ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

มือปราบพ่อลูกอ่อน

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

มือปราบพ่อลูกอ่อน ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

พิมมาดา หญิงสาวโสดเจ้าของร้านดอกไม้ แต่ต้องเลี้ยงดูหลานๆวัยซน 3 คน เนื่องจากพี่ชายและพี่สะใภ้เสียชีวิตเพราะรถคว่ำ เธอจึงต้องเป็นคุณแม่จำเป็นเลี้ยงหลานทั้งสาม ซึ่งแต่ละคนมีความเฉพาะตัวที่ต่างกันลิบลับ แต่ที่แน่ๆคือทำให้เธอปวดหัวได้ทุกคน

เด็กทั้งสามคือ แจ๊ส สาวน้อยวัย 15 เป็นคนเรียนหนังสือเก่งแต่ชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว รองลงไปคือ โจ๊ก ในวัย 10 ขวบ ที่ไม่ชอบการเรียนหนังสือแต่คึกคะนองและรักอิสระ ส่วนคนสุดท้ายคือจีจ้าหนูน้อยช่างเจรจาร่าเริงจอมทะเล้นประจำบ้าน

เช้านี้ กว่าจะปลุกหลานๆให้ตื่นไปโรงเรียนกันได้ก็เล่นเอาเหนื่อย ไม่เพียงแต่หลานๆเท่านั้นที่ปลุกยากเย็น แม้แต่เจ้าป๊อปคอร์นหมาที่บ้านก็ติดนิสัยคน มันนอนแผ่อยู่หน้าห้อง พอปลุกมันก็โงหัวขึ้นมาดูแล้วนอนต่อ จนต้องหลอกมันว่ามีคนซื้อขนมมาให้ มันจึงลุกขึ้นวิ่งออกไปทันที

ทุกวัน พิมมาดาต้องวิ่งรอกปลุกหลาน และหมาจนแทบไม่มีเวลาที่จะดูแลตัวเอง...

ooooooo

ที่ท่าเรือ...ในบริเวณโกดังสินค้า ท่ามกลางเปลวแดดที่แผดจ้า รถสองคันตะบึงเข้ามาจอดที่ลานหน้าโกดัง คันแรกมีชายฉกรรจ์นั่งมา 5 คน ส่วนคันที่สอง มีเดชที่หน้าตาเหมือนตุ๊กตาเสียกบาลเป็นคนขับ คนที่นั่งคู่มาคือ กริสน์ไว้ผมยาวเด้ดร็อก ไว้หนวดเครา ใส่ตุ้มหู บนหัวมีแว่นดำคาดอยู่ ผู้ที่นั่งข้างหลังคืออธิป อดีตเจ้าพ่อที่ประกาศล้างมือจากธุรกิจผิดกฎหมายนั่งถือโทรศัพท์ไอโฟน 4 เลื่อนดูรูปโอปอล์ลูกสาวคนเดียวที่ส่งไปอยู่โรงเรียนประจำอย่างเพลิดเพลิน
“ถึงเวลาที่ฉันจะต้องล้างมือเสียทีแล้ว” อธิปรำพึงขึ้นมาลอยๆ

กริสน์ที่ทำหน้าที่บอดี้การ์ดประจำตัวรีบเอาเจลล้างมือจากกระเป๋าส่งให้ ถูกอธิปคว้าเจลปาใส่อย่างหงุดหงิด แต่รถตกหลุมเลยพลาดไปโดนเดชเข้าอย่างจัง เดชโวยว่าตนทำผิดอะไรหรือ อธิปไม่สนใจ ด่ากริสน์ซึ่งที่แท้เป็นตำรวจสายสืบปลอมตัวมาเป็นบอดี้การ์ดของเขาและเปลี่ยนชื่อเป็นกรด ด่ากรดว่าโง่สุดๆ บอกเดชให้อธิบายนัยยะของคำว่า “ล้างมือ” ที่ตนพูดหน่อยว่าหมายถึงอะไร

เดชอธิบายเป็นคุ้งเป็นแคว เริ่มตั้งแต่คัมภีร์ไบเบิ้ล จนมาถึงคำอธิบายในพจนานุกรมว่า หมายถึงการวางมือ การลาออกจากวงการ เดชร่ายยาวเสียจนอธิปบอกให้เอาแค่สั้นๆก็พอ กริสน์ตัดบทว่าเข้าใจแล้ว หันไปถามอธิปว่าจะลาออกจากวงการอะไรหรือ

“วงการเกษตรกรสวนผสมมั้ง” อธิปประชดทำหน้าอ่อนใจ แล้วยื่นโทรศัพท์ให้ดูรูปโอปอล์ พูดอย่างหลงใหลว่า “โอปอล์ควรจะมีชีวิตอยู่ในสังคมที่ดีงาม อุดมด้วยปัญญาปราศจากพิษภัย เพราะฉะนั้นธุรกิจเลวร้ายทั้งหมดที่ฉัน

เคยทำมา ไม่ว่าค้าอาวุธ ค้าคน หรือค้ายาเสพติด ฉันจะเลิกให้เกลี้ยง!”

ooooooo

เมื่อรถจอด กริสน์ในมาดบอดี้การ์ด จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่แล้วบรรจงดึงแว่นดำลงมาที่ตา เปิดประตูรถลงมากวาดตาไปรอบๆด้วยมาดสุดเท่

ที่ด้านบนโกดัง กำลังตำรวจภายใต้การนำของภัทรดนัย มีจ่าเม้งและตำรวจอื่นอีกหลายนาย ส่องกล้องซุ่มจับตาดูอยู่ จ่าเม้งหันไปรายงานผู้บังคับบัญชาทีมที่ก้มหน้าก้มตาตรวจลอตเตอรี่อยู่ว่า

“หัวหน้าครับ เสี่ยอธิปมาถึงแล้วครับ”

ภัทรดนัยพูดโดยไม่ละสายตาจากการตรวจลอตเตอรี่ อย่างรำคาญใจที่ถูกเรียกขัดจังหวะว่า

“จะเรียกทำไม คนยิ่งเสียๆอยู่ พวกแกจับตาไว้ให้ดี ถ้าสายสืบของเราได้หลักฐานที่แน่นชัดเมื่อไหร่ว่าเสี่ยอธิปไม่ได้วางมือจากธุรกิจผิดกฎหมายจริงๆอย่างที่ประกาศ สายของเราจะส่งสัญญาณมา แล้วเราถึงบุกเข้าจับกุมทันที เข้าใจไหม!”

จ่าเม้งรับทราบ แล้วพูดอ้อมแอ้มว่า “หัวหน้าครับ...ขอยืมตรวจบ้างได้ไหมครับ...” เลยถูกอธิปยกมะเหงกให้แล้วก้มหน้าก้มตาตรวจลอตเตอรี่ต่อ

ooooooo

อธิปนัดทาเคชินักธุรกิจญี่ปุ่นส่งของกันที่นี่ หลังจากอธิปตรวจของแล้ว สั่งให้กริสน์จ่ายเงินให้ทาเคชิ กริสน์พยายามชะเง้อมองของในลังแต่ไม่เห็น

ส่วนบนโกดังที่ภัทรดนัยซุ่มอยู่ พากันจ้องเขม็งพร้อมที่จะทำงานทันทีเมื่อได้รับสัญญาณจากสาย ภัทรดนัยลุ้นเบาๆให้กริสน์ถอดแว่นอันเป็นสัญญาณที่นัดกันไว้ แต่กริสน์ก็ไม่ถอดสักที พวกตำรวจเลยได้แต่จ้องตาไม่กะพริบอยู่บนนั้น

หลังจากรับเงินแล้ว ทาเคชิจะเดินทางกลับ ผ่านกริสน์ ที่ใส่แว่นดำแสนเท่ ก็มองอย่างชอบใจมาก ถามว่านี่เป็นเรย์–แบนด์คลาสสิกเวอร์ชั่นใช่ไหม เดินเข้ามาบอกให้ถอดมาดูหน่อย

กริสน์ลังเลเพราะนั่นคือสัญญาณให้ตำรวจลงมือ เขามองขึ้นไปบนหลังคาโกดังอย่างลำบากใจ ถูกอธิปตำหนิว่าเรื่องมาก กริสน์อ้างว่าตนกลัวรังสียูวีเอและยูวีบี

“ระหว่างรังสียูวีเอ ยูวีบี กับรังสีรองเท้าหนังเบอร์ 43 ของฉันแกจะเอาอะไรว่ามา” อธิปถามเหี้ยม ทำให้กริสน์จำต้องถอดแว่นส่งให้ทาเคชิ ฝ่ายนั้นรับไปอย่างตื่นเต้นดีใจมาก

กริสน์ หรี่ตาเหล่ไปทางที่พวกตำรวจซุ่มอยู่ ทำปากขมุบขมิบ “เป็นเรื่องแล้ว...”

“เฮ้ย ถอดแว่นแล้ว ฮั่นแน่...มีการมองเหล่มาหลิ่วตาให้ฉันด้วยเว้ย ไอ้กริสน์นี่มันชิลด์จริงๆเพื่อนฉัน ทุกคน ลุย!!”

ภัทรดนัยเก็บลอตเตอรี่และนำทีมตำรวจปฏิบัติการทันที...

ooooooo

ตำรวจจู่โจมออกมาเป็นโขยง มีทั้งวิ่งออกมา กระโดดลงมา และโรยตัวลงมากันอย่างเท่ กรูกันเข้ารุมล้อมอธิปและทาเคชิเอาไว้ ภัทรดนัยแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สั่งให้ยกมือขึ้น

จ่าเม้งนำกำลังไปเปิดลังสินค้า พบแต่ส้มยูสุของญี่ปุ่นในลัง เพื่อความแน่ใจ ภัทรดนัยสั่งให้ผ่าส้มพิสูจน์ ผ่าแล้วมีแต่เนื้อส้ม กริสน์ที่ยืนดูอยู่ถึงกับเบือนหน้าหนีอย่างทนดูไม่ได้

อธิปเยาะเย้ยว่าให้ไล่สายตำรวจออกไปเสีย ส่วนส้มพวกนี้ตนจะทำเยลลี่ผลไม้เพื่อนำมาเป็นสินค้าตัวแรกของโรงงานขนมดีมีประโยชน์ยี่ห้อ สวีทโอปอล์

“แล้วทำไมไม่นัดกันแบบ ปกติทำไมต้องทำอย่างกับนัดส่งยาบ้า” ภัทรดนัยถามเชิงต่อว่า

“อ้าว...ก็ผมชิน เคยแต่นัดส่งของแบบนี้มาสามสิบกว่าปี จะให้ผมไปนัดแบบอื่น ผมทำใจไม่ได้หรอก ผมบอกว่าผมจะล้างมือจากวงการมาเฟียแล้ว ทำไมตำรวจไม่เชื่อใจผมเลย” อธิปต่อว่าหน้าซื่อๆ ทำเอาภัทรดนัยอึ้ง

จตุพล หลานชายห่างๆของอธิปพูดอย่างจับผิดว่า ตำรวจรู้กำหนดการของเราแบบนี้ แสดงว่าต้องมีหนอนตำรวจแทรกซึมอยู่ในพวกเรา กวาดตามองทุกคน ถามเสียงเข้ม “ใคร! ใคร้!!”

ไม่ทันที่ใครจะทำอะไร ก็มีกลุ่มคนขี่มอเตอร์ไซค์ใส่เสื้อสีส้ม สีเหลือง และสีชมพู ตะบึงเข้ามาล้อมทั้งตำรวจและพวกอธิปไว้อย่างรวดเร็ว ขณะทุกคนกำลังงงนั่นเอง คนกลุ่มนั้นก็ควักปืนอูซี่ออกมายิงรัวใส่ทันที

พวกอธิปกระโดดหลบตัวใครตัวมัน ส่วนตำรวจก็พยา– ยามจะยิงตอบโต้ แต่ฝ่ายนั้นยิงรัวจนไม่มีโอกาสโงหัวขึ้นมาเลย

ooooooo

กริสน์มาหลบในที่เดียวกับภัทรดนัย ถูกด่าว่าเป็นสายสืบห่วยแตก ไม่มีหลักฐานแล้วถอดแว่นให้สัญญาณทำไม กริสน์อ้างว่าเพราะทาเคชิอยากได้แว่นอธิปเลยสั่งให้ตนถอดให้ แล้วบ่นกลับไปว่า บอกแล้วว่าไอ้สัญญาณแบบนี้มันง่ายไป อาจเกิดความผิดพลาดได้ก็ไม่เชื่อ ถามว่าแล้วพวกที่มายิงโป้งป้างนี่มันเป็นใคร

ภัทรดนัยบอกว่าไม่รู้ ไล่กริสน์ให้รีบไปเสียเดี๋ยวพวกนั้นมาเห็นเข้า สถานะของเขาจะถูกเปิดเผย กริสน์นึกได้เลยรีบวิ่งออกไป แต่พอภัทรดนัยจะวิ่งออกไปบ้างก็ถูกระดมยิงดักหน้าอย่างหนัก จนเขาโดดหลบแทบไม่ทัน สบถอย่างหัวเสีย...

“ทีเวลาไอ้กริสน์ไปพวกมึงไม่ยิง ทีกูจะไปมั่ง ยิงเป็นห่าฝนเลยนะ”

ooooooo

จตุพล ไม่พอใจที่อากู๋อธิปไว้วางใจกริสน์มากกว่าตน แช่งให้อากู๋ตายๆไปเสีย หันไปเห็นหัวหน้าการ์ดกำลังปกป้องอธิปอยู่ มองไปอีกด้านเห็นสไนเปอร์ ซุ่มอยู่ จึงสั่งเดชให้พาอากู๋ไปที่รถ ให้วิ่งฝ่าไปเลย ตนจะยิงคุ้มกันให้

เดชรับคำ หันบอกเสี่ย “เสี่ยครับ นับหนึ่งถึงสามวิ่งเลยนะครับ...โอเค...สาม!!”

“เฮ้ย...แล้ว 1 กับ 2 ล่ะ” อธิปร้องถามแต่เห็นเดชวิ่งไปแล้วก็เลยวิ่งตามไป

จตุพลยิ้มสะใจที่แผนยืมมือคนอื่นฆ่าอากู๋ของตนสำเร็จ แต่พอดีกริสน์วิ่งผ่านมาเห็นคนนอนอยู่ในท่าซุ่มยิงแบบสไนเปอร์ เป้าหมายคืออธิป กริสน์ตะโกน “ระวัง!” แล้วกระโจนไปผลักเสี่ยเอาตัวบังเสี่ยไว้ เขารับกระสุนเข้าเต็มๆ หมดสติไปทันที ภัทรดนัยจะกระโจนไปช่วยกริสน์ แต่ถูกกระดมยิงจนต้องถอยกลับมา ร่างกริสน์จึงนอนจมกองเลือดอยู่ตรงนั้น...

ooooooo

ที่บ้านพิมมาดาที่อยู่ด้านหลังของร้านดอกไม้ “พิมโรส” มีผู้ชายนะยะเป็นลูกจ้างอยู่สองคนคือ เต๋ากับเต้ย เป็นพวกบ้าดาราทั้งคู่ วันนี้ทั้งคู่ไปรับใบไม้ประดับสำหรับจัดช่อดอกไม้เลยมาสายเล็กน้อย พิมมาดาฝากร้านให้ดูแลตนจะส่งพวกเด็กๆไปโรงเรียน

มาวิน ตำรวจหนุ่มที่เคยชอบพอกับพิมมาดา เขาไปเรียนเมืองนอกจบกลับมาก็แต่งชุดตำรวจเต็มยศมาอวดหมายจะฟื้นความสัมพันธ์ แต่เพราะเขาเกลียดเด็ก จนพวกหลานๆของพิม–มาดาพากันเกลียดเขาไปด้วย เลยถูกเด็กๆแกล้งแล้ววิ่งไปขึ้นรถพิมมาดาเองก็ไม่สนใจใยดี พอเด็กๆขึ้นรถก็ขับออกไปเลย

แม้แต่เต๋ากับเต้ยที่ชอบคนหล่อก็ยังปฏิเสธ บอกว่าถึงพวกตนจะชอบผู้ชาย แต่พวกเราก็เลือกนะยะ แม้กระทั่งเจ้าป๊อปคอร์นก็ยังเห่าไล่ ทำเอานายตำรวจหนุ่มหล่อนักเรียนนอกมึนไปเลย

ooooooo

เสี่ยอธิปซึ้งใจมากที่กริสน์เสี่ยงชีวิตเข้าปกป้องตน กริสน์เองก็ทำตัวเป็นคนมีความกตัญญูรู้คุณอย่างยิ่งที่เสี่ยรับตนไว้ทำงาน ไม่อย่างนั้นตนก็ยังคงคุมที่จอดรถร้านคาราโอเกะที่สุทธิสารอยู่ ตอนนั้นเดชไปพบตนและพามาทำงานกับเสี่ย

เสี่ยสะเทือนใจที่ประวัติของกริสน์คล้ายๆกับตน บอกว่าจะรับเขาไว้เป็นลูกบุญธรรม บอกว่ากริสน์ขาดพ่อ ตนก็มีแต่ลูกสาว ทุกอย่างลงตัวพอดี ลงตัวสุดๆ เสี่ยพร่ำพูดอย่างซึ้งใจมาก ส่วนกริสน์ฟังแล้วทั้งงงทั้งแปลกใจ

ที่แท้ภัทรดนัยเป็นคนวางแผนให้กริสน์เล่นบทนี้ กริสน์โทร.เล่าอย่างไม่สบายใจว่าแผนโหดไปหรือเปล่า ภัทรดนัยเตือนว่าอย่าใจอ่อน เรากำลังทำงานมันอาจจะใจร้ายหน่อยแต่มันก็ทำให้เสี่ยรักเขา ต่อไปเขาจะได้สืบข้อมูลได้ง่ายขึ้น

“เออ...จะให้ทำอะไรต่อไป แกว่ามาเลย” กริสน์จำนนต่อเหตุผลของเพื่อน

จตุพลนับวันไม่พอใจอธิปที่รักและไว้วางใจกริสน์มากกว่าตนมากขึ้นทุกที พาลโมโหน้อมพงษ์ที่ทำงานพลาด ด่าน้อมพงษ์ว่าถ้าวันนั้นใช้พวกสไนเปอร์ที่ดีกว่านั้นก็จัดการ

อธิปไปแล้ว คิดแล้วก็ได้แต่ฮึดฮัดอยู่คนเดียว

ooooooo

สุขสันต์เป็นนักการเมืองหนุ่มหล่อ ภาพลักษณ์เป็นสุภาพบุรุษที่อ่อนโยนรักเด็ก ทุ่มเททำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างสม่ำเสมอ เป็นที่หมายปองของสาวๆไม่น้อย

วันนี้ เขาไปโรงแรมที่เสี่ยอธิปจัดงานวันเกิดให้โอปอล์ ลูกสาวสุดที่รัก โดยมีพิมมาดาเป็นผู้รับจัดดอกไม้ตกแต่งสถานที่ สุขสันต์มาเจอพิมมาดาทำงานง่วนอยู่ก็เข้าไปตีสนิท แสดงความเป็นสุภาพบุรุษจนเธอประทับใจ

แต่หามีใครรู้ไม่ว่า เบื้องหลังของเขานั้นเลวร้ายเพียงใด แม้แต่เด็กๆที่เขาแสดงความรักอย่างมากนั้น ก็เป็นการสร้างภาพ ที่แท้เขาเป็นคนเกลียดเด็กเข้ากระดูกดำ

ฉัตรชัยลูกน้องคนสนิทเห็นเขาตีสนิทกับพิมมาดาก็เอานิตยสารที่ลงเรื่องเกี่ยวกับพิมมาดามาให้ดูบอกว่า

“ชื่อพิมมาดา นักจัดดอกไม้หน้าใหม่ของเมืองไทย นำเข้าดอกไม้เองและยังมีร้านดอกไม้ของตัวเองด้วย ที่สำคัญยังโสดครับ”

“เยี่ยม...ดูฉลาดและน่ารัก” สุขสันต์พูดอย่างพอใจมาก

ooooooo

กริสน์ที่มาดูแลการจัดงานวันเกิดโอปอล์ที่โรง- แรม เขารำคาญเด็กที่วิ่งไล่วิ่งเล่นกันอึกทึกครึกโครมถึงกับบอกภัทรดนัยว่า ขอถอนตัวจากงานนี้ ภัทรดนัยไม่ยอมเพราะได้ข่าวว่าอธิปจัดงานครั้งนี้เพื่อนัดพบลูกค้าสำคัญ ฉะนั้นเขาต้องไปสืบมาให้ได้ว่า เสี่ยติดต่อกับใคร

ขณะนั้นเอง เดชเดินมาบอกว่าเสี่ยต้องการให้เขาไปช่วยงานหน่อย กริสน์จึงรีบไปหาเสี่ย แต่ระหว่างทางเจอพวกเด็กๆวิ่งชนเลยเสียหลักเซไปชนซุ้มดอกไม้ที่พิมมาดาจัดไว้ล้มระเนระนาด

กริสน์รีบเดินไป ถูกพิมมาดาไล่ตามต่อว่าที่ทำของตนเสียหายแล้วยังไม่ยอมขอโทษอีก เขาเลยขอโทษพอเป็นพิธี เธอจะให้เขาจัดซุ้มให้เหมือนเดิมอีก ขู่ว่าถ้าไม่ทำจะฟ้องเสี่ย กริสน์พูดใส่หน้าว่า “กลัวตายล่ะ” แล้วเดินไปเลย ทิ้งให้พิมมาดายืนหัวเสียอยู่คนเดียว

ooooooo

กริสน์ไปถึงหน้าห้องสูทหรูมียามเฝ้าอยู่อย่างแน่นหนา เขามองอย่างไม่รู้จะเข้าไปหาเสี่ยได้อย่างไร พอดีมีเจ้าหน้าที่เอาช่อดอกไม้มา เขาอ้างว่าเป็นลูกของเสี่ยรับช่อดอกไม้เอาเข้าไป เขาพยายามดูว่าเสี่ยคุยกับใครอยู่ แต่ก็มองเห็นแค่มือที่ใส่แหวนเพชรเม็ดโตกับรองเท้ามันวับเท่านั้น

เกิดวุ่นวายขึ้นทันที เมื่อมีเสียงกระจกหน้าต่างแตกเพล้ง! ไฟดับทั้งห้อง! เสี่ยรีบพาแขกสำคัญออกไปทันที

กริสน์ถามบอดี้การ์ดคนหนึ่งว่า เกิดอะไรขึ้น เขาบอกว่ามีคนลอบยิงท่าน ขณะกริสน์งงๆอยู่นั่นเอง มาวินก็พรวดเข้ามา

กริสน์ถามว่าเขาเป็นใคร มาวินกร่างสุดๆบอกว่าตนเป็นตำรวจแล้วหาว่ากริสน์เป็นผู้ร้ายจะจับกริสน์ไปนอนคุก กริสน์สะบัดหลุด มาวินสั่งลูกน้องให้ตามจับให้ได้

แต่พอมาวินหันมองรอบตัวอีกทีก็ถึงกับหน้าซีดเผือด เพราะตัวเองถูกสมุนของอธิปล้อมไว้หมดแล้ว

กริสน์ตามไปทันเห็นเสี่ยอธิปส่งแขกขึ้นรถพอดี อธิปซึ่งใจมากที่กริสน์เป็นห่วงตน บอกว่าไม่มีอะไรแล้ว พอดีมีโทรศัพท์เข้ามือถือ เป็นสายจากภัทรดนัย กริสน์รับสายถามอย่างหัวเสียว่า “แกส่งใครมาวะ บ้าเอ๊ย”

ภัทรดนัยบอกว่าส่งคนมาช่วยสืบ กริสน์ด่าว่าสืบบ้าอะไร บุกเข้ามาเสียขนาดนั้น แต่หมอนั่นก็ถูกลูกน้องเสี่ยอธิปจับไปแล้ว ภัทรดนัยตกใจบอกว่าต้องไปช่วยมาวินออกมาให้ได้ ขู่ว่า

“ถ้าแกไม่อยากถูกแฉว่าเป็นหนอนบ่อนไส้ก็ไปช่วยมาวินออกมา ไม่งั้นปฏิบัติการนี้พังไม่เป็นท่าแน่ เข้าใจไหม”

กริสน์จึงจำใจต้องช่วย ด้วยการบุกเข้าประชิดตัวมาวินแล้วให้มาวินทำทีว่าจับตนเป็นตัวประกัน เกิดการต่อสู้แล้วก็พากันหนีหลุดออกไปได้

เมื่อพากันมาถึงบริเวณจัดงาน มาวินกับกริสน์ถูกเด็กซุกซนเอาปืนมาจ่อทำเสียงปั้งๆ ทั้งสองตกใจ แต่ที่แท้มันเป็นแค่ปืนฉีดน้ำ มาวินด่าไอ้เด็กบ้าพอเด็กวิ่งไปเขาวิ่งตามไปเอาเรื่อง กริสน์จึงตามไปด้วย

ooooooo

วิ่งไล่ตามเด็กไปถึงหลังเวที กริสน์ลากมาวินไปที่โต๊ะแต่งตัวของเด็กๆ บอกว่าให้ไปที่ประตูลานจอดรถ มาวินแล่นแง่ว่า แล้วถ้าพวกมันมาดักข้างนอกเราก็แย่

กริสน์จำเป็นต้องใช้ไม้แข็งกับมาวิน สั่งให้เขาไปตามที่ตนบอก เมื่อมาวินไม่ยอมฟัง กริสน์จึงเผยตัวว่า

“ฉันเป็นตำรวจสายสืบ ชื่อกริสน์ ฉันปลอมตัวเข้ามาเพื่อสืบเรื่องธุรกิจมืดของเสี่ยอธิป ถ้าฉันไม่ได้รับคำสั่งให้มาช่วยแก ป่านนี้แกตายไปแล้วไอ้ขี้เต๊ะ...หยุดพูดแล้วทำตามคำสั่งฉัน!”
เสียงกริสน์ออกลำโพงไปทั่วทั้งงาน เพราะทีมงานที่มาตามเด็กให้ไปร้องเพลงเอาไมค์วางไว้แต่เด็กยังไม่ได้หยิบไป เสียงจึงออกไมค์ไปอย่างชัดเจน ทำให้เสี่ยอธิปแทบช็อกเมื่อรู้ความจริงจากปากของกริสน์เอง

จตุพลสะใจมากที่ความจริงเปิดเผยออกมา ถามอธิปว่า “อากู๋ตาสว่างแล้วสิ มันเข้ามาตีสนิทให้อากู๋ไว้ใจ เพราะมันต้องการหาหลักฐานเพื่อจับอากู๋เข้าคุก”

เมื่อความลับแตกเช่นนี้ กริสน์ตัดสินใจหนี มาวินเห็นท่าไม่ดีหนีตามไปด้วย จตุพลเข้ามาเห็นไวๆสั่งลูกน้อง

“ไปจับตัวมันมา ไป!!” จตุพลล่อใจสมุน ประกาศว่าใครจับคนร้ายได้จะให้รถคันหนึ่ง พวกสมุนต่างพากันไล่ล่ากริสน์กับมาวินเอาเป็นเอาตายหมายจะได้รถใช้สักคัน

กริสน์วิ่งไปเจอพนักงานเลิกงานและกำลังขับรถจะออกไปเขาตะโกนให้รอด้วย แต่ไม่มีใครรอ พริบตานั้นมาวินขี่มอเตอร์ไซค์มาจอด เร่งให้เขารีบหนีแต่ตัวเองกลับขี่รถหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว

แต่กริสน์ยังโชคดีที่มาเจอพิมมาดากำลังจะกลับพอดี เขากระโดดขึ้นรถของเธอบอกให้ออกรถเร็วๆ พิมมาดาไล่เขาลงจากรถ แต่ลูกน้องจตุพลวิ่งมาทัน ยิงปืนใส่รถของพิมมาดา เธอตกใจขับรถหนี พวกสมุนตามไม่ทัน จตุพลตะโกนให้ดูทะเบียนรถไว้ แต่ทะเบียนรถก็ถูกป้ายบังเสียก่อน จตุพลสบถอย่างหัวเสีย “ปัดโธ่เว้ย!!” แต่พอเขาเห็นรอย

เลือดที่พื้นก็ตาวาวแสยะยิ้มอย่างสะใจว่า ต้องมีคนถูกยิงแน่!

พิมมาดาตกกระไดพลอยโจน ต้องพากริสน์หนีการตามล่าของพวกจตุพล เธอตะบึงไปจนสลัดหลุดไปได้ เธอจอดรถข้างทางแล้วไล่กริสน์ลงจากรถ แต่พอเขาลงไปก็ทรุดหมดสติเพราะถูกยิงที่แขนเสียเลือดมาก ระหว่างนั้นเธอได้รับโทรศัพท์จากแจ๊สกับโจ๊กว่าจีจ้าอาการหืดหอบกำเริบ เธอจึงตัดสินใจพากริสน์ไปนอนที่กระบะท้ายรถแล้วรีบขับกลับไป

แต่เพราะเกิดเรื่องวุ่นๆ ทำให้เธอลืมซื้อยาให้จีจ้า จีจ้าหอบจนน็อกไป ขณะที่ทุกคนกำลังตกใจทำอะไรไม่ถูกนั่นเอง กริสน์เดินโซเซเข้ามาอุ้มจีจ้าไปขึ้นรถ ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่มองอึ้ง
แม้จะพาจีจ้าถึงมือหมอแล้ว แต่พิมมาดาก็ยังเครียดเป็นห่วงหลานจนร้องไห้ออกมา กริสน์เจ็บปวดกับบาดแผลแต่เขาก็ไม่กังวล พูดให้กำลังใจพิมมาดากลับถูกเธอโทษว่าเป็นเพราะเขาทำให้ตนเสียเวลาจนจีจ้าต้องเป็นแบบนี้

ระหว่างนั้นเธอเห็นบาดแผลเขา จึงบอกพยาบาลให้ทำแผลให้และให้แจ้งตำรวจทราบด้วย กริสน์บอกว่าไม่ต้อง แต่ถูกบุรุษพยาบาลสองคนมาล็อกตัวพาไปทำแผลจนได้

ooooooo

เมื่อรู้ว่ามีคนถูกยิง จตุพลส่งสมุนไปที่โรงพยา-บาลตามล่ากริสน์ พยาบาลทำแผลเสร็จพอดีกริสน์รู้ตัวรีบหลบเข้าหลังม่าน ถูกภัทรดนัยลากพาหลบออกไป แล้วสั่งเขาให้ขึ้นเตียง จากนั้นเอาผ้าคลุมเข็นออกไปเหมือนเข็นศพ ไปเจอสมุนของจตุพลจะเปิดผ้าดูให้ได้ ภัทรดนัยพยายามบอกว่าใบหน้าศพเละ เพราะถูกรถชนลากครูดไปตามถนน ขนาดพยาบาลเห็นยังสลบเลย

สมุนของจตุพลจะดูให้ได้ ภัทรดนัยตัดสินใจชกเปรี้ยงเดียวสลบเหมือด แล้วเข็นพากริสน์ออกไป
จตุพลกับสมุนอีกส่วนหนึ่งเห็นรถของพิมมาดาจอดอยู่ พวกมันพากันดักรอที่รถ เมื่อเธอพาหลานๆมาถึง ถูกจตุพลขู่ว่ากริสน์อยู่ไหนให้บอกมา เธอทำหน้าตายบอกว่าไม่รู้จัก สมุนมันจึงจับจีจ้าไปจั๊กจี้จะให้พูด จีจ้าบ้าจี้เอาแต่หัวเราะ พิมมาดาบอกให้มันปล่อยเด็ก เกิดโต้เถียงกันเสียงดัง

กริสน์ได้ยินเสียงจำได้ พยายามจะลุกไปช่วย ภัทรดนัยถามว่าอยากตายรึไง อย่าลืมว่าตอนนี้ตัวเองตายอยู่ บอกว่าเราต้องช่วยพวกเขาแต่ต้องมีแผน หลับตาทำท่าคิด พลันก็บอกว่าคิดออกแล้ว แต่พอลืมตาปรากฏว่ากริสน์หายไปแล้ว

กริสน์เข็นเตียงโรงพยาบาลพุ่งเข้าใส่พวกสมุนจตุพลจนพวกมันแตกกันกระเจิง แล้วพาพวกเด็กๆกับพิมมาดาขึ้นรถขับหนีไป

“ไปล่าตัวมันมาให้ได้ ไป!!” จตุพลสั่งอย่าบ้าเลือด

ooooooo

กริสน์เข็นเตียงพยาบาลที่มีพิมมาดาและเด็กๆทั้งสามไป จนเห็นว่าพวกจตุพลตามไม่เจอแล้ว เขาหยุดเข็นสั่งให้ทุกคนลงจากเตียง พิมมาดาถามว่าหยุดทำไม เดี๋ยวพวกมันก็ตามมาทันหรอก

“จะให้เข็นไปถึงไหน ลงมา!!” กริสน์เสียงเข้มแล้วบ่นอุบอิบ “บอกให้ขึ้นรถ ดันโดดขึ้นเตียงใช้อะไรคิดดดด??”

พิมมาดาบอกว่าตนตกใจเสียงตะคอกของเขาเลยทำอะไรผิดๆถูกๆไปหมด บ่นว่าพวกนั้นต้องการล่าเขาคนเดียว พวกตนเลยพลอยโดนไปด้วย ไล่จะไปไหนก็ไปให้พ้น กริสน์ ยืนกรานว่าต่อเมื่อพวกเธอปลอดภัยเขาจึงจะไป

ทันใดนั้น มีเสียงปืนดังขึ้น กริสน์หลบได้เฉียดฉิว ร้องบอกทุกคนให้รีบขึ้นรถพยาบาล พวกเด็กๆโดดแผล็วขึ้นในพริบตาพิมมาดายังยืนอยู่ กริสน์เห็นสมุนของจตุพลกำลังเล็งปืนมาเขาร้องบอกพิมมาดาให้ระวังพร้อมกับกระโดดเอาตัวบังเธอไว้ ปรากฏว่าเขาถูกยิงเข้าที่แขนซ้ำรอยเดิม เขากัดฟันเร่งให้รีบหนีกัน

ขณะที่มันจะยิงซ้ำนั่นเอง พวกเด็กๆพากันโห่ร้องขับไล่และขว้างปาอุปกรณ์การแพทย์บนรถใส่ มีเข็มฉีดยาปาเข้าปักจึ๊กที่แขนจนมันล้มสลบไปทันที พวกเด็กๆร้อง เย้ๆๆดีใจกันยกใหญ่

ทันใดนั้น เสียงไซเรนดังมา พวกจตุพลตกใจมองหน้ากันเล่ิกลั่ก หารู้ไม่ว่าภัทรดนัยแอบไปเปิดไซเรนรถพยาบาลแถวนั้นถึง 3 คันพร้อมกันแล้วรีบวิ่งหนี

จตุพลบอกสมุนว่าตำรวจมา สั่งให้เอาตัวพวกนั้นกลับไป พริบตานั้น รถกระบะของร้านดอกไม้พุ่งเข้ามาขวาง พวกจตุพลพากันหลบวูบ

ภัทรดนัยนั่นเอง เขาพุ่งรถเข้ามาร้องบอกทุกคนให้รีบขึ้นรถแล้วพาหนีไป จตุพลกลัวว่าตำรวจจะมาล้อมสั่งสมุนถอยสบถลั่น “บัดซบ!”

ระหว่างที่ภัทรดนัยขับรถไปนั้น พวกเด็กๆพากันส่งเสียงด้วยความดีใจ แต่พิมมาดากลับนั่งเครียด อึดใจเดียวก็สั่งให้หยุดรถ ภัทรดนัยตกใจหยุดกะทันหันจนทุกคนหัวทิ่มหัวตำกันหมด แล้วเธอก็ไล่ภัทรดนัยกับกริสน์ลงจากรถ

“แต่เขาช่วยเราเอาไว้นะคะ” จีจ้าไม่เห็นด้วย

พิมมาดาไม่ฟังเสียงทั้งทุบทั้งไล่ให้กริสน์ลงจากรถ จนเขาต้องรีบลง เธอไล่จะไปไหนก็ไป อย่ามายุ่งกับพวกตนอีก บอกว่าตนจะไม่แจ้งความจะไม่ให้เบาะแสอะไรกับตำรวจทั้งสิ้น ภัทรดนัยทำหน้าตายบอกกริสน์ว่า “โชคดีนะเว้ยไอ้กริสน์”

“นายก็ลงมาด้วย!!” กริสน์เสียงเขียว ภัทรดนัยเลยต้องลงไป

“น้าเขาเจ็บอยู่ ให้น้าเขาไปด้วยนะ ไม่งั้นจีจ้าไม่ยอม” จีจ้าร้องขึ้นแล้วจะเปิดประตูรถลงไป

พิมมาดาดุจีจ้าให้อยู่เฉย ดุเสียจนจีจ้าและพี่ทั้งสองหน้าจ๋อย ส่วนสองหนุ่มเมื่อลงไปแล้วก็ยืนงง

“เฮ้อ...ไล่ยังกะหมา โชคดีนะที่ฉันฉลาด ขับตรงมาซอยบ้านแกเลยเดินนิดเดียวก็ถึงแล้ว ไป”

กริสน์ถามว่าจะให้เดินเลือดโชกไปอย่างนี้หรือ ภัทรดนัยเลยถอดเสื้อกาวน์ให้คลุมไว้

ไล่สองหนุ่มลงจากรถแล้ว พิมมาดาขับรถตรงไป เจอเขาปิดซ่อมถนนเลยต้องเลี้ยวไปอีกทางอย่างหัวเสีย

ooooooo

สองหนุ่มเดินจนเกือบถึงบ้านแล้ว ภัทรดนัยให้เพื่อนล่วงหน้าไปก่อนตนจะไปซื้อยามาทำแผลให้ แต่พอกริสน์เดินเกือบถึงบ้านเห็นตำรวจ 10 นายมาล้อมบ้านไว้ในนั้นมีผู้พันป๋องด้วย เห็นท่าไม่ดีกริสน์หันหลังจะเดินหนี ตำรวจนายหนึ่งทำทีทักทายอย่างเป็นมิตร แต่พอเข้าใกล้ก็พุ่งเข้าจับล็อกตัวทันที

กริสน์มีชั้นเชิงเหนือกว่า สลัดหลุดออกมาได้ก็วิ่งสุดฝีเท้า ภัทรดนัยออกจากร้านยาพอดีร้องถามมาว่าจะไปไหน ตำรวจนายหนึ่งไล่ยิงกริสน์ ถูกแผลเดิมของเขาที่ต้นแขน กริสน์บ่นอย่างรับไม่ได้ว่า “โอ๊ย...มันยิงที่อื่นกันไม่เป็นแล้วรึไงวะ”

ส่วนภัทรดนัยเห็นแล้วบ่นอย่างเข้าใจว่า “เฮ้ย...มันจะซวยไปถึงไหนวะเนี่ย”

ooooooo

พวกเด็กๆถูกพิมมาดาบ่นว่า ไม่เข้าใจว่าจะสนุกกับเรื่องนี้ได้ยังไง มันอันตรายถึงชีวิตเชียวนะ จีจ้าแย้งว่ายังไม่เห็นใครตายเลย เด็กๆถูกพิมมาดาบ่นไม่หยุด พอจะเถียงก็ถูกสั่งห้าม บอกว่าตนจะไม่ยอมให้หลานๆเป็นอะไรเด็ดขาด เพราะรับปากกับพ่อแม่พวกหลานไว้ว่าจะดูแลให้ดีที่สุด ก็ต้องทำให้ได้

แจ๊สเปรยๆว่า “ฮิตเลอร์” ส่วนโจ๊กพูดลอยๆว่ามิน่าถึงโสดตลอดปีตลอดชาติ

“โจ๊ก! แจ๊ส! ไม่ใช่เพราะพวกเธอเหรอ น้าถึงเป็นแบบนี้...”

โจ๊กกับแจ๊สทิ้งตัวพิงเบาะหลับตานิ่ง ในขณะที่พิมมาดาพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแฝงไว้ด้วยความรู้สึกลึกๆของตัวเองว่า “น้าเลือกที่จะดูแลพวกเธอให้ดีที่สุด น้าถึงไม่มีเวลาให้ใครไง...”
ooooooo

ตอนที่ 2

คุยกับหลานทั้งสามแล้ว พิมมาดาก็อดคิดถึงอดีตที่ทำให้เป็นอย่างปัจจุบันไม่ได้ ครั้งนั้น เธอคบหาอยู่กับมาวินฉันคนรัก แต่เพราะเธอต้องดูแลหลานๆวัย ซนถึง 3 คน มาวินรับไม่ได้เพราะเขาไม่ชอบเด็ก เขาเป็นฝ่ายบอกเลิกกับเธอและขอแหวนหมั้นคืน แต่กลับพูดอย่างคนเห็นแก่ตัวเอาดีใส่ตัวว่า เธอเป็นฝ่ายทิ้งเป็นฝ่ายถอนหมั้น อวยพรก่อนจากกันว่า

“เราจากกันด้วยดี ผมขออวยพรให้คุณกับหลานๆ อยู่กันอย่างมีความสุข...ตลอดไป”

บรรยากาศเงียบไปถนัดใจ ในความเงียบนั่นเองจีจ้าเห็นอะไรบางอย่างข้างนอก ทำเป็นหายใจไม่ออกบอกให้พิมมาดาจอดรถร้องขอยาพ่น แต่ที่แท้จีจ้าเห็นกริสน์หนีตำรวจมา หลอกให้พิมมาดาจอดรถกริสน์แอบเกาะรถไป

กว่าพิมมาดาจะรู้ก็เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว เธอยังแค้นไม่หายจะโทร.แจ้งตำรวจ แต่ทั้งจีจ้า เต๋อ และเต้ยช่วยกันขอร้องว่าเขาบาดเจ็บเลือดไหลจนใกล้จะตายอยู่แล้ว ให้ช่วยคนเจ็บก่อนเถอะ กริสน์เลยรอดไปได้

ส่วนสุขสันต์ที่มีแผนบางอย่างในใจกับพิมมาดาอยู่แล้ว ให้ฉัตรชัยไปสืบแล้วรายงานเข้ามาว่า

“ร้านพริมโรส ผมว่าตรงสเปกเจ้านายเป๊ะๆเลยครับ ที่สำคัญ ทั้งร้านมีแค่คุณพิมมาดาคนสวย กะเก้งกวางสองตัว อ้อ หมาอีก 1 ทางสะดวก ไร้อุปสรรค”

อีกทางหนึ่ง สุขสันต์ก็สร้างสัมพันธ์พิเศษกับแพรวพิลาศ ลูกสาวหัวหน้าพรรคการเมืองที่เขาสังกัด ความหล่อปากหวานเอาใจเก่งและทำตัวเป็นเจ้าบุญทุ่มของเขา มัดใจแพรวพิลาศจนทั้งรักทั้งหลง เป็นที่รู้กันของคนทั่วไปว่า ทั้งคู่คบหากันอยู่

เมื่อได้ข้อมูลจากฉัตรชัยอย่างละเอียดแล้ว พิมมาดาจึงเป็นเป้าหมายที่เขาจะเจาะเข้าถึงให้ได้

ooooooo

พิมมาดายอมให้กริสน์พักที่บ้านก่อน แต่ให้เขาอยู่ที่โรงรถ เขาได้รับการดูแลปฐมพยาบาลจากเต๋ากับเต้ยอย่างดี ปรนนิบัติไปก็จินตนาการไปตามประสาอย่างมีความสุข

เมื่อกริสน์รู้สึกตัว เขางงๆว่าตัวเองอยู่ที่ไหน สำรวจตัวและบาดแผลได้รับการรักษาอย่างดีก็ยิ่งงง จนเมื่อแจ๊สโจ๊ก กับจีจ้าในชุดนักเรียนยกอาหารชักแถวกันเข้ามา เขาผวาลุกขึ้นถามว่าจะทำอะไร

โจ๊กเอาอาหารเช้ามาให้ บรรยายคุณค่าทางโภชนาการอย่างละเอียด ส่วนจี้จ้าช่างเจรจาบอกว่าเขาหลับไปตั้งสองวัน แจ๊สวางท่าเหมือนหมอ แจ้งว่าชีพจรเต้นสม่ำเสมอ อุณหภูมิยังสูงเกินไป

กริสน์ยังติดใจสงสัยว่าที่นี่ที่ไหน และใครเป็นคนทำแผลให้ตน พิมมาดาตอบแทนเด็กๆว่าที่นี่บ้านตนเอง แล้วบอกหลานๆให้ออกไปก่อน

หลังจากคุยกันจนกริสน์รู้เรื่องแล้ว เขาขอบคุณที่ช่วยตน พิมมาดาบอกว่าไม่เป็นไร เพราะหมาแมวป่วยตนก็ช่วย แต่อยากรู้ว่าที่เขาตามขึ้นรถตนมาอีกต้องการอะไร

กริสน์บอกว่าตนไม่ใช่ผู้ร้ายก็แล้วกัน เธอบอกว่าถ้าอย่างนั้นทำไมไม่บอกเรื่องมือปืนพวกนั้น กริสน์บอกว่าตนกับตำรวจพวกนั้นมีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย พิมมาดายังไม่ไว้ใจอยู่ดี เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีไข้แล้ว เธอบอกเบาว่า เดี๋ยวจะไปส่งเด็กๆไปโรงเรียน และหวังว่าเมื่อกลับมาจะไม่เจอเขาอยู่ทีี่นี่อีก

แต่ยังไม่ทันที่จะตัดสินใจทำอะไร กริสน์ก็ได้รับข่าวจากภัทรดนัยที่ปลอมตัวเป็นคนขายปลาหมึกมาบอกว่า เวลานี้เขาถูกสำนักงานตำรวจออกหมายจับฐานรับสินบนโจร มีพฤติกรรมอันทำให้ตำรวจเสื่อมเสีย คืนก่อนตำรวจถึงได้ไปล้อมบ้านเขา
ภัทรดนัยเล่าว่าตํารวจมีหลักฐานเอกสารเกี่ยวกับการรับเงินพิเศษ ดูเหมือนว่าเสี่ยอธิปจะให้เงินเขามากผิดปกติจนดูเหมือนเป็นสินบน กริสน์ยืนยันว่าตนไม่เคยได้รับเงินจากเสี่ยอธิป เชื่อว่าต้องมีใครสร้างหลักฐานปลอมขึ้นมาแน่ๆ

ภัทรดนัยเสนอว่าให้เขาหนีไปก่อน มีนํ้าใจเอาปลาหมึกย่างให้เขาไปกินแก้เครียดด้วย

ooooooo

เต๋ากับเต้ยเป็นโรคบ้าดาราด้วยกันทั้งคู่ เมื่อรู้ว่าวันนี้จะมีคอนเสิร์ตน้องมิวสิคก็แย่งกันจะไปดู ต่างเกี่ยงให้อีกฝ่ายเฝ้าร้านขณะกําลังโต้เถียงกัน เค้กที่มีร้านเบเกอรี่อยู่ตรงข้ามกับร้านดอกไม้และเป็นเพื่อนสนิทของพิมมาดา วิ่งข้ามฟากมาหย่าศึกและทวงแจกัน ดอกไม้ที่สั่งไว้ ปรากฏว่ายังไม่ได้จัด เต๋ากับเต้ยเก่ียงกันอีก ไม่มีใครยอมอยู่จัดแจกันต่างจะไปดูคอนเสิร์ตน้องมิวสิค

เค้กขู่จะฟ้องพิมมาดาแต่ทั้งคู่กลับไม่กลัว บังเอิญหันไปเห็นกริสน์เดินมาเลยเข้าไปทวงบุญคุณว่าตนทั้งสองเคยช่วยเขา ฉะนั้นวันนี้เขาต้องอยู่เฝ้าร้านเป็นการตอบแทน กริสน์ยังงงๆอยู่ทั้งสองก็รีบมอบงานแบบไม่ให้เขาตั้งหลักแล้วพากันวิ่งไปเลย

เค้กยืนเคว้ง หันมาเจอกริสน์ก็คิดว่าเป็นลูกจ้างใหม่ มองแต่หัวจดเท้าแล้วบอกว่าท่าทางน่าจะเป็นตํารวจมากกว่าเป็นคนจัดดอกไม้ ทําเอากริสน์ปฏิเสธพัลวัน

กริสน์ตกกระไดพลอยโจน ต้องจัดแจกันให้เค้ก ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีพวกไฮโซไฮซ้อมาเข้าร้าน ทุกคนล้วนแต่เร่งด่วนทั้งสิ้นเช่นจะเอาไปให้เพื่อนที่กําลังจะตายเป็นต้น

กริสน์ทั้งรับลูกค้าที่เดินเข้ามา ทั้งรับออเดอร์ทางโทรศัพท์มือเป็นระวิงหัวเป็นนอต ดูน่าปวดหัวมาก

ooooooo

พิมมาดาไปรับจี้จ้าก่อนแล้วค่อยไปรับแจ๊สกับโจ๊ก ระหว่างทางเจอรถติดผู้คนมุงกันกลุ่มใหญ่ทั้งยังมีเสียงเชียร์เสียงกรี๊ดกัน พิมมาดาไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นนังเต๋ากับนังเต้ยกําลังกรี๊ดกร๊าดกันสุดฤทธิ์?

ก็เอะใจว่าแล้วใครเฝ้าร้าน?

ส่วนที่ร้านกริสน์จัดดอกไม้จนหัวหมุนโดยมีเค้กคอยลุ้นคอยเร่งและช่วยออกความคิดเห็น ปรากฏว่ากริสน์จัด
ดอกไม้ได้แปลกถูกใจลูกค้ามาก

จู่ๆมาวินก็มาที่ร้าน มาวินจํากริสน์ไม่ได้เพราะเขาแปลงโฉมตัวเองหนีตํารวจจนดูสะอาดหล่อเข้าขั้นทีเดียว
กริสน์จําได้ว่าวันก่อนหมอนี่แหละเป็นตัวการทําให้เกิดเรื่องวุ่นวายไปหมด กริสน์ไม่อยากมีเรื่องจึงเอาหน้ากากอนามัยมาใส่อําพรางใบหน้า

มาวินมาทํากร่างบอกว่าตนมาหาพิมมาดา เมื่อกริสน์บอกว่าเธอไม่อยู่ มาวินฝากความว่า

“ไปบอกคุณพิมสิว่า แฟนสุดหล่อมาหา” ไม่เพียงเท่านั้นยังคุยเขื่องว่า “ฉันร้อยตํารวจเอกมาวิน นายตํารวจประจําหน่วยสืบสวนพิเศษ โอ้ววว ได้ยินแล้วใช่ไหมว่าฉันสูงศักดิ์กว่าแค่ไหน...อย่าซ่าส์”

กริสน์หมั่นไส้เลยขัดขาขณะมาวินเดินผ่าน พอมาวินจะเอาเรื่องก็แกล้งทําเป็นแต๋วแตกสะดีดสะดิ้ง แต่มาวินไม่ยอมกระชากคอเสื้อจะต่อย โชคดีเค้กมาห้ามไว้

ครู่เดียวพิมมาดาก็กลับมา ทีแรกยังจํากริสน์ในโฉมใหม่ไม่ได้ แต่จีจ้าจําได้ พอรู้ว่าเป็นกริสน์เท่านั้นเธอของขึ้นทันทีถามว่าทําไมยังไม่ไปอีก ไล่กริสน์ให้ออกไปเสีย จีจ้าไม่ยอม วิ่งตามกริสน์ไป เพื่อตัดปัญหากริสน์หันไปพูดขู่จีจ้าว่าตนไม่ชอบเด็กรําคาญจนบางครั้งอยากจะฆ่าทิ้ง จีจ้าไม่เชื่อโผเข้ากอดขากริสน์ไว้ จนพิมมาดาต้องดุ แล้วไปลากจีจ้ากลับมา

เค้กสนใจกริสน์เมื่อเขาจะไปจริงๆเธอบอกเขาว่า

“คุณคะ ก่อนไปเค้กขอพินหรือเบอร์โทร.ก่อนได้ไหมคะ ไม่ว่าคุณจะเป็นกระทือ กระเทียม หรือกระทิง เต้ยก็ไม่รังเกียจค่ะ” กริสน์หันมองแล้วเดินผ่านไปเซ็งๆ

ooooooo

พิมมาดามาจับจีจ้าแยกจากกริสน์ เมื่อหนูน้อยไม่ยอมเธอลงโทษด้วยการจับไปขังไว้ในห้อง แต่จีจ้าก็ปีนหน้าต่างหนีลงมาแล้วเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างตามกริสน์ที่นั่งแท็กซี่ไป

กริสน์ไปพบภัทรดนัย เพื่อนพาไปอยู่เซฟเฮาส์ที่ลึกลับมาก ตกกลางคืนขณะทั้งสองน่ังคุยกัน มีเสียงกุกกักที่หน้าบ้านย่องไปดู เจอจี้จ้ายืนอยู่ สองหนุ่มถึงกับอ้าปากค้าง ส่วนจีจ้าหัวเราะร่าอย่างสนุกมากกับการตามกริสน์มาได้สำเร็จ

สองหนุ่มมองกันอึ้งเมื่อรู้วิธีสะกดรอยตามกริสน์ของจีจ้า ภัทรดนัยหัวเราะเยาะกริสน์ว่า

“ฮ่าๆๆ โฮะๆๆ ไอ้กริสน์เอ๊ย ไอ้สุดยอดมือปราบ โถ...เจอเด็กตัวกะเปี๊ยกสะกดรอยตามถึงบ้านแต่ไม่รู้ตัวเลย”

“ฮ่าๆๆแล้วเซฟเฮาส์ของแกล่ะ ซุปเปอร์เซฟตายล่ะ เด็กอนุบาลยังตามเจอ”

ต่างหัวเราะเยาะกันแล้วกริสน์ถามจีจ้าว่าแม่รู้หรือเปล่าว่ามาที่นี่ จีจ้าทำหน้าขึงขังพูดอย่างเด็กแก่แดดว่า

“จีจ้าตัดน้าตัดหลานกะน้าพิมพ์แล้ว ต่อไปนี้จีจ้ามีน้าคนเดียว คือ น้ากริสน์คนนี้”

กริสน์เพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองว่าที่แท้พิมมาดาไม่ใช่แม่ของเด็กเหลือขอทั้งสามแต่เป็นน้า ยิ่งเมื่อรู้ว่าทั้งพ่อและแม่ของจีจ้าตายไปแล้ว ภัทรดนัยขู่เพื่อนว่า เตรียมเจอข้อหาลักพาตัวผู้เยาว์ได้เลย

กริสน์บอกจีจ้าว่าจะพากลับบ้านเดี๋ยวนี้ จีจ้ายื่นหน้าไปบอกอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “จีจ้าไม่กลับ!”

ooooooo

หลังจากให้ฉัตรชัยไปหาข้อมูลเกี่ยวกับร้านขายดอกไม้ของพิมมาดาอย่างละเอียดแล้ว วันนี้สุขสันต์ไปหาเธอถึงที่ร้านพอแนะนำตัวเองว่าเป็นนักการเมืองเท่านั้น พิมมาดาก็พูดอย่างเกรงใจว่าร้านออกจะคับแคบไปหน่อยไม่ทราบว่าท่านจะมา เลยไม่ได้เตรียมต้อนรับ

สุขสันต์ทำตัวเป็นกันเองมากบอกว่าวันนี้ไม่ได้มาแบบนักการเมืองแต่ขอเป็นคนธรรมดาๆกับเธอได้ไหม

เจตนาของสุขสันต์คือ ต้องการใช้ธุรกิจซื้อขายดอกไม้กับต่างประเทศของพิมมาดาเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่างของตน เขาเสนอให้เธอใช้บริการขนส่งของเขา แม้จะเป็นกิจการเล็กๆอย่างที่เธอพูดออกตัวแต่เขาก็เต็มใจบริการ

สุขสันต์จะกลับ ออกมาเจอแจ๊สกับโจ๊กยืนขวางอยู่ พิมมาดาจึงแนะนำหลานทั้งสองให้รู้จัก แจ๊สถามราวกับนักข่าวจิ๋วว่า
“คิดยังไงคุณถึงไปเป็นนักการเมืองคะ”

สุขสันต์ตอบตามฟอร์มว่าเพราะอยากทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชน แล้วย้อนถามว่าพวกเธออยากเป็นอะไร โจ๊กตอบทันทีว่า

“เป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่นักการเมือง”

พิมมาดาเรียกปรามหลานทั้งสอง สุขสันต์หัวเราะอย่างใจดีบอกว่าไม่เป็นไร แต่พอเดินไปขึ้นรถ สีหน้าเขาก็แสดงความชิงชังเด็กทั้งสองออกมาอย่างเห็นได้ชัด

ooooooo

เกิดความตึงเครียดขึ้นมาทันที เมื่อเต๋ากับเต้ยวิ่งมาบอกพิมมาดาว่าจีจ้าหายไป เมื่อหาทั่วบ้านแล้วไม่เจอ พิมมาดาไปแจ้งความคนหาย ตำรวจไม่รับแจ้งเพราะยังหายไม่ครบ 24 ชั่วโมง พิมมาดาร้อนใจเป็นห่วงหลานมาก ขณะจะลงจากสถานีตำรวจก็เจอมาวินมารอรับอยู่ เขาปลอบเธอว่าไม่ต้องกังวล เพราะเด็กหายไปเองเดี๋ยวก็กลับมาเองได้

มาวินพยายามพูดให้พิมมาดาไม่พอใจหลานว่าเด็กๆ พวกนี้เป็นเด็กเหลือขอ ยุว่าอนาคตของเธอต้องพังเพราะเด็กพวกนี้ ถามว่ามันคุ้มหรือที่เธอจะทุ่มเทให้กับเด็กพวกนี้ ฟังมาวินแล้ว ทําให้พิมมาดากับเค้กดูออกว่าเขาเป็นคนที่น่ากลัว เป็นคนที่ทําได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง พิมมาดาจึงบอกเขาว่าเรื่องของตน ตนจัดการเองได้เขาไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวด้วยแล้ว

ในที่สุดกริสน์ก็โทรศัพท์บอกพิมมาดาว่าจีจ้าอยู่กับตน ทําให้พิมมาดาคิดว่าเขาเป็นโจรเรียกค่าไถ่ กริสน์หมั่นไส้เลยขู่ว่าให้เอาเงินมาล้านยูโร ถ้าไม่ได้ก็คอยรับชิ้นส่วนของจีจ้าเป็นรายวันไปก็แล้วกัน

พิมมาดาตกใจมาก เป็นห่วงหลานจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

คืนนี้กริสน์ต้องดูแลจีจ้าที่ถือเขาเป็นพระเอกในดวงใจ ตั้งใจมุ่งมั่นที่จะฝึกวิทยายุทธ์กับเขา มีเป้าหมายจะเป็นราชินีบู๊ให้ได้เป็นตายอย่างไรก็ต้องให้กริสน์นอนกับตน

คืนนี้กริสน์เหมือนตกนรกทั้งเป็น เพราะจีจ้ากวนทั้งคืน ทีแรกก็ปวดอึ อึเสร็จแล้วก็ให้ล้างก้นให้ ให้เล่านิทานให้ฟังก่อนนอนแต่ยิ่งฟังนิทานก็ยิ่งตาสว่าง ไม่ยอมนอนและไม่ยอมให้หยุดเล่าด้วย สุดท้ายกริสน์กับภัทรดนัยเลยต้องมาผลัดกันเล่านิทานทั้งคืน

ตกดึก มีกลุ่มชายฉกรรจ์บุกเข้ามาที่เซฟเฮ้าส์ กริสน์กับภัทรดนัยสู้กับคนร้ายอย่างยากลําบาก เพราะต้องคอยดูแลจีจ้าไม่ให้ได้รับอันตรายด้วย

แต่ในที่สุดคนร้ายก็ทําอะไรไม่ได้ กริสน์กับภัทรดนัยสามารถพาจีจ้าหนีออกไปได้อย่างปลอดภัย

ที่แท้ เป็นคนของจตุพลนั่นเอง

ooooooo

ด้วยความเป็นห่วงหลานและไม่ไว้ใจมาวิน พิมมาดาจึงโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากสุขสันต์ เขาแสดงความห่วงใยและยินดีช่วยเหลือตามแบบฉบับของนักการเมืองที่ต้องการทําคะแนน

ปรากฏว่าเช้านี้ กริสน์พาจีจ้ามาส่งที่ร้านดอกไม้ พิม–มาดาหาว่าเขาลักพาตัวจีจ้าไป จีจ้ายืนยันว่าตนหนีตามกริสน์ไปเอง โดยจ้างมอเตอร์ไซค์รับจ้างไป บอกพิมมาดาว่าช่วยไปจ่ายค่ามอเตอร์ไซค์ที่วิน 50 บาท ให้ด้วย

เมื่อเอาจีจ้ามาส่งคืนและชี้แจงแสดงความบริสุทธิ์ของตนแล้ว กริสน์จะกลับ ปรากฏว่าเขาตกอยู่ในวงล้อมบอดี้การ์ดของสุขสันต์แล้ว พวกนั้นกรูกันเข้ามาหิ้วปีกเขาออกไป ฉัตรชัยที่เป็นผู้มาดําเนินการถามพิมมาดาว่า

“คุณพิมจะให้ผมจัดการยังไงดีครับ จับส่งตํารวจไหม ผมสามารถเรียกตํารวจมารับมันได้เดี๋ยวนี้เลย”

จี้จ้าอาละวาดไม่ยอมให้ใครทําอะไรลูกพี่ตน เค้กเองก็บอกพิมมาดาว่าอย่าไปเอาเรื่องเขาเลย เธอจึงบอกให้ปล่อยเขาไปเสีย แล้วชวนกันกลับเข้าร้าน

กริสน์ถูกผลักจนล้มนั่งกับพื้น มองดูพิมมาดากับสุขสันต์เดินเข้าข้างใน พลันเขาก็สะดุดตาที่แหวนเพชรเม็ดเป้งที่นิ้วของสุขสันต์ จําได้ทันทีว่าเคยเห็นตอนที่อธิปมีแขกพิเศษคืนนั้นและเขาเป็นคนเอาช่อดอกไม้เข้าไปเพื่อสืบข่าว

วันรุ่งขึ้น กริสน์ไปพบภัทรดนัยที่ร้านเค้กฝั่งตรงข้ามร้านดอกไม้ บอกว่าตนรู้แล้วนายทุนใหญ่ที่มาเจรจากับอธิปในคืนงานวันเกิดของโอปอล์น้ันเป็นใคร แต่กริสน์บอกช่ือไม่ได้จึงมองไปที่แผงหนังสือ พบรูปของสุขสันต์จึงชี้ให้ดู

ภัทรดนัยตาโตตกใจ ด่ากริสน์ว่าไม่รู้จักที่ตํ่าที่สูงเพราะสุขสันต์เป็นคนดีเป็นนักการเมืองนํ้าดีทําเพื่อประชาชนเพื่อเด็กๆและเยาวชนของชาติ ไปกล่าวหาเขาทําไม กริสน์ยืนยันว่าตนพูดจริงๆ
“ฉันไม่เล่นด้วยนะ” ภัทรดนัยขึงขังขึ้นมา

“ฉันขอบใจแกมากที่ไม่เคยทิ้งกัน เราสองคนจะช่วยกันสืบให้ได้ว่า ส.ส.สุขสันต์และพวกอธิปอยู่เบื้องหลังธุรกิจ ผิดกฎหมายอะไร งานนี้ถ้าทําสําเร็จ เราสองคนจะล้างมลทินข้อกล่าวหาทั้งหมด ฉันจะได้กลับมายืนอยู่ในสังคมนี้ ได้อย่างเปิดเผยอีกครั้ง”

“ฉันบอกว่าฉันไม่เล่นด้วยเข้าใจไหม!!” ภัทรดนัยเสียงเข้มอย่างไม่พอใจ แต่กริสน์กลับโผเข้ากอดพูดอย่างซึ้งใจว่า

“ขอบใจแกมาก ไอ้เพื่อนรัก”

ภัทรดนัยทําหน้าระอาจนบอกไม่ถูก...

ooooooo

วันนี้ สุขสันต์ไปหาเส่ียอธิปถึงคฤหาสน์ ยังความงุนงงแก่เสี่ยมาก หลังจากนั้นก็พากันไปดูโรงงานทําลูกอมที่กําลังผลิตอยู่ นับแต่ขั้นตอนแรกจนถึงบรรจุใส่ห่อติดโลโก้ “สวีทปอล์”

จตุพลกําลังตําหนิน้อมพงษ์เรื่องทํางานสําคัญพลาดไปสองงาน คืองานเก็บอากู๋และงานเก็บกริสน์ น้อมพงษ์ขอแก้ตัวบอกว่าครั้งต่อไปจะลงไปคุมเองจะได้รับประกัน

ไม่ให้เกิดความผิดพลาด

ขณะนั้นเอง ลูกน้องมารายงานจตุพลว่าเสี่ยอธิปกับ ส.ส.สุขสันต์กําลังเดินมา ทั้งสองจึงหลบแอบดูแอบฟัง

ได้ยินเสี่ยบอกสุขสันต์ว่า ตนเคยบอกแล้วว่าลูกโตเมื่อไรตนก็จะเลิกทุกอย่าง ตนยอมเสียทุกอย่างในชีวิตดีกว่าเสียลูกคนนี้ไป

สุขสันต์ติงว่าลูกสาวโตก็ไม่น่าจะต้องเลิก เราเริ่มมาด้วยกัน ไม่เสียดายโอกาสเงินโอกาสทองและมิตรภาพของเราหรือ เสี่ยพูดอย่างลําบากใจว่าอย่ามาบังคับใจตนเลย ตัวสุขสันต์เองก็มีพร้อมทุกอย่างอยู่แล้ว ทั้งเงินทอง บริวาร บารมี ถ้าไม่ไว้ใจใครก็ทําเองได้

สุขสันต์ยืนยันว่าอยากทําธุรกิจกับเสี่ย ต่อรองว่าจะแบ่งผลประโยชน์ส่วนของตนให้เสี่ยอีกสิบเปอร์เซ็นต์ บอกให้ เสี่ยเอาไปคิดก่อน พูดแล้วหัวเราะ พูดเหมือนขู่ในทีอีกว่า

“เสี่ยรู้ใช่ไหม ว่าคนที่รู้เบื้องหลังเบื้องลึกของผมมากๆ แล้วไม่ทํางานให้ผม มันก็จะไม่มีวันไปทํางานให้ใครอื่นอีก แล้วเสี่ยคิดว่าจะมีชีวิตอย่างปกติเหรอ...ฮ่าๆๆ เป็นไปไม่ได้หรอกเสี่ย”

คําขู่ของสุขสันต์ทําให้อธิปนิ่งไป แต่จตุพลกับน้อม–พงษ์มองหน้ากันขวับ จตุพลตาวาวคิดได้ทันทีว่าตนจะทําอะไร?

จตุพลกับน้อมพงษ์รีบตามสุขสันต์ที่เดินกลับไปที่รถอย่างฉุนเฉียว น้อมพงษ์แนะนําจตุพลว่าเป็นหลานของอธิป ส่วนตนเป็นผู้จัดการโรงงานนี้ ฉัตรชัยคนสนิทของสุขสันต์ถามว่ามีอะไรหรือ

จตุพลเสนอว่า สุขสันต์ถ้าอากู๋ไม่อยากทําธุรกิจกับเขาตนขอทําเอง พูดให้สุขสันต์รู้ถึงความคิดของตนว่า

“ท่านรู้สึกยังไงกับอากู๋ ขอให้รู้ว่าผมรู้สึกมากกว่าท่านร้อยเท่า และในอนาคตอันใกล้นี้ ทรัพย์สมบัติทุกอย่างของอากู๋จะต้องเป็นของผม ไม่ว่าอากู๋จะยกให้หรือไม่ยกให้ก็ตาม ถึงตอนนั้นแล้วท่านก็ต้องคุยกับผมอยู่ดี”

สุขสันต์บอกว่าตนเสียดายอธิปมากไม่อยากให้เขาด่วนจากไปเร็วกว่าวัยอันควร พูดแล้วถามจตุพลว่าเข้าใจความหมายของตนใช่ไหม ถ้าเข้าใจ เราก็อาจจะมีอนาคตร่วมกัน

“ผมเข้าใจ...ท่านอยากให้ผมพิสูจน์อะไรไหมล่ะครับ บอกมาได้เลย” จตุพลแววตากร้าวอย่างท้าทาย สุขสันต์มองยิ้มๆอย่างพอใจ

ooooooo

สุขสันต์ดำเนินงานอย่างรอบด้าน วันนี้เขาโทร.ไปที่ร้านดอกไม้ถามพิมมาดาว่าตนขออนุญาตมาดื่มชาที่บ้านได้ไหม พิมมาดาตอบรับด้วยความแปลกใจ

แต่เพื่อความเรียบร้อย พิมมาดาเรียกสามตัวแสบมาดื่มนมแล้วก็อบรม และตั้งกฎเหล็กว่า

“ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าใครจะทำอะไรก็ตาม ต้องขออนุญาตน้าก่อนเสมอ” เด็กทั้งสามพูดตามเหมือน

คำปฏิญาณ พิมมาดาพูดต่อว่า “อะไรที่น้าห้ามก็คือห้าม อะไรไม่อนุญาตก็คือไม่อนุญาต” เด็กทั้งสามพูดตามอีก เลยถูกดุว่าหยุดล้อเลียนได้แล้ว ถามว่าที่พูดมานี่เข้าใจไหม ทั้งสามเงียบ พอถูกถามย้ำจึงตอบว่า เข้าใจ

พิมมาดาบอกเด็กๆว่า เดี๋ยวสุขสันต์จะมา เด็กๆต้องทำตัวดีๆ โดยเฉพาะจีจ้า ควรหาโอกาสขอบคุณสุขสันต์ เพราะเมื่อวานท่านมีน้ำใจจะช่วยเป็นธุระเรื่องตามตัวจีจ้าอย่างน่าประทับใจที่สุด

อบรมเสร็จให้ดื่มนมแล้วไปอาบน้ำแต่งชุดที่สะอาดเรียบร้อยก่อนที่ท่านจะมา ถามว่า “ได้ยินที่น้าสั่งไหม”

“ได้ยินคร้าบ...ค่ะ...” สามเสียงตอบพร้อมกัน ส่วนป๊อบคอร์นก็เห่าเบาๆ อย่างจำใจรับรู้กับเขาด้วย

ooooooo

เมื่อสุขสันต์มาถึง เห็นเด็กๆแต่งตัว ทำตัวเรียบร้อยมากก็ชมว่าน่ารัก พิมมาดาพยายามเป็นตัวเชื่อมสร้างความรู้สึกดีๆให้กับสุขสันต์  พวกเด็กๆพากันร้องเพลงพร้อมกับเต้นไปตามจังหวะ ทุกคนร้องและเต้นเหมือนตุ๊กตาไขลาน ไม่มีชีวิตจิตใจเลยดูฝืนทำกันจนพิมมาดาบอกให้พอ แล้วพูดกลบเกลื่อนว่าเด็กๆ ทำตลกอยากให้เขาขำๆเท่านั้น

แต่พอผู้ใหญ่เริ่มคุยกัน พวกเด็กๆนั่งกันเรียบร้อยมาก แต่ใครจะขยับทำอะไรก็ยกมือขออนุญาต แม้แต่จะหายใจเข้า หายใจออกก็ขอ จนพิมมาดาแอบถลึงตาใส่ กัดฟันชมว่า

“ดีมาก...ทุกคนไปได้แล้ว”

พวกเด็กๆลุกไป แต่แอบขยิบตากันขำๆ แม้พิมมาดา

จะเห็นแต่ก็จำต้องปั้นยิ้มกลบเกลื่อน

จนเมื่อสุขสันต์จะกลับ ก็พบว่ารถตนกระจกแตก

พิมมาดามาดู ฉัตรชัยบอกว่าตนเห็นโจ๊กมาด้อมๆมองๆ พอมาดูอีกทีสภาพก็เป็นอย่างที่เห็น พิมมาดาโกรธมาก บอกว่าทำถึงขนาดนี้เห็นทีต้องลงโทษกันแล้ว

ความชิงชังเด็กๆ ที่รุมแกล้งตนและกีดกันตนกับ

พิมมาดา ทำให้สุขสันต์หาทางกำจัดเสี้ยนหนามนี้ออกไป ทำทีแสดงความเป็นห่วงนิสัยของพวกเด็กๆ พูดจนพิมมาดาหนักใจ แล้วจึงเสนอให้ส่งไปเข้าโรงเรียนประจำที่อินเดียเพื่อแก้ไขพฤติกรรมนี้

“อินเดีย หมายความว่า พิมต้องส่งหลานๆไปอินเดียเหรอคะ”

