ตอนที่ 14
ตี๋ใหญ่หน้าตาตื่นเดินเข้ามาในบ้าน พบเตียมแต่งตัวกำลังจะออกจากบ้าน บอกเขาว่าจะไปคลายเครียด ตี๋ใหญ่มองแม่ตัวเองเดินไปกับเผยอย่างงงๆ พอเข้ามาหาฮิ้ม เห็นฮิ้มแต่งตัวพร้อมสรรพแถมบอกว่าจะพาไปไหนก็ได้ให้พ้นจากบ้านนี้ พูดพลางเดินลิ่วๆออกไป...
พอเปี๊ยกรู้ว่าชบาไม่อยากให้เขาใกล้ชิดดอกแก้ว เขาจึงไม่ค่อยไปที่บ้าน ดอกแก้วอยากพบเปี๊ยกต้องใช้วิธีส่งจดหมายผ่านแทนไท...เปี๊ยกเปิดจดหมายออกอ่านข้อความว่า
“พี่เปี๊ยก ทำไมหมู่นี้ถึงได้พบตัวยากเย็นเหลือเกิน ดีแต่ว่าพี่ต้นยอมทำตัวเป็นบุรุษไปรษณีย์ให้ ดอกแก้วมีเรื่องจะปรึกษา ถ้าหากพี่เปี๊ยกยังรักยังห่วงดอกแก้วอยู่ พี่เปี๊ยกต้องมาพบหนูให้ได้นะคะ ถ้าไม่อย่างนั้น พี่เปี๊ยกอาจจะไม่ได้เห็นดอกแก้วอีกตลอดไป”
เปี๊ยกครุ่นคิดจะไปดีหรือไม่ไปดี ไม่ทันไร แทนไทมาทวงจดหมาย เปี๊ยกอ้างว่าต้องรีบไปทำงาน แทนไทคว้าแขนทันที
“ไม่ได้ยินหรือไงว่าผมมาทวงจดหมาย”
“ผมยังไม่ได้เขียนเลย”
แทนไทให้ไปเขียนเดี๋ยวนี้ แต่เปี๊ยกว่าเขาต้องไปทำงาน แทนไทไม่ยอม “ถ้าผมไม่ได้จดหมายตอบน้องดอกแก้ว คุณก็ไม่ได้ไปทำงานแน่ จะขวางอยู่อย่างนี้แหละ”
เปี๊ยกสบตาแทนไทที่ดูท่าทางเครียดและเอาจริง...สุดท้ายแทนไทได้จดหมายมายื่นให้ดอกแก้วแถมจะรอให้เธอตอบจดหมายอีกต่างหาก ดอกแก้วเกรงใจให้เขากลับไปทำงานดีกว่า แทนไทจึงบอกว่า เลิกงานตอนเย็นเขาจะมาใหม่ ดอกแก้วเดินออกไปส่งแทนไทที่รถ เรียมชะเง้อมองอย่างสงสัย รีบมารายงานชบา
“ไม่ทราบว่าจดหมายอะไรเหมือนกันค่ะ แต่ต้องไม่ใช่ของคุณต้นแน่นอน”
“หรือว่า...จะเป็นของเปี๊ยก” ชบาชักสงสัย
เรียมว่าไม่น่าจะเป็นคนอื่น ชบาอยากรู้ว่ามีความลับอะไรนักหนาถึงต้องติดต่อกันทางจดหมาย...ดอกแก้วเข้าห้องปิดประตูล็อก เอาจดหมายเปี๊ยกออกมาอ่าน เปี๊ยกเขียนอย่างตัดรอนว่าถ้ามีปัญหาอะไรให้ปรึกษาแทนไท ท่าทางผลักไสเธอเต็มที่ ดอกแก้วอ่านจบน้ำตาไหลพราก...
คืนนั้น แทนไทต้องมาหาเปี๊ยกที่บ้าน เพื่อถามว่าเขียนอะไรถึงดอกแก้ว ทำให้เธอร้องไห้จนตาบวม “ทำไมคุณเขียนจดหมายเหมือนไม่มีเยื่อใยกับน้องดอกแก้วเลย”
“คุณไม่รู้อะไรแล้วอย่าพูด” เปี๊ยกข่มความขมขื่นในใจ
“ผมว่าผมรู้ ผมถึงได้พูด”
“ถ้าคุณรู้ คุณก็ต้องเข้าใจว่าผมทำในสิ่งที่เหมาะสมที่สุด และดีที่สุด”
แทนไทถามว่าสำหรับใคร เปี๊ยกตอบสำหรับทุกคน แทนไทแย้ง “แต่ไม่ใช่ดอกแก้วแน่”
“สำหรับคุณหนูแล้วก็ผมด้วย” เปี๊ยกย้ำ
แทนไทมองไม่เชื่อ เปี๊ยกตัดบทว่าหมดธุระแล้วให้แทนไท กลับไป แต่แทนไทว่าเขายังไม่หมด เปี๊ยกสวน “คุณต้น เท่าที่ผมเสนอหน้าไปพบกับคุณหนูในระยะหลังๆโดยที่คุณคอยเป็นตัวกลางตลอดมานี่ มันก็ทำให้ผมแย่พออยู่แล้ว อย่าทำให้ผมเกลียดตัวเองมากไปกว่านี้เลย”
“น้องดอกแก้วจะเลิกเรียนแล้ว” แทนไทบอกเท่านี้เปี๊ยกถึงกับชะงัก แทนไทให้ไปถามเอง
วันรุ่งขึ้น แทนไทวางแผนให้ดอกแก้วขออนุญาตชบาไปงานวันเกิดของเขา ชบารู้ทันพอแทนไทมารับ จึงแกล้งพูดคุยด้วย แล้วถามว่าเปี๊ยกไปด้วยหรือเปล่า แทนไทสะอึกก่อนจะรับว่าไป ชบาพยักหน้าเชิงกำชับ “ฝากน้องด้วยนะ อย่าลืมว่าน้าไว้ใจต้น”
พอสองคนออกไป ชบาก็เปรยกับเรียมว่า ท่าทางแทนไทไม่ได้รักชอบดอกแก้ว แถมทำตัวเป็นพ่อสื่อพ่อชัก ชบาคิดว่าตนคงต้องเป็นแม่สื่อแม่ชักให้ดอกแก้วรู้จักหลานชายพี่บุญนำ ทั้งหน้าตาดี ความรู้ดี หน้าที่การงานก็ดี ฐานะไม่ต้องห่วง...เรียมหัวเราะคิก เพราะถ้าดีพร้อมขนาดนั้นก็เหมาะสมคู่ควรกันอย่างยิ่ง
แทนไทขับรถมาเรื่อยๆ สีหน้าแววตาดูเคร่งขรึมจนดอกแก้วทักว่ามีอะไรหรือเปล่าแทนไทไม่อยากให้ดอกแก้ว ไม่สบายใจจึงปฏิเสธว่าไม่มีอะไร จนมาถึงที่นัดเปี๊ยกไว้ แทนไทรอในรถ
ดอกแก้วเดินมาหยุดตรงหน้าเปี๊ยกไม่รอช้าที่จะต่อว่า “หนูเฝ้าคิดอยู่ตลอดเวลาว่าทำไมพี่เปี๊ยกถึงทำตัวห่างเหินหนู แล้วหนูก็พบว่า พี่เปี๊ยกยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องความแตกต่างของฐานะความเป็นอยู่ระหว่างเรา ทั้งๆที่ตอนหนูเด็กๆ พี่เปี๊ยกไม่เคยเอามาเป็นอารมณ์เลย”
เปี๊ยกอ้างว่าตอนนั้นดอกแก้วยังเด็ก ดอกแก้วสวน “แล้วไงคะ...หนูเองก็เคยบอกพี่เปี๊ยกว่า เราสองคนไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย หนูไม่ได้สูงส่งดิบดีมาจากไหน”
“อย่าพูดอย่างนั้น คุณหนูเป็นลูกเถ้าแก่กับคุณชบา”
“ก็แค่ลูกที่เขาเก็บตกมาเลี้ยง”
“ถ้าเถ้าแก่กับคุณชบาได้ยิน ต้องเสียใจมาก...คุณหนูมีอะไรจะปรึกษาผมหรือครับ” เปี๊ยกถามเมื่อเห็นดอกแก้วนิ่งเงียบไป
“หนูคิดว่าจะไปเรียนต่อเมืองนอก พี่เปี๊ยกคิดว่าดีไหมคะ” ...เปี๊ยกถึงกับชะงักงันไป...
ooooooo
รถของแทนไทขับเข้ามาส่งดอกแก้วหน้าเรือนเล็ก
ดอกแก้วก้าวลงมาแล้วโบกมือส่งจนเขาขับรถออกไป
ตี๋ใหญ่เดินมาพอดีมองภาพนั้นด้วยสีหน้าครุ่นคิดแล้วเดินกลับตึกใหญ่ เข้ามานั่งหลับตาถอนใจ ไม่ทันไร มีเสียงกระแอมดังขึ้น เขาลืมตามองเห็นตี๋เล็กยืนยิ้มเยาะอยู่
“ไงเฮีย เห็นภาพบาดตาบาดใจเข้าล่ะซี ถึงได้มานั่งละห้อยละเหี่ยเพลียฮาร์ตอยู่อย่างนีิ้...น้าน น้าน จี้กลางใจดำพอดี เมื่อกี้อั๊วเห็นไอ้เลี่ยนมันมาส่งนังดอกแก้ว” ตี๋เล็กยิ่งยั่วเมื่อเห็นสีหน้าเศร้าๆของพี่ชาย
“อย่าเรียกดอกแก้วว่านัง”
ตี๋เล็กจึงเปลี่ยนมาเรียก อี...ตี๋ใหญ่โกรธไล่ให้ไปไหนก็ไป แต่ตี๋เล็กกลับบอกว่าจะวางแผนให้ “ถ้าเปลี่ยนจากอั๊วเป็นลื้อปล้ำ มันอาจจะยอมก็ได้”
ตี๋ใหญ่โมโหขยับจะชก แต่ตี๋เล็กโดดหลบเพราะระวังตัวอยู่แล้ว แถมลูบผมทำท่ากวนว่าทำคุณบูชาโทษ ถ้าอยากให้ช่วยเมื่อไหร่ให้บอก พูดจบรีบเดินหนีพร้อมเสียงหัวเราะเยาะเย้ย...
พอกลับมาตอนหัวค่ำ ชบาก็ทักว่าไม่สนุกหรือ ดอกแก้วตอบว่างั้นๆ ไม่อยากกลับดึกกลัวโดนบ่น ชบาแขวะว่าดี...กลัวให้ตลอด ดอกแก้วยิ้มๆขอตัวขึ้นนอน แต่พอเข้ามาในห้องสีหน้าเธอก็เปลี่ยนเป็นเศร้านึกถึงตอนที่คุยกับเปี๊ยก เธอถามเขาว่าจะไปเรียนต่อเมืองนอกดีไหม เปี๊ยกย้อนถามว่าชบากับฮิ้มว่าอย่างไร รู้ทั้งรู้ว่าต้องไม่อยากให้ไป เขาให้เธอเชื่อฟังทั้งสองท่าน
“หนูอยากถามความเห็นของพี่เปี๊ยก”
“ผมไม่มีความเห็น”
“พี่เปี๊ยกเกลียดหนูมากหรือคะ ถ้าเกลียดหนูมากนักก็บอกมาเลย หนูจะได้ไม่มาให้เห็นหน้าอีก” ดอกแก้วน้ำตาไหลพราก
“คุณหนู...” เปี๊ยกตกใจ เห็นดอกแก้วเดินหนี เขารีบไปดึงตัวเธอ
ดอกแก้วเสียหลักเซมาปะทะอกเปี๊ยก เขาแพ้ใจตัวเองกอดเธอไว้แน่น ดอกแก้วยังฟูมฟายว่าตนทำผิดคิดร้าย
อะไร ถึงได้รังเกียจตน เปี๊ยกละล่ำละลักว่า ไม่จริง เขาไม่เคยคิดอย่างนั้น
“แล้วทำไมกว่าจะพบกันได้แต่ละทีแสนยากเย็น หนูต้องตามตื๊อพี่เปี๊ยกเหมือนผู้หญิงไร้ยางอาย”
เปี๊ยกประคองหน้าดอกแก้วปราม “อย่าพูดอย่างนั้น คุณหนูเป็นคนดี เป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมทุกอย่าง ถ้าเป็นดอกไม้ คุณหนูก็ควรคู่กับแจกันแก้วเจียระไนที่สูงค่าพอกัน ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะมาปักไว้ในแจกันกระเบื้องราคาถูก”
“หนูเป็นแค่ดอกหญ้าที่บังเอิญโชคดี”
“ไม่ คุณหนูเป็นดอกฟ้าต่างหาก และผมจะทำทุกอย่างเพื่อให้คุณหนูดำรงฐานะนั้นไว้ตลอดไป” ...ดอกแก้วฟังแล้วซาบซึ้ง ซบอกเปี๊ยกด้วยความเศร้าเสียใจกับชะตาชีวิตตัวเอง
ooooooo
คิดทบทวนแล้ว ตี๋ใหญ่ตัดสินใจเดินมาที่เรือนเล็กเพื่อสารภาพกับชบาว่าเขารักดอกแก้ว เขาสมควรบอกเธอหรือไม่ ชบาไม่ได้รังเกียจแค่เตือนว่าดอกแก้ว รู้จักเขาในฐานะพี่ชายมาแต่เล็ก ตี๋ใหญ่อยากลองเสี่ยงดู ไม่อยากอยู่กับความไม่แน่ใจไปตลอดชีวิต สู้ให้รู้แน่ชัดไปเลยดีกว่า
“ถ้ายังงั้นก็ตามใจ เธอเป็นคนดี ดีมาตั้งแต่เด็กๆ ถ้าหากอุดมดีได้สักครึ่งหนึ่งของเธอ อาเตี่ยคงสบายใจ” ชบายินดีให้ตี๋ใหญ่ถามดอกแก้วด้วยตัวเอง
พอชบาตามดอกแก้วลงมาพบตี๋ใหญ่ ดอกแก้วเห็นท่าทางเขาแปลกๆก็ขำ ยิ่งเขาบอกว่าขอรวบรวมสมาธิก่อนจะบอกเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เธอเริ่มตั้งใจฟังอย่างตื่นเต้น
“พี่รักดอกแก้ว...ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเริ่มรักตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่พอรู้ตัวมันก็รักไปแล้ว พี่อยากรู้ว่าดอกแก้วพอจะมีใจให้พี่บ้างหรือเปล่า”
ดอกแก้วนิ่งอึ้งแล้วเริ่มอึดอัดใจ ตี๋ใหญ่สังเกตเห็นถามย้ำ “ดอกแก้วรู้สึกอย่างไรก็บอกมาตามตรง พี่รับได้ทั้งนั้น”
“ดอกแก้วรักและเคารพพี่ตี๋ใหญ่เหมือนพี่ชายค่ะ พี่ชายแท้ๆพ่อแม่เดียวกัน เพราะฉะนั้น”
“สิ่งที่พี่คิดพี่หวังไว้มันจึงเป็นไปไม่ได้” ตี๋ใหญ่ต่อคำพูดให้อย่างเศร้าๆ...ดอกแก้วกล่าวขอโทษ “จะต้องมาขอโทษอะไรพี่ เรื่องของความรักมันบังคับกันไม่ได้ คุณต้นโชคดี...”
“อะไรนะคะ ไม่ใช่ค่ะ...ดอกแก้วไม่ได้รักพี่ต้นแบบนั้น พี่ต้นเหมือนพี่ชายของดอกแก้วอีกคนหนึ่ง”
ตี๋ใหญ่รีบถามว่าดอกแก้วรักใคร เธออึ้งไม่กล้าบอก อ้างไปว่ายังไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้ ตี๋ใหญ่มองดอกแก้วอย่างสงสัย...ตี๋ใหญ่กลับไป ชบาเข้ามามองดอกแก้วเชิงปลอบใจ
ดอกแก้วบอกแม่ว่าตนไม่สามารถเปลี่ยนความรู้สึกที่รักตี๋ใหญ่อย่างพี่ชายมาเป็นอย่างอื่นได้ ชบาโอบกอดลูกปลอบว่า ไม่เป็นไร ตี๋ใหญ่โตแล้ว ก่อนที่เขาจะมาพูดเรื่องนี้กับดอกแก้ว เขาต้องเตรียมใจรับกับความผิดหวังมาแล้ว...
พอกลับเข้าบ้าน ฮิ้มเห็นสีหน้าตี๋ใหญ่เศร้าหมอง จึงชวนคุยแล้วถาม “ปีนี้ลื้ออายุเท่าไหร่แล้ว อั๊วอยากให้ลื้อเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที ลื้อมองๆใครไว้แล้วยัง เดี๋ยวจะมีลูกไม่ทันใช้”
ตี๋ใหญ่ยิ่งสะเทือนใจแต่ต้องฝืนยิ้มรับฟังไม่ให้พ่อสงสัย...
ด้วยความอึดอัดใจ ดอกแก้วเขียนจดหมายนัดเปี๊ยกออกมาพบอีก โดยผ่านทางแทนไทแต่คราวนี้ ชบารู้ทันมาดักรอแทนไทหน้าประตูใหญ่ ขอจดหมายดื้อๆ แถมกำชับ
“ต้นยังรักเคารพน้ารึเปล่า...ตัดสินใจเอาเองว่าควรจะบอกดอกแก้วหรือเปี๊ยกไหม”
แทนไทกลัดกลุ้ม จากนั้น ทุกครั้งที่ดอกแก้วฝากจดหมายไปให้เปี๊ยก ก็จะถูกชบาหรือเรียมดักขอไปทุกที...ดอกแก้วเริ่มบ่นว่าทำไมเปี๊ยกไม่ตอบจดหมายทั้งที่ตนส่งไปหลายฉบับแล้ว แทนไทอึดอัดพูดไม่ได้ พอดอกแก้วบอกว่าคงต้องให้พาไปพบเสียแล้ว เขาสะดุ้งโหยง
“พี่ต้นเป็นอะไรน่ะ วันนี้ดูจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย”
แทนไทกระสับกระส่ายหาคำตอบ ชบาเข้ามาขัดพอดี ชวนแทนไททานข้าวด้วยกัน แต่สายตาที่มองเหมือนปรามไม่ให้เขาพูดอะไร...แทนไทมาหาเปี๊ยกด้วยท่าทีอึดอัดเช่นเคย
ฟังเปี๊ยกบ่น “จะไปหวังอะไรมาก เพราะผมก็บอกเธอไปแล้วว่าไม่จำเป็นต้องเขียนมา”
“ผมคิดว่าเธอไม่ค่อยว่างมากกว่า เดี๋ยวเธอก็คงเขียนมาเอง”
“ไม่เขียนน่ะดีแล้วครับ อะไรๆมันจะได้ง่ายขึ้น”
“ผมยืนยันอะไรได้อย่างนึง น้องดอกแก้วน่ะคิดถึงพี่เปี๊ยกอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก...”
ทนอัดอั้นไม่ไหว แทนไทตัดสินใจมาบอกดอกแก้วให้ส่งจดหมายทางไปรษณีย์ ดอกแก้วข้องใจจะถาม แต่เขาชิงพูดออกไปก่อน
“อย่าคิดอะไรให้วุ่นวาย เพราะมันจะไม่เป็นผลดีกับใครทั้งนั้น เอาเป็นว่า พี่ขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง”
“แต่ดอกแก้วอยากจะถาม...”
“แต่พี่ไม่ต้องการตอบ อยากให้ทุกอย่างจบลงตรงนี้ และนับจากนี้เป็นต้นไป รับปากพี่สิ”
ดอกแก้วอ้าปากจะถามให้ได้ แทนไทตัดบท “ถ้าน้องดอกแก้วจะโกรธหรือจะโทษอะไรใคร พี่ก็ขอรับผิดเพียงคนเดียว สัญญากับพี่นะ” แทนไทยื่นมือออกไป
ดอกแก้วมองอย่างชั่งใจสักครู่ ก่อนจะยอมยื่นมือไปจับสัญญากับแทนไททั้งที่ยังข้องใจ...ดอกแก้วมาครุ่นคิดตามลำพัง ทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา แล้วสรุปเรื่องราวเอาเองว่า
“หรือว่าพี่ต้นไม่อยากส่งจดหมายให้เจ็บปวดสะเทือนใจต่อไป เพราะ...เพราะพี่ต้นชอบพี่เปี๊ยก...โธ่เอ๊ย...ดอกแก้ว
ไม่น่าจะทำร้ายจิตใจพี่ต้นขนาดนี้เลย” ดอกแก้วรู้สึกเสียใจสุดๆ...
ooooooo
เตียมเดินอ่อนระโหยโรยแรง มีเผยตามพัดวีเข้ามาในบ้าน เพราะเสียพนันในบ่อน เผยคอยปลอบว่ามีได้ก็ต้องมีเสีย แต่เตียมกลัดกลุ้มเพราะเสียมากกว่า เกรงฮิ้มจับได้จะเป็นเรื่อง ตี๋เล็กได้ยินเข้ามาหาด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์ “ม้าเคยสอนอั๊วมาตั้งแต่เด็กๆว่าการพนันเป็นสิ่งไม่ดี”
“ไอ๊หยา อาโซ้ยตี๋...ใช่ แต่อั๊วเล่งเป็งงางอาลีเหลก ไม่ล่ายเล่งหางลุ่งหางคั่ง”
“อั๊วเห็นม้าออกไปตั้งแต่เมื่อวาน เพิ่งกลับมาตอนนี้”
“ไอ๊หยา จริงเหรออีเผย...”
เผยทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมยอมรับว่าเป็นอย่างนั้น เตียม โวยทำไมไม่เตือน เผยเสียงอ่อยว่าตนก็เล่นเพลินเหมือนกัน ตี๋เล็กได้ทีขู่ว่าถ้าฮิ้มรู้ล่ะก็บ้านแตก เตียมรีบห้ามไม่ให้บอก ตี๋เล็กขอเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็นค่าปิดปาก เตียมโอดโอยว่าตนก็ถูกฮิ้มลดเงินเดือน ตี๋เล็กไม่สนใจ ให้เตียมเอาเงินเก็บมาให้เขา เตียมได้แต่ร้อง...อั๊วปวกจาย...
พอได้เงิน ตี๋เล็กก็จะออกไปเที่ยว เห็นรถแทนไทแล่นมาจากบ้านชบาหลังส่งดอกแก้วแล้ว เกิดหมั่นไส้แกล้งขับรถมาขวางหน้า แทนไทเบรกตัวโก่ง ดอกแก้วได้ยินเสียงวิ่งมาต่อว่าตี๋เล็ก แทนไทลงจากรถมา บอกดอกแก้วช่างเถอะและให้เข้าบ้านไป ตี๋เล็กยิ่งฮึกเหิม
“นึกแล้วว่าไอ้หน้าแหยแบบนี้ต้องไม่กล้าสู้”
“ผมไม่อยากมีเรื่อง” แทนไทกลับขึ้นรถ
“เอาเลย...มีเลย เพราะฉันอยากมีเรื่อง” ตี๋เล็กตะโกนไล่หลัง แทนไทแกล้งขับรถเฉี่ยว
ตี๋เล็กกระโดดหลบร้องลั่น ดอกแก้วเดินหัวเราะเข้าบ้าน...
ในขณะที่ฮิ้มซักถามเตียมว่าหายไปไหนมาทั้งคืน เตียม อึกอักๆ เผยตอบแทนว่าเตียมไม่สบายนอนป่วยอยู่บนห้องทั้งคืน ตนเป็นคนคอยส่งข้าวส่งน้ำ ฮิ้มโวย “ลื้อชื่อเตียมเกียงเรอะ”
เผยหน้าเจื่อนถอยออกห่าง ฮิ้มหันมามองเตียมให้ตอบ เตียมบอกอย่างที่เผยพูด แต่ฮิ้มไม่เชื่อ “ลื้อคิดว่าอั๊วโง่เรอะ คนอย่างลื้อต่อให้เจ็บป่วยแค่ไหนก็ต้องออกมาวางอำนาจกับเขาไปทั่ว”
“ตางใจ ไม่เชื่อก็อย่าเชื่อ อั๊วปวกจาย...จะไปนอง
พักผ่องละ” เตียมหาทางเลี่ยงหนี
ฮิ้มเรียกเผยไว้ เตียมนึกได้หันมาสั่งเผยให้ไปนวดตน เผยรีบคลานตามไปอย่างรวดเร็ว...พอออกมาพ้น เตียมก็เตือนเผยอย่าอยู่ตามลำพังกับเถ้าแก่เด็ดขาด
“ตาเถน...อีเผยไม่รู้ตัวเลยนะเจ้าคะว่าเถ้าแก่พึงพอใจอยู่”
“ใครพึงพอใจใคร...” เตียมถามอย่างงงๆ
“ก็เถ้าแก่พึงพอใจอีเผยน่ะสิเจ้าคะ”
เตียมเอาพัดตีเผยป้าบ และว่าตนกลัวฮิ้มจะเค้นถามความจริงว่าตนหายไปไหนต่างหาก...ทนไม่ไหว ฮิ้มหมุน โทรศัพท์หาตี๋ใหญ่ให้กลับบ้านเร็วหน่อย พอตี๋ใหญ่กลับมา ฮิ้มคุยธุระทันที
“อั๊วอยากให้ลื้อสืบดูหน่อยว่า หม่าม้าลื้อหายไปไหนบ่อยๆ”
“อาเตี่ย...”
“บอกตามตรงว่า อั๊วกลัวอีจะไปเล่นการพนัน หายไปหามรุ่งหามค่ำอย่างนี้ไม่มีอะไรหรอก แต่อยากจับให้มั่นคั้นให้ตายมากกว่า อีจะได้ยอมรับ”
ตี๋ใหญ่รับปาก ฮิ้มบอกว่าจะไม่ให้เตียมรู้ว่าใครสะกดรอยตาม ตี๋ใหญ่ขอบคุณจะเดินไป แต่แล้วตัดสินใจหันกลับมาถาม “อาเตี่ย...อาเตี่ยยังรักม้าอยู่หรือเปล่าครับ”
ฮิ้มนิ่งไปสักพักก่อนจะตอบว่า “ครั้งนึงอั๊วเคยรักอีมาก มันเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่อยู่กันนานๆเข้า ก็เกิดความเคยชิน ไม่ใช่อั๊วคนเดียวที่รู้สึกหรอก หม่าม้าของลื้อก็เหมือนกัน”
ตี๋ใหญ่ฟังแล้วพอจะเข้าใจเดินออกไป ฮิ้มเอนหลังพิงเก้าอี้เหมือนกำลังทบทวนความรู้สึกของตัวเอง...ตี๋ใหญ่เดินผ่านหน้าต่างห้องรับแขก เขามองไปยังบ้านชบา เตียมเข้ามาถามว่ามองอะไร เผยยื่นหน้าจะตอบ ตี๋ใหญ่เอ็ดให้หุบปากไปเลย อย่าสอดเรื่องเจ้านาย เผยจ๋อย
“อาเก๊าตี๋ อั๊วอยากให้ลื้อพูดกับอาโซ้ยตี๋หน่อย”เตียมดึงลูกชายมาคุยตามลำพัง “อีเผยมังปากซาหว่าง อั๊วเลยไม่อยากให้อีฟังล่วย”
“อ้าว...อั๊วนึกว่าม้าไม่รู้เสียอีก”
“ลื้อหาว่าอั๊วโง่งั้งซี...อั๊วอยากให้ลื้อพูดกับอาโซ้ยตี๋ให้หน่อย เรื่องการปาหยัก อีใช้เงิงเก่งเหลือเกิง”
“อั๊วเคยพูดแล้ว แต่ม้าก็ไม่เชื่อ”
“ตองนั้งยังไม่เท่าไหร่แต่ตองนี้มังหนักมากขึ้งทุกทีน่ะซี”
ตี๋ใหญ่ว่าเขาพูดตี๋เล็กไม่ฟังหรอก เตียมก็ว่าตนพูดก็ไม่ฟังเหมือนกัน ตี๋ใหญ่จึงให้เตียมใจแข็งจำกัดเงิน เตียมส่ายหน้าทำไม่ได้ “งั้นให้อาเตี่ยพูด”
“ถ้าอาเตี่ยพูก มีหวังอาโซ้ยตี๋ตายแน่”
ตี๋ใหญ่ชักหงุดหงิดอะไรก็ไม่ได้ เตียมขอร้องให้ตี๋ใหญ่คอยพูดกระตุกบ่อยๆก็ยังดี ตี๋ใหญ่ถอนใจ เพราะรู้ว่ายากที่ตี๋เล็กจะฟังเขา
ooooooo
และแล้ว เปี๊ยกก็ได้รับจดหมายทางไปรษณีย์จากดอกแก้ว เธอนัดเขาออกไปพบที่ริมคลอง ที่เคยพบกันตอนเด็ก เปี๊ยกอมยิ้ม หยิบหนังสือที่เขาทับช่อดอกแก้วไว้มาเปิดดูอย่างซาบซึ้ง
วันรุ่งขึ้น เปี๊ยกมารอดอกแก้วตั้งแต่พระอาทิตย์โผล่พ้นน้ำ เกือบชั่วโมง กว่าเธอจะมาถึง เขามองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนรักใคร่ จนเธอเขินเล็กๆ ยิ่งพอรู้ว่าเขามารอนานแล้วยิ่งปลื้มใจ
“พอดีผมช่วยอาหงวนขนของมาด้วย...ไหน คุณหนูมีอะไรจะเล่าให้ผมฟัง” เปี๊ยกแก้ตัว
ดอกแก้วลงนั่งข้างเปี๊ยก ยังลังเลว่าควรเล่าดีหรือไม่ เปี๊ยกเห็นท่าทีอึดอัดของเธอจึงบอกว่าเล่าไม่ได้ก็ไม่ต้องเล่า แต่ดอกแก้วว่าตนทนอึดอัดไม่ไหว เปี๊ยกทำหน้าล้อๆว่าจะทำอย่างไรดี
“พี่ตี๋ใหญ่มาสารภาพรักกับหนู” ดอกแก้วตัดสินใจพูด เปี๊ยกชะงักแล้วพยักหน้าช้าๆ “ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ หนูยังไม่กล้าเข้าหน้าเขาเลย มัน...รู้สึกว่าตัวเองผิดแล้วก็ไม่ค่อยจะสนิทใจเหมือนเดิม”พอเปี๊ยกบอกว่าตี๋ใหญ่เป็นคนดีดอกแก้วสวนทันที “หนูรู้ แต่จะให้หนูเปลี่ยนความรู้สึกจากพี่ชายน้องสาวมาเป็นแฟน หนูทำไม่ได้จริงๆ”
“แล้ว...คุณต้นล่ะ...”
“ยิ่งไม่มีทางใหญ่ ไม่ใช่หนูฝ่ายเดียวแต่ตัวพี่ต้นเองด้วย หนูบอกพี่เปี๊ยกแล้วไม่ใช่เหรอ”
ใจเปี๊ยกพองโต ทั้งสองนิ่งกันไปพักหนึ่ง ต่างคนต่างแอบชำเลืองมองกัน เปี๊ยกเปรยว่ามีเรื่องอะไรจะปรึกษาเขา ดอกแก้วจึงถามความเห็น ตนตัดสินใจแล้วว่าจะไปเรียนต่อเมืองนอก
“ก็แล้วแต่ใจคุณหนู แล้วปรึกษาคุณแม่กับอาเตี่ยหรือยัง”
“ยัง ก็หนูจะถามพี่เปี๊ยกนี่แหละ ว่าจะพูดยังไงดี อาเตี่ยกับแม่ถึงจะยอมให้ไป”
“อ้าว ผมนึกว่าไปปรึกษาตั้งนานแล้ว แต่ท่านคงเป็นห่วงที่คุณหนูต้องไปอยู่ตามลำพัง”
“ลำพังที่ไหน หนูจะไปกับพี่ต้น”
เปี๊ยกผงะ ขรึมลงทันที...พอดอกแก้วกลับไป เปี๊ยกยังนั่งเครียดอยู่ตรงนั้น พลันอำภาศรีเข้ามาทัก “เปี๊ยก ฉันเรียกตั้งหลายคำ มัวแต่ใจลอยไปถึงไหนจ๊ะ”
เปี๊ยกสะดุ้ง อำภาศรีมาเพื่อจะบอกลา เพราะเสี่ยจั๊วไม่สบายเป็นอัมพฤกษ์ จึงจะพากันย้ายไปอยู่ทางเหนือ เห็นว่าอากาศดี ตนเลือกที่จะดูแลเสี่ยจั๊วเพราะเขาดูแลทั้งตนและครอบครัวมาตลอด เปี๊ยกยินดีด้วย อำภาศรีจึงขอโทษที่ทำให้มีปัญหากับดอกแก้ว และเตือนเปี๊ยกให้ต่อสู้เพื่อความรัก ฐานะไม่ใช่เรื่องสำคัญ ขอให้เขามุ่งมั่นฝ่าฟันอุปสรรค เปี๊ยกยกมือไหว้ขอโทษที่ล่วงเกิน อำภาศรีส่ายหน้าและบอกว่าตนเป็นคนเริ่มก่อน ทั้งสองจากกันด้วยความเข้าใจ...
หมดเรื่องนั้นก็มาเจอเรื่องหมวยอีก เจ๊ส้วนมาตามให้เปี๊ยกช่วยไปดูหมวย เกรงจะฆ่าตัวตายเพราะซึมเศร้าเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง โทษตัวเองทำให้ต้อยตาย เปี๊ยกต้องไปช่วยปลอบ...
พอหงวนกับจิ๊บรู้ก็เตือนเปี๊ยกให้ระวังจะถูกสองแม่ลูกนั่นเกาะไม่ปล่อย...เปี๊ยกเหนื่อยใจเข้ามานั่งในห้อง เห็นถุงช็อกโกแลตที่เขาเตรียมไว้ให้ดอกแก้ว จึงหยิบขึ้นมามองอมยิ้มกับตัวเอง
วันรุ่งขึ้น เปี๊ยกเดินออกมาซ่อนถุงไว้ด้านหลัง ไม่อยากให้หงวนกับจิ๊บเห็น พอสองคนชวนกินข้าว เขาก็ขอตัวจะรีบไปธุระ จิ๊บเห็นถุงไวๆตะโกนถามว่าจะเอาไปให้ใคร เปี๊ยกไม่ตอบเดินลิ่วๆออกไป สองคนหวั่นใจสงสัยจะเอาไปให้หมวย...แต่ความจริงเปี๊ยกเอามาให้ดอกแก้ว เขายืนลังเลอยู่หน้าบ้านชบาซักพัก ว่าจะกดกริ่งดีหรือไม่ ในที่สุดก็ตัดสินใจกด เรียมออกมาเปิดประตู พอเห็นว่าเป็นเปี๊ยกก็รีบบอกว่าดอกแก้วไม่อยู่ เปี๊ยกจึงฝากไว้ให้ เรียมเอาของมาให้ชบาโดยไม่ได้ดูว่าเป็นอะไร ชบารับมาเปิดดู
“ไหนดูสิ อ๋อ ช็อกโกแลต”
“จะให้คุณหนูมั้ยคะ”
“ไม่ต้อง ฉันยกให้เรียม”
เรียมจึงเอาไปแอบไว้ข้างตู้เย็น แล้วไปจัดโต๊ะอาหารต่อ ดอกแก้วลงมาถามว่าใครมากดกริ่ง สองคนมองหน้ากันไม่คิดว่าดอกแก้วจะได้ยิน ชบาโยนให้เรียม “ใครมาฮึ เรียม...”
เรียมสะดุ้ง “คือ...เอ้อ...เขามาถามทางน่ะค่ะ”
ดอกแก้วไม่ติดใจนั่งทานอาหารเช้าไป แล้วเกิดอยากทานน้ำส้มจึงลุกไปหยิบเอง เรียมถอนใจ “เมื่อกี้เรียมตกใจแทบแย่แน่ะค่ะ อยู่ดีๆคุณก็โยนเรื่องมาให้”
“ขอโทษที ฉันตกใจน่ะ”
ดอกแก้วเปิดตู้เย็นหยิบน้ำส้มออกมา แล้วเลยเห็นถุงพิงอยู่ข้างตู้เย็น จึงดึงมาดู ถุงหลุดมือหล่น กล่องช็อกโกแลตกับการ์ดเล็กๆตกออกมา ดอกแก้วหยิบมาอ่าน...เรียมนึกได้ว่าวางถุงไว้รีบวิ่งเข้าไปในครัว เห็นดอกแก้วกำลังอ่านการ์ด
“ช็อกโกแลตพี่เปี๊ยกฝากมาให้หนู ทำไมถึงมาอยู่ในนี้คะ”
“อ๋อ เอ้อ พี่เรียมลืมให้คุณหนูน่ะค่ะ มัวแต่ยุ่งๆนี่ดีนะคะที่คุณหนูมาเจอเอง ไม่ยังงั้นพี่เรียมก็ลืมไปเลย” เรียมแก้ตัวออกไป
ดอกแก้วเห็นว่าไม่น่าจะลืม เรียมจึงอ้างว่าตนแก่แล้ว และหันไปมองชบาเชิงให้ช่วย ชบาช่วยออกตัวว่าระยะหลังมานี้ตนก็ขี้ลืมบ่อย ดอกแก้วเดินออกไปเงียบๆ สองคน มองตามอย่างกังวลว่าดอกแก้วจะเชื่อไหม
ooooooo
เมื่อถูกขอให้ช่วยเตือนตี๋เล็กเรื่องใช้เงินเปลือง ทำให้ตี๋ใหญ่กับตี๋เล็กทะเลาะกัน ตี๋เล็กว่าไม่ต้องมาสั่งสอน เพราะตนฉลาดและเพอร์เฟกต์ ตี๋ใหญ่หัวเราะ
“เพอร์เฟกต์มากถึงขนาดอาเตี่ยไล่ออกจากบ้าน”
ตี๋เล็กหาว่าฮิ้มไม่ยุติธรรมใครๆก็รู้ ตี๋ใหญ่ย้อนถามว่าใครที่ว่าก็เห็นจะมีแต่ตี๋เล็กคนเดียว
“ยังมีอาม้ากับอีเผยอีก” ตี๋เล็กแย้งแล้วเรียกเตียมกับเผยออกมา
ตี๋ใหญ่หัวเราะเยาะ แต่พอเตียมกับเผยออกมา ตี๋เล็กถาม “อาม้า อาเฮียบอกว่า มีแต่อั๊วคนเดียวที่เห็นว่าอาเตี่ยไม่ยุติธรรม แต่อั๊วบอกว่ายังมีอาม้ากับอีเผยอีก จริงรึเปล่า”
ทั้งเตียมและเผยตอบว่าจริง ตี๋เล็กหันไปเยาะพี่ชาย “ได้ยินหรือยัง อ้อ...ยังมีอีกเรื่องนึงนะอาม้า อาเฮียบอกว่าอั๊วใช้เงินเปลือง ไม่รู้จักประหยัด”
“ไอ้หยา อาเก๊าตี๋ ทังไมลื้อว่าน้องยังงั้ง ลื้อถือลียังไง อาโซ๊ยตี๋ใช้เงิงอั๊ว ไม่ใช่เงิงลื้อหรือเงิงใครซักหน่อย ลื้อไม่ต้องมาจุ้งจ้างวุ่งวาย เอาตัวของลื้อให้รอกก่องเถอะ แล้วค่อยมาสั่งสองคงอื่งเขา”
“ม้า...” ตี๋ใหญ่งงและโกรธมาก ยิ่งตี๋เล็กหัวเราะเยาะ เขาจึงเดินหนีออกไป
เตียมกับเผยวิ่งตามมาที่รถ เตียมรีบบอกตี๋ใหญ่ “อั๊วรู้ว่าลื้อโกกอั๊ว แต่ลื้อโกกแม่ไม่ล่ายมังบากมั่กๆ”
เผยช่วยเสริมว่าผิดศีลธรรมด้วย ตี๋ใหญ่ตวาดให้เผยหุบปาก แล้วหันไปต่อว่าเตียม “ม้า...ต่อไปอั๊วจะไม่เชื่อแล้วก็ไม่ช่วยม้า เรื่องไอ้ตี๋เล็กอีก”
“ไอ้หยา...ไม่ช่วยม้าแล้วลื้อจะไปช่วยแมวที่ไหน อาเก๊าตี๋นา ลื้อช่วยพูกให้อั๊วที”
“ก็อั๊วพูดแล้ว แต่พอมันเรียกม้ามา ม้ากลับเข้าข้างมัน แถมยังช่วยด่าอั๊วอีก แล้วยังงี้มันจะมีประโยชน์อะไร อั๊วไปล่ะ”
“ไม่ให้ไป จงกว่าลื้อจะสังญาว่าจะช่วยอั๊ว” เตียมดึงแขนลูกชายไว้
ตี๋ใหญ่ถอนใจ เตียมลำเลิกว่า “คงเป็งลูกต้องกาตังญู รู้คุงพ่อแม่ รู้จักตอกแทง...”
“ตอบแทนเจ้าค่ะ ทั้งตอกทั้งแทงคงไม่เหมาะ”เผยอดปั้นจิ้มปั้นเจ๋อไม่ได้
เตียมเอ็ดให้หุบปาก ตี๋ใหญ่สุดจะทนขอตัวไปทำงานก่อน กลับมาค่อยคุยกัน เตียมมองลูกชายขับรถออกไป แล้วหันมาถามเผย
“อีเผย ลื้อว่าอาตี๋ใหญ่จะช่วยอั๊วหรือเปล่า”
“อีเผยถูกสั่งให้หุบปากเจ้าค่ะ...แต่ถ้าจะให้ดี อีเผยขอเสนอแนะว่า...อัตตาหิ อัตโน นาถา เอ๊ย นาโถ...คงเป็นที่พึ่งแห่งตงเจ้าค่ะ”
“ตงเป็งที่พึ่งแห่งตง” เตียมแก้ให้แล้วเดินมึนๆเข้าบ้านไป เผยวิ่งตาม
ooooooo
ไม่คาดคิดว่าดอกแก้วกับเปี๊ยกจะติดต่อกันทางจดหมาย เรียมรับจดหมายมาก็วางบนโต๊ะดอกแก้วมาถึงเลือกจดหมายตัวเองเอาขึ้นห้องไปอ่าน ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับข้อความในจดหมาย
“คุณหนูคนดี...เรื่องคุณหนูไปเรียนต่อ ความจริงผมเห็นด้วยกับอาเตี่ยและคุณแม่ของคุณหนูว่า คุณหนูยังเด็กเกินไป น่าจะเรียนให้จบปริญญาตรีเสียก่อน แต่ถ้าคุณหนูมั่นใจว่าคุณต้นจะดูแลคุณหนูได้ ผมก็ยินดีด้วย ต่อไปเป็นเรื่องของผมบ้าง การงานของผมเริ่มอยู่ตัวแล้วดีขึ้นเป็นลำดับ ที่โรงแรมมีฝรั่งมาใช้บริการมากพอสมควร จึงเป็นโอกาสดีที่ผมจะได้ฝึกภาษาอังกฤษไปด้วย นอกจากนี้ชีวิตประจำวันผมก็ไม่มีอะไรมาก คุณหนูล่ะครับเป็นอย่างไรบ้าง ระลึกถึง คุณหนูเสมอ...พี่เปี๊ยก...”
เปี๊ยกได้รับจดหมายตอบ ดอกแก้วเชื่อฟังเขาที่จะไม่ไปเรียนต่อ เธอดีใจกับความก้าวหน้าด้านการงานของเขา เธอเล่าว่าฮิ้มแก่ลงไปมากให้เขามาเยี่ยมบ้าง และยังเล่าว่าเตียมกับเผยพากันออกไปนอกบ้านบ่อยๆ จบท้ายด้วย เธอคิดถึงเขาเช่นกัน...เปี๊ยกยิ้มปลื้มกอดจดหมายไว้แนบอก
วันเวลาผ่านไป ชบาพาทรงชัยมาให้รู้จักกับดอกแก้ว ทรงชัยเป็นหนุ่มหล่อ ท่าทางสุภาพ พูดเพราะ เอาอกเอาใจเก่งทั้งผู้ใหญ่และสาวๆ “นั่งก่อนสิ เดี๋ยวน้าไปเอาน้ำท่ามาเลี้ยง”
ชบาให้เรียมไปตามดอกแก้วลงมา ทรงชัยมองดอกแก้วอย่างพึงพอใจ ชบาแนะนำ “ยัยหนู นี่พี่ทรงชัย หลานชายคุณป้าบุญนำไงจ๊ะ...ลูกสาวน้าจ้ะ ชื่อดอกแก้ว”
“ชื่อเพราะจังครับ”
“มานั่งนี่สิลูก” ชบาเรียกดอกแก้ว
“เห็นคุณน้าบอกว่ากำลังรอผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย คณะอะไรนะครับ”
“คณะบัญชีค่ะ จบแล้วจะได้มาช่วยงานอาเตี่ย”
ทรงชัยชมว่าดี ชบาขอตัวไปอาบน้ำ ดอกแก้วรู้ความประสงค์ของแม่ทันที เริ่มรู้สึกอึดอัด ทรงชัยสังเกตเห็นจึงขอลากลับ ชบาให้ดอกแก้วเดินไปส่งที่รถ สองคนเดินออกไป ชบายิ้มปลื้ม
ในห้องนั่งเล่นตึกใหญ่ เตียมกำลังดมยาดมจะเป็นลมเพราะเสียการพนันอีกตามเคย เผยวิ่งหน้าตื่นมารายงานว่าชบาพาผู้ชายเข้าบ้าน เตียมผุดลุกขึ้นชะเง้อมอง เห็นดอกแก้วยืนพูดคุยกับทรงชัยสักพักก่อนเขาจะขับรถออกไป
“นังชบานี่สังคังมาก”
เผยสะดุ้งถาม “สังคังนี่คงไม่ค่อยจะดีมังคะ”
“หน็อยแน่ะ ซักพาผู้ซายพายเรือมาให้นังลูกสาว”
“อีแบบนี้ คุณชายเล็กอดแน่เจ้าค่ะ ทางฝ่ายนั้นแม่เขาสนับสนุน”
“เฮอะ ยังกะอั๊วอยากล่ายมังมาเป็งซาใภ้นักนี่ มังไม่คู่ควงกะอาโซ้ยตี๋ของอั๊ว”
“ทางโน้นเขาก็คงคิดคล้ายๆกันนั่นแหละเจ้าค่ะ”
เตียมทำหน้างง เผยแนะให้เตียมนำเรื่องเสนอฮิ้ม เตียมย้อนถามหมายถึงฟ้องหรือ เผยบอกให้ใช้คำว่าเสนอจะฟังดูดีกว่า
“เหรอ งั้งเหลียวอาเฮียกักมา อั๊วจะนำซาเหนอทังที ถ้าอาเฮียหล่า อั๊วจะล่ายบอกว่าลื้อเป็งคงแนะนำ”...เผย ชะงักมองเตียมที่ลุกเดินออกไป
ส่งทรงชัยแล้ว ดอกแก้วกลับขึ้นห้องเขียนจดหมายหาเปี๊ยก ชบาเคาะประตูแล้วเปิดเข้ามา
“นั่นเขียนจดหมายถึงใครจ๊ะ”
ดอกแก้วตอบว่าเพื่อน ชบามองอย่างสงสัยแต่ไม่ถาม หันมาชวนคุยว่าพรุ่งนี้ตนชวนทรงชัยมาทานข้าวเย็น ให้ดอกแก้วช่วยทำกับข้าว ดอกแก้วรับคำอย่างแคลงใจ...
วันรุ่งขึ้น หมวยมาหาเปี๊ยกที่บ้านด้วยสภาพทรุดโทรม บอกว่าฝันถึงต้อยทุกคืนจนนอนไม่หลับ เปี๊ยกปลอบว่าต้อยไปสบายแล้วอย่าโทษตัวเอง
“หมวยต้องอย่าอยู่ว่างหาอะไรทำ ช่วยป้าส้วนขายของแน่ะ ฉันเห็นแกขายคนเดียว เวลาไม่มีหมวยก็ไม่ค่อยมีคนอุดหนุนเท่าไหร่”
หมวยว่าตนไม่มีแก่ใจจะทำอะไร แต่เปี๊ยกให้ฝืนใจทำ หมวยรับปากจะพยายาม หมวยเอนตัวซบเปี๊ยก เขาชะงักเล็กน้อยก่อนจะลูบแขนหมวยอย่างปลอบโยน...ตกเย็น เปี๊ยกซ้อนมอเตอร์ไซค์โอ่งมาหาดอกแก้วที่บ้าน พร้อมกับถือหมูสะเต๊ะ และรังนกมาฝากเธอและฮิ้ม ขณะกำลังจะกดกริ่ง รถทรงชัยแล่นเข้ามา คนงานมาเปิดประตูให้ เปี๊ยกมองโดยที่ทรงชัยไม่ได้สนใจเขาเลย โอ่งเดินมายืนข้างเปี๊ยก
ซึ่งกำลังมองทรงชัยลงจากรถพร้อมช่อดอกไม้ กับถุงขนม
“ใครวะ...มีกุหลาบมาด้วยแฮะ” โอ่งถามเปี๊ยก
“ไม่รู้...” เปี๊ยกเห็นเรียมออกมารับของ ยิ้มแย้มต้อนรับอย่างดี
“ไอ้เปี๊ยก ท่าจะยังไงๆแล้วว่ะ...อ้าว เฮ้ย...ไอ้เปี๊ยกรอด้วย” โอ่งเห็นเปี๊ยกเดินไปดื้อๆจึงวิ่งตาม
ooooooo
ดอกแก้วก้มหน้าก้มตาทำกับข้าวในครัว ชบาให้ออกไปคุยกับทรงชัยก็ไม่ยอมไปเสียที เรียมบอกว่าทรงชัยเอากุหลาบช่อใหญ่มาฝากด้วย เธอก็ไม่สนใจ จนชบาต้องเสียงเข้ม
“ยัยหนู ออกไปเถอะลูก อย่ามัวโยกโย้”
ดอกแก้วหน้างอเดินออกมาหาทรงชัยที่ห้องรับแขก เขาลุกขึ้นยื่นช่อดอกไม้ พร้อมถุงขนมให้ ดอกแก้วไหว้ขอบคุณแล้วเปรยว่า ความจริงไม่ต้องซื้ออะไรมา เพราะแม่กับเรียมทำไว้หลายอย่าง พอเรียมยกอาหารมาวาง ทรงชัยก็ชมว่าน่าทานทุกอย่าง ดอกแก้วนึกได้
“แม่ขา หนูจะแบ่งแกงจืดลูกรอกไปให้อาเตี่ยนะคะ ผัดเปรี้ยวหวานด้วย”
“พี่เรียมเอาไปเองดีกว่าค่ะ”
“หนูเอาไปเองดีกว่า ถ้าหิวก็ทานกันไปก่อนนะคะ หนูไปเดี๋ยวเดียวเอง” ดอกแก้วลุกเดินไปทันที ไม่ฟังเสียงทัดทานของชบา ทรงชัยสังเกตทุกอย่างเงียบๆ
ในขณะที่เปี๊ยกกับโอ่งเข้ามาเยี่ยมฮิ้มที่ตึกใหญ่
ฮิ้มเตือนว่าคราวหน้าไม่ต้องเสียเงินเสียทองเอาอะไรมาฝาก เตียมอดแขวะไม่ได้
“อยากจะอวกร่ำอวกรวยทั้งๆที่ไม่มีจะอวก”
“อาเตียมเกียง ถ้าลื้อไม่พอใจก็ออกไปได้”ฮิ้มรำคาญ
“อั๊วจาอยู่ตรงนี้ ใครจะทังไม นี่เป็งบ้างของอั๊ว”
เปี๊ยกกับโอ่งพยักหน้ากันให้กลับ เปี๊ยกขยับตัว “ผมรบกวนเถ้าแก่พอสมควรแล้ว คงจะต้องลากลับล่ะครับ”
“ลีมาก ควัมจิงไม่น่าจะมาเลยล่วยซ้ำ”
ฮิ้มไม่พอใจ สั่งเผยไปหาน้ำกับขนมมาต้อนรับ เผยเบิ่งตากว้างมองไปทางเตียม เปี๊ยกเกรงใจขอตัวกลับ ฮิ้มไม่ยอม สั่งเผยให้รีบไปจัดมา เตียมขัดว่าเผยเป็นคนของตนไม่ให้ไปไหน ฮิ้มจึงบอกว่า ตนเป็นเจ้าของบ้าน ถ้าไม่ทำตามคำสั่งก็ไม่ต้องมาอยู่บ้านนี้ เผยสะดุ้งรีบลุกไปโดยไม่ลืมมองเปี๊ยกกับโอ่งอย่างเหยียดๆ...พอเทน้ำใส่แก้วอย่างกระแทกกระทั้น เผยมองซ้ายมองขวาทำท่าจะถ่มน้ำลายลงไป ฮิ้มเข้ามาขัด “นั่นลื้อจะทำอะไร”
เผยสะดุ้งโหยงรีบแก้ตัวว่า เห็นขี้ผงเลยจะเขี่ยออก ฮิ้มว่าให้ระวังตัวเองไว้เถอะ แล้วไล่ให้ยกออกไป...ฮิ้มเชื้อเชิญเปี๊ยกกับโอ่งให้ทาน ดอกแก้วหิ้วปิ่นโตเข้ามา เห็นเปี๊ยกกับโอ่งก็ดีใจ ฮิ้มชวนให้ทานข้าวด้วยกัน ดอกแก้วหน้าเบ้ บอกว่าชบามีแขกที่บ้านตนต้องกลับไปทานด้วย เปี๊ยกเมินหน้าสะเทือนใจ เตียมแทรกขึ้น
“อาผู้ชายหนุ่งๆคงนั้งใช่มั้ยล่ะ”
“คนที่อีเผยเห็นแน่ๆเลยเจ้าค่ะ หนุ่มๆรูปหล่อ”เผยสอดแทรกตามเคย
“ทำไมพวกลื้อต้องบรรยายขนาดนั้น” ฮิ้มข้องใจ
“พี่ทรงชัยเป็นหลานคุณป้าบุญนำไงคะอาเสี่ย”
“ครูบุญนำเรอะ อาเตี่ยจำได้”
ดอกแก้วชวนเปี๊ยกกับโอ่งไปทานข้าวที่บ้าน เปี๊ยกขอตัวอ้างว่าโอ่งมีธุระต้องไป ฮิ้มร้องอ้าว...ทำไมไม่บอกแต่แรก เปี๊ยกกับโอ่งยกมือไหว้แล้วเดินออกไปพร้อมดอกแก้ว ระหว่างทาง โอ่งเดินรั้งท้ายให้เปี๊ยกกับดอกแก้วเดินคุยกันไป
“ทำไมพี่เปี๊ยกหน้าบึ๊งบึ้ง”
“ก็ผมไม่ได้กำลังอารมณ์ดีเหมือนคุณหนูนี่”เปี๊ยกอดประชดไม่ได้
“รู้ได้ยังไงว่าหนูกำลังอารมณ์ดี”
“เพราะคุณหนูมีเพื่อนใหม่หอบดอกกุหลาบแดงมาให้ถึงที่บ้าน”
“หนูชอบดอกแก้ว”เห็นเปี๊ยกชะงักมองหน้า ดอกแก้วจึงบอกว่า“ชอบมากที่สุด เพราะเป็นชื่อหนู และคนที่ตั้งให้ก็เป็นคนดีที่สุด”
“คุณหนูทราบหรือครับว่าใครตั้งให้”
“แม่บอกตั้งนานแล้ว...ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน หรือว่าหนูจะมีเพื่อนใหม่สักกี่คน ก็จะไม่มีใครมาแทนที่พี่เปี๊ยกได้เลย...พี่เปี๊ยกอย่าลืมหนูแล้วกัน”
เปี๊ยกนิ่งอึ้ง มองดอกแก้วอย่างตื้นตัน ตอบเธอว่า ไม่มีวัน...สองคนสบตากันราวกับให้สัญญาต่อกัน โอ่งมองเพื่อนอย่างรู้สึกเป็นสุขแทน
กลับเข้ามา เห็นชบาคุยอยู่กับทรงชัย ยังไม่ทานอะไรกัน ดอกแก้วทักว่า ทำไมไม่ทานกันก่อน ทรงชัยยิ้มแล้วตอบว่าตนอยากรอเธอ ชบามองดอกแก้วเชิงตำหนิ ดอกแก้วจึงเอ่ยขอโทษที่มาช้า ชบาลุกขึ้นจะไปให้เรียมยกแกงร้อนๆออกมา ดอกแก้วรีบอาสาไปเอาเอง แล้ววิ่งตื๋อไป
“ดูสิ ลูกคนนี้...”ชบาห้ามไม่ทัน หันมายิ้มนิดๆเมื่อเห็นสายตาทรงชัยที่มองตามดอกแก้ว
พอโอ่งขี่รถมาส่งเปี๊ยกหน้าซอย โอ่งก็พูดขึ้นว่า“ยินดีด้วยว่ะเรื่องคุณหนูของเอ็ง”
“คุณหนูไม่ใช่ของข้า เอ็งอย่าไปพูดให้ใครได้ยินนะเว้ย”
“ไอ้เปี๊ยก ข้าดูก็รู้ว่าเอ็งกับคุณหนูมีใจตรงกัน”
“ไอ้โอ่ง...”เปี๊ยกฉุน
“เอ็งอย่ามามัวนั่งบ้าแบ่งชั้นวรรณะอะไรอยู่เลยวะ ไอ้เปี๊ยก ทั้งเอ็งทั้งคุณหนูต่างก็รู้กันอยู่แก่ใจว่าอะไรเป็นอะไร”
“หยุด...ไอ้โอ่ง”
“ข้าไม่เข้าใจว่าเอ็งต้องมาทำเป็นโง่อยู่ทำไม”
“หยุด...ไอ้โอ่ง”
“ข้าไม่เข้าใจว่าเอ็งต้องมาทำเป็นโง่อยู่ทำไม”
“บอกให้หยุด”
“ข้าไม่หยุด”
“ไอ้โอ่ง...”
“ทำไม เอ็งจะต่อยข้างั้นสิ...อย่าบ้าไปหน่อยเลยไอ้เปี๊ยก” โอ่งตะโกนตามหลังเมื่อเห็นเปี๊ยกเดินหนีเข้าซอยบ้านไป...
เปี๊ยกเข้าบ้านเดินไปมาครุ่นคิดถึงคำพูดของโอ่ง แล้วถอนใจ เขาอุตส่าห์วางดอกแก้วไว้ในที่สูงแล้ว เขาจะไม่มีวันดึงเธอลงมาตกต่ำแน่
ooooooo
ขณะที่ชบา ดอกแก้ว และทรงชัยกำลังทานของหวานกันอยู่ เผยมาตะโกนเรียกหน้าบ้านอย่างไม่มีความเกรงใจ เรียมออกไปถามว่ามีธุระอะไร เผยตอบเชิดๆว่า ฮิ้มให้มาตามชบาไปพบ พูดจบสะบัดหน้ากลับไป เรียมมองตามอย่างหมั่นไส้ แล้วจึงมาเรียนชบา
“นังเผยมันบอกว่าเถ้าแก่ให้คุณชบาไปพบค่ะ”
“เรื่องอะไร เขาบอกหรือเปล่า”
เรียมบอกว่าเปล่า ชบาจึงหันมาบอกดอกแก้วให้คุยกับทรงชัยไปก่อน เดี๋ยวตนมา แต่ดอกแก้วจะตามไปด้วย ชบาเอ็ด “เอ๊ะ...ยัยหนู”
“ผมว่าจะกลับพอดีเหมือนกันครับ” ทรงชัยเข้าใจสถานการณ์
“อ้าว...วงแตกเลย” ชบาเสียดาย
ทรงชัยอ้างว่าต้องไปทำธุระให้บุญนำ ดอกแก้วจึงชวนเดินออกไปพร้อมกัน เรียมส่ายหน้าที่เสียเรื่องหมด... ดอกแก้วควงแขนชบาคุยกันประสาแม่ลูกมาที่ตึกใหญ่ ฮิ้มนั่งหน้าตึงรออยู่ ชบาทักถามว่าอาหารที่ทำมาให้อร่อยไหม เตียมหาว่า ชบาจะเบี่ยงเบนเรื่อง ฮิ้มหันมาตวาดให้เงียบหรือไม่ก็ออกไป เตียมหน้าตึง
“อาชบา ลื้อชักนำใครมาให้รู้จักอาดอกแก้ว”
“เฮียหมายความว่ายังไงคะ”
“ยังมาทังเป็งไม่รู้เรื่อง เฮีย...” เตียมอดไม่ได้ที่จะออกความเห็น
ฮิ้มหงุดหงิด ไล่ทั้งเตียมและเผยออกไป เตียมร้องปวกจายสะบัดลุกขึ้นเดินพัดเยิบๆ แต่ไม่วายออกมาแอบฟังอยู่หน้าห้อง...ฮิ้มขอให้ดอกแก้วกลับตึกเล็กไปก่อน ดอกแก้วอิดออด
“หนูไปแล้ว อาเตี่ยอย่าดุแม่นะคะ”
“อาเตี่ยไม่ดุคนที่ไม่ทำผิดหรอก ออกไปก่อนนะลูก” ฮิ้มลูบหัวดอกแก้วอย่างเอ็นดู
ดอกแก้วยอมกลับไป ฮิ้มหันมาถามชบา “ทำไมลื้อต้องทำเหมือนอาดอกแก้วไม่มีค่า ทำไมต้องพาผู้ชายมาให้อี”
“เฮียพูดน่าเกลียด ทรงชัยเป็นหลานชายคนเดียวของพี่บุญนำ เฮียก็รู้จัก เขาทั้งร่ำรวยมีการศึกษา หน้าตาดี นิสัยดี พี่บุญนำก็เคยเห็นยัยหนูมาตั้งแต่เด็กๆ ทรงชัยเองก็พอใจ”
“เท่าที่ลื้อพูดมานี่ ดูเหมือนผู้ชายคนนี้ไม่มีที่ติเลยนะ”
“หากจะมีก็คงมีน้อยที่สุดค่ะ”
“อาดอกแก้วว่ายังไง”
“ดอกแก้วยังไม่มีใคร ฉันมั่นใจว่า...”
“ลื้อรู้ได้ยังไงว่าอาดอกแก้วยังไม่มีใคร”
ชบาสะดุ้ง ฮิ้มเตือน “เรื่องอย่างนี้ ลื้ออย่าไปบังคับจิตใจอี”
“ฉันไม่ได้บังคับ แค่พาคนที่ดีพร้อมมาให้ลูกเลือกเท่านั้น”
“ไม่มีใครที่ดีพร้อมหรอกอาชบา”
“อาจจะใช่ แต่เท่าที่เห็น เขาก็ดีที่สุด”
“ผู้ชายลักษณะที่ลื้อว่านี่ มักจะเจ้าชู้...อั๊วรู้ว่าลื้อรักและก็หวังดีกับอาดอกแก้ว เพราะฉะนั้นลื้อต้องดูให้ดีๆ” ฮิ้มรีบพูดก่อนที่ชบาจะแย้งว่า เราไม่ได้ตามดูทรงชัยตลอดเวลาจะรู้ได้อย่างไร
“ทำไมฉันจะไม่รู้ว่า...อยู่กับผู้ชายเจ้าชู้ต้องขมขื่นขนาดไหน ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ ฉันไม่ปล่อยให้ยัยหนูต้องไปกินน้ำใต้ศอกใครเหมือนฉันหรอก”
ฮิ้มเป็นฝ่ายอึ้งไปบ้างเมื่อโดนย้อนกลับ
ooooooo










