สมาชิก

ฟ้ากระจ่างดาว

ตอนที่ 5

เมื่อมีคณาได้รับคำสั่งจาก บก.ให้ทำข่าวร่วมกับหน่วยงานของหิรัณย์อีก เธอกลับมานั่งมองดอกส้มในแจกันอย่างหวั่นไหวในใจ พลัน หิรัณย์โทรศัพท์เข้ามาพอดี เธอพลั้งปากว่ากำลังจะโทร.หา ชายหนุ่มลิงโลดที่ ใจตรงกัน มีคณารีบแก้ตัวว่า แค่อยากขอบคุณเรื่องดอกส้ม

หิรัณย์ถามสวนว่าชอบหรือเปล่า มีคณาตอบว่าชอบ และดอกส้มของเขาหอมจนสาวๆแถวนี้ติดใจกันทุกคน ชายหนุ่มโต้

“สาวอื่นผมไม่สน สนแต่สาวที่ผมกำลังคุยด้วยอยู่ตอนนี้ ถ้าคุณชอบ เรื่องหาดอกส้มแค่นี้ไม่ใช่เรื่องลำบากเลยครับ” เห็นมีคณานิ่งเงียบทำให้ใจเสีย “คุณมี่ ผมพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า หรือว่าผมพูดอะไรไปแล้วทำให้คุณมี่ไม่พอใจ”

มีคณาตอบเสียงราบเรียบว่าเปล่า พยายามจะเรียบ เรียงคำพูดที่รักษาน้ำใจเขา แต่หิรัณย์กลับสวนมาเสียก่อนว่า “งั้นก็อย่างเดียว ผมพูดไม่ผิดแต่คุณยังไม่พร้อมจะรับฟังตอนนี้ ไม่เป็นไรครับ วันนี้คุณยังไม่พร้อม วันข้างหน้าคุณอาจจะพร้อม ผมเป็นคนใจเย็นครับ ผมรอได้”

มีคณาค่อยยิ้มออก หิรัณย์เปลี่ยนเรื่องบอกว่าที่โทร.มาเพราะมีเรื่องรบกวน หญิงสาวเสียงสดใสขึ้นว่ายินดีช่วยทุกอย่าง ชายหนุ่มขอภาพถ่ายทั้งหมดของเธอ เพราะต้องอัดเป็นหลักฐานเอาผิดสุภาพบุรุษและเด็กใหม่ มีคณาพร้อมจะส่งทางอีเมล์ให้ หิรัณย์กล่าวขอบคุณ

“ขอบคุณเช่นกันค่ะ ทั้งเรื่องดอกไม้แล้วก็...เรื่องที่เข้าใจฉัน”

“ด้วยความยินดีครับผม” น้ำเสียงหิรัณย์สดใสอย่างมีความหวัง มีคณาเองก็ยิ้มๆมองดอกส้มบนโต๊ะด้วยความสบายใจขึ้น...

บ่ายวันนั้น มีคณาหิ้วกระเช้ามาเยี่ยมมัทนาที่บ้าน พบว่าเธอมีเขตต์ตวันอยู่เป็นเพื่อน จึงกระเซ้าว่าตนมาขัด จังหวะหรือเปล่า มัทนาเขินหยิกแขนเพื่อนรุ่นพี่ก่อนจะแนะนำ ให้รู้จักกับเขตต์ตวัน ชายหนุ่มยินดีอย่างมากที่ได้เจอทั้งสามทหารเสือสาวครบทุกคน เพราะสาระวารีก็เพิ่งกลับไป สักครู่...สองสาวคุยกันพักใหญ่ มีคณาก็ลากลับ มัทนาขอให้เขตต์ตวันไปส่ง แต่มีคณาขอแค่ส่งปากซอยก็พอ เขตต์ตวันกำชับมัทนาห้ามออกจากบ้านเด็ดขาดจนกว่าตนจะกลับมา มีคณาอมยิ้มพอใจที่ชายหนุ่มดูห่วงใยเพื่อนตนอย่างจริงใจ

ระหว่างนั่งมาในรถ เขตต์ตวันรู้ว่ามีคณาลอบมองตนบ่อยๆจึงถามว่ามีอะไรอยากจะถามไหม มีคณากระชับแว่นก่อนจะยิงคำถามว่าเขาชอบมัทนาจริงหรือ ชายหนุ่มผงะ

“ยิงหมัดเดียวเข้าเป้าเลยนะครับ”

“ที่จริงมันก็เรื่องส่วนตัวของคุณ ไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไรค่ะ” มีคณารู้สึกเสียมารยาท

“ผมอยากตอบครับ...ตอนนี้คงไม่ใช่แค่ชอบแล้วล่ะครับ น่าจะเป็นรักและห่วงมากกว่า”

“ฉันดีใจนะคะที่ได้ยินแบบนี้” มีคณาเขินอายเสียเอง ขยับแว่นแก้เก้อ

เขตต์ตวันขอร้องอย่าเพิ่งบอกมัทนา ตนอยากเป็นคนบอกเอง มีคณาสัญญาจะเก็บเป็นความลับ แต่ขอร้องอย่าทำให้น้องสาวตนเสียใจ ตนกับสาระวารีจะคอยจับตาดูตลอด เขาน่าจะรู้ฤทธิ์นักข่าวดี พวกตนจะตามจิกไม่ปล่อย ชายหนุ่มรับปาก อดพึมพำกับตังเองไม่ได้ว่า

“เชื่อแล้วว่าก๊วนเดียวกัน แสบพอกันเลย”

ooooooo

เย็นวันเดียวกัน มีคณากลับถึงบ้าน เห็นผ้าตากอยู่เต็มราว ก็ไม่พอใจที่สันติไม่เก็บผ้าให้ตามสั่ง เข้ามาในบ้านไม่เจอตัว ขึ้นมาดูบนห้อง ต้องผงะถอยออก เพราะในห้องทั้งสกปรกและเหม็นเน่าจากอาหารที่เอาขึ้นมากินแล้วไม่เอาจานไปล้าง เสื้อผ้าก็ถอดวางเกลื่อน

พลันเสียงปิดประตูโครม มีคณารีบลงมาข้างล่าง เห็นสันติกำลังเปิดตู้เย็นดื่มน้ำ ที่แขนยังหนีบรถบังคับไว้ มีคณาเอ็ดเสียงเขียว แต่พอสันติหันหน้ามาเห็นตาบวมช้ำก็ตกใจ ซักถามไปมีเรื่องกับใคร สันติตอบอย่างท้าทาย

“กับคน หมามันทำยังงี้ไม่ได้หรอก”

มีคณาโกรธจนต้องกำมือ ตั้งสติ “ป้ารู้แล้วว่าชกกับคนแน่ๆ แต่ไปชกกับใครมา ไปหาเรื่องใครเขาอีก

อย่าบอกนะว่าไปมีเรื่องกับข้าวตอกอีกแล้ว”

สันติกราดเกรี้ยวพูดจาหยาบคาย หาว่าข้าวตอกมาหาเรื่องก่อน มีคณาปรามไม่ให้พูดคำหยาบ สันติยิ่งโกรธแค้นก่นด่าข้าวตอกที่ยุเพื่อนให้เกลียดตน มีคณาย้อนถามยุเรื่องอะไร

“มันว่าแม่ติเป็นกะหรี่”

มีคณาผงะเล็กน้อย ถือโอกาสสอน “ติไม่ชอบใช่ไหมที่ถูกเพื่อนว่าแบบนั้น เพราะฉะนั้นติก็ไม่ควรไปว่าคนอื่นเขาแบบนั้นเหมือนกัน”

“แล้วเรื่องที่มันรุมกันล้อติละ ป้าจะให้ติทำเฉยๆไม่ได้หรอกนะ”

“แล้วติลองเฉยรึยังล่ะ พวกเขาอยากล้อก็ปล่อยให้ล้อไป คนล้อจะสะใจเมื่อเราโกรธ ถ้าเราไม่โกรธเขา

ก็หมดสนุก เลิกล้อไปเองแหละ”

สันติก้าวร้าวมากขึ้น ก่นด่าข้าวตอกเป็นหมาไม่มีทางเลิกกัด มีคณาเสนอจะบอกครูให้กำหราบ เด็กชายโวยทำแบบนั้นจะโดนด่าว่าเป็นลูกแหง่หลบหลังกระโปรงผู้หญิง มีคณาอ่อนใจ

“ไอ้โน่นก็ไม่เอา ไอ้นี่ก็ไม่ได้ แล้วติจะแก้ปัญหายังไง ชกต่อยกับทุกคนที่มาล้อติงั้นเหรอ อย่าลืมสิว่าที่ต้องมาเรียนที่กรุงเทพฯเพราะอะไร ติไปมีปัญหากับเพื่อนที่โรงเรียนเก่าจนอยู่ไม่ได้ไม่ใช่เหรอ แล้วนี่มีปัญหาจนต้องย้ายโรงเรียนอีกรึไง”

สันติเครียดกระแทกตัวนั่งบนโซฟา วางรถของเล่นที่โต๊ะ มีคณาตอกย้ำว่าไม่มีโรงเรียนไหนยอมรับเขาเข้าเรียนอีกแน่ เพราะเขามีประวัติเกเรชกต่อย เด็กชายตะคอกเสียงดัง แล้วจะให้ตนทนให้เขาล้อจนเรียนจบหรือ มีคณาเผลอหลุดความรู้สึกส่วนตัวออกมา

“ติก็ไม่เคยเดือดร้อนอยู่แล้วนี่ ว่าแม่ติทำงานอะไร ขอแค่มีเงินส่งมาให้พ่อติ ปู่ติ กินอยู่สบาย มีเงินใช้ มีบ้านหลังโตๆแข่งกับบ้านอื่น ติก็พอใจแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วติจะมาสนอะไรกับแค่คำล้อเลียนของเพื่อนๆ”

“ป้าสะใจมากใช่ไหมที่เห็นติถูกเพื่อนล้อ ถูกรุมชก... ป้าสะใจใช่ไหม” สันติลุกพรวดตาแข็งกร้าว มีคณาจ๋อยลงเสียงอ่อยว่าเปล่า สันติสวน “โกหก หลอกกูไม่ได้หรอกนังป้าตอแหล”

มีคณาเหลืออด สะบัดมือตบหน้าสันติฉาดใหญ่ พอเห็นหลานหน้าหงายน้ำตาไหล ก็ตกใจรีบขอโทษไม่ได้ตั้งใจ แต่สันติหันมาจ้องหน้าอย่างเคียดแค้น

“ปู่พูดไว้ไม่มีผิด ป้าอกตัญญู ไม่เคยสนใจใคร นอกจากตัวเอง” สันติเดินปึงปังขึ้นบันได

“ใช่ ป้ามันอกตัญญู แล้วเคยคิดไหมว่าถ้าไม่ได้อีคนอกตัญญูคนนี้ ปู่ติพ่อติจะเป็นยังไง ป้าทายได้เลย ถ้าไม่อยู่วัดก็คงอยู่ข้างถนน ขอทานเขากินไปวันๆ” มีคณาตามมาพูดใส่หน้า “ถามตัวเองดูนะติ ว่าไอ้เงินที่ติใช้จ่ายอยู่ทุกวัน ข้าวที่กินเข้าไปทุกคำ หลังคาคลุมหัวนอนแล้วก็ไอ้รถแข่งที่รักหนักหนา ใครเป็นคนหามาให้ ไม่ใช่ป้าอกตัญญูคนนี้หรอกเหรอ”

สันติเถียงไม่ออกแต่ยังพาลพาโล “เออ ถ้าย่าไม่พามา กูก็ไม่อยู่ไอ้บ้านเฮงซวยนี่หรอก”

“เหมือนกัน ถ้าไม่ติิดว่าเกรงใจแม่ ฉันก็ไม่อยากอยู่ร่วมบ้านกับเด็กนรกอย่างแกหรอก”

มีคณาพูดไล่หลังด้วยความโกรธสุดๆ สันติหันมาจ้องหน้าก่อนจะเข้าห้องปิดประตูโครม

ooooooo

เมื่อหิรัณย์ได้ภาพทั้งหมดจากมีคณา เขานั่งอมยิ้มเปิดดูภาพคู่ที่ถ่ายกับเธอในโน้ตบุ๊ก บนโซฟาห้องรับแขกของบ้าน น้องสาวเดินเข้ามามอง พอถามว่าใช่ผู้หญิงที่แอบปลื้มอยู่หรือเปล่า เขาไม่ตอบจึงแย่งเครื่องวิ่งหนีพร้อมตะโกนเรียกแม่ ว่าพี่ชายมีแฟนแล้ว... สวยด้วย

วันรุ่งขึ้น มีคณารีบออกจากบ้านเพราะไม่อยากปะทะกับสันติอีก จะวางเงินให้แค่ 20 บาท แต่อดสงสารไม่ได้ จึงวางให้ 30 บาท พอสันติลงมาไม่แคร์ที่ป้าไปแล้ว คว้าเงินค่าขนมออกไป

มีคณามาที่มูลนิธิเพื่อคุยกับบัว เจ้าหน้าที่เรื่องเด็กสองคนพี่น้องที่ช่วยเหลือมาครั้งก่อน พอเขียนข่าวออกไป ได้เงินบริจาคพอควร แม่เด็กมาขอรับกลับไปดูแล ทางมูลนิธิเกรงว่าพอเงินเด็กหมดจะถูกขายไปอีก มีคณาจึงคิดจะเขียนข่าวให้สังคมช่วยกันจับตาดูและปกป้องเด็กๆ ให้หลุดพ้นจากวังวนเหล่านี้...บัวขอบคุณและชวนมีคณาไปทำข่าววันพรุ่งนี้ที่สนามบินดอนเมือง ทางมูลนิธิช่วยเด็กสาวได้ถึง 32 คน จากการถูกหลอกไปขายซ่องทางใต้ มีคณาเศร้าใจมากพร้อมจะไปทำข่าว ตีแผ่วงจรอุบาทว์นี้แน่นอน

มีคณากลับมารายงาน บก.ไชยวัฒน์ เขาถามว่าเธอไม่เบื่อทำข่าวประเภทนี้บ้างหรือ หญิงสาวมีปมเกลียดการเอาเปรียบผู้หญิงและเด็กอยู่แล้ว จึงตอบว่าไม่ชอบทำ เกลียดด้วยซ้ำไป

“บก.จะงงไหมคะถ้ามี่จะบอกว่ามี่เกลียดข่าวแบบนี้ แต่รักที่จะนำเสนอมัน”

“งง...แต่ก็พอจะเข้าใจได้อยู่นะ เอาเถอะอยากทำก็ทำไป ผมสนับสนุนเต็มที่อยู่แล้ว ทั้งคุณ ทั้งมัท ทั้งวารี สามสาวสามแรงแข็งขันคือความภาคภูมิใจของสยามสารเลยนะ ผมชื่นชมจากใจจริง” บก.ยิ้มให้มีคณาปลาบปลื้มใจ เดินออกจากห้องบก.อย่างใช้ความคิดเรื่องงาน ผ่านหน้าสาระวารี เธอแซวว่าใจลอยไปถึงหน่วยปราบปรามยาเสพติดหรือ หญิงสาวโต้ว่าคิดเรื่องงานต่างหาก

“อยากเห็นหน้าเจ้าพ่อเกาะยานกใช่ไหม ลงไปข้างล่างเลย คุณษมามาแล้ว” สาระวารีถาม

มีคณาแปลกใจเพราะรู้ว่าจะมาตอนเย็น สาระวารีเบ้ปากหาว่าเขาว่างมาก มีคณาตื่นเต้นให้เพื่อนพาลงไปแนะนำ สาระวารียักท่า ไม่ต้องรีบปล่อยให้เขารอนานๆ แต่การกระทำกลับเดินลิ่วลงไปที่ล็อบบี้ มีคณาพึมพำ “รีบเดินซะตัวปลิว ให้เขารอตรงไหน”

สาระวารีหันมาถามบ่นอะไร มีคณาขยับแว่น หน้าตายไม่มีอะไร พอลงมาพบษมาเขายินดีที่ได้พบมีคณาและรู้สึกว่าคุ้นหน้า มีคณากระเซ้า วันนี้หวังว่าคงไม่ดึงตนหลบกระสุนอีกคน

ษมาหัวเราะ “ไม่หรอกครับ วันนี้ รปภ.ทำงานกันเป๊ะมาก ตรวจรถเข้าออก แลกบัตรกันจริงจัง แล้วผมก็ดูแล้ว ไม่มีอะไรผิดสังเกต”

“เชื่อเขาเถอะมี่ คุณษมาเขาเชี่ยวเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ชั่งโมงบินสูง ประสบการณ์ถูกลอบสังหารเพียบ” สาระวารีแดกดัน

“อยู่ใกล้ๆผมแบบนี้ อีกหน่อยคุณก็ชำนาญไปเองแหละ

สาระวารีเบ้ปาก มีคณาเห็นท่าทีก็รู้ว่าสองคนมีใจต่อกัน ษมายังคาใจเหมือนเคยเห็นหน้ามาก่อน มีคณาก็รู้สึกเช่นกัน สาระวารีหมั่นไส้ มีคณาแกล้งถามหึงหรือ ทำเอาเพื่อนเขินไล่ตี...

ค่ำนั้น มีคณากลับบ้าน ได้ยินสันติคุยโทรศัพท์ พอถามว่าโทร.หาใครก็อ้างว่ามีคนโทร.ผิดเข้ามา เธอสงสัยเกรงจะแอบเล่นพนันบอล พอถามก็ด่าหยาบๆคายๆ โดนเอ็ดก็โกรธยกโทรศัพท์ทุ่มต่อหน้าต่อตา มีคณาตกใจปนโกรธสุดๆ กระชากหลานเข้ามาฟาดไม่ยั้ง เด็กก็คือเด็กพอโดนตีก็ร้องไห้ ปัดป้องเงื้อมือจะสู้ ยิ่งทำให้มีคณาตวาดเสียงดัง
“เอาสิ ชกป้าเลย ถ้าแกต่อยฉัน ฉันก็ต่อยแกคืน พอกันทีฉันจะไม่ทนกับแกอีกต่อไปแล้ว ไอ้หลานไม่รักดี เอาเลย...ทำลายข้าวของ ทำร้ายร่างกายฉันเลยสิ ฉันจะได้เอาแกเข้าคุกให้ดู ใครหน้าไหนก็ช่วยแกไม่ได้หรอก ถ้าแกอยากติดคุกหัวโตก็เอาเลย”

สันติชะงัก น้ำตาไหลปนความกลัว มีคณาเห็นสีหน้าหลานก็ใจอ่อนวูบ แต่สันติโพล่งขึ้น

“อีคนหลอกลวง เนี่ยเหรอจะทำข่าวเพื่อช่วยเหลือเด็ก ถุย แกนั่นแหละ อีแก่ใจร้าย ทำทารุณเด็กทั้งกายทั้งใจ” พูดจบสันติก็วิ่งปึงปังขึ้นห้อง

มีคณาเหมือนโดนตบด้วยของแข็ง เจ็บชาร้อนผ่าวไปทั้งหน้า ตนได้ทำสิ่งที่เกลียดชังมาทั้งชีวิต น้ำตาไหลริน รู้สึกแย่กับตัวเองมากๆที่ลืมตัวทำร้ายเด็กลงไป

ooooooo

รุ่งเช้า มีคณาไม่มีสมาธิกับการทำงานเท่าไหร่ เสียงด่าทอของสันติยังก้องในหู กลิ่นดอกส้มโชยมาทำให้ผ่อนคลาย จึงเด็ดมาเหน็บที่รังดุมเสื้อ ออกไปทำข่าวที่สนามบินดอนเมือง

มาถึง มีคณามองหาบัว ต้องชะงักเมื่อหิรัณย์เข้ามาทัก เขารีบบอกเธอว่า มาส่งลูกน้องไปหาข่าว เจอกับบัวจึงรู้ว่าเธอมาทำข่าวด้วย เลยรออยู่ หิรัณย์เห็นดอกส้มที่เสื้อหญิงสาวก็อมยิ้ม มีคณานึกได้เขินรู้สึกเสียฟอร์มค่อยๆ ปลดออก ชายหนุ่มชวนคุยเรื่องข่าวสุภาพบุรุษ หญิงสาวตอบว่าเรียบร้อยดี แต่คงได้ลงอาทิตย์หน้า หิรัณย์จึงขออ่านก่อนเผื่อมีอะไรขาดเหลือ ไม่ใช่ไม่เชื่อฝีมือเธอ มีคณาเปรยว่า สยามสารเจาะที่ตัวข่าว ไม่ใช่สีสันของข่าวอยู่แล้ว หิรัณย์แอบยิ้ม

พอดีครูอรุณโทร.มาบอกว่า สันติชกต่อยกับเพื่อน ฝ่ายนั้นล้มหัวกระแทกโต๊ะหมดสติไป อยากให้มารับสันติกลับไปก่อนที่จะมีเรื่องมากขึ้น มีคณาหน้าเครียด จำต้องมาบอกบัวตามตรง

“น้องมี่ไปจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยเถอะจ้ะ ส่วนข่าวเดี๋ยวพี่จะให้คนส่งรูปกับรายละเอียดไปให้” บัวเข้าใจแถมกำชับให้ใจเย็นๆกับหลาน

หิรัณย์อยากให้ผ่อนคลายแกล้งพูดขำๆ “หลานชายคุณคนนี้ ท่าทางจะหมัดหนักน่าดู”

แต่มีคณากลับเครียดมากขึ้น บ่นว่าเด็กอะไรไม่รู้ร้ายกาจที่สุด เตือนอะไรไม่เคยเชื่อฟัง วันๆดีแต่ก่อเรื่องจนไม่เป็นอันทำงานทำการ หิรัณย์เจื่อนลงอาสาไปส่ง อ้างค่าแท็กซี่จากนี่แพง

ระหว่างนั่งมาในรถ หิรัณย์พยายามพูดให้มีคณา รู้ว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กผู้ชายมีเรื่องกระทบกระทั่ง กัน แล้วถามว่าเธอมีหลานกี่คน มีคณาตอบว่าเท่าที่รู้คนเดียว หิรัณย์งง

“ไม่แน่ใจค่ะ น้องบางคนของฉันไม่ได้ติดต่อกันมานาน เลยไม่รู้ว่าเขามีลูกรึเปล่า”

หิรัณย์คาดเดาว่าคงโดนรุมรักตามใจ มีคณาสบถว่าสปอยสุดๆถึงโตมาเป็นเด็กดื้อและร้ายกาจ ชายหนุ่มฟังแล้วรู้ทันทีว่า เธอจัดอยู่ในพวกไม่ตามใจหลาน หญิงสาวย้ำว่าแน่นอน หิรัณย์เตือนอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าหลานเป็นคนก่อเรื่อง แต่มีคณาคิดว่า สันติไม่ต่างจากพ่อที่มีนิสัยไม่ดี หิรัณย์เห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวจึงขอรออยู่ข้างนอก ให้เธอเข้าไปรับหลาน มีคณาแขวะ

“ดั้นด้นตามมาถึงนี่แล้ว ไปด้วยกันเถอะค่ะ”... หิรัณย์ยิ้มแหยๆที่โดนแดกดันเข้าเต็มๆ

ครูอรุณบอกว่าให้ครูอัจฉราพาเด็กส่งโรงพยาบาลแล้ว พ่อแม่เด็กอยู่ที่นั่น อยากให้มีคณาไปเจรจาด้วย มีคณาขอไปส่งสันติที่บ้านก่อนแล้วจะตามไป หิรัณย์มองท่าทางสันติที่ดูจะกวนไม่เบา รู้สึกเห็นใจมีคณาที่ต้องดูแลหลาน รับภาระหนักในวัยที่ควรอิสระโลดแล่น เขาจึงคิดว่าจะช่วยปราบพยศสันติให้ เริ่มด้วยการข่มขวัญให้กลัวเขาซึ่งเป็นตำรวจก่อน ท่าทางสันติเกรงๆ

ถึงบ้าน มีคณาตำหนิหลาน ถ้าไม่อยากเรียนหนังสือก็กลับบ้านไป มาทำนิสัยแย่ๆเหมือนพ่อเหมือนปู่ ทำลายความหวังของย่า ตนเองก็หมดปัญญากับเขาแล้ว สันติขบกรามแน่นจ้องหน้าเขม็ง มีคณาย้ำให้อยู่บ้านดีๆ ตนจะไปดูว่าทางโน้นจะว่าอย่างไรบ้าง สันติเจ็บใจปนอายหิรัณย์

หิรัณย์แย็บถามไม่พูดแรงกับหลานเกินไปหรือ เขาอาจไม่ได้เป็นคนผิด มีคณาสวนทันที

“สารวัตรไม่เห็นหน้าติหรือคะมีแต่รอยฟกช้ำ ต่อยกับลูกครูอรุณไม่ทันข้ามคืนก็ไปชกกับเพื่อนที่โรงเรียนอีก เมื่อวานฉันจับได้ว่าแอบโทร.ทางไกลไปต่างจังหวัดโดยไม่ขออนุญาต แทนที่จะขอโทษกลับทุ่มโทรศัพท์ซะพัง เด็กนิสัยเลือดร้อนยังงี้มีหรือจะเป็นฝ่ายถูกกระทำ”

หิรัณย์อึ้ง เพิ่งเคยเห็นท่าทางโกรธจัดของมีคณา คงไม่ยอมฟังอะไรแน่ จึงได้แต่เดินตาม เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ทั้งสองไหว้พ่อกับแม่ของเด็กคู่กรณี พ่อเขารูปร่างใหญ่โตมีรอยสัก ส่วนแม่ค่อยดูเป็นมิตรหน่อย มีคณาจึงกล่าวขอโทษและพร้อมจะรับผิดชอบค่ารักษารวมค่าทำขวัญ

พ่อเด็กสวนออกมาว่า “โอ๊ยไม่ต้องหรอกคุณ ผมตะหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษคุณ ไอ้ลูกผมมันผิดเอง”

“แต่ว่าสันติเป็นคนทำมานพหัวแตกนี่คะ”

“สมน้ำหน้ามันแล้วล่ะครับ ไอ้ลูกชายผมมันเกเรไปหาเรื่องก่อน เจ็บตัวซะบ้างจะได้รู้ว่าโลกนี้ไม่ใช่กูใหญ่อยู่คนเดียว...อ้าว นี่คุณไม่รู้เหรอว่า ลูกชายผมมันเป็นคนเริ่ม”

มีคณาหน้าเจื่อน ครูอัจฉราพามานพซึ่งทำแผลที่หัวแล้วเดินมา มานพไหว้มีคณา ครูอัจฉราเล่าว่า มานพไปล้อสันติเรื่องแม่ ที่จริงมีเรื่องหลายครั้งแล้ว ครูฝากจดหมายไปให้มีคณาแต่สันติไม่ได้ให้ จนมาเมื่อเช้า มีเรื่องกันอีก พอครูเผลอ มานพปารถของเล่นของสันติลงจากบันได สันติคงเหลืออดผลักมานพล้มไปหัวกระแทกโดยไม่
เจตนา...หิรัณย์ชำเลืองมองมีคณาอย่างเข้าใจความรู้สึก ที่เรื่องกลับพลิกผัน แม่ของมานพต่อว่า น้ำเสียงเคืองๆ

“จริงฉันก็เข้าใจนะคะ ว่ามานพผิดที่ไปแหย่เพื่อน แต่กะอีแค่ทำของเล่นไม่กี่สตางค์พังไม่เห็นต้องรุนแรงกับเพื่อนขนาดนี้เลย นี่ถ้าลูกฉันเลือดออกในสมองหรือกะโหลกยุบจะว่าไง”

“อย่าไปเข้าข้างลูกเราเกินไปนักเลยคุณ ทุกวันนี้จะเป็นลูกเทวดาอยู่แล้ว ลูกเราผิดไปแกล้งเพื่อนก่อน ครูเขาก็บอกว่าสันติไม่ได้ตั้งใจทำร้ายลูกเราซะหน่อย”

“เบิ้มไม่ได้แกล้งเพื่อนนะพ่อ เบิ้มพูดความจริง แม่ไอ้ติมันมีอาชีพอย่างว่า ไปขายตัวเมืองนอก” มานพโวยขึ้นมา

ทุกคนตะลึง มีคณาหน้าเสีย พ่อมานพเขกหัวลูกชาย “ถ้าแกเจ็บไม่พอ พ่อจะเขกให้แตกเอง พูดจาก้าวร้าวแม่คนอื่นได้ยังไง ดูลูกเธอนะ ก้าวร้าวขนาดไหน” มานพยังเถียงว่ามันเรื่องจริง “ยังอีก จะจริงหรือไม่จริงก็ไม่ใช่เรื่องของแกไอ้เบิ้ม พ่อถามแกหน่อยเถอะ ถ้าเกิดพ่อทำผิดต้องติดคุกแล้วเพื่อนแกมาล้อว่าไอ้ลูกขี้คุก แกจะรู้สึกยังไง” พ่อมานพถือโอกาสสอนลูก “จำไว้นะเบิ้ม ไอ้การที่พ่อแม่ทำผิดหรือทำอะไรพลาดไป ไม่ได้หมายความว่า แกจะต้องผิดหรือมารับผิดชอบความไม่ดีของพ่อแม่ด้วย ตัวแกก็ตัวแก เพื่อนแกก็เพื่อนแก

ถ้าเพื่อนเลวค่อยด่าเพื่อน อย่าเอาเรื่องพ่อแม่มาเกี่ยวด้วย เข้าใจไหม”

“เข้าใจครับพ่อ” มานพเสียงอ่อย

พ่อหันมาขอโทษมีคณาที่ตนกับแม่มานพ ไม่มีเวลาสั่งสอนลูก ปากจึงเสียไปบ้าง ต่อไปตนจะพยายามอบรมให้ดีกว่านี้ มีคณาไหว้ขอบคุณ แต่ยืนยันขอแสดงความรับผิดชอบจ่ายค่ารักษาพยาบาล ครูอรุณเห็นเรื่องคลี่คลายไปด้วยดี จึงให้พบกันครึ่งทาง ให้มีคณาจ่ายค่ายาเพียงอย่างเดียว พ่อมานพจึงบอกว่าพรุ่งนี้จะพามานพไปขอโทษสันติที่โรงเรียน มีคณาขอบคุณอีกครั้ง

เรื่องราวผ่านไปด้วยดี หิรัณย์สบตามีคณาอย่างให้กำลังใจ รู้ว่าเธอรู้สึกอย่างไร เมื่อมาส่งเธอหน้าบ้าน มีคณากล่าวขอบคุณที่เขาไม่พูดคำว่า...ผมบอกคุณแล้ว

“ผมไม่ชอบซ้ำเติมใครอยู่แล้วล่ะครับ”

“เสียดายนะคะ น่าจะพาสันติไปโรงพยาบาลด้วย เขาจะได้เห็นว่า พ่อคนที่มีความน่านับถือควรทำตัวยังไง ไม่ใช่ตัวอย่างผิดๆอย่างที่เขาเห็นมาตลอดชีวิต”

หิรัณย์ช่วยถือถุงอาหารลงมาส่ง พร้อมบอกให้ง้อหลาน ไม่เสียหายตรงไหน หญิงสาวยิ้มคงต้องทำ และขอบคุณเขาที่ช่วยเหลือและไม่ถามไถ่อะไร ชายหนุ่มตอบว่ายินดีโทร.หาได้ตลอด

มีคณาถือของเข้าบ้าน แปลกใจที่บ้านมืดมิด เธอวางของแล้วขึ้นไปเรียกสันติบนห้อง กลับพบว่าเขาเก็บเสื้อผ้าหนีไปแล้ว เหลือเพียงชุดนักเรียนที่ทิ้งไว้ พร้อมรถของเล่นที่ซื้อให้...มีคณาใจแป้ว วิ่งออกมาที่ลานใต้สะพาน ถามเด็กแถวนั้นว่าเห็นสันติไหม อาอึ้มเจ้าของร้านขายของชำละแวกนั้น เพิ่งรู้ว่าสันติเป็นหลานมีคณา จึงเตือนอย่าให้หลานมาเล่นกับเด็กพวกนี้ เพราะเด็กพวกนี้มาจากที่อื่น ทั้งลักขโมยและขายยา มีคณาใจเสีย

“วันนี้อาอึ้มเห็นหลานมี่บ้างไหมคะ”

“เห็น ช่วงเย็นๆอีมาเดินวนๆอยู่พักนึง แล้วก็ไปกับไอ้เด็กพวกนั้นแหละ”

“แล้วอาอึ้มพอจะรู้ไหมคะว่าติกับเด็กพวกนั้นไปไหนกัน”

อาอึ้มชี้ไปทางลัดออกปากคลองตลาด หญิงสาวรีบตามไปดู ไม่พบยิ่งหวั่นใจ เดินตามหาด้วยสีหน้าห่วงหลานสุดๆ จวบจนมืดค่ำ ตัดสินใจแจ้งความที่โรงพัก แต่เด็กหายไม่ถึง 24 ชั่วโมงยังแจ้งความไม่ได้ มีคณาขอร้องให้ตำรวจช่วยตามหาเพราะสันติเป็นเด็กต่างจังหวัดเพิ่งเข้ามากรุงเทพฯ ตำรวจขอรูปถ่ายเธอก็ไม่มี ตำรวจจึงพามีคณาซ้อนมอเตอร์ไซค์ออกตามหาละแวกใกล้เคียงจนดึกไม่พบ มีคณากลับบ้านท่าทางเหนื่อยอ่อน นั่งรอการกลับมาของหลาน

ooooooo

จนเช้า มีคณาสะดุ้งตื่นยังอยู่ในชุดเดิมผล็อยหลับไปที่โซฟา เธอรีบลุกขึ้นไปดูสันติบนห้อง ไม่มีจึงโทร.ถามตำรวจและขอร้องถ้าได้ข่าวอย่างไรช่วยแจ้งด้วย...

มีคณาอาบน้ำแต่งตัวรีบออกไปตามหาที่ปากคลองตลาดอีกครั้ง เมื่อไม่พบจึงลองโทร.ไปหาบานเช้า

ทางบ้านถูกตัดโทรศัพท์ ต้องโทร.มาที่ร้านขายของชำ เจ้าของร้านมักจะค่อนขอด “บอกผัวเธอว่างดเหล้าซักวันสองวัน เอาเงินไปจ่ายค่าโทรศัพท์ซะทีจะได้มีใช้ ไม่ต้องยืมจมูกชาวบ้านหายใจ เด็กคนงานของฉันมีไว้ช่วยขายของไม่ใช่เที่ยวตระเวนไปตามใครต่อใครมารับโทรศัพท์”

แต่พอบานเช้าสั่งซื้อข้าวสารและน้ำปลาหนึ่งขวด เจ้าของร้านก็ยิ้มออก น้ำเสียงอ่อนลงบอกอย่าคุยนานแล้วกัน...มีคณาหยั่งเชิงคุยจนรู้ว่าสันติไม่ได้อยู่ที่นั่น แต่กลับรู้ว่าสันติโทร.มาบ่นอยากกลับบ้าน บานเช้าขอให้เรียนจบประถมหกก่อน แถมยังรู้อีกว่า สันติโกหกว่าตนให้โทร.หาย่าได้บ่อยๆ พอบานเช้าขอคุยกับหลาน มีคณาต้องโกหกว่าออกไปเตะบอลกับเพื่อน...มีคณากลัดกลุ้มว่าสันติไปอยู่ที่ไหน ด้านบานเช้าถูกสามีกับลูกชายซักไซ้ว่ามีคณาทำอะไรสันติหรือเปล่า ถ้าทำพวกตนจะไปเล่นงานถึงที่ แถมยุให้ขอมือถือมาไว้ใช้พร้อมค่าใช้จ่าย

ระหว่างที่มีคณากำลังเครียดจัด หิรัณย์โทร.เข้ามาจะชวนออกมาทานก๋วยเตี๋ยวแถวบ้านเธอเอง หญิงสาวกำลังอยากได้กำลังใจ ความรู้สึกกลัว โดดเดี่ยวถาโถมเข้าใส่ ทำให้เธอร้องไห้สะอื้นออกมาอย่างสุดกลั้น หิรัณย์ตกใจ

“คุณมี่เป็นอะไรครับ ร้องไห้ทำไม คุณอยู่ไหน อยู่บ้านใช่ไหม ผมจะรีบเข้าไปเดี๋ยวนี้เลย”

ชั่วครู่ รถหิรัณย์ปราดเข้าจอดหน้าบ้าน หญิงสาวนั่งหน้าเศร้าอยู่หน้าบ้าน แต่หยุดร้องไห้แล้ว พอหิรัณย์เข้ามาถามไถ่ว่าเป็นอะไร เธอตอบเสียงราบเรียบ

“คนเราก็ต้องมีมุมอ่อนแอ อ่อนไหวกันทั้งนั้นแหละค่ะ”


“ผมดีใจนะครับ ที่คุณยอมให้ผมได้เห็นมุมนั้นของคุณบ้าง...ตกลงมีเรื่องอะไรกันแน่”

มีคณาตัดสินใจเล่าเรื่องให้ฟัง หิรัณย์อดต่อว่าไม่ได้ ว่ามีเพื่อนที่เป็นตำรวจแท้ๆกลับไม่นึกถึง มันน่าน้อยใจจริงๆ หญิงสาวถอนใจถามต่อว่าพอหรือยัง หิรัณย์ชะงักหันมาถามเป็นเรื่องเป็นราว ว่าพบสันติครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ มีรูปเด็กบ้างไหม มีคณาเอารูปติดบัตรที่ถ่ายตอนสมัครเรียนมาให้ หิรัณย์จัดการถ่ายด้วยมือถือแล้วส่งเข้าเฟซบุ๊กตัวเอง เขาถามทำไมไม่ลงประกาศคนหาย

“ทำไม่ได้หรอกค่ะ กลัวทางบ้านสันติเขารู้ เดี๋ยวจะเป็นเรื่องราวใหญ่โต นี่ฉันจนปัญญาไปหมดแล้ว ตั้งใจว่าพักสักเดี๋ยวจะลองออกไปตามหาที่ปากคลองตลาดกับหัวลำโพงอีกที”

หิรัณย์ย้อนถามว่าทางบ้านสันติไม่ได้เล่นโซเชียลเน็ตเวิร์กใช่ไหม มีคณาว่าโทรศัพท์ยังไม่มีใช้เลย หิรัณย์ถามใช้ชื่ออะไรหน้าวอลล์ตนจะส่งเข้าไปให้ มีคณาส่ายหน้าไม่เคยเล่น ชายหนุ่มเหล่มอง จัดการตั้งหน้าเฟซให้ พร้อมส่งเข้ามือถือเธอ

“เรียบร้อยแล้ว โพสต์ซะใจคอคุณนี่ไม่คิดจะสังคมกับใครบ้างเลยเหรอ”

“ฉันไม่ใช่คนประเภทที่ชอบระบายความในใจให้ใครฟัง คิดอะไร รู้สึกยังไง จะไปไหนมาไหนทำไมต้องบอกให้ใครต่อใครรู้ด้วย”

หิรัณย์ว่าสนุกดี ไม่ทันไรมีข้อความส่งกลับมาว่า มีคนเห็นสันติแถววังบูรพา แต่เป็นเมื่อคืน มีคณาจะตามไปดูที่นั่น พลัน หมวดดาวติดต่อมาพอดีว่าเห็นข้อความในเฟซ หิรัณย์หันมาถามมีคณาว่าตนเล่าเรื่องสันติให้หมวดดาวฟังได้ไหม หญิงสาวพยักหน้าหน่ายใจ...พอหมวดดาวรู้ความเป็นมาทั้งหมดก็บอกว่าจะตามมาสมทบกับพวกเขา

ooooooo

หิรัณย์กับมีคณานั่งรอหมวดดาวที่ร้านอาหาร หิรัณย์เข้าใจและเห็นใจที่ทำไมเธอถึงอึดอัดที่จะเล่าเรื่องหลานชาย มีคณายอมเปิดเผยว่าไม่เพียงแม่ของสันติที่ทำอาชีพนี้ น้องสาวอีกสองคนก็ทำ และเสียชีวิตไปแล้วหนึ่งคน อีกคนหายไปทางใต้ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร

หิรัณย์ปลอบใจไม่ต้องอายที่มีญาติทำงานแบบนี้ มีคณาโต้ว่าเขาไม่เข้าใจ ชายหนุ่มสวน

“คุณต่างหากที่ยังไม่เข้าใจ จำที่พ่อมานพพูดที่โรงพยาบาลได้ไหมครับ...การที่พ่อแม่ติดคุกไม่ได้หมายความว่าลูกจะเลวซะหน่อย การที่คุณมีญาติทำอาชีพแบบนั้น มันก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าในตัวคุณกับสันติลดลงแม้แต่นิดเดียว”

“พ่อของมานพเป็นคนดี เข้าใจโลก สารวัตรก็เป็นคนเข้าใจชีวิตได้ง่ายเหมือนกัน แต่คนอื่น...”

“แต่คนอื่นไม่มีความสำคัญเท่ากับตัวคุณเองนะคุณมี่ ผมว่าใจคุณเองตะหากที่พยายามลดคุณค่าตัวเองอยู่ตลอดเวลา คุณกลัวไปเอง คุณให้ค่ากับมันมากเกินไปทั้งที่มันเป็นเรื่องนิดเดียวหมวดดาวมาช่วยตามหาสันติด้วยใจ ไม่สนหรอกว่าสันติจะมาจากไหน พ่อแม่ญาติพี่น้องทำอาชีพอะไร สิ่งแรกที่หมวดดาวสน คงเป็นเรื่องจะหาตัวสันติเจอได้ที่ไหนมากกว่า”

น่าอายจังเลยนะคะ ได้คุยกับสารวัตร ทำให้ฉันมอง ตัวเองชัดขึ้นเยอะ ฉันเหมือนคนหน้าไหว้หลังหลอก วันๆ ทำข่าวซ่อง ทำข่าวโสเภณีรายงานปัญหาต่างๆ ให้ประชาชนรับรู้ แต่ตัวเองกลับซ่อนปัญหาหลานตัวเองเอาไว้ โดยที่ไม่เคยคิดช่วยหลานตัวเองเลย” มีคณาน้ำตารื้น

หิรัณย์มองอย่างเข้าใจและเห็นใจ มีคณารู้ตัวแล้วว่า ตัวเองเอาแต่ดูถูกญาติพี่น้องจนนึกดูถูกตัวเองไปด้วย พ่อของตนก็ไม่ต่างจากบุญสมพ่อเลี้ยง เอาเปรียบ ผู้หญิงเหมือนกัน หญิงสาวน้ำตาไหลริน หิรัณย์บีบมือปลอบใจ ว่าผู้ชายไม่ได้เป็นเหมือนพ่อกับพ่อเลี้ยงเธอเสียทุกคน

หมวดดาวโผล่ามาพอดี รีบขอโทษที่มาผิดจังหวะ ทั้งคู่ผละออกจากกันเขินๆ หมวดดาวเข้าเรื่องทันที หิรัณย์เช็กข้อความในเฟซ พบว่า มีคนเห็นสันติแถวท่าน้ำศิริราชเมื่อตอนกลางวัน หมวดดาวประมวลเหตุการณ์ เชื่อว่าสันติวนเวียนอยู่แถวนั้น จึงบอกหิรัณย์ว่าเริ่มต้นหาที่สะพานพุทธก่อนเลย มีคณาชำเลืองมองอย่างทึ่ง

หิรัณย์พาขับรถวนเวียนไปตามทางที่หมวดดาวบอก โดยให้มีคณากับตัวเธอหมอบลง

“สารวัตรขับไปก่อนค่ะ พอฉันบอกให้จอดก็จอดนะคะ” สักพักหมวดดาวก็ให้จอดและหรี่ไฟหน้ารถ เปิดไฟกะพริบ หิรัณย์ทำตาม

ไม่คาดคิด เด็กวัยรุ่นราว 11-15 ปีหลายคนออกมาจากสุมทุมพุ่มไม้ ตรงมาที่รถ มีคณาตื่นตกใจ หมวดดาวให้ทำตัวปกติ ยิ้มได้ก็ยิ้มไป เด็กมาถึงก็เคาะกระจกพยายามให้เลือกสนใจตัว หิรัณย์สบตาหมวดดาวแล้วเปิดประตูลงไป เด็กเริ่มรู้ตัววิ่งหนี ทั้งสองคว้าเด็กไว้ได้คนละคน หิรัณย์ให้หมวดดาวเลือกจะเอาคนไหน

“เอาคนของสารวัตรไว้ รูปร่างหน้าตาดี น่าจะตัวทำเงิน” หมวดดาวดึงเด็กที่ตัวเองจับได้มาสั่ง “กลับไปบอกลูกพี่เรานะว่าฉันอยากคุยด้วย”

“พี่โอ่งไม่โง่มาให้จับหรอก”

“งั้นไปบอกพี่โอ่งของนายว่า เราไม่ได้มาจับ แค่อยากถามอะไรหน่อย ถ้าเขาไม่ยอมมาคราวนี้แหละจะจับจริง ทั้งจับทั้งกวาดให้หมด ไม่ให้เหลือเกะกะลูกกะตาแม้แต่คนเดียว เข้าใจไหม...รีบไปสิ”

เด็กตกใจกลัววิ่งจู๊ดไป มีคณายังงงว่าเด็กรู้ได้อย่างไรว่าเป็นตำรวจ หิรัณย์ตอบว่าพวกเด็กมีเรดาร์พิเศษ สัญชาตญาณของพวกมิจฉาชีพ...มีคณาเอารูปสันติออกมาถามเด็กที่หิรัณย์จับ เด็กมีท่าทีหลุกหลิก ปฏิเสธไม่เคยเห็น หิรัณย์โวยว่าโกหก

“ผมไม่ได้โกหก มีเด็กใหม่เข้ามาทุกวัน ย้ายไปขายแหล่งอื่นทุกคืนไม่ซ้ำที่หรอก ใครจะจำได้ มืดก็มืด”

มีคณาใจเสียว่าเด็กทุกคนขายอะไร เด็กยอมรับถ้าไม่ขายก็ตาย หญิงสาวหายใจไม่ทั่วท้อง ภาวนาขออย่าให้สันติหลงเข้ามาในกลุ่มนี้...เด็กที่หมวดดาวปล่อยตัววิ่งมาที่รถกระบะคันหนึ่งเคาะเรียกลูกพี่โอ่งซึ่งนอนกกแฟนอยู่โผล่พรวดออกมาโวยวาย เด็กบอกว่าตำรวจจับติ๊บไว้ ให้โอ่งไปคุยด้วย โอ่งกลัวลานจะหนี เด็กดึงลูกพี่ไว้

“มันบอกว่าแค่มีเรื่องอยากถาม ถ้าพี่ไปคุย มันจะยอมปล่อยไอ้ติ๊บ ไม่จับพี่ด้วย แต่ถ้าไม่ไปเจอ มันจะตามจับพวกเราทุกวัน ให้หมดทางหากินกันเลย”

โอ่งอึ้ง ยอมเดินมาอย่างกล้าๆกลัวๆ เห็นหิรัณย์ล็อกตัวติ๊บไว้ หมวดดาวกระชับปืนป้องกันตัว โอ่งตกใจจะวิ่งหนี หมวดดาวรีบบอกว่าไม่ยิง โอ่งย้อนถามถ้าตนตอบคำถามแล้วจะไม่จับตนเข้าคุกแน่หรือ หมวดดาวสัญญา โอ่งทำหน้าเหยียดๆ ไม่เชื่อสัญญาของตำรวจ

หมวดดาวข่มอารมณ์ส่งรูปให้โอ่งดู ถามว่าเด็กคนนี้อยู่ที่ไหน โอ่งเล่นลิ้นว่าเด็กใหม่จำไม่ได้ หมวดดาวหมั่นไส้รวบตัวโอ่งล็อกแขนไพล่หลังผลักกระแทกรถ โอ่งร้องไหนว่าไม่จับ

ooooooo

ฟ้ากระจ่างดาว

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด