ตอนที่ 2
คืนนี้มีนัดกับพิราม ตันหยงเตรียมชุดตั้งแต่กลางวัน เลือกชุดให้เข้ากับแหวนหมั้นทับทิมล้อมเพชรที่นิ้ว ระหว่างนั้นพิรามโทร.เข้ามาคุยหวานตามเคย
พัดชาถือแฟ้มเข้ามาได้ยิน พิรามคุยกับตันหยงว่าเคลียร์งานเสร็จจะไปรับ เธอกระแทกแฟ้มที่เอาเข้ามาให้เขาเซ็นอย่างแรง พอพิรามวางโทรศัพท์ก็มองหน้าถามว่า อะไรของคุณ พัดชาพูดหน้าตึงว่าเย็นนี้เรามีนัดกันไม่ใช่หรือ
“ตันหยงกลับมาแล้ว ผมต้องไปทานข้าวกับตันหยง ผมคิดว่าคุณจะเข้าใจว่าเราจบกันแล้ว”
“ไม่ ได้ จบแค่นี้ไม่ได้ คุณคิดว่าพัดอยู่กับคุณเพราะต้องการคอนโดกับรถหรือคะ” พิรามย้ำว่าเราตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือว่าถ้าตันหยงกลับมาทุกอย่างเป็นอันจบ กัน “ไม่ค่ะ! พัดเปลี่ยนใจแล้ว วันนี้เรามีนัดกันที่คอนโดของพัด ถ้าคุณไม่ไปเรื่องนี้ถึงหูคุณตันหยงแน่นอน” พูดแล้วสะบัดออกไปเลย
พิราม โมโหจนลืมตัววิ่งตามไปถึงหน้าห้องทำงานคว้ามือเธอไว้ พัดชาชะงัก พนักงานแถวนั้นก็ชะงัก มองอย่างสนใจ พิรามรู้สึกตัวปล่อยมือ พัดชาได้ทีถามขู่ว่า
“จะคุยกันที่นี่ หรือจะคุยกันส่วนตัวก็แล้วแต่คุณนะคะ” พูดแล้วเดินเชิดไปอย่างเป็นต่อ พิรามมองตาม อย่างหัวเสีย
เมื่อใกล้เวลานัด บุหงาแต่งตัวให้ตันหยงอย่างตั้งอก
ตั้งใจ สวมสร้อยคอให้แล้วถอยออกไปเล็ง ชมว่าลูกแม่สวยมาก พูดอย่างเปี่ยมด้วยความหวังว่า ต่อไปพิรามก็จะรับหน้าที่ดูแลลูกแทนพ่อกับแม่แล้ว พูดอย่างเชื่อมั่นว่า
“แม่มั่นใจว่า พิรามคือผู้ชายที่จะทำให้หยงลูกแม่มีความสุขตลอดไป” บุหงากอดตันหยงไว้ยิ้มปลื้ม...ภูมิใจ
ooooooo
ที่ สระว่ายน้ำบ้านคุณหญิงปรงทอง ปรางค์ทิพย์พาปรงแก้วกับปรงขวัญมาว่ายน้ำ ประภัสสรก็พาน้องเมย์มาว่ายด้วย แต่เพราะน้องเมย์สุขภาพไม่แข็งแรง จึงไม่ได้ว่ายน้ำเล่นโลดโผนเหมือนปรงแก้วกับปรงขวัญ สายแก้วก็คอยดูแลไม่ให้เด็กทั้งสองเล่นกับคุณหนูของตนแรงๆ
ปรางค์ ทิพย์หมั่นไส้ นอกจากจะกระแนะกระแหนประภัสสรเรื่องเมธีไม่ค่อยกลับบ้านว่าไปมีบ้านเล็กบ้าน น้อยหรือเปล่า และเมื่อปรงแก้วปรงขวัญท้าน้องเมย์ว่ายน้ำแข่งกัน น้องเมย์ไม่ว่าย ปรางค์ทิพย์ก็ค่อนแคะประภัสสรว่า
“โถ..ขี้ขลาดกลัวแพ้ก็ไม่ว่า แม่สร นี่หล่อนเลี้ยงลูกยังไง ไม่กล้าแข่งกลัวแพ้ สงสัยได้พ่อมันมา”
ประภัสสร บอกปรงแก้วกับปรงขวัญว่าวันนี้พอแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน วันหน้าค่อยมาเล่นกันใหม่ ปรางค์ทิพย์ไม่ยอมตำหนิประภัสสรว่าเลี้ยงลูกแบบนี้มีหวังทำอะไรไม่สำเร็จ แล้วเสียงเข้มว่า
“ไม่ต้องเลย ให้มันแข่งกันว่ายน้ำดูซิว่า ว่ายน้ำแค่นี้มันจะตายหรือเปล่า”
ประภัสสร จำต้องเงียบ และน้องเมย์ก็จำต้องแข่งว่ายน้ำกับปรงแก้วและปรงขวัญ แต่เพราะสุขภาพไม่ดีน้องเมย์ว่ายไปอย่างยากลำบาก พอถึงขอบสระอีกฝั่ง ประภัสสรรีบเอาผ้าขนหนูคลุมตัวลูก ในขณะที่น้องเมย์ก็บอกเสียงสั่น
“คุณแม่ขา...เมย์หนาว...”
คืน นี้ น้องเมย์มีไข้สูง บอกว่าปวดหัวจนหัวจะแตกแล้ว ปฐวีต้องมาตรวจและให้ทานยา ระหว่างนั้นเขาได้รับโทรศัพท์จากนาวินเร่งให้ไปงานเลี้ยงรุ่น เขาขอดูหลานก่อน เมื่อดูอาการน้องเมย์ไม่น่าเป็นห่วงแล้ว จึงฝากประภัสสรกับเมธีดูแลแทน
ประภัสสรบอกเมธีว่าจะทำอะไรก็ไปเถิด ตนดูแลลูกเองได้ เมธีฟังน้ำเสียงรู้ว่าเธอไม่พอใจ เธอพูดเสียงดังขึ้นอีกว่า
“ไปสิคะ...ลูกคนเดียวฉันดูได้”
น้องเมย์เห็นพ่อกับแม่ตึงเครียดกัน ก็หลับตาเอาหน้าซุกหมอนทันที...
ooooooo
ค่ำ แล้ว ตันหยงแต่งตัวลงมานั่งคอยพิรามที่ห้องรับแขก จนพ่อกับแม่ลงมาจะออกไปงานถามว่าพิรามยังไม่มารับหรือ ต่างคาดกันว่าคงเป็นเพราะรถติด บุหงาจะอยู่เป็นเพื่อนแต่ตันหยงบอกว่าไม่ต้องห่วงให้คุณพ่อคุณแม่ไปงานเถอะ
เพราะ เป็นงานสำคัญเกรงไปไม่ทันงานให้ท่านรัฐมนตรีรอคงไม่ดีแน่ พ่อกับแม่จึงไปงานก่อน พอพ่อกับแม่ไปแล้ว ตันหยงโทร.หาพิราม เธอเริ่มหงุดหงิดบ่นงึมงำ “ทำไมต้องปิดโทรศัพท์ด้วยนะ”
ที่แท้พิราม อยู่ที่คอนโดฯของพัดชา กำลังเจรจากันอย่างตึงเครียด เขาถามว่าเธอต้องการอะไรให้บอกมาเรื่องจะได้จบเสียที พัดชาไม่ต้องการอะไรนอกจากตัวเขา พิรามขอร้องว่าอย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตกว่านี้เลยเพราะตนกำลังจะแต่งงาน กับตันหยงอยู่แล้ว
พัดชาไม่ยอมถามว่าจะทิ้งกันไปง่ายๆอย่างนี้หรือ พิรามเห็นท่าจะพูดกันไม่รู้เรื่อง บอกว่าไว้อารมณ์ดีกว่านี้เราค่อยมาคุยกันดีกว่า พูดแล้วเดินออกจากห้อง พัดชาไม่ยอมวิ่งตามไปทั้งที่อยู่ในชุดคลุม
ตันหยงร้อนใจที่ติดต่อพิรามไม่ได้ จึงขับรถมาตามจีพีเอสในมือถือจนเจอคอนโดฯ เธอแปลกใจว่า พิรามซื้อคอนโดฯนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อไร
ขณะ ตันหยงกำลังหาทางเข้าคอนโดฯอยู่นั่นเอง พิรามเดินหนีพัดชาลงมาพอดี พอเห็นตันหยงเขาตกใจมาก ยิ่งเมื่อพัดชาวิ่งตามลงมาเขาก็แทบช็อก พัดชาแสดงตัวกับตันหยงว่า ตนคือเมียของพิราม ทำให้ตันหยงช็อก เธอผิดหวังเสียใจ ถอดแหวนหมั้นปาใส่หน้าพิราม ด่าน้ำตานองหน้า ก่อนขับรถหนีออกไป
“คนทรยศ คนเลือดเย็น คนไม่มีหัวใจ คุณทำแบบนี้กับหยงได้ยังไง!”
ooooooo
ปฐวี ไปงานเลี้ยงรุ่นแต่ไม่รู้สึกสนุกเลย ขณะเพื่อนๆดื่มกันอย่างเฮฮา เขาเดินเลี่ยงออกมาข้างนอกคิดจะแวบกลับแต่เกือบถูกตันหยงที่ขับรถร้องไห้ เข้ามาชน เธอเบรกรถแล้วลงเดินร้องไห้เข้าไปในคลับ ส่วนปฐวีก็ถูกนาวินตามมาลากกลับเข้าไปในงาน บอกเพื่อนว่า
“เดี๋ยวฉันก็ต้องเมา แกจะได้ขับรถพาฉันไปส่งบ้านไง”
การกลับเข้าไปในคลับ ทำให้ปฐวีเห็นตันหยงนั่งดื่มไปร้องไห้ไปจนเมา มีชายนักเที่ยวสองคนเดินเข้าไปเกาะแกะ ตันหยงรำคาญจึงวางเงินบนโต๊ะเดินออกไปที่รถ ปฐวีเห็นนักเที่ยวสองคนตามเธอไป เขาจึงตามไปด้วย เมื่อเห็นตันหยงควานหากุญแจรถไม่เจอ เขาเข้าไปช่วย ทำให้นักเที่ยวทั้งสองชะงักคอยสังเกตการณ์
พอตันหยงขึ้นรถได้ก็ขับออกไปทันที ชายสองคนรีบขึ้นรถตาม ปฐวีละล้าละลังแล้วตัดสินใจขับตามไปอีกคน แต่คลาดกันเมื่อรถเขาติดไฟแดง
เป็นเวลาเดียวกับที่น้องเมย์ลุกออกจากห้องมาตามหาแม่ที่กำลังถุ้มเถียงกับพ่ออยู่ข้างล่าง เพราะไข้สูงทำให้น้องเมย์ทรงตัวไม่ดีตกบันไดลงมาหมดสติ สายแก้วรีบโทร.บอกปฐวี เขาตกใจรีบกลับไปพาน้องเมย์ส่งโรงพยาบาล
ตันหยงรู้ตัวว่าถูกนักเที่ยวสองคนขับรถตาม เธอมองกระจกหลังอย่างตื่นกลัว พอมองข้างหน้าอีกทีเจอรถสวนมาในขณะที่ตัวเองขับกินเลนอยู่ เธอหักหลบรถพุ่งไปชนต้นไม้ข้างทาง นักเที่ยวทั้งสองตกใจขับรถหนีไป
ภายในรถ ตันหยงสลบเลือดท่วมไปทั้งตัว...
ooooooo
ในอีกมิติหนึ่ง...ตันหยงรู้สึกตัวเดินออกไปขอความช่วยเหลือ เห็นหน่วยกู้ภัยมาทำงานกันอย่างเคร่งเครียด พวกเขาเดินผ่านเธอไปเหมือนไม่มีตัวตน มองไปที่รถเห็นหน่วยกู้ภัยนำร่างตัวเองที่เต็มไปด้วยเลือดออกมาปฐมพยาบาล
ตันหยงก้มมองตัวเอง ร้องอย่างขวัญเสีย “ไม่จริง...ไม่จริง”
หน่วยกู้ภัยดูหลักฐานในรถแล้วบอกกันว่า “ผู้บาดเจ็บชื่อ ตันหยง นาครงค์” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเอากระเป๋าถือและโทรศัพท์ของเธอมอบให้หัวหน้าแล้วนำตัวคนเจ็บส่งโรงพยาบาล
ตันหยงยืนดูการเคลื่อนไหวเหล่านั้นงงๆ
ooooooo
ที่โรงพยาบาลทั้งตันหยงและน้องเมย์ต่างมึนงงและหวาดกลัวที่ไม่มีใครเห็นตน น้องเมย์กลัวมากขอให้ตันหยงอยู่เป็นเพื่อน ตันหยงถามว่าหนูมาจากไหน น้องเมย์ชี้ไปที่ห้องฉุกเฉิน ตันหยงจึงพาเดินไปส่ง
ระหว่างนั้นเกิดแสงวาบขึ้น ทุกอย่างเป็นสีขาว ไปหมดมีลำแสงสีเงินระยับพุ่งมาตรงกลาง ลมพัดแรงดูดร่างน้องเมย์ลอยขึ้นไป ตันหยงพยายามคว้าแต่น้องเมย์ก็หลุดมือไป
“น้องเมย์...น้องเมย์!” เสียงปฐวีร้องเรียกอย่างผู้สูญเสียดังมาจากห้องฉุกเฉิน เขาพยายามปั๊มหัวใจ
น้องเมย์ภาวนาขอหลานรักอย่าได้เป็นอะไร แล้วใช้เครื่องช็อตหัวใจ ครู่หนึ่งพยาบาลบอกอย่างตื่นเต้น
“คุณหมอคะ ชีพจรมาแล้วค่ะ”
“ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอบคุณที่คืนน้องเมย์กลับมาให้ผม” ปฐวีมองเครื่องวัดการเต้นของหัวใจ ดีใจจนน้ำตาไหล
กราฟการเต้นของหัวใจน้องเมย์ค่อยๆกลับมาเต้นเป็นปกติ ท่ามกลางความปีติยินดีอย่างที่สุดของทุกคน โดยเฉพาะ ประภัสสรกับเมธี กลับมาพูดคุยกันด้วยดีเป็นบทเรียนราคาแพงที่เกือบต้องแลกด้วยชีวิตของน้องเมย์...
ปฐวีบอกให้ทุกคนกลับไปพักผ่อนเสีย เพราะถ้าไม่มีปัญหาแทรกซ้อนพรุ่งนี้น้องเมย์ก็ย้ายไปอยู่ห้องพักปกติได้แล้ว
ooooooo
ตันหยงถูกส่งเข้าห้องไอซียู สุดนภาที่ติดต่อตันหยงได้ครั้งสุดท้ายได้ยินเสียงเธอร้องไห้อย่างหนักหลังจากนั้นก็ติดต่อไม่ได้เลย จนมารู้ว่าเพื่อนประสบอุบัติเหตุอยู่โรงพยาบาลจึงรีบมาเยี่ยม
ทั้งบุหงาและพินิจเฝ้าอยู่หน้าห้องไอซียู แม้หมอจะบอกว่าโดยภาพรวมแล้วไม่มีอะไรแตกหักเสียหายแต่ทุกคนก็เป็นห่วงเพราะจนป่านนี้ตันหยงก็ยังไม่ฟื้น
สุดนภาเล่าว่าตอนตันหยงโทร.หาตนได้ยินเสียงร้องไห้หนัก คาดว่าคงทะเลาะกับพิราม ปรารภว่าปกติตันหยงไม่ใช่คนไม่มีเหตุผล ตนพยายามติดต่อพิรามก็ติดต่อไม่ได้
บุหงาฟังแล้วมองหน้าพินิจอย่างไม่เข้าใจว่าเกิด อะไรขึ้น...
เมื่อพิรามได้ข่าวตันหยงประสบอุบัติเหตุจึงรีบมาเยี่ยม ถูกสุดนภามองอย่างไม่พอใจและไม่ให้เข้าจับต้องตัวเพื่อน จนบุหงากับพินิจสงสัย สุดนภาดึงพิรามออกไปคุยข้างนอก ต่อว่าเขาอย่างรุนแรงที่ทำให้ตันหยงเป็นแบบนี้ พิรามรู้สึกผิดแต่ไม่กล้าเล่าเรื่องพัดชาให้ฟัง
และแล้วความลับก็ถูกเปิดเผยเมื่อพัดชาตามมาแสดงตัวว่า ตนเป็นเมียพิราม สุดนภาโกรธมากด่าพิรามว่าเลวจริงๆ พิรามพยายามขอร้องให้ฟังตนก่อน สุดนภาไม่สนใจ ตัดบท
“พอเถอะ ฉันไม่สนใจหรอก แต่ถ้าคุณยังมีความเป็นคนหลงเหลืออยู่ละก็...อย่ามาให้ครอบครัวหยงเห็นหน้าอีก” ด่าพัดชาว่า “ผู้หญิงไร้ศักดิ์ศรี ไม่มียางอายเป็นได้ก็แค่ทางผ่าน” ด่าแล้วผละไปแบบชาตินี้ไม่ต้องมาเผาผีกันเลย!
