ตอนที่ 4
ครอบครัวครูอรุณกับครูวีณามีลูกสามคน คนโตกับคนที่สองเป็นชาย ชื่อข้าวเม่ากับข้าวตอก คนเล็กเป็นผู้หญิงชื่อดอกไม้ ข้าวตอกอายุเท่ากับสันติ จึงเข้าคู่กันได้ดี ข้าวแม่คอยดูแลน้อง ทุกคนในบ้านมีหน้าที่ต้องทำ แรกๆสันติก็ทำตามข้าวตอกไปเรื่อยแต่มักจะเล่นเพลินไม่ยอมเลิก
เมื่อมีคณาเดินทางมาถึงเชียงราย คำปันถีบรถรับจ้างมารอรับ หิรัณย์ทักทายแล้วให้ขี่รถตามรถที่สุภาพบุรุษนั่งไป มีคณาขอโทร.หาที่บ้าน หิรัณย์เข้าใจว่าคงรายงานแม่...ครูวีณาเล่าว่าสันตินอนกับข้าวตอกไม่ต้องห่วง เด็กไม่กล้าดื้อเวลาอยู่กับครู แถมเป็นครูใหญ่อีกต่างหาก
มีคณาโล่งใจ พอมาถึงโรงแรมพบว่าต้องพักห้องเดียวกับหิรัณย์ให้สมกับเป็นคู่ฮันนีมูนก็ใจเสีย ถามไม่แยกห้องพักตำรวจชายหญิงหรือ หิรัณย์ส่ายหน้า พอเข้ามาในห้องเขาก็บอกว่า
“เขาจัดห้องพ่วงเอาไว้ให้ครับ”
หมวดดาวเปิดประตูพ่วงอีกห้องเข้ามา มีคณาใจชื้น ทักทายหมวดดาว เธอบอกให้เข้าไปพักห้องเดียวกับเธอ หิรัณย์รีบเล่า “วันนี้คุณมี่เผชิญหน้ากับสุภาพบุรุษที่สนามบิน รับมือได้ดีมากเลยหมวด ผมลุ้นจนตัวเกร็งเลย”
“ก็หวังว่าต่อไปจะทำได้ดีแบบนั้น ไม่หลุดไม่พลาดขึ้นมาก็แล้วกัน” หมวดดาวยังนิ่งเชิด
มีคณารับรองจะไม่ทำให้งานเสีย จ่าโจซึ่งนั่งคุมเครื่องดักฟัง แทรกขึ้นมา สุภาพบุรุษมีการเคลื่อนไหว หิรัณย์กับหมวดดาวรีบเข้าไปฟังใกล้ๆ
“คิดว่ากำลังติดต่อกับเป้าหมายอีกรายครับ โทร.แจ้งว่ามาถึงแล้ว ทุกอย่างเหมือนเดิม วางสายไปแล้วครับ ยังไม่ได้กำหนดนัดหมายสถานที่ครับ”
หมวดดาวบ่น คงนัดกันนาทีสุดท้ายก่อนลงมือ หิรัณย์ให้จ่าโจเช็กปลายสายว่าอยู่ที่ไหนแล้วหันมาชวนมีคณาลงไปทานอาหารเย็น มีคณาบ่ายเบี่ยงให้ไปกับหมวดดาว เธอสวนทันควัน
“ไปได้ยังไงล่ะ สุภาพบุรุษเห็นคุณมากับสารวัตร เกิดบังเอิญลงไปเจอฉันไปกับสารวัตรมันได้สงสัยตายเลย หมอนี่ยิ่งขี้ระแวงอยู่ด้วย”
มีคณาตกใจลืมไป หมวดดาวตำหนิอย่าลืมบ่อย หิรัณย์เห็นมีคณาเจื่อนลงจึงชวนซ้ำระหว่างทางเดิน มีคณาบ่นรู้สึกหมวดดาวจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าตน หิรัณย์โต้ไม่มีเหตุผล
“ฉันว่าหมวดดาวอาจจะแอบชอบคุณอยู่ก็ได้ เลยไม่ค่อยพอใจที่ฉันเข้ามาวุ่นวายด้วย”
“ไม่ใช่หรอกครับ ลักษณะหมวดดาวเขาเป็นแบบนั้นเอง จริงๆแล้วไม่มีอะไรเลย ถ้าคุณคุ้นกับเขามากขึ้นก็จะเข้าใจ”
มีคณายังลังเล หิรัณย์แกล้งบอกถ้าตนรู้หมวดดาวชอบตน คงไม่ปล่อยให้รอดมือมาถึงวันนี้ หญิงสาวเกรงจะวกเข้าตัวรีบเปลี่ยนเรื่อง ทานเสร็จชวนกลับห้องพัก หิรัณย์ยังคงเดินเล่น
“เรามาทำงานนะคะ ไม่ได้มาเที่ยว” มีคณาท้วง
“ก็ทำงานอยู่นี่ไงครับ เราแกร่วรออยู่ข้างนอก เผื่อสุภาพบุรุษเคลื่อนไหว เราะจะได้รับช่วงตามต่อจากทีมหน้าโรงแรม”
มีคณาทึ่งกับการทำงานเป็นทีมของหิรัณย์ ชายหนุ่มยิ้มบอกเธอว่ามาด้วยกันคราวนี้ เธอจะได้ข้อมูลเชิงลึกไปเขียนข่าวเลย หญิงสาวปลื้มเป็นประสบการณ์ที่ดีของนักข่าวอย่างตน หิรัณย์สวนว่า ต่อชีวิตตำรวจของตนด้วย มีคณาชะงักเขินเดินนำหน้าไป หิรัณย์ตามยิ้มกริ่ม
คืนนั้น มีคณาอาบน้ำแต่งตัวรัดกุมออกมาจากห้องน้ำ ค่อยๆย่องมาที่เตียงเกรงทำให้หมวดดาวตื่น เธอพูดลอยๆขึ้นว่า ไม่ต้องย่องขนาดนั้น ตนมาทำงานไม่เคยหลับสนิท พอเห็นการแต่งตัวของมีคณาก็ถามว่าจะนอนชุดนี้หรือ มีคณาตอบว่าตนมาทำงานต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา
“เป็นงานเหมือนกันนี่” ว่าแล้วหมวดดาวก็สลัดผ้าห่มลงจากเตียงในชุดรัดกุมเช่นกัน เธอออกไปสมทบกับพวกหิรัณย์อีกห้อง มีคณากระชับแว่นยิ้มๆก่อนจะหันมาพนมมือสวดมนต์
หมวดดาวมาถามความคืบหน้าสุภาพบุรุษ ทั้งหิรัณย์และจ่าโจตอบขำๆ ตอนแรกนึกว่ามีความคืบหน้าที่ไหนได้ เป็นเสียงกรนของสุภาพบุรุษ จ่าโจให้หิรัณย์ไปพักก่อน อีกไม่กี่ชั่วโมงจะมีจ่าชาญมาผลัดเวรกับตน หิรัณย์จึงเดินมาเมียงมองมีคณา เห็นเธอนอนหลับตาพริ้มก็เบาใจหมวดดาวมองนิ่งๆอย่างเดาความรู้สึกไม่ออก
รุ่งเช้า มีคณาอาบน้ำแต่งตัวออกอีกห้อง เห็นจ่าชาญมาทำงานแทนจ่าโจอยู่กับหิรัณย์ จ่าชาญรายงานว่า สุภาพบุรุษอาบน้ำเสร็จแล้ว หิรัณย์จึงบอกมีคณา
“งั้นเราลงไปทานอาหารเช้ากันเถอะ เตรียมทุกอย่าง ให้ครบ พร้อมออกเดินทางทันที”
“ค่ะสารวัตร” มีคณารับคำ หิรัณย์ท้วงต้องเรียกพี่รัณ มีคณาเหยียดปากใส่ก่อนจะเดินหนี
ทั้งสองเดินเข้ามาในห้องอาหารของโรงแรม เห็นหมวดดาวนั่งทานอาหารอยู่มุมหนึ่ง หิรัณย์ทำทีไม่รู้จักกัน มีคณาชวนคุยเสร็จงานขอสัมภาษณ์จ่าโจกับจ่าชาญ หิรัณย์ไม่อยากเปิดตัวลูกน้องเท่าไหร่เพราะไม่สะดวกในการปลอมตัวงานต่อไป หญิงสาวรับรองลงแค่บทความไม่ลงรูป หิรัณย์เห็นสุภาพบุรุษเดินมารีบสะกิดบอก ทำทีหวานใส่ มีคณาแปลกใจที่ทำไมสุภาพบุรุษถึงไม่สั่งอาหารขึ้นไปทาน หิรัณย์บอกว่าเขาฉลาดพอที่จะทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวธรรมดา
ooooooo
ด้านสันติ ผ่านไปหนึ่งวันก็เริ่มออกลาย เมื่อครูทั้งสองจะออกไปธุระนอกบ้านสั่งข้าวเม่าดูแลน้องดีๆ และให้เงินไว้ซื้ออาหารกลางวันจำนวนหนึ่ง สันติเมียงมอง แล้วก้มหน้ากินข้าวต่อ เด็กทั้งสามสวัสดีพ่อกับแม่ เหลือสันติเงยหน้ามาเห็นครูทั้งสองยืนมอง ก็ยิ้มแหยๆยกมือไหว้
พอครูไปแล้ว สันติก็ชวนข้าวตอกเอาข้าวไปกินบนห้องนอนเพื่อเล่นเกมไปด้วย ข้าวเม่าต้องกำชับ อย่า ให้หก มดจะขึ้น...
ส่วนมีคณาเห็นหิรัณย์ทานอาหารสบายใจ ทั้งที่สุภาพบุรุษลุกออกไปแล้ว เตือนเกรงจะคลาดกัน เขากลับบอกว่ายังไม่ถึงคิว มีคณามองไปจึงรู้ว่าหมวดดาวลุกตามไปก่อนแล้ว จากนั้นสุภาพบุรุษมาคุยกับพนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์ เพื่อติดต่อรถนำเที่ยว หิรัณย์บอกมีคณาว่า
“ทีมเรารู้โปรแกรมหมดแล้วว่าวันนี้เขาจะไปเที่ยวไหน ยังไม่มีการนัดหมาย ผมว่าวันนี้คงไม่เคลื่อนไหวอะไร แค่ออกมาแสดงละครว่าเป็นนักท่องเที่ยวให้สมจริงก็เท่านั้น เราแค่ตามดูอยู่ห่างๆไม่น่าจะมีอะไร...เราขึ้นไปทำธุระส่วนตัวข้างบนซัก 15 นาทีค่อยตามไป”
มีคณาแอบบ่นช่างใจเย็นเสียจริงๆ...ทันทีที่สุภาพบุรุษขึ้นรถออกไป ก็มีรถรับจ้างที่หมวดดาวนั่งสะกดรอยตาม เธอตามดูเห็นสุภาพบุรุษเอาแต่จับจ่ายซื้อของ และถ่ายรูปร้านค้าจนกระทั่งเที่ยง จึงเข้าไปในร้านอาหาร หมวดดาวโทร.ส่งข่าวหิรัณย์
“สุภาพบุรุษช็อปปิ้งตั้งแต่เช้า ถ่ายรูปไปทั่ว ทำตัวเหมือนนักท่องเที่ยวมาก มันระวังตัวเต็มที่ นี่คงหิว เข้าไปทานอาหารแล้ว”
หิรัณย์อยู่กับมีคณาบนรถรับจ้างของคำปัน เขารับเรื่องจากหมวดดาวแล้วบอกให้เธอไปพักได้ มีคณาสีหน้าตื่นเต้นจะร่วมทำงานจริงๆจังๆ...สุภาพบุรุษมาเดินชมสวนดอกกล้วยไม้ถ่ายรูปเล่นเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป หิรัณย์ส่งข่าวทีมงาน
“ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร ทีมเสริมเข้ามาในสวนแล้วใช่ไหม”
มีคณาเห็นสุภาพบุรุษคุยกับชายฝรั่งอีกคน รีบสะกิดบอก หิรัณย์วางสายปรายตามอง มีคณาถามรู้จักบ้างไหม เขารู้สึกคุ้นหน้า แต่ไม่แน่ใจว่าใช่ไกด์ที่เคยหากินแถวพัทยาหรือไม่รับจ้างหาของให้ทุกอย่าง หิรัณย์ขอยืมกล้องถ่ายรูปของมีคณา จะทำทีเป็นถ่ายรูปเล่น มีคณารู้แกวแสดงละครร่วม
“พี่รัณคะ ถ่ายมุมนี้ดีกว่าค่ะ” มีคณาขยับไปยืนให้สุภาพบุรุษกับชายฝรั่งเป็นแบล็คกราวด์
หิรัณย์รัวชัตเตอร์รวมทั้งเอามือถือตัวเองถ่ายร่วมด้วย มีคณาเอาจริงเอาจังถึงขนาดขยับไปใกล้สุภาพบุรุษมากเกินไป สองคนหันมามอง แทนที่เธอ จะตกใจกลับบ่นว่า
“เสียดายไม่มีภาพคู่เลย พี่รัณขอใครช่วยถ่ายให้หน่อยสิคะ”
ฝรั่งที่มาคุยด้วยชื่อนอร์เบิร์ตเสนอตัวถ่ายให้ มีคณาทำทีตกใจที่เขาพูดไทยได้ นอร์เบิร์ตบอกว่าตนทำงานอยู่เมืองไทยมาหลายปีแล้ว หิรัณย์รีบขอบคุณ ตั้งท่าถ่ายภาพกับมีคณาอย่างคู่รักหวานแหวว จนมีคณาต้องขยับแว่นเขินๆ สุภาพบุรุษเข้ามาถามว่าทั้งสองมาฮันนีมูนหรือ หิรัณย์ยิ้มรับ มีคณามองหน้าสุภาพบุรุษแล้วโพล่งขึ้น
“ฉันคุ้นหน้าคุณจังเลย อ๋อ นึกออกแล้ว เรามาไฟท์เดียวกันใช่ไหมคะ”
“ครับ เราพักโรงแรมเดียวกันด้วย ผมเห็นคุณที่ห้องอาหารตอนเช้า” สุภาพบุรุษรับคำ
“อ๋อเหรอคะ ฉันไม่ทันได้สังเกต”
“มาฮันนีมูนก็ยังงี้ล่ะครับ ไม่มีเวลาไปมองใครอยู่แล้ว” หิรัณย์สบตามีคณาหวานซึ้ง
มีคณาเขิน หิรัณย์ตัดบทชวนไปถ่ายรูปตรงอื่นบ้าง มีคณายิ้มแย้มโบกมือลาสุภาพบุรุษ หิรัณย์รวบมือเธอจูงเดินออกไป แล้วกระซิบถามว่าสองฝรั่งยังมองอยู่หรือเปล่า หญิงสาวตอบว่ายังมองอยู่ ไม่รู้ว่าจะสงสัยไหม
“ผมคิดว่าไม่นะ คุณเรียกผมว่าพี่รัณซะหวานขนาดนั้น...ถ่ายรูปอีกใบเราต้องกลับแล้วล่ะเดี๋ยวให้คนอื่นตามต่อ”
“แล้วเราสองคนจะไปไหนต่อคะ”
“กลับโรงแรมครับ ถ้าวันนี้เขาเจอเราอีกครั้งเดียวทุกอย่างจบแน่” หิรัณย์โทร.สั่งเปลี่ยนเวรแล้วโอบเอว
มีคณาเดิน เธอหยิกเอวเขาให้ปล่อยเพราะไม่มีใครมองแล้ว
ส่วนสุภาพบุรุษที่คุยกับนอร์เบิร์ตก็มีตำรวจนอกเครื่องแบบรับหน้าที่ตามต่อ
ooooooo
หลังอาหารกลางวัน ข้าวเม่าให้ข้าวตอกเป็นคนล้างจาน แต่สันติชวนข้าวตอกไปเล่น จะให้ดอกไม้เป็นคนล้าง ดอกไม้ไม่ยอมเพราะหน้าที่ตนล้างมื้อเย็น มื้อเช้าเป็นหน้าที่ข้าวเม่าข้าวตอกรู้หน้าที่ตัวเองดีบอกสันติว่าไปช่วยกันล้างเดี๋ยวเดียว แต่สันติกลับโวย
“ไม่ล้าง ทำไมต้องมาบังคับกันด้วย ผู้ชายไม่ทำงานอะไรแบบนี้หรอก ให้ดอกไม้ทำสิ”
“บ้านนี้มีกฎระเบียบ จะอยู่ด้วยกันต้องเคารพกฎ ต้องช่วยเหลือกัน” ข้าวเม่าสอน
สันติเริ่มพูดจาหยาบคาย ผลักดอกไม้ให้ไปล้างจานหน้าคะมำ ข้าวตอกไม่พอใจที่มาทำน้องสาว ต่อว่า สันติแต่สันติกลับกราดเกรี้ยวใส่
“ก็ให้มันล้างจานสิ จะปล่อยให้มันมานั่งๆ นอนๆ สบายทำไม ไม่ใช่อีตัวดาวเด่นซะหน่อยจะได้นอนกระดิกตีนสบายๆ”
สามพี่น้องตกตะลึงกับคำพูดหยาบคายของสันติ แถมยังย้ำว่าผู้หญิงทุกคนเป็นอีตัวทั้งนั้น โตขึ้นก็ต้องขายตัว สันติพูดไม่ทันจบ ข้าวตอกชกหน้าสันติทันที ข้าวเม่าช่วยน้องรุมดอกไม้ตกใจร้องกรี๊ดๆลั่นบ้าน ครูอรุณกับครูวีณากลับมาพอดี รีบสั่งให้หยุด
ครูอรุณซักถามเรื่องราวแล้วลงโทษ ให้ข้าวเม่านั่งสมาธิในห้องพระ 5 ชั่วโมง ฐานเป็นพี่ไม่ห้ามปรามกลับร่วมมือด้วย ให้ข้าวตอกนั่งสมาธิ 3 ชั่วโมง ฐานลงมือชกต่อยก่อน แทนที่จะคุยด้วยเหตุผล ข้าวตอกไม่พอใจ โต้ว่าตนปกป้องน้อง ครูวีณาสอนอย่างอ่อนโยน
“แม่ดีใจที่ลูกรักและพยายามปกป้องน้อง แต่วิธีการของลูกมันไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นอย่าเถียงคุณพ่อ นั่งสมาธิทบทวนความผิดของตัวเองไป”
ครูอรุณหันมาบอกสันติให้นั่งสมาธิ 2 ชั่วโมง เพื่อทบทวนความผิดที่พูดจาไม่สุภาพ ดูถูกผู้หญิง ไม่ทำงานตามหน้าที่รับผิดชอบ สันติเถียงว่าตนไม่ใช่ลูก ไม่มีสิทธิ์มาขังตน
“ครูไม่ได้ขัง ครูให้เรานั่งสมาธิ คิดทบทวนกับสิ่งที่ทำลงไป ให้รู้ว่าตัวผิดแล้วจะไม่ทำซ้ำอีก ถ้าใครลุกออกจากห้องพระ จะอดข้าวมื้อเย็น”
ข้าวเม่าและข้าวตอกนั่งหลับตา แต่สันติกลับสายตาขุ่นมัว ขบกรามแน่นไม่สำนึก...ตกดึก ข้าวตอก ก็ไม่ยอมนอนร่วมห้องกับสันติ เขาหอบหมอนไปปูนอนหน้าเตียงห้องพ่อแม่ แถมขู่สันติไว้ว่านอนคนเดียวระวังผีหลอก สันติชักใจคอไม่ดี...และคืนนั้นข้าวตอกก็ได้ยินพ่อกับแม่คุยกันถึงเรื่องของสันติ แม่ไม่อยากเชื่อว่าหลานมีคณาจะปากร้ายและมีความคิดผิดๆแบบนี้ ครูอรุณชี้แจงว่ามันเป็นความผิดของผู้ใหญ่ที่ปลูกฝังลูกหลานมาแบบนั้น มีคณาเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังก่อนหน้านี้แล้ว ว่าผู้หญิงในหมู่บ้านที่สันติอยู่ จะต้องขายตัวหา เงินมาเลี้ยงครอบครัว รวมทั้งแม่ของสันติด้วย ข้าวตอกยิ้มกริ่มเมื่อรู้กำพืดของสันติ
ooooooo
หิรัณย์ส่งภาพจากมือถือไปให้หมวดดาวค้น ข้อมูลว่านอร์เบิร์ตเป็นใคร...พอกลับมาถึงห้องพัก มีคณาก็ถอดเมมโมรีการ์ดจากกล้องให้จ่าโจเปิดดูภาพเพิ่มเติม หมวดดาวออกมาจากอีกห้อง พร้อมรายงานว่านอร์เบิร์ต ซิม์ป เป็นคนจัดหาของให้สุภาพบุรุษอย่างที่หิรัณย์สงสัยจริงๆ
จ่าชาญโพล่งขึ้นว่า รูปที่ให้เปิดดูก็ไม่ต้องใช้แล้ว ทุกคนหันไปมอง เป็นภาพสวีทหวานของหิรัณย์กับมีคณาที่นอร์เบิร์ตถ่ายให้ รวมกับภาพอื่นๆที่มีสุภาพบุรุษเป็นแบ็กกราวน์ หมวดดาวแกล้งชมว่าภาพสวย มีคณาเขินเดินหนีเข้าห้อง หิรัณย์รีบดึงเมมโมรีการ์ดคืนมาอย่างอายๆ
เวลาผ่านไป มีคณานั่งดูข่าวอย่างกระวนกระวาย รอการเคลื่อนไหวของสุภาพบุรุษ หมวดดาวบอกหิรัณย์ให้ชวนคู่ฮันนีมูนลงไปทานข้าว มีคณารู้สึกเขินหนักเข้าไปอีก
“คืนนี้ห้องเรือนตาวัน จัดขันโตก ที่นี่เขามีชื่อนะ มีการแสดงรำๆฟ้อนๆด้วย บางทีสุภาพบุรุษกลับมาเร็ว อาจจะแวะไปทานอาหารที่นี่” หมวดดาวแจกแจง
มีคณาข้องใจทำไมคิดว่าเขาจะแวะร้านนี้ หมวด ดาวรู้มาว่าสุภาพบุรุษสนใจนางรำอยู่คนหนึ่ง หิรัณย์แซว ช่างรู้ลึกจริงๆ หมวดดาวยิ้มรับ
“แน่นอนค่ะ ถ้าเจอสุภาพบุรุษจริงๆ ช่วยแสดงให้สวีทสมกับเป็นคู่ฮันนีมูนด้วยนะคะอย่าไปทำอะไรให้มันสงสัยได้ล่ะ” หมวดดาวทำหน้านิ่งเชิดเดินไปอีกห้อง
หิรัณย์ตั้งวงแขนให้มีคณาควงพร้อมกับบอกว่าตนหิวแล้ว หญิงสาวถลึงตาใส่อายๆ...ระหว่างนั่งอยู่ในห้องอาหาร หิรัณย์คุยเรื่องครอบครัวให้มีคณาฟังว่าพ่อกับแม่ไม่ได้สนับสนุนให้เป็นตำรวจ อยากให้ทำธุรกิจอย่างพี่ชายหรือเป็นวิศวกรอย่างพ่อมากกว่า แต่ก็ไม่บังคับอะไรมีคณาดักคอ ที่เล่ามานี่เพราะอยากให้ตนเปิดเผยเรื่องส่วนตัวบ้างใช่ไหม ชายหนุ่มชะงักที่รู้ทัน
“ฉันไม่ชอบเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟัง แล้วคุณก็ไม่จำเป็นต้องรู้ด้วย เพราะจบงานทำข่าวสกู๊ปนี้ ฉันก็คงกลับไปทำข่าวตามแนวถนัดเหมือนเดิม”
หิรัณย์ยิ้มแหยๆ พลันมือถือเขาดังขึ้น เขากดรับสายสีหน้าเครียดลงหันมาบอกเธอว่า ได้เวลาทำงานแล้ว
หน้าผับเล็กๆแห่งหนึ่ง หมวดดาวและพวกกระจายกำลังกันดักซุ่มอยู่ หิรัณย์พามีคณาหลบมาอีกมุม เสียงเพลงสนุกสนานดังออกมาต่อเนื่อง มีรถจอดหลายคันที่หน้าผับ แต่ไม่มีคน มีรถกระบะคันหนึ่งขับเข้ามาหาที่จอดโดยปิดไฟหน้ารถ ทุกคนเตรียมพร้อม มีคณาอดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ ไม่กี่อึดใจ สุภาพบุรุษเดินออกมาจากผับ เข้าไปคุยกับคนขับรถ ไม่นานผู้ชายในรถสามคนก็ลงมา ต่างถือกระเป๋าใบย่อมคนละใบ ทั้งสามเดินตามสุภาพบุรุษจะเข้าผับ หิรัณย์กระซิบบอกมีคณาว่า พวกมันคงเอาของไปสับกันหลังร้าน พอตอนนั้นเราจะเข้าจับกุม มีคณาเตรียมกล้องในมือพร้อม ทันใด เสียงมือถือของสุภาพบุรุษดังขึ้น เสียงเหมือนสัญญาณเตือนภัย
สุภาพบุรุษตกใจร้องบอกพวกให้หนี เสียงหมวดดาวสั่งลุยทันที ตำรวจกรูออกจากที่ซ่อนไล่จับคนร้าย มีคณาเก็บภาพเหตุการณ์เอาไว้ เหลือบเห็นนอร์เบิร์ต
อยู่บนดาดฟ้าของผับ หิรัณย์ดึงเธอหลบกระสุนคนร้ายที่ยิงมาได้ทัน มีคณาตกใจเอามืออุดหูหน้าเสีย หิรัณย์สั่งให้เธอหลบอยู่ตรงนี้ห้ามออกไป ตัวเขาวิ่งไล่ยิงคนร้ายอย่างดุเดือด
คนที่มาเที่ยววิ่งหนีกันจ้าละหวั่น มีคณาเห็นนอร์เบิร์ตวิ่งปะปนออกมาด้วย จึงเก็บภาพไว้ทุกช็อต จนขึ้นรถขับออกไป...เสียงปืนยิงกันลั่นสนั่นทุ่ง ตำรวจบางนายโดนยิง สิ้นเสียงปืน ทุกอย่างสงบลง สุภาพบุรุษถูกรวบตัวไว้ได้ มีคณาพยายามถ่ายภาพไว้ทุกขั้นตอน
“ก่อนจะเอารูปอะไรไปลง ขอทางเราเช็กก่อนนะ” หมวดดาวบอกแก่มีคณา
“ฉันทราบค่ะ ทีมงานของหมวดต้องปิดบังหน้าตาไว้เป็นความลับ”
หมวดดาวเชิดทำนองรู้ก็ดี หิรัณย์ประคองตำรวจที่บาดเจ็บเข้ามา บอกหนีรอดไปหนึ่ง หมวดดาวคาดเดา “สงสัยมันจะวางสายไว้ในร้าน ถึงได้รู้ตัว เดี๋ยวต้องสอบปากคำเจ้าของร้าน”
มีคณารีบบอกว่าตนเห็นเด็กใหม่สมญานามของนอร์เบิร์ต เป็นคนส่งสัญญาณเห็นเขาอยู่บนดาดฟ้า แล้วหนีปะปนไปกับนักท่องเที่ยว หมวดดาวตำหนิ
“แล้วทำไมไม่รีบบอก จะได้จับให้ได้คาหนังคาเขา หลุดไปได้อย่างนี้เดี๋ยวมันก็ต้องอ้างได้ว่าจำคนผิด ที่มืด แสงไม่สว่างพอ สารพัดจะอ้าง”
“อ้างยากค่ะ เพราะฉันไม่ใช่แค่เห็น แต่ถ่ายภาพเอาไว้ได้ด้วย ฉันถ่ายไว้ตั้งแต่ออกจากผับจนขึ้นรถขับออกไปเลย ถ้าปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์คงยากค่ะ” มีคณาส่งกล้องให้ดู
หมวดดาวยิ้มออกมาได้ รับกล้องมาเช็กภาพ มีคณายินดีที่หมวดดาวพอใจ หิรัณย์ยิ้มอย่างชื่นชม...ระหว่างนั่งรถกลับ หิรัณย์ถามมีคณาว่ากลัวไหม เธอยอมรับ
“ตอนได้ยินเสียงปืนครั้งแรกก็กลัวแหละค่ะ แต่พอนึกได้ว่านี่คืองาน ทุกวินาทีมีค่าจะปล่อยผ่านไปไม่ได้ ก็เลยลืมความกลัว มาตอนนั่งรถนี่แหละค่ะชักสั่น เพิ่งนึกได้ว่าผ่านอะไรมา”
“ผมไม่เห็นคุณสั่น คุณรับมือกับทุกอย่างได้ดีออก”
“ก็ฉันไม่อยากสั่นให้คุณกับหมวดดาวเห็นนี่ค่ะ เสียฟอร์มหมด”
หิรัณย์ว่าหมวดดาวออกจะนับถือ มีกี่คนที่จะวิ่งอยู่ในดงกระสุนแล้วยังถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานให้ตำรวจได้ มีคณาเองก็นับถือหมวดดาว แต่แรกตนนึกว่าเธอจะทำงานเอกสาร ตามสืบอะไรนิดๆหน่อยๆ ไม่คิดว่าจะลุยจับคนร้ายเหมือนตำรวจชายอย่างไม่กลัวตาย เป็นตำรวจหญิงที่น่าทึ่งมาก จ่าโจแย็บไม่ทึ่งตำรวจชายบ้างหรือ หิรัณย์อมยิ้มรอฟังคำตอบ
“งานวันนี้เปลี่ยนความรู้สึกของฉันที่มีกับตำรวจไปเยอะเลยค่ะ”
“ตอบไม่ตรงคำถาม ว่าไหมจ่าโจ” หิรัณย์กระเซ้า จ่าโจเห็นด้วย
พลันตำรวจที่ขับรถโพล่งขึ้นว่า ถึงที่พักเด็กใหม่แล้ว ทั้งหิรัณย์และจ่าโจเปลี่ยนท่าทีฉับพลัน กระชับปืนขึงขังพร้อมลุย ทำเอามีคณางงปรับตัวแทบไม่ทัน
สถานที่เป็นโรงแรมระดับสามดาว หิรัณย์เข้ามาติดต่อที่เคาน์เตอร์ ก่อนจะสั่งกระจายกำลัง ให้มีคณาไปกับตน ขึ้นทางบันไดหนีไฟ มีคณาอึ้งวิ่งตามไม่ลดละ ทุกคนมาบรรจบกันที่หน้าห้อง 407 พนักงานช่วยเคาะประตูเรียก แต่ไม่มีเสียงตอบ จึงไขประตูเข้าไป พบว่าเด็กใหม่หนีไปแล้ว หมวดดาวเจ็บใจ ช่างนกรู้เสียจริง หิรัณย์สั่งกระจายกันค้น ไม่ทันที่มีคณาจะตามพนักงานถามว่าตนจะทำอย่างไรกับค่าใช้จ่ายห้องนี้ มีคณาแอบยิ้มแหยๆบอกว่า ตำรวจคงต้องเก็บของในห้องไว้เป็นหลักฐาน พนักงานหน้าเสีย มีคณาถามว่าตนจะไปได้หรือยังต้องรีบไปทำข่าว
“อ้าว นี่คุณไม่ใช่ตำรวจหรอกเหรอครับ”
“ไม่ใช่ค่ะ ต้องคุณผู้หญิงสวยๆคนเมื่อกี้”
“ผมก็ว่าแล้ว คุณไม่ค่อยมีรัศมีตำรวจเลย”
“ขอบคุณค่ะ...” มีคณายิ้มแหยๆ ก่อนจะวิ่งตามหิรัณย์ไป
แล้วก็ไม่ทันจนได้ มีคณายืนลังเลจะไปทางไหนดี ตัดสินใจจะลงทางบันไดหนีไฟอย่างเดิม เห็นพนักงานทำความสะอาดผลุบเข้าประตูที่เขียนว่า เฉพาะพนักงาน ก็ฉุกคิด เปลี่ยนใจเข้าไปสำรวจ เจอพนักงานคนหนึ่ง เขาบอกว่า เป็นทางที่พนักงานใช้เข้าออกโรงแรม ไม่ร่วมกับแขกที่มาพัก มีคณาจึงขอให้พนักงานคนนี้ไปบอกหิรัณย์กับพวกตำรวจให้มาที่นี่ด่วน
ภายในห้องคล้ายห้องเก็บของพวกผ้าต่างๆ มีลิฟต์เล็กๆและบันไดใช้ขึ้นลง มีคณาได้ยินเสียงประตูดังข้างล่าง ลืมกลัวรีบลงไป พลัน เสียงนอร์เบิร์ตสั่งให้หยุด ยกมือขึ้น มีคณาหันมองเห็นเขาล้วงมือในกระเป๋าแจ็กเกต ดูตุงๆ เหมือนกำปืนอยู่ จึงบอกว่าตนไม่มีอาวุธ ทำร้ายเขาไม่ได้และตำรวจก็ล้อมโรงแรมนี้หมดแล้ว ท่าทางนอร์เบิร์ตหวาดกลัวบอกว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด มีคณาจึงสวนว่าถ้าไม่ผิดก็ไม่ต้องหนี คุยกันดีๆ
“ผมไม่โง่ ผมอยู่เมืองไทยมาหลายปี ถ้าผมยอมให้จับ ผมจะโดนยัดข้อหา”
“คุณเข้าใจผิด แล้วฉันก็ไม่ใช่ตำรวจ ฉันเป็นนักข่าว”
นอร์เบิร์ตจำเธอได้จึงให้เอากล้องมาเช็กดูว่ามีรูปตนหรือเปล่า มีคณาสังเกตเห็นปืนในเสื้อมันโย้เย้ไม่น่าใช่ปืนจริง จึงอาศัยวิชาการต่อสู้ จัดการล็อกแขนเขา กระแทกเข่าใส่เป้าจนจุกลงไปกอง เสียงคนวิ่งลงบันไดโครมคราม หิรัณย์ห่วงใยเธอสุดๆ แต่พอเห็นสภาพนอร์เบิร์ต
“ท่าทางจะเจอชุดใหญ่ ฝีมือคุณไม่เลวนะ เตะผ่าหมากตรงเป๊ะ เห็นสภาพแล้วผมจุกแทน”
มีคณายิ้มเขินๆ “จริงๆ ใช้หัวเข่ากระแทกค่ะ ฉันยกเท้าไม่ค่อยสูง ครูที่สอนเลยแนะให้ใช้หัวเข่าอัดเข้าไปแรงๆ”
หมวดดาวทึ่งเมื่อรู้ว่ามีคณาเรียนศิลปะป้องกันตัวด้วย อดแซวไม่ได้ว่า ดีที่ไม่ใช้ท่านี้กับหิรัณย์คราวนั้น หญิงสาวตอบว่า ตอนนั้นไม่มีจังหวะ หมวดดาวแนะนำให้เรียนยูโดด้วย หิรัณย์กระแอมขัด ส่งผู้ต้องสงสัยไปโรงพักก่อนดีไหม สองสาวค้อน หมวดดาวพูดกับมีคณาจริงจัง
“งานคราวนี้ของเรา คุณมีส่วนในความสำเร็จมากนะ ขอบคุณที่ทุ่มเทเต็มที่กับพวกเรา”
มีคณาปลื้มใจ หิรัณย์เข้ามาย้ำว่าหมวดดาวยอมรับในความสามารถของเธอแล้ว
ooooooo
รุ่งขึ้น หมวดดาวบอกมีคณาและหิรัณย์ว่า มีปัญหาเรื่องตั๋วเครื่องบิน ขอให้ทั้งสองรอกลับเที่ยวค่ำ มีคณาเลี่ยงไปโทรศัพท์ หิรัณย์ยิ้มอย่างรู้ทัน ขอบคุณหมวดดาวที่เปิดโอกาสให้ตนได้ใกล้ชิดกับมีคณายาวขึ้น
ระหว่างรออยู่ในห้องพัก มีคณานั่งพิมพ์งานค่าเวลา หิรัณย์แอบชำเลืองมองเพราะชวนไปเที่ยวเธอก็บ่ายเบี่ยง เขานอนเล่นมองผ่านประตูห้องที่พ่วง จนเธอรู้สึกเขินขยับหนี กระทั่งเขาผล็อยหลับไป สะดุ้งตื่นมาตอนบ่าย ไม่เห็นมีคณาในห้อง มีอาหารวางอยู่บนโต๊ะ พร้อมโน้ตแปะไว้ว่า เห็นคุยว่าทานง่ายจึงสั่งกะเพราไข่ดาวไว้ให้ ทำงานเสร็จแล้วเห็นหลับอยู่ไม่กล้าปลุก ตอนเย็นเจอกัน...หิรัณย์ลงมาเดินงุ่นง่านรอที่ล็อบบี้ มีคณากลับเข้ามาพร้อมของฝากทางบ้าน เขารีบต่อว่าทำไมมาช้า เธอแปลกใจยังทันเวลาขึ้นเครื่องตั้งนาน
“ผมกะจะพาคุณไปเลี้ยงข้าวขอบคุณซะหน่อย”
“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ”
“จำเป็นสิครับ ก็ยังทันนะ แต่ต้องวิ่งขึ้นเครื่องนิดหน่อย ไปครับ” หิรัณย์มองนาฬิกา
มีคณาขอไปเอากระเป๋าบนห้อง หิรัณย์บอกว่าขนใส่รถไปหมดแล้ว เขาดึงเธอตัวปลิวไป ไม่นานก็มาถึงร้านอาหารริมน้ำ บรรยากาศสวยงามจนมีคณาตะลึง ถ่ายภาพและวีดิโอวิวทิวทัศน์ เธอแอบถ่ายหิรัณย์ไว้ด้วยโดยเขาไม่รู้ตัว...ขณะที่รออาหาร มีคณาโทร.หาครูวีณาว่าคงไปรับสันติค่ำหน่อย หิรัณย์ได้ยิน ถามอย่างเกรงใจว่าน้องชายหรือ มีคณานิ่งเงียบ
“เอ่อ ไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไรนะครับ ขอโทษที”
มีคณาตัดสินใจเล่า ว่าสันติเป็นหลานที่เพิ่งรับมาอุปการะ สีหน้าเธอเครียด หิรัณย์ดักทางได้ถูก เอ่ยว่า เด็กสมัยนี้เข้าใจยาก ยิ่งเธอเป็นผู้หญิงจะเข้าใจเด็กผู้ชายลำบาก ถ้ามีอะไรให้ตนช่วยไม่ต้องเกรงใจ มีคณาสบตาเขาอึ้งๆ หิรัณย์รวบรัดบอกเธอว่า ถึงภารกิจร่วมกันจะจบ แต่ความเป็นเพื่อนของเราคงไม่จบไปพร้อมอาหารมื้อนี้ มีคณาทนสู้สายตาเขาไม่ไหว เมินไปมองแม่น้ำ หิรัณย์เห็นโต๊ะข้างๆหนุ่มสาวจับมือกันชมวิว เขาอยากทำบ้างแต่ต้องตัดใจเพราะรู้ว่าเร็วไปสำหรับผู้หญิงอย่างมีคณา จึงชวนเธอคุยชมวิว เท่านี้เขาก็อบอุ่นใจแล้ว
คืนนั้น หิรัณย์ได้โอกาสส่งมีคณาถึงบ้าน เขาบอกเธอว่ามีงานหน้าจะส่งข่าวให้เธอมาร่วมทีมอีก มีคณากลับเอามือถือออกมาถอดซิมออกแล้วส่งคืน
“ฉันยอมรับไว้เพราะเราต้องทำงานเป็นทีม แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว ขอบคุณมากนะคะ”
หิรัณย์กุมมือเธอที่ถือโทรศัพท์ กล่าวเศร้าๆ “เหลืออะไรไว้ให้นึกถึงผมบ้างเถอะนะครับ อย่าเพิ่งหักดิบกันเลยครับคุณมี่ ผมเป็นคนลืมอะไรยากซะด้วย”
มีคณาเขินดึงมือออก ยอมรับโทรศัพท์ไว้ เตือนเขาว่าแท็กซี่รอนาน หิรัณย์นึกได้ล่ำลากลับไป มีคณาไขประตูบ้านเอาของเข้าเก็บแล้วรีบตรงไปบ้านครูวีณา
ก่อนหน้านี้สันติหนีกลับมารอหน้าบ้านแต่เข้าบ้านไม่ได้ ครูอรุณตามมาเจอพากลับไป...พอมีคณามารับ ครูอรุณและครูวีณาเล่าเรื่องสันติให้ฟัง เธอหนักใจและเกรงใจอย่างมาก ยกมือไหว้ขอโทษครูทั้งสอง ครูเตือนว่าอย่าลงโทษสันติอีก เพราะถูกทำโทษไปแล้วเดี๋ยวจะต่อต้าน เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา เด็กถูกปลูกฝังผิดๆมาตลอดชีวิต ต้องใจเย็นค่อยๆสอนกันไป
กลับมาบ้าน สันติมีท่าทีไม่สำนึก บอกมีคณาจะด่าอะไรก็ด่ามาจะได้ขึ้นนอน เธอจึงสอน
“ไปว่าน้องดอกไม้เขาแรงขนาดนั้น เป็นความผิดมาก ป้าบอกเลยนะติ ที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านของติ เรื่องขาย
ลูกสาวกิน คนที่นี่ไม่ทำกัน มันบาป ผิดศีลธรรม ติโตขนาดนี้แล้ว ถ้ายังแยกไม่ออกอีกว่าอะไรควรไม่ควร วันนึงตัวตินั่นล่ะที่จะต้องเดือดร้อนที่สุด”
สันติเหยียดปากคิดแต่ว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด...เช้าขึ้น มีคณาในชุดทำงานกำลังตากผ้าที่ซักแล้ว บอกสันติซึ่งหน้าหงิกหน้างอที่ต้องซักผ้าเอง ให้ตากผ้าเองด้วย แถมกำชับ กลับจากโรงเรียนเก็บผ้าทั้งหมด พับแต่ของตัวเอง อันไหนรีดเองได้ก็รีดไป ของเธอใส่ตะกร้าไว้
“รู้จักช่วยงานแบ่งเบาภาระให้ป้าแบบนี้ก็ดีแล้ว ป้าจะได้ล้มเลิกความคิดที่จะเอาติไปฝากเลี้ยงไว้บ้านครูใหญ่เป็นการถาวรซะ” มีคณาแกล้งขู่ ทำให้สันติรีบทำงาน แต่ก็ก่นด่าเบาๆ
พอมาทำงาน มีคณาก็รู้ข่าวมัทนาถูกยิงหน้าสำนักพิมพ์ ตั้งใจจะไปเยี่ยมที่บ้านบ่ายนี้...ด้านสันติมีเรื่องชกต่อยที่โรงเรียน เนื่องจากโดนข้าวตอกกับเพื่อนล้อว่ามีแม่เป็นกะหรี่ ครูอรุณมาห้ามปราม สันติโดนสกรัมสะบักสะบอม
ooooooo










