สมาชิก

โบ๊เบ๊

ตอนที่ 13

วันต่อมา ลูกน้องเสี่ยจั๊วมาตามเปี๊ยกไปพบเสี่ย เปี๊ยกระมัดระวังตัวอย่างมากด้วยไม่ค่อยไว้ใจ แต่พอพวกมันบอกว่าเป็นเรื่องของเพ้งกับเหมย เปี๊ยกจึงตามไป พอไปถึงกำลังจะเข้าห้องทำงานเสี่ยจั๊ว อำภาศรีเดินสวนออกมา มีหน้าตาบวมช้ำ เปี๊ยกตกใจถามว่าใครทำอะไร อำภาศรีไม่ได้ตอบแต่กระซิบให้เขาระวังตัว แล้วเลี่ยงไป เสี่ยจั๊วเรียกเปี๊ยกให้เข้าไปนั่ง

“คุณอำภาเป็นอะไรหรือครับ” เปี๊ยกถามทันที

“เมื่อกี้เขาบอกว่ายังไงล่ะ”

เปี๊ยกส่ายหน้า เสี่ยจั๊วหัวเราะอย่างมีเลศนัย “งั้นสงสัยว่าจะตกบันไดมั้ง เดินซุ่มซ่ามไม่ดูตาม้าตาเรือก็เป็นแบบนี้แหละ”

“เสี่ยทำอะไรเขาหรือเปล่า” เปี๊ยกสงสัย

“ก็แล้วทำไมอั๊วจะต้องทำอะไรมันด้วย มันทำผิดคิดร้ายอะไรเรอะ” เสี่ยจั๊วมองเปี๊ยกเขม็ง เห็นเปี๊ยกนิ่งจึงยิ้มเยาะเล็กๆ “ลื้อก็ตอบไม่ได้...อั๊วให้คนไปตามลื้อมา เพราะจะบอกว่า อั๊วทำตามสัญญาแล้ว ก็เรื่องไอ้เพ้งกับเหมยฟ้าไง อั๊วให้ลูกน้องไปสืบที่ร้านใหม่ของมัน...”

ลูกน้องเสี่ยจั๊วพาเปี๊ยกไปดูร้านใหม่ของเพ้งกับเหมย พอดีสองคนกำลังถกเถียงกันเรื่องการค้าที่ดูท่าจะไปไม่รอด เหมยหาว่าเพ้งโง่ ทีตอนทำอยู่กับฮิ้มถึงขายดิบขายดี เพ้งตอบว่า ฮิ้มกับตี๋ใหญ่เป็นคนคิดวางแผนทุกอย่างเขาแค่ทำตาม ไม่วายเหมยยังว่าเพ้งโง่ที่ไม่รู้จักจำ เพ้งเริ่มฉุนแล้วเขาก็แอบเห็นเหมยออกจากบ้านไปขึ้นรถผู้ชายคนหนึ่ง จึงรู้ว่าเหมยมีชู้...เปี๊ยกเห็นทุกอย่างรู้สึกสมน้ำหน้าเพ้ง

ชบายังคุยกับเรียม ด้วยไม่เข้าใจว่า ทำไมแทนไทถึงพาเปี๊ยกมาใกล้ชิดดอกแก้วบ่อยๆทั้งที่เปี๊ยกเป็นคู่แข่งไม่ทันไร เปี๊ยกมากดกริ่งหน้าบ้าน เรียมไปเปิดประตู เขาขอพบชบา เรียมไล่ให้กลับไป เปี๊ยกเริ่มแปลกใจว่าทำไมดูเรียมรังเกียจเขามากขึ้น พลันดอกแก้วเดินออกมา เธอจึงพาเขาไปหาชบา ชบาชักสีหน้านิดหน่อยไม่ค่อยอยากให้เปี๊ยกมาที่บ้านอีก แต่พอเปี๊ยกบอกว่าเขาพบเพ้งกับเหมยแล้ว ชบาก็หันมาฟังอย่างกระตือรือร้น เปี๊ยกเล่าว่ากิจการเพ้งไม่ค่อยดี

“กรรมตามสนองนั่นแหละ สมน้ำหน้า” ดอกแก้วสะใจ

“พูดไม่เพราะเลยยัยหนู”

“คนเนรคุณแบบนี้ไม่เห็นจำเป็นต้องพูดดีเลยนี่คะ อาเตี่ยรู้คงสะใจ ไปบอกอาเตี่ยกันเถอะ พี่เปี๊ยก” ดอกแก้วจูงมือเปี๊ยกดึงออกไป ชบามองตามอย่างหนักใจ

จูงลากเปี๊ยกออกมานอกบ้าน เขาขืนตัวดึงมือออก ดอกแก้วงงถามว่ารังเกียจตนหรือ เปี๊ยกรู้ว่าชบายังมองอยู่จึงไม่ตอบอะไร ดอกแก้วสะบัดหน้าเดินไปอย่างงอนๆ เปี๊ยกเดินตาม แต่แล้วเธอหยุดกะทันหัน เปี๊ยกชนเกือบล้ม ทั้งคู่จับกันไว้ตามสัญชาตญาณ เปี๊ยกรีบปล่อยแล้วขอโทษ ดอกแก้วหันมาถาม “ทำไมพี่เปี๊ยกต้องทำท่าเหมือนรังเกียจหนู”

“เหลวไหล...” เปี๊ยกไม่อยากพูดอะไรมากแล้วขอให้ดอกแก้วพาไปพบฮิ้ม

มาถึงตึกใหญ่ เตียมกับเผยกันไม่ให้ดอกแก้วพาเปี๊ยกเข้าไป ตี๋ใหญ่ออกมาเจอจึงบอกจะไปตามฮิ้มออกมาให้เอง เตียมร้องลั่น

“เหลียวก่อง อาเก๊าตี๋ ลื้อทังอั๊วปวกใจตาหลอกปี”

“อั๊วขอโทษ แต่อั๊วไม่อยากให้อาเตี่ยตำหนิม้า เพราะเปี๊ยกคงมีเรื่องสำคัญจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้ามาหรอก” ...เตียมอึ้งเห็นจริงอย่างที่ตี๋ใหญ่พูด

ฮิ้มขอบใจที่เปี๊ยกไม่ลืมที่รับปากไว้ เปี๊ยกขอโทษที่มันล่าช้าไปหน่อย ดอกแก้วแขวะว่าเปี๊ยกมัวแต่ไปติดผู้หญิง เปี๊ยกปฏิเสธไม่จริง ดอกแก้วยืนยันว่าจริง

“จะรักชอบใคร ดูดีๆก็แล้วกัน เลือกที่เขาเป็นคนดี รู้จักทำมาหากิน และมีความกตัญญูรู้คุณ” ฮิ้มตักเตือนอย่างจริงใจ เปี๊ยกจำต้องรับคำโดยปริยาย...แต่แล้วฮิ้มก็บอกว่า เขาเลิกโกรธแค้นเพ้งกับเหมยแล้ว ยิ่งตัวเองมาเจ็บป่วยแบบนี้ ยิ่งรู้ว่า ยังมีกฎแห่งกรรมที่จะลงโทษทั้งสองคนนั่น เปี๊ยกอยากให้สองคนรับโทษทางกฎหมาย แต่ก็รู้ว่าเพ้งกำลังรับโทษจากกฎแห่งกรรมอยู่...

และแล้วเหมยก็ทิ้งเพ้งไปจริงๆ เธอกลับมาจะเก็บข้าวของออกไปกับชายชู้ เพ้งจับได้ ตบตีเหมยจนเธอไปแจ้งความ ทั้งสองขึ้นโรงพัก ด่าว่าสาวไส้กันและกัน จนกลายเป็นสารภาพความจริงออกมาต่อหน้าตำรวจ จึงโดนจับเข้าคุกทั้งคู่ เกรียงให้คนไปตามเปี๊ยกมารับฟัง...พอเพ้งเห็นเปี๊ยกก็ขอให้ไปบอกฮิ้มมาช่วยประกันตัว เปี๊ยกเดินขบกรามเข้ามาใกล้เพ้ง

“เฮียไม่ละอายใจบ้างหรือไง เฮียเนรคุณเถ้าแก่ถึงขนาดจะฆ่าจะแกงกัน แล้วยังจะมีหน้าขอความช่วยเหลือจากท่านอีก”

“อั๊วผิดไปแล้ว...” เพ้งโอดครวญ เหมยแขวะว่าทุเรศ เปี๊ยกว่าทุเรศทั้งสองคนนั่นแหละ...

เปี๊ยกจะมารายงานฮิ้มแต่คนงานไม่เปิดประตูให้เข้าไปเพราะเตียมสั่งห้าม ดอกแก้วเห็นจึงพาเปี๊ยกเข้ามาเอง เปี๊ยกเตือน

“ค่อยๆเดินครับ เดี๋ยวก็หกล้มแขนหักไปอีกข้างนึงหรอก”

“พี่เปี๊ยกจะไปหาอาเตี่ยเหรอคะ”

“ครับ ทำไมคุณหนูไม่ไปโรงเรียน”

“ที่โรงเรียนมีงาน หนูขี้เกียจไป ถึงไปก็ไม่สนุกเพราะแขนหักก็เลยอยู่บ้านดีกว่า”

สองคนเดินคุยกันไปทางตึกใหญ่ โดยข้างในตึกนั้นตี๋เล็กกำลังโวยวายต่อว่าตี๋ใหญ่ด้วยความเบื่อหน่ายไม่พอใจ ก็เลยโดนตี๋ใหญ่ตบหัวไปเต็มแรง เตียมเข้ามาเห็นกับตาจึงตำหนิตี๋ใหญ่หลายคำ แต่ตี๋ใหญ่ไม่ได้ใส่ใจจะฟัง กลับหันไปให้ความสนใจดอกแก้วกับเปี๊ยกที่โผล่เข้ามาด้วยกัน

“เปี๊ยกมาหาอาเตี่ยหรือ”

“ครับ”

“อั๊วพาไปเอง”

ตี๋ใหญ่เดินนำสองคนนั้นไปทันที เตียมมองตามตาขวางไม่พอใจลูกชายคนโตที่ให้ความสำคัญกับคนอื่นมากกว่าตน

“ม้า...ทำไมม้าไม่ลงโทษไอ้ตี๋ใหญ่ มันตบหัวอั๊ว เดี๋ยวอั๊วก็โง่หรอก” ตี๋เล็กโวย

“นั่นสิเจ้าคะ คุณตี๋เล็กยิ่งฉลาดๆอยู่ด้วย” เผยพูดโพล่งประสาคนปากไว

“ลื้อประชดอั๊วเรอะ อีเผย” ตี๋เล็กตะคอกขึงขังจนเผยกลัวหัวหด รีบปฏิเสธปากคอสั่น

“โอ๊ย...มิกล้าเจ้าค่ะ”

“หยุดได้เลี้ยวอีเผย ลื้อนี่ชอกต่อปากต่อคังนัก”

“ม้าต้องจัดการไอ้ตี๋ใหญ่ให้อั๊วนะ ให้อั๊วตบหัวมันเป็นการเอาคืน”

“ล่ายเลย ให้มังออกมาก่อง” เตียมไฟเขียวเต็มที่ เพราะหมั่นไส้ตี๋ใหญ่อยู่เป็นทุน

ooooooo

หลังฟังเรื่องราวของเพ้งจากเปี๊ยกแล้ว ฮิ้ม

ถึงกับถอนใจยาวอย่างปลดปลงก่อนเปรยออกมาว่า

“ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้แหละ จะไปเอาอะไรมากมาย”

“พี่เปี๊ยก พี่ตี๋ใหญ่ เห็นมั้ยว่าอาเตี่ยใกล้จะบรรลุนิพพานแล้ว” ดอกแก้วแซวยิ้มๆ เพราะอยากเห็นอาเตี่ยอารมณ์ดี ส่วนตี๋ใหญ่นั้นข้องใจว่าอาเตี่ยไม่โกรธเพ้งเลยหรือ

“ตอนแรกโกรธขนาดฆ่ามันได้เลย แต่มาถึงตอนนี้ ลำพังปล่อยมันไปตามบุญตามกรรมก็จะแย่แล้ว ขืนไปแจ้งความเอาโทษอีก มันคงไม่ได้ผุดได้เกิดกันพอดี...ขอบใจนะอาเปี๊ยก ที่คอยเป็นธุระให้ตลอด ลื้อเป็นคนกตัญญูรู้คุณ ชาตินี้ไม่มีวันตกอับหรอก”

“ขอบพระคุณมากครับ” เปี๊ยกพนมมือไหว้ฮิ้มอย่างซึ้งใจ

พอฮิ้มถามเรื่องเรียนของเปี๊ยกซึ่งอีกหลายเดือนกว่าจะจบ ตี๋ใหญ่รีบกำชับเปี๊ยกทันทีว่า ถ้าจบแล้วยังไม่มีงานทำ ก็ให้มาทำกับตน ตนชอบที่เปี๊ยกเอาใจใส่และละเอียดรอบคอบ

“เดี๋ยวดอกแก้วเรียนจบแล้วจะมาช่วยทำอีกคนนะคะ”

“เฮียบอกหรือยังว่าจะรับ” ตี๋ใหญ่แกล้งแหย่ ดอกแก้วหน้าง้ำทุบแขนตี๋ใหญ่อย่างงอนๆ

ฮิ้มมองภาพนั้นอย่างครุ่นคิด เปี๊ยกเหลือบเห็นสายตาฮิ้มก็ชะงักไปเหมือนกัน

ooooooo

ออกจากตึกใหญ่มาแล้ว ดอกแก้วคุยจ้อแทบไม่มองทาง เป็นเหตุให้เดินสะดุดเกือบล้มถ้าเปี๊ยกไม่เข้ามาโอบประคองเธอไว้ เรียมกำลังกระวนกระวายรอคอยคุณหนู พอเห็นเปี๊ยกถูกเนื้อต้องตัวดอกแก้วก็บ่นอุบอิบไม่ค่อยชอบใจ

“น่าหยิกนักเชียว คุณหนู”

สองคนเดินมาถึงประตูรั้ว เปี๊ยกให้ดอกแก้วกลับเข้าบ้าน แต่ดอกแก้วทำท่าจะไม่ยอม อยากไปส่งเขาที่หน้าบ้านก่อน

“เหลวไหล นั่นพี่เรียมมองแล้ว”

เรียมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าเปี๊ยกเห็น ดอกแก้วบ่นเบื่อหน่ายพี่เรียม เดาว่าเดี๋ยวพี่เรียมต้องไปฟ้องแม่แน่ๆ แต่พอเปี๊ยกถามว่าฟ้องอะไร ดอกแก้วก็อึกอักไม่กล้าพูด...

เมื่อถูกชบาซักถามว่าเปี๊ยกมาทำไม ดอกแก้วเหลือบมองเรียมนิดหนึ่งก่อนตอบแม่ว่า พี่เปี๊ยกมาบอกอาเตี่ยว่าอาเพ้งกับเหมยฟ้าถูกตำรวจจับ แล้วเมื่อสักครู่พี่ตี๋ใหญ่ก็ใจดีมากๆ ชวนพี่เปี๊ยกให้มาทำงานด้วยหลังจากเรียนจบ

ชบานิ่งฟังอย่างไม่สบายใจนักโดยเฉพาะเรื่องเปี๊ยก พอลับหลังลูกสาว ชบาจึงให้เรียมไปตามตี๋ใหญ่มาพบและพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวที่หลังบ้าน

“ที่ออกมาคุยกันข้างนอกเพราะยายหนูอยู่ในบ้าน ครูไม่อยากให้แกได้ยิน...ได้ยินว่า ถ้าเปี๊ยกเรียนจบเธอจะรับเขาเข้าทำงาน”

“ครับ ว่าจะให้เข้ามาทำเต็มตัวเลย”

“อย่ารับได้ไหม”

“อะไรนะครับ”

“ครูอยากขอร้องไม่ให้เธอรับเปี๊ยกเข้าทำงาน”

“ผมไม่เข้าใจ”

“เธออาจจะคิดว่าครูไม่ดี ครูเป็นโรคประสาท แต่ครูไม่อยากให้เปี๊ยกกับดอกแก้วสนิทสนมกันมากกว่านี้ เธอเข้าใจมั้ย...ครูไม่ได้ว่าเปี๊ยกไม่ดี แต่ในฐานะคนเป็นแม่ ย่อมอยากให้ลูกมีชีวิตที่ราบรื่นมีความสุข ครูไม่อยากให้ดอกแก้วต้องกัดก้อนเกลือกิน”

“ครูเป็นคนดีครับ แล้วก็เป็นแม่ที่ดีด้วย”

“ไม่ใช่ว่าครูจะดูถูกหรือเกลียดชังเปี๊ยก แต่ถ้าแยกทั้งสองคนตั้งแต่ตอนนี้ จะดีกว่าปล่อยให้เขาผูกพันกันจนแยกไม่ได้”

“ผมเข้าใจครับครู และจะทำตามที่ครูต้องการทุกอย่าง”

“ขอบใจมากโกวิท ขอบใจจริงๆ”

“ไม่เป็นไรครับ ครูทำใจให้สบายนะครับ” ตี๋ใหญ่รับปากแข็งขัน ทำให้ชบาเบาใจ คลายความวิตกกังวลไปได้บ้าง

ooooooo

จากนั้นตี๋ใหญ่ส่งคนไปตามเปี๊ยกมาพบที่ร้าน กาแฟ เขาครุ่นคิดคำที่จะพูดกับเปี๊ยกว่าไม่ต้องมาทำงาน กับเขาแล้ว กาแฟที่วางอยู่ตรงหน้าละลายไปโดยที่เขาไม่ได้ดื่มแม้แต่นิดเดียว ทำให้เปี๊ยกรู้ว่า ตี๋ใหญ่ต้องมีเรื่องหนักใจอย่างมาก เมื่อตี๋ใหญ่เกริ่นมาว่า

“ที่บอกว่าอีกหลายเดือนจบน่ะ อีกกี่เดือน”

“สามสี่เดือนครับ”

“ก็ไม่นานเท่าไหร่นี่...อั๊วอยากให้ลื้อลืมเรื่องที่เราพูดกันเมื่อวาน อั๊วต้องขอโทษที่ทำให้ลื้อมีความหวัง แล้วกลับทำให้ผิดหวังในที่สุด”

เปี๊ยกก้มหน้านิ่งข่มใจรับฟัง ตี๋ใหญ่ถามว่าไม่ถามเขาหรือว่าทำไม เปี๊ยกส่ายหน้ารู้ว่าเขาต้องมีเหตุผล ตี๋ใหญ่ตบไหล่เปี๊ยกเบาๆ “ขอบใจลื้อมาก เพื่อเป็นการตอบแทน อั๊วจะฝากงานให้”

“ขอบคุณครับ แต่อย่าให้ผมต้องรบกวนเลย ผมคิดว่าจะทำงานที่โรงแรมเต็มตัว”

ตี๋ใหญ่ขอบใจอีกครั้งและบอกว่ามีอะไรให้ช่วยก็บอก เขาวางเงินค่ากาแฟแล้วบอกเปี๊ยกว่าเงินทอนยกให้ก่อนจะเดินไป เปี๊ยกมองเงินนั่นด้วยสีหน้าเจ็บปวด ท้อแท้อย่างมาก...สักพักเปี๊ยกฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง เขาเอาสร้อยพระไปจำนำ เพื่อเอาเงินมาคืนให้โอ่ง เพราะไม่อยากเบียดเบียนใครอีก แถมยังกำชับโอ่งห้ามไปไถ่คืนมาให้เขาอีก ไม่อย่างนั้นเขาจะเลิกคบ...

ในขณะที่ดอกแก้วยังร่าเริงยินดีที่เปี๊ยกจะเข้ามาทำงาน ที่ร้าน และต่อไปตนก็จะได้ทำงานด้วยกัน เรียมเห็นความดีใจของดอกแก้วแล้วอดเหน็บไม่ได้ “สงสัยดีใจเก้อแล้วมั้งคะ”

ดอกแก้วสะดุดหู สงสัยว่าต้องมีเรื่องอะไรแน่ จึงรีบไปซักถามชบา พอชบารู้ว่าเรียมหลุดปากออกมาจึงพยายามหาข้ออ้างว่า “นี่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ อาเตี่ยอาจจะเห็นว่าเปี๊ยกไม่เหมาะสมกับงานนี้ก็ได้ แต่พอถึงเวลาที่เปี๊ยกเรียนจบอาจจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกก็เป็นได้”

ดอกแก้วไม่อยากเชื่อว่าฮิ้มจะไม่ให้รับเปี๊ยกเข้าทำงาน เธอรีบไปถามฮิ้ม ชบาหนักใจอย่างมากเรียมเข้ามาขอโทษที่พลั้งปากออกไป ชบาหวังว่า ฮิ้มคงหาทางออกให้ได้...

แต่พอดอกแก้วถาม “อาเตี่ยเป็นคนไม่อนุญาตให้พี่เปี๊ยกทำงานกับพี่ตี๋ใหญ่ใช่ไหมคะ”

“อั๊วยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย จะว่าไป อั๊วอยากให้รับด้วยซ้ำ อาเปี๊ยกเป็นคนดี”

“งั้นจะเป็นใคร...” ดอกแก้วชักสงสัย

ฮิ้มว่าดอกแก้วคงเข้าใจผิด ดอกแก้วครุ่นคิด กลับมาที่เรือนเล็กด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่พูดคุยกับใคร เดินขึ้นห้องไป ชบาสบตากับเรียมและคิดว่าคงไม่มีอะไรแล้ว...แต่ไม่เป็นอย่างนั้น ดอกแก้วกลับมาดักรอตี๋ใหญ่กลับจากทำงาน ตี๋ใหญ่แปลกใจชวนเข้าไปคุยในบ้านเธอก็ไม่ไป

“ท่าทางจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายแฮะ” ตี๋ใหญ่พูดล้อๆอย่างเอ็นดู

“ทำไมพี่ตี๋ใหญ่ไม่รับพี่เปี๊ยกเข้าทำงาน ทั้งๆที่รับปากแล้ว”

ตี๋ใหญ่อึดอัดใจ พยายามหาคำตอบที่ไม่กระทบใคร ว่าเป็นความต้องการของเปี๊ยกเอง ดอกแก้วสะบัดหน้าเดินเข้าบ้านไป...เสียงตี๋เล็กหัวเราะ

“ไง นางเอกงอนไปแล้วเรอะ ทำไมไม่นัดในห้องล่ะ จะได้หนีไปไหนไม่ได้”

ตี๋ใหญ่กำลังจะเดินเข้าบ้านหันขวับมาชกหน้าตี๋เล็กล้มคว่ำแล้วเดินไป ตี๋เล็กโกรธจัดตามจะเอาคืน แต่ต้องชะงักเมื่อ เจอฮิ้มนั่งจิบน้ำชาอยู่ จึงฟ้องฮิ้มว่าถูกตี๋ใหญ่ต่อย ฮิ้มกลับถามว่าต่อยกี่ที พอตี๋เล็กตอบว่าทีเดียว ฮิ้มบอกว่าน้อยไป เตียมเดินมาพอดีถามว่าคุยอะไรกัน ฮิ้มจึงบอกว่า

“อาเก๊าตี๋มันต่อยอาโซ้ยตี๋ทีเดียว อั๊วเลยบอกให้ต่อยอีก”

“อาเฮีย ลื้อทำไม่ถูก ลื้อไม่ยุติทัง”

“อาเก๊าตี๋เป็นคนมีเหตุผล ถ้าอีต่อยใครก็หมายความว่าไอ้คนนั้นมันสมควรโดนแล้วโดยเฉพาะไอ้โซ้ยตี๋” ฮิ้มพูดหน้าตาเฉย

เตียมเต้นผาง ฮิ้มจึงให้ตี๋ใหญ่เล่าถึงสาเหตุให้ฟัง แต่พอตี๋ใหญ่จะอ้าปาก ตี๋เล็กก็โวยวายขัดขึ้นเพราะรู้ว่าตนเป็นคนเริ่มก่อน แถมโวยเสร็จก็เดินหนีไปเสียดื้อๆ เตียมทำท่าจะตามลูกรักไป แต่ต้องชะงักกับเสียงสั่งเฉียบขาดของฮิ้ม

“ถ้าตามไปก็ไม่ต้องกลับมาอีก”

เตียมโกรธมากแต่ไม่กล้าขัดคำสั่ง ได้แต่สะบัดหน้ากลับขึ้นห้องไปร้องไห้

ooooooo

ชบาเห็นดอกแก้วเก็บตัวเงียบในห้องจึงเข้ามาพูดคุยด้วย ดอกแก้วโกรธตี๋ใหญ่ด้วยเข้าใจว่าเขาเปลี่ยนใจไม่ให้เปี๊ยกมาทำงานด้วย ชบารู้สึกผิดอยากจะสารภาพแต่ก็พูดไม่ออก

ในที่สุดชบาก็ตัดสินใจคุยกับเปี๊ยกด้วยเรื่องนี้ เธอขอร้องให้เปี๊ยกบอกดอกแก้วว่าเขาไม่อยากทำงานกับตี๋ใหญ่เอง เปี๊ยกรู้ทันทีว่าชบาคือผู้อยู่เบื้องหลังเพราะไม่ต้องการให้เขาใกล้ชิดดอกแก้ว ซึ่งเปี๊ยกก็เข้าใจความรู้สึกของคนเป็นแม่ที่รักและเป็นห่วงลูกสาว เขาจึงยินดีทำตามที่ชบาซึ่งเป็นผู้มีพระคุณของเขาขอร้อง

เปี๊ยกเดินออกมาจากบ้านเจอดอกแก้วกลับจากโรงเรียนพอดี เขาถือโอกาสพูดคุยทำความเข้าใจกับเธอเรื่องที่ชบาขอร้องเมื่อสักครู่ แต่ไม่กล่าวอ้างกระทบถึงใคร

ดอกแก้วสงสัยทำไมจู่ๆเปี๊ยกถึงพูดเรื่องนี้ ถามเขาว่าใครบอก หรือว่าพี่ตี๋ใหญ่

“คุณตี๋ใหญ่จะมาบอกผมทำไม ผมไม่มีความสำคัญขนาดนั้นหรอกครับ ผมเองยังเกรงใจคุณตี๋ใหญ่แทบแย่ที่ต้องปฏิเสธเขา”

ดอกแก้วไม่อยากเชื่อ เปี๊ยกเลยต้องหาข้ออ้างขึ้นมาอีก บอกว่าทางโรงแรมให้ตนทำงานเต็มตัวหลังเรียนจบ ดอกแก้วหน้างอย้อนถามว่าพ่อของตนก็มีพระคุณทำไมไม่มาช่วยงาน แล้วเธอก็คิดไปเองว่าทางโรงแรมคงให้เงินมากกว่า เปี๊ยกอึดอัดลำบากใจแต่ก็ยอมให้เธอเข้าใจไปอย่างนั้น

ดอกแก้วผิดหวังเสียใจกลับมาร้องไห้กับชบา รำพึงรำพันว่าเกลียดเปี๊ยก ไม่นึกว่าเขาจะเห็นแก่เงิน เห็นคนอื่นดีกว่า...ชบาพูดไม่ออกเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าอะไรเป็นไร จึงได้แต่ปลุกปลอบดอกแก้ว และลึกๆก็สงสารเปี๊ยกเหมือนกัน

ooooooo

เปี๊ยกกลับบ้านด้วยจิตใจที่เศร้าหมองไม่อยากพูดคุยกับใคร เขาตั้งใจจะหลบเข้าห้องอยู่เงียบๆคนเดียว แต่หงวนร้องทักและหยิบซองบนหลังตู้มาส่งให้

“เปี๊ยก อาลืมบอกไป เมื่อวานแม่เขาส่งจดหมายมาแน่ะ”

“ขอบคุณครับ” เปี๊ยกรับจดหมายของแม่เข้าไปอ่านในห้อง “เปี๊ยก...หมวยเล็กไปแล้วนะ แม่เห็นเก็บเสื้อผ้าเลยถามว่าไปไหน เขาบอกว่าจะกลับบ้านเพราะทนความเงียบเหงา ความลำบากไม่ได้ต่อไปแล้ว...ไอ้ความเงียบเหงาน่ะอาจใช่ แต่ความลำบากน่ะไม่เป็นความจริง เพราะอยู่กินครบสามเวลา และก็ไม่เคยให้เงินช่วยเหลืออะไรด้วย ซึ่งแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเห็นว่าเป็นเมียต้อย”

เปี๊ยกพับจดหมายใส่กระเป๋าเสื้อ ถอนใจเดินออกจากห้อง แล้วก็เจออาหงวนเข้าอีก หงวนอยากรู้ว่าเสียงเขียนจดหมายมาว่าอย่างไรบ้าง เปี๊ยกไม่อยากให้อารู้เรื่องหมวยจึงตอบเลี่ยงไม่ค่อยตรงคำถามนักว่าแม่สบายดี

“แล้วนั่นจะไปไหน” หงวนถามทันทีที่เห็นเปี๊ยกจะออกจากบ้าน

“ไปธุระหน่อยครับ”

“ธุระเยอะจริงนะหมู่นี้” หงวนตะโกนไล่หลังประชดหลานชายด้วยความหมั่นไส้

ooooooo

เปี๊ยกตัดสินใจมานั่งรอต้อยที่กระท่อม เห็นต้อยขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาก็ถามว่าไปเอารถมาจากไหน ต้อยบอกว่าเสี่ยจั๊วให้ยืม

“ตกลงนี่เอ็งทำงานกับเสี่ยจั๊วหรือวะ”

“ใช่...คนไม่มีความรู้อย่างข้าจะให้ไปทำอะไรได้ เสี่ยให้เฝ้าโรงบิลเลียดก็วิเศษแล้ว เอ็งมีเรื่องอะไรถึงให้ไอ้พรไปตามข้ามา”

“แม่ข้าเขียนจดหมายมาบอกว่าหมวยเล็กกลับมาแล้ว”

“อะไรนะ!” ต้อยตกใจและแปลกใจว่าเป็นไปได้ยังไง ทำไมตนไม่รู้เรื่องเลย...

ส่วนหมวยพอออกจากบ้านแม่ของเปี๊ยกมาก็ตัดสินใจหอบเสื้อผ้ากลับไปบ้าน เจ๊ส้วนเห็นลูกสาวก็โผเข้ากอดด้วยความดีใจ

“แม่ดีใจเหลือเกินที่เอ็งกลับมา เอ็งไปอยู่ไหนมาวะ”

หมวยโกหกว่าไปอยู่บ้านเพื่อนแต่ไม่บอกว่าเป็นใคร เจ๊ส้วนไม่ติดใจเพราะหวังว่าลูกสาวกลับมาจะได้ตบแต่งไปกับเส็งเสียที แต่หมวยเกรงว่าเส็งคงโกรธและไม่อยากมองหน้าตนอีก

“ไม่หรอก เขารักเอ็งจะตาย เขาบอกแม่ว่าจะรอจนกว่าเอ็งกลับมา แล้วเอ็งล่ะ ว่ายังไง”

“ถ้าไม่ได้อยู่กับคนที่เรารัก หมวยก็ขออยู่กับคนที่รักเรา และก็ให้ความสุขกับเราได้ทุกอย่างดีกว่า มันอาจจะพอชดเชยกันได้”

พูดไปแล้วหมวยถอนใจ พยายามทำสีหน้าให้สดชื่น เพราะรู้แล้วว่าไม่มีทางเอาชนะใจเปี๊ยกได้ ก็ไม่ขอทนกัดก้อนเกลือกินกับต้อยอีกต่อไป

ooooooo

พอรู้เรื่องจากเปี๊ยก ต้อยดึงดันจะไปตามหมวย กลับมา เปี๊ยกห้ามไว้และให้ตอบก่อนว่า ถ้าหมวยไม่ยอมกลับจะทำอย่างไร ต้อยไม่อยากเชื่อว่าหมวยจะทิ้งตน ถึงอย่างไรต้องไปถามให้ได้ เปี๊ยกจึงขอเป็นคนขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปให้

หน้าบ้านหมวย มีผู้คนสัญจรไปมา ต้อยตะโกนเรียกให้หมวยออกมา หมวยตกใจละล้าละลัง เจ๊ส้วนให้ลูกสาวอยู่ในบ้าน ตนออกไปรับหน้าเอง

“มาตะโกนโหวกเหวกอะไรแถวนี้เฮอะ”

“ผมมาหาหมวย”

“หมวยไม่ได้อยู่ที่นี่”

“ไม่จริง...”

“ไอ้ต้อย ฉันไม่แพ่นกบาลแกก็บุญแล้ว บังอาจพาลูกสาวฉันหนี ไอ้เปี๊ยกก็เหมือนกันเป็นพ่อสื่อพ่อชักเจ้ากี้เจ้าการดีนัก”

เปี๊ยกดึงต้อยให้กลับ แต่ต้อยไม่ยอม ตะโกนเรียกหมวยให้ออกมาไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งเธอยอมออกมาแล้วบอกให้เขากลับไป ตนยอมรับว่าต้อยเป็นคนดี แต่ตนทนกัดก้อนเกลือกินไม่ไหวจริงๆ ต้อยถึงกับอึ้งพูดไม่ออก เปี๊ยกตบไหล่เบาๆเชิงปลอบ แล้วชวนให้กลับบ้าน...หมวยเข้ามาในบ้าน นั่งกอดเข่าครุ่นคิดสงสารต้อย เจ๊ส้วนเตือนว่าผู้ชายน่ะลืมง่ายแถมย้ำ

“เฮียเส็งเขายังรักเอ็งอยู่นะ”

“ทั้งๆที่รู้ว่าหมวยหนีตามต้อยไปน่ะเหรอ”

เจ๊ส้วนยืนยันว่าใช่ ทำให้หมวยตัดสินใจเลือกเส็ง เจ๊ส้วนดีใจยิ้มน้อยยิ้มใหญ่...

วันรุ่งขึ้น ขณะที่เปี๊ยกกำลังจัดของในร้าน ดอกแก้วเดินเข้ามาด้วยความลังเล เปี๊ยกหันมาเจอรีบดึงเธอออกไปจากร้าน แล้วถามว่ามากับใคร ดอกแก้วตอบว่ามาคนเดียว เปี๊ยกตกใจ

“เดี๋ยวคนรู้จักเห็นเข้า คุณหนูจะเสียหายนะครับ...มีใครรู้หรือเปล่าว่ามาที่นี่” พอเห็นดอกแก้วส่ายหน้า เขาจึงถามแล้วมาทำไม ดอกแก้วอ้างว่ามาซื้อผลไม้ เขาไม่เชื่อ

ดอกแก้วมองหน้าเปี๊ยกถามอย่างจริงจัง “อะไรทำให้พี่เปี๊ยกเปลี่ยนไป”

“ผมก็เป็นของผมอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว”

“ที่เห็นแก่เงินมากกว่าความผูกพันน่ะเหรอ”

“คุณหนูคงหมายถึงที่ผมเลือกทำงานโรงแรมแทนที่จะทำกับคุณตี๋ใหญ่”

“ก็จะอะไรเสียอีกล่ะ”

“ยังมีอีกหลายอย่างที่คุณหนูไม่รู้เกี่ยวกับผม...อย่าคิดว่าคุณหนูรู้จักผมดี ผมไม่ชอบทำงานอุดอู้อยู่แต่ในร้านผ้าทั้งวัน ผมชอบทำงานโรงแรมเพราะได้รู้จักคนเยอะแยะ ที่สำคัญเงินเดือนก็มากกว่า ความก้าวหน้าก็มากกว่า...”

“พอที...” ดอกแก้วทนฟังไม่ไหว

“คุณหนูมาที่นี่เพราะต้องการให้แน่ใจไม่ใช่หรือว่าผมคิดยังไง”

“หนูรู้จักพี่เปี๊ยก พี่เปี๊ยกไม่ใช่คนอย่างนั้น”

“ก็เพิ่งพูดอยู่หยกๆว่าคุณหนูไม่ได้รู้จักผมดีอย่างที่คิด อย่างเรื่องอำภาศรีนั่นก็ใช่”

“หมายความว่า...พี่เปี๊ยกมีอะไรกับเขาจริงๆ...”ดอกแก้ว เห็นเปี๊ยกยิ้มนิดๆรู้สึกผิดหวังสุดๆ “พี่เปี๊ยก...หนูคงคิดไปเองจริงๆว่าหนูรู้จักพี่เปี๊ยกดีกว่าใคร”

“คุณหนูก็เคยได้ยินไม่ใช่หรือว่า จิตมนุษย์นี้ไซร้ ยากแท้หยั่งถึง” เปี๊ยกยังยิ้ม
ทำให้ดอกแก้วเสียใจ หันหลังกลับวิ่งหนีไป เปี๊ยกมองตามด้วยสีหน้าสลดลง...

ooooooo

ในขณะที่เปี๊ยกกำลังซื้อโจ๊กจะเอาไปให้ต้อยที่กระท่อม เส็งยกพวกไปทำร้ายต้อย เพราะแค้นที่พาหมวยหนีไป เส็งพลั้งมือแทงต้อยจนตายอยู่หน้ากระท่อม เปี๊ยกถือถุงโจ๊กเดินมา ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นเส็งกับพวกเดินสวนไปอย่างมีพิรุธ

พอมาถึงกระท่อม เห็นต้อยนอนเลือดท่วมอยู่ที่พื้น เปี๊ยกตกใจทิ้งถุงโจ๊ก น้ำตาไหลพรากเข้ามาช้อนร่างเพื่อนเขย่าให้ฟื้นก่อนจะตะโกนก้อง “ไอ้เส็ง ไอ้กวง ข้าจะลากเอ็งเข้า ตะรางให้ได้”

โอ่ง เฮง หน่อน และเกรียงตามมาที่โรงพยาบาล เห็นเปี๊ยกยืนมองศพต้อย ขบกรามแน่นด้วยสายตาเคียดแค้น “ไอ้ต้อย ข้าจะเอาเลือดไอ้เส็งมาเซ่นเอ็งให้ได้”

“ไม่มีประโยชน์ เพราะนอกจากมือเอ็งจะเปื้อนเลือดแล้ว เอ็งยังต้องติดคุกฐานฆ่าคนตายอีก สะใจได้เดี๋ยวเดียวเท่านั้น สู้จัดการมันตามกฎหมายไม่ได้ ข้าสัญญาว่าจะจับไอ้เส็งมารับโทษให้ได้” เกรียงเตือนสติเปี๊ยก...โอ่ง เฮงและหน่อนเห็นด้วย

ทั้งเส็งกับกวงโดนตำรวจไล่ล่า ต้องหนีไปกบดานในโรงแรมจิ้งหรีด และให้ผ่องกับแผ้วหาทางหนีทีไล่ให้ ผ่องกับแผ้วนัดแนะจะเอารถมารับตอนทุ่มตรง

ooooooo

พอแทนไททราบข่าว รีบมาหาดอกแก้วที่บ้าน เรียมเข้ามาเมียงมองทำทีคอยรับใช้ เพราะเกรงแทนไท จะชักชวนให้พบกับเปี๊ยกอีก แทนไทอึกอักไม่พูดอะไร ดอกแก้วเข้าใจจึงบอกเรียม

“หนูไม่ใช้อะไรพี่เรียมแล้ว หนูจะคุยกับพี่ต้น... ตามลำพัง” ดอกแก้วเน้นคำ

เรียมจำใจเดินออกไป แทนไทจึงบอกเรื่องที่ต้อยถูกแทงตายดอกแก้วตกใจเป็นห่วงว่าเปี๊ยกต้องเสียใจมากๆจึงขอให้แทนไทพาไปวัดด้วย เธอวิ่งไปขออนุญาตชบาไปงานศพต้อย

“อย่าไปเลยลูก หนูไม่ได้รู้จักสนิทสนมอะไรกับนายต้อยนั่นสักหน่อย”

“พี่ต้อยเป็นเพื่อนสนิทของพี่เปี๊ยก หนูรู้ว่าพี่เปี๊ยกเสียใจมาก หนูอยากไปปลอบเขา”

“เปี๊ยกไม่ใช่เด็กๆนะจ๊ะ แล้วก็เป็นผู้ชายด้วย หนูไม่ต้องไปปลอบโยนอะไรเขาหรอก”

ดอกแก้ววิงวอน ชบาไม่อยากให้ลูกไปใกล้ชิดเปี๊ยกอีก แต่จำต้องยอมโดยตนจะไปด้วย ดอกแก้วดีใจรีบไปแต่งตัว...

เรียมออกมาเมียงมองว่าจะไปไหนกัน พอแทนไทบอกว่าจะไปงานศพต้อย เรียมตกใจเพราะเห็นกันมานานเหมือนกัน ชบากับดอกแก้วแต่งชุดดำลงมา ชบาสั่งเรียมไว้ ถ้าฮิ้มถามหาให้บอกว่าตนกับลูกไปงานศพ

ไม่พ้นสายตาเผยไปได้ เผยวิ่งตุ้มต๊ะตุ้มตุ้ยมารายงานเตียม ตี๋เล็กได้ยินหัวเราะสมน้ำหน้า
“แหงล่ะซี เพื่อนลูกเขยนี่ จะเลือกลูกเขยทั้งทีดันเลือกไอ้เปี๊ยก ตาต่ำยิ่งกว่าตาตุ่ม อั๊วดีกว่ามันตั้งเยอะ ดันมองข้าม”

“เจ้าค่ะ ในโลกนี้ไม่มีใครดีเลิศประเสริฐศรีเท่าคุณตี๋เล็กอีกแล้ว...เสียแต่ไม่ค่อยมีใครเห็น”
ตี๋เล็กกำลังยิ้มเชิดอย่างภูมิใจ ต้องชะงักเพราะฟังๆดูเผยชมหรือด่ากันแน่ เตียมถามเผย

“โอ๊ย ระดับคุณตี๋เล็กนี่ไม่ต้องด่าแล้วเจ้าค่ะเขารู้กันหมด” เผยหัวเราะคิกคักๆ แต่พอเงยหน้ามาเห็นเจ้านายเขม้นมองก็รีบหุบปาก ก้มหน้านิ่ง

ooooooo

มาถึงวัด แทนไทพาดอกแก้วกับชบาเดินตรงไปที่ศาลาไม่ทันไร หมวยลงจากแท็กซี่มายืนเศร้าๆสักพัก ก่อนจะสูดลมหายใจราวกับทำใจก่อนจะเดินตรงไปเช่นกัน

