สมาชิก

ฟ้ากระจ่างดาว

ตอนที่ 7

เย็นวันนั้น หิรัณย์ได้พบกับเขตต์ตวันที่สยามสาร ปรึกษากันเรื่องมัทนา เอกชัยพยายามติดต่อชลบุษย์แต่ไม่ได้จึงจะลองไปหาที่คอนโด เขตต์ตวันก็กังวลใจทนอยู่รอไม่ได้ ออกไปตามหามัทนาที่บริษัทเชนเพิร์ล หิรัณย์จะตาม มีคณารีบขอไปด้วยคน หิรัณย์ชะงักหันมาส่งตาหวาน

“ด้วยความยินดีเลยครับ” หิรัณย์เปิดประตูผายมือให้มีคณาเดินนำ เธอเขินหน้าแดง

ตำรวจกระจายกำลังตรวจค้นเชนเพิร์ล เขตต์ตวันช่วยอย่างร้อนใจ ไม่พบมัทนา หิรัณย์ได้ข้อมูลใหม่มาว่า เชนตีสนิทมัทนา และให้ไข่มุกดำแก่เธอ เธอนำกลับมากรุงเทพฯแต่เข้าใจว่าเป็นของปลอมจึงให้น้องสาวไป ไม่ ทันไรตำรวจพบห้องลับที่ชั้นสาม มีเด็กสาวถูกกักขังอยู่หลายคน เขตต์ตวันกับมีคณารีบตามไปดูอย่างร้อนใจ แต่ไม่มีแม้แต่เงาของมัทนา

มีคณาปลอบใจเด็กสาวเหล่านั้น เด็กหญิงคนหนึ่งร้องไห้สะอึกสะอื้นจะหาแม่ เธอต้องกอดปลอบและพาทุกคนไปขึ้นรถ หิรัณย์เข้าใจความรู้สึกของมีคณา เขาบีบไหล่ให้กำลังใจเธอเบาๆ มีคณาฝืนยิ้มตอบ แต่ในใจห่อเหี่ยวเหลือกำลัง

เอกชัยแจ้งกลับมาว่า ชลบุษย์ถูกฆ่าตายคาคอนโด หิรัณย์จะไปหาเบาะแสเพิ่มเติมกับมีคณา ได้ความอย่างไรจะแจ้งให้ทราบ เขตต์ตวันขอบคุณ

รถหิรัณย์แล่นออกมาได้ไม่ไกล มีคณาบ่นว่าเชน “คนจิตใจแบบนี้ไม่มีทางปล่อยมัทนาหรอกค่ะ ถ้าไม่ใช่ถูกจับกักขังไว้สนองตันหามัน ก็ต้องเอาไปขายแน่ๆ ทำไมมัทถึงต้องโชคร้ายแบบนี้ด้วย”

“อย่าเพิ่งด่วนสรุปให้กลุ้มใจไปเลยครับคุณมี่”

“มี่ไม่ได้ด่วนสรุปนะคะ มี่ทำข่าวอาชญากรรมทำนองนี้มาตลอด ไม่มีทางหรอกค่ะที่มันจะปล่อยมัท คุณก็น่าจะรู้ดีกว่ามี่”

“ก็จริงครับ ถูกฆ่าปิดปากยังดีซะกว่า”

“สารวัตร!”

“ก็จริงไม่ใช่เหรอครับ”

“ใช่ค่ะ แต่ไม่ต้องพูดก็ได้ มี่ลองโทร.หามัทอีกทีดีกว่า” มีคณาล้วงกระเป๋าจะเอามือถือ “อุ๊ย...มี่ลืมมือถือไว้ที่เชนเพิร์ลค่ะ กลับไปเอาได้ไหมคะ”

“ต้องกลับไปเอาแน่นอนครับ หายไป คนให้เสียใจตายเลย” หิรัณย์ยิ้ม ยูเทิร์นรถทันที

มีคณาเข้าไปเอามือถือเดินออกมาจากเชนเพิร์ล บอกหิรัณย์ โชคดียังไม่มีใครเอาไป

หิรัณย์ย้อนถามว่าเจอเขตต์ตวันกับเอกชัยไหม มีคณาส่ายหน้าแปลกใจ ชายหนุ่มบอกว่ารถทั้งสองคนยังจอดอยู่ อาจมีอะไรไม่ค่อยดี มีคณาร้อนใจไปด้วย หิรัณย์วิทยุเรียกตำรวจมาช่วย บุกไปทางหลังตึก มีคณาจะตาม แต่หิรัณย์ขอร้องอย่าไปเลย

“ฉันเป็นห่วงมัท”

“แต่ผมเป็นห่วงคุณ...คุณรออยู่ข้างล่างดีกว่า ผมจะได้ไม่ต้องห่วงหน้าห่วงหลัง”

มีคณาซึ้งใจ ขอให้เขาระวังตัว หิรัณย์ยิ้มหวานรับ ก่อนจะนำกำลังตำรวจไป...ผ่านไปพักใหญ่ เสียงปืนดังขึ้นหลายนัด ไม่นาน เขตต์ตวันมีบาดแผลถูกยิงที่ไหล่ แต่ยังประคองมัทนาที่หน้าตาบอบช้ำลงมา มีคณาโผกอดมัทนาด้วยความดีใจ

“ขอบคุณคุณมี่มากนะครับ สารวัตรเล่าให้ฟังแล้ว

ถ้าคุณไม่ลืมโทรศัพท์มือถือ ผม เอก กับมัท คงไม่รอดแน่ๆ” เขตต์ตวันกล่าว

“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอกค่ะ พวกคุณยังดวงดีมากกว่า ที่จริงต้องยกความดีความชอบทั้งหมดให้สารวัตร เขาเห็นรถคุณกับคุณเอกยังจอดอยู่ เลยผิดสังเกต ถ้าฉันกลับมาคนเดียวคงคิดอะไรไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวแบบนั้นหรอกค่ะ”

“สารวัตรเป็นคนเก่งแล้วก็ดูเป็นคนจริงใจมากนะครับ ยินดีด้วยนะครับ มีข่าวดีเมื่อไหร่อย่าลืมบอก” เขตต์ตวันชมด้วยความจริงใจ

มีคณาเขิน มัทนายังมีแรงแซวแต่แล้วเจ็บปากร้องโอ๊ย...มีคณาสมน้ำหน้าใส่

ooooooo

หลังจากสรุปข่าวไข่มุกดำ ส่งคืนญี่ปุ่นได้เรียบร้อย สถานทูตญี่ปุ่นจัดงานเลี้ยงขอบคุณตำรวจไทย...หิรัณย์แต่งตัวหล่อเนี้ยบออกมายืนบังทีวีที่แม่กับน้องกำลังดู ให้ช่วยติติงชุดที่ใส่

“จะหล่อไปถึงไหน ชุดเมื่อกี้ก็ดีอยู่แล้ว” กัลยาหมั่นไส้กึ่งขำ

“อะไรของพี่เนี่ย งานเลี้ยงขอบคุณของสถานทูตนะคะ ไม่ได้ไปดินเนอร์ใต้แสงเทียนกันสองคนซะหน่อย” วันทนีย์แซว

“ก็ลองไม่อาศัยงานนี้ คุณมี่จะยอมออกงานกับพี่เหรอ”

“แต่งงานกันไปก็ต้องออกงานด้วยกันอยู่ดีแหละ” กัลยาท้วง

หิรัณย์ยกมือไหว้ขอให้สมพรปาก แล้วถามว่าชุดนี้โอเคหรือยัง วันทนีย์ตอบแทนว่าเยอะไป หรูหราสำอางเกินไป มีคณาแต่งตัวเรียบๆเป็นตนจะไม่ชอบควงผู้ชายที่แต่งตัวมากกว่า หิรัณย์รีบวิ่งไปเปลี่ยนแม่กับน้องขำ กัลยาเอ็ดลูกสาวที่แกล้งพี่ ตะโกนบอกลูกชายเร็วๆเดี๋ยวมีคณาจะรอนาน วันทนีย์รู้สึกว่าพี่ชายจะรักจริงหวังแต่งกับมีคณา กัลยายิ้มปลื้ม ถูกชะตากับเธออยู่แล้ว วันทนีย์เองก็เห็นด้วย ติดดินเข้ากับครอบครัวตัวเองได้ สองแม่ลูกยิ้มให้กันอย่างชื่นชม

