นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    เจ้านาง

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: 'เติ้ล' ประกบ 'ทับทิม' 7 สีงัด 'เจ้านาง' พีเรียดสยองขวัญสู้ 'เลือดมังกร'




    ที่เรือนร้างห่างไกลผู้คนในเมืองนาย อยู่ๆ พระจันทร์วันเพ็ญที่สุกสว่างก็ถูกกลุ่มเมฆดำรูปร่างคล้ายผีลอยเข้าปกคลุมจนมืดมิด ผีกะในคราบหญิงเฒ่าผมยาวสยายปรากฏตัวขึ้นบนจั่วเรือนร้องไห้กระซิกๆ

    “ได้ยินกันไหมลูกหลานเหย ไม่ว่าสามปีสี่รวงข้าว พวกสูก็ยังไม่เลี้ยงข้า...ข้าอดอยากปากแห้ง กี่ปี่กี่สิบปี พวกสูก็ไม่นำพา ลูกหลานเหย ข้าหิวเหลือหิวหลาย” คร่ำครวญเสร็จ ผีกะหายตัวไปโผล่ที่เล้าไก่ของชาวบ้าน ฉกไก่มาฉีกกินอย่างหิวโหย

    “กูจะกินให้หมด” เสียงหัวเราะน่าสะพรึงของผีกะดังฝ่าความเงียบสงัดยามค่ำคืน

    ooooooo

    เจ้าราบฟ้ากำลังตกแต่งไม้ค้ำสะหรีอย่างขะมักเขม้นอยู่ในคุ้มหลวง เจ้านางละอองคำถือน้ำต้น คนโทพร้อมจอกครอบที่ปากเข้ามา บอกให้เขาพักกินน้ำก่อน แล้วรินน้ำใส่จอกยื่นให้

    “น้องจะช่วยย้อมไม้สะหรี สีจะได้สวยงาม”

    “เจ้าแสนดีอย่างนี้ กุศลผลบุญจะหนุนส่งให้ปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ ชีวิตน้องของพี่จะมีแต่ความดีความงาม ความสุขความเจริญ อยู่ดีกินหวานทุกสิ่งทุกประการ”

    “สาธุ...สาธุ ท่านอยู่วัดไหนทางใดเจ้าข้า” เจ้านางละอองคำกระเซ้า ทั้งคู่พากันหัวเราะมีความสุข...

    อีกมุมหนึ่งในสวนดอกไม้ เจ้านางรุ้งแก้วกำลังเพลิดเพลินกับการเก็บดอกสารภีที่บานสะพรั่ง ขบวนของเจ้านางปิ่นเมืองผ่านมาพบ ร้องทักว่าทำไมวันนี้

    มาเก็บดอกสารภีเพียงลำพัง เจ้านางละอองคำไปไหน ปกติเห็นตัวติดกันเป็นเงาตามตัว เธอมาคนเดียว เพราะใกล้จะปีใหม่แล้ว เจ้าพี่ละอองคำมีงานต้องทำหลายอย่าง

    นังฟองข้าทาสของเจ้าปิ่นเมืองเสนอหน้าทันที “ก็เจ้านางละอองคำไม่ได้มีนางข้าทาสข้าไทอุ่นหนาฝาคั่งคอยรับใช้ ต้องทำเองทุกอย่าง มันก็ยุ่งอย่างนี้แลเจ้าข้า”

    เจ้านางปิ่นเมืองหาว่าเจ้านางรุ้งแก้วพิลึกคน เห็นอยู่ว่าคุ้มแห่งนั้นอยู่อย่างลำบากก็ยังจะไปสุมหัวกันอยู่อีก ระวังจะกลายเป็นหมาหัวเน่าไปอีกคน เธอก็รู้ดีว่าเจ้าพ่อเกลียดเจ้านางละอองคำอย่างกับอะไรดี

    “เลือดแม่มันแรงนัก หยิ่งยโสโอหังก็เท่านั้น ถือตัวอวดดีก็เท่านั้น เจ้าควรเลือกมาอยู่กับพี่นี่จะได้สบายใช่ไหมนังฟอง นังฝน”

    “ใช่แท้ๆเจ้าข้าเจ้านาง” นังฟองกับนังฝนสอพลออย่างพร้อมเพรียงกัน...

    หลังจากทาสีไม้ค้ำสะหรีเรียบร้อย เจ้าราบฟ้าช่วยกันกับเจ้านางละอองคำเก็บกวาดทำความสะอาดกู่ของเจ้าแม่ของเธอ เจ้านางละอองคำขอบคุณเขามากที่มาช่วย ถ้าเจ้าแม่ทราบคงจะดีใจ เขาสัญญาจะมาช่วยเธอทำแบบนี้ทุกปี เธอซาบซึ้งใจน้ำตาไหล ไม่รู้จะตอบแทนเขาได้อย่างไร

    “อย่าคิดมากสิคนดีของพี่ พี่ไม่ช่วยเจ้า พี่ก็ใช้ไม่ได้ แล้วยิ่งลำบากทุกข์ยากเราก็ต้องยิ่งช่วยกัน ยามขมเราก็ขมด้วยกัน วันหน้าคงมีหวานมาแบ่งปันกันบ้างหรอกเจ้า”

    เจ้านางละอองคำค่อยยิ้มสดใสขึ้นมาได้ หากเธอไม่มีเขา ไม่รู้ว่าชีวิตของเธอจะอยู่ได้อย่างไร เจ้าราบฟ้า สัญญาจะไม่มีวันทิ้งเธอไปไหนเด็ดขาด เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้ผ่านเลยไป ถ้าเราแก้ไขอะไรไม่ได้ก็ให้ลืมมันไปให้หมด เขาอยากให้เธอถือเอาวันปีใหม่ที่จะถึงเป็นฤกษ์ดีเพื่อจะได้มีชีวิตใหม่ที่ดีกว่า

    “เชื่อพี่เถอะ น้องต้องเอาชนะใจเจ้าพ่อให้ได้ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น อย่างใดเสีย น้องก็เป็นลูกเจ้าพ่อคนหนึ่งเหมือนกัน น้องเป็นเด็กก็ต้องอ่อนโอนเข้าหาผู้ใหญ่จึงจะงาม”...

    กู่ของเจ้าแม่ของเจ้านางละอองคำมีสภาพต่างจากกู่เจ้านายที่เจ้านางปิ่นเมืองพาเจ้านางรุ้งแก้วมาดูราวฟ้ากับเหว เพราะที่นี่มีข้าทาสข้าไทคอยดูแลเก็บกวาดทำความสะอาด และที่สำคัญ ท่านเหล่านี้ทำคุณงามความดีฝากเอาไว้ให้เมืองนาย

    “เห็นแล้วใช่หรือไม่รุ้งแก้ว แม่ใครทำงามหน้าเอาไว้ ประหารแล้วเถ้ากระดูกก็ยังต้องขับไล่ไสส่งไปไกลๆ ไม่มีวันได้เสนอหน้าอยู่ร่วมวงศ์ที่นี่ จำเอาไว้เจ้า เถามันเป็นอย่างใด ปลายมันก็เป็นอย่างนั้นแล ละอองคำน่ะ เหอะ ต่อไปก็จะพบจุดจบเหมือนแม่มันแท้ รุ้งแก้วเหย” เจ้านางปิ่นเมืองไม่วายเหน็บแนมเจ้านางละอองคำ

    ooooooo

    ณ คุ้มหลวงของเจ้าฟ้าเมืองนาย เจ้านางปิ่นเมืองเดินดูความเรียบร้อยระหว่างที่นางข้าไททำความสะอาดคุ้มเพื่อเตรียมรับขบวนดำหัวที่จะมาถึงในวันพญาวัน สะดุดตากับกำปั่นชิ้นแปลกตาที่จัดไว้กำนัลแขกในงาน เธอถือวิสาสะเปิดดู เห็นรัตนมณีต่างๆมากมายอยู่ในนั้น เกิดความโลภอยากได้

    “ใครใช้ให้เอากำปั่นนี่ออกมา ใคร...บอกมาเดี๋ยวนี้”

    เจ้าฟ้าที่เพิ่งเสด็จเข้ามา เป็นคนสั่งให้เตรียมไว้เอง ปีใหม่ปีนี้ท่านจะเอาแก้วแหวนเงินทองของเจ้าแม่ของเจ้านางละอองคำคืนให้ลูกสาว เพื่อจะได้มีของดีๆ

    ใช้กับเขาบ้าง ให้สมกับฐานะลูกเจ้าลูกนาย เจ้านางปิ่นเมืองไม่เห็นด้วย ในเมื่อแม่ของมันทำเรื่องอัปยศอดสู คบชู้สู่ชาย แล้วเจ้าพ่อจะเอาสมบัติที่ยึดคืนไปให้มัน ก็เท่ากับท่านยกโทษให้แม่ของมัน เจ้าฟ้าว่าไม่เกี่ยวกัน เจ้านางละอองคำเป็นลูกของตนคนหนึ่ง ก็ควรจะได้สมบัติอะไรบ้าง เธอเห็นท่าทางมุ่งมั่นของท่านแล้วไม่กล้าขัด จำต้องข่มความไม่พอใจเอาไว้...

    เจ้านางปิ่นเมืองกำลังจะออกจากคุ้มหลวง ตอนที่เจอเจ้าราบฟ้าซึ่งจะมาเข้าเฝ้าเจ้าพ่อ ปรี่เข้าไปฟ้องเรื่องที่เจ้าพ่อจะคืนสมบัติให้เจ้านางละอองคำ พร้อมกับขอร้องให้ช่วยห้ามปรามท่านด้วย

    เจ้าราบฟ้ามีใจให้เจ้านางละอองคำเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงไม่พูดถึงเรื่องนี้ให้เจ้าพ่อฟัง ได้แต่ปรึกษากันเรื่องที่พวกฝรั่งออกล่าเมืองขึ้น หวั่นๆจะมายึดเอาเมืองนายไปเป็นของตัว เจ้าฟ้ากำชับให้เขาฝึกตำราพิชัยสงครามให้รู้แจ้ง เพราะถ้าเราไม่มีเขี้ยวเล็บก็จะรักษาบ้านเมืองไว้ไม่ได้ ต้องตกเป็นทาสของพวกนั้นเหมือนประเทศเพื่อนบ้านของเรา แล้วรับสั่งให้เขารีบออกเดินทางทันที คนของเจ้าฟ้าหลวงมารออยู่แล้ว

    “รับใส่เศียรเกล้าเจ้าข้า ลูกจะฝึกการรบให้จงหนักเจ้าข้า จะไม่ทำให้เจ้าพ่อผิดหวัง จะรักษาเมืองนายเอาไว้ให้ลูกหลานอย่างมั่นคงเจ้าข้า” เจ้าราบฟ้าสีหน้ามุ่งมั่น...

    ระหว่างที่เจ้าราบฟ้ารีบร้อนจะไปหาหญิงคนรัก เจ้านางปิ่นเมืองมาดักหน้าไว้ ทวงถามว่าได้ห้ามเจ้าพ่อหรือไม่ เขาตำหนิว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดเรื่องนี้ เมืองนายของเรายังมีปัญหาที่ต้องแก้ไขหลายเรื่อง อย่าเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องไปกวนใจเจ้าพ่อจะดีกว่า แล้วผลุนผลันออกไป เจ้านางปิ่นเมืองขัดอกขัดใจมากที่ไม่มีใครยอมฟัง ยันนังฟองกับนังฝนกระเด็นเพื่อระบายอารมณ์...

    ไม่นานนัก เจ้าราบฟ้ามาหาเจ้านางละอองคำที่คุ้มของเธอ เห็นเธอกำลังทำความสะอาดข้าวของที่จะใช้ในกระบวนดำหัวอยู่กับเจ้านางรุ้งแก้ว ขอเวลาเธอสักครู่ เขามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย แล้วพากันไปที่สวนหน้าคุ้ม เพื่อบอกลา เนื่องจากเจ้าฟ้าหลวงระดมเหล่าเชื้อพระวงศ์ไปฝึกรบไว้รับมือกับพวกฝรั่ง

    “อยู่ทางนี้ รักษาตัวให้อยู่ดีนะเจ้า อย่าลืมที่พี่บอกไว้ เอาใจเจ้าพ่อให้มาก”

    “น้องไม่มีวันลืมคำของเจ้าพี่เจ้าข้า แล้วเรื่องไม้ค้ำสะหรี ไว้รอเจ้าพี่กลับมาก่อนค่อยถวายดีไหมเจ้าข้า”

    “เรื่องการบุญการกุศลอย่ารออันใดอีกเลยเจ้าวันพญาวันแต่เช้า น้องเจ้าก็ช่วยพาไปค้ำจุนพระศาสนา ถึงพี่จะไม่อยู่ แต่ก็เหมือนเราทำบุญร่วมกันละเจ้า”

    เจ้านางละอองคำจะอธิษฐานให้เขากลับมาอย่างปลอดภัยและจะนับวันรอเขากลับอย่างใจจดจ่อ...

    เจ้านางปิ่นเมืองเห็นเจ้าพ่อเริ่มใจอ่อนให้เจ้านางละอองคำ จึงวางแผนจะกำจัดเธอพ้นทาง ส่งนังฟองกับนังฝนให้ไปสืบข่าวความเคลื่อนไหวที่คุ้มของเธอ ได้ความว่าเธอคิดจะร่วมขบวนดำหัวเจ้าพ่อด้วย มีการตระเตรียมข้าวของเป็นการใหญ่

    “มันคงรู้เรื่องที่เจ้าพ่อใจอ่อน ก็เลยคิดจะประจบใหญ่ คงกลัวจะไม่ได้แก้วแหวนแสนสมบัติของแม่มัน เฮอะ นังละอองคำ มันไม่เจียมเนื้อเจียมใจ จะขึ้นมาเป็นคนโปรดเจ้าพ่ออย่างกับแม่มันนะหรือ ให้มันรู้กันไปสิ กูไม่ยอมหรอกเฮ้ย” ว่าแล้วเจ้านางปิ่นเมืองยิ้มมีเลศนัย

    ooooooo

    หญิงชาวบ้านแม่ลูกอ่อนกำลังกล่อมลูกน้อยอยู่ที่ชานเรือน ผีกละในคราบหญิงเฒ่ามองทารกแรกเกิดแล้วเลียริมฝีปากด้วยความหิว แม่เด็กหันมาเห็นก็ตกใจ ร้องถามว่ายายมาจากไหนทำไมไม่เคยเห็นหน้า

    “ลูกเอ็งท่าจะเลี้ยงง่ายอยู่นะ ไหนขอข้าอุ้มข้าชมเด็กหน่อยสิ ส่งมา”

    แม่เด็กขยับลูกน้อยหนี หญิงเฒ่าสะกดจิตให้เธอส่งลูกให้ ยังไม่ทันจะได้ตัว เด็กร้องไห้จ้า ทำให้แม่เด็กได้สติดึงลูกกลับจะหนีเข้าข้างใน หญิงเฒ่าดักหน้าไว้ สั่งให้ส่งเด็กมา ตนหิวมาก แม่เด็กร้องโวยวายเรียกให้คนมาช่วย ชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านได้ยินเสียงร้องกรูกันเข้ามาต้อนหญิงเฒ่าลงจากเรือน

    “อีผีกละ บอกมาบะเดี๋ยวนี้ ใครเป็นเจ้าของมึง”

    “ไม่...กูไม่บอก กูหิว ส่งเด็กมาให้กูกินได้แล้ว กูหิว”

    เหล่าชายฉกรรจ์ใช้ไม้ไล่ตีหญิงเฒ่าจนทรุดลงกับพื้น จากนั้นไม่นาน กลุ่มชายฉกรรจ์กับปู่อาจารย์ลากตัวหญิงเฒ่าที่ทำมารยาไร้สิ้นเรี่ยวแรงมาที่หน้าเรือนร้าง ปู่อาจารย์มั่นใจว่าหม้อผีกละต้องอยู่ที่นี่แน่ๆ สั่งให้ชายฉกรรจ์ไปเอาลงมา จะได้ทำพิธีฝังไม่ให้มันเที่ยวไปกินใครได้อีก ชายฉกรรจ์กรูกันขึ้นเรือนด้วยความฮึกเหิม ทันใดนั้นพายุและเมฆผีจากบนเรือนพุ่งออกมาปะทะร่างพวกนั้นกระเจิงตกจากเรือน

    หญิงเฒ่าได้ลมผีปะทะหน้าก็ลืมตาโพลง อาศัยความชุลมุนหนีไปอย่างว่องไว ปู่อาจารย์บริกรรมคาถาแล้วล้วงมีดอาคมออกจากย่าม ขว้างไปปักดินหน้าบันได พายุสงบโดยฉับพลัน กลุ่มเมฆผีสลายไปเช่นกัน

    “ผีกละมันอยู่ที่นี่แน่ รีบขึ้นเรือนไปเสาะหาไม่ต้อง กลัวมัน”

    สิ้นเสียงปู่อาจารย์ เหล่าชายฉกรรจ์พากันขึ้นเรือนอีกครั้ง ไม่กี่อึดใจถัดมา พวกนั้นกลับมาพร้อมกับหม้อผีกละ ปู่อาจารย์เร่งให้รีบหาป่าช้าเพื่อทำพิธีฝัง ก่อนที่มันจะจับเด็กกินจนหมดหมู่บ้าน...

    ขณะที่เจ้านางละอองคำและเจ้านางรุ้งแก้วกำลังช่วยกันทำเครื่องสักการะสำหรับพิธีดำหัวอยู่ในคุ้มของฝ่ายแรก มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้น ทั้งคู่ต่างชะงักมองหน้ากัน เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เจ้านางละอองคำชวนน้องสาวออกไปหาต้นเสียงหน้าเรือน แต่ไม่เห็นใคร จึงเดินไปดูอีกทางหนึ่ง เจ้านางรุ้งแก้วจะก้าวตาม แต่ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นหญิงเฒ่าคนหนึ่ง

    “ช่วยด้วย ช่วยผีข้าด้วย แล้วผีจะตอบแทนเจ้า ผีจะตอบแทนเจ้าทุกอย่าง”

    เจ้านางรุ้งแก้วกลัวมาก รีบวิ่งตามพี่สาวทันที...

    มืดค่ำแล้ว เสียงคร่ำครวญของหญิงเฒ่ายังดังต่อเนื่อง เจ้านางรุ้งแก้วขวัญอ่อน ไม่เป็นอันหลับอันนอน ต้องเขยิบเข้าไปซุกเจ้านางละอองคำซึ่งพยายามปลอบให้คลายความหวาดกลัว แต่เธอยังตัวสั่นไม่หยุด

    “ถ้ารู้ว่าเจ้ากลัว ผีมันก็จะมีฤทธิ์เดชอยู่ต่อไป น้องต้องเข้มแข็งสิรุ้งแก้ว ที่น่ากลัวยิ่งกว่าอันใดในโลกหล้าก็คือคนเรานี่แหละ น้องต้องระวังให้ดี...ทำใจให้สบาย หลับเสียเถอะนะเจ้า พรุ่งนี้เรามีเรื่องต้องทำอีกหลายอย่าง พี่อยู่นี่ อย่ากลัวไปเลยนะเจ้า”

    ooooooo

    เจ้าฟ้าแห่งเมืองนายถือฤกษ์ดีวันปีใหม่ด้วยการทำบุญทำทานปล่อยนกออกจากกรง พร้อมกับอธิษฐาน

    “สรรพเคราะห์ สรรพภัย สรรพโศก สรรพโรคทั้งหลาย ขอให้ตกลงไปในกาลปีใหม่แก้วนี้”

    จากนั้นเจ้าฟ้าพรมน้ำขมิ้นส้มป่อยใส่หัวเจ้านางปิ่นเมืองและเจ้านางอื่นๆพลางอวยพรเพื่อเป็นสิริมงคล แต่พอมาถึงเจ้านางละอองคำและเจ้านางรุ้งแก้ว พระองค์ลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็พรมน้ำส้มป่อยให้ เจ้านางปิ่นเมืองมองอยู่ด้วยความหมั่นไส้ หลังเสร็จพิธี ทุกคนต่างไปที่ต้นโพธิ์โบราณในวัดหลวง นำไม้ค้ำสะหรีมาถวายค้ำจุนพระศาสนาโดยมีเจ้านางละอองคำกับเจ้านางรุ้งแก้วถวายปิดท้าย แล้วพนมมือไหว้ต้นโพธิ์

    “ข้าขอให้สาเทวะตาที่รักษาไม้สะหรีเป็นเจ้า ขอได้ช่วยอำนวยพรให้เจ้าพี่อยู่รอดปลอดภัย อย่าได้มีอันใดทำให้ทุกข์กายทุกข์ใจเลยเจ้าข้า”

    “ให้เจ้าพี่กลับมาไวๆ อย่าไปเนิ่นไปนานนักเลยเจ้าข้า” เจ้านางรุ้งแก้วช่วยอธิษฐานอีกแรงหนึ่ง...

    ขณะที่ทุกคนกำลังอยู่ในวัดหลวง นังฟองกับนังฝนทำธุระให้นายสาวเสร็จ รีบออกจากคุ้มของเจ้านางละอองคำด้วยกลัวมีใครมาเจอ หญิงเฒ่ามาดักหน้าไว้ อ้อนวอนให้ช่วยตนด้วย นังฟองแปลกใจพวกคนทุกข์คนยากมาเพ่นพ่านแถวนี้ได้อย่างไร นังฝนเห็นด้วย

    “นั่นนะสิ ไปนะ ไปเลยไปให้พ้น ไม่งั้นข้าจะพาบ่าวแก้วขุนหาญมาลากตัวออกไป”

    หญิงเฒ่าเลิกตอแย เดินเลี่ยงออกไป เช่นเดียวกับสองนางข้าไทรีบชวนกลับคุ้มหลวง...

    ooooooo

    ในเวลาต่อมา คณะนางช่างฟ้อนรำโปรยข้าว ตอกดอกไม้นำขบวนดำหัวพร้อมด้วยเครื่องสักการะแห่แหนเข้ามายังบริเวณพิธีภายในคุ้มหลวง โดยมีเจ้าฟ้านั่งชมอยู่กับบรรดานางสนม เจ้านางปิ่นเมืองประคองอูปเงินใส่น้ำขมิ้นส้มป่อยเดินนำเจ้านางต่างๆตามเข้ามา มีเจ้านางละอองคำและเจ้านางรุ้งแก้วอยู่รั้งท้าย

    เครื่องสักการะถูกนำมาถวายเจ้าฟ้า จากนั้น เจ้านางปิ่นเมืองถืออูปเงินเข้ามากราบที่ตักเจ้าพ่อ ขอดำหัวเพื่อเป็นสิริมงคลปีใหม่แล้วตักน้ำในอูปรดมือ เจ้าฟ้ากล่าวคำอวยพร แล้วมอบปิ่นรัตนชาติให้“เจ้าชื่อปิ่นเมือง เป็นมงคลนาม พ่ออยากให้ปิ่นนี้ แก่เจ้า ลูกรักของพ่อ”

    “รับใส่เศียรเกล้าเจ้าข้า”

    เจ้านางปิ่นเมืองกราบแทบเท้าเจ้าพ่อ แล้วถอยออกมาให้เจ้านางอื่นๆทำพิธีต่อจากตนเอง นังฟองกับนังฝนปรี่เข้าไปหานายสาว สอพลอว่าปิ่นที่เธอได้รับช่างงดงามยิ่งนัก เจ้านางปิ่นเมืองไม่พอใจ เพราะปิ่นอันนี้เทียบไม่ได้กับสมบัติในกำปั่นของแม่ของเจ้านางละอองคำ

    “แล้วเจ้าพ่อกำลังจะให้ทั้งหมดกับมัน...มันจะมีบุญพอได้รับแก้วแหวนแสนสิ่งทั้งกำปั่นของแม่มันไหมหนอ กูยังสงสัยอยู่อีฟองอีฝนเหย” เจ้านางปิ่นเมืองยิ้มเจ้าเล่ห์...

    นอกจากเจ้านางละอองคำจะไม่ได้สมบัติในกำปั่นของแม่ตัวเอง ยังเกือบจะโดนลงทัณฑ์ ถ้าเจ้านางรุ้งแก้วไม่ขอร้องเจ้าพ่อเอาไว้ เนื่องจากในอูปที่จะดำหัวพระองค์ไม่ใช่น้ำขมิ้นส้มป่อย แต่กลับเป็นเลือดข้นๆ เธอพยายามอธิบายว่าไม่ได้เป็นคนทำ แต่เจ้าฟ้าไม่เชื่อ

    “ไปให้พ้นนะ ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีก เอาของสกปรกกลับไปให้หมดด้วย มันเสนียดจัญไรทั้งนั้น” ไล่ตะเพิดเสร็จ เจ้าฟ้าเดินหัวเสียออกไปโดยมีบรรดานางสนมเดินตาม

    เจ้าปิ่นเมืองยิ้มเยาะสะใจ แล้วเดินตามเจ้าพ่อ ทิ้งให้เจ้านางละอองคำมองอูปในมืออย่างเจ็บช้ำใจอยู่กับเจ้านางรุ้งแก้ว

    ooooooo

    เจ้าฟ้าเดินบ่นมาตามทางในคุ้มหลวง นึกไม่ถึงว่าเจ้านางละอองคำจะผูกใจเจ็บแค้นแทนแม่ตัวเอง ถึงขนาดจะเอาเลือดมาดำหัวพระองค์ เจ้านางปิ่นเมืองทูลให้ใจเย็นๆก่อน เดี๋ยวจะเสียฤกษ์สะหรีวันพญาวันปีใหม่เปล่าๆ พระองค์ขอเธออย่าได้เอาเยี่ยงเจ้านางละอองคำ ไม่อย่างนั้นพระองค์คงอายุสั้น

    “เจ้าพ่อเจ้าข้า”

    “มีลูกดี เหมือนมีแก้วต่ออายุให้พ่อแม่นะเจ้านะ” เจ้าฟ้าน้ำเสียงอ่อนลงทันทีเมื่อพูดกับลูกรัก...

    ครั้นตั้งสติได้ เจ้านางละอองคำปิดอูปจะเอากลับคุ้ม แต่ด้วยความน้อยใจเสียใจ ทำให้เดินเซจะล้ม เจ้านางรุ้งแก้วต้องช่วยประคอง เจ้านางปิ่นเมืองตามมาเย้ยหยัน นี่ขนาดไม่ถูกลงโทษทัณฑ์ยังเข่าอ่อนเลยหรือเจ้านาง

    รุ้งแก้วกลัวจะมีเรื่องชวนเจ้าพี่กลับ เจ้านางปิ่นเมืองไม่วายพูดจาถากถาง เจ้านางละอองคำทนไม่ไหว จะเอาเลือดในอูปสาดหน้าให้สมแค้น เจ้านางรุ้งแก้วรีบขวางไว้ ขอร้องอย่าทำอย่างนั้น

    “อย่าขวางพี่เขาเลยรุ้งแก้ว ไหนๆก็เตรียมมาแล้วนี่นะ จำไว้ด้วยละอองคำ ถ้าเลือดมันสะดุ้งสะเด็นมาถูกข้า แม้แต่เพียงหยดเดียว หลังเจ้าลายแน่ เจ้าพ่อคงไม่ปล่อยเจ้าอีกคราวนี้” เจ้านางปิ่นเมืองท้าทาย

    “อย่าทำนะเจ้าข้า น้องขอร้องเจ้าข้าเจ้าพี่ เราพี่น้องกันทั้งนั้น”

    เจ้านางละอองคำขมขื่นใจกับคำว่าพี่น้องมาก เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้อยากญาติดีด้วย แม้อยากจะเอาเลือดสาดเธอเพียงใด แต่ก็ต้องข่มใจเอาไว้...

    เมื่อกลับถึงหน้าคุ้มตัวเองพร้อมด้วยอูปอัปยศ เจ้านางละอองคำยกอูปขึ้นอธิษฐาน

    “เลือดเหยเลือด ข้าไม่ได้เบียดเบียนชีวิตผู้ใดให้เลือดรินไหล แม้เพียงเล็กน้อยข้าไม่ได้ตั้งปรารถนาให้ วันพญาวันเริ่มต้นอย่างนี้ เลือดเหย กลับไปผูกเวรพยาบาทกับคนที่มันคิดการชั่วช้าในวันนี้ด้วยเถิด” พูดจบเธอสาดเลือดทิ้งไปที่พุ่มไม้ แล้วเดินเข้าข้างใน

    หญิงเฒ่าตาลีตาเหลือกเข้ามาเพราะได้กลิ่นเลือด รีบเด็ดใบไม้ที่ชุ่มไปด้วยเลือดเอาไปให้ผีกละที่ถูกฝังอยู่ในป่าช้า แต่กลับถูกมันต่อว่าว่าเลือดแค่นี้ไม่พอยาไส้ ถ้าออกไปได้จะกินทุกคนไม่ให้เหลือ หญิงเฒ่ารีบออกตัวไม่ได้นิ่งนอนใจ คิดหนักจะหาใครมาช่วยผีกละดี

    “ต้องคนมีวิชาสิเว่ย ถึงจะล้างอาถรรพณ์ไอ้ปู่อาจารย์นั่นได้ จับข้ามาขังมาสะกดไว้อย่างนี้ ข้าไม่ยอม มันหิวมันทรมาน ได้ยินกันไหม โอ๊ย...ข้าเจ็บปวดเหลือเกิน เห็นใจข้ากันบ้างหรือไม่ โอ๊ย ลูกหลานเหย”

    หญิงเฒ่าสะอื้นไห้อับจนหนทาง แมวดำซึ่งเฝ้าเจ้านายของมันที่อยู่ใต้ดิน เข้ามาเลียเลือดที่ใบไม้กิน

    ooooooo

    ณ ดอยหมอกมุง เจ้าราบฟ้ามุ่งมั่นฝึกฝนวิชาการ ต่อสู้ให้สำเร็จเร็วๆจะได้กลับไปหาเจ้านางละอองคำหญิงคนรัก หลังการฝึกฝนอันเหน็ดเหนื่อย เจ้าราบฟ้าและเจ้าไทเชื้อพระวงศ์อีกสองนายมานอนเอนกายพักเหนื่อย คุยกันถึงพวกฝรั่งที่มาล่าเมืองขึ้น สงสัยไม่หายทำไมพวกนั้นถึงอยากได้เมืองนายของเรานัก

    “ใต้หมื่นแสนแดนดอยของเรา ยิ่งขึ้นเหนือขึ้นไปล้วนมีแก้วแสงแพงเมืองเป็นดอยแก้วดอยคำทั้งนั้น มันก็เลยจะแย่งเอาแก้วของเราไป”

    เจ้าราบฟ้าอธิบาย เจ้าไททั้งคู่บ่นเป็นทำนองเดียวกันว่านี่มันโจรชัดๆจะมาในคราบไหนก็คือโจร พวกตนจะไม่ยอมให้พวกฝรั่งมาปล้นเอาไปง่ายๆ...

    ขณะที่เจ้าราบฟ้ากำลังฝึกการรบอย่างหนัก เจ้าปิ่นเมืองซึ่งอยู่ในคุ้มหลวง เห็นนางข้าไทลำเลียงอัญมณีในกำปั่นของแม่ของเจ้านางละอองคำมาวางเรียงบนผ้ากำมะหยี่ด้วยความโลภอยากได้เป็นของตัว ทำให้เธอไล่ตะเพิดเหล่านางข้าไทให้ถอยออกไป เพื่อจะดูว่ามีอะไรอยู่บ้าง นังฝนรีบสอพลอทันที

    “นี่ถ้าเจ้านางละอองคำได้แก้วแหวนแสนสิ่งกำปั่นนี้ไปล่ะก็ น่าเสียดายแย่เชียวเจ้าข้า”

    “นั่นสิเจ้าข้า มันเป็นการพิสูจน์แล้วว่าเจ้านางละอองคำมีบุญไม่พอได้” นังฟองชวนสอพลออีกแรงหนึ่งแล้วสองนางข้าไทชูอัญมณีรำฟ้อนสวนกันไปมาให้เจ้านางปิ่นเมืองดู เธอรีบกระชากคืน เพราะดูไปดูมาแล้วทั้งคู่เหมือนลิงได้แก้วไม่มีผิดเพี้ยน

    จังหวะนั้นเจ้าฟ้าเสด็จมาเห็น จึงยกสมบัติทั้งหมดนั่นให้เจ้านางปิ่นเมือง

    “ในเมื่อเจ้าของมันจิตใจร้ายกาจนัก ก็ไม่ต้องได้สมบัติอันใดจากข้า แก้วงามๆน้ำดีๆเหมาะสมที่จะอยู่กับลูกมากที่สุด ปิ่นเมืองเจ้าคนงามของพ่อ”

    “เป็นบุญของลูกนักหนาเจ้าข้าที่เจ้าพ่อเมตตา ลูกรักเจ้าพ่อมากที่สุดเลยเจ้าข้าทูนขวัญทูนเกล้าของลูก”

    “นี่ถ้าเพียงนังละอองคำมันได้สักครึ่งของเจ้าก็ยังดี ช่างมันเถอะ มันเป็นไปไม่ได้หรอก ป่วยการไปคิดถึงมัน ว่าแต่เจ้าคิดจะเอาไปทำอะไรบ้าง บอกพ่อสิเจ้า”

    ooooooo

    เจ้านางละอองคำถือโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ชวนเจ้านางรุ้งแก้วมาดำหัวที่กู่ของเจ้าแม่เพื่อขอให้ท่านปกป้องคุ้มครอง พลันมีเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดดังขึ้น เจ้านางรุ้งแก้วหน้าตาตื่นด้วยความหวาดกลัว เจ้าละอองคำต้องปลอบว่าไม่มีอะไรอาจเป็นแค่เสียงร้องของสัตว์ที่ติดบ่วงนายพรานก็ได้

    เจ้านางรุ้งแก้วอดหวั่นใจไม่ได้ รีบเก็บข้าวของชวนเจ้าพี่กลับ แล้วเดินนำหน้าหวังจะไปให้พ้นจากป่าลึกลับแห่งนี้ พลันหญิงเฒ่าโผล่พรวดมาขวางหน้า เธอถึงกับสะดุ้งโหยง หญิงเฒ่าขอร้องให้ช่วยตนด้วยแล้วเป็นลมล้มพับไปเลย

    “อ้าวยาย...เร็วเข้ารุ้งแก้ว ช่วยกัน เป็นลมไปแล้ว”

    เจ้านางรุ้งแก้วกับเจ้าพี่ช่วยกันเอาผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าให้หญิงเฒ่าจนรู้สึกตัวลืมตาขึ้น เธอขอร้องให้ทั้งคู่ช่วยคนตกทุกข์ได้ยากด้วย เพราะไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้ว เจ้านางละอองคำรับปากจะช่วยเหลือ จากนั้น ช่วยกันประคองเธอกลับคุ้ม จะได้หาข้าวหาปลาให้กิน เธอขอบใจทั้งคู่มาก วันข้างหน้าจะหาทางตอบแทน

    “ไม่เป็นไรหรอกยาย เราต่างเกิดมาใต้ฟ้าหล้าเดียวกัน ใครมีทุกข์มาก็ต้องช่วยเหลือกันไป มาเถอะ ขึ้นเรือน ยายจะได้เอนหลังนั่งสบายๆ”

    เจ้านางละอองคำช่วยกันกับเจ้าน้องพยุงหญิงเฒ่าจะขึ้นบันได ทันใดนั้นมีพายุพัดจากในเรือนพุ่งออกมา ผีเรือนไม่ยอมให้หญิงเฒ่าเข้าข้างใน ปล่อยลูกไฟพัดใส่จนเธอร้องโวยวาย

    “ไม่...เขาไม่ยอมให้ข้าขึ้นเรือน ไม่...ข้ากลัวแล้ว โอ๊ย กลัวแล้ว”

    หญิงเฒ่าสะบัดมือสองพี่น้องออก แล้ววิ่งหัวซุกหัวซุนหนีลูกไฟ ลมพัดละอองฝุ่นเข้าตาสองสาวทำให้มองไม่เห็นอะไร

    ทันทีที่หญิงเฒ่าพ้นจากคุ้ม พายุก็สงบ เจ้านางละอองคำไม่เห็นหญิงเฒ่า สั่งให้น้องสาวช่วยกันดูว่าเธอวิ่งหนีไปทางไหน แต่ก็หาไม่เจอ...

    การได้สมบัติทั้งหมดในกำปั่น ทำให้เจ้านางปิ่นเมืองลำพองใจว่าเป็นลูกรักลูกสวาทของเจ้าพ่อ ยิ่งได้คำป้อยอจากนังฝนกับนังฟอง เธอยิ่งผยองว่าในเมืองนายแห่งนี้ไม่มีใครจะแข่งบุญแข่งวาสนากับเธอได้ หากเธอต้องการอะไร นังฝนกับนังฟองจะต้องรีบไปเสาะมาให้เธอห้ามชักช้า

    “แท้ๆเจ้าข้าเจ้านาง” สองนางข้าไทสอพลออย่างพร้อมเพรียงกัน ขณะที่เจ้านางปิ่นเมืองหัวเราะชอบใจ...

    ฝ่ายหญิงเฒ่านั่งปวดแสบปวดร้อนทรมานอยู่ตรงหลุมฝังหม้อผีกละ ร้องคร่ำครวญให้ผีกละช่วยตนด้วย ผีกละถูกขังอยู่ในนี้จึงทำให้ออกไปช่วยเธอไม่ได้ หญิงเฒ่าพยายามหาคนมาช่วยแล้ว แต่ผีเรือนไม่ยอม

    “มันต้องมีวิธีสิน่า วิธีที่จะล้างอาถรรพณ์ที่มันครอบขังกูอยู่ ไอ้ปู่อาจารย์ตัวดี มึงทำให้กูลำบากอย่างนี้ มึงต้องลำบากยากเหลือกว่ากูหลายเท่า กูไม่ยอมหรอก” ผีกละตาวาวด้วยความแค้น!

    ooooooo

    ดวงดาวสุกสกาวที่ลอยเกลื่อนฟ้าทำให้เจ้าราบฟ้าซึ่งนั่งชมดาวเพียงลำพัง อดคิดถึงหญิงคนรักไม่ได้ อยากให้เธอมาอยู่ใกล้ๆจะได้ชมดาวด้วยกัน เจ้านางละอองคำซึ่งอยู่ที่เมืองหลวงก็กำลังคิดถึงเขาเช่นกัน ยิ่งได้ฟังเจ้าน้องรุ้งแก้วขับโคลงสี่สุภาพ ก็ยิ่งคิดถึงเจ้าราบฟ้าน้ำตาคลอเบ้า

    เจ้าไทสองนายถือซึงเข้ามาชวนเจ้าราบฟ้าไปแอ่วสาวเพื่อผ่อนคลายหลังจากฝึกหนักมาทั้งวัน เขามีข้อแม้ หากจะให้ไปด้วยถ้าเขาบอกให้กลับ ต้องกลับทันทีไม่มีอิดออด ทั้งคู่รับข้อเสนอ แล้วบรรเลงซึงไปพลางเดินนำเจ้าราบฟ้าออกไป...

    เรือนสาวชาวบ้านแห่งแรกที่ไปแอ่วก็เจอดีเข้าให้ ระหว่างที่เจ้าราบฟ้าแยกตัวออกมาปล่อยให้สองเจ้าไทแข่งกันจีบสาวอยู่ข้างใน เหลือบเห็นทางหางตามีผีนั่งอยู่บนจั่วหลังคา แต่พอหันไปมองอีกทีไม่เห็นอะไร เขาตัดสินใจกลับเข้าไปในเรือน เห็นสองเจ้าไทกำลังบรรเลงซึงกล่อมสาวชาวบ้านที่มีชะนีดำกำลังเลียหน้าให้เพื่อเพิ่มความงามโดยที่สองเจ้าไทไม่เห็น ทั้งคู่ชื่นชมเธอไม่หยุดปากว่าสวยมากมายเพียงใด ยิ่งดึกดื่นก็ยิ่งสวย

    ชะนีดำตัวนั้นหันมาแยกเขี้ยวใส่เจ้าราบฟ้าซึ่งแอบดูอยู่ถึงกับผงะเซไปชนร่างผีที่แลบลิ้นยาวใส่ หวังจะทำร้าย เจ้าราบฟ้าร้องเตือนให้พรรคพวกระวังตัว แล้วชักดาบออกจากฝัก

    “อันใดกันเจ้าพี่ ไม่ใช่เวลาซ้อมรบสักหน่อย น้องๆ กำลังมีความสุขได้อู้ได้แอ่วกับอีน้องคนงาม”

    “แท้ๆนะน้องนะ งามแท้งามว่าดังองค์อินทาท่านลงมาเหลา” พูดจบเจ้าไทหันไปยิ้มให้หญิงสาว พลันสาวสวยตรงหน้าแปรเปลี่ยนเป็นผีหน้าตาน่ากลัวแถมมีชะนีดำหรืออี่บุยเกาะอยู่บนบ่า

    “งามแท้งามว่าดังองค์อินทาลงเหลา พี่บ่าวเฮย อยู่เลี้ยงอี่บุยด้วยกันกับน้องเน้อเจ้า มันน่ารักจะตาย” เสียงหัวเราะของผีสาวที่ดังแสบแก้วหูทำเอาเจ้าไททั้งคู่ ขวัญกระเจิง โดดกอดกันกลม เจ้าราบฟ้าตั้งสติได้รีบท่องมนต์แล้วฟาดฟันดาบใส่ลิ้นผีที่ตวัดไปมาขาดสะบั้น มันกรีดร้องอย่างเจ็บปวดลงไปชักดิ้นชักงอ ฝ่ายผีสาวกับชะนีดำเห็นสองเจ้าไทกอดกัน ขอร่วมวงด้วยคน แล้วอ้าปากกว้างเห็นเขี้ยวขาว

    “น้องหิวแล้วละ” ผีสาวรวบคอทั้งคู่ไว้จะกินเสียให้สิ้น เจ้าราบฟ้าควงดาบเข้าหา พร้อมกับท่องคาถา ฟาดฟัน ผีสาวถอยร่นไม่เป็นขบวน สองเจ้าไทเป็นอิสระโดดเกาะเจ้าราบฟ้าตัวสั่นงันงก ผีสาวคร่ำครวญ

    “พี่บ่าวเจ้าไม่รักไม่เอ็นดูไม่สงสารน้องแล้วหรือเจ้า...โอย” สิ้นเสียง ร่างผีสาวกลายเป็นโครงกระดูก แล้วค่อยๆสลายเป็นผุยผง ชะนีดำโกรธจัดโดดใส่สองเจ้าไทจนเกิดโกลาหลย่อยๆขึ้น

    ooooooo

    หลังจากที่เมื่อวานไปนั่งรอจะขอเข้าเฝ้าเจ้าพ่ออยู่ที่คุ้มหลวงพร้อมขันดอกไม้สมานานสองนานก็ไม่ได้พบ วันนี้เจ้านางละอองคำจึงชวนเจ้านางรุ้งแก้วมารอเข้าเฝ้าอีกครั้ง เจ้านางปิ่นเมืองคู่อริเดินนำนังฟองนังฝนมาเห็นเข้า ไม่วายแดกดันต่างๆนานา เจ้านางละอองคำทนไม่ไหว ชวนเจ้าน้องกลับกันก่อน

    “อ้าวจะรีบไปไหน ก็ไหนทำท่าเหมือนสำนึกตัวขึ้นมาได้แล้วอย่างใดนี่ ไม่อยู่เฝ้าก่อนล่ะ”

    “ไม่ใช่กงการใดของเจ้า ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของข้า”

    เจ้านางปิ่นเมืองเสนอตัวจะช่วยไปพูดกับเจ้าพ่อให้ ถ้าเจ้านางละอองคำขอร้อง จะได้ไม่รอเก้ออีก เธอไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร แล้วลุกออกไปทันที ทั้งนายสาวทั้งนางข้าไทต่างนินทาว่าร้ายไล่หลัง แต่เธอเดินลิ่วออกไปไม่สนใจ เจ้านางรุ้งแก้วตามมาปลอบให้ใจเย็นๆก่อน เธอเย็นไม่ไหว ไม่สนใจอีกแล้วว่าเจ้าพ่อจะโกรธจะเกลียดตนเองอย่างไร เจ้านางรุ้งแก้วทักท้วง ลืมคำพูดที่เจ้าราบฟ้าสั่งไว้ก่อนไปแล้วหรือ

    “ข้าไม่ได้ลืม เจ้าพี่บอกให้เอาใจเจ้าพ่อมากๆแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น”

    “เชื่อคำเจ้าพี่ราบฟ้าเถอะเจ้าข้า วันหนึ่งเจ้าพ่อจะใจอ่อนยอมรับขันสมาของเจ้าพี่เจ้าข้า”...

    ในเวลาเดียวกัน ผีกละที่นั่งอยู่ก้นหม้อซึ่งถูกฝังและผนึกด้วยอาคม คิดแผนปลดปล่อยตัวเองขึ้นมาได้

    “เรื่องในใต้หล้าเรานี้ ก็มีแต่เรื่องแม่หญิงกับพ่อชายเท่านั้น ข้าจะใช้เรื่องนี้แหละแก้อาถรรพณ์ที่กักขังข้า...ไอ้ปู่อาจารย์เหย กูจะอดทนรอวันนั้นวันหนึ่ง” ผีกละสีหน้าอาฆาตมาดร้าย...

    โดนผีหลอกเมื่อคืนทำให้สองเจ้าไทสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หวาดกลัวไปทุกอย่าง เจ้าราบฟ้าต้องไปตามปู่อาจารย์ซึ่งจับผีกละขังไว้ใต้ดินมาช่วยพรมน้ำมนต์ให้ และต้องทำพิธีเรียกขวัญของทั้งคู่คืนมา เจ้าราบฟ้าไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเจอผีร้ายพวกนี้ โชคดีที่เขายังพอมีวิชาอยู่บ้างถึงได้รอดกลับมาได้

    “อีผีกละตัวร้าย ข้าได้จับฝังขังไว้ใต้แม่ธรณีเสียเยอะแล้ว ไม่งั้นพวกผีกละคงลอยว่อนร่อนเร่สร้างความเดือดร้อนรบกวนไปทั่วหล้าแน่ อีผีกละมันกินได้กินหมด”

    ooooooo

    เจ้านางละอองคำมุ่งมั่นจะเข้าเฝ้าเจ้าพ่อเพื่อขอสมาให้ได้ นั่งรออยู่กับเจ้านางรุ้งแก้วพร้อมขันดอกไม้สมาที่จัดอย่างสวยงาม เจ้าฟ้าคิดทบทวนอยู่หลายตลบในที่สุดก็อนุญาตให้เข้าเฝ้าได้ เจ้านางละอองคำกราบแทบเท้าเจ้าพ่อ วันนี้เธอนำขันดอกไม้มากราบสมาพระองค์

    “เจ้าเห็นหรือยังว่ามันยุ่งยากเพียงใดในการแก้ สู้เราไม่ผูกเสียแต่แรกก็ไม่ต้องมาขอสมากันอย่างนี้”

    “เจ้าพ่อเจ้าข้า เจ้าพี่ได้สำนึกรู้สึกตัวแล้ว เจ้าพ่อรับขันสมาด้วยนะเจ้าข้า” เจ้านางรุ้งแก้วช่วยขอร้องอีกแรงหนึ่ง เจ้าฟ้าขอคำรับรองจากเจ้านางละอองคำว่า ต่อไปจะไม่ทำเรื่องเหลวไหลอีก แม้จะไม่ได้เป็นคนก่อเรื่อง แต่เพื่อตัดปัญหา เธอยอมรับปากว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก เจ้าฟ้าจึงรับขันดอกไม้สมาไว้ เจ้านางรุ้งแก้วที่ลุ้นเอาใจช่วยอยู่ข้างๆ ถึงกับถอนใจโล่งอก...

    ด้านเจ้านางปิ่นเมืองนำเครื่องประดับที่ได้ใหม่ มาลองสวมแล้วส่องดูตัวเองในกระจกเงาอย่างพึงพอใจ โดยมีนังฟองกับนังฝนคอยสอพลอปอปั้นว่าเธองดงามเพียงใด งามดุจหยาดลงมาจากฟากฟ้า หาใครเปรียบเทียบมิได้ เธอยิ้มปลื้มปริ่มกับคำสอพลอของทั้งคู่ ฝนอดถามไม่ได้

    “แต่ถ้าเจ้าหลวงท่านรับขันสมาของเจ้านางละอองคำ แล้ว เจ้านางของข้าเจ้า ไม่ต้องเอาแก้วแหวนแสนสิ่งพวกนี้ไปคืนด้วยหรือเจ้าข้า”

    เจ้านางปิ่นเมืองยืนยันไม่มีวันทำแบบนั้น แล้วคิดแผนร้ายกาจขึ้นมาได้ หากเจ้าพ่อยอมรับสมาของนังนั่น เธอก็จะแสดงน้ำใจ แบ่งปันสมบัติให้บ้าง แต่จะเป็นอะไรคงต้องเลือกดูก่อนแล้วหัวเราะอย่างมีเลศนัย...

    เจ้านางละอองคำขอบใจเจ้าน้องรุ้งแก้วมากที่ช่วยเหลือจนเจ้าพ่อยอมรับขันดอกไม้สมา และเพื่อตอบแทนความดีของน้องสาว หากอยากจะกินอะไร เธอจะเสาะหามาให้กินทุกอย่าง เจ้านางรุ้งแก้วขอแค่เห็นเธอสบายใจ ตนก็อิ่มใจแล้ว เธอมีเพียงเจ้าน้องคนเดียวที่คอยเป็นเพื่อนยามทุกข์ยาก เราสองคนต้องไม่ทิ้งกัน

    “เจ้าข้า น้องจะไม่ทิ้งเจ้าพี่ไปไหนเจ้าข้า”...

    ณ กระท่อมกลางป่า ผีกละสาวสวยกำลังทอผ้าไปท่องมนต์ดำไปด้วย แล้วดึงด้ายจากชายผ้าซิ่นที่ตัวเองนุ่งมาทอรวมไปในผ้าที่ทออยู่นั้น ก่อนจะยิ้มร้ายกาจ...

    ในเวลาไล่เลี่ยกัน ปู่อาจารย์ทำบายศรีสู่ขวัญให้สองเจ้าไทจนหายเป็นปกติ แล้วผูกด้ายที่ข้อมือลงอาคม กำกับไว้อีกทีหนึ่ง

    จากนั้นก็ขอตัวเดินทางไปหาปู่ครูเพื่อฝึกวิชาอาคมให้แก่กล้า หนึ่งในเจ้าไทอดสงสัยไม่ได้ ท่านเก่งขนาดนี้แล้วยังต้องเสาะหาครูหาวิชาอีกหรือ

    “เรื่องวิชาความรู้เรียนไม่มีวันจบหรอก พวกเจ้าก็อย่าประมาทว่าตัวเองเก่งต้องหมั่นฝึกวิชาจะได้งอกงาม แล้วสิ่งที่ประมาทไม่ได้อีกอย่างสำหรับพ่อชายอย่างเราก็คือ เรื่องมารยาแม่หญิง หลายร้อยเล่มเกวียน เราต้องเรียนรู้ให้เท่าให้ทัน”...

    ปู่อาจารย์สั่งสอนแต่คนอื่น ตัวเองกลับหลงมารยาของผีกละในคราบสาวสวยชาวป่าที่ทำทีเปลื้องผ้าลงแหวกว่ายในลำธารที่เขาเดินผ่าน ความงามของเธอสะกดสายตาเขาได้ชั่วขณะ แต่พอตั้งสติได้ รีบหันหลังจะเดินหนี เธอแกล้งกรีดร้องตกอกตกใจอะไรบางอย่าง คว้าผ้านุ่งวิ่งมาซบอกปู่อาจารย์ แล้วล่อหลอกให้ไปยังกระท่อมของตน นำอาหารคาวหวานมาให้กิน เขากินอะไรไม่ได้เพราะปู่ครูสั่งห้ามไว้กลัวอาคมจะเสื่อม

    ในเมื่อปู่อาจารย์ระวังตัวแจ ผีกละในคราบสาวสวยจึงมอบผ้าที่เพิ่งทอเสร็จให้ จะเอาไว้รองนั่งหรือจะเอาโพกหัวก็สุดแล้วแต่เขา ทีแรกเขาไม่รับ บอกให้เธอเก็บไว้ใช้เอง เธอบีบน้ำตา ตัดพ้อ ข้าวปลาฝีมือเธอก็ไม่ยอมแตะต้อง นี่จะไม่รับผ้าผืนนี้อีก เธอน่ารังเกียจนักหรือ ปู่อาจารย์รีบเช็ดน้ำตาให้

    “ข้าไม่ได้รังเกียจเจ้าเลย เจ้าอย่าเข้าใจผิด ข้าต้องลาไปก่อน” พูดจบปู่อาจารย์ออกเดินทาง แต่ก็อดคิดถึงสาวสวยชาวป่านางนั้นไม่ได้ หยิบผ้าทอที่เธอให้ขึ้นมาดม แล้วเอาโพกหัว

    พลันท้องฟ้าปั่นป่วน ก้อนเมฆผีมารวมตัวกันคลุมไปทั้งผืนฟ้า ก่อนสายฟ้าจะผ่าลงบนดินที่หม้อผีกละถูกฝังไว้ อาคมที่กำกับเสื่อมเพราะปู่อาจารย์เอาผ้าซิ่นไปโพกหัว ผีกละสาวสวยกลายร่างเป็นน่ากลัวตามไปเล่นงานปู่อาจารย์ที่พยายามท่องคาถาไล่ แต่ไม่ได้ผล ต้องเอาชีวิตมาทิ้งอย่างน่าอนาถ

    ooooooo

    เจ้านางละอองคำทำตามที่รับปากเจ้าน้อง เตรียมของหวานไว้ให้หลากหลายชนิดเพื่อเป็นการตอบแทนที่เธอช่วยเหลือ ระหว่างนั้นเจ้านางปิ่นเมือง

    เดินนำนังฟองกับนังฝนที่ถือกำปั่นห่อผ้าเข้ามาให้ เจ้านางละอองคำไล่ตะเพิดเธอไปให้พ้นที่นี่ไม่ต้อนรับ แล้วดึงมือเจ้าน้องเข้าข้างใน เจ้านางปิ่นเมืองตะโกนไล่หลัง

    “ละอองคำเหยอย่าให้เสียที่ข้าตั้งใจเลยนะ ข้าจะวางห่อแก้วห่อขวัญไว้ตรงนี้ เมื่อเจ้าแกะดูแล้ว เห็นว่าไม่สมคุณสมค่ากับเจ้า จะเอาไปทิ้งขว้างก็สุดแต่ใจเจ้า ข้าคงไม่บังคับให้เจ้าชอบได้หรอกเจ้า รสนิยมคนเรา

    ไม่เหมือนกัน แต่ข้าอยากให้เจ้ารู้ว่าข้ามีน้ำใจต่อเจ้านะ” เธอว่าแล้วสั่งให้นางข้าไทวางห่อผ้าใส่กำปั่นไว้

    เจ้านางรุ้งแก้วชะเง้อดูไม่เห็นใครอยู่หน้าคุ้มแล้ว ชวนเจ้าพี่ไปกินขนมกันต่อ เธอสาปแช่งให้พวกมาร คอหอยกินอะไรก็ขอให้จุกคอตาย ดูเหมือนคำสาปได้ผลแค่ครึ่งเดียว เจ้านางปิ่นเมืองสำลักน้ำที่ดื่มไอไม่หยุด หันไปเล่นงานนังฟองว่าเอาน้ำอะไรมาให้

    “อีนังละอองคำคิดว่าเจ้าพ่อรับขันสมาแล้วจะหมดเรื่อง ข้าไม่ได้อยู่เพื่อหายใจรดทิ้งไปวันๆซะเมื่อใด คอยดูเถอะสักประเดี๋ยวมันต้องวิ่งโร่มาหาข้านี่ ข้าจะแต่งตัวงามๆคอยก็แล้วกัน อีฟองอีฝน เปลี่ยนผ้าข้าใหม่”

    ooooooo






    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "เคน ธีรเดช" มาแน่ เซอร์ไพรส์ "ดวงตาที่ 3" ตอนจบ “เจมส์-มิว" ดีใจได้ร่วมงาน

    "เคน ธีรเดช" มาแน่ เซอร์ไพรส์ "ดวงตาที่ 3" ตอนจบ “เจมส์-มิว" ดีใจได้ร่วมงาน
    16 ต.ค. 2564

    01:25 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2564 เวลา 21:53 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์