ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ฟ้ากระจ่างดาว

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

ฟ้ากระจ่างดาว ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ปาร์ตี้หลังงานแฟชั่นโชว์ สามทหารเสือสาวแห่งหนังสือสยามสาร มัทนา สาระวารี และมีคณาเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน ถือโอกาสฉลองอำลาแยกย้ายกันไปทำงาน สามสาวชูแก้วชนกัน อวยพรให้กันและกัน มีคณาไม่ค่อยสนุกด้วยเพราะต้องทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ โพล่งขึ้น

“ขอให้ บก.ส่งคนอื่นไปงานแฟชั่นโชว์แทนเราทีเถอะ”

สาระวารีทำหน้าทะเล้นใส่ “ไม่มีทางหรอกย่ะ... ฉันขอให้เธอได้พบรักในงานก็แล้วกัน”

“ประสาท อวยพรอะไรบ้าๆไม่เอา”

“มัทมั่งค่ะ มัทอวยพรให้งานแฟชั่นการกุศลคราวนี้สนุกประทับใจ มีประเด็นท้าทายให้พี่มี่ทำข่าวอย่างมีความสุขค่ะ”

มีคณายิ้มขอให้สมพรปาก สาระวารีชูแก้วให้เพื่อนชนอีกครั้ง เพื่อจะได้แยกย้ายกันกลับ...

ไม่มีใครเชื่อว่า ผู้หญิงบุคลิกลักษณะเรียบร้อยเชยๆ สวมแว่นอย่างมีคณา จะอยากเป็นนักข่าวสายอาชญากรรม ทั้งที่จริงแล้ว เธอเรียนเทควันโดและอีกหลายอย่างที่ใครๆก็คาดไม่ถึง ครูฝึกเคยบอกให้เธอใส่คอนแทกเลนส์เพื่อความคล่องตัว แต่เธอกลับบอกว่า ไม่เอากลัวสวย

บก.ไชยวัฒน์นั่งมองหน้ามีคณา เมื่อเธอมาสมัครเป็นนักข่าวอาชญากรรม เธอยืนกรานว่าจะพิสูจน์ให้เห็นว่าตนเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ และเธอก็ทำได้จริงๆจนเป็นหนึ่งในสามทหารเสือสาวของสำนักพิมพ์...แต่พอเธอต้องทำงานแทนมัทนา คือทำข่าวแฟชั่นการกุศลเพราะมัทนาเดินทางไปภูเก็ต ก็หน้าเหยเก บก.ต้องบอกว่าแค่สัมภาษณ์สั้นๆ จุดประสงค์ของงานนี้เท่านั้น

“ถึงข่าวสังคมจะเป็นแค่ไม้ประดับ แต่ไม้บางชนิดก็มีคุณค่านะมี่ เรื่องอย่างนี้มันอยู่ที่มุมมองการนำเสนอ เปิดใจให้กว้าง มองหาสิ่งที่คุณไม่อยากมอง บางทีอาจมีอะไรก็ได้”

สาเหตุที่มีคณาเข้าคอร์สอบรมการป้องกันตัวเบื้องต้นของผู้หญิงกับหน่วยงานของตำรวจด้วยเหตุผลที่อยากเป็นสื่อกลางช่วยเหลือผู้หญิงที่ถูกเอาเปรียบทาง เพศ อยากให้การค้าประเวณีหมดไปจากโลกนี้เสียที อาจเป็นเพราะปมในวัยเด็กของเธอ

หลังการอบรม มัทนาและสาระวารีมักมารอรับเพื่อหาอะไรทานด้วยกันก่อนแยกย้ายกลับบ้าน จนมัทนาเอ่ยปาก

“แก๊งแม่เสือสาวของเรา ถ้ายังฟอร์มทีมเหนียว แน่นขนาดนี้ มัทว่าต้องได้จองดาวน์หมู่บ้านคานทองอยู่ด้วยกันแน่ๆ”

ทั้งสาระวารี และมีคณาพูดพร้อมกันว่าดี เพราะทั้งสองต่างมีปมครอบครัวจนไม่ต้องการเอาชีวิตตัวเองไปผูกติดกับผู้ชาย ต่างสอนมัทนาว่า จะรักใครต้องรักด้วยความเข้าใจ อย่าหลง...

สารวัตรหิรัณย์ในชุดตำรวจนอกเครื่องแบบ ขี่มอเตอร์ไซค์ สุดเท่ห์กวดเด็กหนุ่มส่งยาที่ขี่รถหนี เขาพุ่งทะยานมาขวางหน้าระยะกระชั้นชิด เด็กหนุ่มตกใจทิ้งรถวิ่งหนี ไม่คาดคิดมีมอเตอร์ไซค์อีกคันแล่นมายิงเก็บเด็กหนุ่มคนนี้แล้วซิ่งหนีไป หิรัณย์เจ็บใจมาก อดสาวถึงตัวการใหญ่

ooooooo

บ้านมีคณาเป็นบ้านไม้เก่าแก่ร่วมสี่สิบปีหลัง เล็กๆสองชั้นตั้งอยู่ตรงหัวโค้งหักศอกของซอย ติดกับศาลเจ้าขนาดใหญ่ทำให้มีกลิ่นควันธูปตลอดเวลา...หญิงสาวกลับมาถึงบ้าน หยิบจดหมายในตู้ออกมาดู สะดุดที่จดหมายจากอังกฤษ ซองสีฟ้าซึ่งส่งมาเป็นประจำ

มันเป็นจดหมายของป้ามั่นสิน ผู้หลงใหลสีฟ้าเป็นชีวิตจิตใจ จนบางทีเธอนึกอยากมีตาสีฟ้า เผื่อป้าจะรักบ้าง ป้าส่งจดหมายข้อความเดิมๆตลอดห้าปีที่ผ่านมา ว่าเธอย้ายไปช่วยเพื่อนสนิทคุมร้านอาหารเล็กๆที่อังกฤษ... มั่นสินเป็นญาติข้างพ่อคนเดียวที่เหลืออยู่ และได้เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่ลืมตาดูโลกเพียงเจ็ดวัน ด้วยเหตุผลที่ว่า พ่อทำแม่บานเช้าท้องตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 แล้วไม่ยอมรับ ตากับยายจึงมาขอให้มั่นสินรับผิดชอบแทนน้องชาย

หลังจากแม่คลอด แม่ก็ถูกตายายจับแต่งงานกับหนุ่มในหมู่บ้านเพื่อล้างอาย พอมีคณาอายุได้ 2 ขวบ มั่นสินซึ่งมีอาชีพเป็นครูก็ย้ายไปสอนจังหวัดอื่น แม่บานเช้า คลอดน้องชายและน้องสาวชนิดหัวปีท้ายปีเลยทีเดียว

เมื่อมีคณาอายุได้ 6-7 ขวบ เธอมักจะมองเพื่อนๆที่มีพ่อแม่มารับที่โรงเรียน ทั้งกอดและหอมลูกอย่างรักใคร่ แต่เธอไม่เคยได้รับไออุ่นเช่นนั้นเลย มั่นสินเป็นครูที่เจ้าระเบียบ ไม่เคยแต่งงาน ทำให้ไม่รู้จักแสดงความรักอย่างแม่ลูก จนกระทั่งเธออายุได้ 14-15 เป็นวัยรุ่นเริ่มมีปากเสียงกับมั่นสินบ่อยครั้ง เธอระเบิดอารมณ์ด้วยความอัดอั้นทั้งน้ำตานองหน้า

“ป้าไม่รักมี่เพราะมี่ไม่ใช่ลูก ไม่ต้องการก็ไม่ต้องเลี้ยงสิคะ เลี้ยงเหมือนสัตว์เลี้ยงตัวนึงยังงี้ จะเลี้ยงไปทำไม มี่อยากกลับไปอยู่กับแม่ ไปอยู่เหนือกับแม่ ไม่อยากอยู่กับป้าแล้ว”

มั่นสินสีหน้านิ่ง ไม่โต้ตอบ กลับซื้อตั๋วรถเที่ยวเดียวไว้ให้หลังเธอสอบเสร็จ พร้อมฝากจดหมายไปถึงบานเช้า มีคณาสะพายกระเป๋ามุ่งมั่นมาหาแม่หวังจะได้รับความรักความอบอุ่นจากแม่ แต่ต้องผิดหวัง สภาพบ้านแม่เป็นบ้านชั้นเดียวซอมซ่อ ผิดกับที่ป้าเคยเล่า...บานเช้าแนะนำให้รู้จักกับบุญสม สามีและน้องๆอีกสามคน น้องชายชื่อธำรง อายุ 13 ปี น้องสาวอีกสองคนชื่อธิดาและธารา อายุ 10 และ 11 ขวบ ลดหลั่นกันลงมา แต่ละคนมีทีท่าไม่เป็นมิตรด้วยเลย

“อะไรวะ อยู่กรุงเทพฯนึกว่าจะหน้าตาดี แต่งตัวทันสมัยเหมือนพวกในทีวี ดูไม่ได้เลย ใส่แว่นอีก ยังงี้ใครจะมาสนวะ” บุญสมส่ายหน้าเหยียดๆ ก่อนจะลุกหนี

มีคณาไม่รู้เลยว่า หมู่บ้านที่แม่อยู่ นิยมขายลูกสาวเลี้ยงชีพ ผู้ชายจะนอนกระดิกเท้าอยู่บ้านให้ผู้หญิงหาเลี้ยง วันหนึ่ง บุญสมจะขายมีคณาให้คุณนายคนหนึ่ง พอเธอเห็นหน้าตาผิวพรรณก็ชอบใจจะจ่ายเงินก้อนโตให้แต่มีคณา ไม่ยอมไป บานเช้าขอร้อง

“พี่สม ถ้ามี่มันไม่อยากทำก็ปล่อยมันเถอะ ครูสินบอกว่ามี่เรียนเก่ง ให้มันเรียนสูงๆ จบแล้วทำงานส่งเงินมาให้เราก็ได้ ตอนนี้ฉันก็ยังพอหาเงินได้ไม่เดือดร้อนอะไร”

“มึงไม่เดือดร้อนแต่กูกับลูกเดือดร้อน ดูลูกสาวบ้านอื่นสิ เขากตัญญูไปทำงานหาเงินส่งบ้านเป็นกอบเป็นกำ แต่ลูกมึงนี่กลับยักท่า”

ธำรงแดกดันว่าไม่สวยแล้วยังเรื่องมาก จะเรียนไปทำไมให้เสียเวลา สู้ไปทำงานตั้งแต่เด็กพอ 20-25ก็เลิก กลับบ้านทองหยองเต็มตัว ทางบ้านก็ลืมตาอ้าปากได้ถึงตอนนั้นค่อยหาผัว...มีคณาไม่ยอมท่าเดียว บุญสมตวาดว่าบานเช้ามันก็บานแต่อายุขนาดนี้เหมือนกัน แร่ไปบานให้พ่อนังมี่กับใครต่อใครไปทั่ว ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นหรอก พอรู้รสแล้วขี้คร้านจะระรี้ระริก

มีคณาทนไม่ไหวร้องกรี๊ดเข้าทุบตีบุญสมที่ประจานแม่ บุญสมโกรธซ้อมกลับจนสลบ...พอฟื้นขึ้นมา พบว่าบานเช้าถูกซ้อมไม่น้อยกว่าตน แต่ยังอุตส่าห์มาปฐม พยาบาล ธำรงเข้ามาโวยให้แม่ออกไปทำอาหารตนกับพ่อหิว พอบานเช้าออกไป ธำรงก็เตะสีข้างมีคณาด้วยแค้นใจ ที่ไม่ยอมไปทำงาน ทำให้ตนอดได้เงินซื้อเกมใหม่ มีคณาบอบช้ำสุดจะทน

กลางดึกคืนนั้น มีคณาพยุงตัวจะหนี บานเช้าเข้ามาขวาง ยื่นซองจดหมายที่มั่นสินฝากมาให้ตนคืนให้ “ครูสินคิดไว้แล้วว่าอาจเกิดเรื่องยังงี้ แกเลยฝากเงินไว้กับแม่ เอาไปนะลูก กลับไปอยู่กับป้าเขาเถอะ อย่าอยู่ที่นี่เลย”

มีคณาน้ำตาท่วมสวมกอดแม่ร้องไห้ บานเช้าลูบหลังลูบไหล่ให้กำลังใจ...ทันทีที่มีคณากลับมาถึงบ้านมั่นสิน เธอยืนรอก่อนแล้ว มีคณาทิ้งกระเป๋าก้มลงกราบเท้าป้า ร้องไห้ตัวสั่นเทา ด้วยรู้ซึ้งแล้วว่า ป้ารักตนแต่แสดงออกไม่เป็น

ooooooo

จดหมายของมั่นสิน เขียนสั้นๆ เล่าเรื่องนิดๆ หน่อยๆ และลงท้ายว่าสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง มีคณาอ่านจบพับเก็บรวมกับตั้งจดหมายที่วางซ้อนประมาณ 60 ซอง เดือนละฉบับที่ป้าส่งมา

วันต่อมา ขณะที่บก.ไชยวัฒน์เดินมาที่ลิฟต์โรงแรมแห่งหนึ่ง พบหิรัณย์กำลังกดลิฟต์อยู่พอดีจึงทักทาย ต่างมางานวันเกิดผู้การพิรุณที่ย้ายมาอยู่หน่วยพิเศษ บก.ถือโอกาส

“เอ้อ สารวัตร เจอตัวก็ดีแล้ว ฝากนักข่าวพาไปทำข่าวเรื่องล่อซื้อคนนึงสิ”

“ผมส่งข่าวให้ก็ได้ครับ”

“ผมอยากได้เป็นสกู๊ปแบบเจาะลึกเก็บบรรยากาศการทำงานมารายงาน ไม่เอาข่าวแห้ง”

หิรัณย์เตือนว่าอันตราย บก.จึงบอกว่าคนของ

ตนใจเกินร้อยอยากไป ขอมาหลายทีแล้วหิรัณย์นึกได้ว่ามีเคสเล็กๆ หลอกเด็กสาวมาขายบริการ สายเชื่อมโยงเครือข่ายค้ายาตัวเป้ง บก.โล่งใจที่ไม่อันตรายมาก ชายหนุ่มจะให้ลูกน้องโทร.ไปเตี๊ยมกับเขา บก.แย้งว่า

เธอไม่ใช่เขาหิรัณย์หน้าเสีย บก.เกรงเขาปฏิเสธรีบหาแผนการรองรับ...

บ่ายวันหนึ่ง มีคณาในชุดสาวจัดจ้าน มารอรับเด็กสาวที่คนร้ายนำมาส่ง เธอพยายามเพ่งมองเพื่อเก็บข้อมูลเพราะไม่ได้สวมแว่น ขณะกำลังยื่นเงินให้คนร้าย เธอไม่ยอมปล่อยเกรงคนร้ายจะหนีไปก่อนที่ตำรวจจะออกมารวบตัว คนร้ายผิดสังเกต ทันใด หิรัณย์กับพวกก็ออกมาแสดงตัวจับ คนร้ายคว้าเด็กสาวคนหนึ่งมาเป็นตัวประกัน เด็กสาวร้องอย่างหวาดกลัว

เลือดความเกลียดการทารุณกรรมของมีคณาลุกโชน เธอคว้าไม้ตามหวดคนร้ายทั้งที่มองไม่ชัด จึงกระหน่ำฟาดเอาหิรัณย์เพราะเขาจับคนร้ายได้แล้ว เขาร้องลั่นให้หยุด เธอตกใจโยนไม้ทิ้งก้มหน้างุด ถามเขาเจ็บมากไหม

“อีกไม้เดียว เรียกรถพยาบาลได้เลย” หิรัณย์ตอบกวนๆ นวดคอไปมา

มีคณาเอาผมปิดหน้าอายๆ ก้มหน้าบอกเขาว่าตนไม่ชอบผู้ชายที่ใช้ความรุนแรงกับผู้หญิงเห็นแล้วของมันขึ้น หิรัณย์บ่น “แรงควายขนาดนี้ ไม่บอกก็เชื่อว่าเราเป็นผู้ชายเหมือนกัน”

มีคณาตาโพลงเงยหน้ามอง แต่หิรัณย์เอี้ยวตัวนวดหลังจึงเห็นเพียงด้านข้างแถมเบลอๆของเขา...พอกลับมาที่ทำงาน มีคณาต่อว่า บก.ที่ไปบอกหิรัณย์ว่าตนเป็นสาวประเภทสองสาระวารีีหัวเราะชอบใจ มีคณาหันมาหยิกเพื่อน

“เพราะเธอด้วยแหละ แนะนำไม่ให้ฉันใส่แว่น ดีนะฉันไม่ฟาดเขาตาย”

“ใครจะคิดว่าเธอพาซื่อ แต่งตัวตามที่ฉันแนะนำเด๊ะขนาดนั้นล่ะ”

“เอาล่ะ ไม่ต้องฟาดงวงฟาดงา ก็ผมเห็นว่างานมันเสี่ยงขนาดนั้น ขืนบอกว่ามี่เป็นผู้หญิงก็อดน่ะสิ พี่หาลู่ทางทำเพื่อมี่นะ เห็นไหมได้ช่วยเด็กสมใจ ได้ทั้งข่าวได้ทั้งบุญ”

“ถูก ยิ่งผู้หญิงลุคเรียบร้อยงุ้งงิ๊งอย่างเธอ เขากลัวเสียแผนไม่ให้ทำหรอก”

บก.อวดว่าตนคุยโม้ว่าเธอเป็นนักเทควันโดทีมชาติ มีคณาจ๋อยต่อไปจะกล้าสู้หน้าเขาหรือ สาระวารีท้วงจะกลัวทำไม หรือแอบสนใจ มีคณาตีเพี๊ยะอายๆ ตนเกรงต้องทำงานด้วยกันอีกมากกว่า ตนไม่เห็นหน้าเขา แต่กลัวเขาจำตนได้  เจอหมายหัวแน่ นักข่าวทำร้ายตำรวจ บก.ตัดบทเขียนสกู๊ปให้มันหยด สาระวารีกระเซ้า ใส่เรื่องทำร้ายเจ้าพนักงานลงไปด้วย มีคณาค้อนขวับ

ooooooo

หลายวันก่อน มีคณาได้รับจดหมายจากธำรงที่แต่ก่อนดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่เคยเคารพตน แต่มาตอนนี้กลับขอร้องให้ช่วยรับเลี้ยงลูกชายวัย 10 ขวบ ปัจจุบันธำรงพิการขาขาด และสันติลูกชายมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อน เพราะเพื่อนมาล้อว่าเป็นลูกไอ้ด้วน...ดวงซวยที่เด็กพวกนั้นเป็นลูกคนใหญ่คนโต สันติเลยถูกบีบให้ออกจากโรงเรียน

มีคณาอ่านไปต้องเบ้หน้า ไม่อยากใจอ่อนรับเลี้ยงหลานที่นิสัยคงไม่ต่างจากพ่อและปู่เป็นแน่ แต่ใจหนึ่งก็สงสารเด็ก อยากให้มีอนาคตที่ดี...

ก่อนที่สาระวารีจะเดินทางไปตราด เธอชวนมีคณามาหาซื้อแว่นกันแดด มีคณาพลอยลองแว่นไปด้วย ขณะที่ถอดแว่นสายตา หิรัณย์เดินเข้ามาในร้านและเลือกแว่นอยู่ข้างๆเธอ ต่างจำกันไม่ได้

วันรุ่งขึ้น มีคณายืนส่งสาระวารีขึ้นรถตู้ของบริษัทเดินทางไปตราด ต่างกระเซ้าเย้าแหย่ขอให้เพื่อนเจอเนื้อคู่ จังหวะนั้นหิรัณย์เดินเข้าตึกสยามสารเพื่อมาหา บก. เขาแจ้งข่าวว่าคนร้ายที่จับได้วันก่อน โยงใยไปถึงพ่อค้ารายใหญ่อย่างที่เราคาดไว้จริงๆ ชายหนุ่มถามงานยุ่งหรือเปล่า

“ไม่ต้องถามเลยครับยุ่งตลอด แต่ก็ดีกว่าไม่มีงานทำ”

“ส่วนผมไม่มีดีกว่านะครับ แสดงว่าบ้านเมืองสงบเรียบร้อยดี” หิรัณย์พูดขำๆแล้วถามเรื่องที่ตนส่งแฟกซ์เชิญไปงานแฟชั่นการกุศล พรุ่งนี้ ตนมาเชิญด้วยตัวเองอีกครั้ง

“ไม่ต้องมาก็ไปอยู่แล้วล่ะครับ”

“แล้วนักข่าวคนนั้น ที่เป็นสาวประเภทสองน่ะครับ จะไปด้วยรึเปล่า”

ไชยวัฒน์หัวเราะและเฉลยว่าไม่ใช่กะเทย แต่เป็นหญิงแท้ ตนจำต้องโกหกโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่องด้วย หิรัณย์รู้สึกหน้าแตก “หมดกัน ผมแซวเขาแรงด้วย โกรธตายเลย ตอนนี้อยู่ไหมครับ ผมขอไปขอโทษเธอหน่อย”

บก.ไชยวัฒน์พาหิรัณย์ไปที่ห้องข่าว แต่กลับเจอพนักงานที่แต่งตัวคล้ายมีคณาจึงทักผิดคน บก.รับรองว่างานพรุ่งนี้มีคณาไปด้วยแน่

ooooooo

สายวันใหม่ มีคณามารอรับหลานกับแม่ที่หัวลำโพง เธอซื้อหนังสือมายืนอ่านฉบับหนึ่ง พลันมีเด็กสาวในชุดนักเรียนถือถุงดำใบโตวิ่งมาชน เธอคว้าตัวเด็กไว้ทันไม่ให้ล้ม เด็กสาวเหลียวมองเห็นหิรัณย์วิ่งตามมา จึงบอกมีคณาให้ช่วยตนด้วย แมงดาจะจับตนไปขายตัว

แววตามีคณาดุดันขึ้นทันที ดึงเด็กสาวหลบหลัง พอหิรัณย์มาถึงก็ประกาศกร้าว

“ถอยไปนะ อย่ามายุ่งกับเด็กคนนี้ ถ้าแกก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ฉันจะเรียกตำรวจ”

“คุณนั่นแหละอย่ายุ่ง ถอยออกไป ผมมีธุระกับเด็กคนนี้” หิรัณย์จะขยับเข้าจับเด็ก

มีคณาใช้หนังสือในมือฟาดเขายกใหญ่ ปากก็ร้องเรียกให้คนช่วย เด็กสาวฉวยโอกาสวิ่งหนี หิรัณย์รวบแขนมีคณาล็อกไว้ข้างหลัง บอกเธอว่ากำลังขัดขวางการทำงานของตำรวจ หญิงสาวโวย ถ้าเขาเป็นตำรวจ ตนก็เป็นรัฐมนตรีหญิง...ตำรวจนอกเครื่องแบบชายหญิงวิ่งเข้ามา มีคณาร้องบอกให้ช่วยเรียกตำรวจที มีคนจะล่อลวงเด็กไปขาย

“คนนี้เหรอคะสารวัตร” ตำรวจนอกเครื่องแบบถาม

มีคณาได้ยินชะงักหยุดดิ้น ตำรวจถามหิรัณย์ เห็นสายบอกว่าเด็กสิบห้าสิบหก ทำไมสาวขนาดนี้ หิรัณย์ปล่อยตัวพร้อมแขวะ

“อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นแม่เล้าล่ะ เธอเป็นรัฐมนตรีหญิง เธอคงคิดว่ากำลังออกตรวจราชการอยู่ เลยต้องทำหน้าที่ปกป้องประชาชน”

มีคณาขยับออกหน้าแดงอายมาก ย้อนถามว่าเขาเป็นตำรวจจริงหรือ หิรัณย์จะโชว์บัตรประชด หญิงสาวขอโทษเห็นเด็กท่าทางกลัวมาก

“กลัวถูกจับน่ะสิ ในกระเป๋านั่นมียาบ้าไม่รู้กี่เม็ด อาจจะถึงพัน”

มีคณาเจื่อนเห็นเป็นเด็ก หิรัณย์ว่าเด็กแค่ตัว ไม่วายกระแนะกระแหน คราวหน้าคราวหลัง ถ้าอยากเล่นบทรัฐมนตรีหญิงอีกก็กรุณามองตาม้าตาเรือหน่อย มีคณาเคืองกระชับแว่นตอกกลับว่า ท่าทางเขาไม่เหมือนตำรวจ เหมือนโจรมากกว่า แล้วค้อนขวับแยกไปรับแม่กับหลาน แต่แล้วเอะใจหันมามองพร้อมกับหิรัณย์ เหมือนเคยเจอกันมาก่อน แต่คิดว่าไม่น่าใช่

รถไฟสายเหนือเข้าจอดเทียบชานชาลา อึดใจเดียวบานเช้ากับหลานก็เดินลงมา มีคณาไหว้แม่ เห็นเด็กชายหน้าหงิกหน้างอเดินสะพายกระเป๋าตามมาจึงทักทาย เดินทางเป็นอย่างไรบ้าง ได้หลับบ้างไหม สันติเหวี่ยงใส่ทันที

“หลับกะผีอะไรล่ะ ที่นั่งแข็งจะตาย ปู่บอกแล้วให้นั่งชั้นสอง ย่าก็งก ตีตั๋วถูกสุด แล้วเป็นไง หลับลงที่ไหน”

มีคณาอึ้งตำหนิหลานที่พูดจาไม่เพราะกับย่า สันติโต้ว่าอยู่บ้านก็พูดแบบนี้ จะให้ดัดจริตพูดเพราะ ทำไม่เป็น แถมเรียกแทนตัวว่า...กู บานเช้าจุ๊ปากปรามไม่ให้พูดจาหยาบคาย

“การพูดจาสุภาพเป็นเรื่องมารยาท ไม่ใช่ดัดจริต อยู่บ้านติจะพูดยังไงก็ตามใจ แต่ถ้าคิดจะอยู่กับป้า ติต้องพูดจาให้เพราะกว่านี้ กูมึงนี่ห้ามเด็ดขาด...และถ้าคิด ว่าทำไม่ได้ก็กลับไปอยู่บ้านเลย ไม่ต้องมาอยู่กรุงเทพฯ บ้านป้าไม่ต้อนรับเด็กไม่มีสัมมาคารวะ” มีคณาเดินนำไปอย่างเคืองๆ

บานเช้าเอ็ดหลานปากเสียจนได้เรื่อง สันติฮึดฮัดแต่ไปไหนไม่ถูก จำต้องเดินตามย่าไป พอมาเห็นหน้าบ้านก็หน้าเหยเก บ่นอีก

“ทำไมบ้านมันเล็กแล้วก็เก่ายังงี้ล่ะย่า บ้านบ้าอะไรเหม็นฉิบ ทนอยู่เข้าไปได้ยังไงเนี่ย”

มีคณาบอกว่าบ้านตนติดกับศาลเจ้า ก็ต้องมีกลิ่นควันธูป อีกหน่อยก็ชิน ถ้าอยู่ไม่ได้ก็กลับไป สันติตาขวาง บานเช้าออกตัวว่าหลานยังเด็กอย่าถือสา...มีคณาให้สันตินอนห้องเล็กที่ตนเคยนอน แต่สันติก็มีปัญหาอีก งอแงจะนอนกับย่า สุดท้ายบานเช้าขอนอนห้องใหญ่กับหลาน มีคณาต้องยอมมาอยู่ห้องเล็กเสียเอง

“ความสงบในบ้าน ในชีวิตฉันจบสิ้นแล้ว” มีคณาอยากร้องไห้แต่ร้องไม่ออก

หมดเรื่องห้อง มีคณาก็พาสันติเดินมาที่โรงเรียนไม่ห่างจากบ้านเท่าไหร่ สันติโวยอีก

“นี่ย่าจะให้ติเรียนโรงเรียนวัดเหรอ ไหนปู่บอกว่าป้ารวย จะให้ติเข้าโรงเรียนฝรั่งดีๆ ให้ไอ้พวกที่บ้านมันอิจฉาไงล่ะ”

บานเช้าปลอบหลานว่าโรงเรียนไหนๆก็ให้ความรู้เหมือนกัน มีคณาแทบถอดใจ อธิบายว่าตนไม่ได้รวย ไม่มีปัญญาส่งโรงเรียนแพงๆ และตนก็จบจากโรงเรียนนี้เหมือนกัน หญิงสาวประชดให้กลับไปอยู่โรงเรียนเดิมกับเพื่อนๆที่รักเขาก็แล้วกัน สันติเถียงไม่ออก
มีคณาเข้ามาพบ ครูอรุณเป็นครูใหญ่วัย 50 เพื่อทำเรื่องเอกสารต่างๆ ครูอรุณเห็นท่าทีของสันติก็สัมผัสได้ถึงความแสบของเด็กคนนี้

ออกจากห้องครูใหญ่ มีคณาให้เงินแม่จัดการซื้อชุดนักเรียนของสันติ ตนต้องรีบไปทำงาน ก่อนไปหันมาย้ำกับหลานว่า ครูใหญ่ให้โอกาสเข้าเรียนกลางคันแบบนี้ ต้องตั้งใจเรียน อย่าทำให้ท่านผิดหวัง พรุ่งนี้ต้องเริ่มมาโรงเรียน สันติทำหน้ากวนๆไม่คิดจะขอบคุณสักนิด...

มาถึงสำนักพิมพ์ สาระวารีโทร.มาคุย ทำให้มีคณาได้ระบายความอัดอั้นออกไปบ้าง ไม่ทันไร เสียง บก.ย้ำเตือนอย่าลืมไปทำข่าวงานแฟชั่นการกุศล สาระวารีหัวเราะที่เพื่อนเจอแต่เรื่องเซ็งๆ...วางสายจากเพื่อน ก็มีเจ้าหน้าที่มูลนิธิสตรีและเด็ก โทร.มาชวนมีคณาเข้าไปทำข่าว เพราะมีเด็กสองคนพี่น้องถูกนายจ้างทารุณได้รับความช่วยเหลือส่งเข้ามา...

มีคณามาถึง กำลังฟังเจ้าหน้าที่เล่าเรื่องราวและถ่ายรูปประกอบ เผอิญหิรัณย์คุยกับเจ้าหน้าที่อีกคนอยู่ เขาเห็นมีคณาก็จำได้มาดักรอ เธอยิ้มให้ตามมารยาทจะเลี่ยงหนี เขาตามตอแย

“อะไรกัน ทักทายประชาชนแค่นี้เองเหรอครับท่าน เสียคะแนนหมดเลย ถ้าเจอนักการเมืองอย่างคุณ คราวหน้าผมไม่เลือกจริงๆด้วย...นี่คุณจะไม่พูดอะไรเลยเหรอครับท่านรัฐมนตรี”

“ฉันไม่ใช่รัฐมนตรี คุณก็ทราบว่าเป็นความเข้าใจผิด หรือว่าคุณยังโทษฉันอยู่ที่ทำให้คุณพลาดจับตัวคนร้ายไป”
หิรัณย์เห็นเธอไม่ตลกด้วยรีบแก้สถานการณ์ว่าทำงานก็มีพลาดเป็นเรื่องธรรมดา ตนแปลกใจต่างหากที่ได้เจอเธออีก สงสัยดวงสมพงศ์กัน หิรัณย์พยายามทายว่าเธอทำงานอะไร คงเป็นนักสังคมสงเคราะห์ มีคณาหยุดเดิน หันมาจ้องเขม็ง

“ผิดค่ะ ฉันเป็นพวกวิเคราะห์สังคมต่างหาก”

“คุณเป็นนักข่าวใช่ไหม...มิน่าล่ะ คุณถึงบอกว่ารู้จักตำรวจดี”

“ดีกว่าที่คุณคิด...” มีคณาเห็นชายหนุ่มยิ้มหวานเผลอชะงักมอง พอรู้ตัวก็รีบเดินหนี

หิรัณย์ตามมาขวางแนะนำตัว และขอนามบัตรเธอเผื่อมีข่าวแจ้งให้ทราบ มีคณาเห็นเป็นข้อดีจึงยอมให้ ชายหนุ่มยื่นนามบัตรของตนแลก และอาสาไปส่งเธอ แต่หญิงสาวปฏิเสธจะไปรถประจำทางเอง เขาจึงขอไปส่งที่ป้ายรถ เธอลังเลเขารีบโน้มน้าว

“ไกลนะครับ ออกจากซอยแล้วยังต้องเดินไปอีกเกือบ 100 เมตร เราไม่ใช่คนแปลกหน้ากันแล้ว จากที่นี่ไปป้ายรถเมล์ไม่มีซอยเปลี่ยวให้ผมเลี้ยวไปคิดทำมิดีมิร้ายกับคุณได้หรอกน่า ไม่เห็นต้องกลัวเลย”

มีคณารำคาญปัดว่าไม่ได้กลัว หิรัณย์จึงคะยั้นคะยอให้ขึ้นรถ จนเธอขึ้นมานั่งบนรถ หิรัณย์ก็ชวนคุยไม่หยุดปาก มีคณาโต้ว่า ถ้าตนเดินออกไปเองป่านนี้ถึงป้ายรถเมล์แล้ว ชายหนุ่มยิ้มแหยๆรีบออกรถ ไม่วายยังชวนคุยเรื่องเด็กถูกละเมิดอีก เหมือนเติมไฟในใจของมีคณา

“สังคมเราเลวร้ายลงทุกวันนะคะ ใครก็ตกเป็นเหยื่อได้ทั้งนั้น ไม่เกี่ยงเพศเกี่ยงอายุ ถึงป้ายรถเมล์แล้ว คุณจอดเลยไปหน่อยเดี๋ยวฉันเดินย้อนกลับมาเอง” มีคณาตัดบท

พอหิรัณย์จอดรถตามที่เธอสั่ง เขารีบบอกเธอ หวังว่าคงได้เจอกันอีกเร็วๆนี้ หญิงสาวปิดประตูใส่หน้าอย่างเซ็งๆ ที่รู้สึกว่าเขาจีบ แต่กลับทำให้ชายหนุ่มยิ่งชอบใจ ถูกชะตา

ooooooo

ตกเย็น มีคณากลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน เห็นสันตินอนเอกเขนกดูทีวี กินขนมเกลื่อนกราดบนโซฟา ก็อิดหนาระอาใจแต่เพราะรีบจึงไม่เสวนาด้วย บานเช้าเตรียมทำอาหาร ออกมาถามลูกอยากทานอะไรพิเศษตนจะทำให้ มีคณาจึงบอกว่าตนต้องไปทำงานต่อ กลับดึกไม่ต้องรอ

สักพัก มีคณาแต่งตัวเรียบร้อยเดินลงมา สันติเห็นแล้วแขวะว่าเชยแบบนี้ถึงไม่มีใครมาจีบ มีคณาย้อนกลับว่าตนไปทำข่าวไม่ได้ไปเดินแฟชั่น บานเช้าปรามหลานแล้วชวนมีคณาดูชุดนักเรียนของสันติว่าเรียบร้อยถูกระเบียบทุกอย่าง หญิงสาวค่อนขอด อยู่โรงเรียนก็ต้องแต่งกายถูกระเบียบห้ามดึงเสื้อออกนอกกางเกง สันติทำหน้าเซ็งที่ป้ารู้ทัน

มีคณาเดินออกมาหน้าบ้านได้ยินเสียงสันตินินทาไล่หลัง “ก็มันจริงนี่ย่า ขืนทำตัวเชยๆ ยังงี้ ต้องเป็นป้าแก่แร้งทึ้งเฝ้าบ้านอยู่คนเดียวไปจนตาย”
มีคณาเข่นเขี้ยว หลับตาคิดไปว่า ตนกลับบ้านไปกระชากตัวสันติ มาทุ่มลงกับพื้น ฐานปากเสีย...แต่ทั้งหมดเป็นเพียงความคิด เท่านี้เธอก็อารมณ์ดีขึ้น พร้อมไปทำงานที่ไม่ชอบเอาเลย

บรรยากาศงานมีแต่คนแต่งตัวหรูหรา จนมีคณารู้สึกตัวเองด้อยประหม่าเหมือนกัน เธอมองหาเพื่อนสื่อมวลชน พลันสบตาเข้ากับหิรัณย์ที่มองมาพอดี หญิงสาวตกใจหลบตาเดินเลี่ยงไปทางอื่นทันที ชายหนุ่มตามเรียก ทำให้เธอต้องหยุดถอนใจหันมา

“คุณจริงๆ ด้วย เจอกันอีกแล้วนะครับ สงสัยคุณกับผมนี่ดวงสมพงศ์กันจริงๆ วันเดียวถึงได้พบกันสามเวลา เหมือนนัดกันไว้เลย”

“เป็นความบังเอิญมากกว่าค่ะ”

“เป็นความบังเอิญที่น่ายินดีครับ” หิรัณย์ฉีกยิ้ม

มีคณารู้สึกอึดอัดดันแว่นให้กระชับ ผู้การพิรุณเดินมาทักทายพอดี มีคณายกมือไหว้ พิรุณถามรู้จักกับสารวัตรหิรัณย์แล้วใช่ไหม หญิงสาวรีบตอบว่าเพิ่งพบกัน พิรุณแปลกใจ

“อ้าว ก็เคยเจอกันตอนไปล่อซื้อทีนึงแล้วไม่ใช่เหรอ บก.ไชยวัฒน์นี่ร้ายไม่เบา หลอกสารวัตรผมว่าคุณเป็นสาวประเภทสองซะนี่”

ทั้งสองมองหน้ากันอึ้งๆ ที่แท้ก็คู่กรณีเก่านี่เอง หิรัณย์กลั้นขำจนต้องก้มหน้า มีคณารู้สึกอายมาก พิรุณรีบแนะนำว่า หิรัณย์คือสารวัตรมือหนึ่งของหน่วย ส่วนมีคณาเป็นนักข่าวสยามสาร สมัยตนทำงาน ป.ป.ส. ส่งข่าวให้เธอเป็นประจำ ว่าแล้วก็ตบไหล่หิรัณย์เบาๆ

“คุณสองคนรู้จักกันไว้ก็ดี นึกไม่ถึงล่ะสิสารวัตร ว่านักข่าวสายอาชญากรรมจะสวยขนาดนี้ คุณมี่ไม่ใช่คนสวยอย่างเดียวนะ เก่งด้วย...ไว้วันไหนว่าง
เข้าไปทำข่าวที่หน่วยนะคุณมี่เรากำลังตามคดีน่าสนใจอยู่หลายคดี บางทีอาจจะมีสักคดีที่คุณสนใจก็ได้”

มีคณายกมือไหว้ขอบคุณ ตนกำลังจะทำสกู๊ปข่าวยาเสพติด พิรุณรีบบอกว่า หิรัณย์มีคดีเด็ดๆในมือหลายคดี หิรัณย์อมยิ้มรับ

“ครับท่าน ถ้าคุณมี่อยากทำข่าวเมื่อไหร่โทร.หาผมได้ตลอดเวลา แต่ขออย่างเดียว อย่าฟาดผมหนักแบบวันนั้นอีก”

มีคณาทั้งเขินอายและเจ็บใจระคนกัน แต่ต่อหน้าผู้การเลยไม่กล้าทำอะไร ได้แต่ฝืนยิ้ม...หลังจากนั้น มีคณาเก็บภาพบรรยากาศในงาน ภาพพิรุณมอบโล่เกียรติยศให้หน่วยงานต่างๆ แล้วบรรดานางแบบกิตติมศักดิ์ทยอยเดินขึ้นเวที มีคณาถ่ายภาพอย่างเบื่อหน่าย ค่อยๆถอยออกชนเข้ากับหมวดดาว รีบหันมาขอโทษ หมวดดาวพยักหน้าเชิดคอตั้งบ่า จนมีคณาอดพึมพำไม่ได้ว่าหยิ่งชะมัด เธอถอยมาหาที่นั่งเช็กภาพในกล้อง

หิรัณย์เอาน้ำส้มมาให้และชวนคุย เห็นท่าทีเธอเขาก็รู้ว่าเธอไม่ชอบงานแบบนี้ จึงให้แง่คิด “ผมก็ไม่ชอบงานพวกนี้เท่าไหร่ แต่ถ้าตัดความหรูหราฟู่ฟ่าจอมปลอมออกไป ผลที่ได้ก็คือ เงินสำหรับสนับสนุนหน่วยงาน เงินที่เอาไว้ล่อซื้อยา เงินที่ตำรวจเอาไว้ใช้ตามจับพ่อค้ายาได้มากขึ้น แล้วก็เป็นเงินทุนกองเดียวกันที่ใช้เป็นค่าปลอบขวัญสำหรับครอบครัวตำรวจ ที่ต้องเสียเสาหลักไป ผมว่ามันก็คุ้มที่จะจัดนะครับ”

มีคณามองหิรัณย์ด้วยสายตาเป็นมิตรขึ้น ก่อนจะบอกเขาว่า เขาเป็นอีกคนที่เตือนให้ตนพยายามมองในสิ่งที่ไม่อยากสนใจ เพราะบางทีมันอาจมีอะไรดีๆซ่อนอยู่ หิรัณย์ยิ้มดีใจ พลันมีคนมาตามให้เขาไปช่วยเคลียร์เรื่องวุ่นวายหลังเวทีของบรรดาไฮโซ ชายหนุ่มเสียดายโอกาสจึงขอให้มีคณารอเขาตรงนี้สักครู่ มีคณาทำหน้านิ่งๆ เรื่องอะไรต้องเชื่อ ว่าแล้วก็ลุกหนีกลับ

มาถึงลิฟต์ มีคณารีบแทรกตัวเข้าลิฟต์ พอเข้ามาจึงเห็นหมวดดาวจอมหยิ่งยืนเชิดอยู่ ทำให้อดรู้สึกอึดอัดขึ้นมาไม่ได้ เมื่อถึงจุดหมาย มีคณาให้หมวดดาวออกก่อน แต่เธอกลับผายมือหน้าเชิดให้ออกก่อน พลัน หิรัณย์โทร.ต่อว่าที่ไม่รอ มีคณาทำทีว่าอยู่ในลิฟต์ไม่มีสัญญาณ

“มุกซ้ำนะครับ ผมใช้ประจำ ตอนนี้ผมอยู่หน้าลิฟต์”

มีคณารู้สึกหน้าแตกเสียฟอร์มที่เขารู้ทัน รีบตัดสายดันแว่นกระชับเดินหนีออกจากโรงแรมทันที...หิรัณย์ยืนยิ้มรู้สึกมีชีวิตชีวาที่ได้หยอกเย้ามีคณา

ooooooo

ตอนที่ 2

กลับถึงบ้านเกือบเที่ยงคืน บานเช้าเปิดประตูรับ มีคณาติงบอกแล้วไม่ต้องรอ มองไปเห็นสันติยังเอกเขนกดูทีวีอยู่ก็ไม่พอใจ เข้ามาเอ็ดว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปโรงเรียนทำไมยังไม่นอน สันติปรายตามองแล้วดูทีวีต่อ มีคณา โกรธปิดทีวี สันติเอาชนะกดเปิด หญิงสาวดึงปลั๊กออก

สันติโวยวายด่าหยาบคาย มีคณาผงะ ไม่คิดว่าหลานจะก้าวร้าวขนาดนี้ จึงเข้าไปในห้องน้ำ สันติตะโกน ไล่หลังเยาะด่าไม่ทันหนีเข้าห้องน้ำ อึดใจเดียว มีคณากลับออกมาพร้อมฟองสบู่ที่มีฟองฟอด เอามาถูปากสันติ บานเช้าตกใจดึงหลานออก สันติร้องไม่ออก ไอสำลัก ถุยสบู่ออกก็โถมเข้าทุบตีป้า มีคณาใช้ศิลปะป้องกันตัวล็อกแขนหลานไว้ สั่งสอน

“จำไว้ ถ้าอยากอยู่บ้านนี้ ติก็ต้องทำตามกฎของป้า ต้องไม่พูดจาหยาบคาย ต้องเรียกตัวเองว่าผมหรือติ ทีวีดูได้ถึงแค่ 3 ทุ่ม ทำได้ไหม” มีคณาบิดแขนจนสันติร้องไห้

บานเช้าสงสารหลานขอร้องให้ปล่อย มีคณาถอนใจยอมปล่อย สันติวิ่งด่าโครมๆขึ้นข้างบนไป มีคณาบอกแม่ว่า ถ้าคิดว่าตนทำเกินไปจะพาหลานกลับก็ได้ ผู้เป็นแม่รำพัน กลับไปก็ไม่ได้เรียนหนังสือ อย่ารุนแรงกับแกเลย หลานไม่มีโอกาสดีๆอย่างลูก มีคณาปรี๊ด

“แม่คิดว่ามี่โชคดีกว่าสันตินักเหรอคะ กำพร้าพ่อตั้งแต่จำความไม่ได้ มีแม่ก็เหมือนไม่มี ป้าที่เลี้ยงมาก็ เป็นครูทั้งชีวิต ทั้งวิญญาณ รู้จักแต่สอน ไม่รู้จักความเป็นพ่อแม่...แม่คะ มี่ไม่เคยคิดทารุณหรือทำร้ายหลาน แต่ถ้าติจะอยู่ที่นี่ มี่ก็ต้องคุมหลานให้อยู่ มี่อยากให้ติมีระเบียบวินัย มีความเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่บ้าง ไม่ใช่อวดเก่งถือดี ทั้งที่ไม่มีดีให้อวด”

บานเช้าผงะเมื่อรู้ความในใจของลูก แต่ก็อดแก้ตัวแทนหลานไม่ได้ว่า หลานยังไม่รู้จักลูกจึงดื้อไปหน่อย มีคณาโต้ว่าสันติได้รับการตามใจมาตลอด อีกหน่อยจะเสียคน บานเช้าขอให้ค่อยเป็นค่อยไป มีคณาน้อยใจ รู้ว่าแม่รักหลานมาก ตัดบท

“แม่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ มี่ว่าท่าทางติเป็นเด็กฉลาด ออกจะฉลาดแกมโกงซะด้วยซ้ำ ถ้าเขาเรียนรู้วิธีที่จะอยู่ที่นี่กับมี่ได้ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร มี่ว่าแม่ทำใจให้สบายแล้วขึ้นไปนอนเถอะค่ะ นี่ก็ดึกมากแล้ว” มีคณาเครียด เช็ดถูพื้น หยิบสบู่กลับไปเก็บในห้องน้ำ

บานเช้าตามมาอ้อมแอ้มถามว่าลูกกลับดึกแบบนี้เสมอหรือ ตนเกรงว่าหลานจะอยู่อย่างไรตอนตนกลับไปแล้ว มีคณากลั้นน้ำตาของความน้อยใจ บอกแม่ว่า สันติโตพอที่จะอยู่คนเดียวได้ และตนก็ต้องทำมาหากินมาเป็นค่าใช้จ่ายทุกอย่าง บานเช้าอึ้งไม่กล้าติติงอะไรอีก มีคณาสูดหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติพร้อมรับมือกับทุกเรื่องที่จะตามมาอีก

พอเข้ามานั่งผ่อนคลายในห้องนอน มีคณาก็นึกได้รีบเอาเบอร์โทร.ของหิรัณย์มาเมมชื่อไว้ว่า...ขยันยิ้ม... เพื่อว่าเวลาที่เขาโทร.มาอีก จะได้ไม่รับสาย
รุ่งเช้า มีคณาก็ต้องเจอเรื่องรกใจอีก เมื่อพบว่า จดหมายที่ส่งมา ถูกแกะซองทุกฉบับ เธอรู้ทันทีว่าฝีมือหลานตัวแสบแน่ๆ จึงถามหาสันติ บานเช้าอึกอักไม่กล้าบอกว่าหลานยังไม่ตื่น แต่พอมีคณาให้เรียกหลานลงมาเดี๋ยวไปโรงเรียนสาย เธอขอผลัดให้หลานพักสักวัน มีคณาโกรธ

ขึ้นมาบนห้อง มีคณาเห็นสันตินอนสบายอยู่บนเตียง เธอเข้าไปปลุก สันติทำท่าหงุดหงิดนอนต่อ จึงโมโหกระชากตัวขึ้นมาแล้วถามว่า จะให้ตนอาบน้ำให้ไหมถ้าไม่อาย ว่าแล้วจะลากตัว สันติเริ่มจะเป็นหนุ่มมีความอาย รีบวิ่งจู๊ดเข้าห้องน้ำ แต่ไม่วายสบถคำหยาบ

มาถึงโรงเรียนจึงไม่ทันเข้าแถวเคารพธงชาติมีคณาถามแม่ว่าปกติให้ค่าขนมสันติเท่าไหร่ สันติเจ้าเล่ห์รีบบอกว่า 50 บาท บานเช้าทำหน้าเจื่อนๆ มีคณารู้ทันให้แค่ 30 บาท สันติโกรธ ด่าป้าขี้งกและเอาถ้วยไมโลที่ถือเดินทานมาด้วย สาดใส่ ก่อนจะวิ่งเข้าโรงเรียนไป บานเช้าตกใจออกรับแทนว่าตอนเย็นจะจัดการให้ บอกลูกรีบกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนที่จะไปทำงานสาย แต่แล้วก็อดบ่นไม่ได้ กลัวหลานมีเงินไม่พอกิน มีคณาเจ็บช้ำน้ำตาคลอ

“พอซะยิ่งกว่าพอค่ะแม่ อาหารในโรงเรียนเขา ควบคุมราคา ตอนเย็นก็เดินกลับมากินบ้าน อยากกินอะไรบอก มี่จะซื้อมาทิ้งไว้ให้...ติมาอยู่กับมี่จะต้องประหยัดรู้จักค่าของเงิน พอทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง มี่จะให้ติทำงานพิเศษ”

“จะดีเหรอมี่ ติอายุแค่นี้เอง”

“ดีแน่นอนค่ะ ติต้องถูกปลูกฝังความคิดใหม่ผู้ชายต้องทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวไม่ใช่เอาเปรียบผู้หญิง เกาะผู้หญิงกินเหมือนปู่เหมือนพ่อเขาทำกับแม่กับเมียกับน้องสาวลูกสาวของเขา” สีหน้ามีคณาชิงชัง บานเช้าอยากจะจับแขนปลอบ แต่หญิงสาวยกมือขึ้นดันแว่นเสียก่อน

ooooooo

เหนื่อยใจแค่ไหน มีคณาก็ยังดีที่มีเพื่อนอย่างสาระวารีและมัทนาได้คุยให้ผ่อนคลาย หลังจากคุยโทรศัพท์กับสาระวารีเสร็จ นักข่าวรุ่นน้องก็เอาซองเอกสารมามอบให้ บอกว่ามีคนมาฝากไว้ เธอเปิดดูเป็น รูปถ่ายงานแฟชั่นเมื่อคืน มีจดหมายแนบมาด้วย

เป็นจดหมายจากหิรัณย์ เขาเห็นเธอกลับมาก่อน เลยเก็บภาพมาฝากเผื่อใช้งานได้ แถมบอกอีกว่า ถ้าอยากตามเรื่องต่อว่าหน่วยงานเอาเงินไปทำอะไรบ้าง โทร.มา ตำรวจยินดีบริการ...

มีคณาเหยียดปาก “อยากรู้นักว่า ถ้าฉันไม่ใช่ นักข่าว จะยินดีบริการขนาดนี้รึเปล่า”

เหมือนเป็นพรหมลิขิต ที่ บก.อยากได้ข่าวแทรกเปลี่ยนบรรยากาศจากข่าวเด็กถูกทารุณกรรมบ้าง พอรู้ว่าผู้การพิรุณชวนไปทำข่าวที่หน่วยของท่าน ก็รีบคะยั้นคะยอทำให้มีคณาต้องติดต่อหิรัณย์...เขาดี๊ด๊าดีใจออกหน้าออกตา

“ใจเราตรงกันจริงๆเลย ผมกำลังจะกดโทรศัพท์ไปหาคุณอยู่พอดี”

มีคณาย้อนถามว่ามีธุระอะไร เขารีบตอบว่าไม่มีอะไรแค่อยากถามว่า ได้รับภาพที่ส่งไปให้ไหม มีคณาขอบคุณและจะส่งหนังสือที่พิมพ์ข่าวไปให้

“ยินดีที่ได้รับใช้ครับ โอกาสหน้าถ้าคุณมี่มีอะไรให้ช่วยก็เชิญเรียกใช้ได้นะครับ ไม่ว่าจะฐานะนักข่าวหรือประชาชน ถ้าช่วยอะไรได้ ผมเต็มใจช่วยครับ”

“คงไม่รอโอกาสหน้าหรอกค่ะ ขอเป็นโอกาสนี้เลยได้ไหมคะ” ชายหนุ่มสงสัยปัญหาอะไร “ไม่ใช่ปัญหาค่ะแต่เป็นข้อมูล ก็ที่ผู้การแนะนำไว้น่ะค่ะ บก.ท่านสนใจเลยอยากทราบว่าคุณมีประเด็นอะไรน่าสนใจให้ทางสยามสารทำข่าวได้บ้าง เป็นสกู๊ปหรือบทความก็ได้ค่ะ”

หิรัณย์ดีใจรีบชวนมาทำวันนี้เลย มีคณาจึงนัดจะเข้าไปหาเขาสี่โมงเย็น...ตกเย็น มีคณามาตามทางที่หิรัณย์บอก พบบ้านไม้กึ่งปูนสองชั้น ดูไม่เหมือนหน่วยงานราชการ เหมือนโฮมออฟฟิศมากกว่า มีรถจอดหลายคัน ลังเลสักพักก่อนจะเข้าไป พบพนักงานต้อนรับสูงวัย สวมสูทสีเขียวอ่อน มีบัตรประจำตัวห้อยคอยิ้มแย้มต้อนรับ จึงแนะนำตัวว่าเป็นนักข่าวสยามสาร นัดกับหิรัณย์ เธอเชิญให้ขึ้นไปชั้นสอง โต๊ะสารวัตรอยู่ซ้ายมือสุด

มีคณาเดินเหลียวซ้ายแลขวาขึ้นมา มองไปเห็นโต๊ะหิรัณย์ว่างเปล่า แต่แล้วต้องผงะ เมื่อเห็นว่าเขาคุยอยู่กับหมวดดาวท่าทางสนิทสนมกัน พอหิรัณย์หันมาเห็นมีคณาก็ผละมาเชื้อเชิญให้นั่ง หมวดดาวยืนเชิด มองมาหน้าบึ้งๆ มีคณาจึงถามถึงผู้การพิรุณ

“ไม่อยู่หรอกครับ ตำรวจอีกกว่าครึ่งก็ไม่อยู่ไปทำงานแฝงตัวตามที่ต่างๆ เหลือแต่ผมกับหมวดดาว แต่พรุ่งนี้เราก็จะขึ้นเหนือไปจับแกะดำกันแล้ว”

มีคณาทำหน้าฉงน หิรัณย์ขยายความว่า แกะดำเป็นชื่อรหัส เรียกผู้ต้องสงสัย เพราะเวลาบางครั้งต้องใช้เครื่องมือสื่อสารติดต่อกัน จะได้ไม่พลาดหลุดรอดเข้าหูคนร้าย มีคณาทึ่งขออัดเสียงการสนทนานี้

“ตกลงว่าหน่วยงานของสารวัตร จะใช้รหัสในการเรียกผู้ต้องสงสัยใช่ไหมคะ”

“ครับเราจะตั้งชื่อรหัสกัน จะใช้จุดเด่นของผู้ต้องสงสัยแต่ละคนมาคิดชื่อ...แล้วถ้าผมเป็นผู้ต้องสงสัย คุณมี่จะตั้งชื่อรหัสผมว่าอะไรครับ” หิรัณย์นึกสนุก

“ไม่ต้องคิดเลยค่ะ ชัดมาก”

หิรัณย์แทรกคงเรียกว่า ไอ้หน้าหนวด มีคณาโต้ว่าชัดไป ต้องเรียกว่า...ขยันยิ้ม...ชายหนุ่มหัวเราะก๊าก หมวดดาวหน้าบึ้งขัดขึ้นว่า จะกลับก่อนพรุ่งนี้เจอกันแปดโมงเช้า หิรัณย์นึกได้ แนะนำให้สองสาวรู้จักกัน มีคณารีบส่งนามบัตรให้ หมวดดาวกลับตอบว่าของตนหมดและถ้ามีอะไรก็ติดต่อไปทางหิรัณย์ พร้อมเชิดหน้าบอกว่าตนชื่อ...วิมลิน

หิรัณย์เชิญมีคณามานั่งคุยที่โต๊ะประชุมใหญ่ แม่บ้านเอาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ มีคณาอดถามไม่ได้ว่า

หมวดดาวทำไมดุ ชายหนุ่มยิ้ม แก้ต่างว่าเธอแค่เป็นเสือยิ้มยาก คนอยู่ด้วยจะรู้สึกเหมือนอยู่ต่อหน้าผู้บังคับบัญชา ในใจเธอไม่มีอะไร แต่มีคณาว่าเธอคงไม่ชอบตน พูดด้วย 2-3 ประโยค ทำหน้าดุใส่ 5 ครั้งเห็นจะได้ หิรัณย์ขำ

“นั่นเรื่องปกติของผู้หมวดครับ คนอื่นอาจจะโดนแค่ 3 แต่คุณเป็นนักข่าวเลยโดนเยอะหน่อย” หิรัณย์หันกลับมาเล่าต่อ ว่าแกะดำนี่พิรุณเป็นคนตั้ง เพราะสงสัยคนร้ายเป็นตำรวจ

“คุณมาบอกฉันยังงี้ ไม่กลัวข่าวรั่วถึงหูผู้ต้องสงสัยเหรอคะ”

“หนังสือคุณออกรายสัปดาห์นี่ กว่าจะวางแผง ผมจับตัวได้แล้วล่ะ แต่ถ้ายังจับไม่ได้ ก็จะโทร.ไปแจ้งให้คุณเอาข้อความเกี่ยวกับคดีนี้ออกก่อน ดีซะอีกจะได้มีข้ออ้างโทร.หาคุณด้วย”

มีคณาโดนลูกหยอดแบบนี้ ตั้งตัวแทบไม่ทัน

บ่นอุบ แหล่งข่าวเจ้าชู้แบบนี้ น่าจะจับให้เจอกับสาระวารีจริงๆ หญิงสาวนึกถึงหน้าเพื่อนตอนที่สอนมัทนาว่า ถ้า เจอแหล่งข่าวหัวงูต้องเล่นงานให้แหลก สับๆๆคามือไปเลย...นึกแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ หิรัณย์ถามว่ายิ้มอะไร

“อ๋อ เปล่าค่ะ”

“ก็เห็นอยู่”

“ติดมาจากคุณมั้ง...” มีคณานึกได้ เกรงใจว่ากวนเวลาเขานานเกินไป

หิรัญย์รีบบอกว่าเขาชอบมีคนฟังเขาโม้ หญิงสาวขอตัวกลับ เขาจะไปส่ง เธอบ่ายเบี่ยง

“คุณมี่คิดว่าผมจะยอมไหมล่ะ ผมก็กำลังจะกลับเหมือนกัน ทั้งที่ผมควรกลับไปพักตั้งแต่สี่โมงเย็นแล้ว... ให้ผมไปส่งนะครับ”

มีคณาหน้าเจื่อนพูดไม่ออก ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ทำไมยอมให้เขายื้อไปส่งถึงบ้านได้ หิรัณย์ยังจะขอเลี้ยงข้าวทั้งที่รู้ว่าเธอคงปฏิเสธ หญิงสาวตอบว่าไม่ชอบให้แหล่งข่าวเลี้ยง

“งั้นคราวหน้าเจอกัน คุณเลี้ยงผมสักมื้อสิ ผมไม่รังเกียจให้นักข่าวเลี้ยงหรอกครับ”

หญิงสาวรับปาก เธอลงจากรถ หิรัณย์รีบดักคอให้ปิดประตูเบาๆเพราะคราวก่อนเกือบกระแทกหน้า มีคณาค้อนขวับ หิรัณย์ยิ้มแต้อย่างมีความสุข...มีคณาแวะไหว้ศาลเจ้า ไม่สบายใจ

“ลูกไม่เข้าใจตัวเองเลย เพราะเขาเป็นแหล่งข่าวหรือว่าเขาเป็นคนเปิดเผย สบายๆตรงไปตรงมากันแน่ ลูกถึงยอมให้เขาเข้ามาใกล้ได้แบบนี้  ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนข้ามเส้นเข้ามาได้มากขนาดนี้มาก่อน ท่านช่วยปกป้องคุ้มครองลูกด้วยนะคะ” มีคณาน้ำตารื้นก้มกราบ

กลับเข้าบ้านก็ต้องมาเห็นสภาพสันตินอนดูทีวี ไม่คิดจะยกมือไหว้หรือเล่าเรื่องที่โรงเรียน พอถามก็โกหกเป็นตุเป็นตะว่าดีไม่เข้าเรียนสามสี่วันยังเรียนทัน ทั้งที่ความจริง สันติหลอกครูประจำชั้นและเพื่อนๆว่า ที่ต้องย้ายมาเรียนกลางเทอมเพราะแม่ไม่สบายมาก มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วัน พ่อก็ขาขาดเพราะเป็นทหารรับใช้ชาติ จึงต้องส่งตนมาอยู่กับป้า ทุกคนเห็นใจและสงสารเขาเป็นอย่างมาก

มีคณาเห็นจดหมายของตนถูกแกะซองอีก จึงต่อว่าสันติว่าเสียมารยาทมาก สันติกลับโต้ว่าผิดตรงไหน แค่เปิดดู มีคณาอดกลั้นสอนว่า จดหมายไม่ได้จ่าหน้าซองถึงสันติ แต่จ่าหน้าซองถึงตน เป็นของส่วนตัวที่ไม่ควรแตะต้อง สันติกลับย้อนว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โต บานเช้าออกรับแทนหลานว่าไม่มีอะไรเสียหาย เรื่องเล็กน้อย มีคณาของขึ้น

“มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะคะแม่ แต่มันเป็นเรื่องของระเบียบ เรื่องของกฎการอยู่ร่วมกันในบ้านในสังคม วันนี้แค่จดหมาย อีกหน่อยติคงถือวิสาสะเข้าไปรื้อค้นของในห้องนอนมี่”

สันติกลอกตาเล็กน้อยเพราะรื้อไปแล้ว มีคณาสีหน้าเด็ดขาดจะลงโทษตัดเงินค่าขนมวันละ 5 บาท จนถึงสิ้น เดือน ถ้ายังไม่ปรับปรุงตัว จะเพิ่มเป็น 10 บาท สันติ โวยวายพูดจาหยาบคาย มีคณาขู่ว่าจะตัดคำหยาบคำละ 1 บาท เด็กน้อยสวน กูไม่ให้ตัด

“ลองดีกับป้าใช่ไหม ตัดค่าอ่านจดหมายป้า 5 บาท พูดคำหยาบ 4 คำ อีก 4 บาท วันจันทร์เหลือค่าขนม 21 บาท”

สันติจะโวยอีก บานเช้ารีบปรามอย่าทำให้ป้าหมดเมตตา เด็กชายจ้องหน้ามีคณาแล้วเดินปึงปังขึ้นบันได ปากก็ด่า “อีป้าขี้งก เหนียวนักขอให้มันขี้ไม่ออกตาย”

มีคณานั่งอ่อนใจหมดแรง ถามแม่ว่าตนต้องรบกับหลานแบบนี้ทุกวันหรือ บานเช้าปั้นหน้าลำบากใจ ได้แต่บอกว่า อย่างไรก็หลานแท้ๆ...มีคณาถอนใจเดินขึ้นห้อง เปิดประตูเข้ามาแทบช็อก เมื่อพบว่าทั้งตู้และลิ้นชักถูกรื้อค้นหมด เธอทรุดนั่งกุมขมับ สักพักลุกขึ้นบอกตัวเองว่าต้องทำงานแก้เซ็ง ว่าแล้วก็กดเครื่องอัดฟังคำสัมภาษณ์ของหิรัณย์นึกถึงตอนที่เขาเล่าว่าที่พวกตนดูไม่เหมือนตำรวจ เป็นข้อดีเวลาแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มพวกค้ายา หรือปลอมตัวเป็นพวกซื้อยา

หิรัณย์ชวนให้มีคณาปลอมตัวมาทำงานด้วยกันอีก หญิงสาวอายขอตัวไปเข้าห้องน้ำ พอเดินไปนึกได้ว่าลืมมือถือ หันกลับมาต้องตกใจ เมื่อเจอช็อตเด็ด หมวดดาวเข้ามาโอบกอดหิรัณย์และปรายตามามองจิกตน...มีคณาสะดุ้งตื่น กดปิดเครื่องอัดพึมพำ นี่ตนฝันแบบนี้ได้อย่างไร

ooooooo

ครอบครัวหิรัณย์ประกอบด้วย พ่อ แม่ น้องสาวและพี่ชาย หิรัณย์กลับเข้าบ้าน ครอบครัวกำลังคุยกับพี่ชายซึ่งเดินทางไปดูงานต่างประเทศอยู่ทางอินเตอร์เน็ตอย่างสนุกสนาน ทุกคนในบ้านอารมณ์ดี ทำให้เขาเป็นคนอารมณ์ดีไปด้วย

ทานข้าวเสร็จ พ่อกับแม่ก็แซวว่าเขาเอาแต่จับผู้ร้าย เมื่อไหร่จะจับลูกสะใภ้มาให้ น้องสาวแขวะ ขนาดหมวดดาวพี่ยังไม่มอง หิรัณย์โต้ แบบหมวดดาวเหมาะเป็นเพื่อนกันมากกว่า น้องเห็นสายตาวิ้งๆของพี่ชาย เค้นถามเจอคนถูกใจแล้วใช่ไหม สารภาพมาดีๆชายหนุ่มทำท่าเขินๆ

“ไม่มีอะไรเพิ่งเจอกัน พี่น่ะถูกชะตาเขา แต่เขาตั้งกำแพงใส่พี่ตลอด คงไม่ชอบขี้หน้าพี่เท่าไหร่”

“เป็นถึงลูกชายวิศวกรใหญ่ จะกลัวอะไรกะแค่กำแพง เจาะช่องทำประตูเปิดปิดไปเลย” พ่อกระเซ้า

“ถ้าเขาไม่รำคาญ หลบหน้าผมไปซะก่อนนะครับพ่อ” หิรัณย์ส่ายหน้าอ่อนใจ...

รุ่งเช้า หิรัณย์เดินทางมาทำงานต่างจังหวัด ทีมของเขาปลอมตัวอยู่ในตลาดสด ตัวเขาปลอมเป็นคนเข็นผัก หมวดดาวเป็นแม่ค้าขายน้ำผลไม้ และ
ตำรวจคนอื่นๆเป็นพ่อค้าแม่ค้ากระจายไปทั่ว หิรัณย์ส่งซิกบอกหมวดดาวว่า...เงินสดถึงแล้ว พาลูกชายมาจ่ายตลาด...

ทุกคนจับตามอง แม่บ้านคนหนึ่งมาจ่ายตลาดกับลูกชายซึ่งถือถุงผ้ามาด้วย สองแม่ลูกเดินมาหยุดตรงขอทานที่ขาขาดข้างหนึ่ง ควักเงินใส่ขัน แล้วสลับถุงผ้ากับขอทานโดยใช้ตัวบังอย่างรวดเร็วมาก หิรัณย์ตะโกนขึ้นว่า...ผักเน่า ขาดคำ ตำรวจที่ปลอมตัวมาก็เผยตัวเข้าจับกุม ซึ่งคนร้ายก็แฝงตัวอยู่ในตลาดเช่นกัน เผยตัวออกมายิงใส่กัน ชาวบ้านวิ่งกันกระเจิง หมวดดาววาดลวดลายบทบู๊อย่างดุเดือด หิรัณย์เห็นขอทานคว้าถุงผ้าลุกขึ้นวิ่งหนีตะบึงไปหน้าซอย เขาจึงกวดตาม พ่อค้าไข่เผยตัวคว้าปืนยิงใส่ หิรัณย์หลบอย่างหวุดหวิด หมวดดาวตามมาช่วย ทั้งสองรวบตัวขอทานไว้ได้ แต่พอรื้อถุงผ้าพบวัตถุระเบิด หิรัณย์กระชากถุงปาไปไกล ดึงหมวดดาววิ่งมาหลบหลังตน ระเบิดไม่รุนแรงเป็นเพียงเศษดินกระจาย

ไม่ทันไร ก็มีรถกระบะดำขับมาจอดมองไม่ห่าง แล้วซิ่งปรู๊ดออกไป หิรัณย์รู้ทันทีว่าเป็นแกะดำ เจ็บใจที่งานพลาด

ooooooo

วันนี้เป็นวันหยุด มีคณาทำงานง่วนอยู่ข้างบน พอลงมาบานเช้าเรียกให้ทานข้าว เธอจึงถามหาสันติ แม่บอกว่าออกไปเตะบอลกับเพื่อนแถวนี้ มีคณาหวั่นใจกลัวหลานคบเพื่อนไม่ดี บานเช้าเกรงใจลูกสาว ขอโทษที่ทำให้ลูกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก มีคณาถอนใจ

“มี่ว่ามันเลยจุดนั้นมาแล้วค่ะแม่ อย่าพูดถึงมันอีกเลย ตอนนี้มี่คิดแค่ว่า จะทำยังไงถึงจะเปลี่ยนติให้เป็นเด็กดีขึ้นได้ ก็เท่านั้น”

บานเช้าได้ยินแบบนี้ก็สบายใจขึ้น มีคณานึกได้ถามแม่ทำไมธำรงถึงขาขาด บานเช้าบอกว่าตนเขียนจดหมายมาเล่าให้ฟังแล้ว มีคณายิ้มเจื่อนๆสารภาพว่า ไม่ค่อยได้อ่าน ฉีกทิ้งบ้างก็มี

“แม่เข้าใจจ้ะ แม่เขียนจดหมายมาทีไรก็มีแต่เรื่องมารบกวนให้ลูกไม่สบายใจตลอด ตอนมีสุขไม่เคยคิดจะเขียนจดหมายหาลูกเหมือนกัน” บานเช้าน้ำตาคลออย่างรู้สึกผิด

มีคณาเมินหน้ากลั้นน้ำตา บานเช้าย้อนถามว่าเธอไปบ้านครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ มีคณาจำได้ว่า งานศพตากับยายตอนนั้น มั่นสินพาเธอกลับไป ตัวเธอเองไม่อยากกลับ แต่ป้าบอกว่า ต้องเคารพศพผู้มีพระคุณ...แต่พอก้าวเข้าไปในบ้าน ก็เห็นว่าสภาพทางบ้านดีขึ้น มีรถมอเตอร์ไซค์คันงามจอดอยู่ บุญสมตั้งวงกินเหล้ากับเพื่อน ชื่นชมธำรงเหยียบย่ำแม่อย่างไม่เกรงใจ

“ไอ้รงนี่เลือดแม่มันแรง นมยังไม่ทันแตกพานดีเล้ย ทำสาวท้องป่องซะแล้ว แต่มันเป็นผู้ชายไม่เหมือนแม่มัน ชื่อกระฉ่อนไปทั่วตำบล บานเช้า บานแรง ส่งกลิ่นเหม็นโฉ่ไปทั่ว”

มีคณาหน้าชาสงสารแม่ บุญสมไม่วายแขวะมาที่เธอ หาว่าเป็นลูกอกตัญญู ปล่อยให้น้องๆ ส่งเสียทางบ้าน โอ่ว่าเชื้อสายทางตัวเองดีกว่า บานเช้าดึงกึ่งลากมีคณาเข้าครัว พอมีคณาได้เจอกับน้องสาว ก็พยายามเตือนให้เลิกอาชีพที่ทำ และไปอยู่กรุงเทพฯด้วยกัน แต่น้องไม่ยอมไป เพราะถูกปลูกฝังมาแต่เล็กว่า ต้องขายตัวส่งเงินให้ทางบ้าน...มีคณาเสียใจถึงขนาดจะให้ตำรวจไปจับบุญสมข้อหาขายลูกกิน แต่มั่นสินปรามไว้ เพราะแม่ตัวเองจะเดือดร้อนไปด้วย มั่นสินแนะนำว่า ต้องล้างความเชื่อเก่าๆ สอนเด็กใหม่ๆ ให้รู้จักรักนวลสงวนตัว

“ถ้ามี่อยากจะเปลี่ยนสังคม มี่ต้องทำงานที่ทำให้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่รับรู้ข้อเท็จจริง ความดีความเลว ตีแผ่ให้เขาเห็นว่าสิ่งที่เขากำลังทำกับลูกหลาน คือความเลวร้าย”

มีคณาจำคำสอนของป้า จึงตัดสินใจเป็นนักข่าวอย่างปัจจุบันนี้...มีคณารู้สึกตัวว่าคุยเรื่องตัวเองมากเกินไป บานเช้าดีใจที่ลูกคุยให้ฟัง มีคณาชักเป็นห่วงสันติ ว่าคบเพื่อนไว้ใจได้หรือไม่ สันติกลับมาพอดี ประชดว่า ต้องให้พาเพื่อนมารายงานตัวไหม มีคณาไม่อยากเถียงด้วย เห็นว่าวันนี้เป็นวันหยุด จึงชวนแม่กับหลานออกไปดูหนัง สันติดีใจแต่อดปากเสียไม่ได้...นึกว่าจะขังให้อยู่แต่บ้าน บานเช้าเองก็ดีใจรีบไปแต่งตัวพร้อมกับหลาน

บรรยากาศกรุงเทพฯ สันติตื่นตาตื่นใจกับรถไฟฟ้าที่แล่นผ่ากลางเมือง ถึงห้างสรรพสินค้า สันติก็สนใจของเล่นชิ้นหนึ่งเป็นรถบังคับ รีบบอกย่าซื้อให้ บานเช้าเกรงใจมีคณาอ้างไม่มีเงินแต่สันติไม่เชื่อ หาว่าย่ามีเงินไม่ต้องซื้ออะไรเลย ทำกับข้าวก็มีของในตู้เย็นพร้อมสรรพ...มีคณาเห็นท่าทางสันติแปลกๆมองรถที่เขาหยุดดูเมื่อครู่อย่างชั่งใจ...

ค่ำนั้น กลับถึงบ้าน สันติเข้าห้องนอนเห็นรถคันที่ตนอยากได้วางอยู่บนเตียงก็ดีใจร้องลั่น บานเช้าตกใจวิ่งมาหา เขารีบถามว่าแอบซื้อรถให้ตอนไหน บานเช้าปฏิเสธ เขาแปลกใจแล้วของมาอยู่บนเตียงได้อย่างไร บานเช้าบอกว่ามีคณาคงเห็นว่าอยากได้จึงซื้อให้ ให้เขาไปขอบคุณแล้วต่อไปอย่าดื้อกับป้าอีก สันติจำต้องมาเคาะประตูห้องมีคณา พอเธอเปิดประตู เขาก็ถามว่าซื้อรถนี้ให้หรือ มีคณายิ้มจางๆย้อนถามว่าถูกใจไหม

“จะไม่ถูกใจได้ไง ก็ป้าเห็นอยู่ว่าอยากได้คันนี้”

“ถือว่าป้าซื้อให้เป็นของขวัญต้อนรับที่เราย้ายมาอยู่กับป้าก็แล้วกัน”

“ไม่จำเป็นหรอก ขี้เกียจเป็นหนี้บุญคุณมากกว่านี้ ป้าหักค่าขนมไปแล้วกัน อยากหักเท่าไหร่ก็หักไป จนกว่าจะครบค่ารถ”

มีคณายักไหล่ ประชดกลับ “ยังงั้นก็พูดหยาบให้น้อยลงหน่อยแล้วกัน จะได้เหลือเงินไว้ซื้อน้ำดื่ม” สันติจ้องหน้าอย่างเจ็บใจ สะบัดหน้าเดินกลับห้องปิดประตูโครม มีคณาพึมพำ

“ก็ยังดีที่รู้จักหยิ่ง ไม่ใช่เอาแต่ได้อย่างพ่อมัน” ...

ooooooo

คืนเดียวกัน หิรัณย์กับทีมงานอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง กำลังวางแผนจะจับแกะดำให้ได้ เมื่อวางแผนเสร็จ หิรัณย์ก็บอกหมวดดาวกับตำรวจหญิงอีกสองสามคนว่า ให้ประจำการอยู่ที่ห้องพัก หมวดดาวไม่พอใจ อุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงนี่ และความสามารถตนก็ไม่ด้อยกว่าใคร

หิรัณย์เป็นห่วงความปลอดภัย แต่ก็เข้าใจความรู้สึกของหมวดดาว จึงท้าให้งัดข้อกัน ถ้าเอาชนะตนได้จะให้ไปทำงานนี้ด้วย หมวดดาวเอาชนะหิรัณย์ได้ แต่เธอก็รู้ว่าเขาอ่อนข้อให้...แต่พอตีสี่ หมวดดาวแต่งตัวรัดกุม พกอาวุธเตรียมไปปฏิบัติการ ตำรวจหญิงคนหนึ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงานว่า หิรัณย์กับทีมงานไปกันหมดแล้ว หมวดดาวเจ็บใจที่ถูกหลอก เพื่อนตำรวจปลอบ

“สารวัตรคงห่วงความปลอดภัยของพวกเรามากน่ะหมวด งานนี้มันอันตรายจริงๆ”...

วันรุ่งขึ้น มีคณามาถึงสำนักพิมพ์ เห็นมีโน้ตแปะอยู่ที่โต๊ะ แอบเผลอยิ้มดีใจคิดว่าเป็นของหิรัณย์ แต่พออ่านดู เป็นของบัว เจ้าหน้าที่มูลนิธิให้โทร.หา หญิงสาวถอนใจ จะลงมือทำงาน พลันเสียงมือถือดังขึ้นขัดจังหวะ เห็นชื่อหน้าจอว่า...ขยันยิ้ม มีคณาหลุดยิ้มออกมาอย่างลืมตัวบ่นว่า...ตายยากจริงๆ เอ่ยสวัสดี ทำทีไม่รู้ว่าใครโทร.มา

“สวัสดีครับ ผมสารวัตรหิรัณย์ ผมไม่ได้อยากโทร.มารบกวนหรอกนะ แค่อยากถามว่าคุณอยากมาทำข่าวแกะดำไหม เผื่อจะล้อมกรอบอะไรที่คุณเคยบอก”

“จับตัวได้แล้วเหรอคะ” น้ำเสียงมีคณาตื่นเต้น

“ครับ แต่กว่าจะได้ตัวก็ล่อไปตั้งหลายวัน ตอนนี้ถูกพามาสอบปากคำที่หน่วยผม ทั้งแกะดำทั้งผู้หญิงที่ทำงานด้วย คุณยังอยากมาทำข่าวอยู่รึเปล่า”

มีคณาดีใจรีบบอกว่าตนจะไปเดี๋ยวนี้ เธอคว้ากระเป๋าอุปกรณ์ทำงานออกไปทันที...ครั้งนี้ที่มีคณามาถึง พบตำรวจนอกเครื่องแบบหลายคนผิดกับครั้งก่อน มีผู้ต้องหาหลายคนผิดกับครั้งก่อน มีผู้ต้องหาชายหญิงใส่กุญแจมือ ฝ่ายชายร้องห่มร้องไห้แต่ฝ่ายหญิงนั่งนิ่งขรึม มีคณาเดาว่าเป็นแกะดำ เพราะมีตำรวจคุม

หิรัณย์เปิดประตูห้องออกมากับผู้การพิรุณ ตามด้วยหมวดดาว มีคณายกมือไหว้ ทั้งสองรับไหว้ยกเว้นหมวดดาว พิรุณทักทายบอกให้รอสักครู่ กำลังยุ่งกันอยู่ หญิงสาวรับคำ แกะดำลุกหาพิรุณ หิรัณย์กับหมวดดาวรีบคุ้มกัน

“ท่านครับ ผมไม่รู้เรื่องด้วยจริงๆ ผู้หญิงคนนั้นขอให้ผมช่วยขับรถ ผมไม่รู้เลยว่าเขาแอบขนยา ผมกราบล่ะครับท่าน ท่านช่วยผมด้วยนะครับ ผมไม่ได้ทำจริงๆ ไม่รู้อะไรด้วยเลย ให้ผมไปสาบานที่ไหนก็ได้” แกะดำคุกเข่าโบ้ยความผิดให้ผู้หญิง

“ไม่รู้ได้ไง คนของผมตามคุณมาเป็นเดือน ครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ขายยาผิดมากอยู่แล้วแต่คุณเป็นตำรวจกลับมาทำผิดกฎหมายซะเอง มันยิ่งผิดทวีคูณ” สีหน้าแกะดำจ๋อยลง “คุณทำลายความน่าเชื่อถือของตำรวจด้วยกัน เอาตำแหน่งหน้าที่มาหากินในทางทุจริต ผมช่วยคุณไม่ได้หรอก ต้องรับผิดไปตามกฎหมายบ้านเมือง”

หิรัณย์หยักหน้าให้ลูกน้องเอาตัวแกะดำไป แต่เขากลับร้องไห้พร่ำบอกว่าเขาไม่ได้ทำโทษผู้หญิงฝ่ายเดียว มีคณามองด้วยความชิงชังจับใจ หิรัณย์เห็นสายตาของมีคณา เดาอารมณ์ออก แอบกระซิบ อย่าเพิ่งเหมาว่าตำรวจไม่ดีไปหมด เพราะถ้าไม่ใช่เพราะตำรวจดี เธอคงไม่ได้เห็นภาพนี้ ทุกอาชีพก็ไม่ต่างกัน มีดีมีเลวทั้งนั้น

“ฉันก็ไม่ได้คิดเหมาว่าตำรวจทุกคนจะเป็นอย่างแกะดำของคุณ”

“คุณอาจจะไม่คิดว่าคุณคิด แต่สีหน้าแววตาคุณมันชัดเจนมาก”

“ฉันเพิ่งรู้ว่าสารวัตรเป็นนักอ่านสีหน้าคนด้วย” มีคณาแอบแขวะ

“นี่เป็นวิชาหนึ่งที่ต้องศึกษาครับ วิชาว่าด้วยการดู ลักษณะสีหน้าท่าทางคน”

มีคณาไม่อยากเชื่อว่ามีวิชานี้ หิรัณย์รับรองคราวหน้าจะพาไปทำสกู๊ป พร้อมให้สัมภาษณ์แต่ห้ามลงรูปคนในหน่วยงาน...มีคณาเดินมาทางห้องน้ำ พบหมวดดาวจึงแสดงความยินดีด้วยแต่เธอกลับหน้างอบอกว่าแสดงความยินดีผิดคน มันเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของหิรัณย์

หิรัณย์ได้ยินรีบขอโทษหมวดดาวอีกครั้ง แต่เธอยังโกรธขอถอนตัวจากงาน ตามล่าสุภาพบุรุษ ชายหนุ่มตามง้ออย่าเอาแต่อารมณ์ ตำรวจหญิงคนหนึ่งเปรยกับมีคณาว่า

“ไม่ต้องตกใจค่ะ แฟนเขางอนกันยังงี้ประจำ”

ตำรวจชายนายหนึ่งเอ็ด “คุณ...เดี๋ยวก็โดนเล่นหรอก” สองคนเดินขำๆกันไป

มีคณายักไหล่เก็บข้อมูลว่าหิรัณย์กับหมวดดาวเป็นแฟนกัน...เวลาผ่านไป มีคณาออกจากห้องผู้การพิรุณ ซึ่งให้ข้อมูลข่าวแก่เธอ แล้วพาออกมามอบหมายให้หิรัณย์พามีคณาไปเลี้ยงข้าว เธอพยายามเลี่ยงแต่หิรัณย์เกาะแจยึดคำสั่งเคร่งครัด

มีคณาทึ่งที่หิรัณย์พามาร้านอาหารธรรมดาๆไม่ใช่ร้านหรูหรา เขาถามว่าเธออยากทานข้าวหรือก๋วยเตี๋ยว เธอตอบว่าอะไรก็ได้ เขากวน หน้าตาอะไรก็ได้เป็นอย่างไร หญิงสาวกระชับแว่น ตอบว่าข้าวก็ได้ เขาไม่วายกวนอีก “ผมจะจำเอาไว้ ว่าอะไรก็ได้ของคุณคือข้าว”

ระหว่างทานอาหาร หิรัณย์บอกเธอว่า มีงานที่ไม่อันตรายเท่าไหร่ ถ้าเธออยากไปทำข่าวจะพาไปด้วยแต่คงไปได้แค่คนเดียว มีคณาดีใจ ขอบคุณเขายกใหญ่ หิรัณย์ยื่น มือถือใหม่ให้

“แจกอาวุธ...เพื่อความสะดวกและปลอดภัยของคุณ เวลาทีมเราติดต่อกัน อยากให้คุณใช้มือถือเครื่องนี้แทน ฟังก์ชั่นการใช้งานของเครื่อง ทำให้เราทำงานได้สะดวกกว่าเครื่องที่คุณใช้อยู่”

มีคณารับมาแล้วบอกว่าจะรักษาให้เหมือนของตัวเอง เขาบอกอีกว่า เสร็จงานแล้วเครื่องนี้ก็เป็นของเธอเลย หญิงสาวไม่รับ เขารีบบอกว่ามันเป็นเครื่องเก่าของเขา จะได้ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะถ้าเธอไม่รับ ผู้การก็ต้องเบิกมาให้อยู่ดี มีคณาถอนใจกระชับแว่น ชายหนุ่มอมยิ้มกรุ้มกริ่ม บอกมีความคืบหน้าอะไรจะไลน์ไปบอกเป็นระยะๆ หญิงสาวมองอย่างคลางแคลงใจ

ooooooo

ตอนที่ 3

เมื่อสันติรู้ว่าย่าจะกลับก็โวยวายไม่ยอม ด่าว่ามีคณาหาว่าใจยักษ์ไม่ให้ย่าอยู่ด้วย บานเช้าเอ็ดและพยายามบอกเหตุผล มีคณาเองก็ไม่อยากให้แม่กลับ สันติไม่ฟังเดินปึงปังขึ้นห้อง มีคณาหันมาบอกแม่ว่า สองพ่อลูกนั่นไม่มีใครน่าห่วงไปกว่าสันติ บานเช้าเศร้าเป็นห่วงทั้งสองทาง

วันต่อมา มีคณาเดินเข้าลิฟต์กำลังกดปิดประตู เห็นสาระวารีหอบชะลอมผลไม้เดินหาวหวอดๆมา ก็ดีใจรีบออกจากลิฟต์ร้องเรียน สาระวารีดีใจทิ้งชะลอมโผเข้ากอดยกตัวเพื่อนหมุน มีคณาร้องลั่นกลัวล้ม แล้วถามด้วยความแปลกใจว่าวันนี้มาทำงานเช้าได้อย่างไร

“ก็ไม่ได้อยากมา นักหรอก มีพวกโรคประสาทโทร.มาปลุก” สาระวารีบ่น แล้วส่งชะลอมให้เพื่อนักข่าวคนหนึ่งไปให้ที่กองกินกัน ก่อนจะหันมาถามมีคณาว่ามัทนากลับมาหรือยัง

“คงวันสองวันนี้แหละ”

สาระ วารีเลยยกทั้งชะลอมให้มีคณาคนเดียว สองสาวมานั่งคุยที่โต๊ะทำงาน มีคณาถามถึงเรื่องของเจ้าพ่อกาสิโนว่า น่ากลัวเหมือนในหนังหรือเปล่า สาระวารีว่าเขาไม่ยอมรับว่าตัวเป็นเจ้าพ่อ บ้านเขาที่เกาะเหมือนโรงเรียนดัดสันดาน โทรศัพท์ทุกสายมีการบันทึกไว้หมด แถมบ่น

“แล้วที่สำคัญนะมี่ อนามัยจัดมาก ขึ้นเกาะปุ๊บยึดบุหรี่ฉันปั๊บ บอกคนบนเกาะเขาไม่สูบมาคืนให้ก่อนกลับ แถมเทศนาซะยกใหญ่”

มีคณาโวยที่ไม่รักษาสัญญา แอบสูบบุหรี่อีก สาระวารีรีบแก้ตัวว่าไม่ทันได้สูบสักตัว ว่าแล้วก็ชิ่งไปหา บก.ก่อนที่จะหูชาไปมากกว่านี้ มีคณาเคืองปาผลไม้ใส่หัว สาระวารีร้องโอ๊ย...หันมาชี้หน้า สั่งให้เลี้ยงข้าวกลางวันด้วย มีคณาส่ายหน้าขำๆ

ระหว่างนั้น หิรัณย์โทร.เข้ามา “ผมเองครับคุณมี่ เผอิญมาธุระให้ผู้การแถวนี้เลยแวะเอารูปแกะดำมาให้... ครับไม่เป็นไรครับ...แต่คุณมี่เคยรับปากจะพาผมไปเลี้ยงข้าวมื้อนึง ผมขอใช้สิทธิ์มื้อนี้เลยแล้วกัน ผมกินไม่จุ คุณก็เห็นแล้ว ไม่จู้จี้เรื่องกินด้วย อะไรก็กินได้ทั้งนั้น...ได้เลยครับ ผมนั่งรอที่ล็อบบี้ คุณมี่เสร็จงานลงมาได้เลย”

มีคณาเร่งทำงานให้เสร็จ สาระวารีออกมาจากห้อง บก.มาที่โต๊ะ มีคณาชวนไปทานกลางวัน หญิงสาวหน้าเหย บอกไปไม่ได้แล้ว มีนัดกับแหล่งข่าว สาระวารีเคืองให้รอไปก่อน นักข่าวก็คน ต้องกินข้าวเหมือนกัน แต่พอเพื่อนบอกแหล่งข่าวนัดกินข้าวก็แปลกใจ

“อย่างเธอเนี่ยนะ ยอมรับนัดกินข้าวกับแหล่งข่าว” สาระวารีจ้องจับผิดเค้นถาม “แหล่งข่าวที่ไหนจะมีความสำคัญมากกว่าฉัน ขนาดเธอยอมทิ้งเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานแสนนานให้กินข้าวคนเดียวได้ ลงคอ...บอกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ”

“ก็สารวัตรหิรัณย์ แหล่งข่าวเรื่องยาเสพติดไง...ไปล่ะ” มีคณาตัดบทคว้ากระเป๋า

สาระ วารีตามมาขวางหน้า “เห็นน้องๆเม้าท์ให้ฟังว่าหมู่นี้ เอะอะก็ไปหาข่าวหน่วยนี้ตลอด แล้วตาสารวัตรนี่ก็โทร.จิกเธอ เช้ากลางวันเย็นเลย สารภาพมาซะดีๆ แอบกิ๊กกันใช่ไหม”

มีคณาปฏิเสธหลบตา อ้างว่าทำงาน สาระวารีฉุกคิดถามว่าสารวัตรคนนี้คือคนที่เธอตีผิดสองครั้งสองคราใช่ไหม มีคณาพยักหน้าอายๆ ก่อนจะโบ้ยว่า บก.ให้ทำสกู๊ปข่าวสลับ ไม่วายสาระวารีเตือน โบราณว่าไว้ รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ เชื่อถือไม่ได้ เจ้าชู้สุดๆ

มีคณาของขึ้นทันที “ผู้ชายทุกอาชีพก็เจ้าชู้หมดแหละ ขนาดไม่มีอาชีพยังไม่เจียมตัวเลยขึ้นชื่อว่าผู้ชายก็ต้องระวังทั้งนั้น ฉันไปได้แล้วใช่ไหม เขามานั่งรออยู่ที่ล็อบบี้นานแล้ว”

สาระวารีเงียบลง เพราะพอจะรู้ว่าเพื่อนมีปมชีวิตอยู่บ้าง ปกติมีคณาไม่ชอบเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟัง แต่ด้วยความห่วงเพื่อนจึงขอพิสูจน์อะไรบางอย่าง สาระวารีเข้าห้องน้ำแต่งหน้าจัดขึ้น มีคณาข้องใจจะทำอะไร

“ฉันก็จะ พิสูจน์ให้เธอเห็นน่ะสิ ว่านายสารวัตรนี่ไว้ใจไม่ได้ เขาใช้หน้าที่การงานมาหลอกใกล้ชิดกับเธอ จริงๆแล้วนายนี่ก็ผู้ชายเจ้าชู้ดีๆนี่เอง”

“เธอก็อคติกับตำรวจเกินไป”

“ประสบการณ์ที่ฉันเจอมา แสบๆทั้งนั้น”

มี คณาขมวดคิ้วสงสัยว่าเพื่อนจะทำวิธีไหน พอมาถึงข้างล่าง สาระวารีให้มีคณาคอยแอบดู ตนจะไปยั่วยวนหิรัณย์ให้เผยธาตุแท้ออกมา...ว่าแล้ว สาระวารีก็เดินกรีดกรายมาตรงหน้าหิรัณย์ ซึ่งก้มหน้าเล่นเกมมือถืออยู่ เขาไม่เงยหน้ามาสนใจเลย เธอจึงพยายามใหม่ เข้ามานั่งกระแซะข้างๆ จนเขาต้องหันมองส่งยิ้มให้ตามมารยาท สาระวารีรุกทันที ทำหูตาแพรวพราว ชวนคุย เอามือวางบนตักเขา ทำเอามีคณาอึ้งไม่คิดว่าเพื่อนจะกล้าขนาดนั้น

สาระวารีเริ่มชักชวนหิรัณย์ไปเปิดห้อง หิรัณย์จึงรวบแขนสาระวารีไพล่หลัง

“ผมตามมานานแล้ว พวกค้าบริการแอบแฝง”

“กล้าดียังไงมาว่าฉันแบบนี้ ฉันเป็นนักข่าวของสยามสารนะยะ” สาระวารีโกรธมาก

“ทำไซด์ไลน์ก็ผิดกฎหมายอยู่ดีครับ”

มีคณาเห็นท่าไม่ดีรีบออกมาบอกว่านี่เพื่อนตนเอง แค่อยากทดสอบบางอย่าง หิรัณย์พอจะเข้าใจแล้วจึงเตือนว่าอย่าเล่นอะไรไม่เข้าท่าแบบนี้อีก สาระวารีเสียหน้าสะบัดหน้าพรืดเดินหนีไป มีคณาดันแว่นขึ้นดั้ง กล่าวขอโทษแทนเพื่อน

“วารีมีประสบการณ์ไม่ค่อยดีกับตำรวจน่ะค่ะ ก็เลยเหมารวมว่าตำรวจเจ้าชู้ไว้ใจไม่ได้”

“ไม่เป็นไรครับ แล้วผมจะพิสูจน์ให้คุณมี่เห็นเองว่าผมไม่ใช่ผู้ชายเจ้าชู้อย่างที่เพื่อนคุณระแวง” หิรัณย์มองหน้ามีคณาอย่างจริงใจ

มีคณาหลบตา “จะมาพิสูจน์ให้ฉันเห็นทำไมล่ะคะ ไปพิสูจน์กับหมวดดาวโน่นเถอะค่ะ”

หิรัณย์เห็นมีคณาเดินหนีจึงรีบเดินตาม สาระวารียืนมองอย่างแค้นใจ จะต้องฉีกหน้ากากนายหน้าหนวดคนนี้ให้เพื่อนเห็นจนได้

ooooooo

ร้านอาหารที่มีคณาพาหิรัณย์มาทาน เป็นร้านริมน้ำบรรยากาศดี หิรัณย์สั่งอาหารจานเดียวง่ายๆ

หญิงสาวเปรย อุตส่าห์พามาเลี้ยงร้านดีๆกลับสั่งแค่นี้

“ผมจะล้มทับเจ้ามือได้ไงล่ะครับ คุณมี่ให้เกียรติเลี้ยงข้าวแหล่งข่าวเป็นครั้งแรกซะด้วย”

“สารวัตรจะดื่มไวน์หรือเบียร์ไหมคะ สั่งได้เลยนะคะ”

“ผมไม่ดื่มเวลางานครับ ไว้รอตอนไปเชียงรายแล้วกัน ถ้ามีเวลาเหลือ ผมจะพาคุณไปนั่งริมดอย กินขันโตกดื่มไวน์ไทย รับรองทั้งบรรยากาศดี อาหารอร่อย”

“เชียงรายเหรอคะ”

“ครับ เราจะไปตามล่าสุภาพบุรุษกันที่เชียงราย คิดว่าน่าจะอาทิตย์หน้า คุณมี่เตรียมตัวทันรึเปล่าครับ”

มีคณารีบบอกว่าทัน แล้วถามว่าไปกี่วัน หิรัณย์ยังตอบไม่ได้ ให้เธอเตรียมเสื้อผ้าไปเผื่อ หญิงสาวสงสัยทำไมตั้งชื่อเคสนี้ว่า สุภาพบุรุษ หิรัณย์เล่าว่า ตอนแรกผู้การตั้งว่า พ่อเทพบุตรเพราะรายนี้หล่อมาก แต่หมวดดาวไม่ชอบ ไม่อยากเทิดทูนคนผิดเป็นเทวดา มีคณาเห็นด้วย

“ส่วนราย ละเอียดที่เหลือ อีกเดี๋ยวคุณมี่ก็รู้จากที่ประชุมเอง อ้อ...มัวแต่ตกใจเพื่อนคุณอยู่ ลืมบอกไปเลยว่า เดี๋ยวเรามีประชุมกันที่หน่วยผม ผมอยากให้คุณมี่เข้าประชุมรู้แนวทางการทำงานเอาไว้ จะได้ไม่เกิดปัญหาเวลาลงภาคสนามจริง คุณจะได้เก็บบรรยากาศไปเขียนข่าวด้วย”

ระหว่าง การประชุม หมวดดาวฉายภาพขึ้นจอโปรเจกเตอร์ ให้ดูภาพคนร้าย ซึ่งแอบถ่ายได้ที่สนามบิน เป็นหนุ่มฝรั่งรูปหล่อ แต่งตัวเนี๊ยบทุกกระเบียดนิ้ว หมวดดาวแจงแผนการ ว่าทางโรงแรมที่สุภาพบุรุษจะไปพัก ขอร้องมาว่าอย่าทำอะไรโฉ่งฉ่าง เพราะทางโรงแรมมีแขกวีไอพีมาพักมากมาย ทางเราจึงขอให้ทุกคนปฏิบัติตาม เผื่อมีอะไรต้องขอความร่วมมือกับทางโรงแรมนี้อีก หิรัณย์รายงานเสริม

“ตอนนี้จ่าสันต์เฝ้าสุภาพบุรุษอยู่ที่โรงแรม แต่ตอนเดินทาง ผมกับคุณมี่ตามเอง จะขึ้นเครื่องไปเชียงรายพร้อมกับสุภาพบุรุษ”

มีคณาตกใจเล็กน้อย ไม่ทันรู้ตัวมาก่อน หมวดดาวนิ่วหน้าประมาณไม่เชื่อมือ ถามแน่ใจหรือ หิรัณย์ตอบแทน “ผมตั้งใจจะควงคุณมี่ซะหน่อย เดินทางเป็นคู่แบบนี้ไม่ค่อยน่าสงสัย”

“แน่ใจนะคะว่าคุณมี่จะไม่มีปัญหา”

“มั่นใจเถอะค่ะผู้หมวด ฉันพอมีประสบการณ์มาบ้าง คงไม่ทำให้สุภาพบุรุษรู้ตัวหรอก”

หมวดดาวตัดบทแล้วแต่เห็นสมควร จัดแจงอธิบายงานต่อ หิรัณย์ยิ้มให้กำลังใจมีคณา...พอเลิกประชุมหิรัณย์ขอให้มีคณารอตนเคลียร์งาน บนโต๊สักครู่ มีคณาเห็นหมวดดาวจึงเข้ามาขอคุยด้วย หมวดดาวยักท่าถามว่านานไหมตนจะได้หาที่นั่งให้

“แป๊บเดียวจริงๆค่ะ ฉันแค่อยากจะบอกให้ผู้หมวดสบายใจ ถึงฉันจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่เคยผ่านการฝึกฝนอย่างหนักมาอย่างผู้หมวด แต่สายงานข่าวที่ฉันทำอยู่ก็เสี่ยง และต้องรู้จักเอาตัวรอดไม่แพ้ตำรวจ ถึงฉันจะเล่นละครไม่เก่ง แต่เรื่องตีหน้าตาย ฉันไม่แพ้ผู้หมวดหรอกค่ะ”

หมวดดาวเหลือบตามอง หิรัณย์หยุดฟังลุ้นๆ มีคณาบอกอย่างมั่นใจว่า ตนจะไม่ทำให้งานเสียอย่างเด็ดขาด หมวดดาวหน้านิ่ง

“ขอบคุณที่บอกให้รู้ว่าเรา...ตีหน้าตายเก่งพอ กัน...เท่านี้ใช่ไหมที่คุณจะคุยด้วย”

“ไม่ค่ะ มีอีกเรื่อง ข่าวที่ฉันเขียนให้สยามสารจะไม่ส่งผลลบกับหน่วยงานของผู้หมวดแน่นอน ตรงกันข้ามเมื่อข่าวออกไป ประชาชนจะได้รู้ว่ามีตำรวจดีๆ หน่วยงานดีๆที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างยากลำบากเพื่อประ– ชาชนอย่างหน่วยงานของผู้หมวดอยู่ ข่าวของฉันเป็นผลดีกับพวกคุณมากกว่าที่คุณคิด”

หมวดดาวอึ้ง เอ่ยปากขอบคุณแทนหน่วยงานมีคณากระชับแว่นยิ้มให้ก่อนจะเดินกลับออกมาบอก หิรัณย์ว่าไม่ต้องไปส่ง แต่หิรัณย์ไม่ยอม ขอเวลาสองนาที มีคณาจึงขอไปรอข้างล่าง หิรัณย์หันมาสบตากับหมวดดาว เธอส่งยิ้มให้พูดด้วยน้ำเสียงชื่นชม

“นักข่าวของคุณไม่เลวเลยนะคะสารวัตร นึกว่าจะเป็นพวกผ้าพับไว้ แต่หลงมาทำงานด้านนี้”

“ภายนอก อาจจะดูเหมือน แต่ข้างในเนี่ยนักสู้แท้ๆ หมวดไม่เห็นตอนเขาฟาดผมที่หัวลำโพง เขานึกว่าผมเป็นแมงดาเลยเล่นงานผมเหมือนกระสอบทราย”

“มีคนมาเล่าให้ฟังแล้วค่ะ ที่แท้ก็คนเดียวกันเอง”

หิรัณย์ ขอตัวรีบไป หมวดดาวอวยพรให้เดทแรกราบรื่น ชายหนุ่มยิ้มเขินที่โดนแซว...เมื่อหิรัณย์ลงมา มีคณารีบถามว่าหมวดดาวว่าอะไรตนบ้างไหม  ไม่รู้ว่าที่ตนพูดแรงไปหรือเปล่า เกรงเป็นการล่วงเกิน ชายหนุ่มยิ้มให้ ออกตัวแทนหมวดดาวว่าไม่ใช่คนหยุมหยิม บางทีตนยังคิดว่าเธอเป็นผู้ชาย และที่เธอโกรธๆตนอยู่ก็เพราะตนไปมองว่าเธอเป็นผู้หญิงนี่แหละ มีคณาข้องใจในเมื่อหมวดดาวสวยออกขนาดนั้น เขาน่าจะมอง หิรัณย์ถามตรงๆ คิดว่าตนเป็นแฟนกับหมวดดาวใช่ไหม มีคณาส่ายหน้าหลบตา

“คุณไม่ได้พูดแต่ สายตามันฟ้อง...สบายใจเถอะครับ ผมไม่ได้เป็นแฟนกับผู้หมวด ไม่ได้คิดจะจีบเธอด้วย ผู้หมวดดาวเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี เป็นแค่เพื่อนจริงๆครับ”

มีคณากระชับแว่นก้มหน้างุดๆเดินหนี หิรัณย์ตามพูดลอยๆ “ถ้าตอนนี้คุณยังนึกสงสัยคำตอบคือผมเคยมีแฟนแล้ว” มีคณาชะงักแต่ทำเป็นไม่สนใจ ชายหนุ่มกล่าวต่อ “แต่เธอไม่ชอบงานที่ผมทำ ไม่ชอบที่ผมเห็นงานมาก่อนเสมอ เราเลยเลิกกัน เลิกกันด้วยดีนะครับ ไม่มีเอะอะวี้ดว้ายเหมือนในละคร...คุณมี่ก็เป็นคนรักงานใช่ไหมครับ”

มีคณาช้อนตามอง “ค่ะ ฉันรักงานแล้วก็ภูมิใจมากกับงานที่ทำอยู่”

“ผมก็ว่างั้นแหละ เลยคิดว่าเราไม่มีปัญหาเรื่องงานแน่ คุณรักงานคุณ ผมรักงานผม คุยกันรู้เรื่อง...สรุปตอนนี้ผมว่าง แล้วคุณมี่ล่ะครับ ตอนนี้ยังว่างหรือเปล่า”

มีคณาตวัดสายตามองอย่างดุๆเหมือนครูกำราบ นักเรียน หิรัณย์ยกมือยอมแพ้ ผายมือให้เธอเดินไปขึ้นรถ มีคณานึกในใจ ถ้าเป็นชายอื่น โดนจับทุ่มไปแล้ว แต่ทำไมกับเขาตนถึงว้าวุ่นใจแบบนี้ หญิงสาวกระชับแว่นไม่เข้าใจตัวเองเลย

ooooooo

มีคณากลับถึงบ้าน เห็นสันติเล่นของเล่นเพลิน จึงเตือนให้รู้จักทำการบ้านบ้าง แล้วเดินขึ้นข้างบน พบว่าแม่นั่งร้องไห้ รีบเข้าถามว่าเป็นอะไร แม่พรั่งพรูออกมาว่าเป็นห่วงบุญสมกับธำรงและก็ห่วงสันติด้วย แต่ถึงอย่างไรตนก็ต้องกลับ และคงต้องหนีไปตอนที่สันติอยู่โรงเรียน

มีคณา ไม่พอใจว่าแม่จะห่วงอะไรสองคนนั่นนักหนา บานเช้าสะอื้นบอกลูกว่า มันคงเป็นกรรมเก่าที่ทำให้ตนรักและห่วงพวกเขา มีคณาถอนใจเซ็งๆ บอกแม่ว่าต้องหาวิธีบอกสันติให้เข้าใจ แกเป็นเด็กฉลาด ต้องเข้าใจว่าจะเลือกอนาคตตัวเองหรือจะกลับไปด้วย

รุ่งขึ้น มีคณามาทำงานพบมีแจกันดอกส้มวางอยู่บนโต๊ะทำงานพร้อมการ์ดแนบอยู่ข้อความจากหิรัณย์...เมื่อวานแวะไปบ้านเพื่อน เห็นเขาปลูกต้นส้ม นึกถึงนกน้อยในไร่ส้มขึ้นมา เลยขอเด็ดจากต้นมาฝากคุณ มีรูปหน้ายิ้มลงท้ายแทนชื่อ

มีคณาอมยิ้มเผลอหยิบแจกันขึ้นมาดม เหลือบตาไปเห็นเพื่อนพนักงานมองยิ้มๆ ก็เขินอายรีบวางลงกระชับแว่นปั้นหน้าทำงานไม่รู้ไม่ชี้...สายหน่อย มีคณาเดินคุยมือถือเครื่องใหม่ ไม่ทันเห็นสาระวารี จึงถูกแซวพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน จะไปทานข้าวกับสารวัตรหนวดอีกล่ะสิ มีคณารีบบอกว่านัดกับแม่ จะพาไปทานข้าวแล้วซื้อของฝาก สาระวารีจ๋อยเพิ่งรู้ว่าแม่เพื่อนมาค้างด้วย

“ก็ฉันไม่รู้นี่ เธอมันโลกส่วนตัวสูงจะตาย เคยเล่าอะไรให้เพื่อนฟังมั่งไหมล่ะ ถ้าไม่เจอสอบปากคำ”

มีคณาถามไปได้หรือยังแม่รอ สาระวารีคว้ามือยกดูโทรศัพท์เครื่องใหม่ถามได้มาอย่างไร

“ทำไมฉันจะมีไม่ได้ล่ะ” มีคณายกมือกระชับแว่นตามความเคยชิน

“โกหกแว่นตกเลยทีเดียว สายตาเธอมันมีพิรุธทะลุแว่นซะขนาดนี้ สารภาพมาซะดีๆ เอามือถือใหม่มาจากไหน เค็มตัวแม่อย่างเธอ ต่อให้เอาปืนจี้ยังยอมตายดีกว่าเสียเงินซื้อ”

“เธอก็เกินไป...ทางหน่วยของสารวัตรเขาให้มาใช้จะได้สะดวกในการปฏิบัติงาน”

สาระวารีจ้องจับผิด “รู้สึกช่วงนี้เธอจะทำอะไร สารวัตรหนวดนั่นก็ต้องพัวพันไปซะทุกเรื่องเลยนะ”

มีคณาตัดบทไล่ให้ไปทำงาน ตนต้องรีบไปรับแม่ สาระวารีมองอย่างไม่เชื่อใจ...ไม่นานมีคณารับบานเช้าออกมาทานข้าว แล้วหาซื้อของฝาก มีคณาไม่ค่อยพอใจที่แม่เอาเงินไปซื้อของให้บุญสมกับธำรง อยากให้ซื้อของตัวแม่เองบ้าง

“เมื่อไหร่มี่จะเลิกอคติกับน้ากับเจ้าธำรงซะทีล่ะลูก”

“มี่ไม่ได้อคติค่ะแม่ แต่มี่เกลียด ถ้าเขาเลิกทำตัวเป็น แมงดาแล้วหันมาทำตัวเป็นปู่เป็นพ่อเป็นพี่ที่ดีเมื่อไหร่ เมื่อนั้นมี่ถึงจะญาติดีด้วย”

บานเช้าเถียงไม่ขึ้น มีคณาย้ำให้แม่ซื้อพวกของลดราคาหรือสองแถมหนึ่งไปให้สองคนนั่น บานเช้าได้แต่ถอนใจยอมรับว่าสองคนนั้นทำไม่ดีไว้มากจริงๆ...เมื่อกลับมาแพ็กของใส่กระเป๋า เพียงแค่ของฝากก็เพิ่มมาอีกหนึ่งใบ ทำให้มีคณาอดบ่นไม่ได้

“แม่หัดซื้ออะไรให้ตัวเองบ้างสิคะ พอมีเงินถึงจะได้มาจากลูกที่ไปทำงานผิดกฎหมายก็เถอะ แม่ก็ควรใช้เงินเพื่อความสุขตัวเองมั่ง ไม่ใช่เอาไปปรนเปรอให้พวกเห็นแก่ตัวไม่รู้จักพอ”

บานเช้าตัดพ้อ ใจคอจะพูดเสียดแทงตนจนกลับเลยหรือ มีคณาอึ้งตัดบทบอกแม่ว่า พรุ่งนี้จะพาไปทานข้าวเลี้ยงส่งก่อนแม่กลับ บานเช้าเกรงใจแต่ขัดไม่ได้ มีคณาจะไปบอกสันติเองโดยไม่รู้ว่าเขาแอบฟังอยู่หน้าห้องนานแล้ว มีคณาเดินหามาจนเห็นสันตินั่งร้องไห้อยู่ใต้โต๊ะกินข้าว จึงชั่งใจว่าหลานอาจจะไม่
อยากให้ใครเห็นตัวเองร้องไห้ เธอรู้สึกสงสารหลานจับใจ

ooooooo

วันรุ่งขึ้น หิรัณย์เอาช่อดอกส้มมาฝากพนักงานต้อนรับไปให้มีคณา โดนเธอแซววันนี้ไม่ฝากโน้ตด้วยหรือ  เขายิ้มเขินๆ ไม่จำเป็นแล้วเพราะมีคณารู้แล้วว่ามาจากตน

มีคณามาทำงานมองช่อดอกส้มบนโต๊ะยิ้มๆโดยไม่เอะใจว่าเป็นช่อใหม่ เธอรีบเร่งทำงานให้เสร็จเพื่อกลับไปรับแม่ มัทนาเดินมาหยุดมอง เห็นกำลังขีดเส้นเน้นข้อความจนเต็มหน้ากระดาษไปหมดก็กระเซ้า...ไม่ขีดดีกว่า...มีคณาเงยหน้ามาเห็นมัทนาก็ดีใจ มัทนาส่งผ้าบาติกให้เป็นของฝาก แล้วทำจมูกฟุดฟิดว่าหอมอะไร มีคณารีบเอาผ้าคลุมแจกันดอกไม้ไว้กลัวโดนแซว ชวนคุยให้เล่าเรื่องทำอย่างไรพระเอกสุดหล่อยอมเปิดปากให้สัมภาษณ์

มัทนายังไม่อยากเล่าอะไรมาก ปฏิเสธเนียนๆ “เรื่องมันยาว เอาไว้ว่างๆค่อยเล่าดีกว่าเนอะ แล้วพี่มี่กำลังทำเรื่องอะไรอยู่คะ”

“อ๋อ ก็ข่าวยาเสพติดน่ะจ้ะ...เรื่องมันยาว  เอาไว้ว่างๆ ค่อยเล่าดีกว่าเนอะ” มีคณาใช้มุกเดียวกันบ้าง แล้วเอามือถือใหม่ออกมาอวด อ้างว่ารำคาญสาระวารียุอยู่ได้

มัทนาตื่นเต้น จะได้โหลดแอพตั้งกรุ๊ปคุยไลน์สามคน มัทนาขอตัวไปหา บก.ก่อน มีคณารีบเอาผ้าออกจากแจกัน ก้มลงสำรวจว่ามีดอกไหนช้ำบ้างแล้วดมกลิ่นหอมยิ้มกริ่ม

พอกลางวัน สามสาวได้รวมกลุ่มไปทานข้าวด้วยกันหลังจากห่างกันเป็นเดือน แต่แล้วทั้งสามก็ดูเงียบๆ ไม่มีอะไรเล่าสู่กันฟัง เหมือนปกปิดเรื่องตัวเองเอาไว้ จนหัวโจกสาระวารีอึดอัดใจส่งข้อความหาเพื่อนๆ กลางโต๊ะอาหาร เป็นการ์ตูนหน้าบึ้งทำนองเป็นอะไรกันยะ แล้วบอก

“เอาล่ะ เราสามคนเล่านิทานหลอกตัวเองกันมาพอแล้วล่ะ ทีนี้มาพูดเรื่องจริงกันดีกว่า เอาความรู้สึกที่มีกับแหล่งข่าวล้วนๆเลย ตกลงไหม...ฉันจะเริ่มก่อน ใครไม่กล้าพูดความจริง ไม่ใช่ทหารเสือสาว ออกจากกลุ่มไปเลย”

มีคณากับมัทนาทำหน้าแหยๆ สุดท้ายทั้งสามสาวก็ได้ระบายความในใจต่อกัน

ooooooo

หลังจากนั้น มีคณารับแม่กับหลานออกมาทานข้าวนอกบ้าน บานเช้าอบรมสันติอย่าดื้อกับป้า ตั้งใจเรียนเพื่ออนาคตของตัวเอง อย่าเป็นคนไร้แก่นสารที่สังคมไม่ต้องการ สันตินิ่งเฉยจนบานเช้าหวั่นใจ ขอร้องมีคณาให้รักหลานบ้าง มีคณาน้อยใจโต้ว่า

“มี่จะไม่พูดอะไรอีกแล้วนะคะ อยากอยู่ก็อยู่ อยากกลับก็กลับ ม่ีถือว่าทำหน้าที่ของมีดีที่สุดแล้ว”

คืนนั้น สันตินอนเงียบหันหลังให้ย่า ความเงียบทำให้ได้ยินเสียงสะอื้น บานเช้าน้ำตารื้นตัดสินใจบอกหลานว่า “ย่าเห็นติเป็นแบบนี้แล้ว กลับไปย่าก็คงกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ย่าเปลี่ยนใจแล้วล่ะ ย่าจะพาติกลับไปพร้อมกันกับย่า ย่าจะคิดซะว่าแกทำบุญมาน้อย ไม่มีวาสนาได้เรียนสูงๆ เหมือนกับคนอื่นเขา”

“ตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน ติพูดสักคำหรือยังว่าจะกลับ ติจะอยู่เรียนหนังสือที่นี่ เข้าใจไหมย่า” สันติดึงผ้าคลุมโปงร้องไห้

มีคณาถือแก้วนมยืนฟังอยู่หน้าห้อง ยิ้มอย่างพอใจ...รุ่งเช้า สันติยืนตาแดงกล่ำส่งย่าขึ้นรถไฟ บานเช้าพร่ำสั่งสอนให้หลานอย่าดื้อและตั้งใจเรียน มีคณาส่งเงินให้แม่กำชับให้ไว้ใช้ส่วนตัว บานเช้าซาบซึ้งขอบใจ มีคณาขอเปลี่ยนเป็นให้แม่ล้างความคิดที่ว่า ผู้หญิงเกิดมาเพื่อรับใช้สามีกับลูกชายออกไปจากหัว ชายหญิงเท่าเทียมกัน ต้องให้เกียรติกัน บานเช้าฝืนยิ้มรับ

ตลอดทางที่นั่งรถกลับบ้าน สันติเอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา พอถึงโรงเรียน มีคณาตามเข้าไปพบครูประจำชั้น สันติหน้าเสียกลัวความแตก แต่ต้องเลยตามเลย...มีคณามาพบครูอัจฉรา เพื่อถามไถ่ความประพฤติ จึงได้รู้ว่า สันติโกหกทุกคนว่า ที่ต้องย้ายมาเรียนที่นี่เพราะพ่อพิการ แม่ป่วยหนัก ก็ถอนใจ ครูอัจฉราถามเป็นเรื่องแต่งขึ้นใช่ไหม แม้เรื่องจะอิงความจริงอยู่บ้าง แต่ก็เป็นการโกหก มีคณาจะกลับไปจัดการให้ ครูรีบปรามปล่อยเป็นหน้าที่ของครูเองและเตือน

“เด็กสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน จะใช้ไม้แข็งไม้เรียว เหมือนก่อนไม่ได้แล้ว ได้ยินสุภาษิตที่เขาดัดแปลงไหม...รักวัวให้ผูก รักลูกให้กอด...มี่ต้องอดทนในการสั่งสอนหลาน อย่าใช้ความรุนแรงรู้ไหม”...

มีคณามานั่งเครียดที่ทำงาน ได้กลิ่นน้ำหอมของดอกส้มโชยมารู้สึกผ่อนคลายขึ้น หันมาเชยชมจึงรู้สึกว่าไม่ใช่ช่อเดิม เธอเดินมาถามแม่บ้าน กลับโดนแซวว่ามีหนุ่มมาฝากดอกไม้ให้ทุกวัน ถามชื่อก็ไม่ยอมบอก บอกแต่ว่าเธอรู้ว่าเขาเป็นใคร มีคณาเขินกลับมานั่งทำงาน ไม่ทันไรหิรัณย์โทร.เข้ามา เธอสบถ ตายยากเสียจริงๆ

มีคณาถือโอกาสขอบคุณสำหรับดอกไม้และเกรงใจไม่ให้เอามาอีก แต่หิรัณย์กลับบอกว่าตนเก็บของเพื่อนมาไม่สิ้นเปลืองอะไร แล้วบอกว่าที่โทร.มาเพราะต้องเดินทางพรุ่งนี้ค่ำ มีคณาตกใจเล็กน้อยรีบถามถึงค่าใช้จ่ายจะได้เบิกจากบริษัทไปให้ ชายหนุ่มตอบไปว่าไม่เป็นไรเพราะทางเขาเชิญเธอไป แต่หญิงสาวอ้างว่าตนขอไปทำข่าวต่างหาก หิรัณย์จึงให้เธอจ่ายค่าเครื่องบินอย่างเดียว อย่างอื่นไม่ต้อง ท่าทางเขาตื่นเต้นจะได้เดินทางกับเธอ จนมีคณารู้สึกแปร่งๆ

ด้วยเหตุนี้ มีคณาจำต้องมาพบครูวีณา ภรรยาครูอรุณ เพื่อฝากสันติสักสามสี่วัน ครูวีณายินดีอย่างมาก เพราะเมื่อก่อนตัวเธอก็เคยอาศัยบ้านมั่นสิน ป้าของมีคณามาเหมือนกัน...มีคณากลับมาอธิบายความจำเป็นกับสันติ แต่เด็กก็คือเด็ก หาว่าพอย่าไม่อยู่ก็ไล่เขาออกจากบ้าน สันติพูดจาหยาบคายมากจนมีคณาแทบทนไม่ไหว แต่ต้องสะกดกลั้น นึกถึงคำเตือนของครูอัจฉรา เธอบอกสันติว่าพรุ่งนี้เลิกเรียนแล้วรีบกลับบ้านทันที ตนต้องรีบเดินทาง สันติกลับเข้าห้องปิดประตูใส่หน้าโครม มีคณาสะกดกลั้นพึมพำอย่างเจ็บใจ

“รักวัวให้ผูกรักลูกให้กอด รักหลาน...จับมันทุ่มให้คอหักไปเลย” พูดจบหงุดหงิดกลับห้อง

เช้าขึ้น ไม่วายที่สันติยังหาเรื่อง พูดจาหยาบคาย ถากถางที่ไม่มีอาหารเช้าไว้ให้ มีคณาไม่พอใจบอกเขาโตแล้วควรทำอะไรกินเองบ้าง ถ้าตนมีเวลาก็จะทำให้ สันติโวยมันเป็นหน้าที่ของผู้หญิง เธอจึงย้อนถามแล้วหน้าที่ผู้ชายทำอะไร สันติใช้ความคิดสักครู่ก่อนจะตอบ

“ก็ดูแลให้ผู้หญิงทำงานให้ดีไงล่ะ ผู้หญิงน่ะโง่ทำอะไรไม่ได้เรื่องต้องให้ผู้ชายคอยบอก”

มีคณาปรี๊ด “ผู้หญิงที่ว่าโง่ก็รวมถึงย่ากับแม่ติด้วยใช่ไหม”

สันติโวยว่าย่ากับแม่ไม่เกี่ยว มีคณาถามว่าแม่กับย่าไม่ใช่ผู้หญิงหรือ สันติเถียงไม่ออกหาว่ามีคณาด่าย่ากับแม่ของตนโง่ มีคณาจ้องหน้าเน้น “ใช่ โง่เพราะสอนติให้โง่ ให้เห็นแก่ตัว เป็นเด็กไม่รู้จักโต ไม่รู้จักช่วยเหลือตัวเอง รอแต่พึ่งพาคนอื่น”

“อย่ามาว่าย่ากับแม่ตินะ” สันติโกรธจนหน้าแดง

“ทำไมจะว่าไม่ได้ ติว่าผู้หญิงโง่เอง ย่ากับแม่ติก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน”

“ไม่เหมือน แม่กับย่าไม่โง่เหมือนป้าหรอก โธ่เอ๊ย...แค่อาหารเช้าแค่นี้ ทำพูดนั่นพูดนี่ ที่แท้ก็ทำกับข้าวไม่เป็น ทำอาหารหมาไม่แดกล่ะสิ ถึงไม่กล้าทำ”

มีคณาโกรธบีบปากหลานให้ขอโทษ สันติเจ็บจนกลัวยอมเอ่ยปากขอโทษ พอมีคณาปล่อยก็ด่าใส่ก่อนจะวิ่งหนีไป ว่าไม่อยากกินข้าวฝีมือเธอ กลัวอ้วกแตก มีคณาแค้นใจไม่อยากเอาเรื่อง รอให้เสร็จงานกลับมาก่อน ไม่ทันไร สันติเดินกลับมาแบมือขอค่าขนม มีคณาหัวเราะออกมา นึกว่าจะกลับมาด่าอีก ที่แท้ก็ขอค่าขนม เด็กเอ๋ยเด็ก

ooooooo

มีคณามารายงานตัวกับ บก.เขาเตือนให้ระวังตัวด้วยความเป็นห่วง แต่อดแซวเรื่องดอกส้มไม่ได้ว่าทำให้หอมฟุ้งไปทั้งกอง ชักสงสัยจะเสียนักข่าวมือดีไปเสียแล้ว

เสร็จงาน มีคณารีบกลับบ้านไปเตรียมเดินทางรอสันติกลับมาเพื่อไปส่งที่บ้านครูวีณา สันติกลับมาผิดเวลาเธอกำลังจะต่อว่า เขารีบบอกว่าครูให้ทำกิจกรรม เธอจึงให้ไปเอากระเป๋าเสื้อผ้าลงมาเร็วๆ...มาถึงบ้านครู มีคณาส่งซองเงินให้ขอช่วยค่าอาหารของหลาน และให้เงินสันติอีกต่างหาก เธอบอกเขาว่า ป้าให้เพิ่มเป็นพิเศษ สันติยิ้มออกแต่ไม่ขอบคุณ ครูวีณาตำหนิให้ไหว้ขอบคุณ สันติจำต้องทำ มีคณายิ้มๆขอตัวรีบไปเดี๋ยวไม่ทันขึ้นเครื่อง

พอมาถึงสนามบิน หิรัณย์พามีคณามานั่งทานอาหารพูดคุยเรื่องงานให้ฟัง ว่าสุภาพบุรุษมาถึงแล้ว ตอนนี้อยู่ในร้านอาหารญี่ปุ่น คนของเราตามอยู่ห่างๆ แต่พอขึ้นเครื่องจะเป็นหน้าที่ของเรา สุภาพบุรุษป้องกันตัวมาก ย้ายที่พักโรงแรมบ่อย ต้องคอยจับตาดูไม่ให้คลาดสายตา

ขณะเดินมาเช็กอินผู้โดยสาร มีคณาเรียกหิรัณย์ว่าสารวัตร เขารีบปรามห้ามเรียกอีก ให้เรียกพี่รัณ เธอต่อรองขอเรียกคุณรัณ

“ไม่ได้หรอกครับ ต้องแสดงให้สมบทบาท เราไปเชียงรายคราวนี้ในฐานะคู่ฮันนีมูนนะ” มีคณาตาโพลง หิรัณย์แอบยิ้มกริ่ม “ตอนเข้าไปด้านในจะมีคนพาเข้าไปเพราะผมพกปืน แต่ไม่ต้องห่วง การพาเข้าไปจะเป็นไปอย่างแนบเนียน ไม่มีใครสังเกตเห็นเด็ดขาด...แถวเลื่อนแล้วที่รัก” หิรัณย์ดุนหลังมีคณาให้เดินยิ้มๆ มีคณาทำตาดุใส่

เข้ามานั่งในห้องพักผู้โดยสาร ไม่คาดคิด สุภาพบุรุษเดินมานั่งตรงข้ามกับมีคณาพอดี เธอถึงกับเกร็ง หิรัณย์หวั่นใจกลัวเธอหลุด แต่เธอก็ไม่ได้แสดงพิรุธอะไรออกมา กลับทำหวานชื่นกับเขาจนถึงเวลาขึ้นเครื่อง ทั้งสองนั่งแถวห่างจากสุภาพบุรุษพอมองเห็น หิรัณย์ชม

“ตอนเห็นสุภาพบุรุษมานั่งตรงข้ามคุณ ผมแทบช็อก แต่คุณสุดยอดเลยนะ ไม่แสดงพิรุธอะไรเลย”

“อาชีพบังคับค่ะ ฉันต้องเล่นละครแฝงตัวเข้าไปทำข่าวบ่อยเหมือนกัน”

หิรัณย์ซักถามแฝงตัวไปไหนบ้าง ไม่เอาที่เป็นสาวประเภทสองตอนตีเขาครั้งนั้น มีคณาถลึงตาใส่ ว่าครั้งนั้นตนแต่งเป็นเจ๊ หิรัณย์ขำแล้วกระซิบบอกให้เลิกคุย เพราะไม่รู้ว่าสุภาพบุรุษฟังภาษาไทยออกไหม มีคณาเปลี่ยนท่าทีแสดงบทบาทคู่รักต่อไป หิรัณย์ยิ้มกริ่มมีความสุข

ooooooo

ตอนที่ 4

ครอบครัวครูอรุณกับครูวีณามีลูกสามคน คนโตกับคนที่สองเป็นชาย ชื่อข้าวเม่ากับข้าวตอก คนเล็กเป็นผู้หญิงชื่อดอกไม้ ข้าวตอกอายุเท่ากับสันติ จึงเข้าคู่กันได้ดี ข้าวแม่คอยดูแลน้อง ทุกคนในบ้านมีหน้าที่ต้องทำ แรกๆสันติก็ทำตามข้าวตอกไปเรื่อยแต่มักจะเล่นเพลินไม่ยอมเลิก

เมื่อมีคณาเดินทางมาถึงเชียงราย คำปันถีบรถรับจ้างมารอรับ หิรัณย์ทักทายแล้วให้ขี่รถตามรถที่สุภาพบุรุษนั่งไป มีคณาขอโทร.หาที่บ้าน หิรัณย์เข้าใจว่าคงรายงานแม่...ครูวีณาเล่าว่าสันตินอนกับข้าวตอกไม่ต้องห่วง เด็กไม่กล้าดื้อเวลาอยู่กับครู แถมเป็นครูใหญ่อีกต่างหาก

มีคณาโล่งใจ พอมาถึงโรงแรมพบว่าต้องพักห้องเดียวกับหิรัณย์ให้สมกับเป็นคู่ฮันนีมูนก็ใจเสีย ถามไม่แยกห้องพักตำรวจชายหญิงหรือ หิรัณย์ส่ายหน้า พอเข้ามาในห้องเขาก็บอกว่า

“เขาจัดห้องพ่วงเอาไว้ให้ครับ”

หมวดดาวเปิดประตูพ่วงอีกห้องเข้ามา มีคณาใจชื้น ทักทายหมวดดาว เธอบอกให้เข้าไปพักห้องเดียวกับเธอ หิรัณย์รีบเล่า “วันนี้คุณมี่เผชิญหน้ากับสุภาพบุรุษที่สนามบิน รับมือได้ดีมากเลยหมวด ผมลุ้นจนตัวเกร็งเลย”

“ก็หวังว่าต่อไปจะทำได้ดีแบบนั้น ไม่หลุดไม่พลาดขึ้นมาก็แล้วกัน” หมวดดาวยังนิ่งเชิด

มีคณารับรองจะไม่ทำให้งานเสีย จ่าโจซึ่งนั่งคุมเครื่องดักฟัง แทรกขึ้นมา สุภาพบุรุษมีการเคลื่อนไหว หิรัณย์กับหมวดดาวรีบเข้าไปฟังใกล้ๆ

“คิดว่ากำลังติดต่อกับเป้าหมายอีกรายครับ โทร.แจ้งว่ามาถึงแล้ว ทุกอย่างเหมือนเดิม วางสายไปแล้วครับ ยังไม่ได้กำหนดนัดหมายสถานที่ครับ”

หมวดดาวบ่น คงนัดกันนาทีสุดท้ายก่อนลงมือ หิรัณย์ให้จ่าโจเช็กปลายสายว่าอยู่ที่ไหนแล้วหันมาชวนมีคณาลงไปทานอาหารเย็น มีคณาบ่ายเบี่ยงให้ไปกับหมวดดาว เธอสวนทันควัน

“ไปได้ยังไงล่ะ สุภาพบุรุษเห็นคุณมากับสารวัตร เกิดบังเอิญลงไปเจอฉันไปกับสารวัตรมันได้สงสัยตายเลย หมอนี่ยิ่งขี้ระแวงอยู่ด้วย”

มีคณาตกใจลืมไป หมวดดาวตำหนิอย่าลืมบ่อย หิรัณย์เห็นมีคณาเจื่อนลงจึงชวนซ้ำระหว่างทางเดิน มีคณาบ่นรู้สึกหมวดดาวจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าตน หิรัณย์โต้ไม่มีเหตุผล

“ฉันว่าหมวดดาวอาจจะแอบชอบคุณอยู่ก็ได้ เลยไม่ค่อยพอใจที่ฉันเข้ามาวุ่นวายด้วย”

“ไม่ใช่หรอกครับ ลักษณะหมวดดาวเขาเป็นแบบนั้นเอง จริงๆแล้วไม่มีอะไรเลย ถ้าคุณคุ้นกับเขามากขึ้นก็จะเข้าใจ”

มีคณายังลังเล หิรัณย์แกล้งบอกถ้าตนรู้หมวดดาวชอบตน คงไม่ปล่อยให้รอดมือมาถึงวันนี้ หญิงสาวเกรงจะวกเข้าตัวรีบเปลี่ยนเรื่อง ทานเสร็จชวนกลับห้องพัก หิรัณย์ยังคงเดินเล่น

“เรามาทำงานนะคะ ไม่ได้มาเที่ยว” มีคณาท้วง

“ก็ทำงานอยู่นี่ไงครับ เราแกร่วรออยู่ข้างนอก เผื่อสุภาพบุรุษเคลื่อนไหว เราะจะได้รับช่วงตามต่อจากทีมหน้าโรงแรม”

มีคณาทึ่งกับการทำงานเป็นทีมของหิรัณย์ ชายหนุ่มยิ้มบอกเธอว่ามาด้วยกันคราวนี้ เธอจะได้ข้อมูลเชิงลึกไปเขียนข่าวเลย หญิงสาวปลื้มเป็นประสบการณ์ที่ดีของนักข่าวอย่างตน หิรัณย์สวนว่า ต่อชีวิตตำรวจของตนด้วย มีคณาชะงักเขินเดินนำหน้าไป หิรัณย์ตามยิ้มกริ่ม

คืนนั้น มีคณาอาบน้ำแต่งตัวรัดกุมออกมาจากห้องน้ำ ค่อยๆย่องมาที่เตียงเกรงทำให้หมวดดาวตื่น เธอพูดลอยๆขึ้นว่า ไม่ต้องย่องขนาดนั้น ตนมาทำงานไม่เคยหลับสนิท พอเห็นการแต่งตัวของมีคณาก็ถามว่าจะนอนชุดนี้หรือ มีคณาตอบว่าตนมาทำงานต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา

“เป็นงานเหมือนกันนี่” ว่าแล้วหมวดดาวก็สลัดผ้าห่มลงจากเตียงในชุดรัดกุมเช่นกัน เธอออกไปสมทบกับพวกหิรัณย์อีกห้อง มีคณากระชับแว่นยิ้มๆก่อนจะหันมาพนมมือสวดมนต์

หมวดดาวมาถามความคืบหน้าสุภาพบุรุษ ทั้งหิรัณย์และจ่าโจตอบขำๆ ตอนแรกนึกว่ามีความคืบหน้าที่ไหนได้ เป็นเสียงกรนของสุภาพบุรุษ จ่าโจให้หิรัณย์ไปพักก่อน อีกไม่กี่ชั่วโมงจะมีจ่าชาญมาผลัดเวรกับตน หิรัณย์จึงเดินมาเมียงมองมีคณา เห็นเธอนอนหลับตาพริ้มก็เบาใจหมวดดาวมองนิ่งๆอย่างเดาความรู้สึกไม่ออก

รุ่งเช้า มีคณาอาบน้ำแต่งตัวออกอีกห้อง เห็นจ่าชาญมาทำงานแทนจ่าโจอยู่กับหิรัณย์ จ่าชาญรายงานว่า สุภาพบุรุษอาบน้ำเสร็จแล้ว หิรัณย์จึงบอกมีคณา

“งั้นเราลงไปทานอาหารเช้ากันเถอะ เตรียมทุกอย่าง ให้ครบ พร้อมออกเดินทางทันที”

“ค่ะสารวัตร” มีคณารับคำ หิรัณย์ท้วงต้องเรียกพี่รัณ มีคณาเหยียดปากใส่ก่อนจะเดินหนี

ทั้งสองเดินเข้ามาในห้องอาหารของโรงแรม เห็นหมวดดาวนั่งทานอาหารอยู่มุมหนึ่ง หิรัณย์ทำทีไม่รู้จักกัน มีคณาชวนคุยเสร็จงานขอสัมภาษณ์จ่าโจกับจ่าชาญ หิรัณย์ไม่อยากเปิดตัวลูกน้องเท่าไหร่เพราะไม่สะดวกในการปลอมตัวงานต่อไป หญิงสาวรับรองลงแค่บทความไม่ลงรูป หิรัณย์เห็นสุภาพบุรุษเดินมารีบสะกิดบอก ทำทีหวานใส่ มีคณาแปลกใจที่ทำไมสุภาพบุรุษถึงไม่สั่งอาหารขึ้นไปทาน หิรัณย์บอกว่าเขาฉลาดพอที่จะทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวธรรมดา

ooooooo

ด้านสันติ ผ่านไปหนึ่งวันก็เริ่มออกลาย เมื่อครูทั้งสองจะออกไปธุระนอกบ้านสั่งข้าวเม่าดูแลน้องดีๆ และให้เงินไว้ซื้ออาหารกลางวันจำนวนหนึ่ง สันติเมียงมอง แล้วก้มหน้ากินข้าวต่อ เด็กทั้งสามสวัสดีพ่อกับแม่ เหลือสันติเงยหน้ามาเห็นครูทั้งสองยืนมอง ก็ยิ้มแหยๆยกมือไหว้

พอครูไปแล้ว สันติก็ชวนข้าวตอกเอาข้าวไปกินบนห้องนอนเพื่อเล่นเกมไปด้วย ข้าวเม่าต้องกำชับ อย่า ให้หก มดจะขึ้น...

ส่วนมีคณาเห็นหิรัณย์ทานอาหารสบายใจ ทั้งที่สุภาพบุรุษลุกออกไปแล้ว เตือนเกรงจะคลาดกัน เขากลับบอกว่ายังไม่ถึงคิว มีคณามองไปจึงรู้ว่าหมวดดาวลุกตามไปก่อนแล้ว จากนั้นสุภาพบุรุษมาคุยกับพนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์ เพื่อติดต่อรถนำเที่ยว หิรัณย์บอกมีคณาว่า

“ทีมเรารู้โปรแกรมหมดแล้วว่าวันนี้เขาจะไปเที่ยวไหน ยังไม่มีการนัดหมาย ผมว่าวันนี้คงไม่เคลื่อนไหวอะไร แค่ออกมาแสดงละครว่าเป็นนักท่องเที่ยวให้สมจริงก็เท่านั้น เราแค่ตามดูอยู่ห่างๆไม่น่าจะมีอะไร...เราขึ้นไปทำธุระส่วนตัวข้างบนซัก 15 นาทีค่อยตามไป”

มีคณาแอบบ่นช่างใจเย็นเสียจริงๆ...ทันทีที่สุภาพบุรุษขึ้นรถออกไป ก็มีรถรับจ้างที่หมวดดาวนั่งสะกดรอยตาม เธอตามดูเห็นสุภาพบุรุษเอาแต่จับจ่ายซื้อของ และถ่ายรูปร้านค้าจนกระทั่งเที่ยง จึงเข้าไปในร้านอาหาร หมวดดาวโทร.ส่งข่าวหิรัณย์

“สุภาพบุรุษช็อปปิ้งตั้งแต่เช้า ถ่ายรูปไปทั่ว ทำตัวเหมือนนักท่องเที่ยวมาก มันระวังตัวเต็มที่ นี่คงหิว เข้าไปทานอาหารแล้ว”

หิรัณย์อยู่กับมีคณาบนรถรับจ้างของคำปัน เขารับเรื่องจากหมวดดาวแล้วบอกให้เธอไปพักได้ มีคณาสีหน้าตื่นเต้นจะร่วมทำงานจริงๆจังๆ...สุภาพบุรุษมาเดินชมสวนดอกกล้วยไม้ถ่ายรูปเล่นเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป หิรัณย์ส่งข่าวทีมงาน

“ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร ทีมเสริมเข้ามาในสวนแล้วใช่ไหม”

มีคณาเห็นสุภาพบุรุษคุยกับชายฝรั่งอีกคน รีบสะกิดบอก หิรัณย์วางสายปรายตามอง มีคณาถามรู้จักบ้างไหม เขารู้สึกคุ้นหน้า แต่ไม่แน่ใจว่าใช่ไกด์ที่เคยหากินแถวพัทยาหรือไม่รับจ้างหาของให้ทุกอย่าง หิรัณย์ขอยืมกล้องถ่ายรูปของมีคณา จะทำทีเป็นถ่ายรูปเล่น มีคณารู้แกวแสดงละครร่วม

“พี่รัณคะ ถ่ายมุมนี้ดีกว่าค่ะ” มีคณาขยับไปยืนให้สุภาพบุรุษกับชายฝรั่งเป็นแบล็คกราวด์

หิรัณย์รัวชัตเตอร์รวมทั้งเอามือถือตัวเองถ่ายร่วมด้วย มีคณาเอาจริงเอาจังถึงขนาดขยับไปใกล้สุภาพบุรุษมากเกินไป สองคนหันมามอง แทนที่เธอ จะตกใจกลับบ่นว่า

“เสียดายไม่มีภาพคู่เลย พี่รัณขอใครช่วยถ่ายให้หน่อยสิคะ”

ฝรั่งที่มาคุยด้วยชื่อนอร์เบิร์ตเสนอตัวถ่ายให้ มีคณาทำทีตกใจที่เขาพูดไทยได้ นอร์เบิร์ตบอกว่าตนทำงานอยู่เมืองไทยมาหลายปีแล้ว หิรัณย์รีบขอบคุณ ตั้งท่าถ่ายภาพกับมีคณาอย่างคู่รักหวานแหวว จนมีคณาต้องขยับแว่นเขินๆ สุภาพบุรุษเข้ามาถามว่าทั้งสองมาฮันนีมูนหรือ หิรัณย์ยิ้มรับ มีคณามองหน้าสุภาพบุรุษแล้วโพล่งขึ้น

“ฉันคุ้นหน้าคุณจังเลย อ๋อ นึกออกแล้ว เรามาไฟท์เดียวกันใช่ไหมคะ”

“ครับ เราพักโรงแรมเดียวกันด้วย ผมเห็นคุณที่ห้องอาหารตอนเช้า” สุภาพบุรุษรับคำ

“อ๋อเหรอคะ ฉันไม่ทันได้สังเกต”

“มาฮันนีมูนก็ยังงี้ล่ะครับ ไม่มีเวลาไปมองใครอยู่แล้ว” หิรัณย์สบตามีคณาหวานซึ้ง

มีคณาเขิน หิรัณย์ตัดบทชวนไปถ่ายรูปตรงอื่นบ้าง มีคณายิ้มแย้มโบกมือลาสุภาพบุรุษ หิรัณย์รวบมือเธอจูงเดินออกไป แล้วกระซิบถามว่าสองฝรั่งยังมองอยู่หรือเปล่า หญิงสาวตอบว่ายังมองอยู่ ไม่รู้ว่าจะสงสัยไหม

“ผมคิดว่าไม่นะ คุณเรียกผมว่าพี่รัณซะหวานขนาดนั้น...ถ่ายรูปอีกใบเราต้องกลับแล้วล่ะเดี๋ยวให้คนอื่นตามต่อ”

“แล้วเราสองคนจะไปไหนต่อคะ”

“กลับโรงแรมครับ ถ้าวันนี้เขาเจอเราอีกครั้งเดียวทุกอย่างจบแน่” หิรัณย์โทร.สั่งเปลี่ยนเวรแล้วโอบเอว

มีคณาเดิน เธอหยิกเอวเขาให้ปล่อยเพราะไม่มีใครมองแล้ว

ส่วนสุภาพบุรุษที่คุยกับนอร์เบิร์ตก็มีตำรวจนอกเครื่องแบบรับหน้าที่ตามต่อ

ooooooo

หลังอาหารกลางวัน ข้าวเม่าให้ข้าวตอกเป็นคนล้างจาน แต่สันติชวนข้าวตอกไปเล่น จะให้ดอกไม้เป็นคนล้าง ดอกไม้ไม่ยอมเพราะหน้าที่ตนล้างมื้อเย็น มื้อเช้าเป็นหน้าที่ข้าวเม่าข้าวตอกรู้หน้าที่ตัวเองดีบอกสันติว่าไปช่วยกันล้างเดี๋ยวเดียว แต่สันติกลับโวย

“ไม่ล้าง ทำไมต้องมาบังคับกันด้วย ผู้ชายไม่ทำงานอะไรแบบนี้หรอก ให้ดอกไม้ทำสิ”

“บ้านนี้มีกฎระเบียบ จะอยู่ด้วยกันต้องเคารพกฎ ต้องช่วยเหลือกัน” ข้าวเม่าสอน

สันติเริ่มพูดจาหยาบคาย ผลักดอกไม้ให้ไปล้างจานหน้าคะมำ ข้าวตอกไม่พอใจที่มาทำน้องสาว ต่อว่า สันติแต่สันติกลับกราดเกรี้ยวใส่

“ก็ให้มันล้างจานสิ จะปล่อยให้มันมานั่งๆ นอนๆ สบายทำไม ไม่ใช่อีตัวดาวเด่นซะหน่อยจะได้นอนกระดิกตีนสบายๆ”

สามพี่น้องตกตะลึงกับคำพูดหยาบคายของสันติ แถมยังย้ำว่าผู้หญิงทุกคนเป็นอีตัวทั้งนั้น โตขึ้นก็ต้องขายตัว สันติพูดไม่ทันจบ ข้าวตอกชกหน้าสันติทันที ข้าวเม่าช่วยน้องรุมดอกไม้ตกใจร้องกรี๊ดๆลั่นบ้าน ครูอรุณกับครูวีณากลับมาพอดี รีบสั่งให้หยุด

ครูอรุณซักถามเรื่องราวแล้วลงโทษ ให้ข้าวเม่านั่งสมาธิในห้องพระ 5 ชั่วโมง ฐานเป็นพี่ไม่ห้ามปรามกลับร่วมมือด้วย ให้ข้าวตอกนั่งสมาธิ 3 ชั่วโมง ฐานลงมือชกต่อยก่อน แทนที่จะคุยด้วยเหตุผล ข้าวตอกไม่พอใจ โต้ว่าตนปกป้องน้อง ครูวีณาสอนอย่างอ่อนโยน

“แม่ดีใจที่ลูกรักและพยายามปกป้องน้อง แต่วิธีการของลูกมันไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นอย่าเถียงคุณพ่อ นั่งสมาธิทบทวนความผิดของตัวเองไป”

ครูอรุณหันมาบอกสันติให้นั่งสมาธิ 2 ชั่วโมง เพื่อทบทวนความผิดที่พูดจาไม่สุภาพ ดูถูกผู้หญิง ไม่ทำงานตามหน้าที่รับผิดชอบ สันติเถียงว่าตนไม่ใช่ลูก ไม่มีสิทธิ์มาขังตน

“ครูไม่ได้ขัง ครูให้เรานั่งสมาธิ คิดทบทวนกับสิ่งที่ทำลงไป ให้รู้ว่าตัวผิดแล้วจะไม่ทำซ้ำอีก ถ้าใครลุกออกจากห้องพระ จะอดข้าวมื้อเย็น”

ข้าวเม่าและข้าวตอกนั่งหลับตา แต่สันติกลับสายตาขุ่นมัว ขบกรามแน่นไม่สำนึก...ตกดึก ข้าวตอก ก็ไม่ยอมนอนร่วมห้องกับสันติ เขาหอบหมอนไปปูนอนหน้าเตียงห้องพ่อแม่ แถมขู่สันติไว้ว่านอนคนเดียวระวังผีหลอก สันติชักใจคอไม่ดี...และคืนนั้นข้าวตอกก็ได้ยินพ่อกับแม่คุยกันถึงเรื่องของสันติ แม่ไม่อยากเชื่อว่าหลานมีคณาจะปากร้ายและมีความคิดผิดๆแบบนี้ ครูอรุณชี้แจงว่ามันเป็นความผิดของผู้ใหญ่ที่ปลูกฝังลูกหลานมาแบบนั้น มีคณาเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังก่อนหน้านี้แล้ว ว่าผู้หญิงในหมู่บ้านที่สันติอยู่ จะต้องขายตัวหา เงินมาเลี้ยงครอบครัว รวมทั้งแม่ของสันติด้วย ข้าวตอกยิ้มกริ่มเมื่อรู้กำพืดของสันติ

ooooooo

หิรัณย์ส่งภาพจากมือถือไปให้หมวดดาวค้น ข้อมูลว่านอร์เบิร์ตเป็นใคร...พอกลับมาถึงห้องพัก มีคณาก็ถอดเมมโมรีการ์ดจากกล้องให้จ่าโจเปิดดูภาพเพิ่มเติม หมวดดาวออกมาจากอีกห้อง พร้อมรายงานว่านอร์เบิร์ต ซิม์ป เป็นคนจัดหาของให้สุภาพบุรุษอย่างที่หิรัณย์สงสัยจริงๆ

จ่าชาญโพล่งขึ้นว่า รูปที่ให้เปิดดูก็ไม่ต้องใช้แล้ว ทุกคนหันไปมอง เป็นภาพสวีทหวานของหิรัณย์กับมีคณาที่นอร์เบิร์ตถ่ายให้ รวมกับภาพอื่นๆที่มีสุภาพบุรุษเป็นแบ็กกราวน์ หมวดดาวแกล้งชมว่าภาพสวย มีคณาเขินเดินหนีเข้าห้อง หิรัณย์รีบดึงเมมโมรีการ์ดคืนมาอย่างอายๆ

เวลาผ่านไป มีคณานั่งดูข่าวอย่างกระวนกระวาย รอการเคลื่อนไหวของสุภาพบุรุษ หมวดดาวบอกหิรัณย์ให้ชวนคู่ฮันนีมูนลงไปทานข้าว มีคณารู้สึกเขินหนักเข้าไปอีก

“คืนนี้ห้องเรือนตาวัน จัดขันโตก ที่นี่เขามีชื่อนะ มีการแสดงรำๆฟ้อนๆด้วย บางทีสุภาพบุรุษกลับมาเร็ว อาจจะแวะไปทานอาหารที่นี่” หมวดดาวแจกแจง

มีคณาข้องใจทำไมคิดว่าเขาจะแวะร้านนี้ หมวด ดาวรู้มาว่าสุภาพบุรุษสนใจนางรำอยู่คนหนึ่ง หิรัณย์แซว ช่างรู้ลึกจริงๆ หมวดดาวยิ้มรับ

“แน่นอนค่ะ ถ้าเจอสุภาพบุรุษจริงๆ ช่วยแสดงให้สวีทสมกับเป็นคู่ฮันนีมูนด้วยนะคะอย่าไปทำอะไรให้มันสงสัยได้ล่ะ” หมวดดาวทำหน้านิ่งเชิดเดินไปอีกห้อง

หิรัณย์ตั้งวงแขนให้มีคณาควงพร้อมกับบอกว่าตนหิวแล้ว หญิงสาวถลึงตาใส่อายๆ...ระหว่างนั่งอยู่ในห้องอาหาร หิรัณย์คุยเรื่องครอบครัวให้มีคณาฟังว่าพ่อกับแม่ไม่ได้สนับสนุนให้เป็นตำรวจ อยากให้ทำธุรกิจอย่างพี่ชายหรือเป็นวิศวกรอย่างพ่อมากกว่า แต่ก็ไม่บังคับอะไรมีคณาดักคอ ที่เล่ามานี่เพราะอยากให้ตนเปิดเผยเรื่องส่วนตัวบ้างใช่ไหม ชายหนุ่มชะงักที่รู้ทัน

“ฉันไม่ชอบเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟัง แล้วคุณก็ไม่จำเป็นต้องรู้ด้วย เพราะจบงานทำข่าวสกู๊ปนี้ ฉันก็คงกลับไปทำข่าวตามแนวถนัดเหมือนเดิม”

หิรัณย์ยิ้มแหยๆ พลันมือถือเขาดังขึ้น เขากดรับสายสีหน้าเครียดลงหันมาบอกเธอว่า ได้เวลาทำงานแล้ว

หน้า​ผับ​เล็กๆแห่ง​หนึ่ง หมวด​ดาว​และ​พวก​​กระจาย​กำลัง​กัน​ดัก​ซุ่ม​อยู่ หิรัณย์​พา​มี​คณา​หลบ​มา​อีก​มุม เสียง​เพลง​สนุกสนาน​ดัง​ออก​มา​ต่อ​เนื่อง มีรถจอด​หลาย​คัน​ที่​หน้า​ผับ​ แต่​ไม่​มี​คน มี​รถ​กระบะ​คันหนึ่ง​ขับ​เข้า​มา​หา​ที่จอด​โดย​ปิด​ไฟ​หน้า​รถ ทุก​คน​เตรียมพร้อม มี​คณา​อด​รู้สึก​ตื่นเต้น​ไม่ได้ ไม่​กี่​อึดใจ สุภาพบุรุษ​เดิน​ออก​มา​จาก​ผับ เข้าไป​คุย​กับ​คน​ขับ​รถ ไม่​นาน​ผู้ชาย​ใน​รถ​สามคน​ก็​ลง​มา ต่าง​ถือ​กระเป๋า​ใบ​ย่อม​คน​ละ​ใบ ทั้ง​สาม​เดิน​ตาม​สุภาพบุรุษ​จะ​เข้า​ผับ หิรัณย์​กระซิบ​บอก​มี​คณา​ว่า พวก​มัน​คง​เอา​ของ​ไป​สับ​กัน​หลัง​ร้าน พอตอนนั้น​เรา​จะ​เข้า​จับกุม มี​คณา​เตรียม​กล้อง​ใน​มือ​พร้อม ทันใด เสียง​มือถือ​ของ​สุภาพบุรุษ​ดัง​ขึ้น เสียง​เหมือน​สัญญาณ​เตือน​ภัย

สุภาพบุรุษ​ตกใจ​ร้อง​บอก​พวก​ให้​หนี เสียง​หมวด​ดาว​สั่ง​ลุย​ทันที ตำรวจ​กรู​ออ​ก​จาก​ที่​ซ่อน​ไล่​จับ​คนร้าย มีคณา​เก็บภาพ​เหตุการณ์​เอา​ไว้ เหลือบ​เห็น​นอ​ร์เ​บิ​ร์​ต

อ​ยู่​บน​ดาดฟ้า​ของ​ผับ ​หิรัณย์​ดึง​เธอ​หลบ​กระสุน​คนร้าย​ที่​ยิง​มา​ได้​ทัน มี​คณา​ตกใจ​เอา​มือ​อุด​หู​หน้าเสีย หิรัณย์​สั่ง​ให้​เธอ​หลบ​อยู่​ตรง​นี้​ห้าม​ออก​ไป ตัว​เขา​วิ่ง​ไล่​ยิง​คนร้าย​อย่าง​ดุเดือด

คน​ที่มา​เที่ยว​วิ่ง​หนี​กัน​จ้าละหวั่น มี​คณา​เห็น​นอ​ร์เ​บิ​ร์ต​วิ่ง​ปะปน​ออก​มา​ด้วย จึง​เก็บ​ภาพ​ไว้​ทุก​ช็อต จน​ขึ้น​รถ​ขับ​ออก​ไป...เสียง​ปืน​ยิง​กัน​ลั่น​สนั่น​ทุ่ง ตำรวจ​บาง​นาย​โดน​ยิง สิ้น​เสียง​ปืน ทุก​อย่าง​สงบ​ลง สุภาพบุรุษ​ถูก​รวบ​ตัว​ไว้​ได้ มี​คณา​พยายาม​ถ่าย​ภาพ​ไว้​ทุก​ขั้นตอน

“ก่อน​จะ​เอา​รูป​อะไร​ไป​ลง ขอ​ทาง​เรา​เช็กก่อนนะ” หมวด​ดาว​บอก​แก่​มี​คณา

“ฉัน​ทราบ​ค่ะ ทีม​งาน​ของ​หมวด​ต้อง​ปิดบัง​หน้าตา​ไว้​เป็น​ความ​ลับ”

หมวด​ดาว​เชิด​ทำนอง​รู้​ก็ดี หิรัณย์​ประคอง​ตำรวจ​ที่​บาดเจ็บ​เข้า​มา บอก​หนี​รอด​ไป​หนึ่ง หมวด​ดาว​คาดเดา “สงสัย​มัน​จะ​วาง​สาย​ไว้​ใน​ร้าน ถึง​ได้​รู้ตัว เดี๋ยว​ต้อง​สอบ​ปาก​คำ​เจ้าของ​ร้าน”

มี​คณา​รีบ​บอก​ว่า​ตน​เห็น​เด็ก​ใหม่สมญา​นาม​ของ​นอ​ร์เ​บิ​ร์ต เป็น​คน​ส่ง​สัญญาณ​เห็น​เขา​อยู่​บน​ดาดฟ้า แล้ว​หนี​ปะปน​ไป​กับ​นัก​ท่องเที่ยว หมวด​ดาว​ตำหนิ

“แล้ว​ทำไม​ไม่​รีบ​บอก จะ​ได้​จับ​ให้​ได้​คา​หนัง​คา​เขา หลุด​ไป​ได้​อย่าง​นี้​เดี๋ยว​มัน​ก็​ต้อง​อ้าง​ได้ว่า​จำ​คนผิด ที่​มืด แสง​ไม่​สว่าง​พอ สารพัด​จะ​อ้าง”

“อ้าง​ยาก​ค่ะ เพราะ​ฉัน​ไม่​ใช่​แค่​เห็น แต่​ถ่าย​ภาพ​เอา​ไว้​ได้​ด้วย ฉัน​ถ่าย​ไว้​ตั้งแต่​ออก​จาก​ผับ​จน​ขึ้น​รถ​ขับ​ออก​ไป​เลย ถ้า​ปฏิเสธ​ว่า​ไม่ได้​อยู่​ใน​เหตุการณ์​คง​ยากค่ะ” มี​คณา​ส่ง​กล้อง​ให้​ดู

หมวด​ดาว​ยิ้ม​ออก​มา​ได้ รับ​กล้อง​มา​เช็กภาพ มี​คณา​ยินดี​ที่​หมวด​ดาว​พอใจ หิรัณย์​ยิ้ม​อย่าง​ชื่นชม...ระหว่าง​นั่ง​รถ​กลับ หิรัณย์​ถาม​มี​คณา​ว่า​กลัว​ไหม เธอ​ยอม​รับ

“ตอน​ได้ยิน​เสียง​ปืนครั้ง​แรก​ก็​กลัว​แหละ​ค่ะ แต่​พอ​นึก​ได้​ว่า​นี่​คือ​งาน ทุก​วินาที​มี​ค่า​จะ​ปล่อย​ผ่าน​ไป​ไม่ได้ ก็​เลย​ลืม​ความ​กลัว มา​ตอน​นั่ง​รถ​นี่แหละ​ค่ะ​ชัก​สั่น เพิ่ง​นึก​ได้​ว่า​ผ่าน​อะไร​มา”

“ผม​ไม่​เห็น​คุณ​สั่น คุณ​รับมือ​กับ​ทุก​อย่าง​ได้ดีออก”

“ก็​ฉัน​ไม่​อยาก​สั่น​ให้​คุณ​กับ​หมวด​ดาว​เห็น​นี่​ค่ะ เสีย​ฟอร์มหมด”

หิรัณย์​ว่า​หมวด​ดาว​ออก​จะ​นับถือ มี​กี่​คน​ที่​จะ​วิ่ง​อยู่​ใน​ดง​กระสุน​แล้ว​ยังถ่ายรูป​ไว้​เป็น​หลักฐาน​ให้​ตำรวจ​ได้ มี​คณา​เอง​ก็​นับถือ​หมวด​ดาว แต่​แรก​ตนนึกว่าเธอ​จะ​ทำ​งาน​เอกสาร ตาม​สืบ​อะไร​นิดๆหน่อยๆ ไม่​คิด​ว่า​จะ​ลุย​จับ​คนร้าย​เหมือน​ตำรวจ​ชาย​อย่าง​ไม่​กลัว​ตาย เป็น​ตำรวจ​หญิง​ที่​น่า​ทึ่ง​มาก จ่า​โจ​แย็บ​ไม่​ทึ่ง​ตำรวจ​ชาย​บ้าง​หรือ หิรัณย์​อม​ยิ้ม​รอ​ฟัง​คำ​ตอบ

“งาน​วัน​นี้​เปลี่ยน​ความรู้สึก​ของ​ฉัน​ที่​มี​กับ​ตำรวจ​ไป​เยอะ​เลย​ค่ะ”

“ตอบ​ไม่​ตรง​คำ​ถาม ว่า​ไหม​จ่า​โจ” หิรัณย์​กระเซ้า จ่า​โจ​เห็น​ด้วย

พลันตำรวจ​ที่​ขับ​รถ​โพล่ง​ขึ้น​ว่า ถึงที่​พัก​เด็ก​ใหม่​แล้ว ทั้ง​หิรัณย์​และ​จ่า​โจ​เปลี่ยน​ท่าที​ฉับพลัน กระชับ​ปืน​ขึงขัง​พร้อม​ลุย ทำเอา​มี​คณา​งง​ปรับ​ตัว​แทบ​ไม่ทัน

สถาน​ที่​เป็น​โรงแรม​ระดับ​สาม​ดาว หิรัณย์​เข้า​มา​ติดต่อ​ที่​เคาน์เตอร์ ก่อน​จะ​สั่ง​กระจาย​กำลัง ให้​มี​คณา​ไป​กับ​ตน ขึ้นทางบันไดหนี​ไฟ มี​คณา​อึ้ง​วิ่ง​ตาม​ไม่​ลดละ ทุก​คน​มา​บรรจบ​กัน​ที่​หน้า​ห้อง 407 พนักงาน​ช่วย​เคาะ​ประตู​เรียก แต่​ไม่​มีเสียง​ตอบ จึง​ไข​ประตู​เข้าไป พบว่า​เด็ก​ใหม่​หนี​ไป​แล้ว หมวด​ดาว​เจ็บใจ ช่าง​นกรู้​เสียจริง หิรัณย์​สั่ง​กระจาย​กัน​ค้น ไม่ทัน​ที่​มี​คณา​จะ​ตาม​พนักงาน​ถาม​ว่า​ตน​จะ​ทำ​อย่างไร​กับ​ค่า​ใช้​จ่าย​ห้อง​นี้ มีคณา​แอบ​ยิ้มแหยๆบอก​ว่า ตำรวจ​คง​ต้อง​เก็บ​ของ​ใน​ห้อง​ไว้​เป็น​หลักฐาน พนักงาน​หน้าเสีย มี​คณา​ถาม​ว่า​ตน​จะ​ไป​ได้​หรือ​ยัง​ต้อง​รีบ​ไป​ทำ​ข่าว

“อ้าว ​นี่​คุณ​ไม่​ใช่​ตำรวจ​หรอกเหรอ​ครับ”

“ไม่​ใช่​ค่ะ ต้อง​คุณ​ผู้หญิง​สวยๆคน​เมื่อกี้”

“ผม​ก็​ว่า​แล้ว คุณ​ไม่ค่อย​มี​รัศมี​ตำรวจ​เลย”

“ขอบคุณ​ค่ะ...” มี​คณา​ยิ้มแหยๆ ก่อน​จะ​วิ่ง​ตาม​หิรัณย์​ไป

แล้ว​ก็​ไม่ทัน​จน​ได้ มี​คณา​ยืน​ลังเล​จะ​ไป​ทาง​ไหนดี ตัดสินใจ​จะ​ลงทาง​บันได​หนี​ไฟ​อย่าง​เดิม เห็น​พนักงาน​ทำ​ความ​สะอาด​ผลุบ​เข้า​ประตู​ที่​เขียน​ว่า เฉพาะ​พนักงาน ก็​ฉุกคิด เปลี่ยนใจ​เข้าไป​สำรวจ เจอ​พนักงาน​คน​หนึ่ง เขา​บอก​ว่า เป็น​ทาง​ที่​พนักงาน​ใช้​เข้า​ออกโรง​แรม ไม่ร่วม​กับ​แขก​ที่มา​พัก มี​คณา​จึง​ขอ​ให้​พนักงาน​คน​นี้​ไป​บอก​หิรัณย์​กับ​พวก​ตำรวจ​ให้​มา​ที่​นี่​ด่วน

ภายใน​ห้อง​คล้าย​ห้อง​เก็บ​ของ​พวกผ้า​ต่างๆ มีลิฟต์​เล็กๆและ​บันได​ใช้​ขึ้น​ลง มี​คณา​ได้ยิน​เสียง​ประตู​ดัง​ข้าง​ล่าง ลืม​กลัว​รีบ​ลง​ไป พลัน เสียง​นอ​ร์เ​บิ​ร์ต​สั่ง​ให้​หยุด ยกมือ​ขึ้น มี​คณา​หัน​มอง​เห็น​เขา​ล้วง​มือ​ใน​กระเป๋า​แจ็กเกต ดู​ตุงๆ เหมือน​กำ​ปืน​อยู่ จึง​บอก​ว่า​ตน​ไม่​มี​อาวุธ ทำร้าย​เขา​ไม่ได้​และ​ตำรวจ​ก็​ล้อม​โรงแรม​นี้​หมด​แล้ว ท่าทาง​นอ​ร์เ​บิ​ร์ต​หวาด​กลัว​บอก​ว่า​ตน​ไม่ได้​ทำ​อะไร​ผิด มี​คณา​จึง​สวน​ว่า​ถ้า​ไม่​ผิด​ก็​ไม่​ต้อง​หนี คุย​กัน​ดีๆ

“ผม​ไม่​โง่ ผม​อยู่​เมือง​ไทย​มา​หลาย​ปี ถ้า​ผม​ยอมให้​จับ ผม​จะ​โดน​ยัด​ข้อหา”

“คุณ​เข้าใจ​ผิด แล้ว​ฉัน​ก็​ไม่​ใช่​ตำรวจ ฉัน​เป็น​นักข่าว”

นอ​ร์เ​บิ​ร์ต​จำ​เธอ​ได้​จึง​ให้​เอา​กล้อง​มา​เช็ก​ดู​ว่า​มี​รูป​ตน​หรือ​เปล่า มี​คณา​สังเกต​เห็น​ปืน​ใน​เสื้อ​มัน​โย้เย้​ไม่​น่า​ใช่​ปืน​จริง จึง​อาศัย​วิชาการ​ต่อสู้ จัดการ​ล็อก​แขนเขา กระแทก​เข่า​ใส่​เป้า​จน​จุก​ลง​ไป​กอง เสียง​คน​วิ่ง​ลง​บันได​โครมคราม หิรัณย์​ห่วงใย​เธอ​สุดๆ แต่​พอ​เห็น​สภาพ​นอ​ร์เบิร์ต

“ท่าทาง​จะ​เจอ​ชุด​ใหญ่ ฝีมือ​คุณ​ไม่​เลว​นะ เตะ​ผ่าหมาก​ตรง​เป๊ะ ​เห็น​สภาพ​แล้ว​ผม​จุก​แทน”

มี​คณา​ยิ้ม​เขินๆ “จริงๆ ใช้​หัว​เข่า​กระแทก​ค่ะ ฉันยก​เท้า​ไม่ค่อย​สูง ครู​ที่​สอน​เลย​แนะ​ให้​ใช้​หัว​เข่า​อัด​เข้าไปแรงๆ”

หมวด​ดาว​ทึ่ง​เมื่อ​รู้​ว่า​มี​คณา​เรียน​ศิลปะ​ป้องกันตัว​ด้วย อด​แซว​ไม่ได้​ว่า ดี​ที่​ไม่​ใช้​ท่า​นี้​กับ​หิรัณย์​คราว​นั้น หญิง​สาว​ตอบ​ว่า ตอน​นั้น​ไม่​มี​จังหวะ หมวด​ดาว​แนะนำ​ให้​เรียน​ยูโด​ด้วย หิรัณย์​กระแอม​ขัด ส่ง​ผู้​ต้อง​สงสัย​ไป​โรงพัก​ก่อน​ดี​ไหม สอง​สาว​ค้อน หมวด​ดาว​พูด​กับ​มี​คณา​จริงจัง

“งาน​คราว​นี้​ของ​เรา คุณ​มี​ส่วน​ใน​ความ​สำเร็จ​มากนะ ขอบคุณ​ที่​ทุ่มเท​เต็มที่​กับ​พวก​เรา”

มี​คณา​ปลื้ม​ใจ หิรัณย์​เข้า​มา​ย้ำ​ว่า​หมวด​ดาว​ยอม​รับ​ใน​ความ​สามารถ​ของ​เธอแล้ว

ooooooo

รุ่ง​ขึ้น หมวด​ดาว​บอก​มี​คณา​และ​หิรัณย์​ว่า มีปัญหา​เรื่อง​ตั๋ว​เครื่องบิน ขอ​ให้​ทั้ง​สอง​รอก​ลับ​เที่ยวค่ำ มีคณา​เลี่ยง​ไป​โทรศัพท์ หิรัณย์​ยิ้ม​อย่าง​รู้ทัน ขอบคุณ​หมวด​ดาว​ที่​เปิด​โอกาส​ให้​ตน​ได้​ใกล้​ชิด​กับ​มี​คณา​ยาว​ขึ้น

ระหว่าง​รอ​อยู่​ใน​ห้อง​พัก มี​คณา​นั่ง​พิมพ์​งาน​ค่าเวลา หิรัณย์​แอบ​ชำเลือง​มอง​เพราะ​ชวน​ไป​เที่ยว​เธอ​ก็​บ่ายเบี่ยง เขา​นอนเล่น​มอง​ผ่าน​ประตู​ห้อง​ที่​พ่วง จน​เธอ​รู้สึก​เขิน​ขยับหนี กระทั่ง​เขา​ผล็อย​หลับ​ไป สะดุ้ง​ตื่น​มา​ตอน​บ่าย ไม่​เห็น​มี​คณา​ใน​ห้อง มี​อาหารวาง​อยู่​บน​โต๊ะ พร้อม​โน้ต​แปะ​ไว้​ว่า เห็น​คุย​ว่า​ทาน​ง่าย​จึง​สั่ง​กะ​เพ​รา​ไข่​ดาว​ไว้​ให้ ทำงาน​เสร็จ​แล้ว​เห็น​หลับ​อยู่​ไม่​กล้า​ปลุก ตอน​เย็น​เจอ​กัน...หิรัณย์​ลง​มา​เดิน​งุ่นง่าน​รอ​ที่​ล็อบบี้ มี​คณา​กลับ​เข้า​มา​พร้อม​ของ​ฝาก​ทาง​บ้าน เขา​รีบ​ต่อว่า​ทำไม​มา​ช้า เธอ​แปลก​ใจ​ยัง​ทันเวลา​ขึ้น​เครื่อง​ตั้ง​นาน

“ผม​กะ​จะ​พา​คุณ​ไป​เลี้ยง​ข้าว​ขอบคุณ​ซะ​หน่อย”

“ไม่​จำเป็น​หรอก​ค่ะ”

“จำเป็น​สิ​ครับ ก็​ยัง​ทัน​นะ แต่​ต้อง​วิ่ง​ขึ้น​เครื่อง​นิดหน่อย ไป​ครับ” หิรัณย์​มอง​นาฬิกา

มี​คณา​ขอ​ไป​เอา​กระเป๋า​บน​ห้อง หิรัณย์​บอก​ว่า​ขน​ใส่​รถ​ไป​หมด​แล้ว เขา​ดึง​เธอ​ตัว​ปลิว​ไป ไม่​นาน​ก็​มา​ถึง​ร้าน​อาหาร​ริม​น้ำ บรรยากาศ​สวย​งาม​จน​มี​คณา​ตะลึง ถ่าย​ภาพ​และ​วีดิโอ​วิว​ทิวทัศน์ เธอ​แอบ​ถ่าย​หิรัณย์​ไว้​ด้วย​โดย​เขา​ไม่​รู้ตัว...ขณะ​ที่​รอ​อาหาร มี​คณาโทร.​หา​ครู​วีณา​ว่า​คง​ไป​รับ​สันติ​ค่ำ​หน่อย หิรัณย์​ได้ยิน ถาม​อย่าง​เกรงใจ​ว่า​น้อง​ชาย​หรือ มี​คณา​นิ่ง​เงียบ

“เอ่อ ไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไรนะครับ ขอโทษที”

มีคณาตัดสินใจเล่า ว่าสันติเป็นหลานที่เพิ่งรับมาอุปการะ สีหน้าเธอเครียด หิรัณย์ดักทางได้ถูก เอ่ยว่า เด็กสมัยนี้เข้าใจยาก ยิ่งเธอเป็นผู้หญิงจะเข้าใจเด็กผู้ชายลำบาก ถ้ามีอะไรให้ตนช่วยไม่ต้องเกรงใจ มีคณาสบตาเขาอึ้งๆ หิรัณย์รวบรัดบอกเธอว่า ถึงภารกิจร่วมกันจะจบ แต่ความเป็นเพื่อนของเราคงไม่จบไปพร้อมอาหารมื้อนี้ มีคณาทนสู้สายตาเขาไม่ไหว เมินไปมองแม่น้ำ หิรัณย์เห็นโต๊ะข้างๆหนุ่มสาวจับมือกันชมวิว เขาอยากทำบ้างแต่ต้องตัดใจเพราะรู้ว่าเร็วไปสำหรับผู้หญิงอย่างมีคณา จึงชวนเธอคุยชมวิว เท่านี้เขาก็อบอุ่นใจแล้ว

คืนนั้น หิรัณย์ได้โอกาสส่งมีคณาถึงบ้าน เขาบอกเธอว่ามีงานหน้าจะส่งข่าวให้เธอมาร่วมทีมอีก มีคณากลับเอามือถือออกมาถอดซิมออกแล้วส่งคืน

“ฉันยอมรับไว้เพราะเราต้องทำงานเป็นทีม แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว ขอบคุณมากนะคะ”

หิรัณย์กุมมือเธอที่ถือโทรศัพท์ กล่าวเศร้าๆ “เหลืออะไรไว้ให้นึกถึงผมบ้างเถอะนะครับ อย่าเพิ่งหักดิบกันเลยครับคุณมี่ ผมเป็นคนลืมอะไรยากซะด้วย”

มีคณาเขินดึงมือออก ยอมรับโทรศัพท์ไว้ เตือนเขาว่าแท็กซี่รอนาน หิรัณย์นึกได้ล่ำลากลับไป มีคณาไขประตูบ้านเอาของเข้าเก็บแล้วรีบตรงไปบ้านครูวีณา

ก่อนหน้านี้สันติหนีกลับมารอหน้าบ้านแต่เข้าบ้านไม่ได้ ครูอรุณตามมาเจอพากลับไป...พอมีคณามารับ ครูอรุณและครูวีณาเล่าเรื่องสันติให้ฟัง เธอหนักใจและเกรงใจอย่างมาก ยกมือไหว้ขอโทษครูทั้งสอง ครูเตือนว่าอย่าลงโทษสันติอีก เพราะถูกทำโทษไปแล้วเดี๋ยวจะต่อต้าน เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา เด็กถูกปลูกฝังผิดๆมาตลอดชีวิต ต้องใจเย็นค่อยๆสอนกันไป

กลับมาบ้าน สันติมีท่าทีไม่สำนึก บอกมีคณาจะด่าอะไรก็ด่ามาจะได้ขึ้นนอน เธอจึงสอน

“ไปว่าน้องดอกไม้เขาแรงขนาดนั้น เป็นความผิดมาก ป้าบอกเลยนะติ ที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านของติ เรื่องขาย

ลูกสาวกิน คนที่นี่ไม่ทำกัน มันบาป ผิดศีลธรรม ติโตขนาดนี้แล้ว ถ้ายังแยกไม่ออกอีกว่าอะไรควรไม่ควร วันนึงตัวตินั่นล่ะที่จะต้องเดือดร้อนที่สุด”

สันติเหยียดปากคิดแต่ว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด...เช้าขึ้น มีคณาในชุดทำงานกำลังตากผ้าที่ซักแล้ว บอกสันติซึ่งหน้าหงิกหน้างอที่ต้องซักผ้าเอง ให้ตากผ้าเองด้วย แถมกำชับ กลับจากโรงเรียนเก็บผ้าทั้งหมด พับแต่ของตัวเอง อันไหนรีดเองได้ก็รีดไป ของเธอใส่ตะกร้าไว้

“รู้จักช่วยงานแบ่งเบาภาระให้ป้าแบบนี้ก็ดีแล้ว ป้าจะได้ล้มเลิกความคิดที่จะเอาติไปฝากเลี้ยงไว้บ้านครูใหญ่เป็นการถาวรซะ” มีคณาแกล้งขู่ ทำให้สันติรีบทำงาน แต่ก็ก่นด่าเบาๆ

พอมาทำงาน มีคณาก็รู้ข่าวมัทนาถูกยิงหน้าสำนักพิมพ์ ตั้งใจจะไปเยี่ยมที่บ้านบ่ายนี้...ด้านสันติมีเรื่องชกต่อยที่โรงเรียน เนื่องจากโดนข้าวตอกกับเพื่อนล้อว่ามีแม่เป็นกะหรี่ ครูอรุณมาห้ามปราม สันติโดนสกรัมสะบักสะบอม

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.9 บุญวดี เผยด้านมืด เล่าเรื่องเลวๆ ของพีทให้ชาครีย์ฟัง
20 เม.ย. 2564

09:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 เวลา 17:51 น.