ooooooo
รุ่งขึ้น ปฐวีมาโรงพยาบาลแต่เช้า บอกให้ประภัสสรกับเมธีที่เฝ้าน้องเมย์อยู่ทั้งคืนให้ไปพักผ่อนเสีย เพราะน้องเมย์ปลอดภัยแล้ว แต่เพียงทั้งสองคล้อยหลังไปเท่านั้น หมอเวรก็มาบอกปฐวีว่าน้องเมย์ฟื้นแล้ว
ปฐวีเข้าไปหาน้องเมย์ด้วยความดีใจ แต่น้องเมย์กลับพูดจาแปลกๆ มองเหมือนไม่รู้จักน้าวี กระทั่งถามว่าคุณเป็นใคร ทั้งยังหวงเนื้อหวงตัวไม่ยอมให้น้าวีกอดหอมเหมือนเคย จนปฐวีถามว่า “น้องเมย์ ทำไมทำแบบนี้”
“อะไรกัน ฉันไม่ใช่น้องเมย์นะ”
ที่แท้ วิญญาณตันหยงมาเข้าร่างน้องเมย์ ดังนั้น ไม่ว่าการพูดจา อากัปกิริยา แม้กระทั่งอุปนิสัยและของ ที่น้องเมย์เคยชอบเคยคุ้นชินก็เปลี่ยนไปหมด ไม่ว่าใครมาเยี่ยมเห็นแล้วก็รู้สึกแปลกใจ
ปฐวีเองก็แปลกใจ แต่เพราะเป็นหมอจึงวิเคราะห์ตามหลักการแพทย์ว่าสมองน้องเมย์อาจกระทบกระเทือนตอนตกบันได บอกทุกคนว่าตนจะตรวจอีกรอบ แต่เมื่อ ตรวจแล้วพบว่าสมองช้ำเล็กน้อยแต่โดยรวมถือว่าอยู่ในขั้นเล็กน้อยมาก
“แต่ท่าทางน้องเมย์ดูแปลกๆ ไปนะวี พี่เป็นห่วง” ประภัสสรยังกังวลมาก
“อาจเป็นอาการของสมองกระทบกระเทือน หรือเกิดการกระแทกรุนแรงน่ะครับพี่ภัส ความจำอาจลบเลือนหรือสับสนไปบ้าง แล้วอาการก็จะค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ”
ปฐวีวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยหารู้ไม่ว่ากำลังถูกไสยศาสตร์เล่นตลกอยู่
ฝ่ายตันหยงในร่างน้องเมย์ ผ่านผู้คนและเรื่องราวไม่กี่วัน เธอก็รู้ว่าวิญญาณตนอยู่ในร่างของเด็กหญิงวัย 5 ขวบ เธอจึงต้องสวมรอยและปรับตัวเพื่อหาทางกลับไปสู่ตัวตนของตัวเอง
เธอหาโอกาสโทร.ไปหาสุดนภาเพื่อเล่าเรื่องที่เกิด กับตนเวลานี้ให้ฟัง แต่เสียงเธอเป็นเด็กเมื่อบอกสุดนภาว่าเป็นตันหยง สุดนภาไม่เชื่อซ้ำด่าว่าเด็กบ้า เล่นบ้าๆ อะไรคนย่ิงกำลังเป็นทุกข์อยู่
ปฐวีปรารภกับนาวินที่มาเยี่ยมน้องเมย์ว่า “ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาพูดจาแปลกๆ ฉันชักวิตกแล้วสิ”
“ฉันก็ไม่เห็นหลานแกเป็นอะไรนี่หว่า ดูปกติดี พูดจา แก่แดดแก่ลมไปหน่อย แต่เด็กสมัยนี้ก็แบบนี้ทั้งนั้นแหละ”
พอดีปฐวีได้รับโทรศัพท์แจ้งว่ามีเคสด่วน เขาจึงแยกจากนาวินไป
แต่พอปฐวีแยกไป นาวินก็เจอสุดนภา เขาหาว่าเธอหนีงานถามว่ามาทำอะไรสุดนภาบอกว่ามาเยี่ยมเพื่อนนาวินไม่เชื่อ เธอเลยท้าให้ไปดู เมื่อนาวินไปเห็นตันหยงเขาจำได้ว่าเป็นคนที่เจอในคลับ จะโทร.บอกปฐวีปรากฏว่าเขามีผ่าตัด
ไม่เพียงแต่บรรดาผู้ใหญ่จะรู้สึกถึงความแปลกของน้องเมย์ แม้แต่สายแก้วก็เล่าให้ป้าแก้วผู้เป็นแม่ฟังว่า
“ดูคุณเมย์พูดชัดเจนฉาดฉานขึ้น ไม่ขี้อ้อนขี้อายเหมือนเมื่อก่อน ดูเผินๆเหมือนเป็นผู้ใหญ่ขึ้นนะแม่”
บุญศรีคนรับใช้ของปรางค์ทิพย์มาได้ยิน คาบไปเล่า ให้เจ้านายฟัง ปรางค์ทิพย์ไม่เชื่อ บอกว่าไร้สาระเด็กปัญญาอ่อนอย่างนั้นเป็นไปไม่ได้แน่ บุญศรีถามว่าจะไปเยี่ยมไหม
“จะไปทำไม ก็แห่แหนกันไปหมดบ้านแล้วไม่ใช่ เหรอ ฉันยังไม่มีอารมณ์หรอก...หล่อนไปได้แล้ว” พอบุญศรีไป ปรางค์ทิพย์ก็ก่นแช่ง “ไปทำไมให้เสียเวลา ทำไมไม่คอหักตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย”
เมื่อปฐวีเช็กสมองน้องเมย์แล้วบอกว่าได้รับความกระทบกระเทือนแต่ไม่มาก ประภัสสรจึงเสนอให้พากลับไปรักษาที่บ้าน ปฐวีจึงไปคุยกับน้องเมย์ ก็ถูกปฏิเสธเป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมกลับบ้าน อ้างเรื่อยเปื่อยว่าอยาก อยู่โรงพยาบาลโตขึ้นจะได้เป็นหมอเหมือนน้าวี
ปฐวีตัดบทว่าเย็นนี้จะมารับกลับบ้านและจะไปทานข้าวด้วย น้องเมย์ตอบงอนๆว่าตามใจ
ตกเย็น ประภัสสรและเมธีมารับตันหยงในร่างน้องเมย์ เห็นบุหงากับพินิจเดินเข้ามาในโรงพยาบาล เธออุทานตะลึง
“คุณพ่อ...คุณแม่...” แล้ววิ่งตามร้องเรียก “คุณพ่อคุณแม่..รอด้วยค่ะ”
เธอวิ่งจนหกล้ม ประภัสสรรีบประคองบอกว่าแม่อยู่นี่ เมธีก็ถามอย่างเป็นห่วงว่า “เจ็บมากรึเปล่าลูก”
ระหว่างนั่งในรถ น้องเมย์ยังพรํ่าเรียกคุณพ่อคุณแม่ จนทั้งประภัสสรและเมธีหนักใจ แต่ตันหยงสงสัยว่าทำไมคุณพ่อคุณแม่ถึงมาที่โรงพยาบาล หรือร่างตนอยู่ที่นั่น คิดหนักว่าจะหาทางกลับไปโรงพยาบาลได้อย่างไร
พอกลับถึงบ้านก็มีเรื่องให้ทุกคนแปลกใจห่วงใยอีก เมื่อพ่อแม่ชวนเข้าบ้าน เธอเดินดิ่งไปทางบ้านปรางค์ทิพย์จนต้องช่วยกันไปพากลับมาถามว่าจำบ้านไม่ได้หรือ เธอทำหน้าหน่ายๆ บอกว่า “จำไม่ได้ค่ะ”
ครั้นสายแก้วเรียกเจ้าหนุงหนิงมาเล่นด้วย หนุงหนิงก็กลับห่างเหินและวิ่งหนีเพราะผิดกลิ่น และน้องเมย์เองก็ไล่ตะเพิดไม่ชอบหมาใหญ่ ที่ทำให้ทุกคนไม่สบายใจมากคือ แม้แต่คุณหญิงปรงทองผู้เป็นย่ามาเยี่ยมน้องเมย์ก็จำไม่ได้
ประภัสสรพาน้องเมย์ไปห้องนอน และจะนอนเป็นเพื่อนก็ถูกปฏิเสธ เมื่ออยู่คนเดียว ตันหยงในร่างน้องเมย์ ก็เฝ้าคิดหาทางที่จะไปหาคุณพ่อคุณแม่และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ท่านฟัง แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร
สายแก้วที่ต้องดูแลน้องเมย์ กลับไปเล่าให้ป้าแก้วกับลุงสายฟังกลัวๆว่า
“คุณน้องเมย์เป็นอะไรก็ไม่รู้ ทำไมแปลกประหลาดอย่างนี้ บอกว่าตัวเองไม่ใช่น้องเมย์คนเดิม แล้วยังนั่งพูดคนเดียว ขนาดเจ้าหนุงหนิงยังโดนไล่ตะเพิดเลย แล้วเจ้าหนุงหนิงก็เหมือนไม่คุ้นกับคุณน้องเมย์ หมามันต้องรู้ดีกว่าคนไม่ใช่เหรอแม่”
แม้ว่าป้าแก้วกับลุงสายจะปรามๆ เรื่องที่สายแก้วเล่า แต่พอลับหลัง ป้าแก้วก็ถามลุงสายว่า หรือน้องเมย์จะทำอะไรผิด เจ้าที่เจ้าทางท่านเลยมาทัก เลยถูกลุงสายเบรก “บ้า...แกก็เพ้อเจ้อ งมงาย”
แต่พอเจอบ่อยเข้า ลุงสายก็ปรารภว่า “หรือเราจะหาของไหว้พระภูมิเจ้าที่บ้าง”
“ฉันเห็นด้วย” ป้าแก้วรีบสนับสนุน
ooooooo
ที่โรงพยาบาล นาวินกับสุดนภามาเจอกันและเขม่นกันอีกเมื่อแย่งที่จอดรถซึ่งเหลืออยู่ที่เดียว สุดนภาหาว่าเขาสะกดรอยตนมา นาวินบอกว่าตนมาหาเพื่อนต่างหาก ทำท่าเหมือนจะแล้วกันไป แต่ก็เดินไปทางเดียวกันอีกจนได้
จนมาเจอปฐวี สุดนภาร้องทัก นาวินแปลกใจถามว่ารู้จักกันตั้งแต่เมื่อไร ปฐวีบอกว่าหลานตนเรียนอยู่โรงเรียนเขาและสุดนภาเป็นครูหลานตน แล้วขอตัวเพราะมีเคสผ่าตัด
เพราะมีอะไรแอบแฝงในใจ นาวินดักรอจนสุดนภาเดินออกมา เขาทำทีเป็นว่าเจอกันโดยบังเอิญ แล้วขอให้ไปทานข้าวเป็นเพื่อนหน่อย สุดนภากำลังหิวเลยไปทานด้วย เธอทานอย่างเอร็ดอร่อยด้วยความหิว จนนาวินมองเพลิน พอเธอมอง เขาพูดยิ้มๆว่า
“ผมเชื่อแล้วว่าคุณหิวจริง” แล้วหยั่งเชิงขอไปเยี่ยมเพื่อนเธอด้วยคน “ฝันไปเหอะ ขอบคุณนะที่เลี้ยง”
แต่พอเธอลุกเดิน นาวินก็เดินตาม เธอหันไปเอ็ดว่าจะเดินตามมาทำไม ไปหาเพื่อนตัวเองสิ
“ก็ผมอยากเข้าไปเยี่ยมเพื่อนคุณไง” เธอถามว่าไม่รู้ จักกันสักหน่อยจะเยี่ยมทำไม “ก็ฟังคุณเล่าแล้วสงสาร อยากเข้าไปเยี่ยม” พอถูกด่าว่าเพี้ยนจริงๆ ก็อ่อยว่า “เอาน่าผมจะได้ไปฝากฝังกับเจ้าวีให้ช่วยดูแลเพื่อนคุณเป็นพิเศษไง”
“อย่านึกว่าเลี้ยงข้าวฉัน แล้วจะมาวุ่นวายกับฉันได้นะ”
นาวินไม่สนใจ ผลักประตูห้องพักคนป่วยเดินนำเข้าไปเลย สุดนภาอ้าปากค้างกับความห่ามของเขา
ooooooo
หลังจากนั้นนาวินมารอปฐวีที่หน้าห้องทำงาน เจอจริณทิพย์เอาแฟ้มเข้าไปในห้อง เขาถามว่าปฐวีผ่าตัดเสร็จหรือยัง เธอบอกว่าเสร็จนานแล้วตอนนี้กำลังประชุมอยู่ พอถูกนาวินบ่นว่าทำไมไม่บอกกัน เลยถูกย้อนว่าก็ไม่ได้สั่งนี่ ถามว่าจะคุยเรื่องอะไรหรือ
“เรื่องส่วนตัวและก็สำคัญมากฝากบอกเจ้าวีมันด้วย งั้นวันนี้ผมกลับก่อน”
นาวินเดินผละไปเมินๆ จริณทิพย์ค้อนตามอย่างหมั่นไส้ ที่อ่อยขนาดนี้แล้วยังทำเฉย
ooooooo
ค่ำแล้ว ปฐวีเพิ่งประชุมเสร็จ หมอหนึ่งมารอพบบอกว่ามีเรื่องจะปรึกษา
“คือคนไข้คนหนึ่ง ประสบอุบัติเหตุจากรถยนต์ สภาพร่างกายปกติทุกอย่าง แต่ไม่ฟื้น ทำเทสต์ก็ไม่มีการตอบรับเลยซึ่งไม่น่าเป็นไปได้”
“ตรวจอย่างละเอียดแล้วเหรอครับ” หมอหนึ่งบอกว่าใช่ “ถ้างั้น พรุ่งนี้ผมขอดูแฟ้มประวัติหน่อยนะครับ เราอาจจะต้องมาวิเคราะห์หรือตรวจวิธีอื่นๆกันใหม่”
เมื่อไปนั่งดื่มกาแฟกัน หมอหนึ่งถามว่าน้องเมย์เป็นอย่างไรบ้าง เขาบอกว่าเหลือแต่ความจำสับสนนิดหน่อย
“อาการหลังอุบัติเหตุ” หมอหนึ่งวิเคราะห์
“ครับ ก็คงต้องรออีกสักพัก เพราะกลับไปอยู่บ้านแล้ว คงเรียกความจำกลับมาได้”
หมอหนึ่งแซวหยั่งว่าเขาคงหาแฟนยากเสียแล้ว เพราะมีลูกสาวคือน้องเมย์ไปแล้ว ปฐวีหัวเราะชอบใจ ยอมรับว่า
“อาจจะจริงนะ ทุกวันนี้ในหัวผม ก็มีแต่น้องเมย์กับงาน จนไม่อยากคิดเรื่องอื่นแล้ว”
หมอหนึ่งฟังแล้วหน้าจ๋อยๆไป
ooooooo
บุหงากับพินิจเฝ้าตันหยงทั้งคืน พินิจบอกให้กลับไปพักผ่อนก่อนร่างกายจะไม่ไหวเอา
“คุณจำเมื่อเช้านี้ได้ไหมคะ ที่หน้าโรงพยาบาลน่ะ ยายหนูคนนั้น...” บุหงาเอ่ย พินิจจำได้ว่าน้องเมย์วิ่งมาร้องเรียกคุณพ่อ คุณแม่ บุหงาเล่าเศร้าๆว่า “มันทำให้ฉันนึกถึงตอนลูกยังเล็ก แกร้องเรียกฉันแบบนี้แหละ เสียงดังขนาดหยุดคนทั้งห้างมาแล้ว...” พูดแล้วหันมองตันหยงที่นอนบนเตียง พูดเศร้าๆ “ฉันไม่อยากให้ลูกหลับแบบนี้เลย...”
เป็นเวลาเดียวกับที่ตันหยงในร่างน้องเมย์แอบหนีออกจากห้องนอนขณะแสงแก้วหลับสนิท ลงไปที่ห้องโถง เห็นโทรศัพท์อยู่บนเคาน์เตอร์ พยายามเขย่งหยิบแต่ไม่ถึง เลยไปลากเก้าอี้มาปีนขึ้นไป หยิบโทรศัพท์แล้วหลับตาคิดหนัก พอตัดสินใจได้ก็ลืมตา หายใจเข้าลึก กดเบอร์ใจเต้นแรงรอเสียงปลายสาย พอมีคนรับ เธอร้องทักอย่างตื่นเต้น
“คุณพ่อขา...คุณแม่ขา...”
ทันใดนั้น มีมือเอื้อมมาคว้าโทรศัพท์ไป น้องเมย์หันขวับ ตกใจมองตาค้าง...
ooooooo