บรรยากาศในงานศพ เพื่อนๆช่วยกันประดับประดาดอกไม้หน้าโลงศพต้อย เปี๊ยกยืนมองรูปเพื่อนด้วยแววตาสะเทือนใจสุดๆ แทนไทเข้ามาเรียกเปี๊ยกเพื่อบอกว่าชบากับดอกแก้วมา เปี๊ยกหันมาสบตาดอกแก้ว เขารับรู้ได้ว่าเต็มไปด้วยการปลอบโยนเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง ชบามองสายตาสองคนอย่างไม่สบายใจ พอเห็นลูกสาวขยับเข้าหาเปี๊ยก เธอจึงขยับตามทันที ทำเป็นเข้าไปแสดงความเสียใจ เปี๊ยกยกมือไหว้ชบา เธอส่งซองทำบุญให้ ดอกแก้วหยิบของตัวเองออกมายื่นให้ด้วย เปี๊ยกสบตาเธออีกครั้ง ในลักษณะอดโหยหาอาวรณ์ไม่ได้ ชบาเห็นสายตานั้นแต่ไม่พูดอะไร หันมาชวนดอกแก้วไปกราบพระแล้วเคารพศพ

หมวยเดินหน้าเศร้าเข้ามา หงวนเห็นจึงเรียก...หมวยจับมือหงวนให้รู้ว่าตนเสียใจ หงวนให้ไปเคารพศพ ชบาดึงดอกแก้วขยับออกมา หมวยมองรูปต้อยน้ำตาไหลพราก กำธูปยกมือไหว้

“ต้อย...หมวยขอโทษ หากชาติหน้ามีจริง ขอให้ต้อยเกิดมาสบายกว่านี้ มีความสุขกว่านี้ รักใครก็ขอให้เขารักตอบอย่าได้อาภัพเหมือนชาตินี้เลย” หมวยปักธูปลุกขึ้นไปเคาะโลงร้องไห้

เกรียงมาถึงในขณะที่พระกำลังสวด เปี๊ยก โอ่ง หน่อนและเฮง มองเกรียงเหมือนถามว่าจับเส็งกับพวกได้ไหม เกรียงสบตาเปี๊ยกพยักหน้าเล็กน้อย ทุกคนโล่งใจ เส็งกับพวกถูกจับขณะขึ้นรถผ่องกับแผ้วหนี ตำรวจจึงจับได้ยกแก๊ง

ระหว่างกรวดน้ำ ดอกแก้วเข้ามาแตะแขนเปี๊ยกร่วมด้วยคน ชบาอยากห้ามแต่พูดไม่ถนัด พอเดินกลับมาที่รถ ดอกแก้วเปรยกับแทนไทว่า ท่าทางหมวยจะเสียใจมาก

“ครับ...แต่มันก็สายเกินไป”

“ยังดีที่จับคนร้ายได้” ชบาโล่งใจ

“หมวยเลยไม่ได้อยู่กับใครสักคน สามีเก่าถูกแทงตาย สามีใหม่ติดคุก”

“นี่ยังไงแม่ถึงบอกว่า ผู้หญิงเราจะเลือกคู่ครองก็ต้องเลือกให้ดี” ชบาถือโอกาสสอน...

ทุกคนในวัดแยกย้ายกันกลับ เปี๊ยกขออยู่เป็นเพื่อนต้อยอีกสักพัก หมวยอยากอยู่ด้วย แต่หงวนดึงให้กลับ เปี๊ยกนึกถึงอดีตที่ผ่านมา ที่เขาร่วมทุกข์สุขกับต้อย จนคนดูแลจะปิดศาลา เขาจึงต้องกลับ

ooooooo

เวลาผ่านไป...ดอกแก้วเรียนจบ เข้ามากราบฮิ้ม ชบายืนปลื้มใจอยู่ข้างๆ ฮิ้มถามลูกสาวว่าอยากได้อะไรเป็นของขวัญ ดอกแก้วกลับตอบว่า

“อาเตี่ยให้ดอกแก้วมามากแล้ว ดอกแก้วไม่อยากได้อะไรเลยค่ะ นอกจากขอให้อาเตี่ยอายุยืน หายจากการเจ็บไข้ได้ป่วย ร่างกายแข็งแรง อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของดอกแก้วไปนานๆ”

“ชื่นใจอาเตี่ยจริงๆ อาชบา...ลื้อสั่งสอนอบรมลูกได้ดีมาก ไม่เหมือนอาเตียมเกียง”

ชบาเห็นตี๋ใหญ่หน้าเสีย รีบแก้ให้ว่า “คุณนายใหญ่ก็อบรมสั่งสอนโกวิทได้ดีนะคะ”

“อาโกวิทอีดีเองต่างหาก อาเตียมเกียงไม่ได้สั่งสอนหรอก คนที่อีสั่งสอนก็คืออาตี๋เล็ก แล้วลื้อดูสิว่ามันเป็นยังไง”

เผยมาแอบฟัง เบิ่งตาโพลงรีบแจ้นไปฟ้องเตียม “ไอ้หยา... อาเฮียก็หล่าอั๊วว่าสองลูกไม่ลีน่ะสิ”

“ถูกเผงเลยเจ้าค่ะ”

“หนอยแน่ะ อั๊วปวกใจนัก ทังไมอีไม่พูกมั่งว่าอาตี๋เล็ก เป็งนักเรียงนอก”

“ก็นั่นน่ะซีเจ้าคะ อีเผยน่ะยังฟังไม่ได้เลยเจ้าค่ะ”

“ลื้อไปฟังต่อสิว่าพวกมังคุยกังว่ายังไงอีก”

“เจ้าค่ะ เดี๋ยวอีเผยจะกลับมารายงานเป็นฉากๆ ให้เห็นความเข้มข้นยิ่งกว่าของเดิมอีกเจ้าค่ะ” เผยรีบวิ่งกลับไปแอบฟังที่ห้องรับแขกต่อ
สี่คน ฮิ้ม ชบา ตี๋ใหญ่ และดอกแก้วยังคุยกันอยู่ ดอกแก้วอ้อนฮิ้มว่า “ของขวัญอาเตี่ยดอกแก้วไม่อยากรบกวน แต่อยากได้ของขวัญพี่ตี๋ใหญ่ต่างหาก”

“ได้เลย แล้วเฮียจะหามาให้ ดอกแก้วอยากได้อะไรล่ะ”

ไม่ทันจะตอบ เตียมโผล่เข้ามาโวย “อาเฮีย ทังไมลื้อต้องหาว่าอั๊วเลี้ยงอาตี๋เล็กไม่ลีล่วย”

“อีเผยล่ะสิ” ฮิ้มหันไปมองเผยเชิงตำหนิ

“อย่าโทกมัง อั๊วเลี้ยงมังให้เป็งบ่าง มังก็ทังตางหน้าที่เท่านั้ง”

“เจ้าค่ะ อีเผยแค่ทำตามคำสั่ง”

“ถ้าลื้อยังขืนทำหน้าที่บ่างต่อไป อั๊วจะไล่ลื้อออก” ฮิ้มคาดโทษเผย

เตียมโวยวายไม่ยอมให้ไล่เผยออก ฮิ้มรำคาญ ลุกขึ้นชวนชบากับดอกแก้วออกไป เตียมรีบถามว่าจะไปไหน

“ก็ไปคุยกันต่อที่บ้านอาชบาน่ะสิ คุยกันที่นี่มันร้อนหู”

“อาเฮีย...” เตียมโอดโอย

“เฮียอย่าไปเลยค่ะ เอาไว้ค่อยคุยกันใหม่ ฉันกับลูกจะกลับไปก่อน”

“อาเตี่ยอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ใหญ่นะคะ”

“ลื้อไม่ต้องมาทังเป็นคงลี”

ฮิ้มหันมาทำหน้าเซ็งถามชบาว่ามันน่าอยู่ไหม ตี๋ใหญ่ตัดปัญหา ชวนฮิ้มเข้าห้องพักผ่อน เตียมโวยตี๋ใหญ่อีกคนว่าเป็นลูกนอกคอก ฮิ้มหันกลับมาเอ็ด

“อาเตียมเกียงถ้าลื้อยังอาละวาดฟาดหัวฟาดหางไม่หยุด อั๊วจะไปอยู่ที่บ้านอาชบาเดี๋ยวนี้”

เตียมเต้นผาง ชบากับดอกแก้วเลี่ยงกลับไป ตี๋ใหญ่พาฮิ้มเข้าห้อง เผยช่วยพัดวีให้เจ้านายใจเย็นลง

ooooooo

ผ่านไปสองวัน ตี๋ใหญ่ถือช่อดอกกุหลาบและ กล่องของขวัญมาที่เรือนชบา เข้ามาเจอชบากำลังถักนิตติ้งอยู่ เขาชะงักรู้สึกเขินเล็กน้อย เรียมมองของในมือ ตี๋ใหญ่รีบบอก

“เอ้อ...ผมเอามาให้น้องน่ะครับ สัญญากับแกไว้แล้ว”

ชบาให้ตี๋ใหญ่ไปพบดอกแก้วอยู่หลังบ้าน เรียมมองหน้าชบาก่อนจะเปรยๆว่าถ้าจะยังไงๆอยู่ ชบาพยักหน้าเห็นจริง เรียมว่าดีเหมือนกัน แต่ชบาแย้ง

“เถ้าแก่คงไม่ชอบเท่าไหร่หรอก เพราะทั้งโกวิทแล้วก็ยัยหนูได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องกัน”

เรียมถามว่าชบาคิดอย่างไร เพราะมองสีหน้าเธอไม่ออก ชบานิ่งครุ่นคิด...

ดอกแก้วนั่งเหม่อลอยอยู่ ตี๋ใหญ่เข้ามายืนมองด้วยแววตาซาบซึ้ง จนเธอรู้สึกตัวหันมาทัก ตี๋ใหญ่รีบกลบความรู้สึกเข้ามานั่งข้างๆแล้ววางของให้ “ของขวัญที่เรียนจบ”

“ขอบคุณค่ะ หอมจัง สวยด้วย ในกล่องนี่อะไรคะ”

ตี๋ใหญ่ให้เปิดดูเอง ดอกแก้วแกะออกดูเห็นว่าเป็นช็อกโกแลตก็ดีใจ พอเงยหน้ามาเห็นตี๋ใหญ่มองจ้องอยู่จึง ถามว่ามีอะไรหรือเปล่า

“เปล่า...เมื่อกี้ตอนเข้ามา พี่เห็นดอกแก้วใจลอย กำลังคิดอะไรอยู่หรือ”

“หนูเรียนจบ ทุกคนมายินดีกันหมด ขาดแต่พี่เปี๊ยกคนเดียว...หรือว่าเขาไม่รู้...”

ตี๋ใหญ่สะอึก อับจนถ้อยคำ พอดอกแก้วถามว่า“พี่ตี๋ใหญ่ว่าเขารู้ไหมคะ”

“อาจจะยังไม่รู้” ตี๋ใหญ่ข่มความน้อยใจตอบออกไป

“หนูว่าเขาพยายามหลบหน้าหนู”

ตี๋ใหญ่ทนความสะเทือนใจไม่ไหว ลุกขึ้นบอกว่าเขาจะไปแล้ว ดอกแก้วยังอยู่ในอิริยาบถเดิม ยิ่งทำให้เขาน้อยใจสุดๆเดินจากไป...ตกค่ำ ดอกแก้วโทร.หาแทนไท

“พี่ต้น นี่ดอกแก้วนะ พี่ต้นรู้หรือเปล่าว่าใครๆเขาก็แสดงความยินดีที่หนูเรียนจบแล้ว ขาดอยู่คนเดียว”

“คือคุณเปี๊ยก” แทนไทรู้ทัน

“ใช่ แต่พี่ต้นไม่ต้องไปบอกเขาหรอกนะ”

“ทำไมล่ะ”

“เดี๋ยวเขาจะหาว่าหนูทวงของขวัญ”

“ตกลง...ไม่บอกก็ไม่บอก”

“แค่นี้แหละค่ะ หนูโทร.มาบ่นเฉยๆ” ดอกแก้ววางสายแล้วถอนใจ

ไม่นาน วันต่อมา แทนไทขับรถมารับดอกแก้วหน้าบ้าน ตี๋เล็กออกกำลังกายอยู่ที่สนามเห็นแล้วหงุดหงิดอิจฉา ที่ดอกแก้วให้ความสนใจแทนไทมากกว่าตน

พอขึ้นรถ แทนไทถามทันที “น้องดอกแก้วบอกคุณน้าชบาว่ายังไงคะ”

“ก็บอกตามตรงว่า พี่ต้นจะพาไปทานไอติม เอ๊า...พี่ต้นถามทำไมคะ”

“เปล่าครับ”

“ไม่เชื่อ พี่ต้นจะพาดอกแก้วไปไหน”

“ไม่ได้พาไปขายก็แล้วกัน” แทนไทขับรถพาดอกแก้วมาในที่ที่หนึ่งริมคลอง แล้วพาเธอเดินไป เห็นเปี๊ยกยืนถือช่อดอกแก้วอยู่ใต้ต้นไม้ “นั่นไง...”

“พี่ต้น...พี่หลอกดอกแก้วมาพบอีตาคนนั้นเหรอคะ”

“พี่จะไปรอที่รถนะ”

“ดอกแก้วจะกลับ”

“ตกลงกันเองแล้วกัน” แทนไทเดินเลี่ยงไป

ดอกแก้วจะเดินตาม  เปี๊ยกเข้ามาจับข้อมือไว้ “คุณหนูครับ”

“ปล่อย เค้าจะกลับแล้ว”

“ผมมีของขวัญให้คุณหนู” เปี๊ยกส่งช่อดอกแก้วให้

“ไม่เห็นอยากได้” ดอกแก้วชำเลืองมองแวบหนึ่ง

“เพราะมันไม่มีค่าเหมือนของขวัญจากคนอื่นใช่ไหมครับ”

“หนูไม่ได้คิดถึงราคาค่างวด น้ำใจคนให้ต่างหากที่สำคัญกว่า”

“ดอกแก้วเป็นดอกไม้ที่ผม...รักที่สุด ผมจึงมอบให้คุณหนูในโอกาสที่คุณหนูเรียนจบเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอีกนิดแล้วนะครับ” เปี๊ยกมองดอกแก้วด้วยสายตาอ่อนโยน

ดอกแก้วสบตา รับช่อดอกแก้วมาก่อนจะขอบคุณเขา เปี๊ยกถามว่าจะเรียนอะไรต่อ

“อาเตี่ยกับแม่ อยากให้เรียนบัญชี แต่หนูชอบคณะอักษรศาสตร์”

“เรียนบัญชีจะได้ช่วยธุรกิจครอบครัว” เปี๊ยกนั่งลงข้างดอกแก้ว

“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นล่ะค่ะ” ดอกแก้วใจเย็นลง เงยหน้ามองท้องฟ้าเหมือนยอมรับว่าชีวิตนี้ต้องทำเพื่อครอบครัวที่มีพระคุณ

เปี๊ยกมองดอกแก้วด้วยสายตาซาบซึ้งใจ แทนไทเห็นภาพสองคนปรับความเข้าใจกัน เขาถอนใจพึมพำคนเดียว “ขอให้สองคนนั่นเข้าใจกันเสียที กามเทพต้นจะได้หมดหน้าที่ ไม่ต้องมานั่งเจ็บปวดอยู่อย่างนี้”

เวลาผ่านไป เปี๊ยกบอกให้ดอกแก้วกลับได้แล้วดอกแก้วหันมามองอย่างน้อยใจ

“พี่เปี๊ยกไล่หนูเหรอคะ”

“เปล่า แต่คุณชบาจะดุเอา”

“ทำไมหมู่นี้พี่เปี๊ยกไม่ค่อยไปที่บ้านหนูคะ”

“ผมไม่ค่อยว่าง...ไป กลับได้แล้ว” เปี๊ยกตัดบทลุกขึ้น

ดอกแก้วยอมลุกตามอย่างเนือยๆ ทั้งสองเดินมาที่รถ ดอกแก้วบอกเปี๊ยกว่า “หนูจะเก็บดอกแก้วช่อนี้ไว้ในสมุด จะไม่ทิ้งเลยตลอดชีวิต”

เปี๊ยกชะงักหันมองดอกแก้วอย่างปลื้มใจ ดอกแก้วเดินเงียบๆ ไม่พูดอะไรอีกจนมาขึ้นรถ

ooooooo

ความสุขใจชั่วครู่ที่เปี๊ยกได้รับจากดอกแก้ว ทำให้เขาต่อสู้ชีวิตได้ต่อไป แม้จะรู้ดีว่าเขาไม่มีหวังจะคู่ควรกับเธอเลย แต่ก็ยินดีที่จะเฝ้ามองเธอมีครอบครัวที่สุขสมบูรณ์ เขาเห็นแล้วว่าแทนไทเหมาะสมกับเธอที่สุด แต่ดอกแก้ว เคยบอกเขาอย่างขำๆว่า

“พี่เปี๊ยกคิดว่าพี่ต้นชอบหนูหรือคะ”

“ใช่ คุณต้นถึงได้เทียวไปเทียวมา บริการคุณหนูทุกอย่าง”

“พี่ต้นเขารักคนอื่น”

“ใคร”

“บอกไม่ได้หรอกค่ะ ไม่งั้นเขาโกรธหนูตายเลย”

“ถ้าอย่างนั้น เขาจะมาคอยตามเฝ้าคุณหนูแจทำไม”

“อย่าพูดถึงเรื่องนั้นเลยค่ะ...” ดอกแก้วเปลี่ยนไปสนใจเรื่องอื่น ไม่พูดถึงเรื่องแทนไทอีก

แม้เปี๊ยกจะยังไม่เข้าใจความรู้สึกของดอกแก้วที่มีต่อแทนไท แต่เขาก็ไม่เห็นใครที่จะดูแลเธอได้ดีเท่าแทนไทอีกแล้ว... แต่ก็ยังมีอีกคนที่คิดแบบเดียวกับเปี๊ยกคือฮิ้ม

ในสวนหน้าบ้านชบา เรียมยกของว่างและน้ำชามาวาง ฮิ้มกับชบานั่งคุยกัน ฮิ้มซักถามเรื่องของดอกแก้วเพราะเห็นว่าเรียนจบ ม.ปลายแล้ว

“เรื่องลูกชายผู้กำกับกับอาดอกแก้วไปถึงไหนแล้ว”

“ก็ไม่เห็นไปถึงไหนนี่คะ ดูเขาเป็นเพื่อนกันดี”

“ผู้หญิงกับผู้ชายเป็นเพื่อนกันได้ที่ไหน คบกันนานๆ แบบนี้ ลูกสาวเราจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบนะ”

“ดอกแก้วเพิ่งจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย อายุก็ยังน้อย”

“งั้นก็ต้องถามว่าจะเอายังไงกันแน่ หมั้นหมายกันไว้ก่อนก็ได้”

“แต่เราเป็นฝ่ายหญิงนะคะ พูดไปมันจะไม่ดี”

“งั้นก็ถามอาดอกแก้ว ถ้าอาต้นมีท่าที อีก็ต้องบอกได้”

“ฉันก็เคยเลียบๆเคียงๆถามเหมือนกันค่ะ แต่แกบอกว่าไม่มีอะไร”

“งั้นลื้อก็ต้องถามใหม่ คาดคั้นเอาความจริงให้ได้”

ชบารับคำด้วยความลำบากใจ...ไม่รอดพ้นสายตาเผยไปได้ เผยแล่นไปรายงานเตียม ซึ่งกำลังพยายามจะถักนิตติ้งด้วยความลำบากยากเย็น แต่ไหมพรมกลับพันกันยุ่งเหยิง

“ไอ๊หยา ทังไมมังพังกังไปหมกวะ...”

“คุณนายใหญ่เจ้าขามัวแต่มาจับเชือกขยุกขยุยอย่างนี้ ไม่ทันเขาแน่เจ้าค่ะ”

“เขาเรียกถักนิตติ้ง อั๊วเห็งนังชบามังถักให้อาเฮีย อั๊วเลยเกิกไอเลียบังเจิก จะทังมั่ง”

“โอ๊ย คุณนายเล็กเขาไม่ได้ถักนิตต้งนิตติ้งแล้วละเจ้าค่ะ ตอนนี้เขาเชิญเถ้าแก่ไปรับประทานของว่างที่บ้านเขาแล้วล่ะเจ้าค่ะ”

“ไอ๊หยา...”

“รีบไปเลยเจ้าค่ะ ไม่ต้องมัวแต่ไอ๊หยาแล้ว”

เตียมทิ้งไหมพรมรีบเดินจ้ำออกไป...ชบากำลังรินน้ำชาส่งให้ฮิ้ม

“ขอบใจ...อาชบา อั๊วมีเรื่องสำคัญจะบอกลื้อ”

“เรื่องยัยหนู” ชบาดักคอ

“ไม่ใช่”

ไม่ทันที่ฮิ้มจะพูดอะไร เสียงเตียมขัดขึ้นมา “อาเฮีย...”

“ลื้อมาทำไม”

“เชิญคุณนายใหญ่นั่งก่อนค่ะ ฉันจะไปบอกให้เรียมจัดของว่างมาเพิ่ม”

“ไม่ต้อง” ฮิ้มบอกในขณะที่เตียมให้ไปเอามาเลย ชบามองสองคนไปมาตกลงจะให้ตนทำอย่างไร ฮิ้มเสียงเฉียบ “ไม่ต้องไป...”

“ไปเลย” เตียมพูดพร้อมกับฮิ้มอีกครั้ง ทำให้ฮิ้มมองหน้าเตียมอย่างโกรธๆ

“อาเตียมเกียง ลื้อมาที่นี่ทำไม หรือว่าจะมาอยู่บ้านนี้ อั๊วจะได้ให้อาชบาไปอยู่ตึกใหญ่”

“ไอ๊หยา...” เตียมร้องเสียงหลง พร้อมๆกับที่เผยร้องตาเถร

“ว่าไง จะเอายังไงก็บอกมา อั๊วขี้เกียจจะรอ”

“อาเฮีย...อั๊วทังผิกคิกร้ายอาลาย ลื้อถึงล่ายทังร้ายจิกใจอั๊วคาหนากนี้ อาโซ๊ยตี๋ถึงจาซุกซงตางปาสาเหล็กๆไปบ้าง แต่อีก็ยังเป็งลูกแท้ๆของลื้อ แต่อาหลอกแก้ว...”

“พอที...” ฮิ้มฉุนจัดตัดบทให้เตียมหยุด

ชบาไม่อยากให้เป็นเรื่องจึงขอให้ฮิ้มกลับตึกใหญ่ไปก่อน  “ฉันไม่ได้โกรธหรือประชดประชัน แต่ฉันคิดว่า คุณนายใหญ่พูดถูก เฮียไม่ควรทำให้คุณนายใหญ่เสียใจ”

“ลื้อไม่ต้องมาทังเป็งนางเอก” เตียมหันมาแหวใส่

ชบาพยายามข่มอารมณ์ให้นิ่ง หันมาขอร้องฮิ้มอีกครั้ง “เฮียคะ...”

“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว อั๊วจะไม่อยู่ทั้งบ้านเล็กบ้านใหญ่ ไปอยู่ข้างนอกดีกว่า”

“อาเฮีย...”เตียมโอดครวญมองฮิ้มลุกเดินไป แล้วหันมาต่อว่าชบา“เพราะลื้อคงเลียวอีนังเมียน้อย”

ชบาข่มใจเดินเลี่ยงเข้าบ้าน เผยรีบยุให้เตียมตามไปราวีให้กระเจิง เตียมหันมาตวาดใส่ “ลื้อก็เหมืองกัง อีนังบ่าง ช่างยุยงส่งเสริมลีนัก”

“อีเผยไม่ได้ยุยงนะเจ้าคะ แค่ส่งเสริมเท่านั้นเอง” เผยวิ่งตามเตียมกลับตึกใหญ่

ooooooo

ด้วยความหงุดหงิด ฮิ้มโทร.เรียกตี๋ใหญ่ให้มารับเขาเดี๋ยวนี้...ชบานั่งซึมด้วยความเหนื่อยใจ เรียมเห็นเข้ามาถามอย่างห่วงใยว่าไม่สบายหรือ

“ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่”ชบาเปรยออกมา

“งั้นก็แปลว่าปะทะคารมกับคุณนายใหญ่มา โธ่เอ๊ย อุตส่าห์บุกมาถึงนี่”

“เรียม...ห้ามพูดอย่างนี้นะ ไม่ว่าจะยังไง ฉันก็เป็นฝ่ายผิดมาตั้งแต่ต้น ฉันถึงได้มาชั่งใจว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะไปจากที่นี่”

“หากคุณชบาไป จะยิ่งยุ่งไปใหญ่เจ้าค่ะ เถ้าแก่คงต้องตามหาคุณนายใหญ่ก็จะยิ่งหงุดหงิดทะเลาะกันไปใหญ่โต”

“อาจจะไม่เป็นอย่างนั้น”

“เป็นแน่นอนค่ะ เชื่อเรียมเถอะ”

ชบายิ่งกลุ้มใจ...

ในขณะเดียวกัน เผยกำลังเอาใจเตียม รินน้ำชาให้

“เจียะเต๊ให้ใจเย็นๆก่อนนะเจ้าคะ”

“ใจเย็งยังไง อั๊วจาทงไม่ไหวอยู่เลี้ยว”

“งั้นเอายังงี้เจ้าค่ะ...”เผยคิดแผนการสักพักแล้วบอกว่า

“หางานอดิเรกทำซิเจ้าคะ”

“มังเป็งยังไง งางอาหลิเหลกของลื้อ”

“เป็นแบบนี้เจ้าค่ะ”เผยทำท่าประกอบการอธิบาย เหมือนจั่วไพ่เตียมตั้งอกตั้งใจฟัง

ooooooo

โบ๊เบ๊

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด