สมาชิก

กี่เพ้า

ตอนที่ 3

เมื่อมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น คนในบ้านพบเห็นวิญญาณ หลายคน ยิ่งเพ่ยเพ่ย ถึงกับสติแตก โวยวายจะออกไปอยู่ที่อื่น เจ้าเหวินเยี่ยจึงยอมให้จัดพิธีบูชาฟ้าดิน ซิ่วหลานจุดธูปให้เพ่ยเพ่ยไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ไหว้ฟ้าดินให้คุ้มครอง แต่เพ่ยเพ่ยพร่ำบอกเจ้าเหวินเยี่ยว่าผีเมย์ลีจะฆ่าตน

ซิ่วหลานเอากิ่งทับทิมกับกิ่งต้นเทพพนมมัดรวมกัน ใช้พรมน้ำมนต์ใส่หัวเพ่ยเพ่ย เธอปัด

“ไม่ ไล่ยังไงก็ไม่ไปหรอก หนูไม่อยู่บ้านนี้แล้ว หนูไม่อยู่ แม่ขา ไปอยู่โรงแรมกันนะคะ ถ้าอยู่ที่บ้าน มันต้องตามหลอกหลอนหนู จนหนูอยู่ไม่เป็นสุขแน่”

หลุนแอบกระซิบกับอี่ว่า วันก่อนยังท้าผีอยู่เหย็งๆ พอ ผีมาจริงๆกลับสติแตก เป่าหลินได้ยิน เอ็ดทั้งสองคน เหม่ยอิงแกล้งว่ากระทบเพกา ผีอะไรมาหลอกคนบ้านเดียวกัน ทำไมไม่ไปหลอกคนนอกคอก...เพ่ยเพ่ยคร่ำครวญจะออกไปอยู่ข้างนอกให้ได้ เจ้าเหวินเยี่ยหงุดหงิด

“ถ้าจำเป็นก็พาไปหาหมอหลิว พักผ่อนที่โรงพยาบาลจะดีกว่าไปโรงแรม”

เหม่ยอิงจำต้องรับคำ จิ้นเจินไม่อยากเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง อวี้เหลียนแย้ง เราก็ได้เห็นมากับตา เจ้าหมิงเทียนไม่เชื่อ เพราะถ้าวิญญาณเมย์ลีมีจริง น่าจะมาหาตน หวางลี่ผิงถามสามีเชื่อหรือไม่ เจ้าเหวินเยี่ยยืนกรานเป็นเรื่องเหลวไหล

เพกาเดินครุ่นคิดอยู่ในสวน โบตั๋น ทำไมตนเจอวิญญาณเมย์ลีในชุดสีแดง แต่คนอื่นๆเจอในชุดขาวแถมมีกลีบโบตั๋นหล่นอยู่ เธอคิดถึงคำพูดของอาแทนไทที่ว่า วิญญาณไม่มาหลอกเล่นๆที่มาเพราะห่วงหรือแค้น ไม่ก็มาขอความช่วยเหลือ แต่มาหลอกสนุกๆไม่มี...เผอิญ เจ้าหมิงเทียนเดินมา เจอเพกาก็จะเลี่ยงไป เธอรีบถามเขา ไม่เชื่อว่าเมย์ลีมาหลอกคนในบ้านใช่ไหม

เจ้าหมิงเทียน โกรธขึ้นมาทันที กระชากมือเพกาโวย “อย่าพูดถึงเมย์ลีแบบนั้น ตอนเธอมีชีวิตอยู่ เธอไม่เคยคิดร้าย ไม่เคยทำร้ายใคร ตายไปเธอจะเป็นยังงั้นได้อย่างไร”

“นั่นไงล่ะ มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ฉันก็ไม่เชื่อหรอกค่ะ ว่าที่เขาเจอคือคุณเมย์ลี”

“ยังมีหน้ามาพูด คุณนั่นล่ะที่เริ่มเรื่องผีนี่ขึ้นมาก่อน คุณเป็นคนบอกว่ามีผีมาร้องไห้ที่หน้าห้อง คุณเป็นคนสร้างความปั่นป่วนในบ้านนี้”

“โมโหอะไรมาเนี่ย...”

“เพราะ ผมไม่ชอบให้ใครพูดถึงเมย์ลีแบบนั้น ยามมีชีวิตอยู่คนพวกนั้นรังแกเมย์ลีไม่พอ เวลาที่เธอตายไป ยังมากล่าวหาว่าเธอเป็นผีเที่ยวหลอกชาวบ้านอีก คุณต้องรับผิดชอบเรื่องนี้”

“จะ ให้ฉันรับผิดชอบหรือ ได้สิ บอกมาคำเดียว ฉันจะไปจากฮ่องกง จะกลับเมืองไทยทันที พูดมาสิคะ... ฉันก็เป็นเพื่อนของเมย์ลีเหมือนกัน ฉันปรารถนาดีกับเขาไม่ต่างจากคุณหรอก”

“เพื่อนหรือ...คุณไม่เคยเจอเมย์ลีด้วยซ้ำ”

“ใครบอกล่ะ ฉัน...” เพกายั้งไว้ได้ทัน ไม่อยากเล่าเรื่องที่เจอแก่เขา

เจ้า หมิงเทียนสงสัย เค้นให้พูดออกมา เขาเผลอขู่จะบีบคอ เพกาเชิดหน้าท้า เพราะอยากรู้เหมือนกันว่าเขากล้าทำร้ายตนไหม สองคนจ้องตากันสักพัก แล้วเจ้าหมิงเทียนก็ต้องยอมหลบตาปล่อยมือจากเธอ เดินหงุดหงิดกลับไป เพกาแปลกใจกับความเป็นคนอารมณ์แปรปรวนของเขา

ooooooo

ซิ่ว หลานชวนเพกาออกไปช็อปปิ้งเปิดหูเปิดตาบ้าง พอดีต้องเอาอาหารไปส่งให้เพ่ยเพ่ยที่โรงพยาบาล จะปล่อยเธอเดินเล่นที่ย่านสรรพสินค้า เพราะถ้าจะให้เข้าเยี่ยมด้วย เกรงเพ่ยเพ่ยจะป่วยหนักลงไปอีก

ระหว่างที่เพกาเดินดูร้านค้า เห็นเพ่ยเพ่ยเดินถือของอย่างสบายอารมณ์ ก็แปลกใจตามดูว่าคนป่วยทำไมมาเดินเล่นอยู่แบบนี้ เพกาใช้มือถือถ่ายคลิปเอาไว้...กลับถึงบ้าน ถามซิ่วหลานว่าเพ่ยเพ่ยเป็นอย่างไรบ้าง ซิ่วหลานบ่น

“เจอแต่อาเป่า นั่งเฝ้าหน้าห้องค่ะ เขาบอกว่าหมอห้ามเยี่ยมกลัวติดเชื้อ เป็นแค่โรคเครียด ติดเชื้อได้ยังไง ไม่เข้าใจ สุดท้ายเลยฝากอาหารให้เป่าไปจัดการเอง”

เพกา คิดในใจ คนอะไรชอบโกหก คิดไปคิดมาชักสงสัยว่า ผีที่หลอกอาจเป็นแผนการของสองแม่ลูก เพกาจึงแอบเข้ามาค้นหาหลักฐานในห้องเพ่ยเพ่ย หวิดเจอกับเป่าหลินที่เอาเสื้อผ้าเข้ามาเก็บ ดีที่เธอซ่อนตัวได้ทัน...

ข้างล่าง เหม่ยอิงมาอ้อนวอนเจ้าเหวินเยี่ย “คุณพี่คะ เพ่ยเพ่ยไม่ยอมกลับบ้าน ลูกยืนยันว่าบ้านเรามีสิ่งผิดปกติ”

“เรื่องนี้อีกแล้ว ถ้าเชิญนักพรตมาปัดเป่า คนเขาจะมองบ้านเราว่าเป็นยังไง ฉันยอมไม่ได้”

“ที่ดิฉันจะบอกคุณพี่ก็คือ วิญญาณเมย์ลีถูกปลุกขึ้นมาเพราะผู้หญิงจากเมืองไทยคนนั้น คุณพี่ต้องให้ฉันจัดการกับมัน”

เจ้าเหวินเยี่ยก้มหน้าทำงานไม่ตอบ เหม่ยอิงทึกทักเข้าข้างตัวว่า สามีอนุญาตให้ตนจัดการเรื่องนี้เอง เธอรีบเดินออกไป เจ้าเหวินเยี่ยมองตามหลังอย่างเบื่อหน่ายเรื่องจุกจิก

เหม่ยอิงเรียกเป่าหลินมาช่วยกันขนของเพกาออกไปจากห้องดอกไม้ ขณะที่กำลังจะกวาดของบนโต๊ะเครื่องแป้งใส่กระเป๋า เพกากลับเข้ามา

“หยุดนะ อาเป่า นี่พวกคุณจะทำอะไร”

“คนที่ปลุกวิญญาณผีเมย์ลีขึ้นมาก็คือเธอ กลับไปซะ วิญญาณเมย์ลีจะได้กลับลงสุสาน เพ่ยเพ่ยลูกฉัน จะได้กลับบ้าน”

“คนที่ให้ฉันมาคือคุณเจ้าเหวินเยี่ย คนที่มีสิทธิ์ไล่ฉันก็คือคุณเยี่ย”

“ฮึ เธอคงเห็นฉันเป็นแค่เมียรอง เธอคงคิดว่า อดีตนักร้องไนต์คลับอย่างฉัน มันจะไปกล้าอะไร ถ้าฉันไม่แน่จริง ฉันไม่อยู่บ้านบ้าๆหลังนี้มาได้เป็นสิบปีหรอก อาเป่า...ไปเชิญทุกคนมารวมกันที่ห้องชั้นล่าง ถ้านังคนนี้ ยังอยู่ในบ้านนี้ต่อไป อย่ามาเรียกฉันว่าเหม่ยอิง”

“ค่ะคุณนายรอง” เป่าหลินวิ่งออกไป...

เมื่อทุกคนในบ้านมารวมกันในห้องโถง เจ้าเหวินเยี่ยถามเหม่ยอิงจะให้ตนไล่เพกากลับเมืองไทยหรือ หวางลี่ผิงหมั่นไส้มองเหม่ยอิงอย่างดูถูก เป่าหลินคุมหลุนยกกระเป๋าเสื้อผ้ามาวาง

“ฉันทนเห็นลูกสาวเป็นคนไข้โรคจิตอยู่ที่โรงพยาบาลไม่ได้อีกแล้ว คุณพี่ คุณนายใหญ่เห็นใจฉันเถอะนะคะ ยังไงเพ่ยเพ่ยก็เป็นคนในครอบครัวเรา ส่วนแม่คนนี้ก็แค่คนงานเท่านั้น”

ซิ่วหลานแย้งว่าเพกาเริ่มทำงานแล้ว และหย่งซานก็ชมว่าผีมือดี เหม่ยอิงแหวใส่ ให้หาคนใหม่มาแทน เอาที่หน้าไม่เหมือนเมย์ลี เหม่ยอิงหันมองจิ้นเจินทำนองให้ช่วยสนับสนุน

เพกาก้มหน้ามองพรม สักพักส่งเสียงขึ้นว่า “พรมห้องนี้สวยมากเลยนะคะ คงราคาแพงมากเลย แพงไหมคะคุณเยี่ย”

“ถามทำไม พรมนี่ไปเกี่ยวอะไรด้วย” เจ้าเหวินเยี่ยงง

“ก็แค่สงสัย ซุกปัญหาไว้ใต้พรมราคาแพง มันซ่อนได้จริงหรือคะ”

“ไม่ต้องมาเจ้าคารม จะพูดอะไรกันแน่”

“คนดีๆอย่างคุณเมย์ลีถูกฆ่าตายในบ้านตัวเอง หนังสือพิมพ์ลงข่าวครึกโครม พวกคุณคงอายมาก พวกคุณถึงพยายามลืมชื่อเมย์ลี พวกคุณทุกคนในที่นี้พยายามทำเหมือนเธอไม่มีตัวตน ไม่มีรูป ไม่มีการพูดถึงเธอ ทั้งๆที่เธอเป็นลูกหลานคุณแท้ๆ”

เจ้าเหวินเยี่ยและทุกคนรู้สึกเหมือนโดนด่า ต่างตะลึงกับคำพูดของเพกาที่ไม่กลัวเกรง เหม่ยอิงโวยวาย จะให้คนแบบนี้อยู่ต่อไปอีกหรือ เพกาย้อนถาม ว่าที่กลัวผีเมย์ลีเพราะทำอะไรกับเธอไว้หรือ เหม่ยอิงถึงกับอึ้ง

เจ้าหมิงเทียนตบโต๊ะเปรี้ยง

“เลิกพูดเรื่องเมย์ลีเสียที เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเมย์ลี หยุดพูดถึงคนที่เธอไม่รู้จักได้แล้ว”

“ใครบอกว่าฉันไม่รู้จัก ผีเมย์ลีตัวจริงไปหาฉันถึงที่เมืองไทย ถ้าวิญญาณของเธออยู่เป็นสุข เธอคงไม่ไปขอความช่วยเหลือฉันหรอก”

“ไปหาถึงเมืองไทย...หมายความว่ายังไง”

“กี่เพ้าชุดนั้น กี่เพ้าโบตั๋นสีแดงเลือดนก เมื่อฉันใส่มัน ฉันได้ติดต่อกับวิญญาณเมย์ลี วิญญาณของเธอเชื่อมโยงกับฉัน เธอขอความช่วยเหลือฉัน ฉันถึงยอมมาที่นี่ มาเพื่อช่วยเธอ”

“แบบนี้นี่เอง ความลับของเธอที่ฉันสงสัยมานาน”

“ฉันถึงรู้ว่าเมย์ลีถูกแทงตายในชุดกี่เพ้านั้น พวกคุณทุกคนพยายามปกปิดเรื่องการตายของเธอ พวกคุณรู้สึกผิดสินะที่ปกป้องเมย์ลีไม่ได้ ปล่อยให้เธอถูกฆ่าตายในบ้านหลังนี้”

ทุกคนตกตะลึง เหม่ยอิงแหวใส่ที่เพกาสามหาวมาวิพากษ์วิจารณ์คนในบ้าน เพกาสวนกลับว่าตนนี่แหละที่ตามผีเมย์ลีมา ตนรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่เธอได้รับจากคนในบ้านนี้ หวางลี่ผิงถามเศร้าๆว่าเพกาติดต่อกับเมย์ลีได้จริงหรือ

“เชื่อมโยงได้มากกว่าผีปลอมที่พวกคุณเห็นก็แล้วกัน”

ทุกคนงึมงำกันใหญ่ว่า ผีที่เห็นเป็นผีปลอม เพกาชูกิ๊บติดผมให้ทุกคนดู บอกว่าเจอตอนวิ่งตามผี กิ๊บนี้ดูมีราคา คนในบ้านที่ใช้มีแค่สองคน อวี้เหลียนหลุดปากออกมาว่าของเพ่ยเพ่ย

“นั่นไง นึกแล้วไม่มีผิด ยังมีอีก” เพกาชูมือถือ “ในนี้มีคลิปวีดิโอที่ฉันถ่ายไว้เมื่อวาน ตอนที่คุณเพ่ยเพ่ยไปช็อปปิ้งอย่างสุขสบาย ทั้งที่บอกทุกคนว่านอนอยู่ในโรงพยาบาล เปิดดูได้เลยค่ะคุณเยี่ย”

เพกาส่งมือถือให้เจ้าเหวินเยี่ย เขาส่งต่ออี่เปิดให้ทุกคนได้ดูภาพเพ่ยเพ่ยยิ้มแย้มเดินซื้อของทำให้เหม่ยอิงแทบช็อก ชี้หน้ากราดเกรี้ยวใส่เพกา มาหาว่าลูกสาวตนโกหก

“เปล่า ฉันหาว่าลูกคุณปลอมเป็นผีเอง แล้วมา สร้างสถานการณ์หลอกคนอื่นต่างหาก”

“แกใส่ร้ายลูกฉัน นังตัวดี” เหม่ยอิงโกรธตบหน้าเพกาฉาดใหญ่ และจะเข้าตบซ้ำ

เจ้าหมิงเทียนเข้าขวางต่อว่าไม่มีสิทธิ์ทำกับใครแบบนี้ เหม่ยอิงถึงกับเหวอ “คุณชายรอง เพ่ยเพ่ยเป็นน้องคุณนะ นังคนนี้เป็นคนอื่น ปกป้องมันทำไม มันก็แค่คนโกหก”

“ฉันไม่ได้โกหก ฉันยังมีหลักฐานสำคัญอีก”

ทุกคนชะงักกับคำพูดของเพกา เธอพาทุกคนมาที่ห้องเพ่ยเพ่ย บอกว่าตนสงสัยจึงแอบมาค้น และก็ได้เจอชุดขาวกับหน้ากากที่เพ่ยเพ่ยใส่หลอกว่าเป็นผีในลิ้นชักนี้ เหม่ยอิงหน้าซีด

“คุณพี่ นี่คุณพี่เชื่อมันเหรอ ทุกคนเชื่อเรื่องที่มันพูดงั้นหรือ มันเป็นแค่คนงานนะ”

หวางลี่ผิงได้ที ชี้หน้าต่อว่า “หนอย เหม่ยอิง นี่เธอบังอาจเล่นละครหลอกคุณพี่ หลอกฉัน เห็นพวกเราโง่มากหรือไง”

“ไม่จริง ไม่จริง คุณพี่ให้ความยุติธรรมกับฉันด้วย”

“เรื่องนี้มันเริ่มต้นที่เห็นผี งั้นฉันก็จะถามคนที่เห็นผี ให้เขาเป็นคนตัดสินใจแล้วกันว่าเขาจะเชื่อใคร” เจ้าเหวินเยี่ยสั่งหลุนเอาชุดและหน้ากากไปให้ทุกคนที่เจอผีดู

ทั้งหลุน ซิ่วหลาน จิ้นเจิน และอวี้เหลียน เห็นแล้วต่างยอมรับว่าใช่ เหม่ยอิงสบตาจิ้นเจินด้วยความผิดหวัง ซิ่วหลานยืนยันว่าตนไม่เชื่ออยู่แล้วว่าจะเป็นผีเมย์ลี

อวี้เหลียนคิดได้ “ชุดแบบนี้ ที่จริงเมย์ลีไม่เคยใส่ ถ้าจะเป็นผีก็ควรจะมาในชุดที่เป็นตัวเธอมากกว่านี้”

“บ้าๆ บ้าไปแล้วทุกคน เพ่ยเพ่ยเป็นลูกหลานพวกคุณ แล้วนังผู้หญิงคนนี้มันก็แค่หน้าเหมือนเมย์ลี ทำไมทุกคนต้องไปเข้าข้างมันด้วย” เหม่ยอิงเจ็บใจด่ากราด

“น่าสมเพช เธอสองคนแม่ลูกควรไปให้หมอเช็กประสาทดูบ้างนะ ลุกขึ้นมาสร้างเรื่องเพื่อไล่ผู้หญิงคนเดียว พวกเธอมันบ้า ฉันจะไม่เสียเวลากับเรื่องไร้สาระพรรค์นี้อีก” หวางลี่ผิงลุกเดินหนี ไม่อยากสนใจอีก

เหม่ยอิงพยายามบอกให้ทุกคนเข้าใจว่า ชุดนี้เพ่ยเพ่ยมีไว้ใส่งานฮาโลวีน วัยรุ่นสมัยนี้ก็มีกัน เธอมองหน้าสามีขอให้ช่วยตัดสิน

“แต่ไหนแต่ไร ฉันไม่เคยเชื่อเรื่องผีนี่อยู่แล้ว ถ้าไล่ผู้หญิงคนนี้ไป ก็เท่ากับยอมรับว่าวิญญาณของเมย์ลีมีอยู่จริง ไม่มีทาง...คนตายไปแล้วก็คือคนตาย อย่าพูดเรื่องวิญญาณเมย์ลีขึ้นมาอีก ใครพูดฉันจะตัดเงินเดือน ได้ยินมั้ย” เจ้าเหวินเยี่ยลุกเดินออกไปอีกคน
เหม่ยอิงตามเซ้าซี้ขอให้เห็นแก่เพ่ยเพ่ย แต่เจ้าเหวินเยี่ยไม่สนใจ เพกายืนอมยิ้ม เหม่ยอิงหันมามองอย่างโกรธแค้น ซิ่วหลานสบตาเพกาอย่างผู้ชนะ

ooooooo

เพกากลับเข้าห้อง มองกระจกดูใบหน้าที่โดนตบ รู้สึกเจ็บ พอได้ยินเสียงประตูเปิดคิดว่าเป็นซิ่วหลานจึงขอให้เอาผ้าห่อน้ำแข็งมาให้ตนประคบแก้มหน่อย เพกาเดินไปนอนหลับตาบนเตียงอย่างเหนื่อยหน่าย

คนที่เข้ามาเป็นเจ้าหมิงเทียน เขาไปที่ตู้เย็นมุมห้อง เอาผ้าเช็ดหน้าตัวเองห่อน้ำแข็งมาประคบที่แก้มเพกา เธอจับมือเอ่ยขอบใจ ลืมตามาตกตะลึง สบตาเขาอึ้งๆ แปลกใจที่เมื่อวานเขายังอารมณ์ร้ายกับตน มาวันนี้กลับดีอีกแล้ว พอได้สติ เพกาลุกขึ้นขยับออกห่าง กล่าวขอบคุณ

“คุณรู้ไหม วันนี้สิ่งที่สั่นประสาทคนในบ้านนี้ ไม่ใช่ละครฉากใหญ่ ไม่ใช่การอาละวาดของคุณอิง ไม่ใช่ผีปลอม แต่คือผีจริงที่คุณเล่าต่างหาก”

เพกานึกย้อนถึงคำพูดของตัวเอง “จริงด้วย เราไม่น่าพูดแบบนั้นออกไปเลย ถ้าเกิดฆาตกรอยู่ในกลุ่มนั้น เขารู้ว่าเราติดต่อเมย์ลี เขาอาจจะกลัวความจริงเปิดเผย อาจจะฆ่าปิดปากเราก็ได้”

เจ้าหมิงเทียนประเมินเหตุการณ์ให้ว่า “นับจากนี้ คนในบ้านทุกคนจะอยู่ไม่เป็นสุข นับจากวันที่เขารู้สึกว่าวิญญาณเมย์ลียังอยู่”

“หมายความว่ายังไงคะ”

“แม้แต่ตัวคุณเอง คุณจะไม่ใช่แค่คนหน้าเหมือน แต่คุณคือคนที่ติดต่อกับวิญญาณเมย์ลีได้ คุณรู้ไหม...สิ่งนี้จะนำอะไรมาสู่คุณบ้าง”

“นำอะไรมาสู่...คุณหมายถึง...อันตราย! จะมาสู่ฉันงั้นหรือคะ”

“ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อว่าผีมีจริง ถึงนาทีนี้

ผมก็ยังไม่เชื่อ แต่หากคุณยังยืนยันว่าเรื่องที่คุณเล่าเป็นเรื่องจริง ก็กลับเมืองไทยไปซะ อย่าอยู่ที่นี่อีกเลย”

เพกาตกตะลึงกับคำพูดของเจ้าหมิงเทียน สีหน้าเขาดูจริงจังมาก...ขณะเดียวกัน คนในบ้านต่างอยู่กันคนละมุม ครุ่นคิดถึงเรื่องเมย์ลีด้วยความเครียด รวมถึงบรรดาคนรับใช้ ก็ถกเถียงกันถึงเรื่องเพ่ยเพ่ยทำผีหลอก เป่าหลินแก้ตัวแทนนายจนโดนหลุนแกล้งทำเฉาก๊วยหกรดหัว ทำทีจะปัดออกแต่กลับยีบนหัวจนเละตุ้มเป๊ะ

ooooooo

วันต่อมา เหม่ยอิงพาเพ่ยเพ่ยกลับเข้าบ้าน เป่าหลินกระดี๊กระด๊าที่เจ้านายกลับมา เจ้าเหวินเยี่ยเอ่ยปาก กลับบ้านก็ดี ไม่มีที่ไหนสบายเหมือนบ้านเรา เพ่ยเพ่ยวิ่งไปเกาะแขนเจ้าหมิงเทียน เขาลูบหัวเธอปลอบไปตามน้ำ ว่ากลับมาอยู่บ้านเราไม่มีอะไรน่ากลัว

เหม่ยอิงยืนยันว่า เพ่ยเพ่ยไม่ได้เล่นละครหลอกใคร หวางลี่ผิงหมั่นไส้จึงแขวะ “เชื่อจ้ะเชื่อ แหม เรียนจบมาตั้งนาน ทำตัวเป็นคนว่างงาน อ้างว่าหางานที่เหมาะไม่ได้ ตอนนี้น่าจะหาได้แล้วนะ อาชีพอะไรดีนะหลุน”

“ดารารางวัลม้าทองคำครับ” หลุนแกล้งทำเป็นหลุดปาก

เหม่ยอิงกับเพ่ยเพ่ยหน้าตึง มองคุณนายใหญ่ทำท่าหัวเราะเยาะ...สองแม่ลูกแค้นใจ เข้ามานั่งหงุดหงิดในห้อง เพ่ยเพ่ยเจ็บใจที่เพกากล้ามาค้นของในห้องตนจนความลับแตก

พอถึงเวลาอาหารเย็น ทุกคนนั่งพร้อมหน้ารวมทั้งเพกา เพ่ยเพ่ยกับเหม่ยอิงเดินเข้ามา เพ่ยเพ่ยไม่พูดไม่จาเข้ามาหยิบแก้วน้ำสาดหน้าเพกา ทุกคนตกตะลึง เพการู้สึกว่ายังเบากว่าที่ตนจินตนาการไว้ หวางลี่ผิงเอ็ดเพ่ยเพ่ยที่เสียมารยาทกับแขก

“แขกที่เข้าไปค้นของในห้องเจ้าของบ้าน เขาไม่เสียมารยาทหรือไง ไล่มันออกไปเลยค่ะคุณพ่อ”

“ที่จริง ถ้ามีความละอายก็ควรจะคิดได้เองนะ ทำตัวเป็นปัญหาขนาดนี้ น่าจะย้ายออกไปตั้งนานแล้ว หน้าด้านแบบนี้ หรือว่าโดนน้ำสาดจะน้อยเกินไป” เหม่ยอิงเงื้อมือจะตบเพกา

“หยุดนะ คุณนายรอง” เจ้าหมิงเทียนลุกขึ้นขวาง เสียงกร้าว

“คุณชายรอง นี่ครั้งที่สองแล้วนะ ที่คุณปกป้องมัน”

“พี่รอง นี่พี่เข้าข้างมันหรือคะ”

เพกามองเชิงขอบคุณ เจ้าหมิงเทียนอ่อนลง บอกสองแม่ลูกว่าการใช้กำลังไม่ได้ช่วยอะไร

“ทุกคนไม่เชื่อเรื่องผีที่เพ่ยเพ่ยบอก แล้วทำไมผีของนังเพกาทุกคนถึงเชื่อล่ะคะ...ถามหน่อย ที่บอกว่าผีเมย์ลีมาขอความช่วยเหลือ จนหล่อนต้องมาที่นี่น่ะ เขาขอให้ช่วยเรื่องอะไร”

“เพกาพยายามเตือนสติตัวเองไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก เหม่ยอิงโวย ทำไมไม่ตอบเพ่ยเพ่ย หรือว่าที่เคยพูดมันเป็นเรื่องโกหก...เท่านั้นเพกาก็หลุด

“ฉันมาสืบเรื่องการตายของเมย์ลี หรืออาจหมายถึง ฆาตกรที่ฆ่าเมย์ลี”

“เหลวไหล...ใครๆก็รู้ตั้งนานแล้ว ว่าฆาตกรที่ฆ่าเมย์ลีคือใคร” เพ่ยเพ่ยสวน

“พวกคุณรู้หรือคะ...” เพกางงกับข้อมูลใหม่ หันไปมองหน้าซิ่วหลานเชิงถาม

“เขาชื่อเหว่ย...เหลียงเหว่ยเหอ ตำรวจพบหลักฐานว่า เขาลอบเข้ามาในบ้าน แล้วขึ้นไปพบกับคุณเมย์ลีเป็นคนสุดท้าย”

เพกายืนอึ้ง...ระหว่างนั้น มีคนลอบเข้ามาในบ้าน เข้ามาแอบฟังการสนทนานี้เข้าพอดี แววตาเขากร้านขึ้นดูร้ายกาจน่ากลัวเมื่อได้ยินเพ่ยเพ่ยกล่าวหาเพกา

“คิดจะปั้นเรื่องหลอกชาวบ้าน ไม่รู้จักศึกษาให้ดีพอ เหว่ยมันมีเรื่องกับยัยเมย์ลีมาตั้งนานแล้ว มันเคยเข้านอกออกในบ้านนี้ คืนวันที่เกิดเรื่อง มันลอบเข้ามาเพื่อฆ่าเมย์ลีเพราะเหตุผลส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับคนในบ้านนี้สักหน่อย”

“เหตุผลส่วนตัว เหตุผลอะไรคะ”

เจ้าเหวินเยี่ยตบโต๊ะปัง “ไม่ใช่เรื่องของเธอ อย่าพูดชื่อไอ้คนชั่วนั้นในบ้านหลังนี้ นี่คือคำสั่ง”

“ตำรวจเขารวบรวมหลักฐานปิดคดีไปตั้งนานแล้ว เสียแต่ว่ายังจับตัวอาเหว่ยไม่ได้เท่านั้นเอง เรื่องของเมย์ลี

ก็มีแค่นี้แหละ ส่วนที่เกินไปจากนี้ หล่อนสร้างขึ้นมาเองมากกว่า” เหม่ยอิงได้ทีปรักปรำเพกา

“รู้ตัวฆาตกรมาก่อนแล้ว คุณเมย์ลี...แล้วคุณจะให้ฉันช่วยอะไรอีก ให้ช่วยจับนายเหว่ยเนี่ยหรือ ฉันไม่ใช่เอฟบีไอนะ ฮือๆๆ” เพกาพึมพำคนเดียวอยากจะร้องไห้

พลันเสียงอี่ตะโกนขึ้นมาด้านนอก “เฮ้ย...เอ็งเป็นใครวะ”

จิ้นเจินมองไปทางหน้าต่าง เห็นคนวิ่งผ่าน จึงร้องใครน่ะ แล้วรีบตามออกไป เจ้าหมิงเทียนและคนอื่นๆวิ่งตาม เห็นอี่กับหลุนต่อสู้กับคนร้าย แต่สองคนสู้ไม่ได้ โดนซัดลงนอนจุกกับพื้น จิ้นเจินกับเจ้าหมิงเทียนวิ่งมาประคองอี่กับหลุนขึ้นนั่ง อี่ละล่ำละลัก

“อาเหว่ยครับ อาเหว่ยแอบเข้ามาในบ้านเรา”

เจ้าหมิงเทียนกับจิ้นเจินรีบวิ่งตาม ซิ่วหลาน เป่าหลินแยกไปหาอีกทาง เจ้าเหวินเยี่ยโวย

“ตัวบ้านติดสัญญาณกันขโมยทุกประตูเข้าออก ทำไมสัญญาณถึงไม่ดัง”

“เอ่อ ผมกับอาหลุนเห็นว่ายังหัวค่ำ เลยไม่ได้เปิดสัญญาณกันขโมยครับ”

“สะเพร่ามาก...เกิดมันมีอาวุธ คนในบ้านได้ตายกันหมด สัญญาณกันขโมยที่ฉันติดตั้งไว้ไร้ประโยชน์”

อี่กับหลุนหน้าถอดสี ไม่มีคำตอบ เพ่ยเพ่ยยิ้มเยาะ ใส่หน้าเพกาว่าเหว่ยเหอ ฆาตกรที่ฆ่าเมย์ลี อยากจับนักก็ตามไปจับเลย หวางลี่ผิงถามอี่กับหลุนว่า ตอนที่เห็น มันกำลังทำอะไรอยู่

“มันยืนอยู่ตรงหน้าห้องอาหาร น่าจะยืนมาสักครู่แล้ว ไม่รู้มันต้องการอะไร” อี่รายงาน

เหม่ยอิงออกอาการตกใจ ว่าเหว่ยเหอต้องได้ยินเรื่องที่พวกเรากำลังพูดถึงมันพอดี

“ใช่ คุยกันเรื่องยัยเพกาคิดจะจับฆาตกร ตามคำสั่งของผีเมย์ลี เฮอะๆๆ” เพ่ยเพ่ยตอกย้ำ

เพกาแปลกใจหัวเราะอะไร เพ่ยเพ่ยขู่ว่าเหว่ยเหอเป็นคนร้ายฆ่าเมย์ลี เมื่อได้ยินว่าเธอจะจับมัน ก็แสดงว่า เธอเป็นศัตรูกับมัน และที่สำคัญ เธอหน้าเหมือนเมย์ลี ที่มันเกลียดที่สุด มันต้องคิดอยากฆ่าเธอเหมือนที่ฆ่าเมย์ลี...เพกาหน้าถอดสี นี่ภัยมาถึงตัวแล้วหรือ

ooooooo

วันรุ่งขึ้น ตำรวจมาสำรวจร่องรอย และออกตามหาตัวเหว่ยเหอ เจ้าเหวินเยี่ย เจ้าหมิงเทียน จิ้นเจิน และ

อวี้เหลียนกำลังพูดคุยถึงเรื่องนี้ อวี้เหลียนเห็นเพกายืนลับๆล่อๆจึงเรียกให้เข้ามานั่งฟังด้วยกัน เพกาออกตัวว่ามาดูความคืบหน้า จิ้นเจินบอกว่าตำรวจออกไปหาหลักฐานอยู่

หลุนพาตำรวจกลับมา ตำรวจรายงานว่า คนร้ายทำรองเท้าหลุดไว้ข้างหนึ่ง เป็นรองเท้าเก่าๆขาดๆ ตนจะเอาไปตรวจสอบ แต่คงสาวถึงที่อยู่ของคนร้ายได้ยาก เพราะรองเท้าแบบนี้มีขายทั่วฮ่องกง เจ้าเหวินเยี่ยถอนใจ บอกว่าถ้ามีอะไรคืบหน้าก็แจ้งมา จิ้นเจินออกไปส่งตำรวจ เจ้าหมิงเทียนกระซิบเพกา เราต้องคุยกัน

สองคนมาที่สวนโบตั๋น เจ้าหมิงเทียนอยู่ในอารมณ์โกรธและเครียดมาก เสียงเข้มใส่ทันที

“เหว่ยได้ยินที่คุณพูดและเห็นหน้าคุณด้วย”

“แม้แต่คุณที่ฉันเชื่อถือที่สุด ก็ยังบอกว่าฉันเป็นอันตรายงั้นหรือคะ”

“หาเรื่องเดือดร้อนเก่งนัก ทำไมคุณถึงไม่อยู่เฉยๆ ทำตัวสงบเสงี่ยม สงบปากสงบคำเหมือนผู้หญิงอื่น หา...”

เมื่อเขาใช้อารมณ์ เพกาจึงใส่อารมณ์บ้าง “ก็คนรักคุณ เธอไม่ยอมอยู่เฉยก่อนนี่คะ คุณเมย์ลีเธอมาขอให้ฉันช่วยก่อนนี่”

“ผมหวังให้คุณเป็นคนไข้โรคจิต โรคประสาทหลอน ขอให้ผีเมย์ลีที่คุณเล่า เป็นแค่เรื่องในจินตนาการ ไม่มีอยู่จริง”

“คุณรับไม่ได้ล่ะสิ เมย์ลีมาขอความช่วยเหลือฉัน ไม่ได้มาขอความช่วยเหลือคุณ”

“เพกา!” เจ้าหมิงเทียนโมโห พลั้งมือจับคอเธออย่างแรง

เพกาไอแค่กๆ “คราวที่แล้วขู่ คราวนี้คุณบีบจริง”

เจ้าหมิงเทียนตกใจปล่อยมือ เพกาต่อว่า ถ้าตนประสาทหลอน เขาก็โรคจิตเหมือนกัน คนในบ้านนี้มีปกติสักกี่คน

“ก่อนพูดอะไรหัดคิดซะมั่ง ผลที่จะตามมาคืออะไร คุณเล่นท้าทายประกาศลั่นว่าจะจับฆาตกร เหว่ยมาได้ยินเข้าแบบนี้ เขาต้องพยายามกำจัดคุณ”

เพกาเริ่มกลัว ถามว่าเหว่ยเหอร้ายกาจมากหรือ เจ้าหมิงเทียนบอกเพียงว่า เขาแอบเข้ามาในบ้าน ลอบเข้าไปในห้องดอกไม้แล้วแทงเมย์ลีตายอย่างเลือดเย็น เพกาแทบสติแตก

“ฉันต้องย้ายห้องไหมนี่ ฆาตกรเคยบุกขึ้นห้องดอกไม้ มันอาจบุกขึ้นไปเมื่อไหร่อีกก็ได้”

“ผมสั่งให้เปิดสัญญาณกันขโมยทั้งวัน เหว่ยเข้ามาเมื่อไหร่ เราต้องรู้”

“กว่าคนในบ้านจะขึ้นไปช่วย ฉันโดนกระหน่ำแทงตายแล้วล่ะค่ะ ฉันย้ายกลับไปนอนห้องพักแขกดีไหมคะ”

“ห้องดอกไม้อยู่ใกล้ห้องแม่ผม เกิดอะไรขึ้น แม่ผมจะได้ช่วยคุณ”

“โธ่คุณหมิงเทียน ผู้หญิงสองคน อีกคนก็แก่แล้ว สู้แรงผู้ชายหนุ่มๆไม่ได้หรอกค่ะ ฉันจะให้อาซิ่วกับอาอี่ไปช่วยขนของ ย้ายห้องเดี๋ยวนี้เลย” เพกาหวาดกลัวสุดๆ

“นอนห้องดอกไม้น่ะดีแล้ว ผมวิ่งไปแป๊บเดียวถึง ห้องพักแขกอยู่ไกล ใกล้ๆกันก็มีแต่ห้องว่าง ไม่มีใครช่วยคุณ”

เพกาออกอาการพล่านจะทำอย่างไรดี เจ้าหมิงเทียนเห็นแล้วเริ่มขำ ใช้นิ้วจิ้มหน้าผากเธออย่างเอ็นดู “ฮึ คุณนี่มันบ้า ชอบทำบ้าดีเดือดไม่มีความยั้งคิด แล้วมาทำหน้าตาตื่นตอนนี้เนี่ยนะ สายไปแล้วมั้ง”

เพกาคลำหัวตัวเอง มองเจ้าหมิงเทียนที่เดินจากไปอย่างตามอารมณ์เขาไม่ถูก แต่ก็ยังไม่คลายกังวลเรื่องเหว่ยเหอ

ooooooo

บนถนนในฮ่องกง ผู้คนขวักไขว่ เหว่ยเหอเดินไปตามทางด้วยรองเท้าเพียงข้างเดียว เขาครุ่นคิดถึงคำพูดของเพกา สภาพเขาเหมือนคนเร่ร่อนเกือบเหมือนคนบ้า ต้องคุ้ยถังขยะหาเศษอาหาร จู่ๆเขาก็เครียด เงยหน้าขึ้นร้องคำราม เตะถังขยะซ้ำๆ เซ็งกับชีวิตที่ตกอับของตัวเอง

ก่อนเข้านอน เพกาเช็กประตูหน้าต่างว่าล็อกสนิททุกบาน ปากก็บ่นว่าเมย์ลีน่าจะมาบอกตอนที่ฆาตกรแอบฟัง ตอนนี้ตนกลายเป็นเป้าหมายฆาตกรไปแล้ว

เจ้าหมิงเทียนครุ่นคิดเป็นห่วงจนหลับแล้วฝันไปถึงตอนที่พูดคุยกับเพกาในสวน จู่ๆเพกาก็กลายเป็นเมย์ลี มีเลือดไหลออกตา หน้าตาซีดจนน่ากลัว ต่อว่าที่เขาปกป้องเธอไม่ได้ ทำให้เธอต้องตาย เธอไม่อาจเชื่อใจเขาได้อีกแล้ว เขาตะโกนลั่น

“เมย์ลี ผมจะปกป้องคุณ ผมจะดูแลคุณ เมย์ลีเมย์ลี...” เจ้าหมิงเทียนสะดุ้งตื่นเหนื่อยหอบ

หลังจากนั้น เจ้าหมิงเทียนก็นอนไม่หลับ ลงมาเดินในสวน เงยหน้ามองไปที่หน้าต่างห้องเพกา พึมพำ “ผมไม่สามารถปกป้องผู้หญิงในห้องนั้นได้ ครั้งนี้ ถ้าเหว่ยทำอะไรคุณ ผมจะปกป้องคุณได้ไหม จะทำได้ไหม”

พลันมีเสียงคนเหยียบใบไม้แห้ง เขาสะดุ้งรีบหลบ เข้าใจว่าเป็นเหว่ยเหอลอบเข้ามาอีก เห็นเงาคนถือไม้เข้ามา เขารีบตะครุบตัวกดลงกับพื้น ขึ้นคร่อมจะชก เสียงอี่ร้องลั่น

“ผมเองๆ อย่าๆคุณชายรอง...”

เจ้าหมิงเทียนชะงัก ถามว่าออกมาทำอะไรดึกดื่น อี่รีบบอกว่ามาเข้าห้องน้ำ แล้วเห็นคนเดินในสวน คิดว่าเป็นเหว่ยเหอ อี่ย้อนถามคุณชายรองมาทำอะไร เจ้าหมิงเทียนตอบส่งๆไปว่าเดินเล่น อี่ทำหน้าแปลกใจ...เดินเล่นทั้งที่อากาศหนาวแบบนี้เนี่ยนะ

“ฉันชอบลมหนาว เย็นสบายดี”

“เข้าบ้านเถอะคร้าบ...เดี๋ยวเป็นหวัด”

“อีกเดี๋ยว อี่ไปนอนเถอะ” เจ้าหมิงเทียนทำทีเป็นเดินเล่นให้อี่ตายใจ

อี่เดินไปแต่ยังหันมามองเจ้านายด้วยความสงสัย

ooooooo

วันต่อมา เจ้าหมิงเทียนจ้างคนมาติดกล้องวงจรปิดบริเวณบ้านเพิ่ม เพ่ยเพ่ยเข้ามาพูดเยาะอย่าติดเลย เปิดทางให้เหว่ยเหอเข้ามา ใช้เพกาเป็นเหยื่อล่อ จะได้จับตัวได้เสียที

“พูดอะไรอย่างนี้น่ะเพ่ยเพ่ย ชีวิตคุณพิงก์มีค่านะ”

“แม่นั่นมีจิตอาสา อยากช่วยผีเมย์ลีจับฆาตกรก็ต้องยอมสละชีวิตสิ”

“พี่จะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”

“พี่หมิงเทียนห่วงนังเพกางั้นหรือคะ”

“บ้าสิ...ไม่ใช่สักหน่อย พี่กำลังทำเพื่อทุกคนในบ้านเราต่างหาก”

“แม่นั่นไม่ใช่เมย์ลีของพี่นะคะ เมย์ลีตายแล้ว ไม่กลับมาหาพี่อีกแล้ว พี่หมิงเทียนเลิกยึดติดกับอดีตซะที”

เจ้าหมิงเทียนเริ่มโมโห ตวาด “หยุดพูดนะเพ่ยเพ่ย”

“ไม่หยุด จนกว่าพี่หมิงเทียนจะปล่อยเมย์ลีไปจากใจพี่”

เหม่ยอิงเดินมากับเป่าหลิน ตกใจที่เห็นคุณชายรองตวาดเสียงดัง รีบปรามลูกสาวและให้เป่าหลินพาเข้าบ้านไปก่อน เพ่ยเพ่ยขัดใจเดินไป เจ้าหมิงเทียนยังหน้าบึ้งที่ถูกพูดแทงใจดำ

“อันที่จริงเพ่ยเพ่ยหวังดีกับคุณชายรองนะคะ แต่ด้วยนิสัยเด็ก เลยโผงผางพูดตรงไปซักหน่อย อย่าถือสาเพ่ยเพ่ยเลยนะคะ” เห็นเจ้าหมิงเทียนท่าทีอ่อนลง เหม่ยอิงจึงขอตัวเดินตามลูกสาวไป

อี่อมยิ้มกระเซ้าเจ้านายให้อารมณ์ดีขึ้น “เมื่อคืนคุณชายรองไม่ได้ออกมาเดินเล่น...คุณชายกลัวเหว่ยเหอย้อนกลับมาทำร้ายคุณเพกา เลยออกมาเฝ้าในสวน...”

“พูดมากน่ะ...” เจ้าหมิงเทียนเอ็ดที่อี่รู้ทัน

ooooooo

เพกาเข้ามาหาอะไรดื่มในครัว เห็นซิ่วหลานกำลังชงชาอยู่ จึงเลียบเคียงถามถึงคนชื่อเหว่ยเหอ ว่าเกี่ยวข้องอย่างไรกับตระกูลเจ้า และทำไมถึงต้องฆ่าเมย์ลี ซิ่วหลานไม่คิดจะปิดบัง

“อาเหว่ยไม่ใช่สายเลือดตระกูลเจ้าค่ะ ที่เข้านอกออกในบ้านตระกูลเจ้าจนรู้ทางเพราะคุณหมิงซาน”

“คุณหมิงซาน...คนที่ได้รับอุบัติเหตุ เสียชีวิตไปแล้ว”

ซิ่วหลานพยักหน้า “พี่ชายคุณหมิงเทียนค่ะ”

“คุณหมิงซานขี้เก๊ก หงุดหงิดง่าย ใจร้ายเหมือน น้องชายหรือเปล่าคะ”

“คุณหมิงซานเป็นผู้ใหญ่ ใจเย็น เธอเป็นคนเก่งมากค่ะ เก่งตั้งแต่เด็ก”

ซิ่วหลานเริ่มเล่าเรื่องในอดีต...ครั้งเมื่อเจ้าหมิงเทียนอายุได้ 8 ขวบ เจ้าหมิงซาน 10 ขวบ เจ้าเหวินเยี่ย

สอนสิ่งต่างๆให้ทั้งสองคน แต่เจ้าหมิงซานจะรับได้มากกว่า ท่าทางเป็นเด็กฉลาด เรียนเก่ง ช่างอ่านและจดจำ เป็นที่รักและภาคภูมิใจของทั้งพ่อและแม่ แต่เจ้าหมิงเทียนกลับตรงข้าม ชอบแอบไปตกปลา เล่นซุกซน ไม่ตั้งใจเรียน ถูกพ่อดุด่าว่ากล่าวเสมอๆ คุณนายใหญ่เป็นแม่ที่เจ้าระเบียบ เลี้ยงลูกแบบห่างเหินไม่โอบกอด ตามประเพณีจีนที่ว่า

...รักลูกให้เก็บอยู่ในใจ อย่าแสดงออกมา ไม่เช่นนั้นลูกจะเหลิง...

และในวันตรุษจีน ทุกคนในบ้านจัดเตรียมงานฉลอง เจ้าหมิงเทียนแอบจุดประทัดเสียงดังจนเกือบโดนคุณนายใหญ่ตี รถเจ้าเหวินเยี่ยแล่นกลับเข้ามาพอดี เจ้าหมิงเทียนวิ่งหนีไปรับพ่อ

“คุณพ่อมาแล้ว ไปเอาอั่งเปาดีกว่า” วิ่งมาถึงรถพ่อก็รีบกล่าว “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ครับคุณพ่อ” แล้วแบมือขออั่งเปา

“กินข้าวก่อน พ่อถึงจะให้อั่งเปา...ลงมาสิ” เจ้าเหวินเยี่ยเรียกคนในรถ

เหม่ยอิงกับลูกสาววัย 6 ขวบ ลงมาจากรถ คนรับใช้ยกกระเป๋าเสื้อผ้าตามลงมาวาง ทำให้หวางลี่ผิงซึ่งถือถาดผลไม้อยู่มองมือไม้สั่น เจ้าเหวินเยี่ยแนะนำ

“นี่เหม่ยอิงกับเพ่ยเพ่ยลูกสาว ตั้งแต่วันนี้ เหม่ยอิงกับลูกจะเป็นสมาชิกตระกูลเจ้า”

“ผู้หญิงคนนี้จะเข้ามาอยู่บ้านเราในฐานะอะไร” หวางลี่ผิงถามเสียงกร้าว

“เป็นคุณนายรอง...เหม่ยอิงเป็นเมียฉัน”

หวางลี่ผิงปล่อยถาดในมือหล่นโครม จ้องเหม่ยอิงราวกับจะฉีกเนื้อเป็นชิ้นๆ...หวางลี่ผิงเข้ามาอาละวาดปาข้าวของในห้องทีละชิ้นๆ กรอบรูปถ่ายทั้งหมด ทั้งรูปคู่และรูปครอบครัว รวมถึงรูปแต่งงาน ปากก็เข่นเขี้ยว...ความรักจอมปลอม...คำสัญญาที่จะรักเดียวก็จอมปลอม...คำว่าครอบครัวไม่มีอีกแล้ว

“ฉันคือหวางลี่ผิง หญิงสาวจากตระกูลยิ่งใหญ่ มันไม่มีค่าอีกแล้ว ปริญญาตรีเภสัชศาสตร์จากอเมริกา ไม่ใช่เครื่องการันตีว่าฉันมีค่า...การทุ่มเททำงานหนักเพื่อตระกูลเจ้า ในฐานะสะใภ้ที่ดี ก็ไม่มีค่า...” จนมาถึงโต๊ะทำงาน ก็หยิบของบนโต๊ะปาทิ้งอีกและรำพันด้วยความช้ำใจ “ทำงานวันละสิบสองชั่วโมง ทำความดีทุกอย่างในฐานะสะใภ้ เพราะหวังว่า อนาคตจะอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุข ในที่สุดมันก็เป็นแค่ความฝัน”

เจ้าเหวินเยี่ยทนไม่ไหว ตะโกนด่า “ผิง...นี่เธอเป็นบ้าไปแล้วหรือไง หยุดเสียที”

“ผู้หญิงคนนั้นเป็นแค่นักร้องไนต์คลับ ไม่มีสกุล ไม่มีสมอง เอาคนอย่างนั้นมาเทียบเท่าฉัน ผู้หญิงคนนั้นแค่ยั่วยวนไปวันๆ ใช้ความพยายามแค่เรื่องเดียว เรื่องบนเตียง...แค่นั้นมันก็ได้ความรักจากคุณไป นี่หรือความยุติธรรม หือ...” หวางลี่ผิงฟูมฟายตรงเข้าทุบตีสามี

เจ้าเหวินเยี่ยจับเธอเขย่า “ก็เพราะเธอเป็นอย่างนี้ไง แม่ตุ๊กตาปูนปั้น สวยงามสมบูรณ์แบบจนแตะต้องไม่ได้ ทุกอย่างของเธอมันต้องสมบูรณ์แบบเท่านั้น ฉันถึงต้องมีคนอื่นแบบนี้ไง”

“อย่ามาโทษฉัน คุณก็แค่คนเห็นแก่ตัว ฉันจะหย่า จะหย่ากับคุณ”

“หย่ากับฉัน คนก็ต้องตราหน้าเธอว่าเป็นแม่หม้าย เธอทนได้หรือ เลือกเอาจะใช้สกุลฉันหรือกลับไปใช้สกุลเดิมให้คนติฉินนินทาเราสองคน หา...” เจ้าเหวินเยี่ย สะบัดเธอลงไปนั่ง

หวางลี่ผิงร้องไห้โฮอย่างน่าสงสาร เจ้าหมิงซานกับเจ้าหมิงเทียนแอบมองแม่เศร้าๆ...

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เจ้าหมิงซานเหม่อลอยในเวลาเรียน ครูเรียกถามก็อึกอัก เหว่ยเหอเพื่อนนักเรียนในห้อง เขียนคำตอบโยนให้เขาจึงตอบได้ ตั้งแต่นั้น สองคนจึงกลายเป็นเพื่อนรักกัน...เจ้าหมิงซานเห็นเหว่ยเหอนั่งเศร้าเพราะต้องอยู่โรงเรียนประจำ จึงชวนไปเที่ยวบ้าน

“คุณแม่ครับ วันนี้ให้เหว่ยค้างบ้านเรานะครับ เหว่ยเรียนห้องเดียวกับผม”

หวางลี่ผิงถามว่าขออนุญาตพ่อแม่หรือยัง เจ้าหมิงซานตอบว่าเหว่ยเหออยู่ประจำ ตนขออนุญาตมาสเซอร์แล้ว เธอสงสัยอยู่ประจำแสดงว่าเป็นเด็กต่างชาติ จึงถามมาจากประเทศไหน

“เหว่ยอยู่ฮ่องกงครับ”

“ให้เพื่อนตอบเองบ้างสิหมิงซาน ว่ายังไงจ๊ะ บ้านอยู่ไหน พ่อแม่ทำธุรกิจอะไร”

“พ่อผมตายแล้วครับ แม่เป็นชาวประมง”

หวางลี่ผิงมองอย่างดูถูกน้ำเสียงกร้าวทันที “มาเรียนโรงเรียนเดียวกับหมิงซานได้ยังไง”

เหว่ยเหอตอบว่าตนขอทุนเรียน เจ้าหมิงซานเสริมว่าเหว่ยเหอเรียนเก่งมาก สอบได้ที่หนึ่งตลอด...เจ้าหมิงซานดึงเหว่ยเหอขึ้นข้างบน ไม่ฟังเสียงเรียกของหวางลี่ผิงอีก

ซิ่วหลานลืมตัว ตั้งหน้าเล่าเรื่องในอดีตให้เพกาฟัง เธอซักถามว่าแล้วเมย์ลีเข้ามาอยู่ได้อย่างไร ซิ่วหลานสีหน้าเศร้าลง เอ่ยถึงเมย์ลีว่าเธอเป็นคนอาภัพ พ่อแม่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์พร้อมกัน รักษาตัวได้ไม่กี่อาทิตย์ก็ตายทั้งคู่

ในวันงานทำบุญกระดูกพ่อแม่ เจ้าเหวินเยี่ยปรากฏตัวขึ้น ญาติคนหนึ่งแนะนำตัวว่า ตนเป็นคนโทร.หาตามคำสั่งของสุชาติ พ่อของเมย์ลีก่อนสิ้นใจ เจ้าเหวินเยี่ยยอมรับว่าเป็นเพื่อนรักกับสุชาติตั้งแต่สมัยเรียนที่อเมริกา และยังเคยคุยกันไว้ว่า ถ้ามีลูกเป็นหญิงชายจะให้แต่งงานกัน เขามารับเมย์ลีไปอยู่ด้วย เมย์ลีร้องไห้ไม่ยอมไป แต่พอญาติที่ดูแลอยู่บอกว่า

“น้าไม่ได้ร่ำรวย เลี้ยงหนูไม่ไหว ลำพังลูกน้าเองก็ 3 คนแล้ว ไปอยู่กับคุณลุงเจ้า หนูจะได้เรียนสูงๆไงจ๊ะ พ่อแม่หนูต้องการยังงั้น หนูต้องทำตามที่พ่อแม่สั่งเสียไว้”

เมย์ลีแม้ยังเล็กมาก แต่ก็เข้าใจ ยอมตามเจ้าเหวินเยี่ยมาอยู่บ้านตระกูลเจ้า และเจ้าเหวินเยี่ยก็ยังเคลียร์หนี้สินทั้งหมดให้แก่ครอบครัวของเมย์ลี

เมื่อคุณนายใหญ่ได้เห็นหน้าเมย์ลีก็เอ็นดูและรักใคร่เธออย่างมาก คนรับใช้ในบ้านเรียกเมย์ลีว่าคุณหนู เพ่ยเพ่ยมาได้ยิน โวยวายทำร้ายเมย์ลี และห้ามเรียกคนอื่นว่าคุณหนูนอกจากตนคนเดียว หวางลี่ผิงโกรธมากเฆี่ยนตีเพ่ยเพ่ย เธอร้องไห้เรียกแม่มาช่วย เหม่ยอิงวิ่งมา

“ลูกฉันทำผิด ฉันลงโทษเอง คนอื่นไม่มีสิทธิ์”

“ฉันเป็นแม่ใหญ่ ฉันจะเฆี่ยนตีลูกเธอจนเนื้อแตกก็ยังได้”

“งั้นเวลาคุณชายคนไหนซน ฉันจะเฆี่ยนจนเนื้อแตกเลือดไหลซิบ เพราะฉันเป็นแม่รอง”

หวางลี่ผิงแว้ดกลับ อย่ามาแตะต้องลูกตนแม้ปลายเล็บ ไม่อย่างนั้นได้ถูกเฉดหัวออกจากบ้านแน่...เมย์ลี เห็นบรรยากาศนี้แล้ว น้ำตาร่วง ไม่อยากอยู่ที่นี่เลย

จวบจนเด็กทุกคนโตเป็นหนุ่มเป็นสาว เหว่ยเหอก็ยังเข้าออกบ้านนี้ตลอด ทั้งที่คุณนายใหญ่ไม่ชอบขี้หน้า รถจากวิทยาลัยมารอรับ เพ่ยเพ่ยจะกลั่นแกล้งเมย์ลีเป็นประจำ และเจ้าหมิงเทียนจะคอยช่วยและปลอบใจ ส่วนเจ้าหมิงซานเอาแต่พูดคุยกับเหว่ยเหอ ไม่ค่อยสนใจว่าใครจะทะเลาะกับใคร...ซิ่วหลานจำกัดความอุปนิสัยแต่ละคนให้เพกาฟัง

เจ้าหมิงซาน สมบูรณ์แบบ สมเป็นความหวังของตระกูลเจ้า...เหว่ยเหอ เป็นเงาของหมิงซาน มาอยู่มากินในบ้านบ่อยจนกลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งไปโดยปริยาย...เจ้าหมิงเทียน สดใส ดื้อเงียบ ไม่สนใจในกรอบสังคมใดๆ...เพ่ยเพ่ย ยิ่งโตยิ่งแกร่ง เหมือนเสือสาวที่พร้อมจะขย้ำเมย์ลีทุกเมื่อ...ส่วนเมย์ลีอ่อนโยน น่าสงสาร ยิ่งถูกแกล้งยิ่งเงียบขรึม

ระหว่างอยู่ในวิทยาลัย เพ่ยเพ่ยจะพาเพื่อนมาแย่งอาหารกลางวันเมย์ลีไปกินบ่อยๆ เธอก็ได้แต่เสียใจ ไม่ตอบโต้ เจ้าหมิงเทียนสงสาร สั่งอาหารพิเศษมาให้เธอทาน...สองคนมักจะทานข้าวกลางวันด้วยกัน จนเกิดเป็นความใกล้ชิดสนิทสนมกันมากขึ้น

เพกาอุทานขัด “คุณหมิงเทียนชอบคุณเมย์ลีตั้งแต่เด็กเลยหรือคะ”

ซิ่วหลานตอบว่า ทั้งสองเป็นรักแรกของกันและกัน เพกาซาบซึ้ง แต่ในใจลึกๆเจ็บแปลบ จนซิ่วหลานสังเกตเห็นสีหน้าเธอหมองลง จึงถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า

เพการู้สึกตัว ยิ้มกลบเกลื่อนบอกให้เล่าต่อ

ซิ่วหลานเล่าว่า เพ่ยเพ่ยถูกเหม่ยอิงเสี้ยมสอนให้เอาอกเอาใจเจ้าเหวินเยี่ย จนเป็นที่โปรดปราน ได้รับเงินโบนัสทั้งแม่และลูกเป็นประจำ แต่เจ้าเหวินเยี่ยก็มักจะสอนสิ่งที่ดีๆให้

“รักพ่อก็ต้องตั้งใจเรียน การศึกษาเปรียบเหมือนพายเรือทวนน้ำ ถ้าไม่รุดหน้าก็ถอยหลัง คนไม่ใฝ่รู้จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ให้อยู่กับความโง่เขลา ตกต่ำ”

“เพ่ยเพ่ยจะตั้งใจเรียนให้ได้ที่หนึ่งค่ะคุณพ่อ”

แต่เธอก็ได้แต่สัญญา เพราะทำไม่ได้ เหม่ยอิงยัง คอยยุให้ลูกสาวใกล้ชิดเจ้าหมิงซานเข้าไว้ ด้วยเหตุผลที่ว่า เขาเป็นลูกชายคนโต เพ่ยเพ่ยไม่ค่อยสนใจเจ้าหมิงซานเพราะเขาชอบดุและด่าเธอแรงๆ เธอจะชอบเจ้าหมิงเทียนมากกว่า

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เพ่ยเพ่ยพยายามเอาใจป้อนขนมเจ้าหมิงซาน แต่กลับถูกเขาไล่ตะเพิด

“อย่ามายุ่งกับฉัน”

เหม่ยอิงเข้ามาตำหนิ “น้องอุตส่าห์เอาขนมมาให้นะคะคุณหมิงซาน”

“ลูกนักร้องไนต์คลับ ไม่ใช่น้องฉัน”

“อุ๊ยตายจริง ใครสอนให้พูดคะเนี่ย”

“คุณแม่บอกว่า เธอสองคนเป็นคนชั้นต่ำ เธอสองคนสกปรก”

หวางลี่ผิงเดินมาพอดี ได้ยินก็ยิ้มสะใจ เพ่ยเพ่ยโกรธพุ่งเข้าผลักเจ้าหมิงซาน เขาผลักกลับ เธอหงายหลัง เจ้าหมิงเทียนเข้ามารับไว้ทัน เธอจึงซาบซึ้งในตัวเจ้าหมิงเทียน มาก หวางลี่ผิงเอ็ดลูกชายให้ปล่อยเพ่ยเพ่ย เหม่ยอิงไม่พอใจต่อว่า

“คุณนายใหญ่ตระกูลเจ้า สอนลูกชายเก่งจริงนะคะ สอนให้รังแกเด็กผู้หญิง”

หวางลี่ผิงโต้กลับ “เธอก็สอนลูกดีนะเหม่ยอิง สอนให้จับผู้ชาย...”

เหม่ยอิงหน้าชา แก้ตัวว่าเด็กๆเป็นพี่น้องกัน หวางลี่ผิงย้อน ตนรู้ทัน คนทะเยอทะยาน โลภมาก เชื้อไม่ทิ้งแถว ลูกก็ไม่ต่างจากแม่ เป็นลูกไม้ที่หล่นโคนต้น เหม่ยอิงแทบเต้นแต่ฮึดสู้

“เพ่ยเพ่ยถอดแบบฉันไปก็ดีสิคะ เพราะฉันได้ เป็นคุณนายเจ้า อีกหน่อยเพ่ยเพ่ยก็ต้องได้เป็นคุณนายเจ้าเหมือนฉัน”

หวางลี่ผิงถลึงตาใส่แทบอยากจะเข้าไปฆ่า เหม่ยอิงก็สู้สายตาอย่างไม่กลัวเกรง...

ไม่ว่าใครจะนิสัยอย่างไร เจ้าหมิงซานก็เป็นคนที่รักน้องอย่างมาก วันหนึ่ง เจ้าหมิงเทียนทุจริตในการสอบ แอบจดคำตอบเข้าห้องสอบ เกิดลมพัดวูบเข้ามา กระดาษบนโต๊ะครูปลิวลงมาที่พื้น พร้อมกระดาษที่หมิงเทียนนำขึ้นมา ครูเก็บกระดาษแผ่นนั้นได้ โกรธมาก ถามว่าของใคร ถ้าไม่มีใครยอมรับจะปรับตกยกห้อง

เพื่อนในห้องหน้าตาตื่นตกใจ เจ้าหมิงซานลุกขึ้นยืนออกรับผิดแทน “ของผมเอง ผมโยนเข้ามา หวังจะช่วยน้อง แต่น้องเขาไม่เห็น ไม่รู้เรื่อง”

ครูถึงกับอึ้ง เพราะเจ้าหมิงซานเป็นคนที่ตั้งใจเรียนมาตลอด ครูจึงส่งจดหมายไปรายงานผู้ปกครอง เจ้าเหวินเยี่ยโกรธมาก ตำหนิลูกชายทั้งที่ไม่อยากเชื่อ เขากลับยืนกรานให้ลงโทษตน

“ต่อไปผมจะไม่ทำอีกแล้วครับ ผมขอลงโทษ ตัวเอง ไม่กินข้าวเย็น และจะไปนั่งคุกเข่าสำนึกผิดที่ป้าย บรรพบุรุษ”

เจ้าหมิงเทียนแอบมองพี่ชายอย่างรู้สึกผิด...

คืนนั้น เจ้าหมิงซานนั่งคุกเข่าอยู่หน้าป้ายบรรพบุรุษ เจ้าหมิงเทียนเข้ามาหาด้วยความละอายใจ “อย่าทำตัวดีนักเลย พี่ยิ่งดีเท่าไหร่ ผมยิ่งรู้สึกเลวเท่านั้น”

“หมิงเทียน เมื่อไหร่ที่น้องมีทุกข์ พี่ใหญ่คนนี้จะอยู่กับน้องเสมอ”

เจ้าหมิงเทียนซาบซึ้งน้ำใจพี่ชาย เจ้าหมิงซานยื่นมือไปจับมือน้องชายพร้อมกับบอกว่า...มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน นี่คือคำสัญญาระหว่างเรา หมิงซานกับหมิง–เทียน สองพี่น้องพยักหน้ารักษาคำมั่น

ooooooo

ซิ่วหลานชื่นชมที่เจ้าหมิงเทียนกับเจ้าหมิงซานเป็นพี่น้องรักกันมากให้เพกาฟัง ตลอดชีวิต เจ้าหมิงซานจะปกป้องดูแลน้อง ทำให้เจ้าหมิงเทียนรักและเชื่อฟังพี่ชายมากกว่าพ่อ

“แล้วคุณเมย์ลีล่ะคะ เธอถูกรังแกตลอดชีวิต

ไม่เคยลุกขึ้นสู้เลยหรือคะ”

“คุณเมย์ลีสำนึกในพระคุณคุณท่านกับคุณนายใหญ่ เธอเรียบร้อยเป็นเด็กดี เชื่อฟังคุณท่านทั้งสอง คุณนายใหญ่ก็เลยเอ็นดูเธอมาก” ซิ่วหลานเล่าถึงจุดที่ทำให้เกิดเรื่องร้ายๆ

และแล้ววันต่อมา คุณนายใหญ่ก็เอ่ยปากขึ้นกลางโต๊ะอาหารว่า ต้องการให้เมย์ลีแต่งงานกับเจ้าหมิงซาน เพราะเธอเป็นเด็กเรียบร้อยสอนง่าย มีความรับผิดชอบ จะต้องช่วยเจ้าหมิงซานรักษาตระกูลเจ้าไว้ได้  เหม่ยอิงขัดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์

“ฉันไม่เห็นด้วย ทั้งคุณหมิงซานและหนูเมย์ลียังเรียนอยู่ ไม่เห็นต้องรีบ”

“ลูกคนดีมีตระกูลเขาหมั้นหมายลูกผู้ดีด้วยกัน

เอาไว้ก่อนทั้งนั้น เขากลัวจะไปคว้าเอาพวกฉวยโอกาส

มาเป็นเมีย” หวางลี่ผิงเยาะ

“คุณกับคุณเยี่ยก็คงเป็นแบบนี้ มิน่า จืดชืดไม่มีรสชาติ”

“คุณนายรอง!” หวางลี่ผิงเต้นผาง “คุณพี่เคยสัญญากับฉันว่าจะให้ฉันเป็นผู้ปกครองที่มีสิทธิ์ขาดในบ้านใช่ไหม”

เจ้าเหวินเยี่ยพยักหน้ารับ เหม่ยอิงทำเสียงเยาะ กะอีแค่คำขู่ว่าจะหย่า...หวางลี่ผิงถากถาง

“ฉันจบเภสัชจากอเมริกาที่เดียวกับคุณพี่ ฉันมาจากตระกูลเชิดหน้าชูตา น้องชายและน้องสะใภ้ฉันต่างทำงานหนัก ไม่ได้มีดีแต่อวัยวะครึ่งล่างเหมือนใครบางคน”

“คุณนายใหญ่...”

“ฉันขอยืนยันให้หมิงซานหมั้นหมายกับเมย์ลี”

“ตกลง ฉันเห็นด้วย เพราะฉันก็เคยบอกคุณสุชาติ พ่อของเมย์ลีเอาไว้...อย่าเรื่องมากกันนัก...ปวดหัว”

เจ้าเหวินเยี่ยกล่าวแล้วเดินหนีไปด้วยความเบื่อหน่าย

เหม่ยอิงแค้นใจ เจ้าหมิงซานมองเมย์ลีอย่างเกลียดชังจนเธอต้องหลบตา เจ้าหมิงเทียนรู้สึกเศร้าใจ

เหม่ยอิงเคียดแค้นเจ็บใจ ที่แผนการจับคุณชายใหญ่แต่งงานกับลูกสาวตัวเองต้องพังทลาย เพ่ยเพ่ยเข้ามาบอกว่าดีแล้ว เพราะตนชอบเจ้าหมิงเทียนมากกว่า เหม่ยอิงเกลี้ยกล่อม

“เมื่อสิ้นคุณพ่อ ตามกฎ พี่หมิงซานเป็นลูกคนโตจะได้ครอบครองทุกอย่างของตระกูลเจ้า บ้าน บริษัท

เงินในธนาคาร พี่หมิงเทียนแค่ได้ส่วนแบ่ง เพ่ยเพ่ย ลูกต้องเป็นสะใภ้ใหญ่ ไม่ใช่สะใภ้รอง...นังเมย์ลี ชีวิตแกนับจากนี้ไม่เป็นสุขแน่”

หลังจากนั้น คุณนายใหญ่จะพร่ำสอนเมย์ลี

ปักผ้าไว้ให้เจ้าหมิงซาน สอนให้หมั่นเอาอกเอาใจ เมย์ลีก้มหน้าทำตามด้วยความรู้สึกเศร้าใจ แต่แล้ว...ทุกครั้งที่เมย์ลีทำอะไรมาให้เจ้าหมิงซาน เขาจะทำลายและ

ปาทิ้ง เธอยังเอาใจ ถ้าเขาไม่ชอบลายนี้จะปักให้ใหม่ เขากลับตวาดว่า

“ฉันไม่เอา”

หวางลี่ผิงเข้ามาดุลูกชาย “น้องใช้เวลาปักตั้งหลายวันนะหมิงซาน เก็บขึ้นมา พ่อกับแม่เลือกผู้หญิงให้หมิงซานแล้ว หมิงซานไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ”

“ต่อให้คุณพ่อคุณแม่บังคับ ผมก็ไม่แต่งงานกับเมย์ลี ผมไม่ชอบเมย์ลี ไม่ชอบเพ่ยเพ่ยด้วย ห้ามเธอสองคนมาใกล้ฉัน”

เพ่ยเพ่ย เหม่ยอิง และเป่าหลินแอบฟังอยู่ถึงกับสะดุ้ง หวางลี่ผิงโกรธหันไปลงที่เหว่ยเหอ

“ลูกชายฉันติดนิสัยก้าวร้าวมาจากเธอ คนชั้นต่ำ ลูกชาวประมง เธอทำให้เขาเสียคน”

เหว่ยเหอเสียใจ หวางลี่ผิงสะบัดหน้าเดินเข้าบ้าน เมย์ลีก้มหน้าเสียใจเดินตามไป เจ้าหมิงซานเข้าปลอบ เหว่ยเหอ

“คุณแม่โมโหเรา  เลยมาลงที่เหว่ย อย่าคิดมากเลยนะ”

“ผมไม่คู่ควรเป็นเพื่อนกับคุณหมิงซาน”

“ไม่เอา อย่าว่าตัวเองสิ”

“ผมจะกลับบ้านแล้ว คุณหมิงซานไม่ต้องให้รถที่บ้านไปส่งนะครับ”

เจ้าหมิงซานไม่ยอม ดึงเหว่ยเหอมากอด “เราไม่ให้ เหว่ยไป เหว่ยต้องอยู่กับเรา อยู่บ้านนี้”

ซิ่วหลานเล่ามาถึงตอนระทึกว่าตนผ่านไป

เห็นเหตุการณ์นี้ต้องตะลึง ไม่อยากจะเชื่อว่าสองคนจะกอดกันร้องห่มร้องไห้ เหมือนคู่รักกันไม่มีผิด

“หา! อย่าบอกนะคะว่า คุณหมิงซานกับเหว่ยเป็นเกย์...” เพกาอุทาน

“เบาๆค่ะ เดี๋ยวใครมาได้ยิน”

“โอยตาย...จริงหรือคะนี่ คนในบ้านไม่รู้หรือคะ คุณชายใหญ่ตระกูลเจ้าเป็นชายรักชาย”

“รู้ค่ะ แต่ไม่มีใครกล้าพูด คุณท่านกับคุณนายใหญ่ก็ไม่ยอมรับความจริง”

“ความรักของพวกเขาลงเอยยังไงคะ”

“พอเรียนจบ คุณท่านบังคับให้คุณหมิงซานแต่งงานกับคุณเมย์ลี อาเหว่ยคลั่ง เลยฆ่าคุณเมย์ลีตายค่ะ”

เพการันทดใจ พวกเพศที่สามอารมณ์รุนแรง รักแรง เกลียดแรง แล้วยิ่งเหว่ยเหอรักเจ้าหมิงซานตั้งแต่เด็ก เป็นรักแรก ย่อมรักมากเป็นธรรมดา เมย์ลีเลยต้องมารับเคราะห์...

ooooooo

กี่เพ้า

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด