สมาชิก

มือปราบพ่อลูกอ่อน

ตอนที่ 11

พิมมาดาขึ้นจากน้ำอย่างสิ้นหวัง เหนื่อยกาย ปวดใจจนแทบหมดแรง เดินมาหยุดนั่งที่บันไดสะพานปลาร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด

พวกเด็กๆเดินมาหาน้าพิมของพวกเขา โผเข้ากอดกันร้องไห้ระงม ต่างรับรู้ถึงความสูญเสียที่เจ็บปวดของกันและกัน

บนสะพานปลา เสี่ยอธิป เดช ผู้ใหญ่ชวด เจ๊ช้างและชาวบ้านยืนมองน้าหลานทั้งสี่ ทุกคนเงียบกริบ จน เดชเอ่ยขึ้นว่า

“คนพวกนั้นคงรักมันมากนะครับ เหมือนไอ้กรดมันเป็นพ่อ แล้วก็ตายจากเมียกับลูกไปกะทันหันยังไงยังงั้น”

เสี่ยอธิปนิ่งเงียบ แต่เริ่มรู้สึกแย่ขึ้นทุกที...เดชยังคงมองน้าหลานทั้งสี่ขณะพูดต่อ

“ยิ่งดูก็ยิ่งสลดใจ อย่างกับดูช่วงวงเวียนชีวิต...”

“หุบปากเดี๋ยวนี้ไอ้เดช” เสี่ยตวาด

เดชหุบปากงับริมฝีปากไว้แทบไม่ทัน พอดีโอปออาบน้ำเสร็จตามมาอย่างร่าเริง อ้อนป๊าว่าหิวแล้ว อยากกินปลาทอด พลันก็ชะงักเมื่อมองลงไปเห็นพิมมาดากับหลานๆร้องไห้กันระงมอยู่ที่บันไดสะพานปลา โอปอขมวดคิ้วสงสัย เดชรีบบอกโอปอให้กลับเข้าบ้าน อ้างว่าเพิ่งอาบน้ำเสร็จมาตากแดดเดี๋ยวจะไม่สบาย

“น้าพิมกับพวกโจ๊กเป็นอะไร” โอปอถาม เดชกับเสี่ยอ้ำอึ้ง

ooooooo

โอปอวิ่งลงไปหาพวกเขา ร้องถามอย่างห่วงใย “โจ๊ก มีอะไรเหรอ เป็นอะไรกันไปหมด”

พวกเด็กๆหันจ้องอธิปที่ตามโอปอมาเป็นตาเดียว เสี่ยหน้าซีด โอปอมองป๊าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม อธิปยิ่งหน้าเสียหนักเข้าไปอีก

โอปอน้ำตาคลอ...เสี่ยตาแดงก่ำ นิ่งงัน...แล้วภาพต่างๆในอดีตที่กริสน์เต้นรำในงานวันเกิดของโอปอ...

กริสน์เสี่ยงตายไปช่วยเสี่ยกับเดชที่ถูกมัดอยู่...ทยอยปรากฏกระทบกระแทกจิตใต้สำนึกของเสี่ยทีละภาพ...ทีละภาพ...

โอปอมองหน้าเสี่ยอย่างผิดหวัง เสียใจ ตัดพ้อ...ต่างจ้องกันนิ่งเงียบ...แต่สีหน้าแววตาเจ็บปวดรุนแรง...เสี่ยเริ่มริมฝีปากสั่น หน้าเสีย ยิ่งเมื่อคิดถึงตอนที่กริสน์เสี่ยงตายเอาตัวรับกระสุนแทนตัวเองที่ท่าเรือก็ทำให้เสี่ยทนไม่ได้ ตะโกนสุดเสียง...

“ไอ้กรด...”

พริบตานั้น เสี่ยหันมองไปในทะเลกระโดดลงไปทันที ทุกคนมองตะลึง โอปอและเดชร้องสุดเสียง ป๊า...เสี่ย...

เสี่ยอธิปดำดิ่งลงไปงมหาร่างกริสน์ ครั้งแรกโผล่ขึ้นมาฮุบอากาศอย่างผิดหวัง เสี่ยดำลงไปอีกครั้ง ครู่หนึ่งก็โผล่ขึ้นมาพร้อมร่างที่หมดสติของกริสน์

ทุกคนบนสะพานและที่บันไดสะพาน ต่างมองตะลึง สีหน้าแววตาตื่นเต้นราวกับเห็นฟ้าเปิดในบัดดล

นายกริสน์...น้ากริสน์...ลูกพี่...เสียงเรียกเซ็งแซ่ด้วยความดีใจ แต่ทันใดนั้นเอง อธิปหมดแรงจมหายไปทั้งสองคน อึดใจเดียว เสี่ยก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมาอีกครั้ง เดชตะโกนถามทันทีว่าเสี่ยไหวไหมครับ...เสี่ยตะโกนตอบทั้งที่จะหมดแรงแล้วว่า

“มัวแต่พล่ามอยู่ได้...ลงมาช่วยฉันเร็วๆซิวะ...”

เดชได้สติ วิ่งพรวดๆลงไปช่วยพาทั้งเสี่ยและกริสน์ขึ้นมาอย่างทุลักทุเล

ทุกคนกรูกันเข้าไปหากริสน์ เดชบอกเสี่ยว่ากริสน์ยังไม่ได้สติ ผู้ใหญ่บอกว่ากริสน์ไม่หายใจแล้ว

เสี่ยอธิปช่วยปั๊มหัวใจทันที แต่กริสน์ไม่มีสัญญาณชีวิตเลย พวกเด็กๆพากันร้องไห้ระงม พิมมาดาน้ำตาไหลพรากเธอทนไม่ได้พุ่งเข้าไปด่าเสี่ย

“จำไว้นะ ถ้านายกริสน์เป็นอะไรไป เสี่ยจะต้องรับผิดชอบ ฉันจะเอาเรื่องเสี่ยให้ถึงที่สุด ฉันจะแจ้งจับเสี่ยข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา เสี่ยจะต้องโดนประหาร ชีวิต...” แล้วก็หันไปเขย่าร่างกริสน์ “นายกริสน์ฟื้นสิ... นายต้องฟื้นขึ้นมา...นายต้องหายใจ...”

พิมมาดาบีบจมูกกริสน์แล้วผายปอดด้วยปากทันที เป่าลมเข้าไปแล้วกดไล่ลมออก ทำอยู่อย่างนั้นท่ามกลางความตื่นเต้นเอาใจช่วยของทุกคน

“หายใจสิ...หายใจ...หายใจ...หายใจ! ได้ยินไหม กริสน์ กรด เกริกพล หรืออะไรก็เถอะ...หายใจสิ ได้ยินไหม รีบหายใจก่อนที่สมองจะตาย...หายใจ...หายใจ...”

พิมมาดากระชากกริสน์ให้อกสูงขึ้น ดันหลัง ลูบๆๆ แรงๆ

พริบตานั้น กริสน์สำลักน้ำพรวดออกมา พิมมาดาดีใจสุดชีวิต เดชตะโกนด้วยความดีใจว่า

“คุณพิม คือคนที่กู้ชีพไอ้กรดคืนมาได้!”

“เย้...น้าพิมเก่งที่สุด...น้าพิมเก่งที่สุด...” เด็กๆพากันร้องตะโกน กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

พิมมาดาได้สติ รีบวางร่างกริสน์ลงและถอยออกไป เสี่ยอธิป เดช และผู้ใหญ่ชวดช่วยกันเข้ามาปฐมพยาบาลกริสน์อย่างเร่งด่วน...

ooooooo

พิมมาดาไปยืนต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเองอย่างรุนแรงตามลำพัง ครู่หนึ่งเจ๊ช้างมาบอกว่า “แฟนเอ็งเขาถามหาเอ็ง” พิมมาดาถามว่ากริสน์หายดีแล้วหรือ เจ๊ช้างบอกอย่างแจ่มใสว่าเห็นเดินไปมาเองได้แล้ว ถามพิมมาดาว่า

“แล้วเอ็งหลบมาอยู่มืดๆทำไม ตะกี้เห็นร้องไห้จะเป็นจะตาย ทำไมไม่ไปโอ๋แฟนให้สมกะที่เขารอดตายมาได้”

พิมมาดาบอกว่าตนกับกริสน์ไม่ได้เป็นอย่างที่เจ๊คิด เลยถูกเจ๊บ่นว่ารักเขาก็ต้องให้เขารู้สิว่าเรารัก พิมมาดาบอกว่าตนไม่ได้รัก อย่าว่าแต่คนเลย แมวจะตายตนก็ยังช่วยมันเป็นเรื่องของมนุษยธรรม

เจ๊ไม่เชื่อ ถามว่ามีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า หรือว่ากริสน์เจ้าชู้ ติดการพนัน หรือมีเมียแล้ว

พิมมาดาแก้ตัวทั้งที่ตัวเองยังสับสนว่าปัญหาคือตนไม่รู้จักเขาเลย ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรทำอะไร ไม่รู้ว่าเขาคือใคร อย่างนี้แล้วจะให้ตนรักคนที่ไม่รู้จักได้ยังไง

“ไม่รู้จัก...ไม่รู้จักยังไงวะ ก็เห็นสนิทกันจะตาย...” เจ๊ช้างบ่นอุบอิบ ยิ่งฟังก็ยิ่งงง

ooooooo

คืนนี้ กริสน์กับเสี่ยอธิปนั่งคุยกันอย่างเปิดใจที่ระเบียงบ้านผู้ใหญ่ชวด กริสน์บอกว่าตนไม่เคยคิดร้ายกับเสี่ยเลย ทุกอย่างที่ทำไปนั้น ทำไปเพราะเป็นหน้าที่เสี่ยจ้องหน้าถามว่า แล้วตอนนี้หน้าที่ของเขาคืออะไร?

“เอาคนผิดที่แท้จริงไปรับโทษ ปราบคนพาล อภิบาลคนดี” กริสน์ลุกยืนตอบอย่างหนักแน่น

เสี่ยพูดประชดว่า  ช่างเป็นคนดีเสียจริงๆถามอีกว่า แล้วความรู้สึกส่วนตัว จิตใจตัวเองต้องการอะไร

“ผมก็ต้องเอาตัวเองให้พ้นจากข้อหา พ้นจากมลทิน จากการถูกใส่ร้าย ปลอดภัย รอดชีวิต แล้วก็อาจจะได้ยศได้ความดีความชอบ ได้ลาภยศสรรเสริญ”

“แล้วความรู้สึกส่วนตัวของแกล่ะ แกเคยรู้สึกอะไร กะใคร เคยมีความจริงใจ ความผูกพัน ความรักความไว้ใจให้ใครบ้างไหม” กริสน์ย้อนถามว่าแล้วเสี่ยคิดยังไง “ก็กูแค้นมึงไง...ไม่เคยแค้นใครเท่านี้!”

“งั้นก็กรุณาเก็บความแค้นไว้ก่อน ให้เราจัดการกะไอ้พวกคนเลวเสร็จ แล้วค่อยคิดบัญชีเพราะถ้าผมตายไปจริงๆ ตอนนี้พวกเสี่ยนั่นแหละจะลำบาก”

“แกคงนึกว่าแกแน่มากสินะ”

“ผมเป็นมือดีขนาดไหน นายก็รู้อยู่แล้ว ถ้าไม่แน่จริง ผมไม่อยู่มาจนถึงวันนี้หรอก” กริสน์พูดเรียบๆแต่อหังการนัก

“ลำพองจังไอ้กริสน์ ที่แกรอดมา เพราะความรัก แกยังไม่รู้อีกเหรอ คนทุกคนที่ช่วยแกก็เพราะเขารักแกกันทั้งนั้น”

“ผมจะไม่พูดถึงความรักและความแค้นจนกว่าจะจบภารกิจ เข้าใจไว้ด้วย” พูดแล้วกริสน์เดินเข้าบ้านไป

ที่มุมหนึ่ง...พิมมาดาแอบฟังอยู่ด้วยแววตาขัดใจ...ข้องใจ...ในผู้ชายคนนี้มาก...

ooooooo

แจ๊ส โจ๊ก และจีจ้าอยู่ที่หมู่บ้านริมทะเลกันอย่างมีความสุข จากการดูแลอย่างใกล้ชิดและเข้าใจเด็กๆของกริสน์ ทำให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมากมาย เป็นคนมีระเบียบวินัย มีน้ำใจ รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบากับเรื่องราวต่างๆ และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง

เด็กๆไม่คุ้นชินกับอาหารแบบชาวบ้าน กริสน์หว่านล้อมจูงใจจนเด็กๆสมัครใจที่จะหัดกินแบบชาวบ้าน ที่น่าสนุกคือ กลางคืนกริสน์ยังพาเด็กๆไปนอนดูดาว สอนการดูดาว เล่าตำนานการดูดาวของประเทศอื่นที่มีประเพณีวัฒนธรรมที่ต่างกัน

ทีแรกพิมมาดาก็เดินฮึดฮัดมาตามเด็กๆให้ไปนอนเพราะได้เวลาแล้ว จนกริสน์ต้องบอกว่า  กฎต่างๆก็ต้องมีข้อยกเว้นแล้วชวนดูดาวด้วยกัน สุดท้ายเธอก็นอนดูดาวเพลินไปกับหลานๆด้วย

ดูดาวเสร็จ กริสน์พาเด็กๆมานอน พิมมาดานอนห้องเดียวกับหลานๆ เธอเลยทำตัวเป็นเด็กไปอีกคน

กริสน์มองพิมมาดาที่ล้มตัวลงนอนเอาผ้าคลุมโปงแล้วอดยิ้มไม่ได้ แต่แล้วก็ต้องหักห้ามใจตัวเองเมื่อนึกถึงหน้าที่

กลับมายืนที่ระเบียง กริสน์ถือโอกาสที่อยู่คนเดียวโทร.ถึงภัทรดนัย...โดยไม่รู้ว่าท่ีมุมหนึ่งมีชาวประมงลอยเรืออยู่ไม่ไกลนัก ชาวประมงคนนั้นยกไอโฟน 4 ขึ้นถ่ายรูปกริสน์ แล้วยกโทรศัพท์รายงาน

“ครับ...คุณจตุพล พวกมันอยู่ที่นี่ครับ กำลังจะส่งรูปไปให้ดูนะครับ”

ที่แท้เป็นสายของจตุพลที่ปลอมตัวมานั่นเอง...

ooooooo

สุขสันต์วางแผนใช้มาวินที่มุ่งแต่จะสร้างผลงานสร้างความก้าวหน้าให้ตัวเองไม่ว่าด้วยวิธีใด หมายยืมมือมาวินไปจัดการกับกริสน์และพิมมาดา จึงส่งคนไปดักจับมาวินมา เจรจาแบบขู่บังคับว่า

“คดียาเสพติด ฉันเป็นคนเริ่มสืบข้อมูลจนรู้ว่าเป็นไอ้กริสน์กับพิมมาดาและฉันก็อยากเป็นคนทำเรื่องนี้ให้จบ แล้วอยู่ๆแกก็จะมาขโมยคดีนี้ไป แกจะให้ฉันทำยังไง”

มาวินโต้ว่ามันเป็นหน้าที่ของตำรวจ สุขสันต์ถามว่าหน้าที่กับชีวิตจะเอาอะไร เลือกมา มาวินตอบอย่างมั่นคงเด็ดเดี่ยวว่าต้องเอาหน้าที่ เลยถูกสมุนของสุขสันต์จับมัดตราสัง ทำท่าจะหย่อนลงจากดาดฟ้าตึกสามสิบแปดชั้น จับห้อยต่องแต่ง

ไม่ว่าสุขสันต์จะยํ้าถามอย่างไร มาวินก็ยืนหยัดแน่วแน่ที่จะเลือกหน้าที่เพื่อผดุงความถูกต้อง

“งั้นแกตาย!!” สุขสันต์ตะคอกเหี้ยม

แพรวพิลาศปรากฏกายทันที บอกมาวินว่า นี่เป็นการทดสอบเพื่อเฟ้นหาตำรวจที่ไว้ใจได้ เพราะคุณพ่อตนกับสุขสันต์กำลังต้องการคนแบบนี้เพื่อล่าแก๊งยาเสพติด สรุปอย่างชื่นชมว่า

“แล้วเราก็ได้รู้แล้วว่า คุณคือคนที่เราตามหา ใจสู้ มุ่งมั่น ซื้อตัวไม่ได้ แพรวถ่ายคลิปไว้หมดแล้วจะเอาไปให้คุณพ่อดู”

“ผมไม่เข้าใจ นี่มันอะไรกัน” มาวินถาม มองหน้าทั้งสองไปมา

“ผมขอโทษที่ต้องทำอย่างนี้ แต่มันไม่มีทางอื่นที่จะพิสูจน์ใจคุณแล้ว เพราะข้อมูลนี้ท่านไพศาลกำชับผมว่าจะบอกใครสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ คุณมาวิน คุณอยากรู้ที่กบดานของนายกริสน์กับพิมมาดาไหม”

“คุณรู้เหรอ” มาวินตาวาวแยกกับมาวินแล้ว ระหว่างเดินมาที่ลานจอดรถ สุขสันต์ขอบคุณแพรวพิลาศที่มาช่วยทำให้มาวินเชื่อตามแผนการของตน ไม่อย่างนั้นแผนนี้ของตนคงไม่สำเร็จ

“แพรวยินดีที่จะช่วยคุณเสมอค่ะ ใช้ให้ไอ้ผู้กองมาวินไปตามล่าคนร้ายแทนคุณด้วยแล้วแพรวยิ่งยินดี แพรวไม่อยากให้คุณเข้าไปพัวพันกับคดีนี้มาก เดี๋ยวจะยิ่งวุ่นไปกันใหญ่”

แล้วแพรวพิลาศก็อ้อนว่า ทำงานสำเร็จแล้วก็อย่าลืมที่ให้สัญญาตนไว้ ปรากฏว่าสุขสันต์ลืมไปแล้ว เขาทำหน้างงๆ แพรวพิลาศกลับคิดว่าเขาหยอกเล่น พูดอย่างแสนปลื้มว่า “เวลาคุณทำหน้าบืี้อๆ แบบนี้ คุณน่ารักนะเนี่ย...”

ooooooo

วันนี้พิมมาดากับแจ๊สไปซื้อของที่ร้านค้าในหมู่บ้าน ซื้อเสร็จพิมมาดาให้แจ๊สหิ้วกลับไปก่อน ส่วนตัวเองแล้วผลุบเข้าไปในตู้โทรศัพท์รีบกดเบอร์ แต่ไม่ทันได้พูดก็ถูกกริสน์มาคว้าโทรศัพท์ไปถามว่า จะโทร.ถึงใคร

ทั้งคู่โต้เถียงกันอีก พิมมาดาบอกว่าตนจะโทร.หาเค้ก กริสน์บอกว่ามันอันตราย เพราะโทรศัพท์ของพวกเขาต้องถูกดักฟังแล้วแน่นอน พิมมาดาถามเย้ยว่า “อ๋อ...กลัวตำรวจจะบุกมาจับนายใช่ไหมล่ะ”

“คุณพิมช่วยดูหลานๆของคุณเป็นตัวอย่างบ้างสิ ทั้งแจ๊ส โจ๊ก จีจ้า ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เคยทำเรื่องอะไร

ให้น่าห่วงไหม ไม่มีเลย เพราะพวกเด็กๆรู้ว่าควรจะต้องทำตัวยังไงในสถานการณ์อย่างนี้ แล้วคุณล่ะ?!?”

พิมมาดาพูดประชดว่า เขาทำตัวเป็นพระเอกมีภารกิจระดับโลก บอกเขาว่า ตนจะไม่ยอมให้หลานๆ ต้องมาตกระกำลำบากในหมู่บ้านโจรไปจนตายหรอก

ขณะกำลังโต้เถียงกันนั่นเอง จีจ้าก็วิ่งหน้าตั้งมาบอกว่าแย่แล้ว...แย่แล้ว...ครั้นพิมมาดาถามว่าเกิดอะไรขึ้น โจ๊กที่วิ่งตามมาก็บอกให้ไปดูเอาเองเถอะ

ooooooo

ที่อีกมุมหนึ่ง แจ๊สที่ชอบแต่งตัวตามแบบของตนที่คนอื่นดูแล้วประหลาดนั้น หิ้วของที่พิมมาดาซื้อกลับที่พัก ระหว่างทางก็ร้องเพลงและเต้นไปตามประสาคนชอบ ถูกโอ้เด็กรุ่นเดียวกันในหมู่บ้าน เยาะเย้ยและท้ามาเต้นแข่งกัน

แจ๊สรับคำท้าแล้วเต้นอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะกับท่าใหม่ๆ เก๋ๆ แจ๊สเต้นได้โดนใจ จนเพื่อนๆของโอ้ทยอยเปลี่ยนมาอยู่ฝ่ายแจ๊สเกือบหมด

กริสน์ พิมมาดา และจีจ้ากับโจ๊กมาถึงเห็นเด็กๆ กำลังเต้นประชันกันอย่างสุดเหวี่ยง โดยมีชาวบ้านมาเป็นกองเชียร์มากมาย ทั้งเพลงและลีลาการเต้นที่สนุกสนานของแจ๊ส ทำให้ชาวบ้าน รวมทั้งหัวหน้าชวดและเจ๊ช้างออกไปเต้นกับเขาด้วย พิมมาดามองอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าแจ๊สจะเต้นได้สวยงามขนาดนี้

พอเต้นเสร็จ แจ๊สได้รับการยอมรับจากเด็กๆในหมู่บ้านจนกลายเป็นขวัญใจวัยซนไปแล้ว แต่พอแจ๊สเห็นพิมมาดาเท่านั้นก็ตกใจ รีบขอโทษกำลังจะบอกว่าตนไม่ได้ตั้งใจ ก็ถูกน้าพิมของเธอขัดขึ้นว่า

“แจ๊สเต้นได้เก่งมาก” แต่ก็รวบรัดตัดบทว่าเต้นเก่งก็พอแล้ว เพราะไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจะดีไปหมด จากนั้นก็สาธยายถึงการแต่งตัวของแจ๊สว่า “แจ๊สแต่งแบบนี้แล้วเต้นแข่งขันมันก็เหมาะสมดี แต่ในชีวิตจริงแต่งแบบนี้เขาถือว่ามันเยอะไป ถ้าแต่งไม่ดีก็จะดูเหมือนบ้า ถ้าอยากดูเท่ เจ๋ง คูล ต่างหูพวกนี้เยอะไป ส่วนหน้าก็ลบตรงตาออกหน่อย”

การสอนด้วยเหตุผลของพิมมาดาครั้งนี้ แจ๊สฟังอย่างตั้งใจและขอบคุณที่น้าพิมแนะนำ ส่วนกริสน์ก็แอบชื่นชมวิธีการใหม่ที่เธอใช้กับหลาน ที่ไม่ใช่เอาแต่สั่งและบังคับเหมือนเมื่อก่อน

ระหว่างเดินคุยกันมานั่นเอง กริสน์เห็นซองขนมสวีทโอปอล์ทิ้งอยู่ เขาตกใจที่มันระบาดมาถึงที่นี่ เขาลุยไปถึงร้านขายของชำประจำหมู่บ้าน สั่งห้ามขายขนมชนิดนี้ แต่ยังไม่กล้าบอกเหตุผลที่แท้จริง อ้างแต่ว่ากินแล้วท้องเสียสั่งเก็บให้หมด จนมีเรื่องกับเจ้าของร้านชำที่บอกว่า กว่าจะได้มาขายต้องรอเป็นเดือน

ส่วนอธิปกับเดชก็โวยวายที่กริสน์มาห้ามขายขนมที่ตนสร้างขึ้นมาด้วยมือเพื่อเด็กๆ จนกริสน์ชี้แจงว่า ในขนมนี้พวกสุขสันต์กับจตุพลผสมยาเสพติดเข้าไปด้วย เสี่ยจึงตาสว่าง

แต่พิมมาดารับไม่ได้หาว่ากริสน์ใส่ร้ายสุขสันต์ ระหว่างนั้นเดชเอาสวีทโอปอล์ไปลองชิมดู ครู่เดียวก็ลงไปนอนดิ้นจนทุกคนตกใจ

“นี่แหละอาการของคนที่กินขนมสวีทโอปอล์เข้าไป” กริสน์ชี้ให้ดูกันจะจะ

โจ๊กบอกว่าเหมือนปาล์มเลย แจ๊สแย้งว่า ไม่ใช่แต่นายปาล์มเท่านั้น เด็กทั้งโรงเรียนที่กินขนมนี้เข้าไปก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น จีจ้าฟังแล้วทำท่าสยองร้อง

“บรื๊อออออ...น่ากลัวจัง...”

ooooooo

ขณะที่เสี่ยอธิปกำลังแค้นจตุพลที่ทำลายความฝันของตนที่จะทำให้สวีทโอปอล์เป็นขนมคุณภาพที่สร้างความสุขให้กับเด็กๆ แต่กลับถูกจตุพลใช้ขนมนี้ทำลายเด็กๆอยู่นั้น จตุพลก็ยกกำลังมาบุกหมู่บ้านนี้เพื่อกำจัดกริสน์กับเสี่ยที่เป็นหนามยอกอกตน จตุพลนำกำลังพร้อมอาวุธบุกขึ้นมา เมื่อถูกชาวบ้านต่อต้านก็ยิงทิ้งเสียหลายคน

ผู้ใหญ่ชวด เจ๊ช้าง และชาวบ้านวัยฉกรรจ์อีกหลายคนร่วมกันต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเสี่ยอธิป เมื่อเห็นกำลังของจตุพลทั้งคนและอาวุธที่หนุนกันเข้ามา เสี่ยบอกเดชให้พาโอปอหนี ส่วนกริสน์ก็ให้พาพิมมาดาและเด็กๆหลบไปในที่ปลอดภัย

ที่หมู่บ้านจึงเหลือเสี่ย ผู้ใหญ่ชวด เจ๊ช้าง และชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งต่อสู้และต่อต้านพวกจตุพล และน้อมพงษ์กับสมุน

กริสน์อยู่กับพิมมาดาและเด็กๆอีกมุมหนึ่ง เด็กๆทั้งสามรวมทั้งโอ้และเพื่อนๆ ต่างช่วยผู้ใหญ่สู้กับผู้บุกรุกใช้ของพื้นบ้าน ทั้งแห อวนก่อกวนจนมันเคลื่อนไหวไม่สะดวก นอกจากนี้ โอ้ยังใช้หนังสติ๊กยิงถูกน้อมพงษ์ที่กกหูอย่างจัง

เดชจะพาโอปอหนี แต่โอปอไม่ยอมทิ้งป๊าดิ้น ไม่ยอมไปกับเดชจนสุดท้ายฝ่าห่ากระสุนเข้าไปหาเสี่ยอธิปจนได้ แต่เป็นเวลาที่เสี่ยถูกยิงบาดเจ็บแล้ว เดชประคองเสี่ยพาฝ่าวงล้อมโดยมีพวกผู้ใหญ่ชวดคอยยิงคุ้มกันให้ แต่เดชก็ถูกยิงที่หัวไหล่จนทรุดไปกับเสี่ยอธิป

“ทิ้งฉันไว้ แล้วพาโอปอหนีไป” เสี่ยสั่ง แต่เดชไม่ยอมไป โอปอก็จะอยู่กับป๊า

ส่วนกริสน์พาพิมมาดาและเด็กๆหนีไปเจอรถกระบะที่จอดอยู่ พิมมาดาเรียกหลานๆให้รีบขึ้นรถ ส่วนตัวเองประคองกริสน์ที่ได้รับบาดเจ็บพาไปขึ้นรถ

แจ๊สเหลียวหาโอ้ พอเจอก็ยกมือบ๊ายบายกัน ก่อนที่รถกระบะคันนั้นจะเคลื่อนออกไป

ooooooo

เจ๊ช้างที่ร่วมต่อสู้กับเสี่ยอธิปและผู้ใหญ่ชวด ยิงจนกระสุนหมด ก็พอดีกับที่โอ้วิ่งมาช่วยอีกแรงหนึ่ง ชาวบ้านพาเสี่ยอธิป โอปอ และเดชหลบไปในที่ปลอดภัย กว่า เสี่ยถามเดชว่ากลับมาอีกทำไม

“คุณหนูซ่อนตัวอยู่ ไม่ยอมออกมา เรียกหาแต่เสี่ยคนเดียวครับ”

เสี่ยเรียกโอปอด้วยความรักและเป็นห่วง โอปอ

บอกป๊าว่าตนจะไม่ไปไหนทั้งนั้น ตนจะอยู่กับป๊า โอปอมีป๊าคนเดียวนะ เดชตีหน้าเศร้า บอกเสี่ยว่าตนก็มีเสี่ยคนเดียว ถ้าไม่มีเสี่ยแล้วตนก็ไม่รู้จะอยู่ยังไง ว่าแล้ว กำหมัดชูประกาศก้อง “สู้โว้ย”

“พวกข้าด้วย” ผู้ใหญ่ชวด เจ๊ช้าง และโอ้ตะโกนพร้อมกัน

จตุพลอยู่อีกมุมหนึ่งจ้องเสี่ยกับชาวบ้านอย่างอาฆาต บอกน้อมพงษ์ที่มาสมทบว่า พวกนี้ตายยากตายเย็นจริงๆ น้อมพงศ์จึงเสนอให้ใช้ระเบิดแทนปืน

ทันใดนั้น มีเสียงปืนดังขึ้น สมุนคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างจตุพลร่วงผล็อย

“เฮ้ย...ใครวะ!” จตุพลเลิ่กลั่ก

ทันใดนั้น ตำรวจที่เดินเท้าก็วิ่งกระจายตัวออกอย่างรวดเร็ว ซุ่มตามมุมต่างๆดักไว้ทุกด้าน พริบตานั้น รถตำรวจแล่นเข้ามาจอดพรึ่บ แล้วก็มีเสียงประกาศผ่านไมค์อย่างยิ่งใหญ่นั่นว่า

“มือปราบสุดหล่อมาแล้วครับท่าน จะยอมหรือจะให้ยิง อำนาจในการตัดสินใจอยู่ในมือท่าน เลือกเอา!!”

เขาคือ มาวินผู้ยิ่งใหญ่เอง!

“วางอาวุธลงเดี๋ยวนี้ ใครตุกติกเรายิงแน่!” มาวินประกาศกร้าว กร่างสุดๆ

จตุพลลังเล กำระเบิดในมือแน่น นาทีนั้นเขาตัดสินใจขว้างระเบิดใส่รถตำรวจทันที ตำรวจระดมยิงสวนมาน้อมพงษ์รีบดึงจตุพลให้ถอยออกไป ปล่อยให้สมุนยิงสู้กับตำรวจอยู่ตรงนั้น

ผู้ใหญ่ชวด เจ๊ช้าง กับโอ้รีบพาเสี่ย โอปอ กับเดชหลบ ออกมา ผู้ใหญ่ชวดบอกให้เสี่ยรีบหนีไปพวกตนจะล่อตำรวจไว้ให้เอง เสี่ยไม่ยอมไป ผู้ใหญ่บอกว่าต้องไป เพราะเสี่ยยังมีโอปอแต่พวกตนไม่มีอะไรห่วงอีกแล้ว โอ้เห็นด้วย

“ไปเถอะครับ” เดชขอร้อง เสี่ยบอกผู้ใหญ่ชวดกับเจ๊ช้างให้ระวังตัวด้วย แล้วทั้งสามก็พากันออกไป ผู้ใหญ่กับเจ๊ช้างมองอย่างโล่งอก โอ้บอกว่า ทีนี้ก็เป็นหน้าที่ของพวกเราแล้ว พูดไม่ทันขาดคำ เสียงตำรวจก็บอกกันว่าพวกมันอยู่ทางนี้!

“ไปเร็วช้าง...ไอ้โอ้” ผู้ใหญ่ร้องบอก แล้วก็แยกย้ายกันวิ่งล่อตำรวจไปกันคนละทาง

ที่ชายหาด พวกสมุนจตุพลและชาวบ้าน ถูกกวาดต้อนมารวมกันและให้นอนราบกับพื้น มาวินเดินกร่างดูหน้าทีละคน...ทีละคน ตวาดด่าพวกตำรวจที่ยืนหน้าจ๋อยว่า

“ทำไมมีแต่พวกลูกกระจ๊อก ไอ้ผู้ร้ายตัวเป้งๆอย่างเสี่ยอธิป นายจตุพล มันไปอยู่ไหน...อย่าบอกนะว่ามันหนีรอดไปได้...ออกไปตามสิ...พวกมันยังคงหนีไปไม่ได้ไกล ไปๆๆ!”

ตำรวจส่วนหนึ่งแยกย้ายกันไป ทันใดนั้นตำรวจสองนายจับตัวผู้ใหญ่ชวดกับเจ๊ช้างมา มาวินเข้าไปตะคอกถาม

“แก...แกรู้ใช่ไหมว่าเสี่ยอธิปหนีไปไหน บอกมา! ถ้าแกให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ฉันจะช่วยให้แกได้ลดโทษ”

“ฉันไม่เคยขายนาย” ผู้ใหญ่ชวดตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน

มาวินเครียด สบถอย่างหัวเสียว่าอุตส่าห์จัดกำลังมาเต็มเหนี่ยว แต่จับตัวเป้งๆไม่ได้สักคน ตะโกนก้อง

“ไม่ว่าพวกแกจะอยู่ไหน ฉันจะล่าตัวมาเข้าคุกให้ได้”

มาวินตะโกนไม่ทันขาดคำ ก็ร้องลั่น เพราะถูกบูมเมอแรงลอยมาโดนหัวดังโป๊ก หันมองไปรอบตัวตวาดถามว่าใครวะ เห็นโอ้หัวเราะเยาะแล้ววิ่งหนี ก็ตะโกนสั่ง “จับตัวไอ้เด็กนั่นมาเร็ว ไป!!”

ooooooo

ที่โรงเรียน วันนี้สภาพวุ่นวายไปหมด พวกเด็กๆขอบตาดำกำลังนอนหงายเป็นเต่าทองดิ้น มือตะกายหัวเราะกันเอิ๊กอ๊ากเต็มสนามบอล บรรดาครูวิ่งดูเด็กๆกันจ้าละหวั่น ที่น่าสมเพชคือมีครูบางคนก็ลงนอนดิ้นกับเด็กๆด้วย

ครูฟ้าใสยืนมองจากหน้าต่างห้องฝ่ายปกครอง อุทาน “เกิดอะไรขึ้นกับนักเรียนของฉัน!”

ทันใดนั้น ปาล์มโผล่มาเกาะกระจกห้องร้อง “แฮ่...” พวกเด็กอื่นๆมากันมาเกาะกระจก ตามองในห้องอย่างกระหาย ทั้งนี้เพราะในห้องมีขนมสวีทโอปอล์ที่พงษ์พัฒน์ ยึดจากเด็กมาวางกองกันอยู่

บรรดาผู้ปกครองเด็ก มีทั้งพ่อ แม่ พากันถามอย่างข้องใจห่วงใยลูกหลานตัวเองว่า เด็กเป็นกันตั้งครึ่งค่อนโรงเรียนแบบนี้ ครูจะบอกว่าไม่ทราบสาเหตุได้ยังไง เด็กๆไปหาหมอตรวจแล้วก็บอกว่าไม่ได้เป็นโรค ไม่พบอะไร แต่อาการที่เห็นมันไม่ใช่ปกติธรรมดาแน่นอน

“คุณพ่อคุณแม่ขา...ทางโรงเรียนก็พยายามหาคำตอบสุดความสามารถแล้ว เราไม่ได้นิ่งนอนใจนะคะ... เด็กทุกคนก็เหมือนลูกในไส้อิฉัน เห็นพวกแกเป็นอย่างนี้ อิฉันก็ทรมานใจไม่ต่างจากคุณพ่อคุณแม่หรอกค่ะ...” ครูฟ้าใสเสียงสั่นแต่พยายามกลั้นน้ำตาไว้

พงษ์พัฒน์ขอความเห็นใจจากบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครอง อ้างว่าทั้งหมดนี้อาจเกิดจากแผนการรวมหัวกันต่อต้านฝ่ายปกครองของโรงเรียนก็ได้ พอถูกถามว่า หมายความว่าอย่างไร พงษ์พัฒน์ก็เริ่มแฉ หยิบถุงใบหนึ่งมาเทของออก พลางบอกผู้ปกครองว่า

“ก็เด็กๆชอบทำผิดกฎ...กระโปรงสั้น กางเกงสั้นผิดระเบียบ โบว์ดอกกุหลาบยักษ์ ถุงเท้ายาว แต่ที่หนักสุดคือถุงนี้” พงษ์พัฒน์หันไปหยิบอีกถุงหนึ่งมาเทเป็นขนมสวีทโอปอล์ “เด็กๆแอบกินขนมในห้อง นี่คือที่ผมยึดมาแค่ห้องเดียวนะครับ”

พอพงษ์พัฒน์เทสวีทโอปอล์ออกมา พวกเด็กๆที่เกาะกระจกอยู่ก็ตะกุยตะกายกันอย่างกระหาย

“ดูๆ” พงษ์พัฒน์ชี้ให้ดูพวกเด็กๆที่ตะกุยตะกายกระจก “พอเห็นของที่ถูกยึดก็ออกอาการ...เห็นไหมครับ” แม่เด็กคนหนึ่งถามว่าจะหาว่าเด็กๆประท้วงได้อย่างไร ในเมื่ออยู่ที่บ้านลูกตนก็เป็นแบบนี้ พงษ์พัฒน์ตะแบงไปว่า “เพื่อความแนบเนียนสมจริงยังไงครับ...โอเค...เดี๋ยวผมจะออกไปเจรจากับพวกเด็กๆดู แล้วทุกคนคอยดูนะครับ”

พงษ์พัฒน์หิ้วถุงสวีทโอปอล์ออกไป ครูฟ้าใสและพ่อแม่ผู้ปกครองพากันมองตามลุ้นๆ

พวกเด็กๆพากันรุมล้อมพงษ์พัฒน์จนต้องแหวกวงล้อมเด็กออกไป พลางร้องบอกทุกคนให้ใจเย็นๆ จากนั้นเปิดฉากเจรจากับปาล์มที่พงษ์พัฒน์อุปโลกน์ให้เป็นแกนนำนักเรียน แต่ปาล์มไม่สนใจการเจรจา ตะกุยตะกายจะเอาขนมอย่างเดียว พอไม่ได้ดั่งใจก็กระโดดกัดแขนพงษ์พัฒน์

เท่านั้นเอง เด็กๆก็กรูกันเข้ามารุมกัด พงษ์พัฒน์เอาไม่อยู่เลยวิ่งหนี สะดุดขาตัวเองหกล้มอีก เลยโดนเด็กๆ กระโจนเข้ามะรุมมะตุ้มจนปาล์มแย่งถุงขนมไปได้ พอได้ถุงขนมก็ไม่มีใครสนใจพงษ์พัฒน์ที่กลิ้งไม่เป็นท่าที่พื้นอีกเลย
ครูฟ้าใสคร่ำครวญสงสารเด็กๆถูกผู้ปกครองปรามว่าอย่ามาดราม่า ถ้าวันนี้ไม่เห็นการแก้ไขปัญหาที่ดีขึ้นเรื่องยาวแน่

แต่ขณะผู้ปกครองเดินออกจากห้องไปนั่นเอง ครูคนหนึ่งเดินอ้าวเข้ามาบอกครูฟ้าใสว่า

“ครูใหญ่ขา...แย่แล้วค่ะ คือ...คุณเมทินีค่ะ... ข้างนอก...”

ครูคนนั้นไม่ทันบอกอะไร เสียงเมทินีผ่านไมค์ก็ประกาศกร้าวท่ามกลางเสียงเฮสนับสนุนของบรรดาผู้ปกครองว่า

“พ่อแม่พี่น้อง...เราจะไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว...”

ครูฟ้าใสกับครูสาวคนนั้นพากันวิ่งออกไป พงษ์พัฒน์ ตะกายลุกขึ้น เห็นสวีทโอปอล์ตกอยู่เม็ดหนึ่งจึงหยิบขึ้นมาแตะๆลิ้น รู้สึกอร่อยเลยกินเข้าไปทั้งเม็ด ทำเสียง “อืมมม...อร่อย...”

เมทินียืนอยู่บนรถที่ติดเครื่องขยายเสียง พูดปลุกระดมเยี่ยงนักปลุกระดมทั้งหลายว่า

“เราจะช่วยลูกๆของเราให้พ้นทุกข์ทรมาน เราต้องการให้ใครหรือหน่วยงานของรัฐหรืออะไรก็ได้ ออกมาแสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์นี้ใช่ไหม...ลูกๆของเราไม่ใช่ผักไม่ใช่ปลา สนใจกันหน่อย!”

ครูฟ้าใสวิ่งเข้ามาไปหาเมทินี แต่พอเห็นนักข่าวก็ร้องว้าย...ยกมือป้องหน้าบอกว่าอย่าถ่ายค่ะ...อย่าถ่าย

“อย่าขัดขวาง เราแค่ชุมนุมเรียกร้องอย่างสงบ อย่าทำให้เราตกใจ ไม่งั้นเราอาจจะทุบ เผา ทำลายข้าวของได้” เมทินีกร้าวใส่ ครูฟ้าใสบอกว่าทางโรงเรียนกำลังหาทางแก้ปัญหาอยู่ ขอให้เป็นหน้าที่ของทางโรงเรียนเถิด เมทินีสวนไปทันทีว่า “เราไม่รออีกต่อไปแล้ว ในเมื่อโรงเรียนไร้ประสิทธิภาพ ปกป้องลูกน้อยของเราไม่ได้ พวกเราก็จะรวมพลังกันจัดการเอง”

ขณะครูฟ้าใสกำลังเจรจาขอร้องเมทินีอย่าทำอย่างนี้กับโรงเรียนอยู่นั้น พงษ์พัฒน์ก็วิ่งอ้าวมาช่วยครูฟ้าใส หาว่าพวกผู้ปกครองทำร้ายจิตใจครูฟ้าใสมากไปแล้ว จ้องเมทินีตาขวาง ตะโกนถาม
“คิดว่าเป็นพ่อเป็นแม่...แฮ่...” พงษ์พัฒน์เริ่มออกอาการ กล้ามเนื้อที่หน้าเริ่มกระตุกร้องแฮ่ๆตะโกน “คิดว่าเป็นพ่อแม่แล้วจะทำอะไรก็...แฮ่...ทำยังงี้...แฮ่...” ปากร้องขู่แฮ่ๆ กล้ามเนื้อที่ใบหน้าก็กระตุกดึ๊กๆแรงขึ้นถี่ขึ้น

“ครูพงษ์พัฒน์ ครูเป็นอะไร” ครูฟ้าใสตกใจ แล้วอยู่ๆพงษ์พัฒน์ก็ลงไปนอนหงายดิ้นมือตะกุยเหมือนเด็กๆที่เป็นกัน

“พี่ๆนักข่าวถ่ายไปเลย เอาไปออกข่าว บอกให้สังคมรู้ความจริงว่านักเรียนและครูโรงเรียนนี้กำลังตกเป็นเหยื่อขององค์กรลับที่ใช้ลูกๆเราเป็นหนูทดลองพัฒนาอาวุธชีวภาพ อิฉันในฐานะตัวแทนผู้ปกครองเด็กทุกคน ขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมารับผิดชอบ แก้ปัญหานี้ภายในสามวัน!”

“เฮ...ป๊อกๆๆ” มีเสียงเฮพร้อมกับเสียงเคาะเป็นสัญลักษณ์ดังขึ้น“ถ้าไม่มีการแก้ปัญหานี้ อิฉัน...ขอเอาเกียรติของไฮโซมหาเศรษฐีอันดับต้นๆของประเทศเป็นประกันว่า อิฉันจะทำให้เรื่องนี้ใหญ่โตระดับโลกแน่... อิฉันไม่ได้ขู่นะ แต่อิฉันรู้จักผู้ใหญ่ในวงการสีต่างๆ และก็มีเพื่อนไฮโซต่างประเทศเพียบ! อยากดังไปทั่วโลกก็ลองดู!”

“เฮ...ป๊อกๆๆ”

เมทินียังปลุกระดมพ่อแม่ผู้ปกครองต่อไปอย่างเมามัน

“โรงเรียนฉัน...พินาศก็คราวนี้แหละ...” ครูฟ้าใสครวญทำท่าจะเป็นลม

ooooooo

เพราะร้านพริมโรสถูกสั่งปิด เต๋ากับเต้ยจึงไปทำงานที่ร้านเค้ก คืนนี้ ขณะภัทรดนัยอยู่ที่ร้านเค้กนั้น

ต่างตกใจเมื่อทีวีออกข่าวว่า

“สถานการณ์ของอาการประหลาดที่กำลังเกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนทั่วประเทศขณะนี้ กำลังลุกลามมากขึ้นนะคะ ภาพที่คุณผู้ชมเห็นขณะนี้ เป็นโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดที่นักเรียนมีอาการนี้มากที่สุด และหนึ่งในนั้นคือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณเมทินี เศรษฐีอันดับต้นๆของประเทศ เราลองไปฟังกันดู”

ภาพข่าวเป็นตอนที่เมทินีประกาศจะใช้เส้นสายของตนเอาเรื่องกับทางโรงเรียนให้ถึงที่สุด ภัทรดนัยถามเค้กว่า เมทินีมีเส้นสายเยอะขนาดนั้นเลยหรือ พูดแล้วฉุกคิดได้ ร้อง “เฮ้ย...คิดออกแล้ว”

ภัทรดนัยวิ่งเข้ามาในร้าน ถามเต๋ากับเต้ยว่าติดต่อกริสน์กับพิมมาดาได้ไหม ทั้งสองส่ายหน้าบ้องแบ๊ว

“โอย...ติดต่อมันไม่ได้แล้วจะช่วยมันยังไงวะเนี่ย...” ภัทรดนัยส่ายหัวงุ่นง่าน

ooooooo

พิมมาดาขับรถกระบะหนีจากหมู่บ้านชายหาด จนน้ำมันหมดบนถนนลูกรังที่ห่างไกลและเปลี่ยว

กริสน์ตัดสินใจพากันลงเดินไปทั้งที่ไม่รู้ว่าตรงนี้เป็นที่ไหน และข้างหน้าคืออะไร เพราะขืนอยู่ตรงนี้มีหวังถูกพวกนั้นตามมาเอาตัวไปแน่

กริสน์ถามพิมมาดาว่ามีโทรศัพท์ไหม ปรากฏว่าโทรศัพท์ของเธอโดนยิงพังไปแล้ว เขาจึงรีบพาทุกคนรีบเดินจากที่นั่นไปให้เร็วที่สุด

เดินไปได้ไม่นานก็มีปัญหามากมาย ไหนจีจ้าจะร้องหิวน้ำเดินไม่ไหว จนกริสน์ต้องเอาขึ้นขี่หลังไป แจ๊สกับโจ๊กก็ทะเลาะกัน เพราะแจ๊สถูกใบหญ้าบาดงอแงไม่ยอมเดินต่อ โจ๊กโมโหผลักแจ๊สให้เดิน เลยโต้เถียงจนเกือบลงมือกัน

ทั้งเสียงแจ๊สกับโจ๊กทะเลาะกัน เสียงจีจ้าที่ร้องงอแงว่าหิวน้ำตลอดทาง ทำให้กริสน์เครียด สั่งให้ทุกคนเงียบ แต่คำสั่งของเขาไม่ศักดิ์สิทธิ์เสียแล้ว เด็กๆยังส่งเสียงกันไม่หยุด จนพิมมาดาทนไม่ได้ กลั้นใจแผดเสียงกรี๊ดออกมา

ทุกคนตกใจ หยุดเงียบกริบ รวมทั้งกริสน์ด้วย พิมมาดาพูดระบายอารมณ์อย่างเครียดจัดว่า

“ยังจะทะเลาะกันอีก ยังไม่รู้ตัวกันอีกใช่ไหมว่าที่ผ่านมา ทุกคนโชคดีแค่ไหนที่รอดชีวิตมาได้ เราไม่ได้อยู่ชีวิตประจำวันนะ จะได้มาทำตัวง้องแง้งแบบนี้ ทุกคนโตได้แล้ว เราต้องสามัคคีกันเพื่อผ่านพ้นอุปสรรคไปให้ได้สิ!”

“ว้าว...น้าพิมพูดมีเหตุผลนะ” กริสน์ทำเสียงตื่นเต้นมาก พวกเด็กๆก็อึ้งไปกันหมด พิมมาดายังพูดต่ออย่างอัดอั้นว่า

“ขอให้ทุกคนสำนึกตัวไว้เสมอว่า เวลานี้น้าคือเจ้าแม่ยาเสพติด ร้านถูกตำรวจยึด หลานๆออกจากโรงเรียน เงินจะซื้อข้าวกินยังไม่มี จะโทร.ให้ใครมาช่วยก็ไม่ได้ เหลือแต่ตัวเปล่าๆไม่มีอะไรเลย หนีเสือปะจระเข้ เพราะน้าไม่ดี น้ามันโง่โดนหลอก โดนทั้งตำรวจและผู้ร้ายหลอก”

ทีแรกกริสน์ก็ชื่นชมว่าพิมมาดาพูดมีเหตุผล แต่ฟังๆไปรู้สึกตัวเองถูกพาดพิง เลยขัดขึ้นว่า

“คุณพิม ผมขอโทษ เด็กๆทุกคน น้าผิดเอง ที่น้าไม่มีความสามารถพอที่จะกระชากหน้ากากผู้ร้ายออกมาได้ แต่น้าขอเอาชีวิตน้าเป็นเดิมพัน น้าขอสัญญาว่า อีกไม่นานชีวิตของทุกคนจะกลับมาเป็นปกติกลับไปอยู่ที่จุดเดิม”

พิมมาดาถามว่าจุดเดิมคืออะไร กริสน์บอกว่า คือจุดที่เธอกับหลานๆอยู่กันมาอย่างปกติสุข ก่อนที่ตนจะเข้ามาทำให้เธอเดือดร้อน พิมมาดาบอกเขาว่าให้หยุดพูดเถอะ ถ้าจะมีคนผิด ตนนั่นแหละผิด

“พอๆๆๆๆ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาแย่งกันเป็นคนผิด เอ้า...ไป เดินต่อ อย่าท้อถอย”

กริสน์เอาจีจ้าขึ้นหลังอีกมือจูงแจ๊ส ส่วนพิมมาดากับโจ๊กเดินตามมาห่างๆ

ooooooo

โชคดีที่เดินไปเจอกระท่อมหลังหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ทุกคนดีใจ แต่ก็กังวล กริสน์ให้พิมมาดาและเด็กๆซ่อนตัวไว้ก่อน ตัวเองเดินเข้าไปร้องเรียก จนชายแก่ออกมา กริสน์บอกว่าตนหลงทางมา มีเด็กและผู้หญิงด้วย แล้วให้พิมมาดากับเด็กๆออกมาโชว์ตัว

ครู่หนึ่ง ชายแก่พาทุกคนเข้าบ้าน จัดอาหาร ผลไม้ และน้ำมาให้กิน ทุกคนกินกันอย่างหิวโหย ชายแก่บอกทุกคนว่า

“เอา...เดี๋ยวกินเสร็จก็ไปล้างเนื้อล้างตัวเสีย มอมแมมเหลือเกิน แล้วถ้าอยากนอนก็กระท่อมท้ายสวนตรงโน้น แต่ถ้ากลัวข้าก็ไม่ต้องนอน อยากไปต่อก็ไป ตามสบาย” พูดแล้วก็เดินออกไป

หลังจากกินข้าวอิ่มแล้ว ทุกคนไปอาบน้ำ พิมมาดากับแจ๊สและจีจ้านุ่งผ้าขาวม้าอาบ แจ๊สกับจีจ้านั่งเรียงกันให้น้าอาบน้ำขัดตัวให้ ส่วนกริสน์ก็อาบกับโจ๊กไม่ห่างกันนัก ทั้งกริสน์และพิมมาดาต่างลอบมองกันเป็นระยะ พอสบตากันต่างก็หลบ

อาบน้ำเสร็จ พิมมาดาเป็นคนเอาผ้าขาวม้าห้าผืนไปผึ่งที่ราว กลับเข้ามาที่บ้านท้ายสวน เห็นเด็กๆนอนหลับกันหมดแล้ว โดยมีกริสน์นั่งคอยปัดยุงให้

“คุณไปนอนเถอะ เดี๋ยวฉันปัดยุงให้หลานเอง” พิมมาดาเอ่ยเสียงอ่อน กริสน์เกี่ยงให้เธอนอนเสียตนจะดูแลเด็กๆเอง พิมมาดาเดินไปนั่งพิงข้างฝา พึมพำว่า “ฉันไม่นอน ตาลุงไว้ใจได้แค่ไหน ไม่รู้” พูดพลางยกหัวโจ๊กให้หนุนตักตน

ทั้งคู่ต่างเกี่ยงให้อีกฝ่ายนอน กริสน์ทำเป็นยอมหลับตา แต่นอนไม่หลับ ลืมตาขึ้นบอกเธอว่า

“ไม่ง่วง หรือง่วงแล้วไม่นอน จะแบบไหนก็นอนเถอะคุณ ไม่ต้องอวดเก่งหรอก แล้วก็ไม่ต้องกลัวด้วย เพราะผมจะนั่งเฝ้าให้เอง ผมจะไม่ให้ใครหรืออะไรมาทำร้ายคุณกับเด็กๆได้แน่ เชื่อใจผม”
พิมมาดาทำเสียงรำคาญบอกว่าอย่าเซ้าซี้บอกว่าไม่นอนก็ไม่นอน กริสน์เลยหยุดพูด ทำเป็นนอน ครู่เดียวก็เห็นพิมมาดานั่งสัปหงก แล้วค่อยๆไหลมาซบบ่าเขา กริสน์ปล่อยให้เธอซบอยู่อย่างนั้น ความรู้สึกภายในเริ่มต่อสู้กันอีกครั้ง นาทีนี้รู้สึกมีความสุขแต่พอคิดแล้ว...

กลับเศร้า...ยุ่งยากใจ

ooooooo

รุ่งขึ้น พิมมาดาตื่นขึ้นมา พบว่าตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของกริสน์ มองไปที่มือตัวเองพบว่า

กุมมือกริสน์อยู่ ตกใจมองเต็มตาพบว่าตัวเอง

กอดกริสน์อยู่เต็มตัว...

พิมมาดาผละออกโวยวายพลางทุบตีกริสน์ “เฮ้ย ...ไอ้คนเลว คนฉวยโอกาส นี่แน่ะๆๆ”

“เฮ้ย...อะไรคุณ” กริสน์ปัดป้อง พิมมาดากล่าวหาว่าเขาเป็นชุดว่าฉวยโอกาส กอดตน จับมือตน แต๊ะอั๋งตน “ผมจะไปอยากจับมือคุณทำไม จะบอกให้ว่า เมื่อคืนคุณหลับ แล้วก็มาซบบ่าผม ผมยังไม่ว่าสักคำ”

พลันทั้งสองก็ชะงัก มองไปรอบตัว เด็กๆหายไปหมดแล้ว รีบลุกออกไปดูได้ยินเสียงเด็กๆหัวเราะวิ่งหลบไปอยู่หลังต้นไม้ เดินไปดู จึงเห็นว่าเด็กๆกำลังถูกชายแก่เอาตัวหนอนมาไล่หลอก เล่นอยู่ แต่ทั้งสองนึกว่าชายแก่ทำอะไรเด็ก

พอรู้ว่าชายแก่เอาหนอนหลอกเด็ก จีจ้าโผล่มาบอกน้าพิมเสียงใสร่าเริงแจ่มใสว่า

“หนอนน่ากลัวมากเลยน้าพิม”

“น้ากริสน์ ลุงเขาเล่นกะเรา” โจ๊กร้องบอก

“แถมเมื่อเช้ายังมาปลุกพวกเราไปกินอาหารเช้าแล้วด้วย” แจ๊สอวด

“เหรอคะ...ขอบคุณนะคะและขอโทษด้วย” พิมมาดาเอ่ยกับชายแก่ตีหน้าแหยๆ

“ไม่เป็นไร...ข้าเข้าใจ เออ...ตื่นก็ดีแล้ว แล้วพวกเอ็งจะเอายังไงกันต่อ” ชายแก่ถามอย่างอาทร

ooooooo

ที่ร้านเค้ก...

ภัทรดนัยมาขลุกอยู่ที่ร้านเค้ก สถานที่ติดต่อที่รู้กันกับกริสน์ ช่วยทำโน่นทำนี่ไปตามประสา แต่สายตาคอยชำเลืองที่โทรศัพท์ หูคอยฟังเสียงโทรศัพท์ ทันใดนั้นมีเสียงเรียกเข้า ภัทรดนัยจะพุ่งไปรับ ถูกเค้กแย่งไปก่อน

“ฉันเอง...สวัสดีค่ะ คุณกริสน์...คุณกริสน์ยังสบายดีใช่ไหมคะ เป็นยังไงบ้าง ตอนนี้อยู่ที่ไหน” เค้กถามอย่างตื่นเต้น

“คุณเค้ก ผมยังไม่มีเวลาอธิบาย ช่วยเรียกไอ้ภัทรดนัยมาพูดก่อน ผมมีเวลาน้อย” กริสน์ใช้มือถือ สีหน้าเครียด

เค้กก็ยังรำพันความคิดถึง อยากจะคุยด้วย แต่หยุดฟังปลายสายแล้วรีบบอก “ค่ะๆๆเค้กไม่คุยแล้ว

เอ้าคุณกริสน์เขาจะพูดกับนาย” เค้กส่งโทรศัพท์ให้ภัทรดนัยงอนๆ

ภัทรดนัยเอื้อมมือจะไปรับ ก็ถูกเต้ยตัดหน้าแย่งไปก่อน พอเอาโทรศัพท์ไปได้ ก็เจ๊าะแจ๊ะ ทักทายเสียงอ่อนเสียงหวาน เต๋าไม่ยอมแย่งเอาไปคุยบ้าง

“ไปเรียกไอ้ภัทรดนัยมาคุยเร็วๆ” เสียงกริสน์ตึงเครียดจนเต๋ารีบส่งโทรศัพท์ให้ภัทรดนัย เขารับไปบ่นๆว่า

“เออ...รอจนจะหัวใจวายแล้ว...ได้ๆแกจะให้ฉันไปรับแกที่ไหน...หา! แกไปทำอะไรที่นั่นวะ!”

ภัทรดนัยวางสายแล้วรีบออกไปนอกร้านทันที

กริสน์คุยกับภัทรดนัยเสร็จ ก็ส่งโทรศัพท์เก่าคร่ำคร่าคืนให้ชายแก่ เอ่ยอย่างปีติตื้นตันว่า

“คุณลุงคือเทวดามาโปรดจริงๆ”

“คุณลุงใจดีที่สุดในโลกเลย” พิมมาดายิ้มแย้ม แล้วทั้งกริสน์และพิมมาดาก็นั่งลงไหว้ขอบคุณชายแก่

พวกเด็กๆเห็นดังนั้น พากันนั่งลงไหว้ชายแก่กันเป็นแถว ชายแก่ยิ้มน้ำตาคลอขณะเอ่ยด้วยความรัก เมตตาว่า

“ขอให้เอ็งครองรักกันไปจนแก่เฒ่า ผลิตลูกดีๆ เก่งๆแบบนี้ออกมาอีกเยอะๆ ประเทศเราจะได้เจริญ...”

นาทีนี้ แม้กริสน์กับพิมมาดาจะกระอักกระอ่วนใจ มองกันทำหน้าไม่ถูก แต่ก็ไม่ต้องการทำลายความรู้สึกดีๆของลุงผู้อารีย์ได้ จึงได้แต่ยิ้ม และนิ่งเหมือนน้อมรับความรัก ความปรารถนาดีของคุณลุง...

ooooooo

ภัทรดนัยเดินออกจากร้านอย่างรีบร้อน เค้กวิ่งตามมาถามว่าจะไปหากริสน์ใช่ไหม จะตามไปด้วย ภัทรดนัยตอบรีบๆห้วนๆว่า “คุณไปไม่ได้”

“ทำไมจะไปไม่ได้ ฉันเคยช่วยนายหลอกล่อพวกตำรวจนอกเครื่องแบบมาแล้ว ฉันช่วยนายได้แน่ๆ”

“พวกเราจะไปด้วย” เต๋ากับเต้ยวิ่งแดะๆตามมา

“งานนี้มันไม่เหมือนงานที่แล้ว ไม่มีใครช่วยได้ ถึงช่วยได้ก็ไม่เอา และที่สำคัญฉันไม่ต้องการคนช่วย กลับไปร้าน”

“ไม่กลับ” เค้ก เต๋า และเต้ย สะอึกเข้าไปไม่ยอมถอย

ภัทรดนัยเลยทำอุบายบอกว่า กริสน์จะกลับมาที่นี่ ถ้าอยากเจอกริสน์ก็ต้องรอที่นี่

เต๋ากับเต้ยไม่ยอม บอกว่าเขาหลอกพวกตน ภัทร–ดนัยเลยทำเป็นไม่แคร์ บอกว่า

“ถ้านายไม่เชื่อก็ตามใจ แต่ถ้ากริสน์มาแล้วไม่เจอใคร เข้าร้านไม่ได้ แล้วมันหนีไปซ่อนตัวที่อื่น ก็อย่ามาโวยวายกัน” พูดแล้วเปิดประตูรถขึ้นไปนั่งที่คนขับเลย ร้องบอกอีกครั้งว่า “เอ้า...ใครจะไปหรือไม่ไป ผมให้เวลาคิดสิบวินาที ไม่งั้นไม่รอแล้ว”

ภัทรดนัยปิดประตูแล้วเปิดกระจก เริ่มนับถอยหลัง สิบ...เก้า...

เต๋า เต้ย และเค้ก สุมหัวกันปรึกษาว่าจะเอาไงดี เต๋าฟันธงว่าภัทรดนัยหลอกพวกเรา กริสน์จะไม่มาที่ร้านแน่ๆ เค้กถามว่า แล้วถ้ามาล่ะ เต้ยตัดบทว่า

“ไม่มีหรอก ยังไงฉันก็จะไปด้วย”

ระหว่างที่ทั้งสามสุมหัวปรึกษากันนั้น ภัทรดนัยแอบเลื้อยจากที่นั่งคนขับข้ามไปออกประตูอีกด้านหนึ่ง หลบๆแล้วมุดออกจากรถไปเลย

ทั้งสามได้ข้อสรุปพอดี เต้ยหันมาบอกว่า “สรุปพวกเราจะไปทั้งหมด” เค้กกับเต๋าเปิดประตูรถขึ้นไปนั่ง เต๋าสั่งให้ออกรถได้แล้ว แต่ปรากฏว่าไม่มีภัทรดนัยอยู่ในรถแล้ว

“กรี๊ดๆๆ หายไปไหน หายไปได้ยังไง นายภัทร–ดนัย...ฉันเกลียดนาย!!” เค้กแผดเสียงอย่างแค้นใจ

ooooooo

ที่บ้านเมทินี...

ปาล์มถูกจับมัดขึงพืดไว้กับเตียง ออกแรงดิ้นจนเนื้อกระเพื่อมก็ไม่หลุด เลยร้องตะโกนให้ปล่อย...ปล่อยตนเดี๋ยวนี้

เมทินีเดินเข้ามาท่าทางเหนื่อยอ่อน เห็นปาล์มดิ้นรนร้องโวยวาย ก็เดินเข้าไปปลอบ

“โถ...ลูกปาล์มของหม่ามี้ อย่าดิ้นนะคะยิ่งดิ้นก็ยิ่งเจ็บเปล่าๆ มันอาจจะทรมาน อดทนหน่อยนะคะ หม่ามี้กำลังทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยลูกปาล์มให้เป็นปกติอยู่นะ”

“หม่ามี้...” ปาล์มอ้อน “ปาล์มเจ็บ ปล่อยปาล์ม นะครับ แขนปาล์มจะหลุดอยู่แล้ว หม่ามี้ทำกับลูกชายตัวเล็กๆคนนี้ได้ยังไง...หม่ามี้ไม่สงสารปาล์มแล้วเหรอ...”

เมทินีบอกว่าสงสาร แล้วจะเข้าไปปล่อย แม่บ้านร้องห้ามเสียงหลงว่าอย่าใจอ่อน อย่าปล่อย เมทินีชะงัก บอกปาล์มว่า

“ลูกปาล์ม...หม่ามี้ปล่อยไม่ได้ ไม่อย่างนั้นลูกปาล์มจะไม่หาย หม่ามี้ขอโทษนะคะ” เมทินีร้องไห้ หันหลังจะเดินออกไปแต่เกิดซวนเซจะล้มเพราะหน้ามืด แม่บ้านรีบเข้าประคองไว้

“คุณผู้หญิงคะ...อุ่นว่าคุณผู้หญิงขึ้นห้องไปพักบ้างเถอะค่ะ กลางวันประท้วง กลางคืนดูแลลูก มันไม่ไหวนะคะ”

“หม่ามี้ขอโทษ” เมทินีเอ่ยกับปาล์มแล้วเดินออกจากห้องไป

“หม่ามี้...” ปาล์มแผดเสียงเรียก แล้วด้ินอาละวาด อยู่คนเดียว...

ooooooo

เมทินีกลับเข้าไปที่ห้องนอน โยนกระเป๋าถือไปที่เตียง ถอดเครื่องประดับวางๆโยนๆอย่างไม่สนใจ แล้วเดินไปนั่งที่เตียงอย่างเหนื่อยอ่อน พลันก็เอะใจ เมื่อมีลมพัดเข้ามาสัมผัสตัว หันมองเห็นหน้าต่างเปิดอยู่ จึงลุกไปดู

ที่กระจกหน้าต่าง เมทินีเห็นเงาของใครคนหนึ่ง มองแวบเดียวก็จำได้ว่าเป็นกริสน์

“คุณกริสน์...” เมทินีดีใจมากวิ่งออกไปกอด พลันก็ชะงักเพราะมีคนอื่นยืนอยู่ด้วย เธอผละออกถามงงๆ “มันเรื่องอะไรกันคะเนี่ย”

“พี่ครับ ผมมีเรื่องอยากให้พี่ช่วยหน่อยนะครับ” กริสน์เอ่ยขึ้น

เมทินีถอยไปทางประตูพยายามจะออกไป กริสน์พรวด ไปขวางไว้  “ฟังก่อนครับคุณนี ผมไม่ได้จะมาทำร้ายคุณ”

“คุณกริสน์...อย่าหลอกนี” เมทินีถอยพลางคว้าแจกันประดับถือไว้ “แต่ถ้าคิดว่านีจะยอมคุณง่ายๆก็ลองดู!”

ภัทรดนัยหยอกว่าเมื่อกี้ยังเห็นกอดกริสน์กลมดิกอยู่เลย

“เมื่อกี้ฉันลืมตัวลืมไปว่า คุณกริสน์ไม่ใช่คนเดิมที่ฉันเคยรู้สึกดีๆด้วยอีกแล้ว...แต่คุณ...เป็นพ่อค้ายาเสพติด”

“เราถูกจัดฉากใส่ร้าย...คนร้ายจริงๆยังลอยนวลอยู่เลย ผมเลยอยากขอร้องให้คุณนีช่วย” ภัทรดนัยช่วยชี้แจง

“ช่วย...จะให้นีช่วยอะไร ดูๆทั้งคุณ ทั้งเพื่อนคุณจ้องนีตาเป็นมันขนาดนี้ นีรู้นะว่าอดใจไม่ไหว คิดจะทำมิดีมิร้ายนีใช่ไหม”

“ไม่คิด!” สองหนุ่มตอบพร้อมกัน

เมทินีบอกว่าไม่เชื่อ พิมมาดาจึงโพล่งทะลุกลางปล้องขึ้นว่า “คุณเมทินี นายปาล์มลูกชายคุณติดยา!” เมทินีตกใจถามว่าอะไรนะ พิมมาดาอธิบายว่า “นายปาล์ม แล้วก็เด็กๆที่มีอาการแปลกๆ เป็นเพราะยาเสพติดที่อยู่ในขนมสวีทโอปอล์”

“น้าพิมพูดจริงๆนะคะไม่ได้โกหก” แจ๊สช่วยยืนยัน โจ๊กกับจีจ้าช่วยกันรับรอง

กริสน์เอาเอกสารออกมาให้เมทินีเห็นจะจะ บอกว่า

“ผมมีหลักฐาน นี่เอกสารสูตรเคมีที่ใช้เป็นส่วนผสมของขนมสวีทโอปอล์ ตัวสีแดงที่เห็นในเอกสารคือ ชื่อเคมีของยาเสพติดแบบใหม่ชนิดหนึ่ง”

“ฉันอ่านไม่รู้เรื่อง แล้วคิดว่าฉันจะเชื่อเอกสารแผ่นเดียวนี่เหรอ”

ทันใดนั้น เสียงปาล์มครวญครางออกมา กริสน์ฉุกคิดได้ คว้ามือเมทินี

“งั้น...ผมจะพิสูจน์ให้ดู”

“ช่วยด้วย...โดนผู้ชายฉุด...” เมทินีตะโกนขอความช่วยเหลือ

ooooooo

มือปราบพ่อลูกอ่อน

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด