ตอนที่ 15
เตียมกับเผยแอบฟังอยู่บนบันได แปลกใจที่ฮิ้มกับชบาทะเลาะกันอย่างไรไม่มีเสียงดังให้ได้ยินบ้าง ตี๋เล็กลงมาเห็นสองคนลับๆล่อๆจึงถาม“ม้าทำอะไรน่ะ”
เตียมสะดุ้งโหยง “ไอ๊หยา เมื่อคืงลื้อกับบ้างเรอะ อาโซ้ยตี๋”
“ตังค์หมดมันก็ต้องกลับซิครับอาม้า จะให้อั๊วไปนอนข้างถนนหรือไง”
เตียมตกใจแทบเป็นลมที่ตี๋เล็กบอกว่าเงินหมด “แล้วทังไมลื้อต้องใช้หมกเร็วคาหนากนี้”
“นี่ยังหมดช้านะม้า อั๊วเกรงใจม้า เลยตั้งหนึ่งสัปดาห์กว่าจะหมด”
“นั่นทำอะไรกัน”เสียงฮึ้มขัดขึ้น ทั้งสามสะดุ้ง“ที่อื่นมีเยอะแยะไม่นั่ง ดันมาคุยกันที่บันได” เตียมหันไปยิ้มแหยๆ
ทุกคนเดินมานั่ง ฮิ้มไล่เผยให้ออกไป แล้วหันมาถามตี๋เล็กว่าตนไล่ออกจากบ้านแล้วไม่ใช่หรือ ตี๋เล็กทรุดลงคุกเข่าโอดครวญ
“แต่อั๊วกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีแล้ว ไม่เชื่อลองถามอาม้าดูก็ได้ ใช่มั้ยอาม้า”
“ใช่ เวลานี้อาโซ้ยตี๋ ลี...ไม่มีที่ติ” เตียมแดกดันนิดๆ
“อั๊วไม่เห็นลื้อทำตัวมีสาระอะไร”
“อั๊วน่ะ อยากจะไปช่วยงานกับเฮียจะตาย แต่เฮียไม่ยอม”
“เพราะอีเห็นว่าลื้อจะไปทำเสียมากกว่าทำดีน่ะสิ”
“ลื้อพูกยังงั้งก็ไม่ถูก”เตียมแย้ง
“อั๊วว่าอั๊วพูดยิ่งกว่าถูกอีก”
“อาม้าอย่าไปเถียงอาเตี่ยเลยครับ อั๊วทำไม่ดีมามาก จะให้ใครมาเชื่อใจก็คงไม่ง่าย”
เตียมร้องไอ๊หยา มองลูกชายอย่างไม่เชื่อหู แต่ฮิ้มว่าเขาก็ไม่เชื่ออยู่ดี ตี๋เล็กทำเศร้า เขาจะให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ฮิ้มถามว่า“พิสูจน์ว่าลื้อเลวเสมอต้นเสมอปลายน่ะเหรอ”
“อาเฮีย...ลื้อไม่ยุติทัง ทีอาเก๊าตี๋ยกย่องเป็นเทวะลา อาโซ้ยตี๋ กาทืกเอากาทืกเอา”
“ไม่เป็นไรม้า อั๊วยอมถูกตำหนิทุกอย่าง ขอแต่เพียงอาเตี่ยมีเมตตาให้อั๊วอาศัยชายคาเท่านั้น”คำพูดของตี๋เล็กทำเอาฮิ้มอึ้งไป โกรธก็โกรธจนเกือบลืมไปว่าตี๋เล็กก็เป็นลูก...
คืนนั้น ฮิ้มรอตี๋ใหญ่กลับจากทำงาน เพื่อคุยเรื่อง ตี๋เล็ก เขาขอตี๋ใหญ่ให้โอกาสตี๋เล็กทำงานอีกสักครั้ง ถ้ายังเกเรอยู่ก็พอกันที เขามอบอำนาจให้ตี๋ใหญ่จัดการทั้งหมด ทั้งที่ยังกังวลอยู่ลึกๆ
ooooooo
ถึงเวลาจะผ่านไป แต่เปี๊ยกกับเพื่อนๆก็ยังนัดพบที่เก่า กินอาหารที่ต่างคนต่างนำมาร่วมกัน แต่ครั้งนี้ดูบรรยากาศจะเศร้าเพราะอาจจะเป็นครั้งสุดท้าย เฮงกับหน่อนกำลังจะไปเรียนต่อเมืองนอก ทั้งสองชวนเปี๊ยกให้ไปด้วยกัน แต่เปี๊ยกอ้างว่าไม่มีเงิน หน่อนให้หาแค่ค่าเครื่องบินก็พอ โอ่งมองว่าเปี๊ยกไม่อยากไปมากกว่า
พอแยกย้ายจากเพื่อน เปี๊ยกกลับบ้านมาเจอแทนไท
รออยู่ เปี๊ยกทักว่าหายไปไหนเสียนาน
“ผมไปต่างจังหวัดมา เมื่อกี้แวะไปหาคุณที่ร้าน แต่
ไม่เจอ”
“ผมไปกินข้าวกับเพื่อนๆ”
“วันหลังผมไปด้วยคนสิ”
เปี๊ยกว่ากับข้าวมีแต่ของพื้นๆสถานที่ก็ไม่โก้หรู แต่แทนไทกลับบอกว่านั่นแหละเขาชอบ แทนไทซื้อข้าวหมูแดงมาฝากแต่ทิ้งไว้ที่ร้าน เปี๊ยกว่าดีแล้ว จะได้ให้หงวนกับจิ๊บกินกัน
“หมู่นี้คุณได้เจอน้องดอกแก้วบ้างหรือเปล่า”
เปี๊ยกตอบว่าเขาไม่ค่อยว่าง แทนไทถามอีกว่าเขียนจดหมายหาบ้างไหม เปี๊ยกข้องใจ
“ก็แล้วมันเรื่องอะไรของคุณ”
“ผมรู้มาว่า ตอนนี้ที่บ้านน้องดอกแก้ว มีแขกไปมาหาสู่ประจำ ดูเหมือนจะชื่อทรงชัย”
เห็นเปี๊ยกนิ่งเฉย จึงถามว่าไม่มีอะไรจะพูดบ้างหรือ เปี๊ยกว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน แทนไทมองเปี๊ยกขวางๆ...
จากนั้นมาเยี่ยมดอกแก้วที่บ้าน เอาของมาฝากมากมาย
ดอกแก้วดีใจบอกว่าคิดถึงมาก แทนไทกระฟัดกระเฟียด
“ไม่เชื่อหรอก มีเพื่อนใหม่จะมาสนใจอะไรเพื่อนเก่า”
“อู๊ว...พี่ต้นรู้ได้ยังไง แต่บอกก่อนนะว่าดอกแก้วไม่เคยลืมพี่ต้นเลย ต่อให้มีเพื่อนใหม่อีกซักกี่คนก็เถอะ”
“แล้วพี่เปี๊ยกล่ะ ลืมเขาหรือเปล่า”
“ยิ่งไม่ลืมใหญ่ เอ๊ะ...พี่ต้นรู้ได้ยังไง”
“เรื่องเพื่อนใหม่ของดอกแก้วน่ะเหรอ...เมื่อวานพี่
ผ่านมาทางนี้ เห็นดอกแก้วนั่งรถออกไปกับเพื่อนใหม่คนนั้น”
“พี่ทรงชัยน่ะค่ะ เขาเป็นหลานเพื่อนของแม่ พี่ต้น...
พี่เปี๊ยกเขาพูดถึงดอกแก้วว่ายังไงบ้าง”
แทนไทให้ไปถามกันเอาเอง ดอกแก้วจึงไปบอกเรียมว่าตนจะออกไปข้างนอกกับแทนไทสักครู่ เรียมให้ไปขอชบา ดอกแก้วว่าชบาไม่อยู่จะขอได้อย่างไร แล้ววิ่งตื๋อไป เรียมได้แต่ถอนใจ
ขณะที่เปี๊ยกกำลังชื่นชมดอกแก้วที่เขาทับไว้ในหนังสือ นึกถึงความน่ารักของคนให้ ยิ้มอย่างสุขใจ พลันมีเสียงแทนไทตะโกนเรียกให้เปิดประตูบ้าน เขารีบเดินออกมาเปิด แล้วต้องชะงักเมื่อเห็นว่าดอกแก้วมาด้วย แทนไทกับดอกแก้ว
ถือถุงอาหารมาเต็มสองมือ เปี๊ยกสบตาดอกแก้วอย่างโหยหาครู่หนึ่ง แทนไทแกล้งกระแอมถาม
“จะให้เข้าไปได้หรือยัง คุณเปี๊ยก”
“คุณหนูมาทำไม” เปี๊ยกนิ่วหน้าถาม
“อ้าว...ก็มาหาพี่เปี๊ยกไงคะ พี่เปี๊ยกอยากไม่ไปหาหนูนี่” ดอกแก้วเดินเบียดเข้าไปในบ้าน
“ได้ยินแล้วใช่ไหมล่ะ” แทนไทพูดแล้วเดินตาม
ดอกแก้วเข้าไป เปี๊ยกยืนงงสักพัก
“เฮ้ย...คุณต้น นี่พวกคุณทำอะไรกัน” เปี๊ยกวิ่งตามสองคนเข้าบ้าน
ดอกแก้วกับแทนไทช่วยกันหยิบจานชามมาเทอาหารใส่อย่างคล่องแคล่ว แทนไทบ่นว่าน่าจะชวนโอ่ง เฮง และหน่อน มาด้วย ดอกแก้วเห็นด้วยให้เปี๊ยกไปตามเพื่อนๆมา แทนไทเสนอว่าเขาขับรถไปเร็วกว่า ว่าแล้วก็เดินไปเลย เปี๊ยกมองตามแล้วหันมากอดอกมองดอกแก้วอย่างดุๆ
“อ้าว...อย่ายืนเท่อยู่อย่างนั้นสิคะ ช่วยกันหน่อย” ดอกแก้วแกล้งว่าแล้วเอื้อมไปหยิบจาน
เปี๊ยกจับมือเธอไว้ ถามอย่างจริงจัง “ที่มานี่ขออนุญาตใครหรือเปล่า”
ดอกแก้วตอบว่า “อาเตี่ยกับแม่ไม่อยู่ หนูก็เลยบอกพี่เรียมไว้”
เปี๊ยกรู้ทันว่าคงบอกแค่ไปกับแทนไท จึงเอ็ดว่าไม่ควรทำอย่างนี้ ดอกแก้วสวน
“ทำไม...มันเสียหายตรงไหน”
“เสียหายมากก็แล้วกัน คุณหนูเป็นลูก...”
“ใครก็ไม่รู้” ดอกแก้วต่อคำทันที
“คุณหนูเป็นลูกเถ้าแก่ฮิ้มกับคุณชบา ถ้าใครมาเห็นเข้า...”
“ไม่เห็นมีใคร นอกจากพี่เปี๊ยกคนเดียว” ดอกแก้วดึงมือออกมาจัดของต่อ เปี๊ยกส่ายหน้า
ooooooo
ในขณะที่เรียมเดินกระสับกระส่ายรอดอกแก้วกลับมา แต่แล้วชบากับฮิ้มกลับมาก่อน พอรู้ว่าดอกแก้วออกไปกับแทนไทก็เคือง ชบาถามว่าไปไหน เรียมตอบว่าไม่ทราบ
“แล้วลื้อก็ปล่อยให้ไป” ฮิ้มตำหนิ
“คือเรียมไม่รู้จะทำยังไงน่ะค่ะ พยายามห้ามแล้ว แต่คุณหนูไม่เชื่อ”
“ลื้อไม่ได้ห้ามจริงจังน่ะสิ”
“ไว้ใจอะไรไม่ได้เลย” ชบาบ่น
“ในเมื่อทำอะไรไม่ได้แล้วก็ช่างเถอะ อาต้นอีไม่ได้เสียหายตรงไหน เพียงแต่กลับมาต้องเตือนหน่อยเท่านั้น” ฮิ้มถอนใจเดินกลับตึกใหญ่...
พอได้เจอเปี๊ยก ดอกแก้วดูสดชื่น ตักโน่นนี่ชิม “อร่อยจัง พี่เปี๊ยก ไม่ชิมหน่อยเหรอคะ”
“คุณหนูนี่น่าตีจริงๆ”
“เอ้า ทานเข้าไปจะได้ไม่พูดมาก” ดอกแก้วทำไม่รู้ ไม่ชี้ใช้ส้อมจิ้มอาหารยื่นไปที่ปากเปี๊ยก
แทนไท โอ่ง เฮง และหน่อนเดินเข้ามา เปี๊ยกชะงัก รีบดึงส้อมจากมือดอกแก้ววางลง เฮงแซว “ทำไมไม่กินล่ะเปี๊ยก คุณหนูอุตส่าห์ป้อน”
ดอกแก้วสวัสดีทุกๆคนแล้วชวนให้ทานอาหารด้วยกัน บอกว่าตนกับแทนไทช่วยกันเลี้ยง เปี๊ยกทำหน้าเคร่งเครียดตลอดเวลาที่กินเลี้ยงกัน จนถึงเวลากลับ เฮง โอ่ง และหน่อน ขอบคุณดอกแก้ว เธอจึงบอกว่าวันหลังจะมาเลี้ยงอีก
“ไม่แล้วครับ ครั้งนี้ครั้งเดียวพอแล้ว” เปี๊ยกขัดคอ
“เฮ้ย...ไอ้เปี๊ยก รักษานํ้าใจคุณหนูหน่อยสิ” หน่อนตำหนิเปี๊ยก
“พี่เปี๊ยกเขาไม่ค่อยชอบหน้าหนูหรอกค่ะ” ดอกแก้วน้อยใจ
“คุณเปี๊ยกหวังดี กลัวน้องดอกแก้วจะเสียชื่อน่ะครับ” แทนไทแก้ตัวให้
“อย่าแก้ตัวแทนเขาเลยค่ะ ไปกันเถอะ” ดอกแก้วชวนแทนไทกลับ
แทนไทบอกลาทุกคนแล้วเดินตามดอกแก้วไป โอ่ง เฮง และหน่อนหันมาจ้องเปี๊ยก
“ไม่เข้าใจเอ็งเลย ไอ้เปี๊ยก” โอ่งบ่น
“ช่างหัวมันเถอะ มันอยากโง่ก็ช่างหัวมัน” เฮงอ่อนใจ
“แล้วอย่ามาเศร้าโศกเสียใจทีหลังล่ะ จะสมนํ้าหน้า ให้น่าดู” หน่อนหมั่นไส้ ชวนเพื่อนๆกลับ มองเปี๊ยกเข้าบ้านปิดประตูอย่างขวางๆ
ไม่ทันไร โอ่งกำลังจะไปขึ้นมอเตอร์ไซค์รู้สึกหน้ามืดเซๆ เฮงกับหน่อนช่วยกันประคองจะพากลับไปพักในบ้านเปี๊ยก ก่อน แต่โอ่งอยากกลับไปนอนบ้าน เฮงจึงให้โอ่งซ้อนท้ายรถ เขา และให้หน่อนขี่รถโอ่งกลับไป...
พอกลับมาบ้าน ดอกแก้วเห็นชบานั่งรอจึงเข้ามาอ้อน ถามว่ากลับมานานแล้วหรือ ชบาพยักหน้าแล้วย้อนถามว่าไปไหนมา ดอกแก้วตอบว่าไปทานข้าวกับแทนไท
“ทำไมไม่ขออนุญาตแม่”
“ก็แม่ไม่อยู่นี่คะ ถ้าจะให้รอ มีหวังหนูหิวตาย”
“งั้นก็ทานที่บ้านเอาสิ ไม่เห็นต้องออกไปข้างนอกเลย”
“แม่ขา...พี่ต้นกับหนูน่ะ สนิทกันเหมือนพี่กับน้อง เราไปกินข้าวด้วยกันไม่เห็นจะเป็นอะไร ทีพี่ทรงชัยเพิ่งจะรู้จักกัน แม่ยังให้หนูไปกับเขาได้เลย”
ชบาอึ้ง เรียมปรามเบาๆ “คุณหนู...อย่าเถียงคุณแม่ สิคะ”
“แม่ขา แม่ทำเหมือนไม่รู้จักหนู หนูจะไม่มีวันทำอะไร เสียหายเด็ดขาดค่ะ” พอเห็นชบานิ่งไม่พูดอะไร ดอกแก้วจึงตัดบท “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว หนูขอไปอาบนํ้าก่อนนะคะ ร้อนจัง”
ดอกแก้วหอมแก้มชบาก่อนจะเดินไป ถอนใจเกือบเอาตัวไม่รอด ชบายังนั่งนิ่ง เรียมถาม
“ทำไมคุณชบาไม่ถามล่ะคะว่าไปเจอเปี๊ยกด้วยหรือเปล่า”
“ขืนถามก็เสียผู้ใหญ่น่ะสิ”
“บางทีคุณหนูอาจจะไปทานข้าวกับคุณต้นจริงๆก็ได้”
“ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ ไม่อย่างนั้นฉันคงต้องพูดกับเปี๊ยกเอง” ชบาหนักใจสุดๆ
ooooooo
ในคืนนั้น ทุกบ้านเข้านอนตามปกติ รวมทั้งโอ่ง ที่เข้านอนกับสุดาภรรยาเหมือนเคย จนเช้า สุดาลุกขึ้น อาบนํ้าแต่งตัว กลับเข้ามาปลุกโอ่ง เพราะเห็นว่า สายมากแล้ว
“เฮีย เฮีย ยังไม่ตื่นอีก ดูสิหลับเป็นตายเลยเฮีย”
สุดาก้มลงเขย่าตัวโอ่ง แล้วต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อรู้สึกว่าตัวโอ่งเย็นเฉียบ สุดาใจหายวาบ ค่อยๆเพ่งพิศ สีหน้าเริ่มสังหรณ์ใจ ยื่นมือไปอังที่จมูก แล้วต้องร้องลั่น “เฮีย...”
สุดานํ้าตาไหลพราก เมื่อเห็นโอ่งนอนแน่นิ่ง...
หลังการตายของโอ่ง เปี๊ยกยิ่งดูเคร่งขรึมลงไปอีก ดอกแก้วเป็นห่วงความรู้สึกของเขามาก พยายามปลอบโยนบ่อยๆ ทำให้ชบาหวั่นวิตก
แม้จะผ่านไปนาน แต่ตี๋เล็กยังเจ็บแค้นอาฆาตเปี๊ยก ที่ทำให้ตนต้องเข้าไปนอนในคุกหนึ่งคืน พอมีโอกาสก็จะหาเรื่องกลั่นแกล้ง เปี๊ยกพยายามเลี่ยงไม่อยากมีเรื่อง แต่แล้ว วันหนึ่ง เปี๊ยกมีความจำเป็นต้องมาที่บ้าน ตี๋เล็กก็เข้ามายั่วโมโห พูดพาดพิงถึงดอกแก้วเสียๆหายๆ ทำให้เปี๊ยกเหลืออด ต่อยตี๋เล็กจนสะบักสะบอม ฮิ้มมาเห็นโกรธมากจะเอาเรื่อง ดอกแก้วอธิบายอย่างไร ฮิ้มไม่ฟังแถมยังต่อว่าดุด่าดอกแก้ว ทำให้เธอ
เสียใจเพราะไม่เคยโดนดุว่ามาก่อน
ชบามาช่วยไกล่เกลี่ย ยกเหตุยกผลมาอธิบายให้ฮิ้มเข้าใจ ฮิ้มรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ด้วยทิฐิมานะ ทำให้ไม่ยอมขอโทษ ชบาต้องมาพูดกับดอกแก้วให้เข้าใจ และอบรมว่าจะถูกจะผิดอย่างไร ฮิ้มก็เป็นพ่อ ลูกจะโกรธพ่อไม่ได้ และต้องเป็นฝ่ายไปขอโทษและทำความเข้าใจกับพ่อ ดอกแก้วเชื่อฟังและไปกราบขอโทษฮิ้ม ทุกอย่างจึงลงเอยด้วยดี...
ต่อมา ฮิ้มรู้ตัวว่าเจ็บออดๆแอดๆเป็นห่วงชบากับดอกแก้ว จึงเรียกทนายความมา และตามทุกคนมาพร้อมหน้าเพื่อแบ่งสมบัติให้เป็นเรื่องเป็นราวกันไป สองคนจะได้ไม่ลำบาก
เตียมกับตี๋เล็กไม่พอใจ แสดงท่าทีไม่ดูแลเอาใจใส่ฮิ้มเหมือนก่อน ฮิ้มจึงย้ายไปอยู่ที่เรือนชบา และกั้นรั้วแบ่งสองบ้านออกจากกัน ตี๋ใหญ่ย้ายไปอยู่ที่ร้าน ตี๋เล็กผลาญเงินส่วนของตนจนหมดและยังมาเบียดเบียนจากเตียม จนเตียมต้องขายบ้านให้เงินตี๋เล็กแล้วมาอยู่กับตี๋ใหญ่
ชบาเฝ้ามองความผูกพันระหว่างดอกแก้วกับเปี๊ยกด้วยความกังวลใจ อีกทั้งยังได้ยินฮิ้มคุยกับเปี๊ยกว่ายินดีให้เขาพิสูจน์ตัวเอง สร้างเนื้อสร้างตัวให้คู่ควรกับดอกแก้ว และฮิ้มยังบอกเปี๊ยกอีกว่า เขารู้มานานแล้วว่าเปี๊ยกเป็นคนเอาดอกแก้วมาวางไว้หน้าบ้าน เปี๊ยกอึ้ง สัญญาว่าเขาจะมุมานะสร้างเนื้อสร้างตัวให้ได้...เพราะความรักลูก ชบาจำต้องมาขอร้องเปี๊ยกให้เห็นแก่อนาคตของดอกแก้ว เปี๊ยกเสียใจมาก แต่ต้องตอบแทนบุญคุณชบา เขาจึงมาบอกดอกแก้วว่าเขาต้องรับผิดชอบชีวิตของหมวย ดอกแก้วเสียใจมาก...ฮิ้มล้มป่วยอีกครั้ง เงินทองรักษาก็ร่อยหรอ พอทรงชัยส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอ ทำให้ชบายกเหตุผลต่างๆ นานามาอ้างให้ดอกแก้วตัดสินใจแต่งงานเพื่อช่วยพ่อแม่
คืนงานแต่งงาน แทนไทเล่าความจริงให้ดอกแก้วฟัง แต่มันสายไปแล้ว ดอกแก้วได้พบเปี๊ยก ต่างพยายามหักห้ามใจด้วยความอาลัยรัก ทุกคนที่รู้ว่าสองคนมีใจให้กัน พลอยเศร้าน้ำตาคลอไปด้วย แม้กระทั่งชบา...เสร็จจากงาน เปี๊ยกมาเดินเศร้าบนสะพาน นุชขับรถผ่านมา เข้าใจผิดคิดว่าเปี๊ยกจะฆ่าตัวตายจึงลงมาช่วย ทำให้ทั้งสองรู้จักกันและเข้าใจกัน ทั้งสองแต่งงานและพากันไปสร้างเนื้อสร้างตัวที่อเมริกา มีลูกชายชื่อภศณ...จนวันหนึ่งเปี๊ยกพาครอบครัวกลับมาเมืองไทยเพราะอยากให้ลูกรู้จักอดีตของพ่อ ภศณขอไปพบข้าวปั้นแฟนสาว ที่กลับมางานศพพ่อและดูแลแม่ ทำให้เปี๊ยกได้
รู้ว่าข้าวปั้นเป็นลูกของดอกแก้วกับทรงชัยนั่นเอง ดอกแก้วพาเปี๊ยกไปเยี่ยมชบา พอชบาเห็นเปี๊ยกก็เสียใจกล่าวขอโทษและเอากล่องเก็บจดหมายทุกฉบับของทั้งสองออกมาให้ดู ทำให้ ทั้งสองรู้ว่า ทำไมถึงต้องพรากจากกัน แต่ก็ยังดีใจที่ลูกๆได้รักกัน ดอกแก้วฝากให้เปี๊ยกดูแลข้าวปั้นด้วย เปี๊ยกและนุชรับปากว่าจะรักข้าวปั้น ไม่เพียงเป็นแค่ลูกสะใภ้ แต่จะรักเหมือนลูกแท้ๆ
ภศณถามนุชว่าไม่เสียใจหรือที่พ่อยังรักแฟนเก่าอยู่ นุชบอกลูกว่าอดีตก็คืออดีต ปัจจุบันสำคัญกว่า ทุกคนจึงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันตลอดไป










