ตอนที่ 8
น้องเมย์งอน สะบัดตัวจากกอดของปฐวีไม่ยอมฟังคำชี้แจงจากเขา หาว่าทั้งน้าวีทั้งคุณพ่อเชื่อไม่ได้ทั้งนั้น
“วันก่อนต้องเป็นรถคุณพ่อจริงๆ แล้ววันนี้น้าวีผิดนัดเพื่อมาหาผู้หญิงคนนี้ น้าวีโกหก น้าวีไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่น้องเมย์คิด”
“ฟังนะ” ปฐวีดึงน้องเมย์เข้าไปกอดอีกครั้ง “เรื่องทุกอย่าง มันไม่ได้เป็นอย่างที่น้องเมย์เห็น น้าวีมาเพื่อจัดการปัญหาของผู้ใหญ่ น้าวีมาเพื่อขอให้ผู้หญิงคนนั้นหยุดรบกวนครอบครัวเรา”
น้องเมย์ไม่เชื่อ ปฐวียืนยันว่าตนพูดจริงทุกคำ น้องเมย์มองหน้าขวับถามว่า หมายความว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นเมียน้อยพ่อใช่ไหม ปฐวีไม่ตอบแต่ขอน้องเมย์อย่าบอกเรื่องนี้กับคุณแม่ น้องเมย์เม้มปากแต่ไม่รับปาก
“น้าสัญญาว่า ผู้หญิงคนนั้นจะไม่มาเกี่ยวข้องกับคุณพ่อ และครอบครัวของเราอีก” ปฐวีสัญญาและขอร้อง น้องเมย์นิ่งเงียบ ปฐวียื่นมือให้จับเป็นสัญญาก็มองเฉย ปฐวีกอดน้องเมย์ไว้แน่นอย่างโล่งใจ น้องเมย์ได้แต่เศร้า...
กลับถึงบ้าน เมธียืนรอรับลูกอยู่ถามว่า งานวันเกิดเพื่อนสนุกไหม น้องเมย์ไม่ตอบแต่มองหน้าพ่อด้วยสายตาตัดพ้อแล้วเดินเข้าบ้านไป ปฐวีบอกเมธีว่ามีเรื่องอยากคุยด้วย ทั้งสองไปนั่งคุยกันในสวนหลังบ้าน
ปฐวีเล่าเรื่องที่ตนไปพบฉัตรพร ขอโทษเขาที่ทำเรื่องนี้โดยพลการ เมธียอมรับว่าเป็นเรื่องที่ตนเป็นคนเริ่มต้น จึงควรได้รับโทษ ที่ปฐวีทำไปก็เพราะเป็นห่วงครอบครัว ตนเข้าใจ ตนจะคุยกับน้องเมย์เอง เชื่อว่าน้องเมย์จะยอมฟังเหตุผล
“พี่เมธีอย่าวิตกเลยครับ ผมเองยังแปลกใจ ที่น้องเมย์ยอมรับฟังสิ่งที่ผมพูดเหมือนเป็นผู้ใหญ่ ผมเชื่อว่าน้องเมย์จะฟังคำอธิบายของพี่ครับ” บอกเมธีไปอย่างนั้น แต่ปฐวีเองกลับยิ้มอย่างอดหนักใจไม่ได้
เมื่อเมธีไปคุยกับน้องเมย์ที่ห้องนอน ถามว่ายังโกรธพ่ออยู่ใช่ไหม น้องเมย์มองหน้าพ่อตอบนิ่งๆว่า
“ถ้าเป็นเมื่อก่อน เมย์จะไม่ยอมรับฟังเรื่องพวกนี้เด็ดขาด แต่ตอนนี้เมย์เข้าใจอะไรมากขึ้น เมย์เข้าใจปัญหาครอบครัวมากขึ้น เมย์อภัยให้คุณพ่อค่ะ เมย์ไม่โกรธคุณพ่อแล้ว แต่คุณพ่อต้องสัญญาว่าจะไม่ทำเรื่องแบบนี้อีก อย่าทำให้คุณแม่ต้องเสียใจเรื่องนี้”
“น้องเมย์ พ่อสัญญา” เมธีดึงลูกเข้าไปกอดอย่างโล่งใจบอกลูกว่า “น้าวีบอกพ่อว่า น้องเมย์จะเข้าใจ”
“ค่ะ...น้องเมย์พยายามจะเข้าใจ”
น้องเมย์ยิ้มเศร้าๆ เมธีมองลูกอย่างแปลกใจ
ooooooo
วันนี้ ฉัตรพรกลับถึงบ้านก็โยนซองสีน้ำตาลใส่เงินปึกใหญ่ลงบนโต๊ะ แม่มองตาเป็นมัน ยุลูกสาวให้เลิกกับเมธีเสียแล้วหาผัวใหม่เพราะเงิน 5 แสนที่ได้มาก็นับว่าไม่น้อยแล้ว
แต่ฉัตรพรบอกว่าเงินแค่นี้ไม่พอ เพราะให้มา 5 แสนง่ายๆ อย่างนี้แสดงว่าต้องมีมากกว่านี้เยอะ แม่เตือนว่าอย่าโลภนักเลย แล้วขอแบ่งบ้าง ฉัตรพรจะไม่ยอมแบ่ง พอถูกแม่ด่าว่างกก็หยิบออกมาให้แม่ส่วนหนึ่ง แม่ถามอย่างไม่ชอบใจว่า
“แค่นี้เองหรือ”
“เอาไปแค่นี้ก่อน รอให้ฉันรวย รับรองแม่สบายแน่” ฉัตรพรจิกตาอย่างมุ่งมั่น
ปฐวีจัดการปัญหาจนประภัสสรกับเมธีเข้าใจกันดีขึ้น ครอบครัวมีความสงบสุข อยู่กันอย่างรักใคร่อบอุ่น จากที่ไม่เคยพูดกันดีๆก็กลายเป็นช่วยกันดูแลบ้าน ช่วยกันดูแลต้นไม้ปลูกต้นไม้ บนโต๊ะอาหารพ่อแม่ลูกก็พูดคุยยิ้มแย้มอย่างมีความสุข
จนใกล้วันเกิดครบ 6 รอบของคุณหญิง ปรางค์ทิพย์เสนอคุณหญิงว่า จะจัดงานวันเกิดครบรอบ 72 ปีที่โรงแรม ตนจะจัดการให้ทั้งเรื่องโรงแรมที่จะจัดงานและการ์ดเชิญตลอดจนคอนเซปต์งาน
คุณหญิงติงว่าให้จัดเล็กๆ ที่บ้านก็พอไม่ต้องรบกวนคนอื่นโดยใช่เหตุ ทั้งยังบอกว่าให้แจ้งแขกที่มางานด้วยว่า งดของขวัญเปลี่ยนเป็นบริจาคเงินเข้ามูลนิธิก็แล้วกัน
“เรื่องนั้นก็แล้วแต่คุณยายเถอะค่ะ” ปรางค์ทิพย์แอบค้อนอย่างผิดหวัง เมื่อคุณหญิงมอบหมายให้เธอเป็นผู้จัดงาน ก็พูดอย่างภูมิใจว่า “เรื่องนั้นคุณยายไม่ต้องห่วง เชื่อมือปรางค์เถอะค่ะ”
หลังจากเสกสรรแต่งตัวเลขในบัญชีส่งคุณหญิงแล้ว ท่านตรวจด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แล้วให้แม้นวาดเอาไปให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบอีกที เพราะรู้สึกตัวเลขไม่ปกติ
ooooooo
ปรางค์ทิพย์สั่งจัดสถานที่วุ่นวาย สั่งจัดนี่แต่งโน่นเติมนั่นจนผู้รับจัดงานหัวหมุนไปหมด ทำตัวยุ่งเหยิงเองจนเวียนหัวแล้วพาลหาว่าเมธีกับประภัสสรไม่ช่วยเลย
ปรางค์ทิพย์ชี้นิ้วให้ตั้งเวทีตรงที่ประภัสสรกับเมธีทำแปลงดอกไม้ไว้ พอลุงสายมาทักท้วงว่าวางฐานเวทีทับต้นไม้ ขอให้เลื่อนออกไปหน่อยได้ไหม ปรางค์ทิพย์สวนไปทันทีว่า
“ไม่ต้อง ทับไปเลย กะอีแค่ต้นไม้จะอะไรนักหนา ล่ะ” แล้วสั่งคนงาน “วางทับไปเลย ฉันอนุญาต”
เป็นความบังเอิญที่เมธีมีงานด่วนต้องรีบไปแก้ไข แต่เขาก็บอกประภัสสรว่าจะกลับมาให้ทันงานฉลอง วันเกิดคุณย่า ประภัสสรรีบไปช่วยจัดกระเป๋าและเดินไปส่งเขาที่รถ
เมธีออกไปได้ไม่นาน ฉัตรพรก็ใส่แว่นดำมายืนชะเง้อมองเข้ามาในบ้าน ลุงสายออกมาถามว่ามาหาใคร ฉัตรพรบอกว่ามาหาเมธี พอรู้ว่าเมธีไม่อยู่ก็ถามหาภรรยาของเมธี ลุงสายมองอย่างไม่ไว้วางใจ ฉัตรพรจึงเอานามบัตรให้
“ฝากนามบัตรของฉันให้ภรรยาคุณเมธี บอกให้โทร.หาฉัน”
ทันใดนั้น ปรางค์ทิพย์เดินมาดึงนามบัตรจากมือลุงสายไปดู อ่านออกเสียง “ไนท์คลับ...” แล้วมองฉัตรพรแต่หัวจดเท้าถามว่า “เธอมีเรื่องอะไร” พอฉัตรพรบอกว่าเรื่องเมธีเท่านั้น ปรางค์ทิพย์บอกลุงสาย “ให้เขาเข้ามา”
ปรางค์ทิพย์เดินนำฉัตรพรเข้าบ้าน มองอย่าง พิจารณาถามว่ามีธุระอะไรกับประภัสสร ฉัตรพรบอกปรางค์ทิพย์ว่า ตนมีเรื่องต้องเคลียร์กันให้รู้เรื่อง
“เคลียร์เรื่องอะไร” ปรางค์ทิพย์สนใจจี๋ขึ้นมา พอฉัตรพรบอกว่าเรื่องเมธีเท่านั้น เธอยิ้มร้าย “งั้นฉันจะพาเธอเข้าไปเอง ตามฉันมา”
ooooooo
ปรางค์ทิพย์พาฉัตรพรเข้าไปในบ้านบอกประภัสสรว่ามีคนมาหา พูดเป็นนัยว่าค่อยๆคุยกัน ตนขอตัวก่อน
ฉัตรพรแสดงตัวว่า ตนเป็นภรรยาของเมธี ประภัสสรตะลึง ช็อก ฉัตรพรยิ้มร้ายเริ่มแผนของตนว่า
“ฉันมาเรียกร้องความเป็นธรรม หวังว่าคุณคงเข้าใจหัวอกลูกผู้หญิงด้วยกันนะคะ คุณประภัสสร”
“คุณต้องการอะไร”
“ฉันต้องการเรียกร้องสิทธิของฉันน่ะสิ คุณพี่” ฉัตรพรมองอย่างเป็นต่อ
เวลาเดียวกัน ปรางค์ทิพย์สะใจเรื่องฉัตรพรจนไม่เป็น อันสั่งงานการจัดสถานที่อีก บอกบุญศรีว่ามีเรื่องสนุกกว่าให้ทำแล้ว พอบุญศรีรู้ว่าเมียน้อยเมธีบุกมาทวงสิทธิ์ถึงบ้านก็กระแดะเอามือทาบอกบอกว่าถ้าเรื่องนี้ถึงหูคุณหญิงรับรองเรื่องใหญ่แน่ๆ ทำให้ปรางค์ทิพย์ฉุกคิดได้ แจ้นไปหาคุณหญิงทันที
ประภัสสรเผชิญหน้ากับฉัตรพรอย่างตึงเครียดเจ็บปวด บอกว่าเมธีไม่อยู่ เอาไว้ค่อยคุยกันเองดีกว่า ฉัตรพรอ้างว่า
“ก็เพราะคุยกันไม่รู้เรื่องน่ะสิ ฉันถึงต้องมารอที่นี่” ประภัสสรถามว่าเธอต้องการอะไร “ฉันก็ต้องการเคลียร์ ยังไงล่ะ ถ้าอย่างนั้น ฉันจะรอที่นี่ ช่วยโทร.ไปตามเขากลับมาพูดกันให้รู้เรื่อง”
ประภัสสรขอตัวเพราะไม่ใช่เรื่องของตน ฉัตรพรคว้ามือไว้ไม่ยอมให้ไปไหน พลันก็ชะงักเมื่อเสียงน้องเมย์ดังขึ้น
“ปล่อยคุณแม่เดี๋ยวนี้!อย่าแตะต้องแม่ของฉันเด็ดขาด” ประภัสสรสะบัดจากฉัตรพรไปหาน้องเมย์
ฉัตรพรจ้องน้องเมย์อย่างเห็นเป็นเด็กถามว่าทำไมตน จะแตะไม่ได้หรือจะให้ตบแทน เงื้อมือปราดเข้าไปจะตบ
ตันหยงในร่างน้องเมย์ไล่ฉัตรพรให้ออกจากบ้านตนไปเดี๋ยวนี้ ไม่เพียงฉัตรพรไม่ออกไปแต่สั่งให้โทร.ตามเมธีมาพูดกันให้รู้เรื่องดีกว่า
ตันหยงปกป้องประภัสสร ด่าและไล่ฉัตรพรให้ออกจากบ้านไป ฉัตรพรเหิมเกริมจะตบสั่งสอน ประภัสสรออกมาขวางจับมือฉัตรพรค้างไว้ ทั้งคู่จ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร
ปฐวีกลับมาเห็นปรางค์ทิพย์เดินนำคุณหญิงมาที่บ้านประภัสสรอย่างร้อนรน ถามว่าเกิดเรื่องอะไรหรือ ปรางค์ทิพย์ได้ทีเล่าฉอดๆว่า
“ตาวี แย่แล้ว เมียน้อยของนายเมธีมาราวีแม่ภัสถึงบ้าน...รีบเข้าไปเถอะ”
ปฐวีเดินอ้าวเข้าไป แม้นวาดประคองคุณหญิง ตามไป ส่วนปรางค์ทิพย์ยิ้มร้าย ก่อนหัวเราะสะใจเดินตามไป
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ” ปฐวีเสียงเข้ม น้องเมย์กับประภัส– สรดีใจที่ปฐวีมาทัน คุณหญิงและปรางค์ทิพย์ตามกันเข้ามา
“ถ้าแตะหลานฉันแม้แต่นิดเดียว ฉันเอาเรื่องแน่” คุณหญิงจ้องฉัตรพร “กล้ามากนะหล่อน ที่เข้ามาราวีถึงบ้านนี้ อยากโดนตำรวจจับรึไง!”
ฉัตรพรเดาได้ว่าคุณหญิงเป็นใคร รีบยกมือไหว้ บอกว่าตนมาเรียกร้องสิทธิ์ความเป็นเมีย ต้องการให้เมธีรับผิดชอบตนไม่ใช่ทิ้งขว้างกันไปแบบนี้ คุณหญิงตกใจผิดหวังกับเมธี แต่ปฐวีที่รู้เรื่องดี ถามอย่างเอาเรื่องว่า
“คุณรับเงินไปแล้วยังกล้ามาวุ่นวายอีกหรือ กลับไปเดี๋ยวนี้นะ” เขาดึงแขนฉัตรพรลากออกไป แต่เธอขืนตัวไว้ เขาจึงบอกให้น้องเมย์พาประภัสสรขึ้นข้างบนไปก่อน ทางนี้ตนจัดการเอง แล้วหันปรามฉัตรพร “อย่ามายุ่งกับครอบครัวผม กลับไปซะ”
ฉัตรพรฟูมฟายกับคุณหญิงว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างตนด้วย ตนไม่มีที่พึ่งจึงต้องทำอย่างนี้
“ไหนเล่ามาซิตาวี” คุณหญิงนั่งลงอย่างเหนื่อยใจ
ปฐวีเล่าให้ฟังคร่าวๆ แล้วบอกฉัตรพรว่าเมื่อรับเงินไปแล้วยังกล้ามาวุ่นวายอีกแสดงว่าต้องการจะมีเรื่องใช่ไหม
เมื่อฉัตรพรรั้นไม่ยอมไป คุณหญิงจึงบอกปฐวีให้แจ้งความตำรวจว่าฉัตรพรบุกรุกเข้ามาขู่กรรโชกและเป็นชู้กับสามีคนอื่น ถามฉัตรพรว่า “จะไปตอนนี้หรือจะรอตำรวจมาลากไป” ฉัตรพรเห็นท่าไม่ดีจึงยอมกลับแต่ทิ้งคำอาฆาตไว้ว่า
“ฝากไว้ก่อนแล้วกัน”
“ถ้าเธอยังไม่หยุด ฉันนี่แหละ จะเป็นคนสอนบท เรียนให้เธอเอง” คุณหญิงปรามตามหลัง แล้วทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจ ปฐวีเองก็หนักใจ มีแต่ปรางค์ทิพย์ เท่านั้นที่ยิ้มอย่างสะใจ
ooooooo
เมธีกลับมาเป็นการด่วน เขาขอบใจปฐวีที่โทร.บอกปฐวีบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว
“พี่ไม่คิดเลยว่าฉัตรพรจะกล้ามาถึงที่นี่” เมธีหนักใจ พอดีน้องเมย์ลงมา ปฐวีถามว่าคุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง น้องเมย์บอกเมธีว่าให้ไปคุยกับคุณแม่ก่อนดีกว่า เมธีพูดอย่างรู้สึกผิดว่า “พ่อขอโทษ ที่ทำให้ทุกอย่างวุ่นวาย”
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณพ่อขึ้นไปดูคุณแม่เถอะค่ะ” เมื่อเมธีเดินไปแล้ว ปฐวีดึงน้องเมย์เข้าไปกอด ตันหยงในร่างน้องเมย์นึกในใจขณะซบไหล่ปฐวี “ขอบคุณค่ะน้าวี หยงเหนื่อยจังค่ะ”
เมธีขึ้นไปหาประภัสสรที่ห้องนอน เขาเสียใจ บอกว่าไม่คิดว่าฉัตรพรจะกล้ามาถึงที่นี่ เขาขอโทษที่ทำร้ายเธอทำร้ายลูก “อภัยให้ผมนะ ผมจะไม่ทำผิดพลาดแบบนี้อีก”
“ภัสกลัว ภัสไม่อยากสูญเสียคุณไป ภัสกลัวค่ะเมธี ภัสกลัว...”
“ผมขอโทษนะภัส...ผมขอโทษที่ทำให้คุณต้องเสียใจ...” เมธีดึงเธอเข้าไปกอดแน่น ประภัสสรสะอื้นในอ้อมอกเขา
ส่วนตันหยงในร่างน้องเมย์ถามปฐวีที่นั่งคุยกันอยู่ที่ริมสระน้ำว่า คุณพ่อกับคุณแม่กลับมาเหมือนเดิมได้ไหม
“เหมือนเดิมสิ คุณพ่อกับคุณแม่น่ะรักกันมาก คุณแม่ต้องให้อภัยคุณพ่อแน่ๆ”
“การให้อภัยกัน เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของคนสองคนใช่ไหมคะ...” ถามแล้วคิดถึงเรื่องของตัวเอง นึกในใจว่า “เฮ้อ...เราจะอภัยให้พิรามได้ไหมนะ...”
ตันหยงคิดหนัก ปฐวีมองหน้าหลานสาวอย่างสังเกต...
ooooooo
เมธีกับประภัสสรมากราบขอโทษคุณหญิงที่ทำเรื่องไม่งามขึ้น เมธีขอให้ยกโทษให้ตนด้วย แม้คุณหญิงจะผิดหวังกับเมธีที่เห็นมาแต่เล็กแต่น้อย แต่ก็ให้อภัย อบรมว่า
“จำไว้ทั้งสองคน มีปัญหาในครอบครัวก็ต้องแก้ที่ครอบครัว ไม่ใช่วิ่งหนีปัญหาออกไป คิดว่าพ้นหรือ ท้ายที่สุดก็เอาปัญหากลับเข้ามาที่บ้านอีก เห็นหรือยังว่า มันเดือดร้อนกันไปหมด”
ทั้งเมธีและประภัสสรต่างโทษว่าตัวเองผิด เมธีบอกว่าเธอไม่ผิดหรอก ตนผิดเอง จนคุณหญิงต้องบอกว่า
“ไม่ต้องเกี่ยงกันหรอก เอาเป็นว่าแม่ภัสเขายกโทษให้เธอ ฉันก็ไม่โกรธเคืองอะไรทั้งนั้น ฉันจะขอให้พวกเธอสองคนรักใคร่กลมเกลียวกัน ให้อภัยถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ถือว่าเป็นของขวัญวันเกิดให้กับคนแก่อย่างฉันจะได้ไหม”
เมธีกับประภัสสรมองหน้ายิ้มให้กันแล้วรับปาก คุณหญิงปรงทองมองทั้งสองอย่างโล่งใจ
ระหว่างนั้น ปรางค์ทิพย์รู้ว่าเมธีกับประภัสสรไปหาคุณหญิงก็คาดว่าทั้งคู่ต้องโดนเทศน์ชุดใหญ่แน่ รีบแจ้นไปหมายได้ฟังอย่างสะใจ แต่พอไปถึงปรากฏว่าทั้งเมธีและประภัสสรไม่อยู่แล้ว คุณหญิงรู้ทันถามว่าจะมาดูความร้าวฉานของคนอื่นหรือ
“เสียเวลาเปล่า เอาเวลาไปดูแลเรื่องของครอบครัวเราไม่ดีกว่าหรือ ผัวเมียน่ะเขาเข้าใจกันแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว ทุกอย่างจบลงด้วยดีหมดปัญหา หมดเคราะห์หมดโศก ฉันเสียใจด้วยนะแม่ปรางค์ ที่ทำให้แม่ปรางค์น่ะ...หมดสนุก”
ปรางค์ทิพย์ผิดหวัง เพิ่งเอะใจขณะเดินออกมาว่า “เอ๊ะ...นี่คุณยายจงใจว่ากระทบเรารึเปล่าเนี่ย!”
ooooooo
เช้านี้ มีการเลี้ยงพระทำบุญวันเกิดคุณหญิง ระหว่างที่พระรดน้ำมนต์ให้น้องเมย์และปฐวีนั้น คุณหญิงเห็นร่างตันหยงซ้อนอยู่ในร่างน้องเมย์ ท่านตกใจแทบเป็นลมแต่พอมองดีๆอีกทีก็ไม่เห็นอะไรแล้ว
หลังจากพระกลับไปแล้ว คุณหญิงเรียกน้องเมย์ไปสวมสร้อยห้อยพระที่ท่านใส่เป็นประจำให้บอกว่า
“ใส่ติดตัวไว้นะลูก พระจะได้คุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัย”
ปรางค์ทิพย์เห็นดังนั้นรีบรุนหลังลูกทั้งสองให้เข้าไปเพื่อจะได้บ้าง คุณหญิงรู้ทันลูบหัวหลานทั้งสองบอกว่า
“ไม่ต้องห่วงนะ ทวดยุติธรรมเสมอ ให้เสร็จงานก่อนนะ”
“เห็นไหมคุณ...ต่อหน้าต่อตาทุกคน คุณยายยังลำเอียงเห็นๆ ไม่มีอะไรให้ยัยแก้วกับยัยขวัญเลย” ปรางค์ทิพย์บ่น
เมื่อปฐวีกับน้องเมย์เดินออกมาด้านนอกด้วยกัน เขาบอกหลานรักว่ารักษาพระองค์นี้ไว้ให้ดีเพราะคุณย่าใส่ติดตัวไม่เคยถอด ตันหยงในร่างน้องเมย์อยากฝากไปให้ประภัสสรบอกว่า จะได้เก็บไว้ให้เจ้าของตัวเอง ปฐวีถามงงๆว่า แล้วน้องเมย์คนนี้เป็นตัวปลอมหรือ ตันหยงก้มหน้าสลด เขาจึงย้ำว่า “ใส่ติดตัวนะ ไม่งั้นคุณย่าท่านจะเสียใจ”
ตันหยงในร่างน้องเมย์เดินผละไปอย่างอัดอั้นไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ปฐวีมองตามงง
ส่วนคุณหญิงปรงทอง หลังจากทำบุญเลี้ยงพระเสร็จพิธีในตอนเช้าแล้ว ก็บอกแม้นวาดอย่างกังวลว่า
“แม่วาด...ฉันสังหรณ์ใจพิกลว่าจะเกิดเรื่องในบ้านนี้อีก เฮ้อ...เวรกรรมจริงๆ”
เมื่อตันหยงในร่างน้องเมย์ได้คุยกับสุดนภาตามลำพัง เธอปรารภกับเพื่อนว่ารู้สึกผิดที่คุณหญิงท่านเมตตาน้องเมย์มาก ส่วนตนเป็นเพียงผู้อาศัยร่างน้องเมย์เท่านั้น
“แกคิดมากเกินไปแล้วล่ะ แกก็มีส่วนช่วยให้พ่อแม่ของน้องเมย์เขาดีกันไม่ใช่เหรอ”
“นั่นแหละ แต่มันเทียบไม่ได้กับความรัก ความเชื่อใจที่พวกเขามีให้ฉัน” พูดแล้วหยิบสร้อยห้อยพระขึ้นดูถามว่า “ฉันจะทำยังไงดี”
“แกก็ทำหน้าที่เป็นน้องเมย์ให้ดีที่สุด ก็แค่นั่นแหละในตอนนี้” ตันหยงบอกว่าถ้างั้นต้องช่วยตนนะ สุดนภาตอบด้วยความยินดีว่า “ได้ทุกเรื่องบอกมาเลย”
ooooooo
ในงานตอนเย็น น้องเมย์เอาชุดที่ตนกับปฐวีไปซื้อมาให้ประภัสสรใส่ เรียกช่างแต่งหน้าทำผมที่ทำให้ตนในวันหมั้นกับพิรามที่ให้สุดนภาติดต่อไว้แล้วมาแต่งให้ ย้ำกับช่างว่าแต่งหน้าคุณแม่ให้สวยที่สุดเลยนะ
พอประภัสสรเข้ามาในงาน ทุกคนต่างมองอึ้ง เพื่อนชาวต่างชาติของเมธีที่มาร่วมงานถามว่านั่นภรรยาเขาหรือ เธอสวยมากเลย ชมว่าเขามีครอบครัวที่น่าอิจฉาจริงๆ เมื่อเมธีเดินมาหา เขาชมว่าคืนนี้เธอสวยมาก ประภัสสรบอกเขินๆว่า “ฝีมือน้องเมย์กับตาวี”
“ลูกเราเก่งจริงๆ” เมธีชม ส่วนปฐวีก็ชมน้องเมย์ว่า หลานน้าเก่งจริงๆ เก่งเกินเด็กเสียด้วย
นาวินกับสุดนภาที่ควงกันมางาน ทั้งดูแลกันและเย้าแหย่กันตามประสาดูน่ารักร่าเริง
ปฐวีบอกน้องเมย์ให้นั่งรอประเดี๋ยว ตนจะไปเอาอาหารมาให้ ระหว่างที่น้องเมย์นั่งรอ มีแขกชาวฝรั่งเศสมาทักน้องเมย์อย่างเอ็นดูว่า “เด็กคนนี้น่ารักจังเลย” น้องเมย์เงยหน้าขอบคุณเขา แขกชมทึ่งว่า “หนูพูดภาษาฝรั่งเศสได้”
“เคยไปเรียนอยู่สองปีค่ะ”
ทั้งสองคุยกันอย่างถูกอัธยาศัย ต่างแนะนำตัวเองแก่กัน จับมือแสดงความยินดีที่ได้รู้จักกัน ก็พอดีปฐวีถือจานอาหารกลับมาแซวหลานว่า “แหม...น้าวีไปแป๊บเดียวเอง มีหนุ่มมาจีบน้องเมย์เสียแล้ว”
น้องเมย์ทำหน้างอนบ่นว่าน้าวีล้อน้องเมย์อีกแล้ว ปฐวีเลื่อนเก้าอี้ให้น้องเมย์นั่ง ขณะนั้นเอง หมอหนึ่งก็เดินมาถาม
“ตรงนี้มีที่ว่างหรือเปล่าคะ ขอหนึ่งนั่งด้วยคนได้ไหมคะ”
“หนึ่ง...เชิญครับ หนึ่งสวยจนผมจำแทบไม่ได้” ปฐวีรีบเลื่อนเก้าอี้ให้นั่งมองหมอหนึ่งไม่วางตา ทำเอาน้องเมย์เซ็งและยิ่งกว่านั้น เมื่อหมอหนึ่งกับปฐวีคุยและดูแลกันจนเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกิน
ooooooo
คุณหญิงปรงทองเข้ามาร่วมงานท่ามกลางความยินดีของทุกคน เมธีกับประภัสสรเข้าไปกราบอวยพร ท่านให้พรอย่างเมตตาว่า
“แม่ภัส พ่อเมธี ย่าขอขอบใจที่พวกเจ้ารักกัน เข้าใจกัน ปรับตัวเข้าหากัน นี่เป็นสิ่งที่ย่าต้องการที่สุดเหนือกว่าสิ่งใด มันทำให้ย่าสุขใจรู้ไหม...เมธี เราเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องรู้จักจัดการชีวิต รู้จักแบ่งเวลา รู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควร เข้าใจใช่ไหม”
“ครับคุณย่า ผมจะทำให้ดีที่สุด” เมธีรับคำอย่างตื้นตันใจ
ปรางค์ทิพย์จ้องตาไม่กะพริบรีบสะกิดเสกสรรชวนไปกราบอวยพรคุณยายบ้าง คุณหญิงเอ่ยยิ้มแย้มว่า
“ขอบใจพ่อสรร แม่ปรางค์”
“อ้าว...คุณยายไม่มีอะไรจะพูดกับปรางค์หรอกเหรอคะ ทียายภัสคุณยายคุยซะนานเชียว”
คุณหญิงถอนใจบอกว่ามีเรื่องจะคุยมากมายแต่เอาไว้หลังงานจะเหมาะกว่า ก็ยังถูกตัดพ้อว่าทำเหมือนเห็นตนกับเสกสรรเป็นคนอื่นไกล คุณหญิงเลยตัดบท
“เอางั้นเหรอ ก็ได้ จำไว้นะความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญในการเป็นคน พ่อสรรแม่ปรางค์ ถ้าคนเราไม่มีความซื่อสัตย์เสียแล้ว ชีวิตไม่มีวันก้าวหน้าหรอก”
“ผมจะจำไว้ครับคุณยาย” เสกสรรพูดหน้าเจื่อน แต่ปรางค์ทิพย์ยังงงๆ พอออกมาแล้วถึงถามเสกสรรว่า
“คุณยายพูดหมายความว่ายังไงเนี่ย คุณรู้ไหม” เสกสรรตัดบทอย่างรำคาญว่าเธอเป็นหลานยังไม่รู้แล้วตนจะรู้ได้ยังไง
งานนี้ปรางค์ทิพย์ยังจัดให้ลูกทั้งสองออกมาโชว์เต้นระบำชุดลูกเป็ดขี้เหร่อย่างมีแผน ระหว่างลูกๆขึ้นเวทีเธอจ้องอยู่หน้าเวทียิ้มหน้าบาน เสกสรรอาศัยจังหวะนั้นแวบออกไป พอลูกๆเต้นเสร็จหันมาอีกทีเสกสรรหายไปแล้ว เธอบ่นอย่างแปลกใจว่า “ไปไหนเสียเนี่ย ไม่เห็นมาดูลูกแสดงเลย”
แล้วจู่ๆจริญทิพย์ที่เป็นพิธีกรบนเวทีก็ประกาศเชิญน้องเมย์ขึ้นแสดง น้องเมย์งงเพราะไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน ส่วนปรางค์ทิพย์นั่งยิ้มสะใจเพราะเป็นแผนฉีกหน้าน้องเมย์ให้ได้อาย
แต่ผิดคาด น้องเมย์ขอความร่วมมือจากปฐวี จูงมือกันขึ้นเวที น้าวีเล่นกีตาร์ น้องเมย์ร้องเพลงฝรั่งหวานๆ เป็นของขวัญวันเกิดคุณหญิง ได้รับทั้งเสียงปรบมือและคำชื่นชมจากแขกในงานมากมาย ทำเอาปรางค์ทิพย์นั่งแทบไม่ติด แทนที่จะได้สะใจ กลับต้องเจ็บใจ
“น้องเมย์ร้องเพลงเก่งมาก ใครสอนให้ครับ” ปฐวี ชมเมื่อลงจากเวทีแล้ว ตันหยงโมเมว่าครูบี๋สอน แต่พอนาวินรู้ก็ทำหน้าไม่เชื่อ หยอกแกมหยิกสุดนภาว่า
“ครูบี๋น่ะหรือสอนน้องเมย์ร้องเพลง หายใจยังเพี้ยนเลย เป็นไปได้ไง”
สุดนภาลากตันหยงในร่างน้องเมย์ออกไปเตือนว่า บอกแล้วว่าอย่าทำอะไรแบบนี้ไม่เข้าใจรึไง เพราะยิ่งทำเรื่องก็ยิ่งวุ่นวายไปใหญ่
“มันจำเป็น เพราะฉันคงโดนป้าปรางค์แกล้งแน่ๆ ฉันไม่มีทางเลือก แกเข้าใจฉันใช่ไหม”
“ฉันน่ะเข้าใจแกเสมอแหละหยง แต่ระวังหมอวีเขาจะไม่เข้าใจก็แล้วกัน” สุดนภาเตือนอย่างหงุดหงิด
ตันหยงเครียดจากถูกเพื่อนบ่นแล้ว ยังต้องเซ็งกับการที่ปฐวีดูแลและชวนหมอหนึ่งไปเต้นรำ น้อยใจบ่นหน้าม่อย
“ให้มันได้แบบนี้สิ ไม่มีใครสนใจฉันเลย”
แต่เมื่อปฐวีเต้นรำกับหมอหนึ่งกลับมาก็ชวนน้องเมย์ไปเต้นด้วยกัน เธอปฏิเสธ แต่ถูกน้าวีอุ้มออกไปเต้นเลยขำๆกัน สุดนภานั่งดูอยู่พึมพำ “แหม เต้นรำกับหมอวีหน้าบานเชียวนะหยง”
“คุณพูดอะไรของคุณ ใครหน้าบาน” นาวินได้ยินแว่วๆหันมาถาม เลยถูกดุว่าไม่รู้สักเรื่องได้ไหม “อ้าว...ก็ผมอยากรู้นี่นา” นาวินทำเสียงอ่อยๆปนทะเล้น
ooooooo
เมื่อหมอหนึ่งจะกลับ ปฐวีมาส่งที่รถ บอกให้ขับ รถดีๆ หมอหนึ่งนัดพรุ่งนี้เจอกัน ส่วนคู่นาวินกับสุดนภาก็กลับไปด้วยกัน ปฐวีแซวเพื่อนว่า “ส่งครูบี๋ให้ถึงบ้านนะโว้ย” จิกกันพอเจ็บๆคันๆแล้วแยกย้ายกันไป
น้องเมย์มานั่งดูดาวที่ริมสระว่ายน้ำ ปฐวีเดินมาถามว่าทำไมยังไม่ขึ้นนอน น้องเมย์ไม่ตอบแล้วต่างถามกันว่าคืนนี้มีความสุขไหม ต่างบอกกันว่ามีความสุข แล้วพากันนอนดูดาวเงียบๆ ครู่หนึ่ง น้องเมย์ถามขึ้นว่า
“น้าวีคะ ถ้ามีใครคนนึงโกหกน้าวี น้าวีจะโกรธไหม”
“โกหกเรื่องอะไรล่ะ หรือว่าน้องเมย์โกหกอะไรน้าวี...ไม่รู้สิ คงโกรธมั้ง”
“แล้วน้าวีจะอภัยให้ไหมคะ...” เห็นเงียบไปเลยอ้าง “ก็น้าวีบอกเองไม่ใช่หรือคะว่าคนเราต้องให้อภัยกัน”
“ใช่...น้าวีพูดแบบนั้นจริงๆ แต่ถ้าคนนั้นตั้งใจโกหกหลอกลวง ตั้งใจทำให้เชื่อ ถ้าเป็นน้องเมย์ น้องเมย์จะรู้สึกยังไง” ถามแล้วเห็นน้องเมย์หน้าเจื่อนเลยสงสาร แกล้งหยอก “ถามแบบนี้แสดงว่ามีอะไรปิดบังน้าวี บอกมาเดี๋ยวนี้นะ จะบอกหรือไม่บอก ถ้าไม่บอกน้าวีฟัดเลยนะ”
ถูกขู่แบบนี้น้องเมย์เลยปัดป้องโวยวาย หัวเราะ กันคิกคัก
เมื่อขึ้นห้องนอน ตันหยงในร่างน้องเมย์ยิ้มเศร้าๆ เมื่อนึกถึงถูกปฐวีขู่จะฟัด แล้วพูดกับสร้อยที่คุณหญิงให้
“ขอบคุณนะคะ คุณหมอวี ที่ทำให้หยงอยู่ในร่างน้องเมย์อย่างมีความสุข...”
รุ่งขึ้น เมื่อเจอกับสุดนภาที่ริมน้ำสวนหลังบ้าน ตันหยงถูกเพื่อนทักแซวๆว่า
“เมื่อคืนฉันเห็นสายตาแกนะ ตอนเต้นรำกับหมอวีน่ะ แกชอบหมอวีใช่ไหม” พอตันหยงเฉไฉก็คาดคั้น “บอกมานะ แกมีใจให้หมอวีใช่ไหม”
“แกหึงรึเปล่า” แกล้งย้อนกลับ สุดนภาบอกว่าตนไม่มีอะไรกับหมอวีแล้ว เลยดักคอ “แล้วกับคุณนาวินล่ะแกคิดอะไร”
“ตาบ้านั่นน่ะเหรอ น่ารำคาญจะตาย” ทำเป็นบ่นแต่หน้าเขินๆ ก็พอดีนาวินเดินมาหาเลยได้ยอกย้อนยียวนกัน พอสุดนภาเถียงสู้ไม่ได้ก็เข้าไปทุบ นาวินก็แกล้งโวยวายว่าทำร้ายร่างกาย ตันหยงมองดูยิ้มๆดีใจกับเพื่อนแต่ก็แอบเศร้ากับตัวเอง
ooooooo
คุณหญิงรักษาคำพูด หลังวันงานก็ได้มอบแหวนให้ปรงแก้วกับปรงขวัญคนละวง บอกว่าให้เอาไปฝากแม่ไว้เพราะแหวนนี้ยังไม่เหมาะกับเด็ก
ทีแรกปรางค์ทิพย์ก็ดีใจ แต่พอเปรียบเทียบกับ ที่ให้น้องเมย์ก็บ่นว่าคุณยายไม่ยุติธรรม ถึงแหวนนี้จะราคาเรือนแสน แต่พระที่ให้น้องเมย์นั้นเป็นของเก่า ป่านนี้คงราคาขึ้นเป็นล้านเทียบกันไม่ได้เลยกับแหวนวงละแสนสองแสน
เสกสรรฟังเบื่อๆเตรียมตัวจะออกข้างนอก ปรางค์– ทิพย์เพิ่งสังเกตเห็นถามว่าจะไปไหน
“อ้าว...ผมต้องไปคุยกับลูกค้า ผมไม่ใช่พนักงานบริษัทแล้ว ผมเป็นเจ้าของบริษัท ก็ยุ่งแบบนี้แหละ ไปก่อนละ ไม่ต้องรอทานข้าวนะ คงดึก” พูดแล้วออกไปเลย ปรางค์ทิพย์ได้แต่มองตามอย่างหงุดหงิด
หลังจากให้ฝ่ายบัญชีไปตรวจเอกสารการเงินของเสกสรรแล้ว คุณหญิงเรียกปฐวีมาปรึกษา เอาเอกสารให้อ่าน ถามว่า “นี่มันโกงกันชัดๆใช่ไหม”
“แล้วคุณย่าจะทำยังไงครับ”
“ย่าต้องจัดการให้เด็ดขาด ไม่ใช่ย่าเสียดายเงินหรอกนะวี แต่สำหรับย่าความซื่อสัตย์สำคัญเหนือสิ่งอื่น ถ้าคนเราทำธุรกิจแล้วไม่มีความซื่อสัตย์ มันเท่ากับเราทำลายตัวเอง” ปฐวีติงว่าไม่อยากให้ทำอะไรรุนแรงเป็นห่วงปรงแก้วกับปรงขวัญ “ย่าคิดไว้แล้วว่าวีต้องพูดแบบนี้ ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ย่าจะจัดการเอง วีไม่ต้องลำบากใจ”
ooooooo
กลับไปเจอน้องเมย์ก็ยังไม่อาจทำใจให้สบายได้ จนน้องเมย์ถามว่าเป็นอะไรหน้าตาไม่สบายเลย
ปฐวีบอกว่ามีหลายเรื่อง ย้อนถามหลานสาวบ้าง น้องเมย์บอกว่าครูบี๋เพิ่งกลับไปตนก็รู้สึกเบื่อๆเหมือนกัน เขาเลยชวนเดินเล่นกันไหม แล้วน้าหลานก็พากันไปเดินเล่นในสวนดอกไม้ มีทั้งแปลงกุหลาบ มะลิ และเรือนกล้วยไม้
“น้าวีคะ ดูดอกไม้พวกนี้สิคะ สวยจังเลย” พูดแล้วเดินไปที่เรือนกล้วยไม้โน้มดอกมาดม “สวยนะคะ”
“น้องเมย์ชอบดอกกล้วยไม้เหรอ”
“ใช่ค่ะ เมย์ไม่ชอบกุหลาบ มันดูเย้ายวนเกินไป ดอกมะลิก็ดูบอบบาง นุ่มนวล น่าจะเหมาะกับคุณแม่มากกว่า”
“เข้าใจเปรียบเทียบนะ จริงอย่างที่น้องเมย์ว่าด้วย” พูดแล้วก็นั่งมองดอกกล้วยไม้ แต่ใจคิดถึงตันหยงที่โรงพยาบาล เขาเคยเอากล้วยไม้ไปเยี่ยมเธอ วางไว้แล้วบอกทั้งที่เธอนอนไม่รู้สึกตัวว่า “ผมไม่รู้หรอกว่าคุณชอบดอกไม้อะไร แต่สำหรับผม คุณเหมือนกล้วยไม้ สง่างาม แต่อ่อนหวาน...”
ปฐวีคิดเพลินจนน้องเมย์เรียกหลายครั้งจึงรู้สึกตัว น้องเมย์ถามว่าคิดอะไรอยู่หรือ
“คิดเปรียบเทียบดอกไม้กับผู้หญิงคนหนึ่ง” บอกแล้วเห็นน้องเมย์ทำหน้างอนๆก็ขำพูดปลอบ “และถ้าน้องเมย์โตขึ้น ก็คงจะเป็นผู้หญิงคนนั้นนั่นแหละ”
ฟังแล้วตันหยงในร่างน้องเมย์ยิ้มแป้นไปเลย...
ooooooo
ในขณะที่ปรางค์ทิพย์มัววุ่นอยู่กับการชิงดีชิงเด่นอิจฉาริษยาประภัสสร และเสกสรรก็เอาแต่ออกนอกบ้านอ้างว่าวุ่นกับธุรกิจเพราะตนเป็นเจ้าของเป็นผู้บริหารจึงมีงานมัดตัวมากขึ้น
วันนี้ทั้งสองก็แปลกใจ เมื่อบุญศรีมาบอกว่า คุณหญิงให้แม้นวาดมาบอกทั้งสองให้ไปพบพรุ่งนี้ ปรางค์ทิพย์เอะใจถามว่าบอกหรือเปล่าว่าเรื่องอะไร บุญศรีบอกว่าแม้นวาดไม่ได้บอก ก็ด่าว่าไม่ได้เรื่อง หันไปถามเสกสรรว่า คิดว่าเรื่องอะไร
“ไม่รู้เหมือนกัน ท่านอาจจะให้เงินมาลงทุนเพิ่มก็ได้ ผลประกอบการดีเสียขนาดนั้น” เสกสรรพูดอย่างขอไปที
แต่พอไปพบคุณหญิงจริงๆกลายเป็นว่า ท่านเอาเอกสารให้ดู บอกให้อธิบายมาว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรกันแน่ ปรางค์ทิพย์จะอธิบายเอง แต่คุณหญิงบอกว่าอยากฟังจากปากเสกสรรมากกว่า
“ก็ได้ครับคุณยาย ผมทำขาดทุนทั้งๆที่ผมพยายามแก้ไขแล้ว”
“ขาดทุนทำไมไม่รายงานตรงๆทำไมต้องแต่งบัญชี คิดหรือว่าฉันจะดูไม่ออก”
ปรางค์ทิพย์มองเสกสรรตาค้างถามว่าไหนว่ามีลูกค้าเพียบ มันขาดทุนได้ยังไง คุณหญิงบอกว่ามันไม่ใช่ขาดทุนธรรมดาแต่มันมีการโยกย้าย ยักยอกกันอย่างมโหฬาร ปรางค์ทิพย์ตกใจอ้อนวอนขอโอกาสให้เสกสรรอีกสักครั้ง
“อย่าพูดกับฉันแบบนี้อีกนะแม่ปรางค์ จำคำฉันไว้ให้ดี แต่นี้ต่อไปอย่าได้มาขออะไรฉันอีก เพราะฉันให้โอกาสนั้นกับพวกเธอไปแล้ว และมันก็หมดลงแล้ว กลับไปซะ!”
ทั้งสองหน้าจ๋อยเพราะไม่เคยถูกคุณหญิงเด็ดขาดขนาดนี้ พากันเดินคอตกกลับไป แต่พอไปถึงบ้าน ปรางค์-ทิพย์ก็อาละวาดถามว่ามันเจ๊งได้ยังไง เสกสรรอ้างว่าหมดไปกับสินค้าแบรนด์เนมที่ซื้อให้เธอและบัตรเครดิตไม่จำกัดวงเงินของเธอ อ้างเสียงแข็งว่า
“คุณจะมาโทษผมข้างเดียวมันก็ไม่ถูกหรอกนะ มันก็ร่วมด้วยช่วยกัน นี่มันธุรกิจนะคุณ ธุรกิจมันมีแต่กำไรแล้วก็ขาดทุน ทีนี้มันขาดทุนไปแล้วจะให้ทำยังไงล่ะ”
ปรางค์ทิพย์แทบจะคลั่ง ทั้งด่าทอทุบตีเสกสรรว่าเอาเงินของตนไปเจ๊งหมด ตะโกนให้เอาเงินตนคืนมา! ถูกเสกสรรผลักกระเด็นแล้วออกไปเลย ปรางค์ทิพย์ได้แต่ร้องไห้คร่ำครวญด่าตามหลัง “ไอ้คนล้างผลาญ ไอ้คนไม่เอาไหน”
ที่มุมหนึ่งในบ้าน ปรงแก้วกับปรงขวัญกอดกันร้องไห้อย่างขวัญเสีย...
ooooooo