“ผมรู้ว่ามันยาก แต่คุณพิมก็ต้องยอม เพื่ออนาคตของหลานๆคุณนะครับ แล้วผมจะส่งโปรไฟล์โรงเรียนมาให้ คุณจะได้ลองไปพิจารณา” สุขสันต์พูดอย่างหวังดีจริงๆ แต่พิมมาดาฟังแล้วอึ้ง...

ooooooo

กริสน์หาหลักฐานมาพิสูจน์จนภัทรดนัยเชื่อว่า วันนั้นสุขสันต์ไปหาเสี่ยอธิปจริงๆ ถามกันว่าถ้าอย่างนี้แล้วจะทำอย่างไร เราถึงจะเข้าถึงตัวสุขสันต์ได้ ภัทรดนัยเสนอว่าให้กริสน์ปลอมไปฝังตัวเป็นสมุนสุขสันต์สักปีสองปี กริสน์บอกว่าตนเบื่อวิธีนี้แล้ว

ทั้งสองช่วยกันคิดหาวิธี แล้วภัทรดนัยก็คิดออกเมื่อดูเทปกล้องวงจรปิดในโรงแรมเห็นพิมมาดาคุยกับสุขสันต์อย่างเป็นกันเอง กริสน์เชื่อว่าสุขสันต์จีบพิมมาดาแน่ๆ

และต่อมาเห็นอีกว่าสุขสันต์ขับรถออกจากบ้าน

พิมมาดา ภัทรดนัยเสนอแผนการทันทีว่า

ข้อแรก ให้นั่งรอคอยดูลาดเลาต่อไป หรือสอง บุกเข้าไปจับตัวขู่เอาความจริงมาให้ได้ แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้

ooooooo

ฟังแนวคิดจากสุขสันต์แล้ว พิมมาดาบอกพวกเด็กๆว่า จะส่งไปอยู่โรงเรียนดัดนิสัยที่อินเดีย ถูกพวกเด็กต่อต้านสุดฤทธิ์จนพิมมาดาโมโหลุกเดินออกไป พวกเด็กๆพากันหน้าจ๋อยมองกันตาปริบๆ

ภัทรดนัยกับกริสน์ยังคิดกันไม่ลงตัวว่าจะทำอย่างไรดี

พลันก็เห็นพวกเด็กๆ พากันวิ่งร้องไห้ออกมา จีจ้าเห็นกริสน์ก็วิ่งเข้าหา เล่าเรื่องที่พิมมาดาจะส่งพวกตนไปดัดนิสัยที่โรงเรียนกินนอนในอินเดีย ฟ้องว่าเพราะนายสุขสันต์เกลียดพวกตนเลยยุให้น้าพิมทำแบบนั้น เพื่อพวกตนจะได้ไปไกลๆ จากน้าพิม

พวกเด็กๆพากันต่อต้านสุขสันต์ แจ๊สบอกว่าน้าพิม

อยากแต่งงาน โจ๊กบอกว่าแต่ถ้าแต่งกับนายสุขสันต์ตนจะไม่เข้าบ้านไปหาน้าพิมอีกเลย

ฟังพวกเด็กๆ แล้วภัทรดนัยฉุกคิดได้ว่า พิมมาดาเลี้ยงเด็กไม่เป็นแต่อยากดัดนิสัยเด็ก แบบนี้เราก็จัดให้เสียเลยไม่ดีหรือ เสนอให้กริสน์ไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กเลยดีไหม ระหว่างนั้นก็คอยตามสืบเรื่องสุขสันต์ไปด้วย

กริสน์โวยวายว่าให้น้ำท่วมหลังเป็ดเสียก่อนตนถึงจะยอมเลี้ยงเด็ก แต่ในที่สุดก็จำนนด้วยเหตุผลของภัทรดนัย และความน่ารักของพวกเด็กๆ

ooooooo

พวกเด็กๆกลับเข้าไปในบ้านพร้อมความหวัง บอกน้าพิมของพวกเขาว่า น้าพิมสอนพวกตนไม่ได้ก็เท่ากับเป็นผู้หญิงที่ล้มเหลวทางการเลี้ยงเด็ก พิมมาดาตัดสินใจว่าถ้าอย่างนั้นจะส่งทั้งสามคนไปอินเดีย

“เราไม่ไปอินเดีย และเราก็ไม่เชื่อฟังน้าพิม แต่เราพาคนที่จะอบรมสั่งสอนพวกเรามาเอง” โจ๊กเสนอ

สิ้นเสียง กริสน์ก็เดินเข้ามาอย่างมั่นใจ พอเห็นหน้าเขาเท่านั้น พิมมาดาถึงกับร้อง “นายอีกแล้วเหรอ?!?”

พิมมาดาไล่กริสน์ออกไปอย่ามายุ่งกับหลานตน พวกเด็กๆพากันปกป้องกริสน์ถึงกับบอกว่า ถ้าไล่กริสน์ออกไปพวกตนก็จะไปด้วย

เมื่อพูดอย่างไรพิมมาดาก็ไม่ยอม จีจ้าเกิดหืดหอบกำเริบ ลงไปนอนดิ้นกับพื้น พิมมาดาตกใจจะเอายาพ่นให้

จีจ้าไม่ยอมพ่นถ้าน้าพิมไม่ให้กริสน์มาเป็นพี่เลี้ยง จนอาการหนักจีจ้าก็ยังไม่ยอมพ่นยา

“เอายามา ผมพ่นเอง” กริสน์รับยาจากพิมมาดา จัดแจงพ่นยาให้จีจ้า หนูน้อยก็อ้าปากให้พ่นยาแต่โดยดี ทั้งยังแอบยิ้มให้กริสน์อย่างสมใจด้วย

เมื่ออาการของจีจ้าดีขึ้น พิมมาดาบอกหลานๆว่า

“น้าจะยอมรับนายนี่ก็ต่อเมื่อ...น้ามั่นใจว่า ตาคนนี้มีประวัติที่ดี ไม่มีเอี่ยวในคดีอาชญากรรมใดๆ หรือแม้แต่คดีเล็กคดีน้อยก็ไม่ได้!! ถ้ามีมลทินแม้แต่นิดเดียว น้าถือว่าหมอนี่ไม่มีคุณสมบัติ”

“ลูกพี่กริสน์ต้องมีประวัติดีอยู่แล้ว ก็ลูกพี่เป็นตำรวจนี่” จีจ้ารับรองเสียงใส

กริสน์ตกใจร้องเฮ้ย! ส่วนพิมมาดาถึงกับหัวเราะท้องคัด ท้องแข็ง บอกว่าถ้าหน้าตาแบบนี้เป็นตำรวจ ตนก็เป็นนายก- รัฐมนตรีได้แล้ว ทุกคนพากันหัวเราะไม่มีใครเชื่อจีจ้า

กริสน์คิดหนักว่าจะทำยังไงดี ตัดสินใจ โทร.ปรึกษาภัทรดนัย พอรู้เรื่องภัทรดนัยก็จัดแจงทำประวัติปลอมของกริสน์ทันที ปลอมเอกสารทุกอย่างครบถ้วน

เมื่อได้เอกสารแล้ว กริสน์เอาไปยื่นให้พิมมาดา

พิจารณา ชื่อและนามสกุล ปรากฏชัดเจนว่า “นายกริสน์ จิตแจ่มใส” พิมมาดาดูแล้วบอกว่าแก่กว่าตนแค่ปีเดียว แล้วตรวจเอกสารทั้งด้านการงานและการเกณฑ์ทหาร พอถึงการศึกษาเธออ่านเสียงดัง “จบปริญญาเอกเหรอ” ทั้งยังได้รับรางวัลลูกกตัญญูด้วย เป็นนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทยได้เหรียญทองซีเกมส์ด้วย

พิมมาดามาสะดุดตรงที่ว่า เขาเคยได้รับเกียรติบัตรผู้ทำคุณงามความดีแก่เยาวชนประจำปี...พลิกดูมีหลายใบมาก พิมมาดาถามทึ่งว่า “นี่นายได้ทุกปีเลยเหรอ”

อ่านประวัติของกริสน์แล้ว ทีแรกพิมมาดาก็ทำท่าจะเชื่อ แต่ความดีเด่นและเกียรติบัตรต่างๆ มีมากเกินไปจนกลายเป็นสงสัย บอกทุกคนที่ร่วมรับรู้ตอนนั้นว่า ถ้ามีดีมากมายขนาดนี้น่าจะมีลงในอินเตอร์เน็ต พูดพลางลุกไป

กริสน์ตัวชาวาบ รีบกดโทรศัพท์ถึงภัทรดนัย พอปลายสายรับ เขาโวยเบาๆ แต่เครียดว่า

“ไอ้ภัทรดนัย...แก...แก...ไอ้ตัวดี แฟ้มประวัติที่แกทำให้ฉันน่ะสิ เป็นเรื่องแล้ว!”

กริสน์พยายามกีดกัน ถ่วงเวลาไม่ให้พิมมาดาไปเช็กประวัติของตนทางอินเตอร์เน็ต เมื่อไม่สำเร็จก็แกล้งสะดุดสายไฟจนคอมพิวเตอร์ดับไป แต่เขาก็ถูกเต๋ากับเต้ยล็อกตัวไว้ตามคำสั่งของพิมมาดาที่บอกว่า เป็นคนมีพิรุธน่าสงสัย

ooooooo

ภัทรดนัยได้รับโทรศัพท์จากกริสน์แล้วก็รีบ

ออกไปที่ร้านเบเกอรี่ฝั่งตรงข้าม วิ่งหาอินเตอร์เน็ต แล้วก็ลงมือทำงานอย่างเร็ว

ฝ่ายกริสน์ เมื่อถูกล็อกตัวก็พยายามทำใจเย็นสู้เสือ พิมมาดาเช็กในอินเตอร์เน็ตแล้วไม่พบข้อมูลใดๆ ของกริสน์เลย ยิ่งเชื่อว่าเขาหลอกลวง กริสน์ถ่วงเวลา บอกให้เธอลองเช็กใหม่ถึง 3 ครั้งจึงเจอ

ปรากฏว่าเจอข้อมูลประวัติของเขาเพียบ! โชว์ขึ้นมาเป็นตับๆ ตับๆ ตับๆ

เค้กที่มาชะโงกดูอยู่ถึงกับอุทานว่า เขาเป็นคนดีจริงๆ กริสน์แอบถอนใจโล่งอกเหมือนรอดตายมาได้หวุดหวิด...เฮ้อ...

ooooooo

สุขสันต์ยังไปพูดเตือนและขู่อธิปอีก 3 ครั้ง แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนใจอธิปได้ เขาบอกจตุพลว่า

“ผมทำครบ 3 หนแล้ว ให้โอกาสเขา 3 หน ตามที่ผมตั้งปณิธานไว้ว่า ก่อนจะลงมือทำอะไรใคร ผมต้องตักเตือนเขาให้ครบ 3 หนก่อน”

สุขสันต์บอกจตุพลให้ลงมือได้เลย ให้เขาพิสูจน์ตัวเองได้ ว่าเขาพร้อมจะเป็นคนของตนจริงๆ จตุพลพูดอย่างผยองว่ารับรองว่าสุขสันต์จะสะใจกับสิ่งที่ตนจะทำกับกู๋ของตัวเอง

ขณะจตุพลเดินร้องเพลงออกไป น้อมพงษ์พูดกับเขาว่า

“ไอ้สุขสันต์นี่มันโรคจิตจริงๆนะคุณจตุพล ผมว่ามันต้องไม่ใช่คนธรรมดา แต่มันคือวิตถารเลยแหละ คบหาไว้เป็นสหายได้จริงๆ”

ooooooo

ที่คฤหาสน์ของอธิป อธิปกำลังเล่นตี่จับอยู่กับโอปอล์ ครู่หนึ่งบอกว่าป๊าวิ่งไม่ไหวแล้ว พอดีจตุพลเดินมาหา บอกว่าได้เวลาทานยาบำรุงแล้ว อากู๋จะทานที่นี่หรือจะเข้าไปทานในบ้าน

เสี่ยอ้อนโอปอล์ให้ไปเอายาให้ป๊าหน่อย พอโอปอล์ วิ่งไป เสี่ยถามจตุพลว่าที่มานี่ไม่ใช่เรื่องยาอย่างเดียวใช่ไหม

“ครับ...คือผมกลับไปคิดๆดู ตอนนี้ไอ้กริสน์ทรยศไปแล้ว ร้านขนมที่อากู๋จะเปิดก็ยังไม่มีคนดูแล ผมเลยคิดว่าจะขอกลับมาดูแลร้านขนมเองครับ”

อธิปถามว่า ไหนตอนนั้นบอกว่าอยากดูแลผับไม่ใช่หรือ จตุพลทำหน้าเศร้าพูดอย่างเป็นห่วงว่า

“ผมก็ยังอยากทำผับครับ แต่ผมก็ทิ้งให้อากู๋ทำงานคนเดียวไม่ได้หรอกครับ ยิ่งเห็นสิ่งที่ไอ้กริสน์มันทำกับอากู๋ด้วย ผมทิ้งอากู๋ไม่ได้หรอกครับ ยังไงอากู๋ก็เป็นญาติ

คนเดียวของผม อากู๋ไว้ใจผมได้เลยครับ”

โอปอล์เอายามาพอดี จตุพลรับยาไปรินใส่แก้วยกขึ้นดมๆก่อนส่งให้อธิป

“ขอบใจ” อธิปรับยาไปดื่มจนหมดแก้วแล้วส่งแก้วคืนให้ “แหม...ไอ้ยาบำรุงนี่มันดีจริงๆกินปุ๊บมีแรงปั๊บ”

“อากู๋ไม่ต้องเครียดเรื่องไอ้กริสน์มันนะครับ ผมอาสาจะจัดการให้เอง  แล้วยาบำรุงนี่ หมดเมื่อไหร่ผมจะเอามาให้ใหม่”

“ขอบใจ...ขอบใจจตุพล สุดท้าย เลือดก็ย่อมข้นกว่าน้ำจริงๆ” อธิปพูดอย่างซึ้งใจ...

ooooooo

จตุพลไปโรงงานทำขนม น้อมพงษ์แนะนำสมุนหน้าใหม่แก่จตุพลว่า

“ไอ้พวกนี้ ผมคัดมาเองกับมือ รับรองว่าไว้ใจได้ทุกคน ใช้ให้ทำอะไรทำหมด บุกน้ำลุยไฟมันทำให้ได้ทุกอย่าง ขอแค่จ่ายเงินมันดีๆ”

“ดี...เรื่องเงินไม่มีปัญหา ขอแค่ให้ซื่อสัตย์ก็พอ” พูดพลางน้อมพงษ์เดินไปที่โต๊ะ กดเปิดคอมฯดูรูปโปรไฟล์คนงานและแฟ้มประวัติปรากฏขึ้นมา น้อมพงษ์คลิกให้ดูทีละคน พลางเล่า “นี่ คือคนงานทั้งหมดที่อยู่ในโรงงานตอนนี้ ข้าเก่าเต่าเลี้ยงเสี่ยอธิปทั้งนั้น คุณจตุพลเลือกดูเอาเลยครับว่าอยากจะเอาใครไว้หรือเอาใครออก แล้วผมจะจัดการให้”

“ไอ้พวกที่มีแนวโน้มจะเป็นคนดี ปากมาก ไล่ออกไปให้หมด!” จตุพลคลิกดู แล้วเอาเมาส์ชี้ “ไอ้นี่เอาออก...

ไอ้นี่เอาออก...” ชี้และบอกแล้วจตุพลยิ้มเหี้ยมที่มีความหมายมากกว่าการให้ออก

ooooooo

ตอนที่ 3

เมื่อพวกเด็กๆรุมกันลุ้นแกมบีบบังคับจนพิมมาดาท่าทีอ่อนลงแล้ว กริสน์แอบลากพวกเด็กๆไปทำข้อตกลงกันข้างนอก จัดแจงจะแจ้งกติกาข้อตกลง แต่เด็กหัวหมอพวกนี้ไม่ยอม อ้างว่ากริสน์เป็นคนนอก ฉะนั้นต้องรับปากพวกตนก่อน กริสน์ยอม ถามว่ามีอะไรให้ว่ามา

“พี่ต้องช่วยปกป้องน้าพิมจากคุณสุขสันต์และต้องทำให้น้าพิมตาสว่างด้วย” โจ๊กเสนอขึงขัง

“ได้...ฉันรับปาก แต่พวกเธอต้องร่วมมือกับฉันด้วย พวกเธอต้องช่วยให้ฉันได้ใกล้ชิดนายสุขสันต์เยอะๆ แล้วถ้ามีอะไรเกี่ยวกับนายสุขสันต์ที่แปลกๆ น่าสงสัยหรืออะไรก็แล้วแต่ ต้องเอามาบอกให้ฉันรู้ ตกลงไหม”

“ตกลง” สามเสียงตอบพร้อมกันอย่างเข้มแข็ง จริงจัง

ทุกคนยื่นมือออกไปวางซ้อนกันไม่เว้นแม้แต่เจ้าป๊อปคอร์น เป็นสัญญาสุภาพบุรุษที่ไม่ต้องมีลายลักษณ์อักษร ไม่ต้องมีลายเซ็นมีแต่ฝ่ามือที่สัมผัสกันอุ่นๆ

ooooooo

แต่เมื่อพิมมาดาเรียกประชุม เธอมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นทางการที่ต้องเซ็นชื่อไว้เป็นหลักฐานทุกคน เธอเรียกมันว่า สัญญาเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กๆ ยื่นหนังสือสัญญาแล้วเธอก็ร่ายยาวถึงพฤติกรรมที่กริสน์ต้องทำให้เด็กๆ เปลี่ยนคือ

“เด็กๆต้องมีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ ไม่สร้างปัญหา สอบติดหนึ่งในสิบของห้อง ไม่ทะเลาะกับเพื่อน ไม่มีปัญหากับโรงเรียน ไม่ถูกทัณฑ์บน ไม่ถูกเชิญผู้ปกครอง ไม่พูดหยาบ ไม่ก้าวร้าว มีนํ้าใจ มีมารยาท เคารพผู้ใหญ่ ช่วยงานบ้าน มีนิสัยประหยัด ซื่อสัตย์ อดทน”

กริสน์ฟังจนหูชาแล้วพูดประชดว่า “ต้องมีรอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะด้วยสิครับ ว้าว...นี่ท่าทางพวกนายจะเป็นเด็กนิสัยเทพๆๆๆมากๆๆๆอยู่แล้วสิเนี่ย” กริสน์หัวเราะหยันๆ

กริสน์ทำท่าจะถอดใจ เด็กๆเลยปรามาสว่ากลัวก็บอกมาดิ กริสน์ฮึดขึ้นมาถามว่าจะให้เซ็นชื่อตรงไหน พิมมาดา

บอกว่าปั๊มนิ้ว กริสน์ยอมปั๊มนิ้วทันที พวกเด็กๆถูกสั่งให้ปั๊มกันทุกคน จากนั้นเธอบอกกริสน์ว่า

“ทั้งหมดนี่ นายมีเวลารวมทั้งสิ้นหนึ่งเดือน”

กริสน์โพล่งออกไปว่า “หนึ่งเดือน จะบ้าเหรอ” พิมมาดาเอาลายนิ้วมือที่ปั๊มมาผูกมัด ขู่ว่าแล้วห้ามต่อรอง แล้วตัดบทว่า “เอาล่ะ ให้เริ่มสัญญาข้อเก้าได้เลย”

บรรดาคู่สัญญามองหน้ากันเลิ่กลั่ก พิมมาดาเรียกเต๋ากับเต้ยปฏิบัติการได้แล้ว ทั้งสองออกมาล็อกกริสน์ทันที เขาถามว่าอะไรกัน สัญญาข้อเก้าคืออะไร จีจ้าอ่านเสียงใสว่า

“พี่เลี้ยงเด็กจะต้องสะอาดสะอ้าน ไม่มีหนวดเครา ไม่มีผมเผ้ารกรุงรัง ทั้งต้องตัดผมทุกสัปดาห์ด้วย”

“ตัดผม...ไม่ๆๆๆๆ” กริสน์แผดเสียงราวกับจะถูกจับเชือด

ooooooo

พิมมาดาสั่งเต้ยกับเต๋าว่า เต็มที่เลยนะ ตนจะไปรอดูตอนเสร็จแล้ว พูดแล้วเดินไปเลย กริสน์ตะโกนด่าตามหลังไปปาวๆ แต่ในที่สุดก็ถูกเต๋ากับเต้ยจัดการทั้งผมและหนวดเคราเรียบร้อย ท่ามกลางเสียงครางฮือๆของกริสน์ตลอดเวลา

“เสร็จแล้วค่ะ” เต้ยบอกเสียงห้าวๆ

“ขอเชิญทุกคนพบกับพี่เลี้ยงเด็กคนใหม่...คุณกริสน์...” เต๋าผายมือท่าอ่อนช้อย

พวกเด็กๆพากันโผล่หน้ามาดู จีจ้ายกแม่โป้งให้

ไอดอลของตน โจ๊กปล่อยก้ากๆๆ ส่วนแจ๊สทำมองเมินอย่างไม่สนใจ  แต่พอเค้กมาเห็นถึงกับร้องเพลงบุพเพสันนิวาสเคลิ้มไปเลย

กริสน์เดินมายืนตรงหน้าพิมมาดา เหมือนนักเรียนเดินมาให้ครูตรวจ ถามว่า “ผมหล่อสะใจคุณแล้วใช่ไหมครับ”

“อื้อ...เอ๊ย...ก็งั้นๆแหละ เชอะ!” พิมมาดากลับลำแทบไม่ทัน แล้วรีบเดินไปปกปิดความเก้อเขินของตัวเอง กริสน์เลยเชอะ! ใส่บ้าง

ooooooo

ปฏิบัติการดัดนิสัยเริ่มแต่คํ่าวันนี้เลย กริสน์ใช้นกหวีดเป็นสัญญาณแทนคำสั่ง คํ่านี้จึงมีเสียงนกหวีดแสบแก้วหูไปทั้งบ้าน

กริสน์ไม่ชอบเด็กเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อต้องมาฝึกเด็ก (เหลือขอ) ถึงสามคนในเวลาเดียวกัน จึงเป็นบททดสอบที่สุดหินสุดโหด เพียงคืนแรก เขาก็เหนื่อยแทบขาดใจ

เมื่อต้อนเด็กๆไปนอนแล้ว เขาจึงมีเวลาพิมพ์ข้อความส่งถึงภัทรดนัย บอกว่า

“แผนเอ ลุล่วง ต่อไปแผนบี ขอให้นายสุขสันต์เข้ามาในระยะประชิดยัยเจ๊โหดกว่านี้ก่อนนะเพื่อน”

รุ่งขึ้น กว่าจะปลุก 3 คน กับ 1 หมาให้ตื่นได้ ก็เป่านกหวีดเสียคอแทบแตก ครั้นขับรถพาไปโรงเรียน ก็เหมือนจับปูใส่กระด้ง เขาขับรถไปอย่างปวดหัวจนเส้นโลหิตสมองแทบแตก
แต่กริสน์ก็มีความอดทน อดกลั้นอย่างยอดเยี่ยม เพื่อภารกิจที่จะสืบเรื่องของสุขสันต์ให้ได้

ooooooo

เช้านี้ ที่โต๊ะอาหารคฤหาสน์เสี่ยอธิป เสี่ยกับโอปอล์ทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว เสี่ยกำลังจะไปส่งโอปอล์ไปโรงเรียนใหม่ที่เพิ่งย้ายมา เสี่ยสั่งจตุพลที่นั่งกินข้าวด้วยกันว่า

“เดี๋ยวฉันจะเข้าไปที่โรงงานสายหน่อยนะ ฝากดูแลแทนด้วย หมู่นี้คนงานมีทั้งหน้าแปลกๆ และก็แปลกหน้า ฉันไม่อยากให้มีพวกเหล่าร้ายมาแฝงอยู่ในโรงงาน”

“ในโรงงานเราจะมีใครร้ายไปกว่าหัวหน้าแก๊งอย่างกู๋อีกเหรอครับ” จตุพลพูดจนทุกคนเงียบกริบหมด โอปอล์ถามว่าป๊าตนร้ายยังไงหรือ จตุพลหัวเราะลั่นออกมาบอกว่า “อาแกล้งพูดเล่น พูดให้ตลกป๊าจะได้หายเครียดฮ่ะๆๆ”

โอปอล์ชวนเสี่ยไปกันเถอะ น้อมพงษ์เอ่ยขึ้นว่า “นายอธิป อย่าลืมดื่มยาบำรุงครับ” พลางรีบยกแก้วยาสีดำให้เสี่ยรับไปดื่มรวดเดียวหมดเกลี้ยง แล้วโอบไหล่โอปอล์เดินออกไป เดชช่วยหิ้วกระเป๋าให้โอปอล์ตามไป

จตุพลหน้ายังเปื้อนยิ้มอยู่ แต่พอเสี่ยเดินพ้นไปแล้วเท่านั้น หน้าที่ยิ้มแย้มก็กลายเป็นโหดไปทันที!

ooooooo

ที่ห้องเสริมสวยบ้านสุขสันต์ เจ้าตัวกำลังนอนให้คนสระผมอยู่ อีกคนก็ทาเล็บเคลือบมันให้อย่างประณีต ระหว่างนั้นเขาคุยโทรศัพท์กับจตุพลอย่างอารมณ์ดี ถามจตุพลว่าเริ่มภารกิจพิสูจน์ตัวเองให้ตนเห็นหรือยัง

“ผมเริ่มให้ยาบำรุงสูตรพิเศษกับอากู๋แล้วครับ ยานี้มันจะค่อยๆออกฤทธิ์ไปเรื่อยๆ ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตแน่ ส่วนทางมิสเตอร์แฮมฟาย เขาอีเมล์มาว่า ของพร้อมแล้วนะครับ เหลือแต่รอคำสั่งจากท่านเท่านั้น”

“บอกแฮมฟายว่า อีกสามวันเอาของเข้ามาได้เลย เพราะฉันจะเตรียมทางสวยๆซอฟต์ๆไว้ให้” สุขสันต์พูดพลางกรีดนิ้วดูเล็บที่เพิ่งทาเสร็จ

แพรวพิลาสได้ยินประโยคหลังเดินเข้ามาถามว่าอะไรสวย อะไรซอฟต์หรือ พลางเดินเข้ามาบอกว่าซื้อผลิตภัณฑ์ไวเทนนิ่งล้วนๆตัวใหม่มาให้ สุขสันต์ไม่พูดอะไร แต่คุยกันครู่หนึ่งเขาถามว่าเธอชอบดอกไม้ไหม ตนจะทำธุรกิจนำเข้าดอกไม้นอก บอกเธอว่า ให้เลือกไปแต่งบ้านท่านหัวหน้าพรรคทุกวัน หรืออยากมีทางเดินที่ปูด้วยกลีบกุหลาบตนก็จะจัดให้

แพรวพิลาศบอกว่า ตนมีทางที่จะดึงสตางค์จากพรรคของพ่อมาได้อีกทางแล้ว จะให้พ่อบังคับนักการเมืองในพรรคว่าจะส่งดอกไม้ไปให้ใคร ต้องมาสั่งที่ร้านเขาเท่านั้น พวกนักการเมืองส่งดอกไม้กันทั้งปี แบบนี้เราก็จะรวยกันใหญ่แล้ว

ระหว่างนั้น ฉัตรชัยแอบดูอยู่ สีหน้ามีเลศนัยบางอย่างขึ้นทันที

ooooooo

กริสน์ขับรถพาเด็กๆไปส่งโรงเรียน พอครูฟ้าใสเห็นกริสน์เท่านั้น ก็ถึงกับเพ้อ...

“โอว...สมาร์ท แมน แฮนด์ซัม ลํ่าหล่ออออ ฮูอาร์ ยู คะ”

กริสน์มึนไปชั่วครู่กับอาการของครูฟ้าใส หลังจากแนะนำชื่อเสียงเรียงนามกันแล้ว แจ๊สพูดแทรกนิ่มๆหน้านิ่งๆ ว่า

“ชอบพูดไทยคำ อังกฤษคำ แต่สอนไม่รู้เรื่องเอาซะเลย” พูดจบแจ๊สเดินเข้าไปหน้าตาเฉย

ทันใดนั้น ภัทรดนัยในคราบพ่อค้าซาลาเปาก็บีบแตรเป็นรหัส กริสน์ได้ยิน จึงขอตัวจากครูฟ้าใสไปหา ทำทีไปซื้อซาลาเปาให้เด็กๆ

กริสน์เดินออกไปเห็น  รปภ.กันรถกันคนเปิดทางให้รถหรูของเมทินีเข้ามาจอด เมทินีก้าวลงจากรถราวกับนางพญา

“อีคุณหญิงรถคันหน้านี่มันจะนวยนาดไปไหนวะ

ลงจากรถไม่เสร็จซะที” เสี่ยอธิปบ่นเพราะรถถูกกันไว้เหมือนกัน

ที่กำแพงข้างโรงเรียนนั่นเอง มีใครบางคนซุ่มอยู่ ใช้กล้องในมือถือถ่ายรูปเมทินีที่นวยนาดลงจากรถ

ooooooo

กริสน์ไปที่รถขายซาลาเปา ถามเป็นรหัสว่า “พี่ซาลาเปาว่าไง”

ภัทรดนัยตอบเป็นรหัสว่า “ได้แล้ว แต่คราวนี้ไม่สึก ไม่หอม ไม่เห็น”

ระหว่างนั้นเด็กๆมารอซื้อซาลาเปามองหน้ากริสน์กับภัทรดนัยงง ว่าพูดอะไรกัน

“เฮ่ย...แล้วแบบนี้จะได้กินไหม” กริสน์ถามอีก

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่อีกสามวันจะเอามาเสิร์ฟ”

เด็กๆพวกนั้นมองหน้าทั้งสองอ้าปากหวอ

“แล้วยกมายังไง ใครยกมา” กริสน์ถามต่อ

“มีแต่ไส้หนูตาบอด กับไส้แมงสาบหูหนวก”

พวกเด็กๆวงแตก แยกย้ายกันไปแหวะเอาเป็นเอาตาย คราวนี้ทั้งกริสน์และภัทรดนัยกลายเป็นฝ่ายงงแทน...แล้วภัทรดนัยก็พูดอย่างโล่งใจว่า

“ไปซะได้ก็ดีแล้ว ฉันจะได้พูดกับแกแบบเคลียร์ๆซะที”

“โอเค...สรุปว่าจะมีการเอายาเข้ามาในอีกสามวันนี้ใช่ไหม? แล้วไอ้ยานี่ก็เป็นยาชนิดใหม่ที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ต้องพิสูจน์ในห้องแล็บเท่านั้นใช่ไหม? ที่สำคัญคือยังหาตัวคนอยู่เบื้องหลังไม่ได้...และยิ่งไปกว่านั้นคือ ยังไม่รู้อีกต่างหากว่าพวกมันจะนำเข้ามาทางไหน...”

ปรากฏว่ากริสน์ถอดรหัสออกมาได้ถูกหมด แต่กริสน์กลับโวยว่า

“เฮ้ย...นี่แกมีข้อมูลอะไรบ้างวะเนี่ยไอ้ดนัย?!?”

“ถ้ารู้ข้อมูลได้ง่ายๆแกจะต้องเสี่ยงชีวิตมาสืบแบบนี้เหรอ แกต้องรีบแล้วนะไอ้กริสน์ เพราะถ้ายาลอตแรกมันเล็ดลอดเข้ามาได้ ประเทศไทยแย่แน่”

พูดแล้วภัทรดนัยส่งถุงซาลาเปาให้กริสน์ เขารับแล้วรีบเดินไป รถสปอร์ตของเสี่ยอธิปเสียบเข้ามาทันที เดชลดกระจกลง ยื่นหน้าออกมาสั่งว่า เหมาซาลาเปาทั้งหมด ภัทรดนัยรู้สึกคุ้นหน้าเดช อึดใจต่อมาอธิปก็สั่งเหมาขนมจีบทั้งหมด

ภัทรดนัยชะงักเมื่อเห็นอธิป เดชตะคอกมาว่าไม่ได้ยินเสี่ยสั่งหรือ เร็วเข้าเสี่ยจะเหมาไปเลี้ยงนักเรียนเพราะลูกสาวเสี่ยเพิ่งย้ายโรงเรียนมา ภัทรดนัยรีบส่งซาลาเปากับขนมจีบให้ พึมพำอย่างเป็นห่วงกริสน์...

“นายอธิป มาทำอะไรที่นี่ ไอ้กริสน์...ซวยแล้วเพื่อน...”

ooooooo

ที่ถนนหน้าโรงเรียน เมทินีสาวใหญ่วัย 40 แต่งตัวสีสันจัดจ้าน เสื้อผ้าหน้าผมเนี้ยบทุกระเบียดนิ้ว มาส่งปาล์มลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแต่งหล่อสุดฤทธิ์สุดเดช เดินเก๊กลงมากับแม่

เมทินีชมลูกชายตัวเองว่าหล่อที่สุดเลย เธอพูดโดยที่ปากแทบไม่ขยับเพราะเพิ่งไปฉีดโบทอกซ์มา ร่ำลากันอย่างสุดซึ้งแล้ว ปาล์มเดินเท่เข้าไป ผ่านพวกนักเรียนหญิงพากันกรี๊ดสนั่น
เมทินีสะกิด รปภ.บอกว่า “นี่ๆดูซิว่าลูกชายฉันเท่ขนาดไหน แค่เดินผ่านสาวๆก็กรี๊ดกันแล้ว”

รปภ.สะกิดเมทินีว่า ที่นักเรียนหญิงกรี๊ดนั้น เพราะปาล์มเหยียบขี้หมา แต่ปาล์มก็ยังเดินอย่างเท่ไม่รู้ตัว

“ตายแล้วลูกปาล์ม!” เมทินีร้องอย่างตกใจ

ระหว่างนั้นเอง เมทินีก็ร้องเสียงดังว่าชายคนข้างๆ แอบถ่ายกางเกงในตน ชายคนนั้นพยายามชี้แจงว่าตนไม่ได้เป็นโรคจิตแต่ทำด้วยความทรงจำดีๆ

ชี้แจงแล้วชายคนนั้นวิ่งอ้าวไปเลย เมทินีร้องโวยวายให้ช่วยกันจับชายโรคจิตคนนั้น

กริสน์หิ้วถุงซาลาเปาผ่านมาพอดี เขาวิ่งไล่กวดชายคนนั้นไป สวมบทพระเอกได้อย่างสุดเท่...

ooooooo

เมทินีใส่รองเท้าส้นสูงวิ่งไล่ตามชายโรคจิตไป ส้นรองเท้าเสียบลงไปในตะแกรงท่อระบายน้ำจนเซจะล้ม กริสน์พุ่งมารับไว้ทัน เมทินีอยู่ในอ้อมกอดของกริสน์ กอดเขาไว้แน่นจนแกะไม่ออก ลืมชายโรคจิตไปสนิทใจ

กริสน์ร้องให้ปล่อยเดี๋ยวตามหมอนั่นไม่ทันแล้วรูปเปลือยของคุณป้าก็จะว่อนในโซเชียลเน็ตเวิร์ก กระนั้นเมทินีก็ไม่ยอมเพราะเสียดายความรู้สึกดีๆตอนนี้ กริสน์เลยแกล้งซุกไซ้ เมทินีตกใจแต่ไม่ปล่อย แต่ชายโรคจิตทนไม่ได้ วิ่งย้อนกลับมา ร้องตะโกน

“คุณป้าที่รักของผมไปกอดกับคนอื่นนนน...ทน ไม่ได้...”

ชายโรคจิตพุ่งเข้าหากริสน์ เขาพยายามสลัดเมทินีออก แต่ถูกเมทินีกอดไว้แน่น กริสน์เลยจำต้องจับร่างเมทินีเหวี่ยงเป็นวงกลมกันหมัดของชายโรคจิต ปรากฏว่าเท้าของเมทินีเหวี่ยงตรงเป้าชายโรคจิตเข้าเต็มๆ มันกุมเป้าจุกหน้าเขียวโดนเมทินีจิกหัวกระชากอย่างแรงอีก

สุดท้ายชายโรคจิตก็ถูกกริสน์ล่อเสียหมดสภาพล้มลง โทรศัพท์ที่แอบถ่ายเมทินีไว้หลุดจากมือ กริสน์พุ่งเข้าไปรับไว้ได้อย่างเท่ เมทินีในสภาพเสื้อผ้าหน้าผมยับเยิน ยิ้มปลื้มสุดๆ ชมเปาะ “พระเอกมากๆ...”

ooooooo

มือปราบพ่อลูกอ่อน 18/01/55

วันนี้ สุขสันต์มาที่ร้านดอกไม้ เมื่อรู้จากพิมมาดาว่าตนหาพี่เลี้ยงมาดูแลเด็กๆ แล้ว เขาชมว่าดีเด็กๆจะได้มีคนดูแลและจะได้แบ่งเบาภาระของเธอด้วย

จุดมุ่งหมายสำคัญที่สุขสันต์มาวันนี้ ก็หมายตีสนิทและบอกเธอว่า ตัวเองกำลังทำธุรกิจร้านขนมกับเพื่อนต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ พื้นที่คอนเทนเนอร์ยังมีเหลือ อยากให้เธอนำเข้าดอกไม้พร้อมกันเลย จะได้ไม่ต้องเสียค่าขนส่งแพงๆ ลดต้นทุนไปได้เยอะทีเดียว

สุขสันต์หว่านล้อมจนเธอตกลง เขารุกไปอีกขั้นว่า อยากจะหาทางใกล้ชิดกับเธอมากขึ้นเร็วๆ เธอจะรังเกียจไหม ทำเอาพิมมาดาเขิน หลบตาเขาชำเลืองมองเค้กกับเต๋าและเต้ยที่แอบดูอยู่ พวกนั้นพยักพเยิดกันคอแทบหัก ลุ้นกันสุดๆ เค้กพูดอย่างลิงโลดว่า

“เอาละเว้ยเพื่อนฉัน จะได้พาตัวลงจากคานก็คราวนี้ละ”

หลังจากกล่อมพิมมาดาสำเร็จ ระหว่างเดินทางกลับ สุขสันต์โทร.นัดจตุพลให้เตรียมไปรับของที่ท่าเรือในอีกสองสามวันข้างหน้านี้ได้เลย

ooooooo

ส่วนกริสน์ วันนี้เขากลายเป็นฮีโร่ที่สร้างวีรกรรมช่วยเมทินี จนได้รับคำชมและได้ใจครูฟ้าใสไปเต็มๆ เอ่ยอย่างปลื้มสุดๆว่า หล่อแล้วยังใจดีอีก ส่วนกริสน์เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้วก็ขอตัวกลับ ท่ามกลางบรรดาครูทั้งสาวและแก่มายืนส่งกันหน้าสลอน บ้างรุมกันเข้ามาขอถ่ายรูป
ระหว่างนั้น ภัทรดนัยพยายามบอกเขาว่า เสี่ยอธิปมาที่นี่ แต่ก็สื่อกันไม่เข้าใจ กริสน์จะออกไปหาก็ไม่ได้ เพราะติดโดนครูสาวๆรุมถ่ายรูปอยู่

ภัทรดนัยตัดสินใจเข้าไปส่งสัญญาณบอกว่า เสี่ยอธิปมา กริสน์ยังไม่ทันเข้าใจ ภัทรดนัยก็ถูกครูพงษ์พัฒน์มาไล่ให้ออกไปนอกบริเวณโรงเรียน ภัทรดนัยเลยจำต้องออกไป ครูพงศ์พัฒน์หันไปเห็นพวกครูผู้หญิงกำลังห้อมล้อมกริสน์อยู่ เขาเขม้นมองเขม่นๆพึมพำ

“ไอ้หมอนั่นมันเป็นใครวะ ทำไมพวกครูสาวๆ

ต้องกรี๊ดมันขนาดนั้นด้วย หน้าตาก็งั้นๆ ไม่เห็นจะหล่อเท่าไหร่”

ooooooo

กริสน์เพิ่งหาโอกาสโทร.ติดต่อภัทรดนัย เมื่อพวกครูถูกตามตัวไปต้อนรับโอปอล์นักเรียนใหม่ลูกสาวเสี่ยอธิปผู้ยิ่งใหญ่ที่เพิ่งย้ายมาเรียนที่นี่

ระหว่างนั้นกริสน์ได้ยินเสียงเสี่ยเอ่ยปากฝากลูกสาวไว้กับครูๆ ก็ถึงกับขนหัวลุก เหงื่อแตกพลั่ก พึมพำ

“เป๊ะเลย...เสี่ยอธิป วายป่วงแล้ว!”

กริสน์หาทางหลบให้พ้นหน้าเสี่ย แต่เท้าไปเตะถูกถังขยะล้ม เดชพรวดมาตวาดถาม “ใครอยู่ตรงนั้น!” กริสน์เงียบกริบ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง

สถานการณ์ตึงเครียดทันที เสี่ยอธิปกับเดชเตรียมพร้อมสู้รบ สั่งให้ผู้ที่แอบอยู่ออกมาเสียดีๆ

เรียกอยู่นานก็ไม่มีใครออกมา สุดท้ายเสี่ยให้บอดี้การ์ดของตนบุกเข้าไปดู เจอแต่ถังขยะกับไม้กวาดล้มอยู่ แต่พวกนั้นไม่ทันสังเกตช่องแอร์ที่เผยออกมานิดๆ

โอปอล์เรียนอยู่ห้องเดียวกับโจ๊ก เธอเลือกนั่งใกล้ๆโจ๊ก ถูกโจ๊กพูดกระแทกใส่อย่างหมั่นไส้ที่กว่าโอปอล์จะเข้ามาเรียนได้ ก็ทำให้ทุกคนต้องเสียเวลารอนาน ทั้งคู่โต้เถียงกันเล็กน้อย ครูพงษ์พัฒน์รีบหย่าศึก บอกโอปอล์ว่าถ้าไม่ชอบใจจะเปลี่ยนไปนั่งที่อื่นก็ได้ โอปอล์ตอบอย่างจงใจกวนกระสาทโจ๊กว่า “จะนั่งตรงนี้แหละ!”

ทั้งคู่เริ่มเขม่นกันตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่เข้าเรียนแล้ว!

ooooooo

กริสน์หนีออกมาทางช่องแอร์ ออกมาเห็นนัก-เรียนยืนต่อแถวกันยาวเหยียด เขม้นมองจึงรู้ว่า พวกเด็กๆกำลังมาสมัครสมาชิกชมรม สตาร์แดนซ์รุ่นใหม่กัน

ปรากฏว่าแจ๊สก็มาสมัครด้วย แต่บุคลิกที่เย็นชาไม่สุงสิงกับใคร แถมยังใส่แว่นหนาเตอะ เลยถูกพวกรุ่นพี่ที่มาสมัครเข้าใจผิดคิดว่าเธอมาสมัครผิดที่ เลยแนะนำให้ไปสมัครที่ชมรมวิทยาศาสตร์บ้าง ชมรมพุทธศาสนาบ้าง ชมรมปรัชญาบ้าง จนแจ๊สทนไม่ไหวบอกพวกพี่ๆว่า

“ไม่ใช่ค่ะพี่ หนูมาสมัครเต้น”

ทันใดนั้นเอง เสียงหัวเราะคิกคักก็ดังขึ้น ทุกคนพากันมองแจ๊สขำๆ  บางคนกระทั่งบอกว่า  เธอไม่เหมาะกับชมรมนี้รุมกันพูดเสียจนแจ๊สทั้งโกรธทั้งอาย  เดินหนีไปเลย

กริสน์เห็นดังนั้น ก้าวเข้าไปอบรมรุ่นพี่เหล่านั้นยาวเหยียด ว่าต้องรู้จักเคารพในสิทธิของผู้อื่น ให้โอกาสแก่ผู้อื่น อย่าตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก แล้วขู่ว่าจะไปฟ้องคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่า ชมรมนี้ทำงานไม่มีมาตรฐาน แล้วจะไปฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย ว่าเด็กสถาบันนี้ดูถูกหมิ่นประมาทคนอื่น เขาเดินไปดูจะจดชื่อทุกคน

แต่พอกริสน์เดินไปหาเด็กคนไหน คนนั้นก็รีบเอามือปิดชื่อตัวเอง บางคนหน้าเสีย บางคนถึงกับร้องไห้...

เค้กพอใจกริสน์มาก เอาใจใส่เขาเป็นพิเศษ เดี๋ยว เอาขนมมาให้ เดี๋ยวเอากาแฟมาให้ จนเต๋ากับเต้ยผิดสังเกต วันนี้นับกันว่าเค้กมาหากริสน์ที่ร้านถึง  9  ครั้งแล้ว  แต่เขาก็ไม่กลับสักที พิมมาดาเองก็เริ่มหมั่นไส้กริสน์โดยไม่รู้สาเหตุ

ภัทรดนัยก็มักจะนัดพบกับกริสน์ ที่ร้านเบเกอรี่ของเค้กบ่อยๆ จนเค้กเริ่มสงสัยความสัมพันธ์ของทั้งสองว่าอาจผิดปกติแบบชายชอบชาย เลยยิ่งไม่พอใจภัทรดนัย เมื่อเขามานัดพบกับกริสน์ที่ร้าน เธอจึงไม่สนใจ ไม่บริการ จนเกิดโต้เถียงกันหลายครั้ง

วันนี้ทั้งคู่นัดพบกันที่ร้านของเค้กอีก กริสน์ปรับทุกข์ว่า พิมมาดาไม่พอใจที่เขารับเด็กๆ กลับผิดเวลาเพราะมัวไปแก้ปัญหาเด็กทะเลาะวิวาทกัน เธอจึงสั่งให้เขาช่วยงานร้านดอกไม้ด้วย ก่อนอื่นต้องรู้จักและจำชื่อดอกไม้ให้ได้หมดก่อน เค้กรู้จึงอาสาจะช่วยเขา

ooooooo

ปาล์มลูกชายของเมทินีที่ถูกโอ๋ถูกชมจนหลงตัวเอง คิดว่าตัวเองเท่หล่อรวย วันนี้ปาล์มเพิ่งเห็น
โอปอล์ พอเห็นก็ชอบความน่ารักของเธอทันที

โอปอล์เขม่นโจ๊กตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียนแล้ว วันนี้เห็นโจ๊กไปยืนดูโปสเตอร์อยู่ นึกหมั่นไส้เลยจะไปป่วน ปาล์มเห็นดังนั้นรีบตามไป โอปอล์เห็นโจ๊กดูโปสเตอร์มวยอยู่ก็เข้าไปพูดยั่วว่า ไม่สมัครก็หลีกไปเสียเกะกะ ปาล์มทำกร่างอวดสาว เข้าไปพูดเยาะเย้ยว่า ไม่กล้าใช่ไหมกลัวโดนต่อยแล้วจะเละเป็นโจ๊กหรือไง

โจ๊กโมโหถามว่า “ว่าใคร” ปาล์มทำหน้าตายบอกว่า ตนพูดลอยๆ อยากรับเองก็ตามใจ เลยถูกโจ๊กต่อยครึ่งปากครึ่งจมูกเลือดกำเดาพุ่ง แค่นั้นเอง ปาล์มก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งแล้ว

ครูพงษ์พัฒน์เข้าไปอย่าศึก จากนั้นเรียกโจ๊กไป

คาดโทษว่า ตั้งแต่เข้ามาเรียนต่อยเพื่อนไป 9 ครั้งแล้ว ถ้าเกิดเรื่องทำนองนี้อีกครั้งจะสั่งพักการเรียน

โจ๊กอ้างว่าปาล์มเป็นคนมาหาเรื่องตนก่อน ครูถามหาพยาน จีจ้าเสนอตัวเป็นพยานเพราะตนอยู่ในสถานการณ์ตั้งแต่ต้น ครูฟ้าใสไม่อนุญาตเพราะจีจ้าเป็นน้องของคู่กรณี จีจ้าเลยบอกให้โอปอล์เล่า

โอปอล์มัวแต่มองหน้ากริสน์ที่มาร่วมฟังการพิจารณาโทษด้วย ทักว่าเคยเห็นเขาที่ไหน กริสน์รีบปฏิเสธว่าเธอคงจำคนผิด เพราะตนเพิ่งมาจากต่างจังหวัด แล้วไกล่เกลี่ยว่า  ยังไงโจ๊กก็ผิดเพราะไปชกปาล์มก่อน  หันไปบอกครู

พงษ์พัฒน์ว่า ต่อไปตนจะดูแลโจ๊กให้ดี จะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก

ครูพงษ์พัฒน์ที่เขม่นความหล่อของกริสน์อยู่แล้ว ถือโอกาสตำหนิว่าวันหลังก็ทำตัวเป็นพี่เลี้ยงที่มีประโยชน์บ้าง ไม่ใช่เอาแต่ยืนทำหน้าหล่ออยู่อย่างเดียว กริสน์ฟังแล้ว

งงว่ามันเกี่ยวอะไรกันเนี่ย?

เมื่อกลับมาถึงหน้าบ้าน กริสน์ถามโจ๊กว่าอยากสมัครเป็นนักกีฬาชกมวยหรือ จีจ้าตอบแทนว่า ก็ใช่น่ะสิ กริสน์จึงแนะให้ไปสมัคร โจ๊กไม่ตอบ มองหน้ากริสน์แล้วเดินเข้าบ้าน จีจ้าเลยพูดเสียเองว่า

“น้าพิมไม่ชอบให้พี่โจ๊กชกมวย น้าพิมบอกว่า พวกชอบใช้กำลังคือพวกอันธพาล โตขึ้นไปก็จะเป็นนักเลงหัวไม้ไม่มีอนาคต”

“เงียบได้แล้วนะจีจ้า” โจ๊กหันกลับมาปรามเสียงดังอย่างหงุดหงิด จีจ้าหน้าจ๋อยบ่นอุบอิบว่าทำไมต้องเสียงดังด้วย แล้วพูดอย่างกังวลว่า “หวังว่าน้าพิมจะไม่เห็นพี่โจ๊กตาเขียวนะ”

กริสน์ดูอาการของโจ๊กแล้วก็ให้นึกเป็นห่วง

ooooooo

ผลงานของจตุพลปรากฏแล้ว เมื่อเสี่ยอธิป เกิดหายใจไม่ออก จตุพลกับน้อมพงษ์มองหน้าอย่างรู้กัน แต่ก็แกล้งทำเป็นตกใจและรีบพาเสี่ยส่งโรงพยาบาล

ภัทรดนัยส่งข่าวนี้แก่กริสน์ กริสน์คิดว่าเป็นแผนของเสี่ยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของพวกกันเอง โดยทำเป็นป่วยแล้วให้คนอื่นจัดการแทน บอกภัทรดนัยให้จับตาดูให้ดี ส่วนตนจะรีบสืบหาตัวคนชักใยอยู่เบื้องหลังให้เร็วที่สุด

ปรากฏว่า คืนนี้สุขสันต์มารับพิมมาดาออกไปด้วยกัน เด็กๆทั้งสามมองอย่างกังวลกลัวจะเสียน้าไปกับคนไม่ดี เลยบ่นกริสน์ว่า อุตส่าห์รับมาเพื่อให้กันสุขสันต์แต่สงสัยเราจะไว้ใจคนผิดเสียแล้ว
“ทุกคน...คิดดูนะ น้ามาเป็นพี่เลี้ยงพวกเราแค่วันแรก แถมน้าพิมของพวกเราก็เกลียดขี้หน้าน้า จับผิดน้า แล้วก็มองน้าในแง่ร้ายตลอดๆๆ แล้วคนอย่างน้าจะมีอะไรไปสู้กะนายสุขสันต์ได้ เปรียบแล้ว น้ามันก็เหมือน...”

กริสน์หยุดแค่นั้น แจ๊สต่อให้ว่า “หมาหัวเน่า” กริสน์ติงว่าแรงไป โจ๊กพูดอย่างไม่พอใจว่าผู้หญิงก็อย่างนี้แหละ ชอบแต่คนรวยๆ

“ใช่...เรามีแต่ความดีอย่างเดียว นอกนั้นเราไม่มีอะไรเลย” กริสน์เห็นด้วย จีจ้าบอกว่าความดีต้องชนะทุกอย่าง กริสน์ปลุกระดมทันทีว่า “เพราะฉะนั้น พวกเราต้องช่วยกัน ต้องร่วมมือกัน...ทำให้น้าดูดี มีราคาเพื่อที่จะทำให้น้าพิมเชื่อถือน้าขึ้นมาบ้าง”

จากนั้น กริสน์ และพวกเด็กๆก็สุมหัวกันราวกับคิดก่อการใหญ่

เมื่อถึงเวลานอน  กริสน์ร้องเพลงดาวลูกไก่ให้เด็กๆ

ฟัง  ปรากฏว่าเด็กๆหลับไม่ลงเพราะสงสารไก่  โจ๊กบ่นอย่างไม่พอใจว่า โลกนี้ไม่ยุติธรรมเลย แจ๊สโต้อย่างต่อต้าน ความเชื่อเดิมๆว่า

“ใครว่าความดีชนะทุกอย่าง คนใจร้ายตะหากชนะทุกอย่าง!

กริสน์ถึงกับสะอึกกับอารมณ์รุนแรงนี้  เลยเปลี่ยน

เป็นร้องเพลง “แม่นาค” ให้ฟัง เอาไฟฉายส่องใต้คาง ทำเอาพวกเด็กๆ พากันกระโดดขึ้นมานอนทับกริสน์กันเป็นกองอยู่บนเตียง...

ooooooo

วันนี้ สุขสันต์มารับพิมมาดาไปทานอาหารในโรงแรมหรู ชมวิวสวยจากตึกระฟ้า เขาแสดงความเป็นสุภาพบุรุษที่แสนดี อบอุ่น เล่าเรื่องของตัวเองขำๆขื่นๆว่า ผู้หญิงมักจะมองว่าเขาเป็นคนหล่อ

คนรวยคนเก่งแต่ไม่มีความจริงใจให้ใคร คิดว่าตนมีแต่เรื่องผลประโยชน์ ทำให้พวกผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิตเขาพากันหนีไปหมด  ชีวิตเขาทุกวันนี้  จึงอยู่อย่างเหงามาก

พิมมาดารู้ถึงเจตนาของเขา เธอยิ้มก้มหน้าเขินๆกับคำพูดและสายตาของเขา

เวลาเดียวกันนั้น แพรวพิลาศ ไปที่คฤหาสน์เขา  ฉัตรชัยออกมารับหน้า บอกว่าสุขสันต์ไม่อยู่ไปประชุม เธอแย้งว่าตนเพิ่งมาจากที่ทำการพรรคไม่เห็นมีประชุมอะไรเลย ฉัตรชัยรีบแก้ว่าท่านประชุมนอกสถานที่ แต่ก็ได้สั่งไว้ว่าให้ตนดูแลเธอให้ดีเหมือนที่ท่านดูแลทุกอย่าง

“ไม่มีใครดูแลฉันแทนสุขสันต์ได้ทั้งนั้น สุขสันต์เป็นคนพิเศษ แต่อย่าให้ฉันรู้ก็แล้วกันว่าไม่ได้ประชุม แต่แอบไปรักจัดหนักกะใครที่ไหน ไม่งั้น ฉันจะทำให้เขากระเด็นจากพรรคคุณพ่อแน่ๆ” แพรวพิลาศขู่แล้วกลับไป

หลังดินเนอร์...สุขสันต์ขับรถมาส่งพิมมาดาที่หน้าบ้าน พวกเด็กๆรวมทั้งกริสน์พากันมาแอบดูที่หน้าต่าง เห็นสุขสันต์จับมือและจูบมือพิมมาดาอย่างอ่อนหวาน ทุกคนก็พากันเครียด โดยเฉพาะกริสน์มองภาพนั้นอย่างหงุดหงิดมาก

ooooooo

เช้านี้ กริสน์ถูกทดสอบการจำชื่อดอกไม้ต่างๆ โดยท้ากันว่า ใครแพ้ต้องล้างห้องน้ำ พิมมาดาเป็นคนถาม และกริสน์ต้องเป็นคนตอบ พวกเด็กๆพากันร้องเพลงเชียร์กริสน์เอาจริงเอาจัง

ปรากฏว่า ด้วยการช่วยเหลือของหลายคน กริสน์เป็นฝ่ายชนะ พิมมาดาจึงต้องเป็นฝ่ายล้างห้องน้ำ

ระหว่างล้างห้องน้ำนั่นเอง เต๋ามาบอกว่าสุขสันต์โทร.มา เธอยิ้มสดชื่นทันที คุยกันอย่างอารมณ์ดีอ่อนหวาน ทุกคนข้างนอกเงี่ยหูฟัง จับความได้ในตอนท้ายว่า นัดพรุ่งนี้บ่ายเจอกัน ตนจะให้เต๋ากับเต้ยเฝ้าร้านให้พอคุยเสร็จ กริสน์มาเร่งว่าคุยเสร็จแล้วก็ขัดต่อเสีย อย่ามัวยืนยิ้มอยู่คนเดียว พิมมาดาถอดถุงมือบอกว่าตนขัดเสร็จแล้วตามสัญญา ฝากล้างน้ำต่อหน่อยก็แล้วกัน เธอเอาถุงมือยัดใส่มือกริสน์แล้วเดินลอยหน้าออกไปเลย กริสน์มองถุงมือในมือเซ็งๆ

ooooooo

การนัดพบกันครั้งนี้ สุขสันต์เซอร์ไพรส์พิม-มาดาเต็มที่ จัดหนักทั้งรถสปอร์ตเปิดประทุนที่ไปรับเธอ   ทั้งมีรถตำรวจนำ  ล้วนสร้างความตื่นเต้นกับเธอ อย่างมาก

จนมาถึงร้านอาหารหรูริมทะเลในบรรยากาศแสนโรแมนติก สุขสันต์ดูแลเธออย่างดีเยี่ยม ตักอาหารจะป้อนให้ แต่เธอขอกินเอง

ที่โต๊ะข้างหลังสุขสันต์ มีชายคนหนึ่งนั่งทานอาหารเช่นกัน แต่เขาไม่ได้สนใจอาหารตรงหน้านัก เขายกโทรศัพท์ขึ้นทำท่าเหมือนโทร.คุยกับใคร แต่ที่แท้เขาใช้กล้องในมือถือ ถ่ายรูปสุขสันต์กับพิมมาดาถี่ยิบทุกอิริยาบท

แพรวพิลาศกำลังขับรถบ่ายหน้ามาทางริมทะเลนี้ เธอดูรูปของสุขสันต์กับพิมมาดาจากบีบี เธอกำบีบีในมือแน่นคำราม “สุขสันต์...แพรวไม่ยอม...”

ooooooo

ที่ร้านดอกไม้ เต๋ากับเต้ยที่พิมมาดาฝากให้ดูแลร้าน เต๋าเริ่มบ่นแล้วว่า พิมมาดาเที่ยวเพลินจนลืมหลานไปเลย เต้ยพูดอย่างใจเย็นว่า ปล่อยเธอเถอะ นานๆทีที่เธอจะได้เที่ยว

กริสน์หูผึ่ง ถามว่า “นานๆทีที่คุณพิมจะได้ไปเที่ยวเหรอครับ”

เต้ยเล่าอย่างรู้ดีว่า นานๆทีที่พิมจะมีผู้ชายมาจีบต่างหาก แล้วพูดเหมือนเห็นใจว่า ตั้งแต่เลิกกับมาวินเมื่อหลายปีก่อน พิมมาดาก็ไม่เคยสดชื่นอย่างนี้เลย เพราะเอาแต่ทำงานกับเลี้ยงหลาน
จากความช่างเล่าช่างพูดเพราะดีใจที่เห็นพิมมาดามีความสุขและกิจการก็มีแนวโน้มดีขึ้น เต๋ากับเต้ยช่วยกันเล่าอย่างดีใจ

โดยเฉพาะคือการที่สุขสันต์ได้ทำธุรกิจนำเข้าวัตถุดิบในการทำขนมและพิมมาดาก็ได้นำเข้าดอกไม้จากต่างประเทศกับเขา ทำให้ทุ่นค่าใช้จ่ายได้มาก ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้ไม่ใช่น้อยเลย

ที่ทำให้กริสน์ฟังแล้วร้อนผ่าวขึ้นมาคือ สินค้าลอตแรกจะมาถึงท่าเรือในอีกสามวันข้างหน้านี้แล้ว!
ooooooo

คืนนี้เอง กริสน์โทร.คุยกับภัทรดนัย ฟังกริสน์เล่าแล้ว ภัทรดนัยถึงกับเด้งตัวลุกจากเตียงร้อง...

“ป๊อก 9 สามเด้ง”

“ไอ้คุณสุขสันต์นี่มันไม่ธรรมดาจริงๆ ได้ทั้งหญิง ได้ทั้งงาน แล้วอำพรางสินค้าอีกต่างหาก” กริสน์พูดแล้วสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามาในบ้าน เขาบอกภัทรดนัยว่า “แค่นี้ก่อนเพื่อน ต้องเริ่มดำเนินการตามแผนแล้ว”

“เฮ้ย...เดี๋ยวก่อน ไอ้กริสน์ๆๆแผนต่อไปเป็นไงปรึกษากันก่อนสิเว้ย...เฮ้ย...” ปรากฏว่าปลายสายตัดไปแล้ว ภัทรดนัยได้แต่นิ่งคิดด้วยสีหน้ากังวล...

พิมมาดาเดินเข้ามาถึงห้องรับแขก เห็นกริสน์นอนอยู่ ถามเขาว่าทำไมมานอนตรงนี้ กริสน์ย้อมถามว่าลืมไปแล้วหรือว่าเธอไม่ได้จัดห้องให้ตนนอน

“ฉันให้เต๋ากับเต้ยเคลียร์ห้องเก็บของไว้แล้ว พรุ่งนี้นายเข้าไปนอนได้”

“แหม...ความรักนี่นอกจากจะทำให้โลกเป็นสีชมพูแล้วยังทำให้คนใจดีขึ้นอีกด้วย” พูดแล้วลุกขึ้นนั่งพูดท่าทางกวนๆ “คุณนี่สุดยอดจริงๆเลยนะ เป็นคนพิเศษของว่าที่นักการเมืองใหญ่อย่างคุณสุขสันต์แถมได้ไปดินเนอร์ใต้แสงเทียนกันอย่างโรแมนติกในคฤหาสน์หรูของเขา”

“น้อยๆหน่อย ฉันยังไม่เคยไปบ้านเขาเลยย่ะ”

เข้าทางกริสน์พอดี เขาทำเป็นอุทานทึ่ง เหมือนไม่เชื่อ ก่อนจะพูดยาวเหยียด จงใจสะกิดให้เธอคิดว่า

“ก็ปกติผู้ชายถ้าคิดจะจริงจังกับผู้หญิงสักคน เขาก็จะพาเข้าบ้านไปทำความรู้จักกับครอบครัว แต่นี่คุณสุขสันต์เขายังไม่พาคุณเข้าบ้านเลย ผมก็เลยรู้สึกว่าคุณอาจจะไม่พิเศษสำหรับเขาจริงๆ หรือไม่เขาก็อาจจะมีใครที่ไม่อยากให้คุณเจออยู่ที่บ้านก็ได้”

กริสน์หยุดเหมือนตั้งใจให้เธอได้คิด มองเธอแล้วจึงพูดต่อ

“แต่ช่างเถอะ คุณสุขสันต์เขาเป็นคนดีจะตาย เขาคงไม่หลอกคุณหรอกเนอะคุณพิม นอนดีกว่า ปิดไฟด้วย”

พูดแล้วชักผ้าห่มคลุมโปงเลย พิมมาดายังยืนคิดอยู่ตรงนั้น เขาค่อยๆโผล่หน้ามาแค่ตา แอบดูแล้วก็อดยิ้มไม่ได้กับท่าทีที่นิ่งคิดของเธอ

ooooooo

ตอนที่ 4

วันนี้ เรือขนตู้คอนเทนเนอร์เข้ามาเทียบท่าเรือ คนงานลำเลียงตู้คอนเทนเนอร์มาที่โกดัง น้อมพงษ์กับฉัตรชัยเข้าไปเปิดตู้ตรวจเช็กสินค้า ภายในตู้ที่เปิดออก มีดอกไม้หลายชนิดอยู่ด้านหน้า แต่ด้านในที่อยู่ลึกเข้าไปนั้นเป็นขนมลูกกลมๆ

น้อมพงษ์กับฉัตรชัยหยิบขนมขึ้นมาคนละลูกใช้มีดผ่าออกดู ข้างในมีซองเล็กๆ ใส่ผงสีชายัดไส้อยู่ ทั้งสองมองหน้าแล้วยิ้มให้กัน...

ที่ด้านนอกโกดัง มีรถบรรทุกสองคันจอดอยู่ คันหนึ่งสีเขียว อีกคันสีแดง ครู่ใหญ่ รถสองคันนั้นขับออกจากโกดังแล้วเลี้ยวไปคนละทาง

ที่ร้านดอกไม้ กริสน์แอบดูอยู่ เห็นรถบรรทุกสีแดงแล่นเข้ามาจอด พิมมาดา เต๋า และเต้ย ออกมารับดอกไม้ พิมมาดามองดอกไม้ยิ้มอย่างมีความสุข...

ส่วนรถคันสีแดง บ่ายหน้าไปที่ออฟฟิศทำขนม จตุพลเดินออกมารับของ เขายิ้มกว้างอย่างผู้ชนะ! หลังจากนั้น ขนมที่นำเข้า ก็ถูกส่งเข้าโรงงาน ผ่านกระบวนการผลิต ในที่สุด ก็ออกมาเป็นขนมชนิดใหม่

สุขสันต์เข้ามาหยิบขนมที่แปรรูปเสร็จแล้วขึ้นดู เขาหัวเราะสะใจในความสำเร็จ กับน้อมพงษ์และจตุพล

วันต่อมา พิมมาดาไปหาเค้กที่ร้านเบเกอรี่บอกว่า มีเรื่องอึดอัดใจนิดหน่อยอยากมาปรึกษา เค้กเดาออกทันที่ว่าเรื่องสุขสันต์ใช่ไหม พิมมาดาถามว่าทำไมรู้ล่ะ

“เดายากตรงไหน คราวที่แล้วตอนพิมมาปรึกษาเรื่องไอ้วิน ก็ทำหน้าแบบนี้เป๊ะ”

โจ๊กสุดจะทนโต้ฉีกหน้าไปว่า ตนเห็นอยู่หยกๆว่าปาล์มกินข้าวเหนียวกับตีนไก่จิ้มแจ่วอยู่หน้าโรงเรียน โอปอล์มาถึงเสนอตัวเป็นพยานให้โจ๊ก บอกว่าตนก็เห็นคุณป้าป้อนส้มตำปูพริก 5 เม็ดอยู่ในรถเมื่อกี้นี้เอง

ทั้งหมดยืนโต้เถียงกันอยู่อย่างไม่มีทีท่าจะจบ ครูพงษ์พัฒน์เดินเข้ามาขอตัดสิน บอกว่าโทษหนักที่สุดสำหรับโจ๊กคือพักการเรียน เมทินีสะใจมาก

พอดีกริสน์ถือการบ้านของโจ๊กเดินตามครูฟ้าใสเข้ามา พอเมทินีเห็นกริสน์เท่านั้น ก็ดี๊ด๊าดีใจมาก ครูพงษ์พัฒน์เปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้ม บอกครูฟ้าใสด้วยน้ำเสียงยินดีเดาะภาษาไทยปนอังกฤษว่า

“โอ...ครูฟ้าใส เดอะไดเร็กเตอร์ ออฟเดอะดีพาร์ต– เม้นต์ คุณพาผู้ปกครองนายโจ๊กมาพอดี ดีครับ เราจะได้เคลียร์เรื่องเด็กในความดูแลของเขาให้จบ”

ครูฟ้าใสกรี๊ดกร๊าด อุทานเสียงสูง “oh. What’ s going on? เกิดอะไรขึ้นคะ What’s going on??”

แต่แล้วทุกอย่างก็ลงเอยด้วยดี เมื่อโจ๊กบอกกริสน์ว่า ถ้าตนโดนพักการเรียน เราก็คงไม่ได้พบกันอีก มองหน้าครูฟ้าใสอย่างเจาะจงพูดกับครูว่า “ผมคงไม่ได้มาที่โรงเรียนนี้อีกแล้ว”

ในที่สุดความหล่อเท่เสน่ห์แรงของกริสน์ ก็ทำให้เมทินีไม่ติดใจเอาความ ถึงแม้ปาล์มจะยังปากเจ่อเป็นครุฑก็บอกลูกว่าเราต้องรู้จักให้อภัยไม่ผูกใจเจ็บ ย้ำกับปาล์มว่าแม่เคยสอนไว้แล้วใช่ไหมว่าเวรย่อมระงับกับการไม่จองเวร...

“หม่ามี้สอนตอนไหน?” ปาล์มถามหน้าเด๋อๆ ทำเอาโจ๊กหัวเราะก๊าก ครูฟ้าใสแอบหมั่นไส้เมทินีแล้วหันยิ้มให้กริสน์อย่างดีใจด้วย

เมทินีแอบหยิกปาล์มให้หุบปาก แล้วหันยิ้มหวานให้กริสน์ ครูพงษ์พัฒน์ถามว่าตกลงจะเอายังไงกันแน่

“ถ้าจะให้โจ๊กพักการเรียนตั้งแต่วันนี้ ผมกับโจ๊กก็ขอลาล่ะครับ ไปโจ๊ก...บายฮะ ครูฟ้าใส ผมคงคิดถึงคุณ ลาก่อน...คุณเมทินี ผมจะไม่ลืมคุณเลย” กริสน์เผลอหันไปทางเดช “ไปก่อนนะครับพี่เดช” แล้วจูงโจ๊กออกไป

เดชมองตาม พึมพำงงๆ “ไอ้หมอนั่นรู้จักชื่อเราได้ไงวะ? เออ...จะว่าไป หน้าตามันก็ดูคุ้นๆเหมือนเคยเจอที่ไหน...” เดชพยายามนึก เห็นกริสน์จูงโจ๊กเดินออกไปเลย “เออ...ไปเถอะ”

ครูฟ้าใสกับเมทินีมองตามกริสน์ หันมองหน้าร้องพร้อมกัน

“ไม่...Nooooo.....”

ooooooo

หลังจากไปป่วนสาวไส้สุขสันต์เรื่องผู้หญิงจนพิมมาดาหนีกลับไปแล้ว วันต่อมา มาวินก็ไปที่ร้านดอกไม้ เป่าหูยุยงต่อ

“พิม...คุณกำลังถูกล่อลวงด้วยเหล่าชายชั่วหรือจะเรียกว่า คนโฉดก็ได้ แต่คุณไม่ต้องกลัว ผมกลับมาแล้ว”

เต๋ากับเต้ยบอกให้กลับไปตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองเสียบ้าง พลางพยักเพยิดให้มองไปทางหน้าร้าน

สุขสันต์กำลังลงจากรถด้วยมาดผู้ยิ่งใหญ่ มาวินมองอึ้ง อ้าปากค้าง

“ไงคะ อึ้ง ทึ่ง เสียว เลยล่ะซิ” เต้ยพูดเยาะแอบหัวเราะคิกๆ อย่างสะใจ

ขณะกริสน์ขับรถกลับนั่นเอง เขาได้รับโทรศัพท์เบอร์แปลกๆ ตัดสินใจรับสาย แล้วเขาก็งงเมื่อคนที่โทร.มาคือเมทินี เธอตัดเสียงหวานมาว่า “นี่ขนาดเสียงผ่านสายยังหล่อเลย” กริสน์ถามงงๆว่ามีเบอร์ตนได้ยังไง

“ถ้าให้ความรักนำทาง จะหาอะไรก็ไม่ยากหรอกค่ะ” เมทินีอ่อย แล้วถามว่าเขาทำงานที่ร้านดอกไม้

พริมโรสหรือ เป็นเจ้าของร้านใช่ไหม

“อ๋อ...ไม่ใช่หรอกครับ ผมเป็นพนัก...” กริสน์หยุดกึก นึกได้ถามว่า “เอ๊ะ...นี่คุณเมทินีรู้ได้ยังไงครับว่าผมทำงานที่ร้านพริสโรส อย่าบอกนะว่า...”
กริสน์มองกระจกหลังเห็นเมทินีเอารถมาจ่อท้ายรถตนพอดี เธอลดกระจกลงโบกมือให้ทำท่าน่ารัก

“แหม...คุณเมทินี ช่างน่ารักจริงๆเลยครับ” กริสน์ทำเสียงหล่อชมทั้งที่หน้าเครียด วางสายพึมพำอย่างสุดเซ็ง “ชิปเป๋ง! เป็นตำรวจสายสืบยังไงวะเนี่ย ขนาดเจ๊ธรรมดาๆ ยังสะกดรอยตามไม่รู้ตัว แบบนี้ขืนเป็นไอ้พวกนั้น มิโดนส่องกบาลเป็นรูไปแล้วเรอะเรา...เฮ้อ...”

ooooooo

สุขสันต์เข้ามาอย่างผู้ยิ่งใหญ่ เขายื่นช็อกโกแลตกล่องใหญ่ให้พิมมาดา แต่เธอไม่รับ มาวินจ้องไม่วางตา  สุขสันต์อ้อนขอเวลาอธิบายสั้นๆได้ไหม

ระหว่างนั้นฉัตรชัยบอกสุขสันต์ว่า สารวัตรคนนี้แหละที่ไปยุยง...พูดแล้วหลิ่วตาไปทางพิมมาดา สุขสันต์นึกออกถามมาวินว่าต้องการอะไรไม่ทราบ
ขณะที่บรรยากาศในร้านกำลังระอุนั่นเอง กริสน์พาเมทินีเข้ามา เชิญชวนซื้อดอกไม้เพราะวันนี้ร้านลดราคาดอกไม้ ลูกค้าเลยมากันแน่นร้าน ทั้งที่พวกที่แน่นร้านนั้นคือพวกสุขสันต์กับมาวินนั่นเอง

เมทินีมาเจอสุขสันต์ก็ไหว้นอบน้อมก้มแทบติดพื้น ถามว่ามาซื้อดอกไม้ร้านนี้เหมือนกันหรือ

สุขสันต์ตอบหน้าเครียด กริสน์กระซิบชวนไปดูดอกไม้ทางโน้นดีกว่า เพราะทางนี้กำลังจะเปิดศึกชิงนางกันอยู่ เดี๋ยวเราจะโดนลูกหลงไปด้วย

สุขสันต์เปิดประเด็นร้อน ถามพิมมาดาว่าตกลงมาวินเป็นอะไรกับเธอ พิมมาดาอึกอัก มาวินชิงตอบว่า

“ผมตอบให้ครับพิม” แล้วหันพูดกับสุขสันต์ “ขณะที่ท่านสุขสันต์กำลังจีบพิม ทั้งๆที่ตัวเองก็มีคนรักแล้ว ผมก็คือคนรักตัวจริงของพิมที่กำลังงอนอยู่นะซิครับ”

ฉัตรชัยถามสุขสันต์ว่าจะให้จัดการอย่างไร เต๋ากับเต้ยหมั่นไส้มาวินอยู่แล้ว บอกว่าอย่าไปสนใจคนอื่นเลย คุยกับพิมมาดาดีกว่า เชิญสุขสันต์คุยกับพิมมาดา

บอกว่ามาวินกำลังจะกลับพอดี

“ฉันพูดตอนไหนว่ากำลังจะกลับ” มาวินตะคอกถามแล้วนั่งลงหันไปบอกสุขสันต์ “เอาเลยคุณนักการเมือง เชิญคุณโกหกพกลมได้ตามสบาย ผมฟังด้วยได้ไม่ถือ”

สุขสันต์ถอดใจ พูดกับพิมมาดาว่าตนรู้แล้วว่าทำไมเธอถึงไม่ยอมฟังคำอธิบายจากตน เพราะเธอมีคนอื่นอยู่แล้ว ยื่นกล่องช็อกโกแลตให้ พูดประชดว่า จะทานกับสารวัตรก็ได้ ถือว่าแทนคำขอโทษจากตนก็แล้วกัน
สุขสันต์พาพวกออกจากร้านไปง่ายๆ พิมมาดาหันมาถามมาวินว่าจะกลับไปเองหรือจะให้ตนไล่ ส่วนเต๋าก็ร้องเรียกป๊อปคอร์นให้มาส่งแขก มาวินเลยรีบออกจากร้านไป

เมทินียังเข้าใจเอาเองว่า กริสน์เป็นเจ้าของร้าน เตือนเขาว่าอย่าตามใจลูกน้องมากไปเดี๋ยวจะพากันเหลิง ระหว่างนั้นเมทินีจามเป็นระยะ เพราะแพ้เกสรดอกไม้ แต่เพื่อเอาใจกริสน์ จึงสั่งดอกไม้ไปเกือบเต็มท้ายรถ

คนขับรถถามว่าแพ้เกสรดอกไม้แล้วซื้อมาทำไมมากมาย ไม่กลัวจามจนจมูกหลุดหรือ

“จมูกหลุดไม่เป็นไรเสริมใหม่ได้ แต่ถ้าปล่อยผู้ชายคนนี้หลุดมือไป น้องนีคนนี้คงจะขาดใจตายแน่ๆ” พูดแล้วก็จามไม่หยุด คนขับรถฟังแล้วก็ส่ายหน้าปลงๆ

พอเมทินีกลับไปแล้ว พิมมาดาถามกริสน์อย่างเอาเรื่องว่า อวดดียังไงถึงมาอ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าของร้าน กริสน์บอกว่าเมทินีเข้าใจผิดเอง ย้อนถามว่าแล้วไม่ดีหรือ เพราะเจ๊แกเหมาดอกไม้ไปถึงเกือบสามหมื่นบาท ถ้าตนเป็นเจ้าของร้านทุกวันรับรองเธอรวยตายเลย

พูดแล้วกริสน์วิ่งหนีไปให้พ้นรัศมีมือเท้าเธออย่างเร็ว เต๋ากับเต้ยพากันหัวเราะขำ ส่วนพิมมาดาด่าตามหลังเขินๆ

“คนบ้า...ผู้ชายกะล่อน” หันมาเห็นเต๋ากับเต้ยหัวเราะก็เอ็ดแก้เกี้ยว “หัวเราะอะไร” สองคนนั้นเลยวิ่งเข้าร้านไป

ooooooo

ร้านเค้กกลายเป็นที่นัดพบกันของกริสน์กับภัทรดนัยเป็นประจำ วันนี้ก็นัดพบกันอีก โดยกริสน์เอาทัมไดรฟ์มาให้บอกว่า บันทึกข้อมูลที่ได้มาเมื่อคืนเตรียมเปิดให้ภัทรดนัยดู แต่ถูกเค้กที่พอใจกริสน์มาดูแลเสียจนไม่เป็นอันทำงาน เดี๋ยวเอาขนมมาให้ เดี๋ยวเอากาแฟมาให้ เดี๋ยวมาถามว่าจะเอาอะไรอีกไหม จนกริสน์บอกว่าเชิญตามสบายไม่ต้องห่วงพวกตน เธอกลับขอดูด้วยคนอีก ทำเอาทั้งสองกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เลยพากันเข้าไปแอบเปิดดูกันในห้องน้ำ

เค้กมาหาไม่เจอ รู้ว่าเข้าห้องน้ำด้วยกันก็คิดเลยเถิดว่าสองคนนี้มีอะไรกัน เลยวิ่งออกไปอย่างรับไม่ได้

สองหนุ่มเข้าไปดูข้อมูลแล้วผิดหวังเพราะมีแต่แบบเสื้อแบบเครื่องเพชร กริสน์บ่นว่าอุตส่าห์เสี่ยงตายเข้าไปกลับได้แต่พวกนี้มาไม่มีประโยชน์เลย ภัทร–ดนัยตั้งข้อสังเกตว่ากริสน์อาจสงสัยผิดคนมากกว่า

“ฉันว่าเซนส์ฉันไม่เคยพลาด ในเมื่อไม่ได้อะไรจากที่บ้านก็คงต้องไปหาจากที่อื่น”

ooooooo

“แต่คราวนี้มันมาอีกแบบนึงนะ” พิมมาดาพูดหน้านิ่งๆ เค้กวางมือจากงานถามอย่างตื่นเต้นว่าโดนรึยัง เลยโดนพิมมาดาทุบเบาๆ แก้เขิน

ooooooo

หลังจากคุยกันแล้ว เค้กเดินมาส่งพิมมาดาที่หน้าร้าน เดินไปคุยไปจนมาถึงหน้าร้าน เค้กย้ำกับเพื่อนว่า ถ้าเป็นตนตนไม่แคร์ว่าผู้ชายจะพาเข้าบ้านหรือไม่ เพราะบางครั้งความจริงใจก็วัดกันด้วยเรื่องแค่นี้ไม่ได้ แล้วชี้ว่า

“สิ่งที่คุณกริสน์พูดมาก็ถูก เพราะผู้ชายส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นอย่างนั้น”

พิมมาดาฟังแล้วสับสนว่า แล้วตนควรจะทำอย่างไร เค้กตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่า ให้ทำอย่างที่ใจอยากทำ ถ้าไปบ้านเขาแล้วสบายใจก็ไป ดีเหมือนกัน จะได้พิสูจน์ความจริงใจของคุณสุขสันต์ที่มีต่อเธอ

พิมมาดาถามอย่างกังวลว่าเร็วไปหรือเปล่า เดี๋ยวจะคิดว่าตนอยากจับเขามาก

“ไม่เร็วไปหรอก ดีกว่าเสียเวลาให้เขาควงไปมาจนคนเห็นทั่วเมือง แล้วจึงบอกว่าไม่ต้องรู้ว่าเราคบกันแบบไหน...ไม่ต้องหาคำใดมาอธิบาย...”

พิมมาดาแซวเพื่อนว่าคมจริงๆ สองคนพากันหัวเราะอย่างผ่อนคลายขึ้น แต่พอพิมมาดาหันไปเห็นกริสน์ยืนอยู่ เธอเดาได้ว่าเขาได้ยินที่พวกตนคุยกัน ก็มองฉุนๆ แต่กริสน์กลับทำหน้าเป็นยักคิ้วให้แผล็บๆอย่างเป็นต่อ

พิมมาดากลับมาทำงานที่ร้าน เธอรีบวางมือเมื่อมีโทรศัพท์เข้ามา พอยกหูฟังเสียงปลายสาย สีหน้าเธอเป็นกังวลขึ้นทันที เพราะสุขสันต์โทร.มาเตือนที่นัดกันไว้คืนนี้

พิมมาดาคุยกับสุขสันต์โดยมีเค้กกับกริสน์คอยบอกบทอยู่ข้างๆ ทั้งสองลุ้นให้เธอหาทางไปบ้านเขาแทนการไปทานกันในร้านอาหาร เธออ้างเหตุผลอ้อนๆว่า

“พิมไม่อยากตระเวนไปนั่นไปนี่ให้คนนินทา พิมชอบบรรยากาศบ้านๆ พิมอยากทำกับข้าวให้คุณชิมบ้าง แต่...ที่บ้านพิมเอง พิมก็ไม่สะดวก แล้วถ้าจะไปบ้านคุณ ก็คง...ไม่ค่อยเหมาะ”

“ได้...ผมจะเป็นคนทำกับข้าวให้คุณชิมเอง อาหารอิตาเลียนนะครับ...งั้นค่ำนี้ ผมไปรับคุณมาที่บ้านผมนะครับ”

กริสน์รีบส่งสัญญาณกับพิมมาดาว่าไม่ต้องให้เขามารับ ตนจะพาไปส่งเอง เมื่อพิมมาดาบอกสุขสันต์ เขาหัวเราะถามว่า กลัวตนขี้โกงหรือ พิมอ้างว่าตนเป็นผู้หญิง แม้สุขสันต์จะเซ็งจนบอกไม่ถูก แต่ก็ต้องยอมเธอ

วางสายจากพิมมาดาแล้ว สุขสันต์รีบโทร.บอกฉัตรชัยว่า จู่ๆพิมมาดาก็อยากมาบ้าน คืนนี้แพรวพิลาศ จะมาค้างที่นี่เสียด้วย ถามว่าเอาไงดี

“ลูกแกะจะเข้าถ้ำเสือนะครับท่าน” ฉัตรชัยตอบเป็นนัยอย่างรู้กัน สุขสันต์จึงสั่งฉัตรชัยว่าคืนนี้ต้องจัดการไม่ให้มีแม้แต่เงาของแพรวพิลาศโผล่มาที่บ้าน ฉัตรชัยรับปากสบายๆว่า “เรื่องสับรางรถไฟนี่ของถนัดครับท่าน”

แม้ว่าสุขสันต์จะตอบรับให้พิมมาดาที่บ้านอย่างยินดี แต่เขาก็อดกังวลไม่ได้ว่า เธอจะมาไม้ไหนกัน?

ooooooo

หลังจากคุยกับสุขสันต์จนเขายอมให้ไปทำอาหารทานกันที่บ้านเขา และเขาไม่ต้องมารับแล้ว พิมมาดาก็อดสงสัยไม่ได้ ถามเหตุผลจากกริสน์ เขาชี้แจงอย่างคนคิดรอบคอบและเป็นห่วงเธอว่า

“คุณไปกินข้าวบ้านผู้ชายสองต่อสองตอนกลางคืนน่ะ อันตรายจะตายไป เกิดเขาอยากเคลมคุณขึ้นมา ให้คุณกินยาปลุกเซ็กซ์ แล้วจะทำยังไง ใครจะช่วยคุณได้ อ้อ...หรือว่าคุณอยากโดน งั้นผมไม่ไปก็ได้”

พิมมาดาด่ากริสน์ว่าคิดลามก แต่เค้กเห็นด้วยกับกริสน์ว่า เราระวังตัวไว้ดีกว่า พิมมาดาจึงยอมให้กริสน์ไปส่ง แต่พูดเหน็บให้เจ็บใจว่า “ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็มีไม้กัน...หมา!”

พิมมาดาเดินขึ้นข้างบน กริสน์มองตาม อมยิ้มนิดๆที่แผนการของตนสำเร็จแล้ว...

ooooooo

ก่อนที่กริสน์จะขับรถพาพิมมาดาไปบ้านสุขสันต์ ภัทรดนัยเอาหูฟังบลูทูธพิเศษ ที่ใช้เป็นโทรศัพท์ได้ ถ่ายรูปได้ ที่ดีเยี่ยมคือ พอถ่ายรูปปุ๊บ ภาพก็จะออนไลน์ไปปรากฏที่หน้าจอคอมฯของเขาปั๊บ บอกให้กริสน์ทดลองดู แต่ไม่ทันทำอะไร พวกเด็กๆก็เดินมาทำให้กริสน์ต้องรีบเก็บหูฟัง บอกภัทรดนัยว่าแล้วจะโทรหา

พวกเด็กๆเดินตีหน้ายักษ์ตรงหน้ากริสน์ ถามว่า เมื่อกี้คุยกับใครอยู่เห็นทำลับๆล่อๆ เขาบอกว่าคุยกับคนมาขายของ พวกเด็กๆไม่เชื่อ โจ๊กชี้หน้าด่าว่า

“น้าหักหลังพวกเรา เชียร์ให้น้าพิมไปบ้านศัตรูทำไม ไหนรับปากว่าจะช่วยปกป้องน้าพิม”

จีจ้าถามเห็นกริสน์อึ้ง เลยช่วยถามนำว่า “ลูกพี่มีแผนซ้อนแผนใช่ไหม บอกพี่โจ๊กกับพี่แจ๊สไปสิ”

กริสน์ชมเด็กๆ ว่าอัจฉริยะจริงๆ ยอมรับว่าตนมีแผนแต่พวกเด็กๆ ไม่ต้องรู้ก็ได้ มีหน้าที่ทำตัวเองให้เป็นเด็กดีก็ไปทำเสีย อย่ามาก้าวก่ายหน้าที่ของตน แล้วทุกอย่างจะดีเอง

พวกเด็กๆ พากันกระโดดหยองแหยง ตะโกนขึ้นพร้อมๆ กัน “อยากรู้แผน...อยากรู้แผน...”

กริสน์ปรามว่าตนไม่อารมณ์ดีนะ แล้วบ่นพลางเดินไปว่า “น้าพิมแต่งตัวเสร็จยัง หลบๆๆ”

“โจ๊กชักไม่ไว้ใจน้ากริสน์แล้ว” แจ๊สฟังแล้วบอกว่า “ด้วย!” แล้วทั้งสามก็สุ่มหัวปรึกษากันอย่างตึงเครียด

ooooooo

แพรวพิลาศไปหาสุขสันต์ตามนัดที่ล็อบบี้โรงแรม เจอฉัตรชัยมารับหน้า มีช่อดอกไม้วางอยู่ข้างๆ เขาบอกเธอว่าสุขสันต์ติดประชุมให้ตนมาบอกว่าไปปาร์ตี้กับเธอไม่ได้และให้เอาช่อดอกไม้นี้มาให้ พลางคุกเข่าส่งดอกไม้ให้ แพรวพิลาสบ่นว่าพักนี้สุขสันต์ ประชุมบ่อยเหลือเกิน แล้วสั่งฉัตรชัยให้พาตนไปหาเขาที่ออฟฟิศ

ฉัตรชัยอ้างว่าสุขสันต์ประชุมกับผู้ใหญ่หลายคน ถ้าเธอไปจะดูไม่ดี เหมือนผู้หญิงที่ไม่มีความมั่นใจและตามจับผู้ชาย บอกให้ไปงานปาร์ตี้เถอะ ตนจะดูแลเธอเอง แพรวพิลาศเกี่ยงว่า ไม่เคยออกงานแบบไร้คู่มาก่อน ฉัตรชัยให้เธอถือช่อดอกไม้ แล้วจัดแต่งเสื้อผ้าตัวเองถามว่า “ไม่ทราบว่า...ผม...พอจะควงออกงานได้ไหมครับ”

แพรวพิลาศไม่ได้ฟังฉัตรชัย มองที่ช่อดอกไม้เห็นนามบัตรติดอยู่จึงรู้ว่า มาจากร้านพิมโรส

ooooooo

กริสน์เตรียมพร้อมทำงานเต็มที่ ใส่บลูทูธที่ภัครนัยจัดให้ สักพักได้ยินเสียงเทสต์จากภัทรดนัยที่ร้องเพลงพลางเดินไปเดินมา จนแน่ใจว่าสัญญาณดีแล้ว กรินส์บอกให้พอแล้ว พิมมาดาเห็นถามว่าพูดกับใคร

กริสน์รีบถอดบลูทูธเก็บ มองเธอตะลึงถามว่า ไปกินข้าวที่บ้านทำไมแต่งตัวขนาดนี้ น่าจะใส่ชุดลำลอง นุ่งกางเกงยีนส์ ยุงจะได้ไม่กัด เค้กวิ่งมาเร่งว่ารีบไปเถอะสายแล้ว กริสน์จึงขอบคุณเธอที่หาชุดคนขับรถให้ใส่ ส่วนพิมมาดาก็สั่งเต๋ากับเต้ยให้ดูแลเด็กๆ ให้ดี ห้ามดูทีวีและให้นอนตรงเวลา

กริสน์ทำหน้าที่คนขับรถต้องมาเปิดประตูรถให้ พิมมาดาจึงก้าวขึ้นนั่ง กริสน์จึงขับออกไป ผ้าใบที่คลุม อยู่ท้ายกระบะเริ่มมีการเคลื่อนไหวยุกยิก...ยุกยิก ครู่หนึ่งเจ้าป๊อปคอร์นก็โผล่หัวออกมาสูดอากาศนอกผ้าใบ...

ครู่เดียวมาวินก็มาที่ร้านดอกไม้ ถามเต๋ากับเต้ย

อย่างไม่พอใจว่า พิมมาดาไปไหน กับใคร มีเดตรึไงถึงออกไปตอนค่ำๆ ทั้งสองเลยยั่วว่า คนนั้นใหญ่กว่าเขาก็แล้วกัน มาวินรู้ทันทีว่าเป็นสุขสันต์ มาวินพูดอย่างไม่พอใจว่า คนอย่างนายสุขสันต์ไม่เคยรักใครจริงหรอก แล้วถามหากริสน์ว่าไปไหนโดนไล่ออกไปแล้วหรือ พอรู้ว่าเป็นคนขับรถพาพิมมาดาไป ก็ด่าว่ากริสน์เป็นพวก 18 มงกุฎ ตนจะไม่ยอมให้มาตีท้ายครัวผู้หญิงของตนแน่ สั่งเต๋ากับเต้ยว่า

“บอกพิมมาดาด้วยว่า เธอกำลังโดนล้อมกรอบโดยไอ้หมาป่าไฮยีน่า กะไอ้หมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ แต่มีชายที่ซื่อสัตย์จริงใจคนหนึ่งจะปกป้องเธอเอง”

พอมาวินพูดถึงหมา ทั้งสองก็นึกถึงป๊อปคอร์นขึ้นมา หันไปร้องเรียก มาวินกลัวหมาเลยรีบออกจากร้านไป เต๋ากับเต้ยไม่เห็นป๊อปคอร์นมาก็เอะใจว่าหายไปไหน เพราะปกติเรียกปุ๊บก็มาปั๊บ เต้ยเดาส่งเดชว่าคงกินอะไรอยู่กับจีจ้ากระมัง

ที่แท้เด็กทั้งสามและป๊อปคอร์นแอบอยู่ท้ายรถกระบะมีผ้าใบคลุมติดรถไปกับพิมมาดาด้วย พากันหลับจนถึงบ้านสุขสันต์ไม่รู้ตัว จนป๊อปคอร์นต้องเลียหน้าปลุกเรียงตัว พอตื่นขึ้นมาก็กังวลว่า ถ้าน้าพิมรู้ว่าพวกตนตามมามีหวังตายแน่ๆ

ooooooo

ฉัตรชัยพาแพรวพิลาศมานั่งดื่มพิงค์แชมเปญแกล้มสตรอเบอร์รี่ที่ริมสระนํ้าโรงแรม มีดอกไม้ช่อนั้นวางอยู่ข้างๆ

ครู่เดียวมาวินก็ตามมาถึง ลูกน้องเขาบอกว่าสุขสันต์ต้องมาที่นี่แน่ๆ เพราะเป็นงานหาทุนเข้าพรรคของว่าที่พ่อตา ชี้ให้ดูแพรวพิลาศที่อยู่กับฉัตรชัยก็ยิ่งมั่นใจว่าสุขสันต์ต้องอยู่ด้วย

มาวินกวาดตามองหาไม่เห็นสุขสันต์ มั่นใจว่าสุขสันต์ไม่ได้มาแน่ๆ คำรามอย่างเจ็บใจว่า

“ไอ้ชั่ว...มันถึงกับเบี้ยวงานของพ่อตา เพื่อพาแฟนฉันไปฟัน งั้นเหรอ” มาวินพรวดเข้าไปถามแพรวพิลาศว่า สุขสันต์ไปไหน ฉัตรชัยออกมาขวาง สั่งให้ถอยไปเดี๋ยวนี้ มาวินไล่ฉัตรชัยว่าอย่ามาสะเออะ พูดกันไม่เข้าหูเลยชกต่อยกัน แพรวพิลาศลุกขึ้นมาตวาดให้หยุดเดี๋ยวนี้ ถามมาวินว่า ถามหาสุขสันต์ทำไม มีปัญหาอะไรกับแฟนตน

“มีสิ เพราะแฟนคุณ มากิ๊กแฟนผมไง!”

แพรวพิลาศตกใจ ยกมือทาบอกแล้วตากลับหงายผลึ่งไปเลย ฉัตรชัยพุ่งเข้ามาประคอง รีบพาไปนั่งพักในรถ

มาวินตามมาถามว่าเป็นอะไรมากไหม เขาหยิบดอกไม้ช่อนั้นมาด้วย มองช่อดอกไม้ในมือพึมพำว่า

“ดอกไม้...จากร้านของพิมมาดาเสียด้วย ไอ้สุขสันต์นายแกนี่มันเด็ดจริงๆ สั่งดอกไม้กิ๊กไปให้แฟน ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง พวกผู้หญิงก็โง่ต่อไป”
แพรวพิลาศรู้สึกตัวได้ยินพอดี ถามว่าสุขสันต์กำลังจีบเจ้าของร้านดอกไม้หรือ ถามฉัตรชัยว่ามันเป็นใคร

“ดูสิครับ ในนามบัตรร้าน มีที่อยู่ด้วย...ขอให้โชคดีนะ พ่อบอดี้การ์ดเลือดร้อนฮ่าๆๆ” มาวินส่งช่อดอกไม้ให้แล้วรีบไป แพรวพิลาศหยิบนามบัตรขึ้นดู ตาลุกวาว!

ลมเพชรหึงพาแพรวพิลาศไปถึงร้านดอกไม้ในพริบตา เธอถามหาเจ้าของร้าน เต๋ากับเต้ยบอกว่าเจ้าของร้านไม่อยู่ เธอก็ยังยืนยันจะพบให้ได้ ครั้นฉัตรชัยบอกว่าคงไม่อยู่จริงๆ ก็หาว่าฉัตรชัยมีอะไรปกปิดตน หันไปเกรี้ยวกราดกับเต๋า เต้ยว่า

“พวกเธอโทร.ไปบอกเจ้าของร้านนะ ว่าฉันอยากจะสั่งดอกไม้ลอตใหญ่มาก และฉันจะรอเจอเจ้าของร้านเท่านั้น” เมื่อเต๋ากับเต้ยพยายามบอกว่าสั่งพวกตนไว้ก็ได้ เธอยืนยันจะรอ

“อย่ารอเลยค่ะคุณ ไม่รู้ว่าคืนนี้เจ้าของร้านจะกลับหรือเปล่า คือพอดีว่าเจ้าของร้านมีนัดเดทอ่ะค่ะ เดทที่บ้านคุณผู้ชายด้วย อะไรจะเกิดเราก็เดาไม่ได้ใช่ไหมคะ ฮิๆๆ”

ฟังแล้วแพรวพิลาศหายใจหอบถี่ทำท่าจะแย่ไปอีกรอบ ฉัตรชัยรีบบีบนวดพัลวัน ส่วนเต๋ากับเต้ยมอง อย่างตกใจ

ooooooo

สุขสันต์พาพิมมาดาเดินดูบริเวณบ้านที่ประดับประดาอย่างวิจิตรพิสดาร คุยว่าของตกแต่งส่วนใหญ่เป็นของเด็กๆ ในมูลนิธิที่อยากตอบแทนตน ซึ่งตนดูทีไรก็รู้สึกสดชื่นและมีกำลังขึ้นมา พูดให้พิม-มาดาเห็นว่าตนเป็นคนรักเด็กมาก ซึ่งเธอก็ชื่นชม นอกจากนี้เขายังเปิดไฟให้ดูสวนสวยด้านหลังตัวบ้านด้วย

พาพิมมาดาชมความสวยงามของคฤหาสน์แล้ว เขาชวนเต้นรำกันสักเพลง เธอจะบอกว่าตนเต้นไม่เก่ง ก็ถูกสุขสันต์เข้าประกบทันที พูดตัดบทอย่างสุภาพว่า “ผมก็เต้นไม่เก่งหรอกครับ เรามามั่วไปด้วยกันนะครับ”

กริสน์ถูกกันไม่ให้เข้าไปในบริเวณบ้าน แต่เขาได้รับการประสานจากภัทรดนัยคอยบอกว่าเวลานี้สุขสันต์กับพิมมาดาอยู่ห้องไหน แต่พอกริสน์ปีนขึ้นไปดูกลายเป็นห้องพักผ่อนของพวกบอดี้การ์ด กริสน์โดดลงมาแทบไม่ทัน มองหาจนเขาเห็นห้องที่สุขสันต์อยู่กับพิมมาดา ทั้งคู่กำลังเต้นรำกัน กริสน์พึมพำอย่างรับไม่ได้ว่า “ไร้ยางอายสิ้นดี”

หลังจากเต้นรำกันแล้ว สุขสันต์ชวนไปดูการตกแต่งห้องข้างบน พิมมาดาเดาได้ว่าเป็นเป็นห้องนอนเธอทำเป็นสนใจแต่บอกว่าตนหิวน้ำถามว่าไม่มีอะไรให้ดื่มเลยหรือ สุขสันต์โอบเอวชวนไปหาอะไรดื่มให้เลือดสูบฉีดกันดีกว่า

กริสน์ไต่ตามไปดู บ่นว่าทำไมต้องโอบกันด้วย ด่าสุขสันต์ว่าเป็นเสือผู้หญิง ตำหนิพิมมาดาว่าไม่รู้จักหวงตัวเลย เขาคิดหาทางขัดขวางความสัมพันธ์ ไปดึงคัตเอาต์ไฟออก ไฟดับทันที พิมมาดาตกใจโผเข้ากอดสุขสันต์แน่น ทำให้กริสน์ต้องรีบไปสับคัตเอาต์ขึ้นแทบไม่ทัน

ด้วยอารมณ์แฝงเร้นของตัวเอง กริสน์หาทางขัดขวางความใกล้ชิดของพิมมาดากับสุขสันต์จนเกิดเหตุ ภัทรดนัยเตือนมาว่าเขาจะสวีตกันตัวเองเกี่ยวอะไรด้วย ดักคอว่าหรือคิดอะไรกับพิมมาดาอยู่ เตือนว่ามันผิด คิดบ้างไหมว่าถ้าถูกจับได้ว่าแอบเข้ามาในบ้านเขาจะทำให้ทุกอย่างพังหมด

ขณะที่สุขสันต์พาพิมมาดาไปดินเนอร์กันที่ริมสระน้ำ จตุพลโทร.เข้ามาบอกเขาว่าได้ส่งตัวอย่างขนมสวีตโอปอมาให้ดูสองแบบ แบบหนึ่งเป็นแบบปกติอีกแบบเป็นแบบสอดไส้ สุขสันต์ดูแล้วชมว่าทำได้ดีมากให้ดำเนินการเตรียมวางจำหน่ายได้เลย

ooooooo

กริสน์เร่งมือทำงานแข่งกับเวลา แอบเข้าไปในห้องทำงานของสุขสันต์เพื่อหาบัญชีลับของเขาแต่ไม่เจอ เดินไปเปิดประตูอีกห้อง เป็นห้องนอนที่เต็มไปด้วยกลีบกุหลาบและเชิงเทียน กริสน์เชื่อว่าสุขสันต์เตรียมไว้ฟันพิมมาดาแน่ๆ

กริสน์เดินมาทางระเบียงเห็นสุขสันต์กำลังหัวร่อต่อกระซิกกับพิมมาดาอยู่พึมพำอย่างหมั่นไส้ว่า
“ระริกระรี้จริงๆไม่รู้หรือไงว่ามันเตรียมจะฟาดเจ๊ต่อหลังอาหารน่ะ”

ขณะกำลังดูสองคนที่ริมสระน้ำด้วยสายตาร้อนผ่าวนั่นเอง ก็มีปืนจี้อยู่ข้างหลัง พร้อมกับเสียงขู่ว่า “คิดจะทำชั่วอะไรบอกมานะ” กริสน์จำได้ว่าเป็นเสียงโจ๊ก หันไปมองเห็นเด็กทั้งสามยืนเรียงแถวกันอย่างเอาเรื่อง ถามงงๆ ว่ามาได้ไงเนี่ย

“เราก็แอบสะกดรอยตามน้ามาน่ะสิ น้าเป็นพวกนายสุขสันต์ แฝงตัวเข้ามาเป็นไส้ศึกคิดจะหลอกพวกเราใช่ไหม” โจ๊กถามเสียงเข้ม แจ๊สถามว่า คิดจะทำอะไรน้าพิมบอกมา แล้วตอนนี้น้าพิมอยู่ไหน

กริสน์ชี้แจงว่าตนมาหาหลักฐานการทำชั่วของสุขสันต์เพื่อเอาไปให้พิมมาดาดู ไม่อย่างนั้นพูดให้ปากฉีกว่าสุขสันต์เป็นคนไม่ดีเธอก็ไม่เชื่อ เด็กๆจึงผ่อนคลายลง

จู่ๆก็มีเสียงแกรกๆที่ประตูห้อง ทุกคนตกใจ จีจ้าพรวดไปเปิดประตู เจ้าป๊อปคอร์นที่อยู่หน้าห้องวิ่งพรวดเข้ามา จีจ้าล็อกประตูทันที บอดี้การ์ดพากันวิ่งตามป๊อปคอร์นมาที่ห้องทำงานของสุขสันต์แต่เข้าไม่ได้เพราะประตูล็อก พวกการ์ดจึงเอากุญแจสำรองมาไข

ทุกคนตึงเครียดมาก เจ้าป๊อปคอร์นเห็นขนมอยู่บนโต๊ะทำงานของสุขสันต์ก็กระโดดขึ้นไปกินกร้วมๆพอดีการ์ดไขกุญแจได้ ป๊อปคอร์นกระโดดแผล็วสวนออกไปพวกการ์ดพากันวิ่งไล่จับหมา กริสน์กับพวกเด็กๆที่อยู่ข้างในพากันโล่งอก

จากนั้นกริสน์ก็พาเด็กๆหนีออกไปกันอย่างทุลักทุเล

ooooooo

ขณะสุขสันต์ดินเนอร์กับพิมมาดารอเวลาที่จะรุกขั้นต่อไปนั่นเอง แพรวพิลาศก็พรวดเข้ามาแต่เธอมาในมาดขรึมกล่าวทักทายสุขสันต์ที่นั่งอึ้งแทบจะกลั้นใจตายตรงนั้น แล้วแนะนำตัวเองแก่พิมมาดา พิมมาดาแสดงความยินดีที่รู้จักและแนะนำตัวเองกับแพรวพิลาศตามมารยาท

แพรวพิลาศประกาศตัวเป็นแฟนกับสุขสันต์

พิมมาดามองเขาอึ้ง แพรวพิลาศตำหนิสุขสันต์ว่าไปหิ้วพิมมาดามาแล้วทำไมไม่บอกความจริงกับเธอ ย้ำว่าให้บอกความจริงเสียอย่าหลอกลวงเธอเลย

เมื่อรู้ความจริงเช่นนี้ พิมมาดาขอตัวกลับ แพรว-พิลาศถามตามหลังว่า จะกลับแล้วรึหายคันแล้วใช่ไหม ทำเอาพิมมาดาหน้าชาเหมือนถูกตบอย่างแรง ทนอยู่ไม่ได้รีบเดินออกไป

ooooooo

พิมมาดากลับมาที่รถบอกกริสน์ให้กลับเลย กริสน์มองไปที่กระบะเห็นเด็กและหมาขึ้นรถเรียบร้อยแล้วจึงขับออกไป พิมมาดานั่งเงียบมาตลอดทาง แม้กริสน์จะชวนคุย เธอก็นิ่งเหมือนไม่ได้ยิน สุดท้ายเขาก็ยอมแพ้บอกว่านั่งเงียบๆ ไปแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน แต่ก็คอยชำเลืองมองอย่างห่วงใยเป็นระยะกลับถึงร้านดอกไม้ พิมมาดาทักทายเต๋ากับเต้ยแล้วขึ้นไปตรวจหลานๆที่ห้องนอน เปิดห้องโจ๊กพบแต่ห้องที่ว่างเปล่า เดินมาเปิดห้องจีจ้าก็ไม่เห็นหลาน เอะใจ ไปเปิดห้องแจ๊ส เห็นเด็กๆนอนกันระเกะระกะก็โล่งใจ ถอดรองเท้าให้หลานๆห่มผ้าให้ เอาตุ๊กตาให้จีจ้ากอด

จัดการให้หลานๆนอนให้สบายแล้ว ตัวเองกลับนั่งซึมคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ พวกเด็กๆที่แกล้งทำเป็นหลับ ต่างแอบดูน้าตัวเองส่งสัญญาณให้กัน แล้วจีจ้าก็แกล้งกลิ้งมานอนข้างๆน้า พิมมาดาโอบกอดหลานไว้ ครู่หนึ่งโจ๊กกับแจ๊สก็กลิ้งมานอนข้างๆบ้าง แล้วทั้งหมดก็โอบกอดพิมมาดาไว้ ทำให้เธอสะเทือนใจจนร้องไห้อยู่เงียบๆ

ooooooo

ฉัตรชัยถูกสุขสันต์ชกหน้าฐานทำงานไม่สำเร็จ ฉัตรชัยชี้แจงว่าตนทำอย่างดีแล้ว แต่ถูกตำรวจแฟนเก่าของพิมมาดาทำเสียเรื่อง สุขสันต์ตกใจเมื่อรู้ว่าพิมมาดาเคยมีแฟนเป็นตำรวจที่เลิกกันแล้วแต่กลับมาหวงก้างอีก

สุขสันต์กระวนกระวายใจ ถามว่า “แล้วฉันจะทำยังไงต่อวะเนี่ย”

เช้าวันต่อมา น้อมพงษ์มารายงานจตุพลที่โรงงานทำขนมว่าตนส่งขนมสวีตโอปอไปให้พิจารณาแล้วจะวางจำหน่ายทันทีที่ได้รับการรับรองจาก “อาหย่อย” ก็จะวางจำหน่ายทันที

จตุพลพอใจมาก แต่แล้วก็หน้าเจื่อนเมื่อเห็น

เดชเข็นรถที่มีอธิปนั่งอยู่เข้ามา อธิปตะคอกเรียก “ไอ้จตุพล!”

อธิปชี้หน้าด่าจตุพลที่ไล่คนงานเก่าของตนออกหมด บอกว่า ถ้าไม่มีคนงานเก่าโทร.มาร่ำลาตนก็ไม่รู้เรื่องนี้ จตุพลพยายามชี้แจงว่าคนงานเก่าทำงานไม่ทันกินหรอก สู้พวกคนงานใหม่ที่ไฟแรงสามารถทำอะไรก็ได้เพื่อโรงงาน

ไม่ว่าจตุพลจะชี้แจงอย่างไร อธิปยืนกระต่ายขาเดียวว่าต้องเอาคนงานเก่าของตนกลับมาทำงานให้หมด

พออธิปออกไปแล้ว จตุพลพูดอย่างไม่พอใจว่า “ทำไมวันนี้อากู๋มันอาการดี มีสติขนาดนี้ ไหนว่ายานั่นมัน...”

จตุพลคิดหนัก เพราะตั้งแต่อธิปเข้าโรงพยาบาลก็กลายเป็นคนประสาทหลอนพูดเพ้อเจ้อมาตลอด แต่วันนี้...

ไม่ใช่?

ooooooo

วันนี้ กริสน์นัดพบภัทรดนัยที่ร้านเค้ก ฟังกริสน์เล่าเรื่องเมื่อคืนแล้ว ภัทรดนัยถามว่า เจ๊โหดอกหักแล้วเจ๊จะทำอย่างไรต่อไป กริสน์บอกว่าก็คงเลิกคบกันกระมัง

ภัทรดนัยบอกว่าเลิกไม่ได้ ถ้าเลิกแล้วเราจะสืบสุขสันต์แบบใกล้ตัวได้ยังไง บอกกริสน์ว่าต้องหาทางให้สองคนคืนดีกัน ถ้าจำเป็นต้องยุให้แย่งผู้ชายกันก็ต้องทำ

กริสน์ฟังแล้วเครียด จะตักเค้กกิน ถูกภัทรดนัยจับมือไว้ พูดขึงขัง

“ไม่ต้องกิน!!” ไปเป็นกาวใจให้พิมมาดากับสุขสันต์ดีกันต่อ...ไป๊”

ooooooo

เด็กๆเริ่มชินกับเสียงนกหวีด เช้ามืดวันนี้ ทั้งคนทั้งหมาถูกเสียงนกหวีดปลุกให้ตื่น แม้จะอิดออดบ้าง แต่ต้องทนเพื่อแลกกับการไม่ต้องถูกส่งไปเข้าโรงเรียนดัดนิสัยที่อินเดีย

ทุกคนปฏิบัติตามเสียงนกหวีด จนแต่งตัวลงมาเตรียมขึ้นรถไปโรงเรียน

“วันนี้น้าพิมไปไหน? ไม่เห็นลงมากินข้าวเช้าเลย” โจ๊กถามลอยๆพลางมองหา

ในห้องนอนพิมมาดา ที่เตียงว่างเปล่า ช่อดอกไม้เหี่ยวเฉา เสียงเพลง จำทำไม เปิดคลอเบาๆส่วนเจ้าตัวนั่งตัวเปียกอยู่ใต้ฝักบัวในห้องน้ำ...

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เธอห่มผ้าขนหนูออกมาหยิบดู เป็นมิสคอลจากสุขสันต์ ครั้งที่ 99 แต่เธอก็ไม่รับ

กริสน์พาเด็กๆ มาถึงโรงเรียนแล้ว พวกเด็กๆต่างหลับกันหมด เขาคว้านกหวีดมาเป่า ปี๊ด...เด็กๆ ทะลึ่งพรวดนั่งตัวตรงเตรียมรับคำสั่ง

“ถึงโรงเรียนแล้ว ลงจากรถ หิ้วกระเป๋าเข้าโรงเรียนได้ ปฏิบัติ!”

“ทราบ!” สามเสียงพร้อมกันอย่างแข็งแรง คว้ากระเป๋าเปิดประตูลงจากรถ ชักแถวเดินเข้าโรงเรียน

ส่งเด็กๆแล้ว กริสน์พยายามโทร.หาพิมมาดาแต่ไม่ติด บ่นอุบอิบ...“อะไรจะสายไม่ว่างตลอดอย่างนี้?!”

พิมมาดากำลังไดร์ผมอยู่ เธอเหลือบมองโทรศัพท์ตัดสินใจไม่รับ แต่ความรู้สึกต่อสู้กันเองในใจ ใจหนึ่งอยากตัดขาดไปเลย แต่อีกใจก็บอกตัวเองว่า

“รับไปเหอะพิม...เขาอุตส่าห์พยายามโทร.มาครบร้อยครั้งแล้ว ก็คุยกับเขาเสียมันจะได้จบๆ”

คิดแล้วคว้าโทรศัพท์รับสายทันทีโดยไม่ทันดูหน้าจอ พอกดรับสายก็พูดๆๆๆ

“คุณสุขสันต์คะ เลิกโทร.มาเถอะค่ะ พิมไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ พิมเข้าใจทุกอย่างแล้ว”

“นี่กริสน์ ไม่ใช่สุขสันต์ หัดตั้งสติบ้าง”

พิมมาดาเหวอไปอึดใจ แล้วเปลี่ยนเสียงบอกว่า “มีอะไรก็รีบๆพูด เปลืองค่าโทรศัพท์”

“ผมเป็นคนโทร. คุณไม่เสียตังค์ซะหน่อย ผมแค่จะโทร.มาบอกคุณว่า ให้เตรียมตังค์ค่าน้ำมันรถไว้คืนผมด้วย เมื่อเช้าผมเติมไปเกือบสองพัน”

“ส่งหลานๆ ฉันเรียบร้อยรึยัง” ถามเฉไฉไม่ตอบเรื่องค่าน้ำมัน

“เรียบร้อยแล้ว...สองพัน” กริสน์ตอบ ย้ำอย่างรู้ทัน พิมมาดากรอกตาไปมา ตัดบททันทีว่า แค่นี้นะ แล้วตัดสายไปเลย

กริสน์มองโทรศัพท์ในมือยิ้มๆ พูดกับตัวเองว่า เลิกกันไปเลย แต่พอนึกถึงหน้าที่ ก็ถามตัวเองว่าจะดีใจเพื่ออะไร เพราะหน้าที่ตัวเองต้องเป็นกาวใจเพื่อจะได้เข้าไปสืบเรื่องของสุขสันต์ต่อ นึกแล้วก็ถอนใจเซ็งๆ

แต่พอจะกลับ มองกระจกหลังเตรียมถอยรถ เห็นการบ้านของโจ๊กลืมไว้ที่เบาะหลัง เลยหยิบเดินไปให้

ooooooo

ที่หน้าห้องเรียน เมทินีแม่ของปาล์มกำลังยืนว่าฉอดๆโจ๊กยืนฟังเซ็งๆ เบื่อๆ ทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว เมทินีหาว่าครูปล่อยคนชั่วลอยนวล ชี้ให้ดูปาล์มที่ยืนปากเจ่ออยู่ฟ้องว่า ผ่านไปตั้งหลายวันลูกตนยังหุบปากไม่ลงเลย พูดโขมงโฉงเฉงว่า ปาล์มจะกินพล่าปลาแซลมอนก็กินไม่ได้ ปาล์มแทรก

ขึ้นมา อย่าว่าแต่ปลาแซลมอนเลยผัดเผ็ดเนื้อแกะ ลาบนกกระจอกเทศ ต้มยำปลาหิมะก็กินไม่ได้ พูดแล้วร้องไห้แงๆ

มาวินไม่เชื่อว่าสุขสันต์จะมาติดพันพิมมาดา ผู้หญิงธรรมดาๆอย่างนี้จริง สั่งลูกน้องให้จัดชุดติดตามการเคลื่อนไหวของสุขสันต์ทุกระยะ สืบให้ได้ว่านอกจากทำงานการเมืองแล้วเขายังทำอะไรอีกบ้าง

ลูกน้องทักท้วงว่าจะดีหรือ เพื่อเรื่องรักๆใคร่ๆ แย่งผู้หญิงกันก็จะเล่นเขาขนาดนี้มันไม่ถูก มาวินเสนอข้อแลกเปลี่ยนว่าถ้าลูกน้องทำให้ตนได้ทีหนึ่งตนก็จะทำอะไรตอบแทนให้หนหนึ่ง เลยตกลงกันโดยลูกน้องจะให้มาวินจับพ่อตาตนไปขังสักคืนฐานที่ชอบซื้อเทปผีซีดีเถื่อน

มาวินตอบตกลงทันที

ส่วนกริสน์ก็ไปหว่านล้อมให้พิมมาดากลับไปคืนดีกับสุขสันต์ ทำไปทั้งที่ตัวเองฝืนใจมาก แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่า

“เขารักกันก็ดีแล้ว จะมาโมโหทำไมในเมื่อมันเป็นประโยชน์กับแผนการของเรา...โอ๊ย...” กริสน์ขยี้หัวตัวเองอย่างพยายามทำใจ

ooooooo

เพื่อเจาะหาข้อมูลให้ได้ กริสน์ทำทีไปส่งดอกไม้ให้สุขสันต์ เลขาฯไม่ให้เข้าห้องเพราะสุขสันต์ประชุมอยู่ กริสน์อาศัยจังหวะที่เลขาฯถูกเรียกไปแอบเข้าไปในห้อง ตรงไปที่คอมฯปรากฏว่าภัทรดนัยปลอมตัวเป็นช่างซ่อมแอร์ อยู่ในห้องก่อนแล้วทั้งสองจึงแบ่งหน้าที่กันหาข้อมูล

กริสน์ค้นในแฟ้มเจอหัวข้อชื่อขนมเขากำลังจะเปิดดู ก็ต้องชะงัก เพราะสุขสันต์กำลังพาฉัตรชัยกับน้อมพงษ์มาเอาข้อมูลที่ห้องทำงาน เลขาฯรีบบอกว่าเมื่อครู่นี้มีคนเอาดอกไม้มาให้ แต่ตอนนี้ไม่รู้คนส่งดอกไม้หายไปไหนแล้ว

ครั้นสุขสันต์เปิดประตูห้องเข้าไป เขาชะงัก เมื่อเห็นกริสน์ถือช่อดอกไม้นั่งยิ้มแฉ่งอยู่ที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเขา

ฟังกริสน์บอกแล้ว สุขสันต์ถามว่า “คุณพิมเธอให้นายเอาดอกไม้มาให้ฉันจริงๆเหรอ”

“จริงสิครับแถมยังกำชับผมให้ส่งให้กับมือท่านด้วย” สุขสันต์ถามอย่างระแวงว่าแล้วทำไมต้องเข้ามาในห้องนี้ “อ้อ พอดีที่ร้านโทร.มาให้ผมไปส่งดอกไม้อีกที่อย่างด่วนนะครับ ผมจะฝากไว้ที่คุณเลขาฯเธอก็หายไปไหนไม่รู้ ผมก็เลยกะจะเอาดอกไม้มาวางไว้บนโต๊ะแล้วก็จะเขียนโน้ตบอกท่านไว้ครับ”

สุขสันต์มองอย่างสงสัย น้อมพงษ์เดินมาจ้องหน้ากริสน์บอกว่าคุ้นหน้าจัง ไม่มีใครสนใจว่าระหว่างนั้น ภัทรดนัยเก็บของและรีบออกจากห้องไป

กริสน์ตีหน้าซื่อเสียจนสุขสันต์เชื่อ ปล่อยให้กลับไป เขาหัวเราะอย่างย่ามใจพูดกับฉัตรชัยและน้อมพงษ์ว่า

“ผู้หญิงนี่ ที่สุดก็แพ้ความโง่ของตัวเองอยู่วันยันค่ำฮ่ะๆๆๆ”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.8 คีย์ ขอร้องให้ ตุลยา ที่มีสัมผัสพิเศษช่วยให้ได้คุยกับมน
15 เม.ย. 2564

06:10 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 15 เมษายน 2564 เวลา 07:08 น.