ด้านมีคณา แต่งตัวทำผมสวยเดินลงมาบ่น หาแว่นตาไม่เจอ ถามสันติก็บอกว่าไม่เห็น แต่เธอไม่อยากเชื่อ สันติบอกมีคณาว่าหายก็ดี ป้าจะได้สวยให้สารวัตรเห็นบ้าง ใครอยากจะควงป้าแว่นหัวกระเซิงออกงาน

“เจ้าติ มากไปแล้วนะ ลามปาม”

“ไม่จริงรึไง ไม่มีผู้ชายคนไหนอยากมีแฟนไม่สวยหรอก”

“แก่แดดใหญ่แล้วนะเรา สถานทูตเขาจัดงานขอบคุณที่ช่วยตามคดีไข่มุกดำสำเร็จ ป้ากับเขาไม่ได้ไปออกเดทกัน เข้าใจให้ถูกซะด้วย”

สันติเออออแล้วบอกให้รอหิรัณย์มารับ แต่มีคณาเกรงใจชวนสันติเรียกแท็กซี่ไปที่บ้านเขาดีกว่า มีคณาให้สันติช่วยปิดบ้านเพราะตนมองอะไรมัวไปหมด... พักใหญ่ หิรัณย์ในชุดสูทลำลอง ดูไม่หรูหราเหมือนชุดที่แล้ว เดินออกมาที่รถ แต่ยังอดถามแม่กับน้องไม่ได้ว่า ดูดีแล้วแน่หรือ กัลยาแขวะว่าป่านนี้มีคณาหลับไปแล้ว ขาดคำ รถแท็กซี่มาจอดหน้าบ้าน สันติลงจากรถผายมือเชิญมีคณาที่กำลังก้าวตามลงมา ทุกคนตะลึงในลุคใหม่ของเธอ

สันติเข้ามาไหว้กัลยาและทุกคน กัลยาถามทำไมมาแท็กซี่กัน สันติตอบว่า ป้าเกรงใจไม่อยากให้ต้องย้อนไปย้อนมา วันทนีย์ชมมีคณาสวย ถามทำไมวันนี้ไม่ใส่แว่น

“บอกแล้วไม่เชื่อ” สันติแทรก

มีคณาทำหน้าดุใส่หลานก่อนจะตอบ “พอดีพี่หาแว่นไม่เจอน่ะค่ะ”

กัลยาถามยิ้มๆมองเห็นหรือ มีคณาตอบว่าเบลอๆ สันติโพล่งขึ้น “มองเบลอดีกว่าอกหัก”

มีคณาเอ็ด หิรัณย์อมยิ้ม เห็นมีคณาเผลอเอามือกระชับแว่นจึงจิ้มหน้าตัวเอง เขาบอกสันติ “ใส่แว่นน่ะดีแล้วล่ะสันติ ขืนปล่อยไปแบบนี้ ลุงจะอกหักแทนน่ะสิ”

มีคณายิ่งอาย สันติเปิดกระเป๋าเป้ หยิบแว่นตาออกมา “อ้ะ คืนให้ก็ได้ จะได้ไม่มีใครต้องอกหัก” มีคณารับมาสวมแล้วหยิกแขนหลานอย่างเคืองๆปนอาย

“เจ้าหลานคนนี้ร้ายจริงๆ ไปติ เข้าไปกินขนมกับยาย” กัลยาขำเอ็นดู สันติวิ่งมาหาวันทนีย์กระเซ้า “เดทให้สนุก เอ๊ย ไปงานสถานทูตให้สนุกนะคะ”

หิรัณย์ชี้หน้าน้องสาวฝากไว้ก่อน วันทนีย์หัวเราะวิ่งหนีเข้าบ้าน มีคณากระชับแว่นเขินๆเดินไปขึ้นรถ หิรัณย์อมยิ้มกรุ้มกริ่ม

ผ่านไปสักพัก การจราจรติดมาก มีคณาเกรงว่าหิรัณย์จะไปไม่ทันงาน ชายหนุ่มมองนาฬิกาข้อมือ ท่าทางจะไปไม่ทัน ถึงอย่างไร หมวดดาวกับผู้การไปถึงแล้ว ตัดสินใจเปิดไฟกะพริบขอทางเลี้ยวออกอีกเส้นทางหนึ่ง มีคณาแปลกใจจะทำอะไร

“ยังไงก็ไปไม่ทัน ไปหาร้านอร่อยๆแถวนี้กินดีกว่า ผมหิวแล้ว”

มีคณาอึ้งปนงงที่เขาเปลี่ยนโปรแกรมเสียอย่างนั้น

ooooooo

สองหนุ่มสาวในชุดออกงานกลางคืน นั่งทานข้าวมันไก่อยู่ข้างทาง หิรัณย์เอ่ยบอกมีคณาว่า อุตส่าห์พามากินร้านนี้กะจะให้เด่นเสียหน่อย แต่กลับมีคนแต่งตัวหรูๆมานั่งทานอีกสองสามโต๊ะ เพราะต่างรถติดจนทนอดหิวไม่ไหว จอดรถลงมาทานกันเป็นแถว

มีคณายิ้มๆ

“ดีแล้วล่ะค่ะ ไม่งั้นเขินตาย ทานไม่ลงหรอก”

หิรัณย์หวังว่า เธอจะจำคืนนี้ได้ฝังใจ...ทานเสร็จ สองคนเดินเล่นไปตามทาง มีคณาเปรย

“ฉันยังไม่สบายใจเรื่องเด็กที่ถูกหลอกมาขาย ตอนไปช่วยมัทวันก่อนอยู่เลยนะคะ ฉันคงไม่ใช่นักข่าวที่ดีเท่าไหร่ เพราะไม่สามารถแยกงานออกจากความรู้สึกส่วนตัวได้ แต่คุณทราบไหมคะว่า เด็กผู้หญิงพวกนั้นกี่คนต้องกลับเข้ามาสู่วงจรอุบาทว์อีก”

“ครึ่งนึงหรือมากกว่า ผมเป็นตำรวจนะคุณ ถึงจะทำงานคนละสาย แต่ก็พอเดาสถานการณ์ได้”

“ขอโทษค่ะ ฉันเคยเจอแต่คนที่ไม่รู้ข้อมูลมากนัก บางทีรู้แล้วก็ปล่อยผ่าน ไม่ได้ใส่ใจอะไร บางคนเล่าให้ฟังก็โกรธเอาด้วยซ้ำ”

“ปัญหาโสเภณีเป็นเรื่องใหญ่ เป็นปัญหาหนักที่หลายคนมักจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่คุณมี่ก็ไม่ได้สู้ศึกอยู่คนเดียวอย่างที่คุณคิดนะครับ ยังมีอีกมากที่ยอมรับว่าเรามีปัญหา และพยายามหาทางแก้ไขอยู่ เพียงแต่เราต้องอดทนและทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด”

“สารวัตรเคยบอกฉันหลายครั้งแล้วล่ะค่ะ แต่พอเจอเรื่องแบบนี้ทีไร ความอดทนฉันก็เหมือนจะขาดลงทุกที มันน่าจะมีวิธีนะคะ ที่ทำให้คนส่วนใหญ่หันมาสนใจ และอยากแก้ไขปัญหาพวกนี้อย่างจริงจัง”

หิรัณย์บอกว่าเธอกำลังทำอยู่ มีคณาโต้ว่ามันไม่พอ ข่าวที่ออกไปคล้ายคลื่นกระทบฝั่ง แรงตอนซัดเข้าหาดเท่านั้นก็สลาย ตนอยากทำอะไรมากกว่านี้ อย่างน้อยให้คลื่นลูกใหญ่กว่านี้ แรงกว่านี้ หิรัณย์ยิ้มปลื้มกับความคิดของเธอ มีคณารู้สึกตัวว่าพูดเรื่องเครียดมากไป เอ่ยขอโทษ ที่ทำให้เบื่อ ชายหนุ่มส่งตาหวานพร้อมตอบว่า ไม่เบื่อหาคนที่ชอบคุยเรื่องเดียวกันได้ยาก หญิงสาวเขินชวนกลับอ้างเป็นห่วงสันติ หิรัณย์รีบถามว่ามากับตนคืนนี้เบื่อไหม เห็นมีคณานิ่งๆ

หิรัณย์จ๋อยลงคิดว่าเธอคงเบื่อ มีคณามองหน้าเขาแล้วตอบว่า กลัวมากกว่า ชายหนุ่มงง

มีคณาน้ำตารื้น “วันนี้คุณพาฉันมาไกลจากที่ฉันเคยอยู่ ฉันกลัว ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้คุณจะพาฉันไปไหนต่อ ถ้าฉันยอมตามคุณไปเรื่อยๆ แล้วฉันจะกลับมาอยู่ที่เดิมของฉันคนเดียวได้ไหม”

หิรัณย์เข้าใจความรู้สึกมีคณาที่สุด เขายื่นมือจะจับมือเธอ “จูงมือผมไปสิครับ ผมให้คุณเป็นคนนำ จะพาผมไปไหนก็ได้ แต่ขออย่างเดียวอย่าปล่อยมือผม”

มีคณาน้ำตาไหลอย่างกลั้นไม่อยู่  หลบตาจะเดินหนี หิรัณย์จ๋อยก้มหน้าเสียใจที่หญิงสาวเลือกเดินคนเดียว ไม่คาดคิด มีคณายื่นมือมาจับมือเขา ชายหนุ่มเงยหน้าดีใจบีบมือเธอเกรงจะหลุดไป  ก้าวตามมีคณาที่เดินนำไปเล็กน้อย หญิงสาวน้ำตาไหลริน นี่คือผู้ชายคนแรกในชีวิต ที่ตนกล้าเปิดใจให้

ooooooo

ห้องทำงานไชยวัฒน์ มีคณาเข้ามาปรึกษาในฐานะเป็น บก. เธอขอออกไปทำข่าวเรื่องขบวนการค้าผู้หญิง อยากจะเจาะลึกให้คนอ่านเข้าใจว่ามันเป็นปัญหาสังคมอันใหญ่หลวง ไม่ใช่แค่ช่วยมาได้ก็มีมูลนิธิรองรับเยียวยา บก.รู้ว่าไม่อาจห้ามได้  ได้แต่กล่าว

“ผมอยากเตือนอย่างนึงนะมี่ ข่าวทุกข่าวมีค่า แต่ไม่มีข่าวไหนมีค่าเท่าชีวิตนักข่าวหรอกนะ คุณคิดจะทำอะไรก็ให้ระวังตัวให้ดี เรื่องบางเรื่องถ้าไม่คุ้มก็อย่าเสี่ยงดันทุรังทำ”

มีคณารับคำแต่ก็ไม่บอกให้กระจ่างว่าจะทำอย่างไร จากนั้น มีคณาก็มาหาบัวที่มูลนิธิเพื่อขอลงไปสัมผัสเส้นทางชีวิตของหญิงเหล่านั้น เพื่อเอามาเขียนข่าว บัวหวั่นใจเกรงจะไม่ปลอดภัย ขอให้เธอแค่ติดตามตำรวจไปบุกอย่างที่เคยทำก็น่าจะพอ

“แต่ข่าวออกมาก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรพิเศษ”

“มันก็จริงค่ะ แต่การแฝงตัวเข้าไปมันเสี่ยงมากนะคะ คนเราลองค้าขายมนุษย์ด้วยกันเหมือนผักเหมือนปลาได้ พวกมันคงไม่คิดเมตตาหรือผ่อนปรนให้ใครหน้าไหนแน่ น้องมี่คิดดูดีๆนะคะ ถ้าเข้าไปแล้ว ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน น้องมี่จะเป็นอันตรายนะคะ”

มีคณายังยืนกรานอยากให้คนอ่านสะดุดกับข่าวของตน ไม่อ่านแล้วผ่านเลยไป ถ้าบัวไม่ช่วย ตนก็จะหาทางเข้าไปวิธีอื่นและอาจจะเสี่ยงเพราะไม่มีคนประสานงาน บัวหนักใจ ขอคำสัญญาว่าจะทำงานแบบนี้เพียงครั้งเดียว มีคณารับปาก

ค่ำวันนั้น ขณะที่หิรัณย์ปฏิบัติหน้าที่ล้อมบ้านคนร้ายที่คาดว่าเป็นที่ผลิตยาเสพติด คนร้ายไม่ยอมจำนน ยิงต่อสู้ บาดเจ็บล้มตายทั้ง สองฝ่าย หิรัณย์กับหมวดดาวช่วยกันยิงตอบโต้ ไม่คาดคิด มีคนร้ายลอบมาด้านหลังหิรัณย์และกำลังจะยิงเขา หมวดดาวเห็นละจากด้านหน้าที่กำลังยิงกันอยู่ หันมาช่วยหิรัณย์ จังหวะนั้น คนร้ายปาระเบิดเข้ามา เสียงดังสนั่นหวั่นไหว...

พ่อของหิรัณย์กำลังทำงานอยู่ที่บ้าน มีวันทนีย์เป็นผู้ช่วย กัลยายกเครื่องดื่มมาบริการพลันโทรศัพท์บ้านดังขึ้น กัลยาเดินไปรับสาย ฟังชั่วครู่ก็ช็อก พ่อเข้ามา รับสายแทน ตกใจไม่แพ้กัน

สันติเดินกระวนกระวายอยู่หน้าบ้านรอมีคณากลับมา พอเห็นเดินมาก็ต่อว่ายกใหญ่ปิดมือถือทำไม มีคณาตอบว่าแบตหมด มีเรื่องอะไร

“พี่วัน โทร.มาบอกว่า ทีมสารวัตรถูกซุ่มโจมตี ตำรวจตายสามคน ไม่รู้มีสารวัตรด้วยหรือเปล่า”

มีคณาตกใจอย่างมาก รีบ โทร.กลับไปถามเรื่องราววันทนีย์ “ยังเลยคะพี่มี่ คุณแม่เป็นลมไปหลายรอบแล้วค่ะ เดี๋ยวดีขึ้นก็ว่าจะไปรอฟังข่าวที่โรงพยาบาล วันก็ภาวนา ว่าจะไม่ใช่พี่รัน”

มีคณาน้ำตาไหลพรากถามว่าใช่โรงพยาบาลตำรวจหรือเปล่า...ขาดคำ มีคณากับสันติก็นั่งแท็กซี่มุ่งหน้าไปทันที สันติเข้าใจความรู้สึกของป้าจึงกุมมือปลอบ มีคณาเอาอีกมือมากุมทับบีบมือเขาเบาๆ น้ำตาไหล

ถึงโรงพยาบาล มีคณาแทบจะวิ่งเข้าไปในห้องฉุกเฉิน กวาดตามองหา หน้าห้องมีแต่ญาติตำรวจที่บาดเจ็บร้องไห้กันระงม เตียงพยาบาลเข็นเข้ามาอีก มีคณาพยายามมองว่าใช่หิรัณย์หรือไม่ ทันใด สันติเห็นหิรัณย์ซึ่งทำแผลจากการบาดเจ็บเรียบร้อยแล้วเดินออกมา เขาร้องลั่น

“สารวัตร! สารวัตรยังไม่ตายป้า”

มีคณาหันมามอง หิรัณย์เห็นเธอก็ดีใจเดินเข้ามาหา มีคณายังร้องไห้พูดอะไรไม่ออก เขาสวมกอดเธอเอาไว้ เห็นสันติยืนมองน้ำตารื้นจึงดึงเข้ามากอดไว้อีกคน

เหตุการณ์ในตอนนั้น คนร้ายย่องมาจะยิงหิรัณย์ด้านหลัง หมวดดาวเห็นละมือจากการยิงหันมายิงช่วยหิรัณย์ไว้ได้ แต่กลับโดนทางด้านหน้ายิงใส่เธอกลางหลัง หิรัณย์ตกใจวิ่งเข้าไปประคอง ทันใด ก็มีคนปาระเบิดตูม เกิดความโกลาหลไปหมด

“ถ้าไม่ได้หมวดดาวช่วยไว้ ผมคงตายไปแล้ว”

“แล้วหมวดดาวเป็นยังไงมั่งคะ”

“ผมก็ยังไม่รู้เหมือนกัน รอฟังคุณหมออยู่ นี่ผมยังจับตัวไม่ได้ ใครโทร.ไปบอกที่บ้านก็ไม่รู้ น่าจะสายของแม่ในหน่วยผมนั่นแหละ ยังไม่รู้อะไรแน่ชัด โทร.ทำไมวุ่นวายกันไปหมดเลย ผมไม่อยากให้แม่เขาเป็นห่วง”

มีคณาว่าเขาคงหวังดี แล้วให้โทร.บอกที่บ้านจะได้ไม่กังวล

“มือถือป้าเขาแบตหมด ไม่งั้นคงรู้เรื่องตั้งแต่ในแท็กซี่ ไม่ต้องเสียน้ำตาเป็นปี๊บๆยังงี้หรอก” สันติกระเซ้า มีคณาหยิกแขนหลานอายๆ

พยาบาลเข้ามาถามหาญาติผู้หมวดวิมลิน ทั้งหิรัณย์และมีคณารีบเข้ามารอฟังผล

ooooooo

รุ่งขึ้น มีคณาเอากระเช้าผลไม้มาเยี่ยม หมวดดาวยิ้มแย้มบอกว่าถือโอกาสนอนพักกับเขาบ้าง มีคณามองอย่างชื่นชม ถ้าเป็นตน คงไม่กล้าทำแบบที่เธอทำ

“แต่ในสถานการณ์แบบนั้น ฉันเชื่อว่าคุณกล้าค่ะ แรงผลักดันที่อยากช่วยสารวัตรของคุณน่าจะเยอะกว่าฉันด้วยซ้ำ” หมวดดาวกระเซ้า

พอดีมีโทรศัพท์เข้ามาขัดจังหวะ มีคณารับสายสีหน้าดีใจ เพราะเป็นสายจากบัว...บ่ายวันนั้น มีคณาออกมาคุยกับบัวที่มูลนิธิ บัวบอกว่ามีร้านอาหารตามสั่งจินดา เป็นร้านเล็กๆอยู่ข้างหอพักนักศึกษา หน้าฉากเป็นร้านอาหารธรรมดาๆแต่หลังฉากเจ้าของร้านคือเอเย่นต์หาเด็กสาวๆไปขาย เปิดแบบนี้หลายจังหวัด ถูกจับได้ก็ประกันตัวออกมาแล้วหนีประกัน เปลี่ยนชื่อมาเรื่อยจากเดิมแป้งเปลี่ยนมาเป็นแป้น เปลี่ยนกระทั่งนามสกุล เปลี่ยนทุกอย่างยกเว้นอาชีพ

“ยัยนี่มันเก่ง มีเส้นสายพอตัว ตำรวจจับมันไม่ได้ซะที เพราะขาดหลักฐานและผู้เสียหาย”

มีคณามุ่งมั่นจะปลอมเป็นนักศึกษายากจน อยากทำงานพิเศษ ถ้าถูกส่งตัวไปไหนจะหนีออกมา บัวฟังแล้วเหมือนง่ายแต่อดเป็นห่วงไม่ได้...มีคณาไม่กล้าบอกความจริง บก. จึงทำเป็นขอลาพักร้อน บก.ไม่อยากเชื่อจึงดักคอว่า ถ้ามีปัญหาอะไร โทร.หาตนได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เย็นวันนั้น หิรัณย์มาสอนการบ้านสันติ เมื่อเห็นว่าเขาทำตัวดี จึงให้รถแข่งเป็นของขวัญ สันติดีใจมากแต่มีคณาไม่พอใจ เพราะจะทำให้สันติไม่เห็นคุณค่าของที่ได้ ควรจะให้ถ้าเขาสอบได้ที่หนึ่ง หรือวันเกิด หิรัณย์เจื่อนลง หันมาเอาใจมีคณาว่าต่อไปจะปรึกษาก่อน

หิรัณย์เปลี่ยนเรื่องคุย บอกมีคณาว่าตนต้องไปทำงานที่อเมริกาหนึ่งอาทิตย์ เธออยากได้อะไรบ้างไหม มีคณาตาเป็นประกายดีใจ ที่จะได้มีโอกาสทำงานหาข่าวสะดวก เธอพยายามถามวันเวลาที่เขาจะเดินทาง แต่เขาก็ไม่บอกเสียที กลับย้อนถามว่าเธอมีอะไรหรือเปล่าดูกังวลตลอดเวลา มีคณารีบเก็บอาการโต้ว่า ตนก็มีปัญหาเป็นปกติอยู่แล้ว

“แต่ช่วงนี้คุณเงียบผิดสังเกต คุณดูเครียดๆแล้วก็กังวลมากกว่าแค่งานหนักธรรมดา”

“ฉันเป็นผู้ต้องสงสัยของสารวัตรตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”

“เปล่า ผมแค่เป็นห่วง”

“ระวังจะเหมือนฉันเป็นห่วงสันติมากเกินไป จนดูเหมือนจ้องจับผิดนะคะ” มีคณาหลบตาจัดของบนโต๊ะอาหาร แล้วเรียกสันติมาทาน

สันติเดินมายื่นกระดาษให้หิรัณย์บอกว่ารายการของฝาก มีคณาเอ็ดไม่ให้ตามใจ แล้วถามเขาอีกครั้งว่าจะเดินทางวันไหน

ooooooo

จนกระทั่งถึงวันที่หิรัณย์เดินทาง มีคณากับสันติมาส่งเขาที่บ้านร่วมกับกัลยาและวันทนีย์ สันติเตือนหิรัณย์อย่าลืมของฝาก มีคณาตีแขนหลาน หิรัณย์ยิ้มบอกว่าตนเอากระเป๋าไปเผื่อใส่ของฝากแล้ว หิรัณย์ไม่ลืมที่จะกำชับมีคณาอย่าไปทำอะไรเสี่ยงๆระหว่างที่เขาไม่อยู่ เธอรับคำ

แต่พอหิรัณย์ขึ้นรถออกไป มีคณาก็หันมาฝากสันติกับกัลยา ขอไปทำธุระสักครึ่งวัน กัลยาติงว่าสองคนนี่เอาแต่บ้างานพอกัน...จากนั้น มีคณามาหาซื้อเสื้อผ้าสไตล์วัยรุ่น บางตัวเห็นแล้วแทบไม่อยากใส่

วันต่อมา มีคณาจะให้สันติไปอยู่กับกัลยาสักสองสามวัน กำชับห้ามดื้อและเหลวไหล ต้องช่วยงานบ้าน ซักเสื้อผ้าเอง ห้ามตื่นสาย และรอวันทนีย์รับกลับจากโรงเรียนทุกวัน ก่อนจะไป มีคณาแปลกใจที่จดหมายป้ามั่นสินไม่มาตามเวลา เอะใจ มาถามสันติเห็นบ้างไหม

“ในตู้จดหมายไม่มีก็คือไม่มี ติไม่อยากยุ่งจดหมายของป้าหรอก ขี้เกียจโดนด่า”

มีคณาฉุกคิดบางอย่าง เข้าห้องมานั่งเขียนจดหมายหามั่นสินเสียเอง  “มี่กำลังกลัวว่าความสัมพันธ์ของมี่กับสันติจะเหมือนแค่คนอยู่ร่วมบ้าน ผูกพันแต่ห่างเหิน เติบโตแล้วก็แยกทางกันไป ถึงแม้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มั่นคงได้  แต่ลึกๆก็ยังโหยหาความรักอยู่ดี...รอแค่จดหมายจากอังกฤษเดือนละฉบับ ที่ไม่ต่างจากหยดน้ำหนึ่งหยดในทะเลทราย...”

เขียนมาได้แค่นี้ มีคณาน้ำตาร่วงเผาะ ไม่อาจเขียนต่อได้ ขยำปาทิ้งขยะเพราะเกรงจะโดนป้าเขียนกลับมาด่ามากกว่าจะเห็นใจ...มีคณาออกมาเคาะประตูห้องสันติ อยากคุยอะไรด้วย สันติท่าทางร้อนรน เพราะครูที่โรงเรียนฝากจดหมายมาให้มีคณาแต่ทำหาย จึงร้อนตัวบอกไปว่าตนอธิบายเรื่องจดหมายได้ มีคณางงถามจดหมายอะไร สันติเหวอแก้ตัวว่าจดหมายข้างบ้านส่งผิดมาที่นี่ เลยแกะอ่านแต่ส่งคืนเขาไปแล้ว มีคณาตำหนิ แล้วชวนออกไปทานก๋วยเตี๋ยวปากซอย

สันติงงที่ป้าไม่โกรธอะไร แถมบอกว่าจะไปรอข้างล่าง สันติสงสัยว่าเธอเอาจดหมายไปแต่คงยังไม่ได้อ่าน จึงแอบย่องเข้าไปในห้องมีคณา ค้นหาจดหมายของครูประจำชั้น กลับพบจดหมายที่มีคณาเขียนแล้วขยำทิ้ง ทำให้เขาได้รู้ว่าป้าของเขาเป็นคนที่มีความเหงาเหมือนกับตน

สันติวิ่งลงมาข้างล่างเห็นว่ามีคณาเดินออกไปแล้ว จึงวิ่งตามออกไป ทำทีต่อว่าไม่รอกันบ้างเลย มีคณาหยุดเดินหันกลับมายื่นซองจดหมายให้ “มัวแต่หาจดหมายนี่อยู่ใช่ไหม”

สันติหน้าเจ่ือนเสียงอ่อยว่าเจอที่ไหน มีคณาตอบ ว่าใต้โซฟา ถ้าตนไม่ทำกุญแจบ้านหล่นก็คงไม่เห็น เขาหน้าคว่ำถามว่าครูฟ้องอะไรบ้าง มีคณายิ้มๆ

“เปล่า ครูเขียนมาชม บอกว่าสันติเข้ากับเพื่อนได้ดีขึ้น มีสมาธิในการเรียนดีขึ้น...ไม่เห็นต้องซ่อนป้าเลย” มีคณาคืนจดหมายให้แล้วเดินนำไป

สันติพับจดหมายใส่กระเป๋าวิ่งไปเดินเคียงคู่ ถามว่าป้าอยากพูดอะไรไหม มีคณาก้มมองหลานอย่างยินดีที่เขารู้ใจ

“ตอนแรกที่ย่าบอกให้ติมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ติรู้สึกยังไง”

สันติยักไหล่ “ไม่อยากมา ใครจะอยากมาล่ะ ป้าเป็นใครก็ไม่รู้ หน้าก็ไม่เคยเห็น ปู่ก็ด่าให้ฟังทุกวัน”

“ป้าก็ไม่อยากให้ติมา” สันติชะงักเหลือบตามอง “ป้าไม่เคยเห็นหน้าติ ปู่ติเกลียดป้า ป้าเองก็ไม่ชอบใจที่ปู่ติทำกับย่า ทำกับอาๆของติ ทำกับแม่ติ พอย่าบอกว่าจะให้ติมาอยู่กับป้า ป้าก็คิดเหมือนกันแหละว่าติต้องเป็นภาระแน่ๆ แต่ป้าก็ตกลงรับติมาอยู่ด้วยทั้งที่ไม่เต็มใจ... ติเคยได้ยินไหมว่าเวลาเปลี่ยนคนได้ แล้วเคยได้ยินไหมว่า บางทีอะไรๆก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดหรือคาดหวังเอาไว้”

สันติพยักหน้า มีคณาวางมือบนบ่าหลานชาย “เรื่องความสัมพันธ์ของคนนี่ก็เหมือนกัน ตอนแรกเราอาจคิดว่าไม่สามารถทนอยู่ร่วมบ้านกับใครได้แน่ๆ  แต่เมื่อจำเป็นต้องอยู่ขึ้นมาจริงๆ อยู่ๆไปกลับรู้สึกผูกพัน และทำให้คิดได้ว่า เราอาจด่วนตัดสินคนอื่นเร็วเกินไป...บางทีคนเราก็อคติ ตั้งท่าจะชิงชังไว้ก่อน ทั้งที่เขาอาจมีความน่ารักก็ได้ เขาอาจจะมีบางอย่างที่ทำให้เรายอมรับได้ และอาจจะรักได้ในที่สุด” มีคณาสบตาสันติอย่างรู้สึกผิด

สันติหลบสายตาอ้อมแอ้มถาม “ถึงคนนั้นเขาจะไม่ค่อยดีนัก ป้าก็จะยอมรับได้เหรอ”

“ถ้าเขารู้ตัวว่าทำผิดพลาดตรงไหน แล้วพยายามแก้ไขข้อผิดพลาด พยายามปรับตัวเป็นเด็กดี อย่าว่าแต่ป้าเลย เพื่อนฝูง ครู หรือใครต่อใครก็ต้องยอมรับและรักเขาทั้งนั้นแหละ”

“จริงๆอยู่ที่นี่ก็ไม่เลวนักหรอก โรงเรียนวัดก็ไม่เลวร้ายอย่างที่ปู่ว่า บ้านป้าถึงจะเหม็นควันธูปไปหน่อย แต่ก็พอทนอยู่ได้ บางทีป้าก็ดีใจเหมือนกัน” สันติยังวางฟอร์ม

มีคณายิ้มๆเอ่ย บางทีติก็เป็นเด็กดีเหมือนกัน ว่าแล้วก็เดินนำไป สันติยิ้มนึกถึงจดหมายที่มีคณาเขียนถึงมั่นสิน เขาวิ่งตามมีคณาไปจับมือเธอวางพาดบ่ากอดคอตัวเอง

“กอดคอแบบนี้ ติจะได้หายคิดถึงสารวัตรหน่อย”

มีคณายิ้มอย่างเอ็นดู กระชับกอดคอหลานชายเดินคุยกันอย่างมีความสุข

ooooooo

วันเวลาผ่านไป บัวขับรถพามีคณามาพบทัพขันธ์หรือโต้ง ที่บ้านต่างจังหวัด ทัพขันธ์เป็นชายหนุ่มที่ช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนมาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา จากการเข้าค่ายทำกิจกรรม อาสาเป็นครูสอนนักเรียนชนบท แล้วเจอปัญหาตกเขียว เรื่องเด็กเร่ร่อน เด็กถูกทำร้ายมาสิบปีแล้ว

บ้านทัพขันธ์เป็นบ้านไม้ มีป้ายชื่อติดไว้ว่า...

บ้านทัพใจ...มีคณามองบ้านที่ดูใหญ่โตไม่เบา บัวเล่าว่า เดิมเป็นบ้านส่วนตัว พอมีเด็กมาอยู่มากขึ้น และมีเงินบริจาคเข้ามา จึงซื้อที่ข้างๆเพิ่ม ให้เด็กได้อยู่สบายขึ้น มีคณาเดินตามบัวเข้ามาในบ้าน พบชายหนุ่มหน้าตาดี ดูแล้วอายุไม่มากกว่าตนเท่าไหร่ กำลังสอนหนังสือเด็กหญิงจำนวนหนึ่ง พอเขาเห็นบัวก็ให้งานเด็กๆทำ

ทัพขันธ์พอจะรู้คร่าวๆว่ามีคณาอยากให้ช่วยทำอะไร ก็อดห่วงไม่ได้ เพราะมันเสี่ยงมาก เมื่อเห็นความมุ่งมั่นของเธอจึงย้ำ

“อย่าเพิ่งมั่นใจนักเลย จินดานี่ตัวแสบ พิษสงร้ายไม่เบานะคุณ ผมจัดการแม่นี่มาหลายครั้งแล้ว แต่คุณเธอก็นกรู้ เอาตัวรอดไปได้ทุกที เด็กที่ช่วยมาได้ก็กลัวไม่กล้าชี้ตัว แม่นี่ฉลาดยัดเงินปิดปากพ่อแม่เด็ก จับไม่ได้ไล่ไม่ทันซะที”

“ที่ฉันมานี่ก็เพื่อจะแก้ปัญหาจุดนี้แหละค่ะ ฉันแจ้งความได้กล้าขึ้นศาลไม่อายใคร ใครเอาเงินมายัดไม่ได้ด้วย”

“เด็ดเดี่ยวเหมือนที่บัวบอกไหมล่ะคุณโต้ง”

ทัพขันธ์คิดว่ามีคณาเป็นเพียงนักข่าวที่อยากดัง มีคณารับว่าตนอยากทำข่าวให้ดัง ให้ประชาชนตื่นตัวหันมาสนใจกับปัญหาเหล่านี้ ทัพขันธ์ทึ่ง ถามอยากเริ่มงานเมื่อไหร่

“เย็นนี้เลยก็ได้ค่ะ”

ทัพขันธ์สบตากับบัว เขาจำต้องพามีคณามาที่บ้านพักครู มีคณาเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนักศึกษา ถอดแว่นใส่คอนแทคเลนส์ เดินออกมา ทั้งสองอึ้งเมื่อเห็นว่าเธอดูเป็นนักศึกษาใสๆ บัวเหลือบเห็นสายตา

ทัพขันธ์ที่มองมีคณา รู้สึกว่ามีประกายวิบวับ บัวเกรงจินดาจะสงสัยว่าสวยขนาดนี้ รอดปากเหยี่ยวปากกามาได้อย่างไร มีคณายิ้มอายๆ บัวให้หาเหตุผลไว้ด้วย

“มี่จะบอกว่า ยายมี่หวงมาก ไม่ยอมให้ไปเรียนไกลบ้าน ยายเพิ่งเสีย มี่ก็เลยออกมาเรียนที่นี่ได้”

บัวพยักหน้าพอฟังขึ้น ทัพขันธ์โพล่งขึ้นว่า มีคณาทำอะไรตกหรือเปล่า เธอรีบก้มดู เขาพูดขำๆว่า อายุไง บัวหัวเราะขำมุกของชายหนุ่ม

“พูดจริงนะครับ แค่ถอดแว่นเปลี่ยนทรงผม แต่งชุดนักศึกษา เด็กลงไปจมเลย”

มีคณายิ้มอายๆ หวังว่าจะหลอกจินดาได้ ทัพขันธ์รับรองว่าจินดาเห็นต้องตีปีกพั่บๆ คิดบวกลบคูณหารเงินที่จะได้ มีคณาเขิน...จากนั้น ทัพขันธ์ก็ขับรถพาสองสาวมาที่หน้าร้านจินดา แอบมองจากในรถ เขาอธิบายคร่าวๆว่า วันแรกที่จินดาพบมีคณาคงไม่กล้าทาบทามอะไร ถ้าเธอถามว่าพักที่ไหน ให้ตอบว่า...สิงหออยู่กับเพื่อนที่หอพักอยู่สบาย จินดาจะไม่สงสัยอะไร เพราะหอพักนี้ไม่เข้มงวด เด็กอัดกันห้องละสี่ห้าคนได้ บัวถามขัดขึ้น ถ้าจินดาโทร.เช็ก ทัพขันธ์ปัดไม่ต้องกังวล เพราะหอพักนี้ ใครต่อใครมาพักมั่วไปหมด พนักงานไม่รู้จักชื่อใครเป็นใคร

“งั้นลุยเลยนะคะ” มีคณาตั้งท่าจะลงจากรถ

“ระวังตัวด้วยนะคะน้องมี่ พี่กับคุณโต้งจะแกร่วอยู่แถวนี้ล่ะ มีอะไรก็รีบโทร.หาเลยนะคะ”

มีคณารับคำ มองซ้ายขวาไม่มีใครมองก็รีบลงจากรถ เดินข้ามฟากมาที่ร้านจินดา เผลอเอามือดันแว่น นิ้วจิ้มหน้า รีบลดมือลง เข้ามานั่งสั่งข้าวและน้ำ จินดาเห็นความสวยสะดุดตา รี่เข้ามาคุยด้วย เรียนปีไหน ทำไมเพิ่งเห็นหน้า มีคณาตอบอย่างมั่นใจว่า เรียนปีสอง เรียนๆหยุดๆเพราะต้องทำงานไปเรียนไป มีปัญหาเรื่องเงิน เพื่อนจึงชวนมาสิงที่หอพักอยู่สบาย

จินดาทำทีเข้าใจว่าสมัยนี้ค่าครองชีพมันแพง ตนเองยังให้เด็กนักศึกษากินฟรีบ่อยๆ จินดาถามชื่อแซ่ มีคณาบอกชื่อจริงและให้เรียกว่ามี่ก็ได้ เธอตั้งชื่อให้ใหม่ว่า

...มีมี่ และชวนมาทานที่ร้านบ่อยๆ มีคณานึกถึงครั้งที่บุญสมพ่อเลี้ยงจะขายตนให้แม่เล้า ตอนอยู่บ้านแม่

แล้วอดขยะแขยงไม่ได้ ว่าคนเราทำไมใจคอโหดร้ายขาย

ได้แม้แต่คนด้วยกัน...มีคณากลับมาเล่ารายละเอียด

ให้ทัพขันธ์กับบัวฟังและวางแผนต่อไป มีคณารับปากบัวว่าจะทำงานเสี่ยงนี้ครั้งสุดท้าย ทัพขันธ์พอจะมองออกว่ามีคณาเจอปัญหาชีวิตบวกกับงานที่ทำ จึงดูเอา จริงเอาจัง

ooooooo

เมื่อมีโอกาสได้คุยตามลำพัง ทัพขันธ์ขอโทษมีคณาที่เข้าใจว่าเธอทำข่าวนี้เพราะอยากดัง มีคณาถอนใจยิ้มๆ ยอมรับว่าที่ตนทำข่าวนี้เพราะความแค้นส่วนตัว แค้นที่ทำไมผู้หญิงต้องทนให้เขาเอาเปรียบ ทัพขันธ์เตือนอย่างจริงใจ

“เพราะแค้นมาก คุณเลยทำงานอย่างไม่มีความสุข คุณไม่ได้แก้ปัญหาอย่างเดียว แต่ยังเอาตัวเองเข้าไปผูกพันด้วย ผูกแล้วไม่ยอมปล่อย ยิ่งเจอคดีหลายคดี คุณเลยยิ่งหนัก แบกอารมณ์จนสุขภาพจิตแย่ ถ้าคุณเอาแต่รับปัญหา ไม่ยอมปล่อยออกซะบ้าง ระวังจะทรุดได้นะครับ”

มีคณามองทัพขันธ์ รู้สึกได้ว่า ชายคนนี้เข้าใจตนมากสมกับทำงานด้านนี้ บัวแอบมองสองหนุ่มสาว ยิ้มอยากให้ทั้งสองเป็นคู่กัน มีคณาบอกชายหนุ่ม ตนคิดว่างานนี้ถ้าทำสำเร็จ บางทีมันอาจจะช่วยปลดปล่อยอะไรจากใจตนได้บ้าง ทัพขันธ์ยิ้มอย่างพอใจและเข้าใจ

ooooooo

ค่ำวันนั้น มีคณาโทร.กลับมาเช็กว่าสันติทำตัวดีหรือเปล่า กัลยาตอบว่า พ่อหิรัณย์ดูจะมีความสุขกว่าเพื่อนที่ได้เล่นเกมกับเด็กอีกครั้ง เหมือนตอนที่หิรัณย์กับวันทนีย์เด็กๆ ระหว่างนั้นหิรัณย์โทร.เข้าเบอร์บ้าน วันทนีย์ไปรับสาย เสียงกัลยาร้องบอกให้สันติพักทานขนมก่อน

วันทนีย์ไม่ทันจะคุยอะไร หน้าซีดพูดอะไรไม่ออก หิรัณย์ถามแทรกทันทีว่า สันติมาอยู่ที่บ้านค่ำมืดแบบนี้ได้อย่างไร เสียงสันติเฮกับพ่อดังเข้ามาอีก วันทนีย์หน้าเจื่อน กัลยาวางสายจากมีคณาหันมามองลูกสาว เธอยื่นโทรศัพท์ให้แม่ตอบคำถามเอง กัลยาจำต้องบอกความจริง

มีคณาเตรียมชุดสำหรับปลอมตัววันพรุ่งนี้เสร็จ หิรัณย์โทร.เข้ามือถือ เธอหน้าเสียตัดสินใจตัดสายทิ้ง ไม่พร้อมจะอธิบายอะไร...รุ่งขึ้นมีคณาแต่งชุดนักศึกษามาที่ร้านจินดาอีก จินดาปรี่เข้าต้อนรับ ให้อาหารจานพิเศษในราคาธรรมดาแถมน้ำฟรีอีกต่างหาก เธอนั่งคุยด้วยถามว่าอยากได้งานพิเศษไหม มีคณาทำหน้าดีใจ

“เพื่อนพี่กำลังจะเปิดร้านอาหารใหม่ อยากได้ พนักงาน ให้เงินเดือนสูงเป็นหมื่นเชียวไม่รวมค่าทิป”

“อุ๊ย ร้านอาหารอะไรเหรอคะ ค่าจ้างแพงจังเลย”

“ร้านอาหารทะเล ตั้งอยู่แหล่งท่องเที่ยวเลย ลูกค้า แน่นทั้งวัน แต่ไม่ได้เสิร์ฟอย่างเดียวนะ” เห็นมีคณา ทำหน้าสงสัย จึงกลบเกลื่อน “ก่อนร้านเปิดก็ต้องช่วยเตรียมอาหาร หลังร้านปิดก็ต้องช่วยเก็บกวาดปิดร้านให้เรียบร้อย งานหนักเชียวแหละ กว่าจะได้นอนโน่นแหละ ตี 3 ตี 4”

“เงินดีขนาดนี้ หนูสู้ค่ะ งานหนักแค่ไหนหนูก็ไม่กลัว”

“แต่ร้านอยู่ทางใต้นะจ้ะ ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ”

มีคณาทำหน้าตกใจเล็กน้อย จินดาปลอบว่า หยุดเรียนสักเทอม ทำงานได้เงินกลับมาเรียนต่อ มีคณาอ้างว่าแม่ไม่ยอมแน่  จินดาออกความคิดให้ว่า อย่าบอกไปแล้วค่อยเขียนจดหมายกลับมาบอกทีหลังพร้อมเงินงวดแรก ขี้คร้านแม่จะดีใจ มีคณาถอนใจ สลดใจกับการกระทำของคนที่เป็นผู้หญิงด้วยกัน หลอกล่อคนไปขายได้ลงคอ

มีคณากลับมาเล่าให้บัวและทัพขันธ์ฟัง ว่าจินดายืนยันว่าไม่ได้หลอกใครไปขายแน่นอน เพราะร้านอาหารเธอตั้งอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว ทำการค้าสุจริต เธอถามเพียงว่าเดินทางพรุ่งนี้ได้เลยไหม ให้ไปทำเรื่องหยุดเรียนและไม่ต้องเตรียมเอกสารใดๆ ข้าวของก็เอาเท่าที่จำเป็นติดตัวไป เพราะทางนั้นมีเครื่องแบบให้ใส่ เธอให้ไปถึงร้านก่อนเที่ยง ทานอาหารแล้วจะมีรถมารับ

“คุณมี่ยังแน่ใจรึเปล่าครับ ว่าอยากทำงานนี้ต่อ” ทัพขันธ์ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

มีคณารับแข็งขัน มาถึงขั้นนี้แล้วไม่เปลี่ยนใจแน่ บัวย้ำว่า จากนี้จะก้าวเข้าไปอยู่ในวินาทีเสี่ยงตลอดเวลา แม้พวกตนจะตามประกบก็จริง แต่โอกาสพลาดก็มีได้ มีคณาไม่ยี่หระกลับบอกให้ทบทวนแผนการทั้งหมดอีกที

ค่ำนั้นมีคณาจัดของจำเป็นใส่กระเป๋า บัวเข้ามาคุยด้วย เลียบเคียงถามว่าเห็นทัพขันธ์เป็นอย่างไร แถมยกยอความดีสารพัด สุดท้ายเปรยว่า ไม่รู้พรหมลิขิตทำให้คนดีๆมาเจอกันหรือเปล่า  มีคณาเข้าใจว่าบัวมีใจให้ทัพขันธ์จึงแสดงความยินดีด้วย บัวสะดุ้ง

“จะมาดีใจอะไรกับพี่คะน้องมี่”

“อ้าว พี่บัวไม่ได้สนใจคุณโต้งอยู่เหรอคะ”

“อุ๊ย น้องมี่ พี่ไม่ชอบกินเด็กค่ะ พี่น่ะรู้จักทั้งน้องมี่ทั้งคุณโต้งมานานแล้วนะคะ น้องสองคนเป็นคนดีทั้งคู่เลย โสดเหมือนกันเพราะบ้างาน มีใจรักทำงานช่วยเหลือสตรีและเด็กเหมือนกันอีก ถ้าได้คบหากันคงจะดีไม่ใช่น้อยเลย”

มีคณายิ้มแหยๆ พลันมือถือดังเหมือนระฆังช่วยชีวิต เธอกดรับสายพอรู้ว่าเป็นหิรัณย์ก็เอ่ยเรียกสารวัตรน้ำเสียงตกใจ บัวเหล่มอง สารวัตรไหน มีคณาเดินเลี่ยงไปคุยโทรศัพท์

หิรัณย์คุยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า โทร.ไปที่สยามสารถึงได้รู้ว่าเธอลาพักร้อน มีคณาตอบอ้อมแอ้มว่าอยากพัก เขาต่อว่า...ผู้ร้ายปากแข็ง หญิงสาวชะงัก หิรัณย์ต้อนให้จนมุม

“เมื่อวานผมโทร.ไปหาแม่ ได้ยินเสียงสันติเฮลั่นบ้านเลย” มีคณาตอบอ้อมแอ้มว่าอยาก

พักจึงฝากสันติ หิรัณย์หัวเราะในลำคอ “อย่างคุณน่ะเหรอ จะไปพักร้อนแล้วทิ้งหลานไว้กับคนอื่นทั้งที่โรงเรียนยังไม่ปิดเทอม...สันติบอกผมแล้วว่าคุณไปทำข่าว ข่าวอะไรครับ”

“ก็ข่าวเดิมๆน่ะค่ะ สารวัตรไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันมากับพี่บัว พี่บัวสุนันทาไงคะ มากับทางมูลนิธิน่ะค่ะ”

หิรัณย์ถามทำไมต้องปิดบังสยามสาร มีคณาเลี่ยงว่าข่าวแบบเดียวกับที่ทำกับเขาแล้วอ้างว่ากำลังยุ่งจะวางสาย หิรัณย์โพล่งขึ้นว่า ถ้าเธอวางสายเขาโกรธจริงๆ มีคณาชะงักไม่กล้าหักหาญน้ำใจ เธอจำยอมสารภาพกับหิรัณย์ทั้งหมด ว่าจะเข้าไปหาหลักฐานเอาผิดเอเย่นต์ค้าผู้หญิงที่ทางใต้ โดยปลอมตัวเป็นนักศึกษาเข้าไป หิรัณย์คัดค้านไม่ยอมให้เธอเข้าไป

“ถ้าผมอยู่ที่นั่น ผมจะเขย่าตัวคุณจนความคิดบ้าๆนั่นหลุดออกมาจากหัวของคุณเลย”

“โชคดีที่สารวัตรไม่ได้อยู่ตรงนี้”

“ไม่ตลกเลยนะ คุณเป็นบ้าไปแล้ว รู้รึเปล่าว่ามันอันตรายมากแค่ไหน”

มีคณายอมรับแต่ตนวางแผนอย่างรอบคอบกับบัวและทัพขันธ์ ถึงปลายทาง ตำรวจทางนั้นจะบุกเข้าช่วยทันที ชายหนุ่มโพล่งขัด ไม่มีแผนไหนรัดกุม ต่อให้วางไว้ดีเลิศแค่ไหนก็มีช่องโหว่ มีคณาเสียงอ่อยว่าตนมีแผนสองรองรับ หิรัณย์เสียงเขียวไม่ยอมให้เธอไปทำงานนี้ แต่มีคณาก็ยังอ้างว่า ถ้าอยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ หิรัณย์ซักไซ้รายละเอียดจนมีคณาอ่อนใจให้ไปถามบัวเอาเอง ตนจะต้องเตรียมตัวเดินทางพรุ่งนี้เช้า เขาจะกลับมาก็คงไม่ทัน

“สารวัตรคะ สารวัตรจะรู้สึกดีขึ้นไหมคะ ถ้าฉันจะบอกว่า ฉันจะทำงานเสี่ยงแบบนี้เป็นงานสุดท้ายแล้ว” มีคณาอยากให้คนรักรู้สึกสบายใจขึ้น แต่ชายหนุ่มตอบเสียงห้วน

“ไม่ดีขึ้น ดีไม่ดีคุณอาจถูกฆ่าหมกป่าซะก่อนงานเสร็จก็ได้ อย่าหวังจะได้ทำข่าวอื่นต่อ”

มีคณานิ่งเงียบ หิรัณย์ถามว่าโกรธหรือ หญิงสาวตอบว่าเปล่า ชายหนุ่มเริ่มอ่อนลงขอร้องให้เธอถ่วงเวลารอตนกลับ ไปถึงก่อนค่อยเดินทางไป มีคณาไม่รับปาก บอกเพียงว่าอย่าห่วง กลับมาเราจะไปกินข้าวมันไก่เจ้าอร่อยกันอีก แล้ววางสายไป หิรัณย์ร้อนใจแทบอกระเบิด... เขาโทร.หาหมวดดาว ทำทีถามไถ่อาการบาดเจ็บ เธอตอบว่าดีขึ้นและตอนนี้กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ขอนแก่น หิรัณย์ไม่กล้ารบกวนจึงวางสายไป แต่หมวดดาวสงสัยต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่

หิรัณย์ตัดสินใจ โทร.ไปหาผู้การพิรุณ ขออนุญาตกลับเมืองไทยก่อน

ooooooo

มีคณาตั้งสติได้เดินกลับเข้ามา บัวถามทำไมคุยนาน เธอแก้ตัวว่านั่งรับลมเล่นที่หน้าบ้าน

ทัพขันธ์เตรียมเครื่องมือเข้ามาบอกมีคณาว่า ตนมีอุปกรณ์การทำงานมาให้ใช้ “นี่เครื่องช็อตไฟฟ้าอยู่ในรูปไฟฉาย ส่วนนี้มีดพกซ่อนอยู่ในแปรงผม”

“เอามาจากไหนคะเนี่ย แน่ใจนะคะว่าคุณโต้งไม่ใช่พวกสายลับหรือว่าตำรวจนอกเครื่องแบบ”

“ไม่ใช่หรอกครับ ผมชอบของพวกนี้อยู่แล้ว เพื่อนฝูงไปเจอมาก็ซื้อมาให้เรื่อยๆยิ่งพอรู้จากคุณบัวว่าจะมีนักข่าวสาวบ้าระห่ำมาทำงาน ผมก็เลยรวบรวมมาเท่าที่พอหาได้ทันน่ะครับ”

มีคณาขอบคุณ ทัพขันธ์ยังหยิบลิปสติกออกมาให้อีกสองแท่ง เป็นพลุฉุกเฉินไว้ใช้ยามคับขันและสอนวิธีใช้ให้ ทัพขันธ์ยังเตรียมโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าไว้ให้ ใส่ซิมใหม่และเมมเบอร์ของบัวและตัวเขาไว้เรียบร้อย ไม่ให้ใช้เครื่องที่มีอยู่ เพราะอาจถูกเช็กได้ และยังให้กล้องหัวปากกาไว้บันทึกภาพพร้อมเสียง

บัวยังข้องใจว่าเมื่อครู่สารวัตรไหนโทร.มา จึงถามว่าใช่หิรัณย์หรือไม่ มีคณาตอบว่าใช่  บัวตบอกผางรีบถามว่าคบกันอยู่หรือ มีคณาสบตาทัพขันธ์สีหน้าใช้ความคิด ตัดสินใจตอบว่าใช่ทั้งสองคนตกตะลึง ทัพขันธ์ทำทีค้นของและบ่นว่ามีเครื่องดามหัวใจไหม พลันมือถือบัวดัง

“เบอร์แปลกๆ...สวัสดีค่ะ อุ๊ย! สวัสดีค่ะ สารวัตร” บัวบุ้ยใบ้บอกมีคณาว่าหิรัณย์

มีคณาบอกบัวพูดไปตามจริง ตนจะไปจัดของให้เสร็จ ทัพขันธ์มองตามหลังหญิงสาวที่หมายปอง ทำนองหลุดลอยไปเสียแล้ว

สายวันต่อมา มีคณาในชุดวัยรุ่นเหมาะสมกับวัยนักศึกษาปีสอง ถือกระเป๋าเข้ามาในร้านจินดา เธอแทบจะถลาเข้ามาต้อนรับ ดีใจที่มีคณาไม่เปลี่ยนใจ เห็นกระเป๋าใบย่อมรีบถามว่าขนอะไรมา มีคณาอ้างว่า ต้องไปทำงานนานไม่รู้ว่าเพื่อนจะอยู่ห้องเดิมหรือเปล่า จินดาลืมนึกไป จึงขอตรวจดูว่ามีอะไรผิดกฎหมายหรือเปล่า เธอมองผ่านไฟฉาย แปรงผมและลิปสติก มาสะดุดที่

โทรศัพท์ แต่ทำทีไม่ว่าอะไร บอกให้ทานข้าวเดี๋ยวจะจัดเครื่องสำอางมาเพิ่มให้ ไม่ทันไร หญิงสาวอีกคนเดินถือกระเป๋าเข้ามา จินดาหันไปสนใจ ถามเอ๋ทานอะไรมาหรือยัง และแนะนำ ให้รู้จักกับมีคณา เอ๋ตอบว่าเพื่อนๆเลี้ยงส่งมาอิ่มแปล้ มีคณาสะเทือนใจที่เอ๋ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกส่งไปเชือด จินดาขอตรวจกระเป๋าเอ๋เช่นกัน เห็นมีกล้องถ่ายรูปก็ผิดสังเกต เอ๋บอกว่าตนชอบถ่ายรูป

“เดี๋ยวพี่ไปเอาเครื่องสำอางมาให้คนละชุดแล้วกัน...” จินดาเดินเข้าห้องทำงาน วิชัยและซันนั่งรออยู่ เขายื่นซองเงินให้จินดา เธอรีบหยิบแป้งและอายแชร์โดว์อย่างละชุดไปให้สองสาว

มีคณาและเอ๋เดินตามวิชัยและซันไปขึ้นรถตู้ แว่น ชายหนุ่มหน้าตาดีมาช่วยขนกระเป๋าใส่รถ ภายในรถที่ติดฟิล์มดำมีหญิงสาวนั่งอยู่ก่อนสามคน ต่างแนะนำตัวว่าชื่อผึ้ง อ้อย และพุด เอ๋หยิบขนมมาแจกจ่ายคนอื่นๆและชวนคุยสนุกสนานไปในรถ มีคณาเห็นแล้วหดหู่ใจจริงๆ

รถตู้แวะให้ทุกคนทานอาหารเย็น เอ๋ขอเดินยืดเส้นยืดสายก่อนกลับขึ้นรถ เธอเอากล้องออกมาถ่ายรูปเล่น มีคณาช่วยถ่ายให้ น้ำตาเธอซึมออกมาเมื่อเห็นความสดใสของเด็กสาวเหล่านี้ผ่านเลนส์กล้อง...จากนั้น รถตู้ก็แล่นลงใต้จนมืดค่ำ ทุกคนในรถหลับเหลือมีคณากับคนขับ จนฟ้าสว่าง รถมาถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง ลุงวัย 50 กว่าๆมาเปิดประตูรับ เจ๊แอ๊ดเดินออกมามองดูสาวๆที่ลงจากรถ เชื้อเชิญยิ้มแย้มให้เข้าไปพักผ่อน มีคณามองไปรอบบ้านเพื่อหาทางหนีทีไล่ เจ๊แอ๊ดเรียกเหมียวมาพาทุกคนไปที่พัก ก่อนไปเจ๊แอ๊ดถามขึ้นว่าใครมีโทรศัพท์ตนขอยึดไว้ อ้างไม่ชอบให้คุยพร่ำเพรื่อเวลางาน ถ้าใครมีเรื่องจำเป็นให้มาขอไปใช้ เจ๊แดงทำทีเป็นคุยว่า อีกไม่นานทุกคนจะได้เปลี่ยนมือถือเป็นรุ่นใหม่กันแน่...เหมียวพาห้าสาวมาที่ห้องนอนรวม

“ห้องน้ำอยู่โน่นนะ เบาะไหนว่างก็นอนๆไปเหอะ อย่าคุยเสียงดังล่ะ คนอื่นๆเขาเพิ่งจะได้นอนกัน”

มีคณาฉุกคิดรีบถามว่าทำไมถึงเพิ่งนอน ต้องทำงานทั้งคืนหรือ เหมียวอึกอักเห็นคนอื่นๆรอฟังคำตอบ “ก็งานร้านอาหารที่พวกเธอต้องไปทำนั่นแหละ งานมันหามรุ่งหามค่ำ ไม่งั้นค่าจ้างจะแพงเหรอ...นี่ฉันเตือนแล้วนะว่าอย่าพูดมาก นังปริกมันเพิ่งหลับไป ใครเสียงดังปลุกมันตื่นขึ้นมามีหวังห้องแตก นังนี่ปากมันจัดเหมือนมนุษย์มนาซะที่ไหน เหวี่ยงยังกะอะไร ไม่อยากเดือดร้อนก็เงียบๆไม่ต้องสงสัยมาก”

สี่สาวขยาดแยกย้ายหาเบาะว่างนอน มีคณามองนิ่งๆเดินไปนอนเบาะมุมห้อง...เมื่ออาบน้ำถอดคอนแทค-เลนส์ออกเข้านอน มีคณาฝันถึงหิรัณย์ ว่าเขาโกรธเธอมากๆที่ดื้อดึงมาทำงานนี้ สันติเองก็ตามไปอยู่กับหิรัณย์ เธอเสียใจร้องเรียกสันติให้กลับมา...

เอ๋เข้ามาปลุก มีคณาสะดุ้งตื่น เอ๋บอกว่าทุกคนลงไปทานข้าวแล้ว เธอขอเวลาสิบห้านาทีจะตามลงไปมีคณานึกได้มองสำรวจรอบห้องว่ามีกล้องวงจรปิดหรือไม่ เมื่อไม่เห็นแต่ก็ต้องระวังไว้ก่อน เธอใช้ตัวบัง กดกล้องหัวปากกาบันทึกภาพในห้องไว้หมด...มีคณาอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเดินลงมา เห็นสายตาคนที่มอง บ้างก็ไม่ชอบ บ้างก็นินทา บางคนไม่สนใจกินข้าวกันไป เอ๋ร้องเรียกให้มา ตักข้าวพร้อมบ่นว่าไม่ค่อยเหลืออะไรเลย  มีคณาไม่ใส่ใจมีอะไรก็กินไป วิชัยเข้ามาบอกกลุ่มมีคณาว่า ทานข้าวเสร็จจะพาไปเที่ยวตลาด สาวๆดีใจ

ooooooo

ฟ้ากระจ่างดาว

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด