ตอนที่ 2
เมื่อเจ้าหมิงเทียนมารับกี่เพ้าที่ขอคืน จึงได้ยินเรื่องกี่เพ้าอีกชุดขาดเข้าพอดี เขาโมโหมาก ต่อว่าแฮรี่ทำงานแย่ เจอกี่เพ้าเกินมา แทนที่จะเก็บไว้ กลับนำขึ้นแสดงโดยไม่ขออนุญาต แล้วนี่ผ่านไปแค่สามวัน ทำกี่เพ้าขาดอีก ตนว่าสถาบันนี้ต้องทบทวนการทำงานใหม่แล้ว
“ฮือ...หมด จบกัน ฉันโดนไล่ออกแน่” แฮรี่ร้องไห้คร่ำครวญ
เพกาส่ายหน้าระอาใจ วิ่งตามเจ้าหมิงเทียนที่เดินออกไป เพื่อบอกเขาว่า ตนสามารถซ่อมได้เพราะเรียน
ด้านนี้มาโดยตรง หนักกว่านี้ก็เคยเจอมาแล้ว แต่เขาสวนกลับว่าตนไม่ใช่เจ้าของ เธอจึงขอให้เขาโทร.หาเจ้าเหวินเยี่ย ตนจะขออนุญาตเอง
พอเจ้าเหวินเยี่ยรู้เรื่องก็โกรธมาก จะเอาเรื่องถึงขั้นปิดสถาบัน แต่เจ้าหมิงเทียนแก้ตัวแทนว่าเป็นอุบัติเหตุ เพกาอึ้งไม่คิดว่าเขาจะช่วย เจ้าหมิงเทียนยื่นมือถือให้เธอเพื่อเจรจาเรื่องซ่อมแซม
“คุณเยี่ยคะ ดิฉันเพกาค่ะ ที่เป็นวิทยากรในวันงาน ฉันเรียนจบด้านนี้โดยตรง ซ่อมกี่เพ้าและผ้าโบราณเป็นงานถนัดเลยค่ะ ฉันจะซ่อมให้คุณแทบมองไม่ออกเลยว่าเคยขาดตรงไหน”
“คุณแน่ใจนะ”
“แน่ใจค่ะ ฉันรับประกัน คุณเช็กประวัติการทำงานของฉันได้เลย ขอเวลาสามเดือน แล้วจะส่งคืนให้ในสภาพไม่มีที่ติเลยค่ะ”
“ไม่ ผมจะไม่ทิ้งกี่เพ้าของผมไว้ที่สถาบันบ้าๆนั่นอีก
หลังแสดงเสร็จ คุณต้องเดินทางมาที่คฤหาสน์ตระกูลเจ้า มาซ่อมกี่เพ้าจนกว่าจะเสร็จ”
“แล้ว...แล้วงานฉันทางนี้ล่ะคะ”
“งานที่ใหญ่ที่สุดของสถาบันคุณตอนนี้คือ ซ่อมกี่เพ้าชุดนี้...ทำงานผิดพลาดขนาดนี้ ถ้าผมเอาเรื่องขึ้นมา สถาบันของคุณจะต้องถูกปิดอย่างไม่ต้องสงสัย”
เพกาหน้าซีด วางสายแล้วหันมาบอกเจ้าหมิงเทียนตามที่เจ้าเหวินเยี่ยสั่ง เขาแทบช็อก ไม่อยากเชื่อว่าจะต้องใกล้ชิดผู้หญิงคนนี้อีก ทั้งที่ตั้งใจจะอยู่ห่างๆ แต่เหมือนโชคชะตากลั่นแกล้ง
เพกาเดินเลี่ยงเข้าห้องทำงาน พึมพำว่านี่ใช่ไหมสิ่งที่เมย์ลีต้องการ ทำให้ชุดกี่เพ้าขาด เพื่อให้ตนต้องไปอยู่บ้านตระกูลเจ้าที่ฮ่องกง พลัน มีเสียงผู้หญิงร้องไห้กระซิกๆ
ดังขึ้นตรงประตู เพกาหันขวับไปมอง ค่อยๆเดินไปชะโงก ดู เดซี่ประคอง “แฮรี่ซึ่งเป็นคนร้องไห้กระซิกๆเข้ามา ทั้งสามคนต่างตกใจกันเอง
“คุณหมิงเทียนว่ายังไงบ้าง” แฮรี่ถามทั้งน้ำตานองหน้า
“คุณหมิงเทียนไม่ว่ายังไงหรอกค่ะ แต่คุณเยี่ยให้พิงก์ไปซ่อมชุดที่บ้านตระกูลเจ้า 3 เดือน”
“3 เดือน!” ทั้งแฮรี่และเดซี่อุทานพร้อมกัน
“ยังไงก็เป็นไปไม่ได้ พิงก์ไม่ไปเด็ดขาด”
เดซี่ถามเหตุผล เพกานึกถึงคำพูดของแทนไท ที่ว่าช่วงนี้เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตตน ดีที่สุดและแย่ที่สุด แต่ไม่อยากเล่าให้ฟัง จึงอ้างว่า ไหนจะงานที่นี่ ไหนจะแม่อีก ตนไม่อยากทิ้งแม่อยู่คนเดียว เดซี่เสนอเป็นคนดูแลแม่ให้
แฮรี่หยุดร้องไห้รีบบอกให้หายห่วง “ส่วนเรื่องงานก็ไม่ต้องวอรี่”
“หัวหน้าจะจัดการให้เองเหรอคะ”
“เปล่า กว่าเธอจะไปอีกตั้งเกือบเดือน เธอยังมี เวลาเคลียร์งานให้เรียบร้อยก่อน เรื่องตั๋วเครื่องบินไม่ต้องห่วง หัวหน้าผู้น่ารักคนนี้จะจัดการให้”
เพกาปฏิเสธไม่ยอมไป คิดหาทางอื่นแล้วเสนอว่า ให้รายงานผู้อำนวยการกอง แฮรี่ทำหน้าจะร้องไห้อีก ทรุดลงคุกเข่าอ้อนวอน
“ถ้ารายงาน ฉันคงถูกไล่ออก ดีไม่ดีสถาบันอาจจะถูกปิดก็ได้ พิงก์ก็รู้นี่ว่าคุณเจ้าเหวินเยี่ยเขามีอิทธิพลมากขนาดไหน...ช่วยเดินทางไปฮ่องกง ไปทำงานนี้ให้ทีเถอะนะ แค่ 3 เดือนเอง”
เดซี่คุกเข่าลงอีกคน “ช่วยหน่อยเถอะนะจ๊ะเพื่อนรัก ถ้าฉันตกงาน ฉันจะเอาเงินที่ไหนเลี้ยงแม่ แม่ฉันก็ไม่สบายอยู่ด้วย ฉันซ่อมผ้าเก่งแบบแก ฉันจะไปเอง...แล้วแก
ไปอยู่บ้านตระกูลเจ้า บางทีแกอาจได้เจออะไรดีๆ”
“ดีไม่ดีอาจจะมีพระเอกฮ่องกงดึงเธอลงจากคานก็ได้” แฮรี่เสริมเพกาจะแย้ง แฮรี่และเดซี่อ้อนวอนพร้อมกัน
“พลีสสสส”
เพกาหนักใจ เจ้าหมิงเทียนเข้ามาขัดจังหวะ บอกเธอไม่จำเป็นต้องไป เพราะชุดนี้มีหย่งซานคนดูแลพิพิธภัณฑ์ของพ่อจัดการได้ เพกาแปลกใจ ไม่เห็นเจ้าเหวินเยี่ยพูดถึงหย่งซาน
“ตอนนี้เขาไม่สบาย นอนอยู่ที่โรงพยาบาล ถ้าคุณยอมทำตามข้อตกลงของคุณพ่อผม คุณอาจจะต้องควบตำแหน่งดูแลพิพิธภัณฑ์ไปด้วย”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ อะไรที่ทำให้คุณเจ้าเหวิน– เยี่ยพอใจ ยัยพิงก์ยินดีทำทู้กอย่าง”
เพกาค้อนแฮรี่ขวับ แต่เขาไม่สนใจ เจ้าหมิงเทียนอ้างว่าคนที่บ้านอาจไม่ยินดีก็ได้
“ทำไมคะ หรือว่าคนในตระกูลเจ้ากลัวว่าฉันจะไปรู้ความลับอะไร” เพกาจ้องหน้าท้าทาย
“ผมเตือนคุณแล้วนะ อย่าทำตามข้อตกลงของพ่อผม ไม่ยังงั้นชีวิตคุณจะไม่ได้พบความสงบสุขอีกเลย” เจ้าหมิงเทียนหน้าเครียด เดินกลับไป
“เป็นไงคะ ลูกชายเจ้าของบ้านขู่พิงก์ถึงขนาดนี้ ยังอยากให้พิงก์ไปบ้านตระกูลเจ้าอีกหรือเปล่า” เพกามองแฮรี่กับเดซี่
สองคนตอบพร้อมกันว่า...อยาก...เพกาถึงกับเหวอซึ้งน้ำใจทั้งสองคนมาก
ooooooo
วันนี้เป็นวันหยุด เพกามาอยู่เป็นเพื่อนแม่ที่ร้านเสื้อซึ่งตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า เธอนั่งครุ่นคิดเรื่องที่ต้องเดินทางไปฮ่องกง พร้อมเห็นลูกสาวแล้วสงสาร จึงกระเซ้า คิดเรื่องเดิมๆมาเป็นเดือนแล้วนะ คิดไม่ออกก็ไม่ต้องคิด ปิดร้านแล้วไปหาของอร่อยกินกันดีกว่า
“เฮ้อ นิทรรศการกำลังจะจบแล้ว แม่อยากให้พิงก์ไปฮ่องกงไหมคะ”
“แม่เคารพความคิดของลูกเสมอ ลูกก็รู้ เรื่องที่อาแทนไทบอก แม่ทำใจได้แล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูก แม่จะยอมรับให้ได้”
เพกาโผกอดแม่ ขอบคุณที่เชื่อมั่นในตนเสมอมา พร้อมเตือนให้ค่อยๆคิด แล้วมาบอก แม่ตามใจทุกอย่าง...
คืนนั้น เพกาฝันเห็นเมย์ลีมายืนร้องไห้ข้างเตียง ใจเพการับรู้สิ่งที่เมย์ลีสื่อถึง เธอต้องการให้ช่วย แต่ไม่บอกว่าช่วยอย่างไร แล้วเธอก็เลือนหายไป เพกาสะดุ้งตื่น รู้สึกเหนื่อยและกลัว
“คุณเมย์ลี คุณต้องการให้ฉันไปฮ่องกงเพื่อช่วยคุณงั้นเหรอ แล้วถ้าเกิดอะไรร้ายแรง ใครจะช่วยฉันล่ะ...”
ooooooo
หลังเสร็จงานแสดง เจ้าหมิงเทียนเดินทางมารอรับกี่เพ้าที่ทางสถาบันนำมาส่งสนามบิน เขาสั่งอี่ถ่ายภาพกล่องทุกใบด้วยมือถือไว้เป็นหลักฐาน แฮรี่ตื่นเต้นที่เจ้าหมิงเทียนมาด้วยตัวเอง
“ฝากด้วยนะครับคุณหมิงเทียน”
“เมื่อไหร่ที่อาหย่งซานออกจากโรงพยาบาล ผมจะให้เขาจัดการซ่อมชุดที่ขาดให้เสร็จเร็วที่สุด คุณพ่อจะได้พอใจ พวกคุณไม่ต้องหวังว่าจะได้ชุดจากท่านมาแสดงอีกแล้ว”
“ผมไม่ได้ฝากเรื่องชุดมาดามซ่งหรอกครับ ผมฝากลูกน้องของผม”
เจ้าหมิงเทียนทำหน้างง เพกาในชุดเดินทางพร้อมกระเป๋าใบใหญ่เดินเข้ามา เขายืนอึ้ง คิดไม่ถึงว่าเธอตัดสินใจไปทำงานนี้
เมื่อเดินทางมาถึงฮ่องกง เพกานั่งรถที่ขนของมากับอี่ เจ้าหมิงเทียนนั่งรถลีมูซีนของทางสนามบิน เพกา ขอให้อี่เลี้ยวรถมาที่อ่าวรีพัลส์เบย์เพื่อไหว้เจ้าแม่กวนอิมศักดิ์สิทธิ์
“หนูมาถึงแล้ว มาด้วยใจที่เป็นกุศล เพื่อทำงาน เพื่อช่วยเหลือวิญญาณผู้หญิงคนนั้น ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย คุ้มครองหนูด้วยนะคะ”
จากนั้นก็มาไหว้เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย กำลังใช้มือลูบ จากเคราลงมาถึงถุงใส่เงินของท่าน แล้วกำมือมาใส่กระเป๋าของตัวเอง เจ้าหมิงเทียนเข้ามาต่อว่า มาทำอะไรตรงนี้
“ขอโชคลาภจากเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ยไง”
“ไม่ใช่เวลานี้...เราต้องเอากี่เพ้าในกล่องเข้าบ้านนะ”
“ฉันไม่ขโมยของของคุณไปหรอก ฉันถือคติ มาถึงบ้านเขาต้องไหว้เจ้าที่บ้านเขาก่อน ฉันอ่านมาจากหนังสือ ต้องไปเดินเป็นวงกลมตรงโน้น เพื่อนำสิ่งไม่ดีออกจากชีวิต” เพกาเดินไป
เจ้าหมิงเทียนหงุดหงิดที่เธอนึกจะทำอะไรก็ทำ “นี่ผมเป็นเจ้านายคุณนะ จะทำอะไรน่าจะเกรงใจกันบ้าง จู่ๆก็สั่งเลี้ยวมาไหว้พระ ทั้งที่ควรจะเข้าบ้านก่อน”
“คุณก็กลับไปก่อนสิคะ นายอี่ก็อยู่กับรถ ฉันจะเอากี่เพ้าคุณไปไหนได้ล่ะ...สะพานนี้ใช่ไหมคะ ข้ามหนึ่งครั้งอายุยืนขึ้นสามปี”
“แน่ใจนะว่าข้ามถูก เพราะถ้าข้ามผิด อายุลดลงสามปีไม่รู้ด้วย”
เพกาชะงักจริงด้วย แล้วควรจะข้ามทางไหน
เจ้าหมิงเทียนแขวะ ปากอย่างเธอ ท่าทางอย่างเธอ ไม่ต้องข้ามอายุก็ไม่น่ายืน เพกาโวย “เอ๊า...ว่าซะเสียหายปากคุณดีตายงั้นแหละ”
เจ้าหมิงเทียนเดินหนีไปแล้ว เพกามองคนอื่นที่เดินข้ามสะพานแล้วเอาอย่าง ข้ามเสร็จเธอยังยืนชื่นชมความงามของอ่าวฮ่องกง
ooooooo
พอมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเจ้า เพกาตะลึงกับความโอ่อ่าอัครฐานอย่างทึ่ง “ที่ดินบนเกาะฮ่องกงแพงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ฐานะครอบครัวคุณนี่ต้องระดับอภิอัครมหาเศรษฐี...”
เจ้าหมิงเทียนไม่สนใจฟัง สั่งอี่ขนของเก็บที่พิพิธภัณฑ์ แล้วเดินเข้าบ้านไปหน้าตาเฉย ทิ้งเพกาไว้หน้าบ้าน อี่ต้องเชื้อเชิญเธอและช่วยขนกระเป๋าเข้าไปให้...ไม่วายที่เพกาเดินสำรวจภายในบ้านอีก เพราะเจ้าเหวินเยี่ยเป็นนักอนุรักษ์นิยม ภาคภูมิใจในวัฒนธรรมจีนนักหนา บ้านจึงตกแต่งด้วยของเก่า ของล้ำค่าของจีนโบราณ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องกระเบื้องเคลือบ รูปเขียนมังกร รูปลายเส้นอักษรจีน รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ เช่น โต๊ะมุกกลางบ้านยังมีป้ายไม้เขียนคำว่า “ร้านขายยาตระกูลเจ้า” มุมหนึ่งของห้องโถง มีหิ้งวางป้ายบรรพบุรุษสองป้าย
“นี่เป็นป้ายร้านขายยาของคุณปู่คุณย่า คุณหมิงเทียน และนี่ป้ายชื่อท่านทั้งสอง ท่านเป็นเจ้าของร้านขายยาใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้ เป็นจุดเริ่มของธุรกิจมาถึงทุกวันนี้” อี่ตามมาอธิบาย
เพกายกมือไหว้ หันมาเห็นเจ้าหมิงเทียนยืนหน้าถมึงทึงอยู่ จึงชักสีหน้าใส่บ้าง เขาบอกเธอให้รออยู่ตรงนี้เพราะไม่มีใครรู้ว่าเธอมา จึงไม่ได้จัดห้องไว้ให้
“เดี๋ยวค่ะคุณหมิงเทียน”
“อะไรอีก”
“รำคาญฉันนัก ไม่ถามก็ได้ค่ะ”
“มีอะไรก็ว่ามา ให้คำถามเดียว”
“เอ้อ มีป้ายชื่อคุณเมย์ลีในบ้านนี้รึเปล่าคะ” เพกาเห็นสีหน้าเจ้าหมิงเทียนไม่พอใจ จึงคิดเองพูดเอง “ตามธรรมเนียมจีน มักเอาป้ายชื่อญาติพี่น้องที่ตายเก็บไว้ในบ้าน หรือเพราะคุณเมย์ลีถูกฆ่าตาย เป็นเรื่องไม่ดี พวกคุณเลยไม่เก็บป้ายชื่อเธอไว้ในบ้าน”
“คุณยังไม่ได้บอกผมเลย คุณรู้ได้ยังไงว่าเมย์ลีถูกแทงตายในชุดกี่เพ้า...คุณรู้ได้ยังไง” เจ้าหมิงเทียนย่างเท้าเข้าหาเพกา
เพกาถอยกรูดด้วยความกลัว เพราะเข้าใจว่าเขาคือฆาตกร เจ้าหมิงเทียนแปลกใจ ทำไมเธอถึงกลัวตนนักหนา จึงใช้เหตุนี้บีบให้เธอสารภาพว่าใครบอกเรื่องการตายของเมย์ลี
เพกาคิดหาข้ออ้างให้เขาเลิกสงสัย “ฉัน...ฉันสันนิษฐานเอาค่ะ พ่อคุณโมโหที่เอาชุดกี่เพ้าลายโบตั๋นขึ้นโชว์ แล้วชุดนั้นมีรอยทะลุตรงอกเหมือนรอยมีดแทง จากนั้นพอคุณเล่าว่าคุณเมย์ลีตายแล้ว ฉันก็ปะติดปะต่อเรื่องเอาเอง แหะๆเผอิญฉลาด สันนิษฐานมั่ว แต่ถูกเป๊ะ”
“เปลี่ยนอาชีพไปเป็นหมอดูเถอะ” ท่าทางเจ้าหมิงเทียนหายสงสัย
แต่เพกายังอยากรู้อีกเรื่อง จึงหยั่งเชิงถามว่า ตำรวจจับคนร้ายได้ไหม เธอจับจ้องสีหน้าเขาว่าจะมีพิรุธอะไรบ้าง แล้วก็ได้เห็นเขาโมโหจริงๆ
“เรื่องที่เกิดในบ้านตระกูลเจ้า ไม่ใช่กงการของคุณ อย่ามายุ่ง”
“ท่าทางคุณไม่ชอบฉันเอาซะเลย โมโหฉันได้ทุกเรื่อง ทนเอาหน่อยนะคะคุณหมิงเทียน ฉันอยู่แค่สามเดือนก็ไปแล้ว”
เจ้าหมิงเทียนฟังแล้วพึมพำทั้งที่ยืนหันหลังให้เธอ... ไม่ใช่ว่าตนไม่ชอบเธอ...สีหน้าเขาบ่งบอกความห่วงใยมากกว่า ก่อนจะก้าวเดินจากไป
ooooooo
ทุกครั้งที่เจ้าหมิงเทียนคิดถึงเมย์ลี เขาจะมาที่สวนดอกไม้หลังบ้าน ซึ่งเต็มไปด้วยดอกโบตั๋น เป็นมุมนั่งเล่นประจำของเขาและเธอ เมย์ลีชอบมาเก็บดอกโบตั๋นไปใส่แจกัน เธอชอบมันมากจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของตัวเธอไปแล้ว เธอมักจะพูดเสมอว่า
“ดอกโบตั๋นเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี มั่งมีศรีสุข ฉันจะได้มีความสุขเสียที”
แล้วเขาก็ปลอบเธอ “ความทุกข์ ความกลัดกลุ้มใจ ควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราฮึดสู้มากยิ่งขึ้น ไม่ควรเป็นสิ่งที่ทำให้เราท้อแท้ ห่อเหี่ยว ยอมจำนนต่อโชคชะตานะเมย์ลี”
มาวันนี้ เจ้าหมิงเทียนพูดกับดอกโบตั๋นในมือ ทั้งที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเท่าไหร่ “ฉันสัญญา ฉันจะไม่รักผู้หญิงคนไหนอีก ไม่ว่าเขาจะหน้าเหมือนเธอราวกับคนคนเดียวกัน ไม่มีใครมาแทนที่ดอกโบตั๋นของฉันได้”
ขณะที่เพกากำลังรื้อเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าในห้องพักแขก เธอมองกระจกที่ติดกับบานตู้อย่างระแวง ลองยกมือ ขยับตัวว่าเงาในกระจกยังทำตามอยู่หรือเปล่า พลันภาพที่แขวนในห้องก็หล่นโครมลงมา เธอสะดุ้งเฮือก
“คุณอยู่ที่นี่ใช่ไหมคะ ที่คุณขอให้ฉันช่วยคือช่วยจับคุณหมิงเทียนคนรักคุณเข้าคุกใช่ไหม เขาเป็นคนแทงคุณตายใช่มั้ย...แต่ฉันกลัวเขาจะฆ่าฉันอีกคน ฉันหน้าเหมือนคุณมาก เขาเห็นฉันก็เหมือนเห็นคุณตามหลอกหลอน ฉันไม่อยากเป็นฮีโร่ ฉันยังอยากกลับไปหาแม่ที่เมืองไทย ถ้าซ่อมกี่เพ้าเสร็จแล้วยังไม่มีหลักฐานจับคุณหมิง– เทียน ฉันกลับเมืองไทย คุณอย่าโกรธฉันนะคะ”
ไม่มีสัญญาณตอบจากเมย์ลี เพกาเดินไปดูภาพที่หล่น เห็นเชือกข้างหลังขาดก็เขกหัวตัวเองที่คิดเป็นตุเป็นตะไปได้
ภายในห้องโถง หวางลี่ผิง คุณนายใหญ่กลับจากโรงพยาบาล หลังจากไปตรวจร่างกายประจำปี เธอเป็นคนสูงวัยที่สวยคม สง่างาม แต่สีหน้าอมทุกข์ ในบ้านนี้ มีเพียงหวางลี่ผิงกับเจ้าเหวินเยี่ยที่ยังแต่งกายรักษาวัฒนธรรมกี่เพ้า ส่วนคนอื่นๆแต่งกายสมัยใหม่ เธอเรียกหาเป่าหลินให้มายกของ แต่ไม่มีแม้เงา หลุนคนขับรถจึงยกของลงแทนและไปตามเป่าหลินมาให้
ซิ่วหลานคนสนิทของหวางลี่ผิงรีบไปหาน้ำชามาวางแล้วถามว่าจะเอาใบนัดเก็บที่ไหน
“ทิ้งไป หมอกังวลเกินเหตุ ฉันไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย ไม่เห็นต้องนัดไปตรวจอีกเดือนหน้า” เป่าหลินเดินเสื้อผ้ายับเยินเข้ามา “ไปอยู่ไหนมาฮึอาเป่า ไม่ออกมารับฉัน”
เป่าหลินแก้ตัวว่าไม่ได้ยินเสียงรถ หวางลี่ผิงเห็นสภาพเสื้อผ้าก็รู้ว่าแอบไปนอน ไม่ทำงาน จึงต่อว่าและไล่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ เป่าหลินเป็นคนสนิทของหลินเหม่ยอิง คุณนายรองของบ้าน จึงไม่ค่อยพอใจความเป็นคนเจ้าระเบียบของคุณนายใหญ่
เจ้าหมิงเทียนเข้ามาบอกแม่ว่าทางสถาบันส่งคนซ่อมกี่เพ้ามาแล้ว พอดีเพกาเดินเข้ามา หวางลี่ผิงตะลึง ถ้วยน้ำชาหลุดจากมือหล่นแตก ทุกคนต่างช็อกเหมือนเห็นผี
“ไม่ใช่ผีค่ะ คน...คนตัวเป็นๆ มีเลือดมีเนื้อ ไม่เชื่อมาจับตัวดูก็ได้ค่ะ” เพกายื่นมือให้ทุกคน
หวางลี่ผิงละล่ำละลักถามว่าเธอเป็นใคร เจ้าหมิงเทียนรีบแนะนำ เพกายกมือไหว้อย่างอ่อนน้อม หวางลี่ผิงจะแตะใบหน้า เพกาถอยหนี เธอบอกให้อยู่นิ่งๆ เพกายืนตัวเกร็ง หวางลี่ผิงลูบไล้ใบหน้าเธอ แล้วเกิดความเสียใจ ร้องไห้ออกมาจนคนอื่นๆสงสารและเห็นใจ เจ้าหมิงเทียนเข้ามาแตะไหล่แม่ทั้งที่ตนก็เศร้าไม่แพ้กัน
“ซิ่ว พาคุณคนนี้ออกไปก่อน”
เพกางุนงงเห็นหวางลี่ผิงคร่ำครวญถึงเมย์ลี ซิ่ว–หลานพาเพกาออกมา หยุดยืนอยู่นอกห้อง เธอจ้องมองหน้าเพกา “รูปหน้า ดวงตา จมูก ปาก เหมือนคุณเมย์ลี ไม่มีผิด ส่วนสูงก็พอๆกัน”
“คุณหมิงเทียนเคยให้ฉันดูวีดิโอคุณเมย์ลีแล้วค่ะ เราเหมือนกันมากจริงๆ แต่ฉันไม่เข้าใจ ทำไมแม่คุณหมิงเทียนถึงร้องไห้ที่เห็นฉัน”
“คุณนายใหญ่รักคุณเมย์ลีมากค่ะ ดูแลกันมาตั้งแต่เด็ก พอเห็นคนหน้าเหมือนคุณเมย์ลีเลยคิดถึงขึ้นมาน่ะค่ะ ดิฉันยังคิดถึงเลย”
“เฮ้อ อยู่ๆใบหน้าฉันก็สร้างปัญหาให้คนอื่นซะงั้น ไปทำศัลยกรรมดีไหมเนี่ย กรีดตาเป็น 4 ชั้น ฉีดแก้มให้โหนกขึ้น เหลาคางให้แหลมเปี๊ยบ อึ๋ย...ออกมาหน้าตาคงเหมือนตัวประหลาด”
“แต่คุณสดใสร่าเริงกว่าคุณเมย์ลี คุณเมย์ลีเธอเป็นคนเงียบๆ เฉยๆ คุณชื่ออะไรนะคะ”
เพกาแนะนำตัว รู้สึกถูกชะตากับซิ่วหลาน จึงขอให้ช่วยพาไปดูพิพิธภัณฑ์
ooooooo
ภายในพิพิธภัณฑ์ ของที่เจ้าเหวินเยี่ยสะสมส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อผ้าจีนโบราณ วัตถุโบราณมีไม่กี่ชิ้น เนื่องจากกี่เพ้าหลายชุดส่งไปแสดงที่เมืองไทย หุ่นในตู้จึงมีแต่ผ้าคลุมไว้ เพกาสะดุดตาชุดชายจีนโบราณ ทอด้วยผ้าสีทอง ปักลายมังกร คิดว่าน่าจะเป็นของจักรพรรดิแน่ๆ
ซิ่วหลานบอกว่าใช่ และแนะนำชุดถัดไปก็เป็นของจักรพรรดินี เพกาตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็น ซิ่วหลานเล่าว่า เจ้าเหวินเยี่ยไม่อยากปล่อยให้พวกฝรั่งเอาชุดเหล่านี้ไปตั้งโชว์อวดร่ำอวดรวยกันโดยไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริง
“คุณเยี่ยประมูลชุดโบราณพวกนี้มา เพราะต้องการอนุรักษ์วัฒนธรรมของเรา และคุณเยี่ยเล็งเห็นว่า อีกร้อยปีพันปีข้างหน้า ชุดพวกนี้จะมีค่าต่อคนจีนรุ่นหลัง ผู้มีความรู้ย่อมมีสายตาอันกว้างไกล ผู้มีใจยึดมั่น ย่อมมีอุดมการณ์อันมั่นคง”
เพกายิ้มอย่างพอใจ มองไปเห็นกล่องกี่เพ้าที่ขนกลับมา จึงให้ซิ่วหลานช่วยบอกว่าตู้ไหนเป็นของชุดไหน ตนจะจัดเก็บใส่หุ่นในตู้ เพราะอ่านภาษาจีนไม่ออก
“ซิ่วรู้จักกี่เพ้าทุกชุดดีเหมือนลมหายใจของตัวเอง ยินดีช่วยค่ะ” คำพูดของซิ่วหลานสะดุดหูเพกาอย่างมาก ต่อไปจะได้พึ่งพา
หลังจากนั้น ซิ่วหลานกลับมาช่วยเป่าหลินจัดโต๊ะอาหารกลางวัน หวางลี่ผิงสั่งให้เอาช้อนส้อมมาวางข้างจานของเพกา เพราะรู้ว่าเธอคงไม่ถนัดใช้ตะเกียบ พอดีเพ่ยเพ่ยกับเหม่ยอิงสองแม่ลูกกลับจากช็อปปิ้งหอบหิ้วถุงแบรนด์ดังผ่านมา หวางลี่ผิงพูดขึ้นลอยๆ
“หาเงินไม่เป็น แต่ใช้เงินเก่ง”
เพ่ยเพ่ยรู้ว่าโดนเหน็บก็ไม่พอใจ “คุณแม่ใหญ่ ยุคนี้ความสุขหาซื้อได้ด้วยเงินค่ะ คุณแม่ใหญ่ลองทำอย่างพวกเราบ้างสิคะ จะได้เลิกจมกับความทุกข์เสียที”
“ปากคอเราะร้ายนักนะ” หวางลี่ผิงโกรธ
“ขอโทษคุณแม่ใหญ่ซะเพ่ยเพ่ย” เหม่ยอิงตำหนิลูก
เพ่ยเพ่ยชักสีหน้าไม่อยากทำ แต่ก็ต้องกล่าวขอโทษ โดยที่สายตาไม่สำนึกผิดสักนิด หวางลี่ผิงปรายตามองการแต่งตัวของสองแม่ลูก ที่ใส่เสื้อผ้ารัดรูปจนเห็นสัดส่วนชัดเจน ทั้งที่ช่วงนี้น่าจะสวมใส่เสื้อผ้าหนาๆมิดชิด
“อากาศสองสามวันนี้หนาว เปิดเนื้อหนังมังสาโชว์ไม่ได้ ก็โชว์รูปร่างแทน มันอดไม่ได้สินะ”
“ก็เพราะช่างอวดแบบนี้ไง ถึงมีโอกาสได้ใช้สามีร่วมกับคุณนายใหญ่”
“อีชั้นต่ำ...” หวางลี่ผิงคว้าหมอนจะปาใส่
“วางลงเถอะค่ะ ระหว่างคุณกับฉัน ให้ใช้ของหมดบ้านก็ยังไม่พอ...ฉันกับลูกเอาของไปเก็บที่ห้องนะคะ เดี๋ยวจะได้ลงมาทานข้าว” เหม่ยอิงแกล้งค้อมหัว แต่สายตาเยาะหยัน เดินนำลูกสาวกับเป่าหลินที่มาประจบประแจงถือของออกไป
หวางลี่ผิงมองตามด้วยความเจ็บใจ
ooooooo
เพกายังง่วนอยู่กับการจัดชุดกี่เพ้าใส่กลับเข้าหุ่น ซิ่วหลานตามไปทานกลางวัน แต่เธอขอทำงานเสร็จก่อน ซิ่วหลานย้ำว่า คุณนายใหญ่จะแนะนำคนในบ้านให้รู้จัก เพกาหน้าตื่น โอดโอย “หา...กินรวมกับคนในบ้านเหรอ อูย ฉันเป็นแค่คนงานจะดีเหรอ ไม่ต้องก็ได้มั้งคะ”...
ทุกคนในบ้านตระกูลเจ้ามารวมกันที่โต๊ะอาหาร ขาดแต่เจ้าเหวินเยี่ย ประมุขของบ้าน เจ้าจิ้นเจินถามหวางลี่ผิง ว่าพี่เขยไม่มาทานข้าวหรือ เธอตอบว่าไปสโมสร น่าจะทานข้าวกับเพื่อนๆที่นั่น หวางอวี้เหลียนภรรยาของจิ้นเจินเข้านั่งประจำที่อย่างสงบเสงี่ยม เพ่ยเพ่ยเห็นว่าเจ้าหมิงเทียนยังไม่มา จึงอาสาไปตาม หวางลี่ผิงบอกว่าเขาไม่อยู่
“อ้าว แล้วอีกที่ของใคร” เพ่ยเพ่ยมองจานชามที่จัดเกินมา
หวางลี่ผิงตอบว่าแขก อวี้เหลียนจึงเอ่ยถาม “คุณพี่เชิญใครมาคะ”
ไม่ทันตอบ ซิ่วหลานก็พาเพกาเข้ามา ทุกคนตกตะลึง เพกาเห็นสายตาที่มองมา รู้สึกแปลกใจ ทำไมต้องตกใจขนาดนี้ เหมือนทุกคนเกี่ยวข้องกับการตายของเมย์ลี เธอยิ้มแหยๆค้อมหัวให้ทุกคนอย่างนอบน้อม เพ่ยเพ่ย
ไม่พอใจ โวยไม่มีคนอื่นอีกแล้วหรือ ทำไมต้องเป็นเพกา
“เสียมารยาท นี่คุณพิงก์ มาจากเมืองไทย มาซ่อมกี่เพ้าให้คุณเยี่ย...คุณพิงก์นี่คุณจิ้นน้องชายฉัน แล้วนี่คุณเหลียน ภรรยาคุณจิ้น”
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
จิ้นเจินและภรรยายิ้มต้อนรับดูเป็นมิตร เหม่ยอิงรอให้แนะนำแต่ต้องผิดหวัง จึงแนะนำตัวเองว่าตนชื่อหลินเหม่ยอิง
“เป็นคุณนายรอง เมียน้อย” หวางลี่ผิงเสริมต่ออย่างเยาะๆ
เหม่ยอิงตวัดสายตามองอย่างไม่พอใจที่โดนหักหน้า เพกาทำหน้าไม่ถูก เพิ่งเคยเจอเมียน้อยเมียหลวงอยู่บ้านเดียวกัน จิ้นเจินชวนเพกาคุยถึงความหน้าเหมือนเมย์ลีอย่างมาก ถ้าตนเจอข้างนอกคงนึกว่าผีหลอก
“แหม ดิฉันน่าจะแกล้งหลอกผีคุณเล่นนะคะ ไม่น่าแสดงตัวก่อนเลย”
จิ้นเจินหัวเราะชอบใจกับความเป็นคนสนุกสนานของเพกา หวางลี่ผิงบอกให้ทุกคนลงมือทานอาหาร อวี้เหลียนคีบอาหารใส่จานสามี แต่เขากลับไม่ขอบใจสักนิด เพการู้สึกจิ้นเจินค่อนข้างเย็นชากับอวี้เหลียน เพ่ยเพ่ยหมั่นไส้เพกาอยู่ก่อน พอเธอขออนุญาตใช้ช้อนส้อมแทนตะเกียบ ก็โพล่งขึ้นว่าจะสอนให้ ว่าแล้วก็ปักตะเกียบลงถ้วยข้าวก่อนเลื่อนไปให้ เพกาไม่เข้าใจความหมาย หวางลี่ผิงโกรธมาก ตบโต๊ะปัง
“มากไปแล้วนะเพ่ยเพ่ย” เห็นหน้างงของเพกาจึงอธิบาย “ธรรมเนียนจีน ห้ามปักตะเกียบในชามข้าว เพราะเหมือนปักธูปในกระถางไหว้คนตาย”
เพกาตกใจ หวางลี่ผิงเอ็ดเพ่ยเพ่ยให้เอาออก เหม่ยอิงไม่อยากมีเรื่อง ดึงออกเสียเอง
“หัดอบรมลูกสาวเสียบ้างเหม่ยอิง เลี้ยงลูกตามใจจนเสียคน เที่ยวระรานคนอื่น เสียแรงที่คุณพี่เก็บมาเจียระไน หมายจะให้เป็นเพชร แต่กรวดทรายยังไงก็คือกรวดทรายวันยังค่ำ”
“หนูไม่ได้ระรานใครนะคะคุณแม่ใหญ่ แค่อยากทดสอบว่าคุณพิงก์รู้จักธรรมเนียมจีนรึเปล่า...ก็เท่านั้น”
“คิดว่าฉันไม่รู้สันดานเธอสองแม่ลูกเหรอ ยี่สิบปีในบ้านตระกูลเจ้า มันลบคราบไคลคนชั้นต่ำไปไม่ได้เลยซักนิด”
เหม่ยอิงทนไม่ไหวโต้กลับว่า คุณนายใหญ่ทำไม่ถูกที่เอาคนงานมานั่งร่วมโต๊ะเพียงแค่หน้าเหมือนลูกสาวสุดที่รัก เพ่ยเพ่ยเสริมอีกว่า แม่ใหญ่ทำเพื่อประชดตน
“แล้วพวกเธอจะทำไม เธอสองคนแม่ลูกเหมาะกับตระกูลเจ้านักหรือ” หวางลี่ผิงตวาด
เพกาตกใจและอึดอัดอย่างมาก จึงขอตัวลุกออกไปอ้างว่ายังไม่หิว จิ้นเจินกับภรรยาถอนใจพลอยกินไม่ลงไปด้วย
ooooooo
หลบออกมาได้ เพกาเหมือนยกภูเขาไฟออกจากอก เห็นอี่ ซิ่วหลาน และเป่าหลิน ยืนต้อนรับเจ้าเหวินเยี่ยลงจากรถ ทั้งสามเรียกชื่อเจ้านายและค้อมหัวเป็นธรรมเนียม เพกาจึงทำตามบ้าง พร้อมกับแนะนำตัวเอง เขาปรายตามอง บอกเจ้าหมิงเทียนโทร.รายงานแล้ว
คนจากห้องอาหารออกมาต้อนรับเจ้าเหวินเยี่ย เพ่ยเพ่ยเปลี่ยนท่าทีเป็นอ่อนหวาน เอาใจ
“วันนี้กลับมาเร็วจังนะคะคุณพ่อ ไปสโมสรทีไร คุณพ่อนั่งเล่นไพ่นกกระจอกทั้งวันเมื่อยหลังแย่ เดี๋ยวเพ่ยเพ่ยนวดหลังให้นะคะ”
เจ้าเหวินเยี่ยยิ้มรับ ดูท่าเอ็นดูลูกสาวคนนี้มาก เหม่ยอิงกับลูกยิ้มเยาะหวางลี่ผิง เพกาหาโอกาสรายงานว่าตนนำกี่เพ้าใส่คืนหุ่นให้บ้างแล้ว แต่ยังไม่ครบ เขากลับพูดทำนอง ดีไม่ต้องสั่ง เพกาทำหน้าเจื่อนๆ หวางลี่ผิงโพล่งขึ้น สั่งซิ่วหลานพาเพกาไปพักห้องดอกไม้ เพ่ยเพ่ยโวยทันที
“ไม่ได้นะคะ ห้องดอกไม้เป็นห้องที่ใหญ่ที่สุด ต้องเป็นของหนู ห้ามคนอื่นนอน” เพ่ยเพ่ยหันมาอ้อนเจ้าเหวินเยี่ย ยกห้องนั้นให้ตน
หวางลี่ผิงรีบขัดว่า กิจการในบ้านเป็นหน้าที่ของตน หวังว่าจะไม่ลืม เจ้าเหวินเยี่ยพูดไม่ออก ได้แต่บอกให้ทำตามคำสั่งคุณนายใหญ่ เพ่ยเพ่ยแค้นใจแทบจะร้องกรี๊ด...ซิ่วหลานรีบพาเพกาเลี่ยงออกมา ให้อี่ไปช่วยขนของเพกาไปส่งที่ห้องดอกไม้
เพกาเห็นในห้องติดวอลเปเปอร์ลายดอกโบตั๋นสีชมพูหวาน รับกับผ้าม่านสีชมพูอ่อน เฟอร์นิเจอร์ในห้องเป็นโทนสีหวาน จึงเข้าใจแล้วว่าทำไมเพ่ยเพ่ยถึงอยากได้ห้องนี้ ซิ่วหลานบอกว่า คุณนายใหญ่ตกแต่งห้องนี้ตามความชอบเจ้าของห้อง เธอรีบถามว่าใครทั้งที่ในใจคิดไว้แล้วว่าเป็นเมย์ลี และซิ่วหลานก็ตอบว่าเป็นห้องเมย์ลีจริงๆ
ในขณะที่เพ่ยเพ่ยแค้นใจอาละวาดอยู่ในห้อง เหม่ยอิงปลอบว่าห้องนั้นมีคนตาย อัปมงคลไม่น่าอยู่หรอก แต่เพ่ยเพ่ยก็เถียงว่า จ้างนักพรตมาปัดรังควานได้ ตนเกลียดแม่ใหญ่ที่สุด
“แม่เกลียดมันยิ่งกว่าลูกหลายเท่า แม่อยากให้มันตาย ใครขวางทางเราสองคนแม่ลูก แม่จะฆ่ามันให้หมดทุกคน” สีหน้าเหม่ยอิงดูโหดจนน่าสะพรึงกลัว
เพ่ยเพ่ยยังกลัวหวางลี่ผิงจะรักเพกาขึ้นมาเหมือนที่เคยรักเมย์ลี แล้วตนจะแตะต้องไม่ได้อีก เป่าหลินแย้งน่าจะห่วงเจ้าหมิงเทียนมากกว่า เพ่ยเพ่ยยิ่งเครียด เหม่ยอิงบอกลูกไม่ต้องห่วง ตนจะทำให้เพกาอยู่ที่นี่ได้ไม่เกินสามวัน ด้วยการทำให้เธอกลัวผีหนีกลับเมืองไทย
ระหว่างนั้น เพกากับซิ่วหลานกำลังคุยกันเรื่องคนในบ้าน เพกาถามทำไมหวางลี่ผิงไม่ชอบเพ่ยเพ่ย ซิ่ว–หลานตอบว่า เพ่ยเพ่ยเป็นลูกติดเหม่ยอิง แต่สั่งทุกคนในบ้านห้ามพูดถึงเรื่องนี้ เพกาเปรยออกมาว่าเป็นลูกบุญธรรมเหมือนเมย์ลี ซิ่วหลานพยักหน้า
“ลูกแท้ๆของคุณเยี่ยกับคุณนายใหญ่มีสองคน คนโตคือคุณหมิงซาน ท่านประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน คนรองคือคุณหมิงเทียน”
พอดีเพกาหยิบภาพถ่ายหมู่ที่ตั้งในห้องขึ้นดู เห็นหน้าหมิงซานแล้วสงสาร ไม่น่าอายุสั้น ซิ่วหลานบอก
เพกาไม่ต้องกลัวอะไร ตั้งแต่เมย์ลีตาย ไม่เคยมีคน
ในบ้านเห็นวิญญาณเธอคงไปเกิดใหม่แล้ว
เพกากลืนน้ำลายเอื๊อก “ฉันไม่กลัวผีหรอกค่ะ กลัวถูกคนหลอกมากกว่า คนร้ายกว่าผีเยอะ ถ้าผีมา ฉันจะชวนคุยเลยด้วยเอ้า”
ไม่ทันไร เป่าหลินกับหลุนยกกระจกบานใหญ่เข้ามา ซิ่วหลานเห็นแล้วตกใจ อุทานว่าอัปมงคล ไล่เอาออกไป เป่าหลินอ้างคำสั่งเหม่ยอิง และให้วางที่เดิม เพกาจึงรู้ทันทีว่ามันเคยตั้งในห้องนี้ ซิ่วหลานบ่นว่าเป็นกระจกของคนตายน่าจะทิ้งไปนานแล้ว เพราะมีรอยแตกอยู่ด้วย เพกาชะงักมอง นึกถึงนิมิตที่เห็นเมย์ลีถูกแทงตายหน้ากระจก จึงยอมให้วางกระจกไว้ที่เดิม
ooooooo
คืนนั้น เพกามองกระจกแล้วชักหวาดๆเหมือนกัน เพราะมองตอนกลางคืนดูน่ากลัวกว่ามองตอนกลางวัน ขณะที่เธอหลับมีเสียงร้องไห้ดังขึ้นหน้าห้อง เพกาสะดุ้งตื่นคิดว่าเป็นเมย์ลี จึงทำใจกล้าลุกไปเปิดประตู ไม่เห็นอะไร ได้ยินแต่เสียงร้องไห้แว่วอยู่ จึงตามเสียงนั้นไป
เผอิญ เจ้าหมิงเทียนเห็นเพกาเดินลงบันไดไปกลางดึกกลางดื่น จึงย่องตามดู เธอเดินมาตามทางที่ไฟ สลัว เจ้าหมิงเทียนคิดอยากจะแกล้ง ไปยืนบังแสงให้เกิดเงาน่ากลัว เพกาตกใจไม่ได้กลัวผีแต่กลัวฆาตกร จะวิ่งหนี เขาคว้าตัวเธอไว้ เธอดิ้นรนหันมาเห็นหน้าเจ้าหมิงเทียน
“อย่าทำอะไรฉัน อย่า...” เพกายังฝังใจว่า
เจ้าหมิงเทียนเป็นฆาตกร
เจ้าหมิงเทียนเห็นเพกากลัวมากยิ่งนึกสนุก กอดรัดไม่ยอมปล่อยเธอ “คนในบ้านหลับหมดแล้ว ทางสะดวก ผมจะทำอะไรคุณก็ได้ เริ่มจากทำแบบนี้ก่อนดีไหม...คุณใช้น้ำหอมอะไร หอมดีนะ”
เพกาเห็นหน้าเจ้าหมิงเทียนยื่นเข้ามาเหมือนจะหอมแก้มตนก็ใช้ศอกกระทุ้งเข้าสีข้างเขาแล้วสะบัดตัวออกวิ่งหนีเข้าไปในห้องครัวร้องให้คนช่วย เธอเปิดไฟสว่าง เห็นมีดวางอยู่บนโต๊ะจึงคว้ามาถือป้องกันตัว เจ้าหมิงเทียนเห็นเรื่องจะวุ่นวายไปใหญ่จึงตามมาบอกว่า
“ผมสัญญาจะไม่ทำอะไรคุณแล้ว ไป ขึ้นบ้านเถอะ”
แต่เพกาหาว่าเขาโรคจิต ตวัดมีดไปมา พอดีเพ่ยเพ่ยเข้ามาเห็น ร้องลั่นจะทำอะไรพี่รอง
“อยู่ห่างๆเขาไว้ค่ะคุณเพ่ยเพ่ย คุณหมิงเทียน
ไม่ใช่คนอย่างที่คุณคิด”
“คุณคิดว่าผมเป็นคนยังไง”
“คุณมันใจร้าย อำมหิต”
เพ่ยเพ่ยโวยวายที่มาว่าเจ้าหมิงเทียน เพกายังพยายามเตือน เจ้าหมิงเทียนฉวยโอกาสพุ่งเข้าชาร์จแย่งมีดเธอ แต่พลาดโดนเธอตวัดมีดบาดแขน เพ่ยเพ่ยร้องลั่น เพกาเองก็หน้าซีด
“ก็...ก็...ฉันเตือนแล้วว่าอย่าเข้ามา”
เพ่ยเพ่ยปรี่เข้าตบหน้าเพกา และจะแจ้งตำรวจจับ แขนเสื้อเพ่ยเพ่ยไหลลงทำให้เพกาได้เห็นกำไลหยกที่ข้อมือ ถึงกับผงะ ทำไมสองคนมีกำไลหยกเหมือนกัน แล้วใครเป็นฆาตกรล่ะ...
ทุกคนตื่นขึ้นมาอยู่รวมกันในห้องโถง เพ่ยเพ่ยโวยวายฟ้องว่าเพกาเอามีดแทงเจ้าของบ้าน หวางลี่ผิงให้โอกาสเพกาเล่า เธออึกอักพูดไม่ออก เจ้าหมิงเทียนจึงออกรับแทน
“ผมอำเขาเล่นน่ะ ผม พี่หมิงซาน หรือแม้แต่เพ่ยเพ่ยก็เคยเล่น ตอนดึกๆใครไปยืนตรงนั้นจะดูน่ากลัว พอดีว่าเขาผ่านมา ผมเลยแกล้งเขา”
หวางลี่ผิงถาม เหมือนที่เคยแกล้งเมย์ลีหรือ เขาพยักหน้า หลุนคนขับรถจำได้ ครั้งนั้นเมย์ลีร้องลั่นบ้าน ตื่นกันหมดเหมือนคืนนี้ ทุกคนเริ่มนึกออกแต่เพ่ยเพ่ยไม่ยอม แหวขึ้นมา
“แต่เพกาไม่ใช่เมย์ลี พี่หมิงเทียนไปเล่นกับมันไม่ได้”
เหม่ยอิงเบี่ยงเบนเรื่องให้เจ้าเหวินเยี่ยเห็นว่า เรื่องล้อเล่นก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่มาทำร้ายคุณชายรองบาดเจ็บยอมไม่ได้ เพการีบแก้ตัวว่าตนตกใจที่เขามาร้องไห้หน้าห้อง ตนถึงออกมาดู
“แกล้งร้องไห้ เปล่านะ ผมไม่ได้ไปที่หน้าห้องคุณสักหน่อย”
“อ้าว...แล้วใครล่ะ หรือว่า...คุณเมย์ลี”
หลุน อี่ และอวี้เหลียนอุทานว่าผี จิ้นเจินเอ็ด ไม่เคยมีเรื่องไร้สาระแบบนั้น
“เอาเถอะครับ ผมยอมรับก็ได้ว่าผมเป็นคนผิด พอดีเห็นเขาชอบทำท่ากลัวๆ ผมเลยแกล้งเล่น ผมขอโทษคุณพ่อและทุกคนด้วย เรื่องนี้ให้จบแค่นี้เถอะครับ” เจ้าหมิงเทียนตัดบท
เพ่ยเพ่ยยิ่งไม่พอใจ “ปกป้องมันอีกแล้ว อย่าบอกนะว่า พี่ชอบ...”
“อ๋อ...เพ่ยเพ่ยกำลังจะบอกว่าคุณชายรองชอบรับผิดแทนคนอื่นเสมอ ตอนเด็ก เพ่ยเพ่ยเล่นซนทำแจกันหยกคุณท่านแตก คุณชายรองก็ออกรับแทนว่าเป็นคนทำ” เหม่ยอิงขัดกลางคัน
หวางลี่ผิงเห็นแผลที่แขนลูกชายเล็กน้อย จึงให้ทุกคนแยกย้ายไปนอน แต่เพ่ยเพ่ยยังไม่ยอม จะให้ไล่เพกาออกไป เจ้าเหวินเยี่ยตัดสิน เมื่อเจ้าตัวคนเจ็บไม่เอาเรื่อง ก็จบแค่นี้
ooooooo
หลังจากที่เจ้าหมิงเทียนทำแผลแล้วกำลังจะเข้าห้อง เพกาตามมาขอโทษ เขากลับบอกว่าอย่าให้ตนเจ็บตัวฟรี จำไว้ ถ้าไม่จำเป็นอย่าออกจากห้องตอนกลางคืนอีก ตนเป็นห่วง...เขาจ้องเข้าไปในดวงตาของเพกา ทำเอาเธอสะท้าน แล้วเขาก็บอกต่อ...ความปลอดภัย ของคนอื่น
เพกาชะงัก ค้อนเล็กๆ แต่ก็ยังขอบคุณเขาอีกครั้งที่ช่วยปกป้องรับผิดว่าเป็นคนแกล้งตน
“ผมไม่ได้ปกป้องคุณ”
“อ้าว...”
“ผมอยากให้คุณไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แต่ถ้าคุณรับผิด คุณอาจจะต้องเสียเวลาไปนอนในคุกหลายวัน”
“แค่ทำมีดบาด ต้องติดคุกเลยเหรอคะ อ๋อ...ฉันลืมไปว่าคุณเป็นใคร” พลันเพกาเห็นผ้าพันแผลเผยอ จะช่วยจับให้ แต่เขาชิงกดมันลงเสียก่อน
เพกาเห็นกำไลหยกที่ข้อมือเขา จึงถามว่าทำไมมีเหมือนกับเพ่ยเพ่ย เขาตอบห้วนๆว่ามันเป็นของสำคัญของเรา เพกายิ่งเข้าใจว่าเป็นของแทนใจ เจ้าหมิงเทียนกับเพ่ยเพ่ย...เพกากลับเข้าห้องครุ่นคิดเรื่องกำไล เงยหน้ามาเจอซิ่วหลาน ถึงกับสะดุ้ง เธอบอกว่าคุณนายใหญ่ให้มาดูแล
“ฉันไม่เป็นอะไรจ้ะ”
“น่าแปลกนะคะ เมื่อก่อนคุณชายรองขี้เล่น ชอบแกล้งคนอื่น ตั้งแต่คุณเมย์ลีตายไป คุณชายรองก็เปลี่ยนเป็นคนละคน ไม่รู้ว่าทำไมตอนนี้นิสัยเดิมถึงกลับมา หรือว่ามีใครบางคนทำให้คุณชายรองลืมคุณเมย์ลีไปได้”
“ก็คงเป็นคุณเพ่ยเพ่ยละมั้งจ๊ะ”
ซิ่วหลานยืนกรานเป็นไปไม่ได้ เพกาบอกว่าสองคนมีกำไลหยกเป็นของแทนใจกัน ซิ่วหลานถลกแขนเสื้อตัวเองขึ้นให้ดูว่ามีกำไลหยกเช่นกัน ก่อนจะบอกว่าทุกคนในบ้านมีกันหมด
“หลายปีก่อน คุณเจ้าเหวินเยี่ยได้หยกก้อนใหญ่มา ก็เลยทำกำไลให้คุณนายทั้งสองกับลูกๆของท่าน คุณจิ้น คุณเหลียนก็ได้ด้วย เพราะทั้งสองร่วมบุกเบิกบริษัทมาด้วยกัน คุณท่านอยากให้ทุกคนสวมกำไลหยกแบบเดียวกัน ทำมาจากหยกก้อนเดียวกัน เพื่อย้ำเตือนให้ทุกคนรักและสามัคคีกันค่ะ”
“แล้วของอาซิ่ว”
“ของซิ่วไม่ใช่จากหยกก้อนนั้นหรอกค่ะ คุณเยี่ยได้หยกมาอีกก้อนหนึ่ง เนื้อไม่งามเท่าก้อนแรก ท่านก็เลยทำกำไลหยกแบบเดียวกัน ให้เป็นของขวัญกับพวกที่ทำงานมานานเกินสิบปี ก็มีซิ่ว หลุน อี่ แล้วก็อาเป่า”
“รวมคนงานเข้าไปอีกก็สิบกว่าคน แล้วทุกคนใส่กำไลติดมือตลอดเวลาไหมคะ”
ซิ่วหลานตอบว่าแล้วแต่...เพการู้สึกผิดที่ปักใจปรักปรำเจ้าหมิงเทียน
ooooooo
วันต่อมา อากาศไม่หนาวเท่าไหร่ เพกาจึงได้เห็นว่าเกือบทุกคนใส่กำไลหยกเหมือนกัน แล้วใครจะเป็นฆาตกรตัวจริงกันเล่า แต่ก็มีหวางลี่ผิง เหม่ยอิงและจิ้นเจินที่ไม่สวม
คืนนั้น เจ้าหมิงเทียนฝันถึงเมย์ลี เห็นเธอยืนหน้าเศร้ากลางสวนดอกโบตั๋น มือจับมีดที่อก เขาสะดุ้งตื่นเหงื่อแตกพลั่ก เสียใจที่ตนเป็นต้นเหตุให้เธอต้องถูกฆ่าตาย...
ขณะเดียวกัน เพกานั่งมองกระจกอยู่ในห้องดอกไม้ พร่ำเรียกหาเมย์ลี ให้มาบอกว่าเธอสงสัยใคร ตนไม่อยากเข้าใจผิดเหมือนที่ปรักปรำเจ้าหมิงเทียนอีก เพกาลุกออกไปยืนที่ระเบียง มองไปในสวนเห็นเจ้าหมิงเทียนก็รีบหลบกลับเข้ามาในห้อง รู้สึกผิดอยากทำอะไรเป็นการแก้ตัว
เพกาเอานมอุ่นๆมาให้เจ้าหมิงเทียน เขากำลังปล่อยตัวสบายๆ พอหันมาเห็นเธอก็วางตัวขรึมสร้างกำแพงกับเธอทันที “ผมเคยบอกแล้วใช่ไหม ไม่จำเป็นอย่าออกจากห้องตอนกลางคืน”
“ฉันรู้ว่าคุณนอนไม่หลับ ก็เลยอุ่นนมมาให้คุณดื่มก่อนนอน จะช่วยให้หลับง่ายขึ้น หรือถ้ายังไม่ได้ผล ฉันมีวิธีอื่นแนะนำ”
“ต้องการอะไรก็พูดมา” เจ้าหมิงเทียนรู้ทัน
เพกาทำหน้าจ๋อยๆ เอ่ยปากขอโทษเขา โดยไม่บอกว่าขอโทษเรื่องอะไร เขาพยักหน้าทั้งที่ไม่เข้าใจ เธอเร่งให้เขาดื่มนมให้หมดแก้วก่อนที่มันจะเย็น พอเขาดื่มหมด เธอก็ชมว่าเก่งมาก
“ผมไม่ใช่เด็กๆนะคุณ”
“ไม่ใช่เด็ก แต่กินปากเปื้อนเหมือนเด็กเลย”
เจ้าหมิงเทียนยกมือเช็ดปาก เพกาหัวเราะบอกว่าล้อเล่น เขาอยากจะยิ้มแต่กลั้นไว้ มองไปที่หัวไหล่เธอ เพกาดักคออย่ามาหลอกว่ามีงูเลย ตนไม่หลงกล เขากลับบอกว่ามีอะไรอยู่ที่ไหล่
“จริงเหรอคะ”
“ถ้าไม่เชื่อก็ตามใจ แต่ระวังมันจะตามขึ้นไปแพร่พันธุ์บนห้องคุณก็แล้วกัน”
เห็นเจ้าหมิงเทียนเดินไป เพกาเหลือบมองหัวไหล่แหยงๆ เอามือปัดไม่เห็นมีอะไร จึงรู้ว่าโดนหลอก เธอเข่นเขี้ยวพึมพำฝากไว้ก่อนเถอะ
บนหน้าต่างห้องเหม่ยอิง สองแม่ลูกยืนมองอย่างเคียดแค้น หาว่าเพกาอ่อยเจ้าหมิงเทียน เพ่ยเพ่ยจะลงไปตบ เป่่าหลินยุจะไปช่วย เหม่ยอิงรีบปราม
“หยุดเลยนังเป่า เพ่ยเพ่ย ลูกต้องไม่อาละวาดต่อหน้าคุณชายรอง เธอเหมือนคุณพ่อ ไม่ชอบผู้หญิงเจ้าอารมณ์”
“แล้วคุณแม่จะให้เพ่ยเพ่ยปล่อยมันไว้เฉยๆเหรอคะ ไหนคุณแม่บอกว่าเพ่ยเพ่ยต้องจับพี่รองให้ได้ ถ้าคุณพ่อตาย คุณแม่ใหญ่จะได้ไล่เราออกจากบ้านไม่ได้ คุณแม่ลืมไปแล้วเหรอคะ”
“แม่ไม่มีวันลืมหรอก และแม่ก็ไม่มีวันลืมด้วยว่า นังเมย์ลีมันรักคุณชายรองมากแค่ไหน”
“แต่นังเมย์ลีมันตายไปแล้ว คุณแม่จะปลุกผีมันขึ้นมาเล่นงานนังเพกาหรือไงคะ”
“ถ้าเป็นยังงั้นได้จริง ลูกว่าดีไหมล่ะ”
เพ่ยเพ่ยยิ้มอย่างเข้าใจความหมาย เหม่ยอิงมั่นใจในแผนครั้งนี้ของตน
ooooooo
วันต่อมา เป่าหลินพยายามคุยให้เหล่าคนใช้ด้วยกันฟังว่า เหม่ยอิงเหมือนมีเซ้นส์ ที่บอกว่าเพกาโผล่มาแบบนี้ ทำให้วิญญาณเมย์ลีอยู่ไม่เป็นสุขจึงให้ยกกระจกไปวางในห้องเพกาเพื่อทดสอบ แล้วผีก็มาจริงๆ พอดีหวางลี่ผิงเข้ามาได้ยิน หาว่าไร้สาระ ถ้ามีจริงออกมาตั้งนานแล้ว
เป่าหลินใส่ไฟ “แหม มันมีเหตุผลนะคะ เหตุผลเดียวกับที่คุณเพ่ยเพ่ยโกรธไงล่ะคะ”
“พูดอะไรให้มันชัดๆหน่อยสิ”
“ก็หึงคุณชายรองไง จะมีเหตุผลอะไรที่ทำให้ผู้หญิงเราโกรธได้ ถ้าไม่ใช่เพราะหึงหวง เรื่องนี้คุณนายใหญ่ก็รู้นี่คะ”
“นังเป่า...ตบปากตัวเอง โอหังขึ้นทุกวัน ผีบ้าๆนั่น ไม่มีทั้งนั้นแหละ” หวางลี่ผิงสั่งลงโทษเป่าหลิน แล้วบอกคนอื่นตักข้าวได้ เพราะทุกคนมากันพร้อม
อวี้เหลียนหันมาเห็นเพกายืนอึ้ง รู้สึกเห็นใจคงได้ยินที่เป่าหลินพูด หวางลี่ผิงปลอบ “ผู้มีคุณธรรมเป็นนิจ ชีวิตจะเป็นสุขเสมอ เคยได้ยินสุภาษิตจีนนี่ไหม ผีทำอะไรคนดีไม่ได้หรอก อย่ากลัวไปเลยนะ กินข้าวเถอะ”
เพกายิ้มขอบคุณ แต่สายตายังกังวลๆอยู่
ในคืนนั้น ซิ่วหลานเห็นผู้หญิงใส่ชุดขาวเดินตรงเข้าไปในสวนกลางดึก ขณะจะปิดประตูบ้าน เธอนึกว่าเป็นเป่าหลิน จึงเรียกให้เข้าบ้าน มองไปที่พื้นเห็นเศษกลีบดอกโบตั๋นก็เอะใจ เป่าหลินเข้ามาสะกิดข้างหลัง ทำทีตกใจที่เห็นกลีบโบตั๋นร่วงหล่นเป็นทาง โยงใยว่าต้องผีเมย์ลีแน่ๆ
“แกอย่ามาปล่อยข่าวมั่วแถวนี้นะ แกก็อยากให้คุณพิงก์เขากลับเมืองไทยเหมือนนายแก ฉันไม่เชื่อแกหรอก” ซิ่วหลานเดินหนี แต่ก็ไม่วายแอบมองท่าทีเป่าหลินว่ากลัวจริงหรือสร้างข่าว
วันรุ่งขึ้น เพกากำลังเทียบเส้นไหมที่จะใช้ซ่อมชุดกี่เพ้า พอซิ่วหลานเข้ามา เธอวางมือหันมาถามว่า เมื่อคืนเห็นผีจริงหรือ ซิ่วหลานรู้ทันทีว่าเป่าหลินปล่อยข่าว เพกาถามย้ำอีกที
“ไม่แน่ใจหรอกค่ะ แต่คุณเมย์ลีตายไปตั้ง 5-6ปี ทำไมจู่ๆเพิ่งมาหลอกเอาตอนนี้ล่ะคะ”
“เห็นที่ไหน ใส่ชุดกี่เพ้าหรือเปล่าคะ”
“ก็ที่สวนหลังครัวนั่นแหละค่ะ ชุดสีขาวๆ”
เพกาแปลกใจทำไมไม่ใช่ชุดสีแดง ซิ่วหลานย้อนถามทำไมต้องสีแดง เพกาไม่อยากเล่าเรื่องนิมิต จึงถามว่าทำไมใครๆคิดว่าเป็นเมย์ลี ซิ่วหลานตอบว่า เห็นกลีบดอกโบตั๋นที่พื้น
เพกากลับเข้าห้องนอน ครุ่นคิด ทำไมเมย์ลีไม่ใส่ชุดแดงเหมือนเคย และทำไมไม่มาปรากฏให้ตนเห็น เพกามองตัวเองในกระจก เห็นสร้อยรูปสิงห์ที่แม่ให้สวม
“ใช่แล้ว เพราะฉันใส่เครื่องรางอยู่ คุณเลยปรากฏตัวให้ฉันเห็นไม่ได้” เพกาถอดสร้อยเก็บใส่ลิ้นชัก “คุณเมย์ลี ฉันเดินทางมาที่คฤหาสน์ตระกูลเจ้า มาไกลถึงฮ่องกง ส่วนหนึ่งเพื่อมาทำงานที่ฉันรัก แต่อีกส่วนหนึ่ง ฉันมาเพราะคุณ หากคุณอยากให้ฉันช่วยอะไร ก็มาเข้าฝันบอกฉันนะคะ ฉันรออยู่”
คืนนั้น ขณะที่เพกาหลับ หลุนถูกผีหลอกอีกคน ไฟโรงรถดับๆติดๆ เห็นมีคนนั่งอยู่ในรถและมีกลีบดอกโบตั๋นโรยเป็นทาง เขาร้องลั่นว่าผีหลอกๆ คนในบ้านตกใจตื่นกันหมด เจ้าเหวินเยี่ยหงุดหงิดเรียกทุกคนในบ้านเข้าประชุมวันรุ่งขึ้น มีเพียงเพกาที่นอนหลับไม่ได้ยินเสียงอะไร
วันต่อมา เพกาเห็นทุกคนพร้อมหน้ากันในห้องโถง ก็แอบย่องมาดูว่ามีอะไรกัน หลุนเล่าเรื่องที่เจอเมื่อคืนให้ทุกคนฟัง อวี้เหลียนเสนอให้ตามนักพรตมาปัดเป่า จิ้นเจินหาว่างมงาย เหม่ยอิงเห็นเพกาลับๆล่อๆ จึงแกล้งพูดกระทบ ให้คนอัปมงคลเข้ามาอยู่ในบ้าน ก็เท่ากับปลุกผีชัดๆ แล้วเรียกเพกาเข้ามานั่งฟังดีๆ เพกายิ้มเจื่อนๆเดินค้อมหัวเข้ามา เพ่ยเพ่ยใส่ไฟทันที
“คุณแม่บอกว่า เมย์ลีไม่พอใจที่มีคนหน้าเหมือนตัวเองมาอยู่ในบ้าน ในห้องที่เคยเป็นของตัวเอง ผีจะต้องออกมาเพราะยัยเพกานี่ แล้วผีก็ออกมาจริงๆ เราต้องไล่ยัยนี่กลับเมืองไทย”
“ถ้ามีผีจริง ทำไมเมย์ลีไม่มาหาพี่ ไปหาหลุนกับซิ่วทำไม” เจ้าหมิงเทียนพึมพำ
เพ่ยเพ่ยท้าทาย ถ้าผีมาหา ตนจะเล่นงานให้เข็ด ตายแล้วไม่อยู่ส่วนคนตาย เหม่ยอิงปรามลูกอย่าลบหลู่ เพกาคิดในใจ อุตส่าห์ถอดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อธิษฐานขอให้ ได้เจอทำไมไม่มาหาตน
“พึมพำอะไร เธอก็เชื่อว่ามีผีใช่ไหม เธอได้ยินเสียงผีมาร้องไห้เป็นคนแรกนี่นา” หวางลี่ผิงหันมาถาม
เพ่ยเพ่ยยืนยันไล่เพกาออกไป เจ้าหมิงเทียนรู้นิสัยพ่อตัวเอง มีวิธีพูดให้เพกาได้อยู่ต่อ จึงโพล่งขึ้นว่า ถ้าไล่ไป ก็เท่ากับพ่อยอมรับว่าผีมีจริง เพ่ยเพ่ยตะลึงไม่คิดว่าพี่รองจะเข้าข้างเพกา
“คุณพ่อเป็นคนให้เขามา เป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์ไล่เขาได้ ว่าไงครับคุณพ่อ ผีมีจริงไหม”
“คนอย่างเจ้าเหวินเยี่ยไม่บ้าไปกับเรื่องพวกนี้หรอก ใครพูดเรื่องผีในบ้านนี้ขึ้นมาอีก ฉันจะสั่งตัดเงินเดือนให้หมด”
บรรดาคนใช้หัวหด เพกาโล่งใจ เหม่ยอิงยื้อให้สามีฟังเหตุผล แต่เขาไม่สนใจ จะออกไปสโมสร หวางลี่ผิงยิ้มเยาะสองแม่ลูก...ไล่ไม่สำเร็จ วันนี้จะกินข้าวลงไหม สองแม่ลูกแทบกรี๊ด
ooooooo
บ่ายวันนี้ ซิ่วหลานพาหย่งซานมาพบเพกา เขาเป็นคนก่อสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพกาชมว่าเขาจัดได้ยอดเยี่ยมมาก หย่งซานกล่าวอย่างภูมิใจ “ผมสร้างมากับมือ สุภาษิตจีนบอก เวลาเหมือนน้ำไหล ผ่านไปไม่คืนกลับ ดูร่างกายผมตอนนี้สิ เข้าออกโรงพยาบาลทุกอาทิตย์”
“ฝรั่งเขาบอกว่า วัยทอง หมายถึงเวลาที่มีค่า ได้พักผ่อน ได้แสวงหาความสุขค่ะ”
“ผมเติบโตมากับคำสอนขงจื๊อ คำว่าความสุข ในหลักคำสอนของขงจื๊อ คือการครองชีวิตอย่างสงบ ซื่อสัตย์ ใช้ความรอบรู้ที่มี ทำประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์”
“งั้น อาหย่งซานก็มีความสุขมาตลอดชีวิตแล้วค่ะ”
หย่งซานยิ้มๆ เข้ามาดูรอยขาดชุดมาดามซ่งที่ใส่หุ่นไว้ “โอว ขาดขนาดนี้เลยหรือ”
“ฉันถ่ายรูปรอยขาดไว้ กำลังจะหาของย้อมไหมมาใช้ในการซ่อม แต่หาไม่ค่อยได้ งานโบราณน่ะค่ะ ก็เลยเชิญคุณมาปรึกษา”...หย่งซานยิ้มรับยินดีให้ความช่วยเหลือเต็มที่
หลังเลิกงาน เพกาเข้ามาเจอซิ่วหลานเช็ดทำความสะอาดกรอบรูปในห้องโถง จึงเปรยขึ้นว่า ทำไมไม่มีรูปเมย์ลีบ้าง เธอนิสัยไม่ดี คนในบ้านไม่ชอบเธอหรือ ซิ่วหลานรีบบอกว่า ถ้าเมย์ลีไม่น่ารัก ก็ไม่มีใครในบ้านนี้น่ารักอีกแล้ว เธอเป็นคนเจียมตัวว่าเป็นเด็กกำพร้า ที่เขาเก็บมาเลี้ยง ไม่เคยวางตัวเป็นคุณหนู กลับเรียกทุกคนในบ้านว่าคุณชายและคุณหนู ชอบขลุกตัวอยู่แต่ในครัว เธอเชื่อฟังคำสอนของเจ้าเหวินเยี่ยทุกอย่าง คำสอนที่จำขึ้นใจคือ...
ความกตัญญูเป็นหลักธรรมของฟ้า เป็นคุณธรรมของดินและเป็นหลักการดำเนินชีวิตของคน เป็นบุตรให้กตัญญูบิดามารดา เป็นศิษย์ให้คารวะครูบาอาจารย์...กับหวางลี่ผิง เมย์ลีก็ปรนนิบัติดูแล จนเป็นที่รักและเอ็นดู
เพกาครุ่นคิด ถ้าคนในบ้านส่วนใหญ่รักเธอ แล้วใครฆ่าเธอ ซิ่วหลานเล่าต่ออีกว่า เพ่ยเพ่ยรู้สึกว่าถูกแย่งความรัก จึงร่วมมือกับเหม่ยอิงกลั่นแกล้งทุกวิถีทาง เมย์ลีเป็นคนอาภัพน่าสงสาร
คืนนั้น เพกานั่งหวีผมหน้ากระจกบานใหญ่ของเมย์ลี พร่ำถามว่าทำไมถึงไม่มาบอกว่าต้องการให้ช่วยอย่างไร พลันมีเสียงร้องไห้หน้าประตูอีกครั้ง เพการีบไปแนบหูฟัง เป็นเสียงร้องไห้จริงๆ จึงเปิดประตูออกดูเห็นเงาวูบวาบผ่านไป เธอวิ่งตามถามว่าต้องการอะไร ทันใด ก็เหยียบของบางอย่าง เก็บขึ้นมาดู เป็นกิ๊บติดผม เพกา ชักสงสัยว่าไม่ใช่ผี
และในคืนต่อมา จิ้นเจินกับอวี้เหลียนก็โดนหลอก ทำนองเดียวกับหลุน คือไฟหน้าห้องติดๆดับๆ มีกลีบโบตั๋นโรยเป็นทาง สองสามีภรรยาเดินตามดู เห็นร่างผู้หญิงชุดขาว ยืนหันหลังกลางสวน อวี้เหลียนตกใจกลัว ฉุดสามีกลับ เข้าบ้าน...วันรุ่งขึ้น ขณะที่สองคนเล่าให้หวางลี่ผิงฟังก็เกิดเสียงร้องกรี๊ดๆของเพ่ยเพ่ย โดนผีหลอกจนสติแตก โวยวายจะไม่อยู่บ้านนี้อีกแล้ว
ooooooo










