ตอนที่ 12
อารุมพยายามจะไม่รับรู้ความเป็นอยู่ของวิศนี เขาตั้งหน้าตั้งตาเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการหันไปเป็นชาวประมงออกเรือหาปลา โดยแกล้งทิิ้งวิศนีไว้ตามลำพังเพื่อให้เธอทนอยู่ไม่ได้ แต่เธอก็ยังไม่ไปไหน แถมบางครั้งก็ใช้เวลาว่างไปกับการหัดทำอาหาร ปัดกวาดเช็ดถูบ้านให้เขาเหมือนเป็นคนรับใช้ที่เขาไม่เคยเห็นค่า
ฉายกับเพ็ญดูออกว่าอารุมรู้สึกอย่างไรกับวิศนี และเมื่ออารุมแกล้งหายไปหลายวัน ยิ่งทำให้สองผัวเมียสงสารหญิงสาวที่เอาแต่รอคอย กระวนกระวายเป็นห่วงเขาจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ
แม้ที่ผ่านมาอารุมปฏิบัติต่อวิศนีอย่างดุดัน ไม่เหลือเยื่อใย ซ้ำตอนนี้ก็เอาแต่หลบหน้าหลบตา แต่หญิงสาวไม่เคยปริปากบ่นเพราะถือว่าเป็นการชดใช้กรรม จนอารุมใจอ่อนและในที่สุดก็เริ่มเห็นน้ำใจ เมื่อวันหนึ่งขณะออกไปหาปลากับพวกชาวประมง เขาประสบอุบัติเหตุตกเรือศีรษะฟาดท้องเรือจนหมดสติ ฉายกับชาวบ้านรีบพาอารุมส่งโรงพยาบาล
วิศนีเป็นห่วงเขามากจึงอยู่เฝ้าไข้เขาตลอดทั้งวันทั้งคืนจนล้มป่วยเสียเอง และเธอยังมอบของมีค่าที่ติดตัวมาให้ฉายไปขายเอาเงินมารักษาอารุม แต่เงินจำนวนนั้นน่าจะไม่พอ วิศนีจึงขอให้เพ็ญพาตนไปทำงานกับกลุ่มแม่บ้านหัตถกรรมมีรายได้เสริมขึ้นมาอีก จันทร์เฝ้ามองการกระทำของวิศนีด้วยการหมั่นไส้ และยังคิดหาทางเล่นงานเธออยู่ทุกเมื่อ
ส่วนที่กรุงเทพฯ โยธินเอาอกเอาใจปรนเปรอวิเวียนจนเธอหลงเขาหัวปักหัวปำ บ้านช่องไม่กลับ นอนค้างโรงแรมกับเขาแล้วมาทำงานในชุดเสื้อผ้าตัวเก่าเป็นที่สงสัยของเพื่อนๆ และวันหนึ่งเกือบโดนนีรนุชจับได้ ขณะเธอกับโยธินนัวเนียกันอยู่ในรถที่ลานจอดของบริษัท นีรนุชเดินวนเวียนไปมารอบรถที่สั่นไหวด้วยความสงสัย โยธินไม่พอใจความสาระแนของหญิงสาว รีบสั่งวิเวียนให้หมอบนิ่งๆในรถแล้วตัวเองลงไปเอาเรื่องนีรนุช พูดจาข่มขู่จนเกือบจะบานปลายใหญ่โต ถ้าเดชชาติไม่โผล่มาขัดจังหวะเสียก่อน
พ้นจากตรงนั้นมาแล้ว นีรนุชบอกเล่าให้เดชชาติฟังว่าโยธินทำอุบาทว์ในรถ ชายหนุ่มไม่อยากเชื่อ คิดว่าสาวน้อยเข้าใจผิดไปเอง
“นุชไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดจะดูไม่ออกนะพี่ชาติ”
“ทำไมนายโยธินมันกล้าอย่างนั้นวะ ว่าที่ลูกเขยท่านประธานเชียวนะเนี่ย”
“นึกดูแล้วก็สมน้ำหน้านายอำนวยนะ ไม่รู้ซะแล้วว่าฝากชีวิตลูกสาวไว้กับใคร แต่ก็ดี ถือว่ากรรมสนองทั้งพ่อทั้งลูกแล้วกัน เสียดายนิดเดียวที่ไม่รู้ว่าผู้หญิงเป็นใคร”
“แทนที่จะสงสารเขานะนุช แค่นี้มันก็ชัดเจนแล้วว่าท่านประธานไม่รู้เท่าทันความเลวของนายโยธิน”
นีรนุชนิ่งคิด เห็นด้วยกับเดชชาติ แต่ยังไม่อยากยอมรับ เดินหนีไปดื้อๆ พอตอนกลางวันทั้งคู่ไปกินส้มตำกับพวกลูกเกด และสังเกตว่าวิเวียนหายไป เพื่อนๆเม้าท์กันใหญ่ว่าพักนี้วิเวียนทำตัวแปลกๆ แล้ววันนี้โยธินก็ไม่มาทำงานเหมือนกัน
นีรนุชเงี่ยหูฟังอย่างสนใจ แต่เดชชาติไม่อยากให้เม้าท์เรื่องคนอื่น โดยเฉพาะว่าที่ลูกเขยของท่านประธาน จึงสั่งไก่ย่างส้มตำรสแซบมาปิดปากสาวๆ แต่ห้ามนีรนุชกิน ให้รออีกชุดที่ไม่เผ็ด เพราะไม่อยากเห็นเธอท้องร่วงท้องเสียเหมือนตอนเด็กๆ
เดชชาติเจ้ากี้เจ้าการกับนีรนุชจนคนอื่นๆอดแซวไม่ได้ว่าเป็นคนรู้ใจ นีรนุชทั้งเขินทั้งอาย กลบเกลื่อนด้วยการไม่เชื่อฟังเขา กินทุกอย่างตามที่พวกลูกเกดกิน ผลปรากฏว่าเย็นนั้นเธอท้องเสียวิ่งเข้าห้องน้ำจนหมดแรง เดือดร้อนเดชชาติต้องเอาเธอขี่หลังออกไปโบกแท็กซี่กลับบ้าน
ด้านโยธินกับวิเวียน ทั้งคู่หายไปด้วยกันจริงๆ เขาพาเธอไปที่คอนโดฯค่อนข้างหรู ขึ้นไปที่ห้องหนึ่งซึ่งฝ่ายหญิงสงสัยว่าห้องของใคร
“ผมเพิ่งตกลงเช่าเมื่อกี้ ไว้ให้เราอยู่ด้วยกัน ต่อไปนี้ผมจะเอาของส่วนตัวผมมาไว้ที่นี่ ส่วนคุณอยากจะเอาเสื้อผ้ามาทิ้งไว้บ้างก็ได้ บางวันเราจะได้ออกไปทำงานพร้อมกัน”
“คุณโยธิน...” วิเวียนครางอย่างนึกไม่ถึง
“นี่เป็นก้าวแรกที่ผมจะทำให้คุณเห็นว่าผมจริงจังกับคุณ คุณไม่ใช่แค่ผู้หญิงตามโรงแรมที่ผมต้องพาหลบๆ ซ่อนๆอย่างที่คุณเข้าใจ ผมพร้อมที่จะยกย่องคุณออกหน้าออกตา ขอเวลาอีกไม่นานเท่านั้น”
วิเวียนซาบซึ้งแทบร้องไห้ โผเข้าจูบเขาอย่างแสนรัก โยธินกอดเธอไว้ แล้วซ่อนยิ้มสมใจที่ค่อยๆหว่านล้อมหญิงสาวมาเป็นพวกได้สำเร็จ
ooooooo
กรแก้วแปลกใจเมื่อเห็นตำรวจมาพบอำนวยที่บ้าน พอรู้ว่าเป็นเรื่องวิศนีก็ตกใจ นั่งฟังอำนวยบอกเล่าใจคอไม่ดีเลย
“มีคนไปเจอกระเป๋าเดินทางกับกระเป๋าสตางค์ของยายหนูกระจัดกระจายอยู่หลายที่ ตำรวจเดาว่าคงถูก ขโมยต่อๆกันมา แต่ตำรวจลงพื้นที่ไปสอบถามชาวบ้านแถวนั้นทั้งหมดไม่มีใครเห็นวิศนีเลย ตอนนี้ก็เลยประสานไปตามโรงพยาบาล เผื่อจะมีคนป่วยไร้ญาติ หรือแม้แต่ศพไร้ญาติ”
กรแก้วยิ่งหน้าเสีย ไม่นึกว่าสถานการณ์จะดูเลวร้ายลง
“ผมกลัวเหลือเกินคุณกร ถ้ายายหนูเป็นอะไรไป มันเป็นเพราะผมคนเดียว...ผมคนเดียว”
อำนวยน้ำเสียงไม่ดี ก้มหน้าอัดอั้นตันใจ กรแก้วปลอบโยนและให้กำลังใจเขาด้วยความเห็นใจ
ในเวลาเดียวกันนั้น ลูกสาวคนเดียวของอำนวยกำลังป่วยไข้เพราะอดหลับอดนอนเฝ้าอารุมที่ยังไม่รู้สึกตัว แต่ถึงแม้เจ็บป่วย วิศนีก็ยังไม่พักผ่อน มุมานะทำงานฝีมือจนมือไม้ถลอกปอกเปิกเป็นแผล และเงินที่ได้มาก็เล็กน้อยไม่พอเป็นค่ารักษาอารุม จันทร์ซึ่งจ้องเล่นงานวิศนีเห็นเป็นโอกาสเหมาะแสร้งเข้ามาพูดดีด้วย
“ฉันหาทางให้เธอได้เงินก้อนใหญ่กว่านี้นะ ไม่สนใจเหรอ”
วิศนีลังเลเพราะระแวง “แล้วทำไมเธอไม่ไปเอาเงิน ก้อนนั้นมาเองล่ะ หรือว่าไม่ได้รักอารุมแล้ว”
“ก็อยากทำอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ฉันมันเด็กกะโปโล ไม่มีใครเขาเชื่อถือ งานนี้มันต้องใช้คนที่น่าไว้ใจ”
เพื่ออารุมทำให้วิศนีตัดสินใจตามจันทร์ไปยังร้านคาราโอเกะของเสี่ยเฉิน
“เสี่ยเฉินแกรวย ก็เลยปล่อยกู้นอกระบบด้วย แต่พี่ฉายกับพี่เพ็ญเขาไม่ชอบเป็นหนี้แบบนี้ ก็เลยไม่ยอมมากู้ ถ้าเธอคิดว่ามันจำเป็น จะลองดูก็ได้ ดอกเบี้ยไม่แพงหรอก เพื่อพี่อารุม” จันทร์เน้นย้ำจนวิศนีเริ่มคล้อยตาม แต่ยังติดขัดอีกนิดหน่อยว่าตัวเองไม่มีอะไรมาเป็นหลักประกัน “ไม่ยากนี่ ก็บอกเขาว่าเธอเป็นเมียพี่อารุม คนแถวนี้เขารู้จักดี เดี๋ยวพอหายก็ค่อยเอาเงินพี่อารุมมาใช้หนี้ก็ได้”
วิศนีหมดความลังเล เป็นห่วงอารุมจนไม่ทันเฉลียวใจ ลูกน้องเสี่ยเฉินเดินออกมา จันทร์ทำทีเป็นทัก บอกว่าตนนัดกับเสี่ยไว้ว่าจะพาเพื่อนมาพบ พอหมอนั่นพยักหน้า จันทร์จึงให้วิศนีเข้าไปในห้อง
“ฉันจะรออยู่ข้างนอก เข้าไปคุยก็ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่ต้องกลัว มีอะไรก็เรียก ที่ยอมช่วยคราวนี้ก็เพราะฉันอยากช่วยพี่อารุม ไม่ได้แปลว่าจะญาติดีกับเธอหรอกนะ”
คำพูดของจันทร์ทำให้วิศนีหมดความระแวง เดินหายเข้าไปในห้อง โดยไม่รู้เห็นว่าจันทร์รับเงินจากลูกน้องเสี่ยไปจำนวนหนึ่ง
ที่แท้จันทร์หลอกวิศนีมาขายให้เสี่ยเฉิน แล้วจากนั้นจะกู้เงินเท่าไหร่ค่อยว่ากัน แต่เสี่ยหื่นกามปล้ำวิศนีไม่สำเร็จเพราะเมียของเขาพรวดพราดเข้ามา วิศนีอาศัยช่วงเวลาเมียไล่ตบตีผัววิ่งหนีรอดมาได้ แล้วกลับไปเอาเรื่องจันทร์ที่บ้าน แต่ไม่ยอมบอกเล่าให้เพ็ญฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
จันทร์ร้อนๆหนาวๆเหมือนกันขณะเผชิญหน้ากับวิศนี เธอเหลียวซ้ายมองขวาแล้วทำท่าจะชิ่งหนี แต่โดนวิศนีกระชากให้หันกลับมาด้วยแรงโมโห
“โอ๊ย...ทำอะไรเนี่ย” จันทร์แหกปาก
“เธอรับเงินจากคนพวกนั้นเป็นค่าจ้างที่หลอกฉันใช่ไหม”
“ใช่มั้ง...แต่เธอก็หิวเงินจนหน้ามืดไม่ใช่เหรอ”
“ใครกันแน่ที่หน้ามืด ยอมทำงานสกปรกเพื่อจะกำจัดคนที่ตัวเองไม่ชอบขี้หน้า ไม่มีความละอายบ้างหรือไง”
“มันเป็นวิธีหาเงินของฉันเพื่อเอามาช่วยพี่อารุม”
“งั้นเธอก็หน้าด้านกว่าที่ฉันคิด ที่ทำได้ขนาดนี้เพื่อผู้ชายที่ไม่ได้สนใจเธอเลย”
“นังคุณนี!” จันทร์แผดเสียง ตาวาวเพราะถูกจี้ใจดำ เงื้อมือขึ้นจะตบ แต่วิศนีจับมือไว้ สีหน้าเหลืออดเหลือทน
“อย่าให้ฉันต้องบอกเรื่องนี้กับพี่สาวเธอนะ”
“ใครจะเชื่อแก”
“ฉันมีเมียเสี่ยเฉินเป็นพยาน แล้วก็ตัวไอ้เสี่ยนั่นด้วย มันคงอยากได้เงินจากเธอคืนแน่ เพราะงานเธอไม่สำเร็จ ฉันจะให้โอกาสเธอลืมเรื่องนี้ไปซะ แล้วอย่าทำเรื่องเลวๆแบบนี้อีก ไม่ว่ากับใครทั้งนั้น ไม่งั้นคราวนี้คนที่จะถูกเกลียดคือเธอ ไม่ใช่ฉัน”
จันทร์หน้าซีดหน้าเสียกับคำขู่นั้น รู้ว่าตัวเองเสียเปรียบ เลยสะบัดหน้าเดินหนีไป วิศนีมองตามเครียดๆ แล้วผ่อนสายตาอ่อนลงอย่างเหนื่อยใจ เซ็งที่ต้องคอยรับมือกับจันทร์ไม่มีที่สิ้นสุด
ooooooo
หลังจากคบหากันฉันคนรักได้ไม่นาน วิเวียนถูกโยธินใช้เป็นเครื่องมือยักยอกเงินในบริษัทอำนวย โดยเริ่มทีละเล็กละน้อยด้วยการแอบแต่งตัวเลขในบัญชีเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย อวลอบพอได้เงินก้อนแรกก็ยิ้มย่องผ่องใส ชื่นชมลูกชายเป็นการใหญ่...
ด้านอารุมที่ยังนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล วันนี้เขาลืมตารู้สึกตัวแต่ยังมีอาการอ่อนเพลีย ครู่เดียวก็หลับไปอีก จึงไม่เห็นวิศนีที่ยังปักหลักเฝ้าเขาอยู่ ทั้งที่เธอเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าเต็มที พอลุกขึ้นยืนก็โงนเงนเป็นลมหมดสติไปต่อหน้าต่อตาฉายกับเพ็ญ
วันเดียวกัน นีรนุชมาทำงานตามปกติ แต่สักครู่เริ่มรู้สึกผิดปกติเมื่อเห็นวิเวียนโผล่ออกจากห้องโยธินในสภาพเสื้อผ้ายับยู่ยี่ วิเวียนอ้างเหตุผลเอาตัวรอดแล้วผละไปทันที นั่นยิ่งทำให้นีรนุชคลางแคลงใจเก็บไปครุ่นคิดต่อที่แผนกฯของตน
ขณะเหม่อคิดอยู่นั้น เสียงแววดังแหวกอากาศจนนีรนุชสะดุ้งโหยง แววจำนีรนุชได้ว่าคือน้องสาวของนนทลี จึงโวยวายไม่พอใจว่าใครรับเข้าทำงาน และจะให้คนมาลากตัวออกไปเดี๋ยวนี้
“อะไรกันคะ” นีรนุชพูดพรวดหน้าตาตื่น
“ยังจะมีหน้ามาถามอีกเหรอ ฉันจำหน้าหล่อนได้ นี่หล่อนมาแก้แค้นให้พี่สาวเหมือนในละครใช่ไหม ออกไปเดี๋ยวนี้นะ นังตัวอันตราย”
แววตรงเข้าไปกระชากแขนนีรนุช เดชชาติรีบวิ่งเข้ามาห้ามอย่างอ่อนน้อมเพราะจำแววได้ แต่นีรนุชยังนึกไม่ออกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร กระทั่งแววพูดประโยคต่อไปถึงเริ่มเข้าใจ
“ใครเป็นคนรับแม่นี่เข้ามาทำงาน ไม่รู้หรือไงว่ามันจะลากลูกสาวฉันเข้าคุก”
ทั้งนีรนุชและเดชชาติหน้าเจื่อน มองตามแววที่ปรี่ไปทางห้องทำงานอำนวยด้วยท่าทีฉุนเฉียว ปะเหมาะพอดีเจอกรแก้วอยู่ในห้องด้วย แววยิ่งออกฤทธิ์ออกเดชใส่อดีตสามีเหมือนจะให้เมียใหม่ของเขารู้ว่าตัวเองยังวางอำนาจบาทใหญ่ที่นี่ได้
“คุณทำอย่างนี้ได้ยังไง ทำไมถึงไปร่วมมือกับศัตรู”
“อะไรอีกล่ะ” อำนวยถามด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย
“ก็น้องสาวพนักงานเก่าที่ตายไง คุณรับมันเข้ามาทำงานเหรอ”
“ใช่ เขาเดือดร้อน”
“แล้วไม่กลัวมันมาล้างผลาญบริษัทเอาหรือไง ลูกเราไปฆ่าพี่มันตายนะ”
“ไร้สาระน่า”
แววค้อนขวับแล้วปรายตามองกรแก้ว เปลี่ยนเรื่องถามถึงลูกสาวว่าได้ข่าวบ้างหรือยัง อำนวยเคร่งเครียดทันที ส่ายหน้าปฏิเสธ แววไม่พอใจ อยากรู้ว่าได้ตามหากันบ้างหรือเปล่า
“แล้วเธอล่ะ ทำอะไรบ้าง” อำนวยย้อนถาม
แววสะอึก เพราะตัวเองไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ หันไปพาลกรแก้ว
“ดีนะ ลูกหายไปทั้งคน พ่อมันก็มานั่งทำงานไม่รู้ร้อนรู้หนาว ส่วนแม่เลี้ยงก็เฉิดฉายไปวันๆ”
“ฉันกับคุณอำนวยให้ตำรวจช่วยสืบหาคุณวิศนีอยู่ค่ะ ที่ผ่านมาก็แวะไปดูตามโรงพยาบาลหลายที่ แต่ยังไม่พบ”
คำตอบของกรแก้วทำให้แววรู้สึกเสียหน้า เลยแดกดันกลบเกลื่อนว่าไม่ได้ถามเธอสักหน่อย
“ถ้าไม่มีธุระอะไรก็กลับไปเถอะแวว ฉันขอร้อง ฉันเหนื่อยเรื่องงานกับเรื่องลูกพอแล้ว”
แววมองอำนวยอย่างขัดใจ แล้วอ้อมแอ้มว่าความจริงตนจะมาดูรถ พอดีชีพได้เงินมาก้อนหนึ่ง ก็เลยอยากออกรถสักคัน วานอำนวยแนะนำหน่อย
“แนะนำน่ะมันได้ แต่แน่ใจเหรอว่าจะมีเงินส่ง”
“ฉันจะซื้อสดย่ะ ชีพเขารวย”
กรแก้วมองแววแล้วอดนึกถึงวันก่อนที่เจอชีพในห้างสรรพสินค้าไม่ได้ ชีพมากับกิ๊กสาวคนหนึ่ง ท่าทางจี๋จ๋ากันเหลือเกิน
“แล้วทำไมเขาไม่มาด้วยล่ะคะ” กรแก้วถามหยั่งเชิงเผื่อแววจะออกอาการพิรุธอะไรให้เห็น
“เขาติดธุระ ถามทำไม” แววดุดันเหมือนเคยแถมทำตาเขียวใส่ กรแก้วเลยเงียบไป ไม่อยากต่อความ อำนวยก็คร้านจะเสวนา ออกไปเรียกเดชชาติกับนีรนุชมารับช่วง
“คุณสองคนช่วยอำนวยความสะดวกให้คุณแววด้วย”
“ด้วยความยินดีครับคุณแวว ไม่ทราบว่าคุณแววมองรุ่นไหนไว้ครับ”
“ฉันอยากได้ยี่ห้อที่ยายหนูขับ แต่ไม่เอาคันนั้นนะ ไม่อยากโดนผีตามมาหลอก”
นีรนุชรู้ว่าแววจงใจแขวะจึงขยับตัวจะตอบโต้ แต่เดชชาติกระตุกให้หยุด แล้วผายมือเชิญแววไปดูรถ พอเลือกได้ถูกใจ แววอยากลองนั่ง เดชชาติจึงต้องขับให้โดยลากเอานีรนุชนั่งไปด้วยอีกคน
แววนั่งเบาะหลังเชิดหน้าราวคุณหญิงคุณนายไฮโซ นีรนุชนั่งตอนหน้าคู่กับเดชชาติคอยชำเลืองมองอย่างหมั่นไส้...กำลังจะผ่านร้านเสริมสวย แววบอกให้จอด ขอเข้าไปทำผม สองคนได้แต่มองหน้ากันไปมาแต่ไม่กล้าขัดใจคุณแม่ขาวีนของวิศนี แววเห็นดังนั้นยิ่งได้ใจ สั่งให้นีรนุชถือกระเป๋าเดินตามหลังราวกับเป็นคนรับใช้
ส่งแววเข้าร้านไปเรียบร้อยแล้ว นีรนุชกลับออกมาบ่นกับเดชชาติด้วยท่าทียัวะๆ
“ยายป้านี่เป็นอะไรมากไหมเนี่ย ทำอย่างกับเราเป็นคนรับใช้ กลับกันเถอะพี่”
“เฮ้ย...ได้ไงล่ะ ท่านประธานสั่งไว้”
“แล้วเราต้องรออีกนานแค่ไหนล่ะ”
“เอาน่า ถือว่ามาทำงาน ถ้าพี่ขายคันนี้ได้พี่จะแบ่งให้นุชครึ่งนึง”
“แต่นุชหิวนี่นา” พูดขาดคำ เหลือบไปเห็นบะหมี่รถเข็นผ่านมาพอดี...
อีกครู่เดียว สองคนไปนั่งโซ้ยบะหมี่กันข้างถนนกินไปคุยไปเรื่องแววที่เดชชาติรู้ข้อมูลส่วนตัวพอสมควร
“ตอนที่ท่านประธานแต่งงานกับคุณแวว ฐานะยังไม่ดี จนกระทั่งหย่าขาดกัน ท่านก็เลยมานะสร้างตัวจนร่ำรวย คุณแววเห็นท่านประธานมีฐานะแต่ไม่ยอมมาคืนดีด้วย แถมยังแต่งงานใหม่กับคุณกรแก้ว เธอก็เลยผิดหวัง พยายามทำตัวทัดเทียมกับคุณกรแก้ว แล้วก็พยายามบีบให้คุณวิศนีเกลียดคุณกรแก้วไปด้วย”
“โอ้โห นี่ขนาดพี่ชาติไม่ใช่พวกขี้เม้าท์ ยังรู้เรื่องเยอะขนาดนี้”
“ก็ฟังๆเขามา บางเรื่องคุณวิศนีก็เป็นคนเล่าให้พี่ฟังเอง ที่พี่เล่าเนี่ยไม่ใช่ว่าสนุกปาก แต่อยากให้นุชรู้ เผื่อจะเข้าใจคุณวิศนีมากขึ้น...คุณวิศนีเธอน่าสงสารมากนะนุช ดูภายนอกเธอเหมือนคุณหนูร้ายๆ ก็เพราะเธอพยายามปกป้องตัวเองจากการมีครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ แต่เนื้อแท้เธอเป็นคนอ่อนโยนมากนะ พี่ถึงได้เชื่อไงว่าเธอไม่เคยคิดจะทำร้ายใคร”
“แต่ก็ทำไปแล้ว”
“นุชจะไม่ให้อภัยเธอเลยเหรอ”
“นุชบอกแล้วไงว่าจะรอจนกว่าเขาได้รับกรรม”
“บางทีนะนุช คุณวิศนีอาจจะกำลังรับกรรมอยู่ที่ไหนสักแห่งก็ได้...เมื่อไม่กี่วันนี้เพิ่งมีคนพบกระเป๋ากับเอกสารคุณวิศนีถูกทิ้งที่กองขยะ ตอนนี้คุณวิศนีหายไปแต่ตัวจริงๆ ยังไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นตายร้ายดียังไง”
นีรนุชหยุดกึก กินแทบไม่ลง เมื่อคิดว่าอาจจะเกิดเรื่องร้ายกับวิศนีขึ้นจริงๆ
ooooooo
หลังจากกินบะหมี่กันเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่ยังต้องนั่งคอยแววอีกพักใหญ่กว่าจะได้ขึ้นรถ แต่ไม่ได้กลับไปโชว์รูม เพราะแววให้ขับไปส่งที่บ้าน แล้วคุยโม้โอ้อวดรถหรูกับชาวบ้านย่านนั้นอยู่นานสองนานก่อนจะไล่เดชชาติและนีรนุชกลับไป โดยไม่ซื้อรถคันนี้ตามที่บอกไว้แต่แรก...
ในวันเดียวกัน กุสุมาซึ่งหลงรักอารุมมานานยังโหยหาเขาทุกลมหายใจเข้าออก เคยถามเดชชาติแล้วไม่ได้เบาะแสอะไรเลย วันนี้จึงตั้งใจไปพบโยธินที่โรงแรมเผื่อทางเขาจะมีความคืบหน้าเรื่องวิศนีบ้าง แต่ก็ไม่พบตัว พนักงานที่นั่นบอกว่าโยธินลาพักร้อนหลายวัน ดังนั้นเธอจึงดั้นด้นไปถึงบ้าน ปรากฏว่าเขาไม่อยู่อีก เจอแต่คุณหญิงแม่ของเขา
อวลอบเข้าใจผิดคิดว่ากุสุมาคือกิ๊กของลูกชายจึงขับไล่ด่าทออย่างหยาบคาย เลยเกิดทะเลาะกันเอ็ดอึงเกือบลงมือลงไม้เพราะหญิงสาวไม่ยอมถูกด่าอยู่ฝ่ายเดียว แต่ท้ายที่สุดกุสุมาต้องถอยฉากเพราะอวลอบจะโทร.แจ้งตำรวจว่าเธอบุกรุก...
ทางด้านวิศนีที่เหนื่อยล้าอ่อนเพลียจนเป็นลมหมดสติ เธอได้รับการดูแลจากเพ็ญอย่างดี และพอรู้ว่าอารุมน่าจะกลับออกจากโรงพยาบาลในเร็ววันนี้ จึงวานเพ็ญให้ช่วยขนของใช้ของตนกลับไปที่กระท่อม เพราะกลัวอารุมไม่พอใจถ้ามาเจอเธออยู่ที่บ้านใหญ่
เวลานั้น อารุมอยู่กับวิโรจน์ที่บังเอิญบินกลับมาประชุมที่กรุงเทพฯ แล้วรู้ข่าวอารุมไม่สบายจากฉายจึงแวะมาเยี่ยม วิโรจน์รู้เรื่องราวความเป็นไปของเพื่อนเพราะเคยคุยกันก่อนหน้าที่อารุมจะมาอยู่บ้านริมทะเล และเข้าใจความสัมพันธ์ของเขากับวิศนีจากการบอกเล่าของฉายและเพ็ญ เมื่อได้อยู่กันตามลำพังวิโรจน์จึงพยายามชี้ทางสว่างให้อารุมเห็นความดีของวิศนี และยอมปลดเปลื้องอารมณ์ขึ้งเครียดต่างๆนานาลง
“คุณวิศนีมาเฝ้าแกตั้งแต่วันแรกที่แกเข้าโรงพยาบาล ของมีค่าส่วนตัวก็เอาไปขายหมดเพื่อจะเอาเงินมาเป็นค่าหมอ แล้วยังไม่พอ ต้องไปรับงานฝีมือจากพวกชาวบ้านมาทำแลกเงิน จนมือเป็นแผลยับเยินไปหมด”
อารุมฟังนิ่งๆ ในใจเริ่มหวั่นไหวด้วยความสงสารวิศนี แต่ทำขรึมไม่แสดงออกให้เพื่อนเห็น
“ก็ดีแล้วนี่ จะได้รู้จักความลำบากซะบ้าง”
“ทำไม ที่ผ่านมาแกยังลงโทษเขาไม่พออีกเหรอ แกไล่เขาไปนอนกระท่อมโกโรโกโส ด่าว่าทำร้ายจิตใจเขาสารพัด นี่ยังไม่เรียกว่าลำบากอีกใช่ไหม”
อารุมละอายใจแต่ยังดึงดันต่อไป “มันก็ยังไม่สาสมกับสิ่งที่เขาทำอยู่ดี”
“แกคิดอย่างนั้นจริงๆเหรอวะ ในฐานะที่ฉันเป็นเพื่อนกับแกมาตั้งแต่เด็กๆ ฉันว่าฉันรู้จักแกดีว่ะ แกไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นอย่างที่พยายามแสดงออกว่าแกเป็นหรอก แล้วอยากรู้ไหมว่าฉันคิดว่าแกเป็นยังไง”
“ฉันจะนอน” อารุมตัดบทดื้อๆ เอนตัวลงนอน วิโรจน์เดินมายืนกอดอกค้ำหัว ท่าทางเหมือนจะบีบคั้นเพื่อนให้ยอมรับ
“ฉันว่าแกพยายามจะปกปิดความอ่อนแอของตัวเองมากกว่า ใจแกมันกำลังอ่อนลงเรื่อยๆ เพราะแกรักเขา”
อารุมสะอึกที่โดนจี้ใจดำ แกล้งหลับตาลง ปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่จริง แต่วิโรจน์ยังไม่ยอมแพ้ ตั้งคำถามจี้ซ้ำเข้าไปอีก “แกคิดจะโกหกฉันหรือโกหกตัวเอง”
“เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ ฉันจะนอน” พูดแล้วอารุมนอนตะแคงหันหลังให้ทันที วิโรจน์ยืนมอง สีหน้าอ่อนใจ
“ฉันไม่เซ้าซี้แกก็ได้ แต่ระหว่างที่แกยังนอนไม่หลับเพราะวนเวียนคิดเรื่องนี้อยู่ ฉันอยากให้แกลองถามตัวเองหน่อย ว่ามันยุติธรรมกับผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งไหม ที่ต้องมารองรับอารมณ์ที่ไม่มั่นคงของผู้ชายตัวโตๆอย่างแก”
วิโรจน์เดินกลับไปนั่งที่เดิม หยิบหนังสือมาอ่านเพลินๆ อารุมนอนลืมตาโพลง คิดทบทวนคำพูดของเพื่อนอยู่ไปมา...
รุ่งขึ้น วิโรจน์เตรียมกลับเมืองนอก แกล้งบ่นเสียดายที่ลางานต่อไม่ได้ ไม่งั้นจะอยู่อบรมคนป่วยให้หายงี่เง่า อารุมยิ้มบางๆไม่ถือสา เพราะรู้ว่าเพื่อนรักหวังดี
“เดี๋ยวฉายกับเพ็ญคงจะมา แต่ไม่รู้ว่าคุณวิศนีจะมาด้วยหรือเปล่า เพราะเขาไม่กล้าสู้หน้าแก” วิโรจน์แย็บอีก
“คราวนี้เขาไม่ได้ทำให้ฉันเจ็บสักหน่อย”
“แต่เขาคิดว่าแผลที่เคยทำไว้กับแกมันยังไม่หายไง”
“รู้ดีจังนะไอ้โรจน์”
“ก็ฉันได้เจอคุณวิศนีแล้ว เขาเป็นคนน่ารักนะเว้ย ฉายกับเพ็ญก็รักคุณนีของแกมาก แกโชคดีว่ะ”
อารุมเมินหน้าหนีทำท่าจะเลี่ยงการสนทนา วิโรจน์มองเอือมๆ แล้วเรียกด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อารุม...ทำไมแกต้องต่อต้านตัวเองวะ แกจะมีความสุขกว่านี้มากนะ ถ้าแกเปิดใจยอมรับหัวใจตัวเอง”
“ฉันไม่ควรจะมีความสุข”
“ทำไมวะ”
“เพราะนน...” อารุมคอตก หน้าเศร้า วิโรจน์เห็นใจ เอื้อมมือตบไหล่ให้กำลังใจ
“คนที่ยังอยู่ต้องเดินไปข้างหน้าสิวะเพื่อน ไม่ใช่ความผิดของแกที่นนจากไป ไม่ใช่ความผิดของนน แล้วก็ไม่ใช่ความผิดของคุณวิศนีด้วย แกไม่จำเป็นต้องโทษใครแม้แต่ตัวแกเอง มันคืออุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้น ฉันรู้ว่าแกเสียใจมากเรื่องนน แต่แกจะยิ่งเสียใจไปตลอดชีวิต ถ้าปล่อยให้คนที่รักแกมากอีกคนหลุดลอยไปนะอารุม”
อารุมนิ่งขรึม คล้อยตาม...แล้วหลังจากวิโรจน์กลับไป คืนนั้นอารุมคิดทบทวนอีกครั้งก่อนตัดสินใจว่าจะทำทุกอย่างให้ดีขึ้นตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป
พอเช้าขึ้นออกจากโรงพยาบาลโดยมีฉายกับเพ็ญมารับ อารุมดีใจที่จะได้เจอวิศนี แต่พอถึงบ้านรู้ว่าเธอย้ายกลับไปนอนกระท่อม เขารีบตามไปหา คุกเข่าตรงหน้าเธอ
“ได้ยินว่าตอนที่ผมไม่อยู่ คุณขึ้นไปนอนที่บ้านใหญ่ แล้วคุณก็ยังตามไปนอนที่โรงพยาบาลด้วย”
วิศนีก้มหน้านิ่ง เตรียมตัวถูกด่าเต็มที่ แต่จู่ๆอารุมดึงมือสองข้างของเธอมาพลิกดู เห็นบาดแผลจึงสั่งห้ามทำงานทุกอย่าง แล้วต้องไปนอนที่บ้านใหญ่
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันอยู่ที่นี่สะดวกกว่า”
“ผมเคยให้คุณขัดคำสั่งด้วยเหรอ” อารุมไม่พูดเปล่า รวบตัวเธออุ้มออกจากกระท่อมเดินดุ่มๆไปบ้านใหญ่ โดยไม่สนใจว่าเธอจะร้องขอสักเพียงใด จันทร์ผ่านมาเห็น เขม่นมองภาพบาดตานั้นด้วยความริษยาวิศนี ฉายกับเพ็ญที่เพิ่งโผล่มาก็เลิ่กลั่กแต่แล้วยิ้มย่องพอใจเมื่ออารุมออกคำสั่งให้หาคนมารื้อกระท่อม ต่อไปนี้วิศนีจะนอนที่บ้านใหญ่ กระท่อมนั้นไม่จำเป็นอีกแล้ว
จันทร์ได้ยินยิ่งกระฟัดกระเฟียด เดินตามอารุมเข้าบ้านใหญ่ แต่อารุมไม่สนใจ อุ้มวิศนีไปวางที่โซฟาแล้วกลับออกมาบอกจันทร์ให้กลับไปก่อน ตนอยากพักผ่อน จันทร์โดนไล่ทางอ้อม เดินสะบัดสะโบกออกไปด้วยความเจ็บใจ
อารุมดูแลวิศนีอย่างดี เอายามาทำแผลที่มือให้ ตอบแทนที่เธอเฝ้าไข้และดูแลเอาใจใส่เขา และต่อไปนี้เธอไม่ต้องทำงานหนักอีกแล้ว เขาเลี้ยงเธอได้
วิศนีเคอะเขินแต่ก็มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งเห็นรอยยิ้มและได้ยินเสียงหัวเราะของอารุม เธอรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจ หวังว่าความบาดหมางในใจเขาคงจบสิ้นเสียที!
ooooooo










