายดอกโบตั๋นสีชมพูหวาน รับกับผ้าม่านสีชมพูอ่อน  เฟอร์นิเจอร์ในห้องเป็นโทนสีหวาน จึงเข้าใจแล้วว่าทำไมเพ่ยเพ่ยถึงอยากได้ห้องนี้ ซิ่วหลานบอกว่า คุณนายใหญ่ตกแต่งห้องนี้ตามความชอบเจ้าของห้อง เธอรีบถามว่าใครทั้งที่ในใจคิดไว้แล้วว่าเป็นเมย์ลี และซิ่วหลานก็ตอบว่าเป็นห้องเมย์ลีจริงๆ

ในขณะที่เพ่ยเพ่ยแค้นใจอาละวาดอยู่ในห้อง เหม่ยอิงปลอบว่าห้องนั้นมีคนตาย อัปมงคลไม่น่าอยู่หรอก แต่เพ่ยเพ่ยก็เถียงว่า จ้างนักพรตมาปัดรังควานได้ ตนเกลียดแม่ใหญ่ที่สุด

“แม่เกลียดมันยิ่งกว่าลูกหลายเท่า แม่อยากให้มันตาย ใครขวางทางเราสองคนแม่ลูก แม่จะฆ่ามันให้หมดทุกคน” สีหน้าเหม่ยอิงดูโหดจนน่าสะพรึงกลัว

เพ่ยเพ่ยยังกลัวหวางลี่ผิงจะรักเพกาขึ้นมาเหมือนที่เคยรักเมย์ลี แล้วตนจะแตะต้องไม่ได้อีก เป่าหลินแย้งน่าจะห่วงเจ้าหมิงเทียนมากกว่า เพ่ยเพ่ยยิ่งเครียด เหม่ยอิงบอกลูกไม่ต้องห่วง ตนจะทำให้เพกาอยู่ที่นี่ได้ไม่เกินสามวัน ด้วยการทำให้เธอกลัวผีหนีกลับเมืองไทย

ระหว่างนั้น เพกากับซิ่วหลานกำลังคุยกันเรื่องคนในบ้าน เพกาถามทำไมหวางลี่ผิงไม่ชอบเพ่ยเพ่ย ซิ่ว–หลานตอบว่า เพ่ยเพ่ยเป็นลูกติดเหม่ยอิง แต่สั่งทุกคนในบ้านห้ามพูดถึงเรื่องนี้  เพกาเปรยออกมาว่าเป็นลูกบุญธรรมเหมือนเมย์ลี ซิ่วหลานพยักหน้า

“ลูกแท้ๆของคุณเยี่ยกับคุณนายใหญ่มีสองคน คนโตคือคุณหมิงซาน ท่านประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน คนรองคือคุณหมิงเทียน”

พอดีเพกาหยิบภาพถ่ายหมู่ที่ตั้งในห้องขึ้นดู เห็นหน้าหมิงซานแล้วสงสาร ไม่น่าอายุสั้น ซิ่วหลานบอก

เพกาไม่ต้องกลัวอะไร ตั้งแต่เมย์ลีตาย ไม่เคยมีคน

ในบ้านเห็นวิญญาณเธอคงไปเกิดใหม่แล้ว

เพกากลืนน้ำลายเอื๊อก “ฉันไม่กลัวผีหรอกค่ะ กลัวถูกคนหลอกมากกว่า คนร้ายกว่าผีเยอะ ถ้าผีมา ฉันจะชวนคุยเลยด้วยเอ้า”

ไม่ทันไร เป่าหลินกับหลุนยกกระจกบานใหญ่เข้ามา ซิ่วหลานเห็นแล้วตกใจ อุทานว่าอัปมงคล ไล่เอาออกไป เป่าหลินอ้างคำสั่งเหม่ยอิง และให้วางที่เดิม เพกาจึงรู้ทันทีว่ามันเคยตั้งในห้องนี้ ซิ่วหลานบ่นว่าเป็นกระจกของคนตายน่าจะทิ้งไปนานแล้ว เพราะมีรอยแตกอยู่ด้วย เพกาชะงักมอง นึกถึงนิมิตที่เห็นเมย์ลีถูกแทงตายหน้ากระจก จึงยอมให้วางกระจกไว้ที่เดิม

ooooooo

คืนนั้น  เพกามองกระจกแล้วชักหวาดๆเหมือนกัน เพราะมองตอนกลางคืนดูน่ากลัวกว่ามองตอนกลางวัน ขณะที่เธอหลับมีเสียงร้องไห้ดังขึ้นหน้าห้อง เพกาสะดุ้งตื่นคิดว่าเป็นเมย์ลี จึงทำใจกล้าลุกไปเปิดประตู ไม่เห็นอะไร ได้ยินแต่เสียงร้องไห้แว่วอยู่ จึงตามเสียงนั้นไป

เผอิญ เจ้าหมิงเทียนเห็นเพกาเดินลงบันไดไปกลางดึกกลางดื่น จึงย่องตามดู เธอเดินมาตามทางที่ไฟ สลัว เจ้าหมิงเทียนคิดอยากจะแกล้ง ไปยืนบังแสงให้เกิดเงาน่ากลัว เพกาตกใจไม่ได้กลัวผีแต่กลัวฆาตกร จะวิ่งหนี เขาคว้าตัวเธอไว้ เธอดิ้นรนหันมาเห็นหน้าเจ้าหมิงเทียน

“อย่าทำอะไรฉัน อย่า...” เพกายังฝังใจว่า

เจ้าหมิงเทียนเป็นฆาตกร

เจ้าหมิงเทียนเห็นเพกากลัวมากยิ่งนึกสนุก กอดรัดไม่ยอมปล่อยเธอ “คนในบ้านหลับหมดแล้ว ทางสะดวก ผมจะทำอะไรคุณก็ได้ เริ่มจากทำแบบนี้ก่อนดีไหม...คุณใช้น้ำหอมอะไร หอมดีนะ”

เพกาเห็นหน้าเจ้าหมิงเทียนยื่นเข้ามาเหมือนจะหอมแก้มตนก็ใช้ศอกกระทุ้งเข้าสีข้างเขาแล้วสะบัดตัวออกวิ่งหนีเข้าไปในห้องครัวร้องให้คนช่วย เธอเปิดไฟสว่าง เห็นมีดวางอยู่บนโต๊ะจึงคว้ามาถือป้องกันตัว เจ้าหมิงเทียนเห็นเรื่องจะวุ่นวายไปใหญ่จึงตามมาบอกว่า

“ผมสัญญาจะไม่ทำอะไรคุณแล้ว ไป ขึ้นบ้านเถอะ”

แต่เพกาหาว่าเขาโรคจิต ตวัดมีดไปมา พอดีเพ่ยเพ่ยเข้ามาเห็น ร้องลั่นจะทำอะไรพี่รอง

“อยู่ห่างๆเขาไว้ค่ะคุณเพ่ยเพ่ย คุณหมิงเทียน

ไม่ใช่คนอย่างที่คุณคิด”

“คุณคิดว่าผมเป็นคนยังไง”

“คุณมันใจร้าย อำมหิต”

เพ่ยเพ่ยโวยวายที่มาว่าเจ้าหมิงเทียน เพกายังพยายามเตือน เจ้าหมิงเทียนฉวยโอกาสพุ่งเข้าชาร์จแย่งมีดเธอ แต่พลาดโดนเธอตวัดมีดบาดแขน เพ่ยเพ่ยร้องลั่น เพกาเองก็หน้าซีด

“ก็...ก็...ฉันเตือนแล้วว่าอย่าเข้ามา”

เพ่ยเพ่ยปรี่เข้าตบหน้าเพกา และจะแจ้งตำรวจจับ แขนเสื้อเพ่ยเพ่ยไหลลงทำให้เพกาได้เห็นกำไลหยกที่ข้อมือ ถึงกับผงะ ทำไมสองคนมีกำไลหยกเหมือนกัน แล้วใครเป็นฆาตกรล่ะ...

ทุกคนตื่นขึ้นมาอยู่รวมกันในห้องโถง เพ่ยเพ่ยโวยวายฟ้องว่าเพกาเอามีดแทงเจ้าของบ้าน หวางลี่ผิงให้โอกาสเพกาเล่า เธออึกอักพูดไม่ออก เจ้าหมิงเทียนจึงออกรับแทน

“ผมอำเขาเล่นน่ะ ผม พี่หมิงซาน หรือแม้แต่เพ่ยเพ่ยก็เคยเล่น ตอนดึกๆใครไปยืนตรงนั้นจะดูน่ากลัว พอดีว่าเขาผ่านมา ผมเลยแกล้งเขา”

หวางลี่ผิงถาม เหมือนที่เคยแกล้งเมย์ลีหรือ เขาพยักหน้า หลุนคนขับรถจำได้ ครั้งนั้นเมย์ลีร้องลั่นบ้าน ตื่นกันหมดเหมือนคืนนี้ ทุกคนเริ่มนึกออกแต่เพ่ยเพ่ยไม่ยอม แหวขึ้นมา

“แต่เพกาไม่ใช่เมย์ลี พี่หมิงเทียนไปเล่นกับมันไม่ได้”

เหม่ยอิงเบี่ยงเบนเรื่องให้เจ้าเหวินเยี่ยเห็นว่า เรื่องล้อเล่นก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่มาทำร้ายคุณชายรองบาดเจ็บยอมไม่ได้ เพการีบแก้ตัวว่าตนตกใจที่เขามาร้องไห้หน้าห้อง ตนถึงออกมาดู

“แกล้งร้องไห้ เปล่านะ ผมไม่ได้ไปที่หน้าห้องคุณสักหน่อย”

“อ้าว...แล้วใครล่ะ หรือว่า...คุณเมย์ลี”

หลุน อี่ และอวี้เหลียนอุทานว่าผี จิ้นเจินเอ็ด ไม่เคยมีเรื่องไร้สาระแบบนั้น

“เอาเถอะครับ ผมยอมรับก็ได้ว่าผมเป็นคนผิด พอดีเห็นเขาชอบทำท่ากลัวๆ ผมเลยแกล้งเล่น ผมขอโทษคุณพ่อและทุกคนด้วย เรื่องนี้ให้จบแค่นี้เถอะครับ” เจ้าหมิงเทียนตัดบท

เพ่ยเพ่ยยิ่งไม่พอใจ “ปกป้องมันอีกแล้ว อย่าบอกนะว่า พี่ชอบ...”

“อ๋อ...เพ่ยเพ่ยกำลังจะบอกว่าคุณชายรองชอบรับผิดแทนคนอื่นเสมอ ตอนเด็ก เพ่ยเพ่ยเล่นซนทำแจกันหยกคุณท่านแตก คุณชายรองก็ออกรับแทนว่าเป็นคนทำ” เหม่ยอิงขัดกลางคัน

หวางลี่ผิงเห็นแผลที่แขนลูกชายเล็กน้อย จึงให้ทุกคนแยกย้ายไปนอน แต่เพ่ยเพ่ยยังไม่ยอม จะให้ไล่เพกาออกไป เจ้าเหวินเยี่ยตัดสิน เมื่อเจ้าตัวคนเจ็บไม่เอาเรื่อง ก็จบแค่นี้

ooooooo

หลังจากที่เจ้าหมิงเทียนทำแผลแล้วกำลังจะเข้าห้อง เพกาตามมาขอโทษ เขากลับบอกว่าอย่าให้ตนเจ็บตัวฟรี จำไว้ ถ้าไม่จำเป็นอย่าออกจากห้องตอนกลางคืนอีก ตนเป็นห่วง...เขาจ้องเข้าไปในดวงตาของเพกา ทำเอาเธอสะท้าน แล้วเขาก็บอกต่อ...ความปลอดภัย ของคนอื่น

เพกาชะงัก ค้อนเล็กๆ แต่ก็ยังขอบคุณเขาอีกครั้งที่ช่วยปกป้องรับผิดว่าเป็นคนแกล้งตน

“ผมไม่ได้ปกป้องคุณ”

“อ้าว...”

“ผมอยากให้คุณไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แต่ถ้าคุณรับผิด คุณอาจจะต้องเสียเวลาไปนอนในคุกหลายวัน”

“แค่ทำมีดบาด ต้องติดคุกเลยเหรอคะ อ๋อ...ฉันลืมไปว่าคุณเป็นใคร” พลันเพกาเห็นผ้าพันแผลเผยอ จะช่วยจับให้ แต่เขาชิงกดมันลงเสียก่อน

เพกาเห็นกำไลหยกที่ข้อมือเขา จึงถามว่าทำไมมีเหมือนกับเพ่ยเพ่ย เขาตอบห้วนๆว่ามันเป็นของสำคัญของเรา เพกายิ่งเข้าใจว่าเป็นของแทนใจ เจ้าหมิงเทียนกับเพ่ยเพ่ย...เพกากลับเข้าห้องครุ่นคิดเรื่องกำไล เงยหน้ามาเจอซิ่วหลาน ถึงกับสะดุ้ง เธอบอกว่าคุณนายใหญ่ให้มาดูแล

“ฉันไม่เป็นอะไรจ้ะ”

“น่าแปลกนะคะ เมื่อก่อนคุณชายรองขี้เล่น ชอบแกล้งคนอื่น ตั้งแต่คุณเมย์ลีตายไป คุณชายรองก็เปลี่ยนเป็นคนละคน ไม่รู้ว่าทำไมตอนนี้นิสัยเดิมถึงกลับมา หรือว่ามีใครบางคนทำให้คุณชายรองลืมคุณเมย์ลีไปได้”

“ก็คงเป็นคุณเพ่ยเพ่ยละมั้งจ๊ะ”

ซิ่วหลานยืนกรานเป็นไปไม่ได้ เพกาบอกว่าสองคนมีกำไลหยกเป็นของแทนใจกัน ซิ่วหลานถลกแขนเสื้อตัวเองขึ้นให้ดูว่ามีกำไลหยกเช่นกัน ก่อนจะบอกว่าทุกคนในบ้านมีกันหมด

“หลายปีก่อน คุณเจ้าเหวินเยี่ยได้หยกก้อนใหญ่มา ก็เลยทำกำไลให้คุณนายทั้งสองกับลูกๆของท่าน คุณจิ้น คุณเหลียนก็ได้ด้วย เพราะทั้งสองร่วมบุกเบิกบริษัทมาด้วยกัน คุณท่านอยากให้ทุกคนสวมกำไลหยกแบบเดียวกัน ทำมาจากหยกก้อนเดียวกัน เพื่อย้ำเตือนให้ทุกคนรักและสามัคคีกันค่ะ”

“แล้วของอาซิ่ว”

“ของซิ่วไม่ใช่จากหยกก้อนนั้นหรอกค่ะ คุณเยี่ยได้หยกมาอีกก้อนหนึ่ง เนื้อไม่งามเท่าก้อนแรก ท่านก็เลยทำกำไลหยกแบบเดียวกัน ให้เป็นของขวัญกับพวกที่ทำงานมานานเกินสิบปี ก็มีซิ่ว หลุน อี่ แล้วก็อาเป่า”

“รวมคนงานเข้าไปอีกก็สิบกว่าคน แล้วทุกคนใส่กำไลติดมือตลอดเวลาไหมคะ”

ซิ่วหลานตอบว่าแล้วแต่...เพการู้สึกผิดที่ปักใจปรักปรำเจ้าหมิงเทียน

ooooooo

วันต่อมา อากาศไม่หนาวเท่าไหร่ เพกาจึงได้เห็นว่าเกือบทุกคนใส่กำไลหยกเหมือนกัน แล้วใครจะเป็นฆาตกรตัวจริงกันเล่า แต่ก็มีหวางลี่ผิง เหม่ยอิงและจิ้นเจินที่ไม่สวม

คืนนั้น เจ้าหมิงเทียนฝันถึงเมย์ลี เห็นเธอยืนหน้าเศร้ากลางสวนดอกโบตั๋น มือจับมีดที่อก เขาสะดุ้งตื่นเหงื่อแตกพลั่ก เสียใจที่ตนเป็นต้นเหตุให้เธอต้องถูกฆ่าตาย...

ขณะเดียวกัน เพกานั่งมองกระจกอยู่ในห้องดอกไม้ พร่ำเรียกหาเมย์ลี ให้มาบอกว่าเธอสงสัยใคร ตนไม่อยากเข้าใจผิดเหมือนที่ปรักปรำเจ้าหมิงเทียนอีก เพกาลุกออกไปยืนที่ระเบียง มองไปในสวนเห็นเจ้าหมิงเทียนก็รีบหลบกลับเข้ามาในห้อง รู้สึกผิดอยากทำอะไรเป็นการแก้ตัว

เพกาเอานมอุ่นๆมาให้เจ้าหมิงเทียน เขากำลังปล่อยตัวสบายๆ พอหันมาเห็นเธอก็วางตัวขรึมสร้างกำแพงกับเธอทันที “ผมเคยบอกแล้วใช่ไหม ไม่จำเป็นอย่าออกจากห้องตอนกลางคืน”

“ฉันรู้ว่าคุณนอนไม่หลับ ก็เลยอุ่นนมมาให้คุณดื่มก่อนนอน จะช่วยให้หลับง่ายขึ้น หรือถ้ายังไม่ได้ผล ฉันมีวิธีอื่นแนะนำ”

“ต้องการอะไรก็พูดมา” เจ้าหมิงเทียนรู้ทัน

เพกาทำหน้าจ๋อยๆ เอ่ยปากขอโทษเขา โดยไม่บอกว่าขอโทษเรื่องอะไร เขาพยักหน้าทั้งที่ไม่เข้าใจ เธอเร่งให้เขาดื่มนมให้หมดแก้วก่อนที่มันจะเย็น พอเขาดื่มหมด เธอก็ชมว่าเก่งมาก

“ผมไม่ใช่เด็กๆนะคุณ”

“ไม่ใช่เด็ก แต่กินปากเปื้อนเหมือนเด็กเลย”

เจ้าหมิงเทียนยกมือเช็ดปาก เพกาหัวเราะบอกว่าล้อเล่น เขาอยากจะยิ้มแต่กลั้นไว้ มองไปที่หัวไหล่เธอ เพกาดักคออย่ามาหลอกว่ามีงูเลย ตนไม่หลงกล เขากลับบอกว่ามีอะไรอยู่ที่ไหล่

“จริงเหรอคะ”

“ถ้าไม่เชื่อก็ตามใจ แต่ระวังมันจะตามขึ้นไปแพร่พันธุ์บนห้องคุณก็แล้วกัน”

เห็นเจ้าหมิงเทียนเดินไป เพกาเหลือบมองหัวไหล่แหยงๆ เอามือปัดไม่เห็นมีอะไร จึงรู้ว่าโดนหลอก เธอเข่นเขี้ยวพึมพำฝากไว้ก่อนเถอะ

บนหน้าต่างห้องเหม่ยอิง สองแม่ลูกยืนมองอย่างเคียดแค้น หาว่าเพกาอ่อยเจ้าหมิงเทียน เพ่ยเพ่ยจะลงไปตบ เป่่าหลินยุจะไปช่วย เหม่ยอิงรีบปราม

“หยุดเลยนังเป่า เพ่ยเพ่ย ลูกต้องไม่อาละวาดต่อหน้าคุณชายรอง เธอเหมือนคุณพ่อ ไม่ชอบผู้หญิงเจ้าอารมณ์”

“แล้วคุณแม่จะให้เพ่ยเพ่ยปล่อยมันไว้เฉยๆเหรอคะ ไหนคุณแม่บอกว่าเพ่ยเพ่ยต้องจับพี่รองให้ได้ ถ้าคุณพ่อตาย คุณแม่ใหญ่จะได้ไล่เราออกจากบ้านไม่ได้ คุณแม่ลืมไปแล้วเหรอคะ”

“แม่ไม่มีวันลืมหรอก และแม่ก็ไม่มีวันลืมด้วยว่า นังเมย์ลีมันรักคุณชายรองมากแค่ไหน”

“แต่นังเมย์ลีมันตายไปแล้ว คุณแม่จะปลุกผีมันขึ้นมาเล่นงานนังเพกาหรือไงคะ”

“ถ้าเป็นยังงั้นได้จริง ลูกว่าดีไหมล่ะ”

เพ่ยเพ่ยยิ้มอย่างเข้าใจความหมาย เหม่ยอิงมั่นใจในแผนครั้งนี้ของตน

ooooooo

วันต่อมา เป่าหลินพยายามคุยให้เหล่าคนใช้ด้วยกันฟังว่า เหม่ยอิงเหมือนมีเซ้นส์ ที่บอกว่าเพกาโผล่มาแบบนี้ ทำให้วิญญาณเมย์ลีอยู่ไม่เป็นสุขจึงให้ยกกระจกไปวางในห้องเพกาเพื่อทดสอบ แล้วผีก็มาจริงๆ พอดีหวางลี่ผิงเข้ามาได้ยิน หาว่าไร้สาระ ถ้ามีจริงออกมาตั้งนานแล้ว

เป่าหลินใส่ไฟ “แหม มันมีเหตุผลนะคะ เหตุผลเดียวกับที่คุณเพ่ยเพ่ยโกรธไงล่ะคะ”

“พูดอะไรให้มันชัดๆหน่อยสิ”

“ก็หึงคุณชายรองไง จะมีเหตุผลอะไรที่ทำให้ผู้หญิงเราโกรธได้ ถ้าไม่ใช่เพราะหึงหวง เรื่องนี้คุณนายใหญ่ก็รู้นี่คะ”

“นังเป่า...ตบปากตัวเอง โอหังขึ้นทุกวัน ผีบ้าๆนั่น ไม่มีทั้งนั้นแหละ” หวางลี่ผิงสั่งลงโทษเป่าหลิน แล้วบอกคนอื่นตักข้าวได้ เพราะทุกคนมากันพร้อม

อวี้เหลียนหันมาเห็นเพกายืนอึ้ง รู้สึกเห็นใจคงได้ยินที่เป่าหลินพูด หวางลี่ผิงปลอบ “ผู้มีคุณธรรมเป็นนิจ ชีวิตจะเป็นสุขเสมอ เคยได้ยินสุภาษิตจีนนี่ไหม ผีทำอะไรคนดีไม่ได้หรอก อย่ากลัวไปเลยนะ กินข้าวเถอะ”

เพกายิ้มขอบคุณ แต่สายตายังกังวลๆอยู่

ในคืนนั้น ซิ่วหลานเห็นผู้หญิงใส่ชุดขาวเดินตรงเข้าไปในสวนกลางดึก ขณะจะปิดประตูบ้าน เธอนึกว่าเป็นเป่าหลิน จึงเรียกให้เข้าบ้าน มองไปที่พื้นเห็นเศษกลีบดอกโบตั๋นก็เอะใจ เป่าหลินเข้ามาสะกิดข้างหลัง ทำทีตกใจที่เห็นกลีบโบตั๋นร่วงหล่นเป็นทาง โยงใยว่าต้องผีเมย์ลีแน่ๆ

“แกอย่ามาปล่อยข่าวมั่วแถวนี้นะ แกก็อยากให้คุณพิงก์เขากลับเมืองไทยเหมือนนายแก ฉันไม่เชื่อแกหรอก” ซิ่วหลานเดินหนี แต่ก็ไม่วายแอบมองท่าทีเป่าหลินว่ากลัวจริงหรือสร้างข่าว

วันรุ่งขึ้น เพกากำลังเทียบเส้นไหมที่จะใช้ซ่อมชุดกี่เพ้า พอซิ่วหลานเข้ามา เธอวางมือหันมาถามว่า เมื่อคืนเห็นผีจริงหรือ ซิ่วหลานรู้ทันทีว่าเป่าหลินปล่อยข่าว เพกาถามย้ำอีกที

“ไม่แน่ใจหรอกค่ะ แต่คุณเมย์ลีตายไปตั้ง 5-6ปี ทำไมจู่ๆเพิ่งมาหลอกเอาตอนนี้ล่ะคะ”

“เห็นที่ไหน ใส่ชุดกี่เพ้าหรือเปล่าคะ”

“ก็ที่สวนหลังครัวนั่นแหละค่ะ ชุดสีขาวๆ”

เพกาแปลกใจทำไมไม่ใช่ชุดสีแดง ซิ่วหลานย้อนถามทำไมต้องสีแดง เพกาไม่อยากเล่าเรื่องนิมิต จึงถามว่าทำไมใครๆคิดว่าเป็นเมย์ลี ซิ่วหลานตอบว่า เห็นกลีบดอกโบตั๋นที่พื้น

เพกากลับเข้าห้องนอน ครุ่นคิด ทำไมเมย์ลีไม่ใส่ชุดแดงเหมือนเคย และทำไมไม่มาปรากฏให้ตนเห็น เพกามองตัวเองในกระจก เห็นสร้อยรูปสิงห์ที่แม่ให้สวม

“ใช่แล้ว เพราะฉันใส่เครื่องรางอยู่ คุณเลยปรากฏตัวให้ฉันเห็นไม่ได้” เพกาถอดสร้อยเก็บใส่ลิ้นชัก “คุณเมย์ลี ฉันเดินทางมาที่คฤหาสน์ตระกูลเจ้า มาไกลถึงฮ่องกง ส่วนหนึ่งเพื่อมาทำงานที่ฉันรัก แต่อีกส่วนหนึ่ง ฉันมาเพราะคุณ หากคุณอยากให้ฉันช่วยอะไร ก็มาเข้าฝันบอกฉันนะคะ ฉันรออยู่”

คืนนั้น ขณะที่เพกาหลับ หลุนถูกผีหลอกอีกคน ไฟโรงรถดับๆติดๆ เห็นมีคนนั่งอยู่ในรถและมีกลีบดอกโบตั๋นโรยเป็นทาง เขาร้องลั่นว่าผีหลอกๆ คนในบ้านตกใจตื่นกันหมด เจ้าเหวินเยี่ยหงุดหงิดเรียกทุกคนในบ้านเข้าประชุมวันรุ่งขึ้น มีเพียงเพกาที่นอนหลับไม่ได้ยินเสียงอะไร

วันต่อมา เพกาเห็นทุกคนพร้อมหน้ากันในห้องโถง ก็แอบย่องมาดูว่ามีอะไรกัน หลุนเล่าเรื่องที่เจอเมื่อคืนให้ทุกคนฟัง อวี้เหลียนเสนอให้ตามนักพรตมาปัดเป่า จิ้นเจินหาว่างมงาย เหม่ยอิงเห็นเพกาลับๆล่อๆ จึงแกล้งพูดกระทบ ให้คนอัปมงคลเข้ามาอยู่ในบ้าน ก็เท่ากับปลุกผีชัดๆ แล้วเรียกเพกาเข้ามานั่งฟังดีๆ เพกายิ้มเจื่อนๆเดินค้อมหัวเข้ามา เพ่ยเพ่ยใส่ไฟทันที

“คุณแม่บอกว่า เมย์ลีไม่พอใจที่มีคนหน้าเหมือนตัวเองมาอยู่ในบ้าน ในห้องที่เคยเป็นของตัวเอง ผีจะต้องออกมาเพราะยัยเพกานี่ แล้วผีก็ออกมาจริงๆ เราต้องไล่ยัยนี่กลับเมืองไทย”

“ถ้ามีผีจริง ทำไมเมย์ลีไม่มาหาพี่ ไปหาหลุนกับซิ่วทำไม” เจ้าหมิงเทียนพึมพำ

เพ่ยเพ่ยท้าทาย ถ้าผีมาหา ตนจะเล่นงานให้เข็ด ตายแล้วไม่อยู่ส่วนคนตาย เหม่ยอิงปรามลูกอย่าลบหลู่ เพกาคิดในใจ อุตส่าห์ถอดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อธิษฐานขอให้ ได้เจอทำไมไม่มาหาตน

“พึมพำอะไร เธอก็เชื่อว่ามีผีใช่ไหม เธอได้ยินเสียงผีมาร้องไห้เป็นคนแรกนี่นา” หวางลี่ผิงหันมาถาม

เพ่ยเพ่ยยืนยันไล่เพกาออกไป เจ้าหมิงเทียนรู้นิสัยพ่อตัวเอง มีวิธีพูดให้เพกาได้อยู่ต่อ จึงโพล่งขึ้นว่า ถ้าไล่ไป ก็เท่ากับพ่อยอมรับว่าผีมีจริง เพ่ยเพ่ยตะลึงไม่คิดว่าพี่รองจะเข้าข้างเพกา

“คุณพ่อเป็นคนให้เขามา เป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์ไล่เขาได้ ว่าไงครับคุณพ่อ ผีมีจริงไหม”

“คนอย่างเจ้าเหวินเยี่ยไม่บ้าไปกับเรื่องพวกนี้หรอก ใครพูดเรื่องผีในบ้านนี้ขึ้นมาอีก ฉันจะสั่งตัดเงินเดือนให้หมด”

บรรดาคนใช้หัวหด เพกาโล่งใจ เหม่ยอิงยื้อให้สามีฟังเหตุผล แต่เขาไม่สนใจ จะออกไปสโมสร หวางลี่ผิงยิ้มเยาะสองแม่ลูก...ไล่ไม่สำเร็จ วันนี้จะกินข้าวลงไหม สองแม่ลูกแทบกรี๊ด

ooooooo

บ่ายวันนี้ ซิ่วหลานพาหย่งซานมาพบเพกา เขาเป็นคนก่อสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพกาชมว่าเขาจัดได้ยอดเยี่ยมมาก หย่งซานกล่าวอย่างภูมิใจ “ผมสร้างมากับมือ สุภาษิตจีนบอก เวลาเหมือนน้ำไหล ผ่านไปไม่คืนกลับ ดูร่างกายผมตอนนี้สิ เข้าออกโรงพยาบาลทุกอาทิตย์”

“ฝรั่งเขาบอกว่า วัยทอง หมายถึงเวลาที่มีค่า ได้พักผ่อน ได้แสวงหาความสุขค่ะ”

“ผมเติบโตมากับคำสอนขงจื๊อ คำว่าความสุข ในหลักคำสอนของขงจื๊อ คือการครองชีวิตอย่างสงบ ซื่อสัตย์ ใช้ความรอบรู้ที่มี ทำประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์”

“งั้น อาหย่งซานก็มีความสุขมาตลอดชีวิตแล้วค่ะ”

หย่งซานยิ้มๆ เข้ามาดูรอยขาดชุดมาดามซ่งที่ใส่หุ่นไว้ “โอว ขาดขนาดนี้เลยหรือ”

“ฉันถ่ายรูปรอยขาดไว้ กำลังจะหาของย้อมไหมมาใช้ในการซ่อม แต่หาไม่ค่อยได้ งานโบราณน่ะค่ะ ก็เลยเชิญคุณมาปรึกษา”...หย่งซานยิ้มรับยินดีให้ความช่วยเหลือเต็มที่

หลังเลิกงาน เพกาเข้ามาเจอซิ่วหลานเช็ดทำความสะอาดกรอบรูปในห้องโถง จึงเปรยขึ้นว่า ทำไมไม่มีรูปเมย์ลีบ้าง เธอนิสัยไม่ดี คนในบ้านไม่ชอบเธอหรือ ซิ่วหลานรีบบอกว่า ถ้าเมย์ลีไม่น่ารัก ก็ไม่มีใครในบ้านนี้น่ารักอีกแล้ว เธอเป็นคนเจียมตัวว่าเป็นเด็กกำพร้า ที่เขาเก็บมาเลี้ยง ไม่เคยวางตัวเป็นคุณหนู กลับเรียกทุกคนในบ้านว่าคุณชายและคุณหนู ชอบขลุกตัวอยู่แต่ในครัว เธอเชื่อฟังคำสอนของเจ้าเหวินเยี่ยทุกอย่าง คำสอนที่จำขึ้นใจคือ...

ความกตัญญูเป็นหลักธรรมของฟ้า เป็นคุณธรรมของดินและเป็นหลักการดำเนินชีวิตของคน เป็นบุตรให้กตัญญูบิดามารดา เป็นศิษย์ให้คารวะครูบาอาจารย์...กับหวางลี่ผิง เมย์ลีก็ปรนนิบัติดูแล จนเป็นที่รักและเอ็นดู

ตอนที่ 3

เมื่อมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น คนในบ้านพบเห็นวิญญาณ หลายคน ยิ่งเพ่ยเพ่ย ถึงกับสติแตก โวยวายจะออกไปอยู่ที่อื่น เจ้าเหวินเยี่ยจึงยอมให้จัดพิธีบูชาฟ้าดิน ซิ่วหลานจุดธูปให้เพ่ยเพ่ยไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ไหว้ฟ้าดินให้คุ้มครอง แต่เพ่ยเพ่ยพร่ำบอกเจ้าเหวินเยี่ยว่าผีเมย์ลีจะฆ่าตน

ซิ่วหลานเอากิ่งทับทิมกับกิ่งต้นเทพพนมมัดรวมกัน ใช้พรมน้ำมนต์ใส่หัวเพ่ยเพ่ย เธอปัด

“ไม่ ไล่ยังไงก็ไม่ไปหรอก หนูไม่อยู่บ้านนี้แล้ว หนูไม่อยู่ แม่ขา ไปอยู่โรงแรมกันนะคะ ถ้าอยู่ที่บ้าน มันต้องตามหลอกหลอนหนู จนหนูอยู่ไม่เป็นสุขแน่”

หลุนแอบกระซิบกับอี่ว่า วันก่อนยังท้าผีอยู่เหย็งๆ พอ ผีมาจริงๆกลับสติแตก เป่าหลินได้ยิน เอ็ดทั้งสองคน เหม่ยอิงแกล้งว่ากระทบเพกา ผีอะไรมาหลอกคนบ้านเดียวกัน ทำไมไม่ไปหลอกคนนอกคอก...เพ่ยเพ่ยคร่ำครวญจะออกไปอยู่ข้างนอกให้ได้ เจ้าเหวินเยี่ยหงุดหงิด

“ถ้าจำเป็นก็พาไปหาหมอหลิว พักผ่อนที่โรงพยาบาลจะดีกว่าไปโรงแรม”

เหม่ยอิงจำต้องรับคำ จิ้นเจินไม่อยากเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง อวี้เหลียนแย้ง เราก็ได้เห็นมากับตา เจ้าหมิงเทียนไม่เชื่อ เพราะถ้าวิญญาณเมย์ลีมีจริง น่าจะมาหาตน หวางลี่ผิงถามสามีเชื่อหรือไม่ เจ้าเหวินเยี่ยยืนกรานเป็นเรื่องเหลวไหล

เพกาเดินครุ่นคิดอยู่ในสวน โบตั๋น ทำไมตนเจอวิญญาณเมย์ลีในชุดสีแดง แต่คนอื่นๆเจอในชุดขาวแถมมีกลีบโบตั๋นหล่นอยู่ เธอคิดถึงคำพูดของอาแทนไทที่ว่า วิญญาณไม่มาหลอกเล่นๆที่มาเพราะห่วงหรือแค้น ไม่ก็มาขอความช่วยเหลือ แต่มาหลอกสนุกๆไม่มี...เผอิญ เจ้าหมิงเทียนเดินมา เจอเพกาก็จะเลี่ยงไป เธอรีบถามเขา ไม่เชื่อว่าเมย์ลีมาหลอกคนในบ้านใช่ไหม

เจ้าหมิงเทียน โกรธขึ้นมาทันที กระชากมือเพกาโวย “อย่าพูดถึงเมย์ลีแบบนั้น ตอนเธอมีชีวิตอยู่ เธอไม่เคยคิดร้าย ไม่เคยทำร้ายใคร ตายไปเธอจะเป็นยังงั้นได้อย่างไร”

“นั่นไงล่ะ มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ฉันก็ไม่เชื่อหรอกค่ะ ว่าที่เขาเจอคือคุณเมย์ลี”

“ยังมีหน้ามาพูด คุณนั่นล่ะที่เริ่มเรื่องผีนี่ขึ้นมาก่อน คุณเป็นคนบอกว่ามีผีมาร้องไห้ที่หน้าห้อง คุณเป็นคนสร้างความปั่นป่วนในบ้านนี้”

“โมโหอะไรมาเนี่ย...”

“เพราะ ผมไม่ชอบให้ใครพูดถึงเมย์ลีแบบนั้น ยามมีชีวิตอยู่คนพวกนั้นรังแกเมย์ลีไม่พอ เวลาที่เธอตายไป ยังมากล่าวหาว่าเธอเป็นผีเที่ยวหลอกชาวบ้านอีก คุณต้องรับผิดชอบเรื่องนี้”

“จะ ให้ฉันรับผิดชอบหรือ ได้สิ บอกมาคำเดียว ฉันจะไปจากฮ่องกง จะกลับเมืองไทยทันที พูดมาสิคะ... ฉันก็เป็นเพื่อนของเมย์ลีเหมือนกัน ฉันปรารถนาดีกับเขาไม่ต่างจากคุณหรอก”

“เพื่อนหรือ...คุณไม่เคยเจอเมย์ลีด้วยซ้ำ”

“ใครบอกล่ะ ฉัน...” เพกายั้งไว้ได้ทัน ไม่อยากเล่าเรื่องที่เจอแก่เขา

เจ้า หมิงเทียนสงสัย เค้นให้พูดออกมา เขาเผลอขู่จะบีบคอ เพกาเชิดหน้าท้า เพราะอยากรู้เหมือนกันว่าเขากล้าทำร้ายตนไหม สองคนจ้องตากันสักพัก แล้วเจ้าหมิงเทียนก็ต้องยอมหลบตาปล่อยมือจากเธอ เดินหงุดหงิดกลับไป เพกาแปลกใจกับความเป็นคนอารมณ์แปรปรวนของเขา

ooooooo

ซิ่ว หลานชวนเพกาออกไปช็อปปิ้งเปิดหูเปิดตาบ้าง พอดีต้องเอาอาหารไปส่งให้เพ่ยเพ่ยที่โรงพยาบาล จะปล่อยเธอเดินเล่นที่ย่านสรรพสินค้า เพราะถ้าจะให้เข้าเยี่ยมด้วย เกรงเพ่ยเพ่ยจะป่วยหนักลงไปอีก

ระหว่างที่เพกาเดินดูร้านค้า เห็นเพ่ยเพ่ยเดินถือของอย่างสบายอารมณ์ ก็แปลกใจตามดูว่าคนป่วยทำไมมาเดินเล่นอยู่แบบนี้ เพกาใช้มือถือถ่ายคลิปเอาไว้...กลับถึงบ้าน ถามซิ่วหลานว่าเพ่ยเพ่ยเป็นอย่างไรบ้าง ซิ่วหลานบ่น

“เจอแต่อาเป่า นั่งเฝ้าหน้าห้องค่ะ เขาบอกว่าหมอห้ามเยี่ยมกลัวติดเชื้อ เป็นแค่โรคเครียด ติดเชื้อได้ยังไง ไม่เข้าใจ สุดท้ายเลยฝากอาหารให้เป่าไปจัดการเอง”

เพกา คิดในใจ คนอะไรชอบโกหก คิดไปคิดมาชักสงสัยว่า ผีที่หลอกอาจเป็นแผนการของสองแม่ลูก เพกาจึงแอบเข้ามาค้นหาหลักฐานในห้องเพ่ยเพ่ย หวิดเจอกับเป่าหลินที่เอาเสื้อผ้าเข้ามาเก็บ ดีที่เธอซ่อนตัวได้ทัน...

ข้างล่าง เหม่ยอิงมาอ้อนวอนเจ้าเหวินเยี่ย “คุณพี่คะ เพ่ยเพ่ยไม่ยอมกลับบ้าน ลูกยืนยันว่าบ้านเรามีสิ่งผิดปกติ”

“เรื่องนี้อีกแล้ว ถ้าเชิญนักพรตมาปัดเป่า คนเขาจะมองบ้านเราว่าเป็นยังไง ฉันยอมไม่ได้”

“ที่ดิฉันจะบอกคุณพี่ก็คือ วิญญาณเมย์ลีถูกปลุกขึ้นมาเพราะผู้หญิงจากเมืองไทยคนนั้น คุณพี่ต้องให้ฉันจัดการกับมัน”

เจ้าเหวินเยี่ยก้มหน้าทำงานไม่ตอบ เหม่ยอิงทึกทักเข้าข้างตัวว่า สามีอนุญาตให้ตนจัดการเรื่องนี้เอง เธอรีบเดินออกไป เจ้าเหวินเยี่ยมองตามหลังอย่างเบื่อหน่ายเรื่องจุกจิก

เหม่ยอิงเรียกเป่าหลินมาช่วยกันขนของเพกาออกไปจากห้องดอกไม้ ขณะที่กำลังจะกวาดของบนโต๊ะเครื่องแป้งใส่กระเป๋า เพกากลับเข้ามา

“หยุดนะ อาเป่า นี่พวกคุณจะทำอะไร”

“คนที่ปลุกวิญญาณผีเมย์ลีขึ้นมาก็คือเธอ กลับไปซะ วิญญาณเมย์ลีจะได้กลับลงสุสาน เพ่ยเพ่ยลูกฉัน จะได้กลับบ้าน”

“คนที่ให้ฉันมาคือคุณเจ้าเหวินเยี่ย คนที่มีสิทธิ์ไล่ฉันก็คือคุณเยี่ย”

“ฮึ เธอคงเห็นฉันเป็นแค่เมียรอง เธอคงคิดว่า อดีตนักร้องไนต์คลับอย่างฉัน มันจะไปกล้าอะไร ถ้าฉันไม่แน่จริง ฉันไม่อยู่บ้านบ้าๆหลังนี้มาได้เป็นสิบปีหรอก อาเป่า...ไปเชิญทุกคนมารวมกันที่ห้องชั้นล่าง ถ้านังคนนี้ ยังอยู่ในบ้านนี้ต่อไป อย่ามาเรียกฉันว่าเหม่ยอิง”

“ค่ะคุณนายรอง” เป่าหลินวิ่งออกไป...

เมื่อทุกคนในบ้านมารวมกันในห้องโถง เจ้าเหวินเยี่ยถามเหม่ยอิงจะให้ตนไล่เพกากลับเมืองไทยหรือ หวางลี่ผิงหมั่นไส้มองเหม่ยอิงอย่างดูถูก เป่าหลินคุมหลุนยกกระเป๋าเสื้อผ้ามาวาง

“ฉันทนเห็นลูกสาวเป็นคนไข้โรคจิตอยู่ที่โรงพยาบาลไม่ได้อีกแล้ว คุณพี่ คุณนายใหญ่เห็นใจฉันเถอะนะคะ ยังไงเพ่ยเพ่ยก็เป็นคนในครอบครัวเรา ส่วนแม่คนนี้ก็แค่คนงานเท่านั้น”

ซิ่วหลานแย้งว่าเพกาเริ่มทำงานแล้ว และหย่งซานก็ชมว่าผีมือดี เหม่ยอิงแหวใส่ ให้หาคนใหม่มาแทน เอาที่หน้าไม่เหมือนเมย์ลี เหม่ยอิงหันมองจิ้นเจินทำนองให้ช่วยสนับสนุน

เพกาก้มหน้ามองพรม สักพักส่งเสียงขึ้นว่า “พรมห้องนี้สวยมากเลยนะคะ คงราคาแพงมากเลย แพงไหมคะคุณเยี่ย”

“ถามทำไม พรมนี่ไปเกี่ยวอะไรด้วย” เจ้าเหวินเยี่ยงง

“ก็แค่สงสัย ซุกปัญหาไว้ใต้พรมราคาแพง มันซ่อนได้จริงหรือคะ”

“ไม่ต้องมาเจ้าคารม จะพูดอะไรกันแน่”

“คนดีๆอย่างคุณเมย์ลีถูกฆ่าตายในบ้านตัวเอง หนังสือพิมพ์ลงข่าวครึกโครม พวกคุณคงอายมาก พวกคุณถึงพยายามลืมชื่อเมย์ลี พวกคุณทุกคนในที่นี้พยายามทำเหมือนเธอไม่มีตัวตน ไม่มีรูป ไม่มีการพูดถึงเธอ ทั้งๆที่เธอเป็นลูกหลานคุณแท้ๆ”

เจ้าเหวินเยี่ยและทุกคนรู้สึกเหมือนโดนด่า ต่างตะลึงกับคำพูดของเพกาที่ไม่กลัวเกรง เหม่ยอิงโวยวาย จะให้คนแบบนี้อยู่ต่อไปอีกหรือ เพกาย้อนถาม ว่าที่กลัวผีเมย์ลีเพราะทำอะไรกับเธอไว้หรือ เหม่ยอิงถึงกับอึ้ง

เจ้าหมิงเทียนตบโต๊ะเปรี้ยง

“เลิกพูดเรื่องเมย์ลีเสียที เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเมย์ลี หยุดพูดถึงคนที่เธอไม่รู้จักได้แล้ว”

“ใครบอกว่าฉันไม่รู้จัก ผีเมย์ลีตัวจริงไปหาฉันถึงที่เมืองไทย ถ้าวิญญาณของเธออยู่เป็นสุข เธอคงไม่ไปขอความช่วยเหลือฉันหรอก”

“ไปหาถึงเมืองไทย...หมายความว่ายังไง”

“กี่เพ้าชุดนั้น กี่เพ้าโบตั๋นสีแดงเลือดนก เมื่อฉันใส่มัน ฉันได้ติดต่อกับวิญญาณเมย์ลี วิญญาณของเธอเชื่อมโยงกับฉัน เธอขอความช่วยเหลือฉัน ฉันถึงยอมมาที่นี่ มาเพื่อช่วยเธอ”

“แบบนี้นี่เอง ความลับของเธอที่ฉันสงสัยมานาน”

“ฉันถึงรู้ว่าเมย์ลีถูกแทงตายในชุดกี่เพ้านั้น พวกคุณทุกคนพยายามปกปิดเรื่องการตายของเธอ พวกคุณรู้สึกผิดสินะที่ปกป้องเมย์ลีไม่ได้ ปล่อยให้เธอถูกฆ่าตายในบ้านหลังนี้”

ทุกคนตกตะลึง เหม่ยอิงแหวใส่ที่เพกาสามหาวมาวิพากษ์วิจารณ์คนในบ้าน เพกาสวนกลับว่าตนนี่แหละที่ตามผีเมย์ลีมา ตนรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่เธอได้รับจากคนในบ้านนี้ หวางลี่ผิงถามเศร้าๆว่าเพกาติดต่อกับเมย์ลีได้จริงหรือ

“เชื่อมโยงได้มากกว่าผีปลอมที่พวกคุณเห็นก็แล้วกัน”

ทุกคนงึมงำกันใหญ่ว่า ผีที่เห็นเป็นผีปลอม เพกาชูกิ๊บติดผมให้ทุกคนดู บอกว่าเจอตอนวิ่งตามผี กิ๊บนี้ดูมีราคา คนในบ้านที่ใช้มีแค่สองคน อวี้เหลียนหลุดปากออกมาว่าของเพ่ยเพ่ย

“นั่นไง นึกแล้วไม่มีผิด ยังมีอีก” เพกาชูมือถือ “ในนี้มีคลิปวีดิโอที่ฉันถ่ายไว้เมื่อวาน ตอนที่คุณเพ่ยเพ่ยไปช็อปปิ้งอย่างสุขสบาย ทั้งที่บอกทุกคนว่านอนอยู่ในโรงพยาบาล เปิดดูได้เลยค่ะคุณเยี่ย”

เพกาส่งมือถือให้เจ้าเหวินเยี่ย เขาส่งต่ออี่เปิดให้ทุกคนได้ดูภาพเพ่ยเพ่ยยิ้มแย้มเดินซื้อของทำให้เหม่ยอิงแทบช็อก ชี้หน้ากราดเกรี้ยวใส่เพกา มาหาว่าลูกสาวตนโกหก

“เปล่า ฉันหาว่าลูกคุณปลอมเป็นผีเอง แล้วมา สร้างสถานการณ์หลอกคนอื่นต่างหาก”

“แกใส่ร้ายลูกฉัน นังตัวดี” เหม่ยอิงโกรธตบหน้าเพกาฉาดใหญ่ และจะเข้าตบซ้ำ

เจ้าหมิงเทียนเข้าขวางต่อว่าไม่มีสิทธิ์ทำกับใครแบบนี้ เหม่ยอิงถึงกับเหวอ “คุณชายรอง เพ่ยเพ่ยเป็นน้องคุณนะ นังคนนี้เป็นคนอื่น ปกป้องมันทำไม มันก็แค่คนโกหก”

“ฉันไม่ได้โกหก ฉันยังมีหลักฐานสำคัญอีก”

ทุกคนชะงักกับคำพูดของเพกา เธอพาทุกคนมาที่ห้องเพ่ยเพ่ย บอกว่าตนสงสัยจึงแอบมาค้น และก็ได้เจอชุดขาวกับหน้ากากที่เพ่ยเพ่ยใส่หลอกว่าเป็นผีในลิ้นชักนี้ เหม่ยอิงหน้าซีด

“คุณพี่ นี่คุณพี่เชื่อมันเหรอ ทุกคนเชื่อเรื่องที่มันพูดงั้นหรือ มันเป็นแค่คนงานนะ”

หวางลี่ผิงได้ที ชี้หน้าต่อว่า “หนอย เหม่ยอิง นี่เธอบังอาจเล่นละครหลอกคุณพี่ หลอกฉัน เห็นพวกเราโง่มากหรือไง”

“ไม่จริง ไม่จริง คุณพี่ให้ความยุติธรรมกับฉันด้วย”

“เรื่องนี้มันเริ่มต้นที่เห็นผี งั้นฉันก็จะถามคนที่เห็นผี ให้เขาเป็นคนตัดสินใจแล้วกันว่าเขาจะเชื่อใคร” เจ้าเหวินเยี่ยสั่งหลุนเอาชุดและหน้ากากไปให้ทุกคนที่เจอผีดู

ทั้งหลุน ซิ่วหลาน จิ้นเจิน และอวี้เหลียน เห็นแล้วต่างยอมรับว่าใช่ เหม่ยอิงสบตาจิ้นเจินด้วยความผิดหวัง ซิ่วหลานยืนยันว่าตนไม่เชื่ออยู่แล้วว่าจะเป็นผีเมย์ลี

อวี้เหลียนคิดได้ “ชุดแบบนี้ ที่จริงเมย์ลีไม่เคยใส่ ถ้าจะเป็นผีก็ควรจะมาในชุดที่เป็นตัวเธอมากกว่านี้”

“บ้าๆ บ้าไปแล้วทุกคน เพ่ยเพ่ยเป็นลูกหลานพวกคุณ แล้วนังผู้หญิงคนนี้มันก็แค่หน้าเหมือนเมย์ลี ทำไมทุกคนต้องไปเข้าข้างมันด้วย” เหม่ยอิงเจ็บใจด่ากราด

“น่าสมเพช เธอสองคนแม่ลูกควรไปให้หมอเช็กประสาทดูบ้างนะ ลุกขึ้นมาสร้างเรื่องเพื่อไล่ผู้หญิงคนเดียว พวกเธอมันบ้า ฉันจะไม่เสียเวลากับเรื่องไร้สาระพรรค์นี้อีก” หวางลี่ผิงลุกเดินหนี ไม่อยากสนใจอีก

เหม่ยอิงพยายามบอกให้ทุกคนเข้าใจว่า ชุดนี้เพ่ยเพ่ยมีไว้ใส่งานฮาโลวีน วัยรุ่นสมัยนี้ก็มีกัน เธอมองหน้าสามีขอให้ช่วยตัดสิน

“แต่ไหนแต่ไร ฉันไม่เคยเชื่อเรื่องผีนี่อยู่แล้ว ถ้าไล่ผู้หญิงคนนี้ไป ก็เท่ากับยอมรับว่าวิญญาณของเมย์ลีมีอยู่จริง ไม่มีทาง...คนตายไปแล้วก็คือคนตาย อย่าพูดเรื่องวิญญาณเมย์ลีขึ้นมาอีก ใครพูดฉันจะตัดเงินเดือน ได้ยินมั้ย” เจ้าเหวินเยี่ยลุกเดินออกไปอีกคน
เหม่ยอิงตามเซ้าซี้ขอให้เห็นแก่เพ่ยเพ่ย แต่เจ้าเหวินเยี่ยไม่สนใจ เพกายืนอมยิ้ม เหม่ยอิงหันมามองอย่างโกรธแค้น ซิ่วหลานสบตาเพกาอย่างผู้ชนะ

ooooooo

เพกากลับเข้าห้อง มองกระจกดูใบหน้าที่โดนตบ รู้สึกเจ็บ พอได้ยินเสียงประตูเปิดคิดว่าเป็นซิ่วหลานจึงขอให้เอาผ้าห่อน้ำแข็งมาให้ตนประคบแก้มหน่อย เพกาเดินไปนอนหลับตาบนเตียงอย่างเหนื่อยหน่าย

คนที่เข้ามาเป็นเจ้าหมิงเทียน เขาไปที่ตู้เย็นมุมห้อง เอาผ้าเช็ดหน้าตัวเองห่อน้ำแข็งมาประคบที่แก้มเพกา เธอจับมือเอ่ยขอบใจ ลืมตามาตกตะลึง สบตาเขาอึ้งๆ แปลกใจที่เมื่อวานเขายังอารมณ์ร้ายกับตน มาวันนี้กลับดีอีกแล้ว พอได้สติ เพกาลุกขึ้นขยับออกห่าง กล่าวขอบคุณ

“คุณรู้ไหม วันนี้สิ่งที่สั่นประสาทคนในบ้านนี้ ไม่ใช่ละครฉากใหญ่ ไม่ใช่การอาละวาดของคุณอิง ไม่ใช่ผีปลอม แต่คือผีจริงที่คุณเล่าต่างหาก”

เพกานึกย้อนถึงคำพูดของตัวเอง “จริงด้วย เราไม่น่าพูดแบบนั้นออกไปเลย ถ้าเกิดฆาตกรอยู่ในกลุ่มนั้น เขารู้ว่าเราติดต่อเมย์ลี เขาอาจจะกลัวความจริงเปิดเผย อาจจะฆ่าปิดปากเราก็ได้”

เจ้าหมิงเทียนประเมินเหตุการณ์ให้ว่า “นับจากนี้ คนในบ้านทุกคนจะอยู่ไม่เป็นสุข นับจากวันที่เขารู้สึกว่าวิญญาณเมย์ลียังอยู่”

“หมายความว่ายังไงคะ”

“แม้แต่ตัวคุณเอง คุณจะไม่ใช่แค่คนหน้าเหมือน แต่คุณคือคนที่ติดต่อกับวิญญาณเมย์ลีได้ คุณรู้ไหม...สิ่งนี้จะนำอะไรมาสู่คุณบ้าง”

“นำอะไรมาสู่...คุณหมายถึง...อันตราย! จะมาสู่ฉันงั้นหรือคะ”

“ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อว่าผีมีจริง ถึงนาทีนี้

ผมก็ยังไม่เชื่อ แต่หากคุณยังยืนยันว่าเรื่องที่คุณเล่าเป็นเรื่องจริง ก็กลับเมืองไทยไปซะ อย่าอยู่ที่นี่อีกเลย”

เพกาตกตะลึงกับคำพูดของเจ้าหมิงเทียน สีหน้าเขาดูจริงจังมาก...ขณะเดียวกัน คนในบ้านต่างอยู่กันคนละมุม ครุ่นคิดถึงเรื่องเมย์ลีด้วยความเครียด รวมถึงบรรดาคนรับใช้ ก็ถกเถียงกันถึงเรื่องเพ่ยเพ่ยทำผีหลอก เป่าหลินแก้ตัวแทนนายจนโดนหลุนแกล้งทำเฉาก๊วยหกรดหัว ทำทีจะปัดออกแต่กลับยีบนหัวจนเละตุ้มเป๊ะ

ตอนที่ 4

เรื่องในอดีตยังพรั่งพรูออกจากปากซิ่วหลาน เพกาตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ หลังจากเมย์ลีถูกฆ่าตาย เจ้าหมิงซานประสบอุบัติเหตุขับรถตกเขาตายเสียอีก เหว่ยเหอถึงกับสติแตก มีคนเคยพบกลายเป็นคนเร่ร่อน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หนีการจับกุมของตำรวจจนถึงทุกวันนี้

“เฮ้อ...ความรักทำให้โลกเป็นสีชมพูได้ฉันใด ก็เปลี่ยนโลกให้เป็นสีดำทะมึนได้ฉันนั้น”

ซิ่วหลานพยักหน้าเห็นด้วย “เรื่องในบ้านจากนี้มีแต่เรื่องเครียดๆ อย่าฟังเลยค่ะ ไหนบอกจะออกไปเดินเล่นในเมืองไม่ใช่หรือคะ”

เพกา นึกได้ เธอออกมาเดินชมเมืองแถวลานชงโคที่เป็นสัญลักษณ์ของเกาะฮ่องกง เธอครุ่นคิดลำดับเรื่องราวที่ซิ่วหลานเล่ามาทั้งหมด แล้วถอนใจ

“คุณ เมย์ลี คุณปั่นหัวฉันเล่น ทำให้ฉันไขว้เขวว่าคนในบ้านเป็นฆาตกร ที่จริงฆาตกรคือเหว่ยเหอ ใจคอคุณจะให้ฉันจับเหว่ยเข้าคุกหรือคะ เฮ้อ ถ้าเราใส่ชุดกี่เพ้านั้นอีกครั้ง จะได้เจอวิญญาณเมย์ลีอีกไหมนะ จะได้คุยกันให้รู้แล้วรู้รอด จริงสิ...กี่เพ้าชุดนั้นอยู่ไหนนะ”

คิดแล้วเพกาก็มารอเจ้าหมิงเทียนกลับจากทำงาน พอเห็นเขาเข้าบ้านมาก็ไปเอาใจถามไถ่ว่าเหนื่อยไหม เขากลับย้อนว่า “รบกับคุณเหนื่อยกว่า”

“หือ...พูดเข้า ฉันไม่ใช่นักสู้แกลดิเอเตอร์แห่งโรมนะคะ”

“แกลดิเอเตอร์ใช้อาวุธประหัตประหาร แต่คุณ... ใช้ปาก”

“ใครกันแน่มีวาจาเป็นอาวุธ คุณว่าฉันสารพัด จุ้นจ้านบ้าง แกว่งปากหาเรื่องมั่ง สอดรู้สอดเห็นบ้าง”

“หรือ ไม่จริง ที่พูดมาทั้งหมดคุณสมบัติประจำตัวคุณทั้งนั้น...คุณทำท่าเหมือนรอผม มีอะไรหรือ” เจ้าหมิงเทียน รู้ทันว่าเธอคงไม่ดักรอเพื่อถามทุกข์สุขเป็นแน่

เพกาจึงโพล่งขึ้น “กี่เพ้าชุดดอกโบตั๋นอยู่กับคุณใช่ไหมคะ ฉันขอยืมหน่อยได้ไหม”

“ไม่ได้”

“เอ๊า จะไปไหนล่ะ เดี๋ยวสิคะคุณ”

เจ้าหมิงเทียนเดินมานั่งในสวน เพกาวิ่งตามมาซักไซ้ “ฉันยังมีคำถามอีก กี่เพ้าชุดนั้นคุณเป็นคนส่งไปที่เมืองไทยหรือเปล่า”

“หน้าที่ของคุณ มาที่นี่เพื่อซ่อมกี่เพ้าเท่านั้น หวังว่าคงจำได้”

“ถ้าไม่ใช่คุณ ใครกันคะที่ส่งไป”

เจ้าหมิงเทียนลุกขึ้นบีบแขนเพกา สั่งเสียงเข้ม “ห้ามคุณสืบหาคนที่ส่งกี่เพ้าลายโบตั๋นไปเมืองไทยนะ ห้ามเด็ดขาด”

“สถาบัน ของฉันขอกี่เพ้าไปสามสิบชุด แต่มีใครบางคนเอากี่เพ้าของเมย์ลีใส่ลงไป ทันทีที่กี่เพ้าชุดสำคัญนี้ปรากฏ ก็เกิดเรื่องวุ่นวายกับชีวิตของพวกเรา...คนคนนั้นทำให้คุณถูกพ่อ เอ่อ...พ่อคุณหักหน้าคุณต่อหน้าคนเยอะแยะ ไม่อยากจับตัวมาแก้แค้นเหรอคะ”

“เขาไม่เจตนาทำให้ผมเดือดร้อน”

“เอ๊ะ...พูดอย่างนี้แสดงว่าคุณรู้ฝีมือใคร ใครคะคุณหมิงเทียน เขาต้องการอะไร คนคนนั้นจะช่วยเมย์ลีหาฆาตกรเหมือนฉันหรือเปล่าคะ”

“คุณเก็บความลับได้ไหม” เจ้าหมิงเทียนลองหยั่งเชิง

“ฮู้ย ไม่อยากจะโม้ เพื่อนคนไหนมีความลับต้องเล่าให้ฉันฟัง เพราะฉันเก็บความลับเก่ง”

แต่ พอเจ้าหมิงเทียนถามความลับเช่นอะไร เพกาก็ลืมตัวเล่าความลับของเดซี่ให้ฟังว่าเธอเป็นคนนอนกรนเสียงดัง จนเพื่อนบ้านขู่จะร้องเรียนสำนักงานหมู่บ้านเพราะพวกเขานอนกันไม่ได้ ทำให้เดซี่ต้องเปลี่ยนหน้าต่างห้องนอนเป็นกระจกเก็บเสียง

“คุณบอกฉันมาได้แล้วค่ะ ใครขุดชุดกี่เพ้าขึ้นมา”

เจ้าหมิงเทียนหัวเราะฮึๆ “คุณเพิ่งพิสูจน์ให้ผมเห็นว่าเป็นคนเก็บความลับไม่อยู่ เอาความลับเพื่อนมาแฉ”

เพกาเอามือปิดปาก เถียงไม่ออก “โธ่...คุณน่ะ...”

“อย่า มัวแต่สนใจเรื่องคนอื่น สิ่งที่คุณต้องระวังในเวลานี้คือความปลอดภัยของตัวคุณเอง อย่าลืมสิ คุณประกาศว่าจะจับเหว่ย วันที่เหว่ยแอบอยู่ในบ้าน เหว่ยเองก็ได้ยิน เขาจะทำร้ายคุณเมื่อไหร่ก็ได้”

เพกาจะแย้ง เจ้าหมิงเทียนขู่ ถ้าไม่อยากถูกเหว่ยเหอ ฆ่าให้อยู่เฉยๆ ทำหน้าที่ตัวเองไป ไม่อย่างนั้นตนจะเป็นคนส่งกลับเมืองไทย เพกาประสานสายตาเหมือนเด็กดื้อ ไม่เชื่อฟัง

ooooooo

ในเมืองไทย ที่สถาบันอาภรณ์แห่งเอเชีย พองานแสดงกี่เพ้าจบลง แฮรี่ก็ไม่มีงานทำ ปรึกษาเดซี่ว่าจะหาอะไรมาแสดงต่อจากนี้ก็ไม่ได้เรื่อง ถึงกับออกปากบ่น

“ขาดพิงก์เหมือนฉันขาดแขนขา ไม่มีใครช่วยคิดงานสักคน”

ระหว่าง นั้น มีชายวัยหกสิบเศษ แต่งตัวภูมิฐานเดินด้อมๆมองๆเข้ามา แฮรี่บอกเดซี่ให้บอกไปว่าช่วงนี้ไม่มีงานแสดง แต่เดซี่กลับมีความคิดว่า

“ลุงคนนั้นแต่งตัวดี ต้องเป็นคนรวยแหงๆ ขอเขาช่วยบริจาคให้สถาบันสิคะหัวหน้า”

แฮรี่เห็นจริง รีบออกไปต้อนรับ ชายคนนั้นแนะนำตัวว่ามาจากเซี่ยงไฮ้ แฮรี่กับเดซี่ตาวาว เศรษฐีแน่ๆ

“มี คนส่งจดหมายไปให้ผมที่บ้าน ในจดหมายบอกให้ผมมาชมงานแสดงที่จัดที่นี่เดือนนี้ หากไม่มาผมต้องเสียใจไปตลอดชีวิต เผอิญผมมาประชุมงานที่เมืองไทย เลยแวะมาดู”

ชายคนนี้คือหลี่เซียน ยื่นจดหมายที่ได้รับให้แฮรี่ เดซี่เอาโบรชัวร์งานแสดงกี่เพ้าที่เพิ่งจบไปมาให้แทน

ในนั้นมีภาพชุดไฮไลต์คือกี่เพ้าลายโบตั๋นเป็นภาพใหญ่ หลี่เซียนเห็นตกตะลึง ฉีกโบรชัวร์ในมือทิ้งอย่างโกรธเกรี้ยว

“ชุด พวกนี้ควรถูกทำลาย เหมือนระบบศักดินาที่ต้องโค่นล้ม ประเทศจีนต้องไม่มีชนชั้น” หลี่เซียนเอาโบรชัวร์แถวนั้นมาฉีกทำลายอีกหลายใบ ถึงยอมกลับไป

แฮรี่กับเดซี่กลัวลาน หลังจากนั้นเดซี่รีบโทร.

เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพกาฟัง ว่าตนเอาจดหมายไปให้อาแป๊ะขายเก๊กฮวยที่ปากทางอ่านให้ฟัง จึงรู้ว่าชายคนนั้นชื่อ มิสเตอร์หลี่เซียน

“ฟังจากที่เธอเล่า คุณหลี่คนนี้มีความเชื่อทาง การเมือง ตามลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม”

“ปฏิวัติวัฒนธรรมอะไร ไม่เคยได้ยิน”

แฮรี่แย่งโทรศัพท์มาคุยเอง “นี่หัวหน้าพูดนะ ลืมฉันเหรอยัง”

“คิดถึงทุกลมหายใจค่า...” น้ำเสียงเพกาประชดเล็กๆ

“งั้น รีบซ่อมกี่เพ้าคุณเยี่ยให้เสร็จ แล้วกลับมาช่วยฉันทำงาน แม่ดอกเดซี่เนี่ยพึ่งไม่ได้ พิงก์ ฉันว่าตาแก่โรคจิตหลี่เซียนต้องเป็นอดีตทหารแดง”

“หัวหน้ารู้ได้ยังไงคะ หรือดูจากโหงวเฮ้ง”

“วิเคราะห์จากคำพูด ตาแก่หลี่พูดว่า พวกเราต้องทำลายกี่เพ้าให้สิ้นซาก ยุคปฏิวัติวัฒนธรรม พวกทหารแดงมีหน้าที่ทำลายกี่เพ้า”

“ใช่...ยุคนั้น กี่เพ้าถูกทำลายเป็นพันๆหมื่นๆชุด โดยเฉพาะที่เซี่ยงไฮ้ ใครเล่นตลกร้าย ส่งจดหมายเชิญอดีตทหารแดงมาชมงานแสดงกี่เพ้าคะเนี่ย”

“ทีแรกฉันคิดว่าเป็นแขกของผู้สนับสนุนสถาบัน แต่โทร.ถามทุกคนแล้ว ไม่มีใครรู้จักอีตาแก่หลี่”

พอดีเจ้าเหวินเยี่ยเดินมา เพกาขอวางสายจากแฮรี่แล้วเข้าไปต้อนรับ เขามาดูว่าเพกาซ่อมชุดไปถึงไหน เพการีบอธิบายว่า กำลังหาเส้นไหม หาผ้าที่เหมือนของเดิมที่สุด

“อาหย่งเข้าออกโรงพยาบาลไม่มีใครช่วยสินะ ฮึ ไหนบอกว่าชำนาญด้านนี้ไง” เจ้าเหวินเยี่ยตำหนิแล้วเดินไปดูชุดอื่นๆว่าเก็บเข้าที่เรียบร้อยดีไหม เพกาฉวยโอกาสถาม

“พิพิธภัณฑ์ของคุณสุดยอดมาก ทำไมคุณถึงชอบกี่เพ้านักล่ะคะ”

“แม่ของฉันใส่ชุดกี่เพ้าสวยที่สุดในเมืองเสมอ จนกระทั่งวันนั้น วันที่ครอบครัวของเรา ร้านขายยาที่ใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้ ถูกพวกนั้นทำลาย”

“สมัยปฏิวัติวัฒนธรรม พรรคคอมมิวนิสต์กวาดล้างครอบครัวคุณ คงถูกยึดทรัพย์ด้วย”

เจ้าเหวินเยี่ยพยักหน้า “ฉันจำภาพนั้นได้ กี่เพ้าทั้งหมดของแม่ ถูกพวกนั้นทำลาย ครอบครัวเราหนีมาอยู่ฮ่องกง พ่อแม่ส่งฉันไปเรียนต่อที่อเมริกา ฉันเรียนเภสัช เพื่อกลับมารื้อฟื้นกิจการของตระกูล ภาพความเจ็บปวดในวันนั้น สอนให้ฉันมุ่งมั่นจนมีวันนี้ วันที่ตระกูลเจ้ากลับมาผงาดอีกครั้ง ตลอดชีวิตฉันยึดคติ...ผู้มีใจตั้งมั่น ย่อมชนะฟ้า ผู้มีความกล้า ย่อมชนะศัตรู”

“ดิฉันก็มีคติประจำใจ อดีตเป็นครูไม่ใช่ผี เราควรเรียนรู้จากอดีต แต่ไม่ควรยึดติดกับมัน”

เจ้าเหวินเยี่ยยังบอกอีกว่า เหตุการณ์ช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ได้เปลี่ยนความคิดของตน ตนเริ่มรักการสะสมกี่เพ้า จากที่เคยมองว่าเป็นแค่เครื่องแต่งกายผู้หญิง

“ฉันตามเก็บรักษา เมื่อโลกเห็นกี่เพ้าพวกนี้ พวกเขาจะได้เห็นจิตวิญญาณของคนจีน”

เพกาฉุกคิด หรือว่าเจ้าเหวินเยี่ยจะเป็นคนส่งจดหมายไปให้อดีตทหารแดง จึงหยั่งเชิงถาม

“คุณเยี่ยรู้จักทหารแดงที่ยังมีชีวิตอยู่ในเซี่ยงไฮ้ไหมคะ”

“ฉันไม่คบค้าสมาคมกับพวกนั้น ฉันไม่รู้จัก”

เพกาพยายามมองหน้าเจ้าเหวินเยี่ย เพื่อจับพิรุธก็ไม่พบอะไร แต่ยังไม่ปักใจเชื่อ

ooooooo

ช่วงพักกลางวัน เพกาจะกลับขึ้นห้อง เห็นหวางลี่ผิงนั่งปักผ้าอยู่ในห้องโถง ซิ่วหลานกำลังรินน้ำชาให้ หวางลี่ผิงชวนมาดื่มน้ำชาด้วยกัน เพกามองผ้าที่เธอปักแล้วชมว่าสวยงามมาก

เพกากับหวางลี่ผิงคุยกันตามประสาคนรักผ้าด้วยกัน เพกาเห็นผ้าที่ปักเป็นลายโบตั๋น จึงถามว่านี่เป็นลายที่ง่ายสุดแล้วหรือ หวางลี่ผิงตอบว่าใช่ ถ้าเทียบกับลายอื่นๆ

เพกาเพิ่งสังเกตเห็นว่า หวางลี่ผิงชอบแต่งกายแบบชาวจีนสมัยก่อน แถมมีความรู้มากมายจึงคิดว่า นี่ก็เป็นอีกคนที่น่าสงสัยว่าจะเป็นคนส่งจดหมายไปให้อดีตทหารแดง จึงลองถาม

“เอ...คุณนายใหญ่มีอดีตกับพวกทหารแดงหรือเปล่าคะ”

หวางลี่ผิงชะงัก ย้อนถามว่าอยากรู้ไปทำไม เพการีบปฏิเสธว่าไม่มีอะไร แล้วขอตัวขึ้นห้อง...เพกาอยากรู้เหลือเกิน ว่าใครเป็นคนส่งจดหมายไปให้หลี่เซียน ระหว่างที่เดินกลับห้อง นึกได้ เจ้าหมิงเทียนเคยบอกว่าห้องแม่อยู่ใกล้กับห้องตน

“ต้องใช่ห้องนี้แน่ คุณนายใหญ่มาจากตระกูลสำคัญของเซี่ยงไฮ้เหมือนคุณเยี่ย อาจจะมีอดีตเกี่ยวข้องกับพวกทหารแดงเหมือนคุณเยี่ย และหลักฐานต่างๆอาจอยู่ในห้องนี้” เพกาชั่งใจจะแอบเข้าไปดีหรือไม่ เดินหน้าถอยหลัง ยักแย่ยักยันเหมือนคนบ้า “แต่คุณนายใหญ่อยู่ข้างล่างทางสะดวก...แต่ถ้าโดนจับได้ล่ะ โดนตำรวจจับหมดอนาคต...แต่ถ้าไม่ทำตอนนี้ก็ไม่มีโอกาสแล้ว...แต่เราเพิ่งแอบเข้าห้องคุณเพ่ยเพ่ยไปนะ โฮ้ย...ยัยพิงก์เอ๊ย หล่อนนี่เหมือนคนบ้าจริงๆเลย”

เพกาตัดสินใจพุ่งเข้าห้องหวางลี่ผิง เข้ามารีบค้นอัลบั้มภาพเก่า รื้อเอกสารต่างๆหวังว่าจะมีสำเนาจดหมายอยู่บ้าง พลันเสียงหวางลี่ผิงคุยกับซิ่วหลานใกล้เข้ามา เพกาตกใจรีบเข้าไปซ่อนตัวในตู้เสื้อผ้า สองคนเปิดประตูเข้ามาคุยกันเรื่องของขวัญให้เจ้าเหวินเยี่ย

“ปีนี้คุณเหม่ยอิงต้องปักปลอกหมอนให้คุณเยี่ยอีกตามเคย แม่นั่นน่ะช่างเอาอกเอาใจ รู้ว่าคุณเยี่ยชอบผ้าปัก”

“ตามฉันมาดูอะไรนี่สิอาซิ่ว” หวางลี่ผิงเดินมาเปิดประตูตู้เสื้อผ้า

เพกาใจหายวาบ ย่อตัวลงด้วยความตกใจ โชคดี ที่หวางลี่ผิงเปิดประตูอีกบาน หยิบปลอกหมอนที่ปักเสร็จแล้วออกไปให้ซิ่วหลานดู

“เพิ่งปักเสร็จเมื่อวาน ดูซิ คุณท่านจะหนุนปลอกหมอนฉันหรือปลอกหมอนนังเหม่ยอิง”

“สวยมากค่ะ ต้องหนุนของคุณนายใหญ่อยู่แล้วค่ะ ฝีมือปักผ้าคุณนายใหญ่สวยกว่าเป็นไหนๆ”

“ฮึ ผ้าปักของเหม่ยอิง ฝีมือหยาบเหมือนผ้าปักที่วางขายริมถนน” หวางลี่ผิงเอาปลอกหมอนและผ้าห่มที่ปักยังไม่เสร็จเก็บเข้าในตู้

เพกาตัวลีบใจหายวาบอีกครั้ง กระถดตัวไปชิดผนังตู้ ได้ยินหวางลี่ผิงชวนซิ่วหลานลงไปจัดโต๊ะอาหาร พอได้ยินเสียงประตูห้องปิด เพกาก็แง้มตู้ออกมอง แล้ววิ่งแจ้นออกจากห้อง

“เกือบไปแล้วไหมล่ะ...”

ooooooo

วันต่อมาเป็นวันหยุด เจ้าหมิงเทียนแต่งชุดลำลอง ดูหล่อเหลาผิดจากเดิม เดินมาที่รถซึ่งอี่กำลังเช็ดทำความสะอาดอยู่ เขาถามถึงเพ่ยเพ่ย จึงรู้ว่ายังไม่ลงมา ไม่ทันไร เพกาเดินออกมาในชุดสวย เขาถามว่าจะไปไหน เธอตอบว่าไปเที่ยว เขาเป็นห่วงไม่กลัวเหว่ยเหอหรืออย่างไร

เพกาตบที่กระเป๋าถือ “ฉันเตรียมพร้อมไว้แล้ว มีของป้องกันตัวด้วย ไปนะคะ”

เจ้าหมิงเทียนมองตามอย่างห่วงๆ...เพกามาที่วัดหยวนหยวน เพราะศึกษามาว่าเป็นวัดที่รวมกันของสามศาสนา คือ พุทธ เต๋า และขงจื้อ คนฮ่องกงใช้หลักปรัชญาของศาสนาทั้งสามในการดำเนินชีวิตโดยไม่ยึดศาสนาใดเป็นศาสนาประจำชาติ ระหว่างที่เดินดูรอบๆ เธอรู้สึกเหมือนมีคนแอบมอง หันไปดูก็ไม่พบอะไรผิดปกติ แต่ก็ยังเอะใจว่ามีคนสะกดรอยตาม จึงแอบหลบมุมหยิบอาวุธป้องกันตัวคือสเปรย์พริกไทย เตรียมไว้ พอมีคนเดินมาใกล้ ก็โผล่พรวดฉีดสเปรย์ใส่

“โอ๊ย...แสบ...”

“คุณหมิงเทียน!”

เพกาตกใจรีบหาน้ำมาล้างออกให้ โชคดีที่เขาตัวสูงจึงไม่เข้าตา โดนแค่แก้มและเสื้อ

“เป็นบ้าอะไรน่ะคุณ มาฉีดใส่ผม”

“ฉันคิดว่าคุณเป็นเหว่ยค่ะ ชอบสะกดรอยตามฉันจริงนะคะ ที่เมืองไทยก็หนหนึ่งแล้ว ให้ฉันวิเคราะห์ ตอนเด็กๆ คุณต้องฝันอยากเป็นยอดนักสืบ แต่โตขึ้นพ่อแม่ไม่ให้เป็น เลยเก็บกด”

“ก่อนวิจารณ์คนอื่น วิจารณ์ตัวเองมั่ง เพ้อเจ้อชอบคิดเองเออเอง ผมกำลังจะไปธุระ ผ่านวัดหยวนหยวน เลยแวะสักการะ ไม่ได้ตามใคร”

เพกามองการแต่งตัวของเขา เหมือนจะไปออกงานไม่น่ามาเดินวัด เจ้าหมิงเทียนวางฟอร์มต่อว่า ทำผิดยังไม่ยอมรับอีก เพกาแกล้งคำนับแบบคนจีน เขาเอ็ดที่ยังทำล้อเล่น เพกายิ้มแหะๆ...ทั้งสองเดินมาไหว้พระด้วยกัน เจ้าหมิงเทียนยังถูไถใบหน้ายังแสบๆ เพกาเห็นแล้วรู้สึกผิด

“อูย ยังไม่หายแสบอีกหรือ ฉันออกค่าธูปเทียนให้นะคะ เป็นการไถ่โทษ”

เขาพยักหน้า แต่แล้วเพกาก็ค้นเงินในกระเป๋า มีแต่เงินไทย จึงยิ้มประจบ “แหะๆคุณหมิงเทียน ฉันลืมเอาเงินดอลลาร์ฮ่องกงมาค่ะ มีแต่เงินบาท”

เจ้าหมิงเทียนระอาความเป๋อเหลอของเพกา...ทั้งสองเข้าสักการะเทพเจ้าแล้วเดินออกมา เพกาเอ่ยขึ้นว่า คราวหน้าไปวัดอื่น ตนจะออกค่าธูปค่าเทียน ค่าดอกไม้ให้

“เข็ด...ไม่ไปกับคุณแล้ว” เจ้าหมิงเทียนแกล้งว่า แล้วให้เธอรอตรงนี้ ตนจะไปล้างหน้า

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.8 คีย์ ขอร้องให้ ตุลยา ที่มีสัมผัสพิเศษช่วยให้ได้คุยกับมน
15 เม.ย. 2564

06:10 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 15 เมษายน 2564 เวลา 08:21 น.