ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

อุบัติเหตุ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ในงานเลี้ยงฉลองแต่งงานเล็กๆภายในหมู่เพื่อนสนิทและครอบครัวของนายอำนวย นักธุรกิจเจ้าของบริษัทรถยนต์ กับ กรแก้ว หญิงสาวจากตระกูลผู้ดีเก่า เกิดเซอร์ไพรส์ที่ไม่คาดฝันเมื่อ วิศนี ลูกสาวคนเดียวของนายอำนวยปรากฏตัวขึ้นในฐานะแขกไม่ได้รับเชิญ หลังจากไปอยู่ต่างประเทศมานานหลายปี

วิศนีบินด่วนกลับเมืองไทยทันทีที่ทราบเรื่องการแต่งงาน ด้วยความโกรธและน้อยใจที่บิดาปิดบังเรื่องนี้กับเธอ วิศนีจงใจฉีกหน้ากรแก้วด้วยการจ้างทีมแดนเซอร์ชายหญิงมาเต้นโชว์วาบหวิว แถมพูดจาประชดประชันอยู่ในที จนกรแก้วต้องขายหน้าเพื่อนๆผู้ดีที่มาร่วมงาน

อำนวยโกรธที่ลูกสาวทำให้ตัวเองและภรรยาใหม่ต้องอับอาย เขาลากวิศนีออกมาต่อว่าอย่างรุนแรง

“แกเป็นอะไรของแก ถึงได้ทำบ้าๆ พูดบ้าๆแบบนั้น”

“หนูก็แค่อยากจะแสดงความยินดี” วิศนีอมยิ้มกวนๆ อยากป่วนมากกว่ายินดี “พ่อโกรธเพราะมันเป็นเซอร์ไพรส์ใช่ไหมล่ะ หนูก็เซอร์ไพรส์เหมือนกัน นี่ถ้าหนูไม่เผอิญเปิดหนังสือพิมพ์ไทยอ่าน ก็คงไม่รู้ว่าตัวเองจะมีแม่ใหม่”

“ฉันไม่อยากบอกแกก็เพราะไม่อยากให้แกกระทบกระเทือนใจ”

“อ๋อ พ่อก็รู้เหมือนกันว่าหนูจะรู้สึกยังไง แต่พ่อก็ยังทำ”

“วิศนี!”

“พ่อเป็นโสดมาได้ตั้งเกือบยี่สิบปี ผู้หญิงคนนี้มีดีอะไร ถึงทำให้ตบะแตกได้คะ”

“อย่าพูดถึงคุณกรแก้วแบบนั้นนะ เขาเป็นคนดี เป็นผู้ดี”

“งั้นแสดงว่าของขวัญหนูก็คงถูกใจเขาน่าดู”

อำนวยถอนใจ ไม่อยากทะเลาะให้หงุดหงิด พยายามข่มใจ

“เอาล่ะ ฉันยอมแพ้ ฉันขอโทษที่ทำอะไรโดยไม่บอกแก พอใจไหม ถ้าพอใจแล้วก็ไปอาบน้ำนอนให้สบาย แล้วพรุ่งนี้พ่อจะให้เลขาหาตั๋วกลับฝรั่งเศสให้”

“ไม่ค่ะ”

“แกจะเอาอะไรอีก”

“หนูไม่เอาอะไรทั้งนั้น เพราะว่าหนูจะกลับมาอยู่ที่บ้านเรา...ถาวร” วิศนีตอบฉะฉาน

อำนวยอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดความผิดหวัง เมื่อลูกสาวยืนยันหนักแน่นว่าไม่กลับไปฝรั่งเศสอีกแล้ว

“สุดท้ายแกก็ทิ้งเรื่องเรียนอย่างที่ฉันคิดจริงๆ อุตส่าห์ส่งไปอยู่เมืองนอกเกือบ 10 ปี แทนที่จะได้ดีเหมือนลูกคนอื่น ก็ดันเรียนไม่จบอะไรเลย”

“หนูเรียนรู้มามากพอแล้วค่ะที่นั่น”

“ใช่สิ ตอนอยู่อังกฤษแกก็ไปเรียนอย่างนึง พอเบื่อก็ย้ายเยอรมัน พอไม่จบเยอรมันก็ไปต่อฝรั่งเศส ร่อนเร่พเนจรไปเรื่อย”

“แล้วพ่อรู้ไหมล่ะคะว่าหนูทำอย่างนั้นทำไม”

“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง วันๆฉันก็ทำงานงกๆ หาเงินส่งไปให้แกถลุงเล่น ชีวิตแกสุขสบายทุกอย่าง มีกินมีใช้ไม่เคยต้องอด แต่แกมันไม่รักดีเอง”

“คนเราไม่ใช่ว่าอยู่ดีกินดี มีเงินใช้จะแปลว่าสุขสบายนะคะ พ่อเคยถามหนูซักคำไหมว่าอยู่ที่โน่นหนูเป็นยังไงบ้าง ขนาดหนูนอนป่วยอยู่โรงพยาบาล พ่อก็ทำได้แค่ให้เลขาส่งเงินค่าหมอมาให้ แต่ไม่เคยถามหนูซักคำว่าเจ็บป่วยอะไร อาการเป็นยังไง อยากกลับบ้านหรือเปล่า”

“อ้อ แกก็เลยเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างทำตัวเหลวแหลกประชดฉัน แล้วแกรู้บ้างไหมว่าไอ้ความเละเทะของแกมันทำให้พ่ออย่างฉันปวดหัวแค่ไหน”

วิศนีเจ็บปวดกับคำพูดทิ่มแทงของบิดาจนน้ำตารื้น แต่พยายามกล้ำกลืนไว้

“ก็ถ้าหนูเป็นพ่อแม่คน หนูจะทำให้ลูกรู้สึกว่าแก เป็นเด็กที่มีพ่อมีแม่ที่รับฟังทุกข์สุข พร้อมที่จะเช็ดน้ำตา ให้ ไม่ใช่ปล่อยให้โตขึ้นตามยถากรรม แล้วค่อยมาปวดหัวกับพฤติกรรมของมัน”

อำนวยไม่พอใจถ้อยคำยอกย้อนของลูกสาว เขาปัดแจกันบนโต๊ะหล่นดังเพล้ง! ทั้งโกรธทั้งน้อยใจที่ลูกไม่เคยเห็นความดี

“เนี่ยเหรอ ที่ลูกมันพูดกับพ่อ ถ้า 10 ปีที่เมืองนอกมันสอนแกให้ดีได้แค่นี้ ก็ไม่ต้องกลับไปอีกแล้ว”

อำนวยเดินปึงปังออกไปทันที วิศนีมองตามพ่อด้วยความน้อยใจ น้ำตาซึมออกมา กรแก้วโผล่หน้าเข้ามาเพราะได้ยินเสียงของตกแตก วิศนีรีบเบือนหน้าหนีไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตาของตน กรแก้วเห็นแจกันแตก เดินเข้ามาหยิบ

“ตายจริง...” เสียงเธอรำพึงด้วยความเสียดาย

“แพงเหรอคะ” วิศนีแกล้งถามเพื่อจงใจเหน็บกรแก้ว “ของเก่าๆดีๆ ก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ เปราะบาง ต้องคอยทะนุถนอมไว้บนที่สูง แต่สุดท้ายพอตกแตกมันก็เป็นแค่เศษดินเหมือนกัน”

กรแก้วสะอึกอึ้ง มองตามวิศนีที่ผละออกไปด้วยรอยยิ้มเชือดเฉือน เธอเผลอกำเศษแจกันในมือจนสะดุ้งเฮือก ก้มดูก็เห็นเลือดซึมออกมา แต่เมื่ออำนวยเห็นเข้า เธอไม่พูดอะไรมาก บอกแค่ว่าโดนแก้วบาดนิดหน่อย แต่อำนวยสังเกตสีหน้าเธอไม่สู้ดี อดเป็นห่วงความรู้สึกของเธอไม่ได้

“คุณคิดมากเรื่องวันนี้หรือเปล่า ผมขอโทษแทนลูกด้วย”

“ฉันแค่ตกใจ ไม่คิดว่าจะได้เจอแกกะทันหันแบบนี้”

“วิศนีเป็นเด็กหัวดื้อ แต่แกไม่มีอะไรหรอก ผมรับรอง”

“แล้วแกจะมาอยู่กี่วันคะ”

“แกจะไม่กลับไปเมืองนอกแล้ว”

กรแก้วได้ยินแล้วนิ่งอึ้ง เพราะรู้ว่าท่าทางชีวิตคู่กับอำนวยคงจะยุ่งยากกว่าที่คิด แต่เธอก็ตัดสินใจแล้วว่าจะทำหน้าที่แม่เลี้ยงให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ooooooo

วันแรกของการย่างก้าวเข้ามาในบ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่าของบิดาที่วิศนีไม่เคยเห็นมาก่อน บรรดาคนรับใช้ชายหญิงสี่คนยืนเรียงรอต้อนรับ ทุกอย่างดูเป็นระเบียบไปหมด ตามแบบฉบับผู้ดีเก่าของกรแก้ว

อำนวยพากรแก้วกับวิศนีเดินลงมา กลุ่มคนใช้ยกมือไหว้อย่างพร้อมเพรียง วิศนีจำสองในสี่คนนั้นได้ ทักอย่างไม่ถือตัว

“ละอองใช่ไหม...ส่วนนี่ก็สมจิต ฉันจำได้”

สองคนที่ถูกเอ่ยชื่อยิ้มรับด้วยท่าทีนอบน้อม อำนวยพยักพเยิดไปยังสาวใช้อีกสองคนท่าทางเรียบร้อยสงบเสงี่ยม บอกลูกสาวว่าทั้งคู่เป็นคนของกรแก้ว

“แหม...คนทำงานเยอะกว่าเจ้าของบ้านอีกนะคะ” วิศนีพูดโพล่ง

กรแก้วปรายตามอง รู้สึกเหมือนโดนเหน็บ แต่ก็ไม่ทำลายบรรยากาศ พูดเอาใจลูกเลี้ยงว่า

“มีคนเยอะๆ หนูกับคุณพ่อจะได้สบายไงจ๊ะ”

“ก็ดีค่ะ แต่ไม่ค่อยชิน” วิศนีส่งยิ้มประหลาดให้กรแก้ว แล้วเดินนำเข้าบ้าน กวาดตามองรอบๆ เหมือนชมพิพิธภัณฑ์ อำนวยกับกรแก้วตามเข้ามา

“เป็นไงลูก บ้านใหม่ พ่อปลูกมาได้ห้าปีแล้ว หนูชอบไหม”

“อะไรๆมันก็ใหม่ทั้งนั้นเลยนะคะสำหรับหนู ทั้งบ้านใหม่ รถใหม่ แล้วก็แม่ใหม่ ไม่รู้ว่าพ่อเองก็เปลี่ยน เป็นคนใหม่ด้วยหรือเปล่า”

“พูดอะไรอย่างนั้น พ่อก็ยังเป็นพ่อแกอยู่วันยังค่ำ”

“หนูวิศนีเพิ่งมาเหนื่อยๆ น่าจะขึ้นไปพักผ่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวฉันจะให้ละอองพาไปดูว่าหนูอยากนอนห้องไหน” กรแก้วตัดบท เพราะรู้ว่าอำนวยอึดอัดใจ แต่กระนั้นวิศนีก็ยังเหน็บแนมบิดาของตนอีก

“เห็นไหมคะ แม้แต่ห้องหนูยังไม่มีเลย แล้วจะให้หนูแน่ใจได้ยังไงว่าพ่อยังเป็นพ่อของหนูอยู่”

อำนวยเริ่มโมโห ตอกกลับลูกสาวที่เดินนวยนาดตามละอองไปแล้ว

“ก็ที่ฉันยังไม่ได้จัดเตรียมอะไรให้แก ก็เพราะแกมันเอาใจยากอย่างนี้ไง ฉันทำอะไรมันก็ไม่ถูกใจแกทั้งนั้นแหละ”

อำนวยทำท่าจะตามขึ้นไปโวย แต่กรแก้วจับแขนเขาไว้เป็นเชิงปราม วิศนีเดินลิ่วขึ้นบันได ทำเหมือนไม่ได้ยิน แต่จริงๆซ่อนสีหน้าเจ็บปวด...

เมื่อแยกย้ายเข้าห้องส่วนตัว อำนวยเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เพื่อออกข้างนอก ทั้งที่ใจยังกรุ่นเรื่องลูกสาว เขาบ่นกับกรแก้ว

“นี่ถ้าผมไม่ได้นัดตีกอล์ฟกับท่านรัฐมนตรี ก็อยากจะอยู่คุยกับมันให้รู้เรื่อง มันจะมาทำท่าจองหองพองขนกับเราแบบนี้ไม่ได้”

“อย่าเพิ่งเลยค่ะ คุณเองก็กำลังร้อน หนูวิศนีก็ไม่ใช่คนลดราวาศอก คุยกันไปก็มีแต่จะทำให้เกิดเรื่อง”

“วิศนีเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาผมไม่เคยมีใคร แล้วก็ไม่เคยคิดจะยกย่องใคร แต่ถ้ามันยังมีสำนึกของความเป็นลูกที่ดี มันก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของผม”

“คุณว่าฉันควรจะทำยังไง”

“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ผมจะทำเอง แล้วผมก็เชื่อว่าวันหนึ่งมันจะรู้ว่าทำไมผมถึงรักคุณ” อำนวยกุมมือกรแก้วให้กำลังใจ

หลังจากอำนวยออกไปได้ครู่เดียว วิศนีเดินออกมาหน้าบ้าน เห็นประยุทธคนขับรถกำลังเช็ดถูรถคันงาม เธอเอ่ยปากขอกุญแจ แต่ประยุทธลังเล ถามโน่นนี่จนเธอรำคาญ เดินไปเปิดประตูรถเห็นกุญแจเสียบอยู่พอดี จึงขึ้นนั่งสตาร์ตเครื่องโดยที่ประยุทธห้ามไม่ฟัง

วิศนีไม่สนใจท่าทีร้อนรนของประยุทธ เร่งเครื่องยนต์ เสียงดังกระหึ่มแล้วเคลื่อนรถวนไปมา ประยุทธวิ่งตามพยายามจะบอกว่ารถคันนี้เป็นของกรแก้ว วิศนีหัวเราะสนุก ยิ่งเห็นกรแก้วโผล่ออกมาอีกคน เธอยิ่งสนุกใหญ่ แกล้งขับรถไล่กวดประยุทธ ไม่ฟังเสียงห้ามของกรแก้ว

จากที่วิ่งตาม กลายเป็นต้องวิ่งหนี ประยุทธหน้าตาตื่นหลบทางโน้นทางนี้ วิศนีพุ่งตามอย่างเร็วจนเฉี่ยวกระถางต้นไม้แตกกระจาย เธอหยุดรถเหมือนจะลงมาดู แต่พอเห็นกรแก้ววิ่งหน้าตั้งมา ก็เปลี่ยนใจเร่งเครื่องหนีไปทันที

“เล่นบ้าๆอะไรกันประยุทธ นั่นมันรถของฉันนะ” กรแก้วโวยลั่น

“ผมพยายามห้ามแล้วครับคุณผู้หญิง”

กรแก้วพูดไม่ออก มองออกไปหน้าบ้านอย่างเดือดๆ ห่วงรถตัวเอง

ooooooo

วิศนีตั้งใจไปเยี่ยมแววผู้เป็นแม่ ระหว่างทางรถเกิดเฉี่ยวชนกับรถของอารุมที่มีเดชชาตินั่งมาด้วย วิศนีเป็นฝ่ายผิดเพราะมัวแต่วุ่นวายอยู่กับโทรศัพท์ ซึ่งเธอไม่รู้ว่าสองหนุ่มเพื่อนสนิทเป็นพนักงานในบริษัทของอำนวย

อารุมเป็นผู้จัดการแผนก เป็นคนเอาการเอางาน จริงจังกับชีวิต ขณะที่เดชชาติเป็นเซลส์ขายรถ ช่างพูด อารมณ์ดี มองโลกในแง่บวก

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ และวิศนีเป็นฝ่ายผิด เธอรีบลงจากรถมาดูรอยเฉี่ยว แล้วมองไปที่คู่กรณีหน้าเสีย อารุมลงมาก่อนเดชชาติ เขามองหญิงสาวอย่างจำได้ เคยเห็นเธอที่โรงแรมจัดงานแต่งงานของอำนวยกับกรแก้ว เห็นแค่แวบเดียว แต่ก็สะดุดตาในความสวย

“คุณ...” อารุมเผลอพูดออกมา

หญิงสาวจำเขาไม่ได้ รีบยกมือไหว้ขอโทษเรื่องขับรถชน และเธอยอมรับผิดทุกอย่าง เดชชาติเพิ่งลงจากรถ ไม่ทันเห็นสาวสวย เอาแต่เชียร์อารุมให้ซื้อรถคันใหม่แทนรถวัยทองคันนี้เสียที

“เฮ้ย เป็นไงบ้างวะอารุม รถแกพังหรือเปล่า ถ้าพังก็ซื้อใหม่เลย เดี๋ยวฉันจัดราคาให้แบบพิเศษๆ รับรองถูกเหมือนได้ฟรี”

พูดจบเพิ่งเห็นสาวสวย เดชชาติถึงตะลึง ครางว่านางฟ้า...ยิ่งเห็นเธอส่งยิ้มหวาน พนมมือขอโทษ เดชชาติแทบละลาย

“ขอโทษจริงๆนะคะ ฉันมัวแต่ดูโทรศัพท์เลยไม่เห็นรถคุณ”

“ไม่เป็นไรครับ” เดชชาติพูดเหมือนละเมอ...ต่างจากอารุมที่โพล่งขึ้นอย่างไม่พอใจ

“ไม่เป็นไรได้ยังไง คุณไม่รู้เหรอว่ากฎหมายเขาไม่ให้ใช้โทรศัพท์ระหว่างขับรถ”

“คือฉัน...”

“ถ้าจะอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นเพราะไม่เคยศึกษากฎจราจร ขอร้องว่าอย่าเสียเวลา มันฟังไม่ขึ้นหรอก”

“เปล่าค่ะ ฉันกำลังจะบอกว่าฉันรู้ แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

“ผมก็ไม่คิดว่าคุณจะตั้งใจเอารถหรูๆของคุณมาชนกับผมอยู่แล้ว แต่มันก็ไม่ได้ทำให้คุณผิดน้อยลง”

เดชชาติเห็นท่าไม่ดี เตือนเพื่อนรักให้ใจเย็นๆ

“ฉันรู้ว่าฉันผิด แล้วฉันก็กำลังจะชดใช้ให้นี่ไง” วิศนีเริ่มเซ็ง หยิบกระเป๋าเงินออกมา “คุณจะเอาเท่าไหร่ล่ะ ตกลงกันตรงนี้เลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาตำรวจ ฉันรีบ”

อารุมยังไม่ทันตอบ เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เขากดรับเพราะเป็นสายจากนนทลีแฟนสาว เธอกำลังรอคอยเขาอยู่ในมหาวิทยาลัยที่น้องสาวรับปริญญา

“อยู่ไหนแล้วคะอารุม ใกล้จะได้เวลาแล้วนะคะ”

“เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะนน”

“แล้วคุณเป็นอะไรหรือเปล่า”

“ไม่หรอก แค่เฉี่ยวชนกันนิดหน่อย”

อารุมยืนหันหลังคุยโทรศัพท์ วิศนียืนรอหน้าตาหงุดหงิด อยากจะเจรจาให้จบๆเสียที

“อาคุณเนี่ย ทำอะไรชักช้าอย่างนี้ตลอดเลยเหรอคะ”

คำถามของเธอทำเอาเดชชาติเป็นงงว่าอาไหน? ใครเป็นอา?

“ก็ฉันเห็นคุณเรียกเขาว่าอา”

“โธ่...มันไม่ใช่อาผมหรอกครับ มันชื่ออารุม”

“ก็ดี ฉันจะได้ไม่ต้องเกรงใจ” วิศนีพูดจบก็เดินฉับๆไปดึงโทรศัพท์จากมืออารุมมากดปิดหน้าตาเฉย

“เฮ้ย! อะไรของคุณเนี่ย” อารุมไม่พอใจ

“คุณไม่เข้าใจภาษาคนที่ฉันพูดว่ารีบหรือไงคะ”

“แล้วคุณล่ะ รู้จักคำว่ามารยาทบ้างไหม”

ขณะสองฝ่ายทุ่มเถียงกันไปมา...ทางฝ่ายนนทลีงุนงงที่จู่ๆสายตัดไปดื้อๆ กุสุมาเพื่อนสนิทของเธอเดินมาถามว่ามีอะไร พอได้ยินว่าอารุมเกิดอุบัติเหตุ กุสุมาหน้าตาตื่น ถามระรัวว่าเขาเป็นอะไรมากหรือเปล่า

“ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้นก็ได้สุ อารุมไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่จะมาช้าหน่อย ไปหานุชกันเถอะ”

นนทลีเดินนำไป แต่กุสุมายังไม่ขยับ ท่าทีไม่สบายใจ นัก หยิบโทรศัพท์มือถือมากดโทร.ออก...เสียงมือถืออารุมดังอีก วิศนีไม่ยอมคืน บังคับเขาต้องคุยกันให้รู้เรื่องก่อน เลยเกิดยื้อยุดกันไปมา เดชชาติพยายามเข้าไกล่เกลี่ย แต่กลายเป็นว่าวิศนีสะบัดจนมือถือกระเด็นไปกลางถนนโดนรถเหยียบดังกร๊อบ อารุมวิ่งไปหยิบมันกลับมาในสภาพเยินยับ

“คุณขับรถชนรถผมแล้วยังทำลายโทรศัพท์ผมอีกนะ”

“ฉันไม่ได้ตั้งใจ ก็คุณมัวแต่จะคุยโทรศัพท์ ไม่ยอมตกลงกับฉันซักทีว่าจะเอายังไง”

อารุมก้มดูโทรศัพท์ในมืออย่างเดือดดาล วิศนียิ่งรู้สึกผิด เปิดกระเป๋าหยิบเงินเพิ่ม

“อ่ะ ฉันให้ เอาไปหมดนี่เลย แค่นี้คุณก็กำไรแล้ว ทั้งค่ารถค่าโทรศัพท์เครื่องใหม่”

“พวกเศรษฐี ใช้เงินแก้ปัญหาตลอด” อารุมกระแทกเสียงอย่างเดือดดาล

“แล้วจะให้ฉันทำยังไง จะให้ก้มกราบเท้าไหม จะได้จบๆไปซักที” วิศนีทำท่าจะคุกเข่า เดชชาติรีบห้ามเสียงหลง

“อย่าๆๆ อย่าครับ ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก ผมขอโทษคุณแทนเพื่อนผมด้วยก็แล้วกันนะครับ”

“ไอ้ชาติ ไปขอโทษเขาทำไม ฉันเป็นผู้เสียหายนะโว้ย”

“เอาน่า มัวแต่เถียงกันอย่างนี้ เดี๋ยวแกก็ไปไม่ทันงานรับปริญญา โดนยายนุชแหกอกเอาไม่รู้ด้วยนะ...เอางี้นะครับคุณ ผมชื่อเดชชาติ ผมขออนุญาตรับเอาไว้ให้ แล้วเป็นอันว่าตกลงเคลียร์กันเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือเดี๋ยวผมจัดการเองครับ”

เดชชาติรับเงินจากวิศนีมาอย่างเกรงใจ วิศนีมองอารุมตาขวางๆ

“แค่นี้ก็หมดเรื่อง มัวแต่โยกโย้ หาเรื่องอยากซื้อโทรศัพท์ใหม่หรือเปล่าก็ไม่รู้”

“นี่คุณ” อารุมขยับจะเข้าไปเล่นงานอีก แต่เดชชาติกันไว้ วิศนีแกล้งทำลอยหน้าล้อเลียนแล้วรีบขับรถ หนี...อารุมหงุดหงิด บ่นอุบ “ผู้หญิงอะไร หน้าตาก็แย่ นิสัยก็ใช้ไม่ได้”

“เฮ้ย...แกตากแดดจนเบลอหรือเปล่าวะ อย่างนั้นน่ะเหรอเรียกว่าหน้าตาแย่ งั้นฉันยอมรักคนขี้เหร่ก็ได้วะเอ้า”

“ไอ้ชาติ แกมันก็เป็นซะอย่างงี้ เห็นคนสวยทีไรก็มืออ่อน ยอมเขาหมดทุกอย่าง”

“แล้วแกจะให้เขาทำยังไง เขาก็ยอมรับผิดชดใช้ให้แล้ว แกเองก็มัวแต่ลีลา ดูซิจากตอนแรกแค่รถบุบ ก็ได้มือถือบู้บี้มาอีกเครื่องเลยเนี่ย”

อารุมมองโทรศัพท์แล้วยิ่งเซ็ง เดชชาติตบไหล่เพื่อนเบาๆ ปลอบใจ

“เอาน่า ถือว่าฟาดเคราะห์ แกอาจจะมีดวงได้มือถือใหม่กับรถใหม่พอดีก็ได้นะเว้ย เดี๋ยวไปเลือกกันเลยเพื่อน ฉันช่วย”

“เงินยายนั่น ฉันจะเอาไปทำบุญล้างซวย จะได้ไม่ต้องเจอกันอีก” อารุมมองตามรถวิศนีที่ขับออกไปอย่างเคืองๆ

ooooooo

วิศนีดั้นด้นไปจนถึงบ้านแม่แวว นั่งน้ำตาซึมมองบ้านที่เคยอยู่แต่อ้อนแต่ออก หวนนึกถึงตอนห้าขวบที่พ่อตัดสินใจพาเธอทิ้งแม่ออกมาจากบ้านหลังนี้

แววติดเหล้าและติดการพนันงอมแงม ไม่สนใจหน้าที่แม่และเมีย เห็นแก่เงิน ปากร้าย รักตัวเองมากกว่าลูก ที่สุดอำนวยก็เบื่อหน่ายจนทนไม่ไหว หอบลูกน้อยออกจากบ้านในวันที่แววเมามาก

“ไป...ไปให้พ้นเลย ไอ้ผัวเฮงซวย หน็อย...อดอยากมาด้วยกันแท้ๆ แต่พอได้ดีก็ถีบหัวส่ง ถุย! ไอ้คนเลว” แววไล่ตะเพิดด้วยความเจ็บใจ

“ฉันบอกเธอแล้วนะแวว ว่าถ้าเธอทิ้งลูกไปเล่นไพ่อีกครั้งเดียว เราก็อยู่ด้วยกันไม่ได้”

“ก็อยากไม่ให้ตั้งวงในบ้านนี่หว่า แล้วบ่อนก็อยู่ใกล้แค่นี้ จะอะไรนักหนา”

“งั้นต่อไปนี้ก็เชิญตั้งวงไพ่ตามสบาย แต่ฉันกับลูกจะไม่อยู่ที่นี่...ไป ยายหนู”

“ไม่ หนูไม่ไป หนูจะอยู่กับแม่ ฮือๆ” เด็กหญิงวิศนีกรีดร้อง วิ่งเข้ามากอดแม่แน่น

“ไม่เอาลูก ไปกับพ่อ” อำนวยเข้ามาดึงลูกสาว

แววยืนโงนเงน ตาแดงก่ำเพราะความเมา ไม่มีสติสัมปชัญญะ พอถูกกอดรัดมากๆเข้าก็รำคาญ กระชากแขนลูกออกแล้วผลักจนลูกล้มตึง

“โอ๊ย รำคาญ! ไปเลย ไปกันให้หมด ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน จะไปตกนรกที่ไหนก็ไปไป๊”

อำนวยตกใจรีบเข้ามาอุ้มลูกสาวที่ร้องไห้จ้า แววสะบัดเข้าบ้านไปอย่างไม่ไยดี...

แม้จะยังเด็ก แต่ภาพเหตุการณ์วันนั้นก็ยังติดตาวิศนีจนถึงวันนี้...เธอนั่งน้ำตาคลอในรถ คิดถึงแม่มากกว่าโกรธ

“แม่คะ แม่อยู่บ้านหรือเปล่า หนูมาเยี่ยม” เธอร้องเรียก แต่ไม่มีเสียงตอบ จึงลงจากรถเดินเข้าไปในบ้านที่ไม่ได้ล็อกประตู

ชีพ ผัวใหม่ของแววนอนจมขวดเหล้า งัวเงียลืมตาท่าทางยังไม่สร่างเมา พอเห็นสาวสวยโผล่เข้ามา ชีพตาลุกวาวโถมเข้าใส่หมายปลุกปล้ำ วิศนีตกใจมาก ปัดป้องพัลวันก่อนจะหันไปคว้าร่มคันยาวมาฟาดชีพไม่ยั้ง

เสียงร้องของชีพดังแว่วไปนอกบ้าน แววกับหงวนนั่งรถสองแถวกลับมาพอดี ทั้งคู่วิ่งตาลีตาลานเข้าบ้าน แววเห็นผัวถูกทำร้ายก็ด่าทอหญิงสาวลั่นไปหมด กว่าจะรู้ว่าใครเป็นใครก็เล่นเอาหอบไปด้วยกัน

สองแม่ลูกดีใจ กอดรัดทักทายกันด้วยความคิดถึง หงวนเอาน้ำมาให้วิศนี แล้วก็นั่งน้ำลายแตกฟองเมื่อแววถามถึงชีพว่าเป็นยังไงบ้าง

“โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนังหนาจะตายไปคุณชีพน่ะ ให้กินยาแก้ปวดก็ไม่กิน เอาเหล้ามากินต่อจนหลับไปแล้วค่ะ”

“ผู้ชายคนนั้นเขาจะปล้ำหนูค่ะแม่ หนูเห็นประตูบ้านเปิดอยู่ก็เลยเดินเข้ามา แต่อยู่ๆเขาก็กระโจนเข้ามาจะทำร้ายหนู”

“อุ๊ย ชีพเขาคงดื่มเยอะนะลูก แล้วบ้านมันก็ไม่ได้เปิดไฟ เขาคงเข้าใจผิดละมั้ง ก็เลยเล่นอะไรพิเรนทร์ หุ่นหนูกับแม่ก็ใกล้ๆกันนี่” แววกลบเกลื่อนแก้ตัวแทนผัว แต่โดนหงวนเบรกทันควัน

“ต๊าย...กล้าพูด”

“แกว่าอะไรนังหงวน”

“เปล่าค่ะ หงวนกำลังจะบอกว่าคุณผู้หญิงกล้าพูดได้ถูกเผงเลยค่ะ”

“ตกลงเขาเป็นใครคะแม่”

หงวนกำลังจะบอกว่าเป็นผัว แต่แววตะเบ็งเสียงปรามเสียก่อน หงวนเลยต้องตอบอย่างสุภาพว่า

“เป็นหวานใจของคุณผู้หญิงค่ะ”

วิศนีฟังแล้วหน้าเสียด้วยความผิดหวัง “นี่แม่ก็แต่งงานใหม่เหมือนกันเหรอคะ”

“วุ้ย...แต่งเติ่งอะไรกัน หนีตามกันมามากกว่าค่ะคุณ แต่คุณชีพน่ะเป็นฝ่ายหนีตามคุณผู้หญิงมานะคะ”

“อีหงวน งานการไม่มีทำใช่ไหม จานชามล้างหรือยัง ฉันจ้างแกมาทำงานนะ ไม่ได้จ้างมาปากมาก”

หงวนคอหด ลุกไปอย่างไม่เต็มใจ แววมองตามคันไม้คันมือ แล้วหันกลับมาปั้นยิ้มให้ลูก แต่วิศนีหน้างอไม่สบอารมณ์ เดินหนีออกมานอกบ้าน ทั้งเซ็งทั้งผิดหวังที่พ่อกับแม่ต่างก็มีครอบครัวใหม่

“ยายหนู...โกรธแม่เหรอลูก” แววเว้าวอนเสียงหวาน

“สรุปว่าพ่อกับแม่ก็มีครอบครัวใหม่กันทั้งคู่”

“อย่าพูดอย่างนั้นสิจ๊ะ ยังไงแม่ก็ยังรักหนูเหมือนเดิม แต่หนูไม่อยู่กับแม่ แม่ก็เหงาน่ะสิ เลยต้องหาใครมาอยู่เป็นเพื่อน”

“งั้นหนูมาอยู่กับแม่ได้ไหมคะ หนูไม่อยากอยู่บ้านพ่อ”

แววตกใจหน้าเจื่อนทันที เพราะจริงๆอยากอยู่กับชีพตามลำพังมากกว่า และอีกใจก็อยากจะให้ลูกสาวอยู่ก่อกวนกรแก้วไม่ให้เป็นสุขแทนตัวเองด้วย

“ทำไมล่ะจ๊ะ บ้านนั้นออกจะสุขสบาย หรือว่านังแม่เลี้ยงไฮโซนั่นมันรังแกหนู บอกแม่มาซิ แม่จะไปตบมัน”

“เปล่าหรอกค่ะ”

“งั้นก็อยู่ไปก่อนเถอะลูก บ้านนั้นก็มีแค่พ่อหนูกับนังกรแก้วอยู่ ขืนหนูทิ้งมามันจะได้ฮุบไปหมดปะไร หนูต้องรักษาสิทธิ์ของตัวเอง สมบัติของพ่อหนูมันก็ต้องเป็นของหนูคนเดียว จำไว้นะ อย่าให้คนอื่นมาชุบมือเปิบ”

แววฉอดๆด้วยความหมั่นไส้กรแก้ว แต่พอเห็นวิศนีหน้าเศร้าลงก็โอบกอดเอาใจ

“แต่ถ้าหนูจะมานอนกับแม่บ้างก็ได้ ยังไงก็บอกล่วงหน้านะลูกนะ แม่จะได้ทำความสะอาดบ้านรอ รกเหลือเกิน จะสร้างใหม่ก็ไม่มีปัญญา พ่อหนูก็พึ่งอะไรไม่ได้ เลิกกันไปเขาก็เป็นคนอื่น”

“หนูนึกว่าพ่อยังต้องให้เงินแม่ทุกเดือนเสียอีก”

แววสะอึก เพราะจริงๆก็ยังได้เงินค่าเลี้ยงดูอยู่ แต่รีบโอดครวญชวนให้น่าสงสาร

“โอ๊ย เงินแค่หยิบมือมันจะไปพออะไร ค่ากินอยู่อย่างเดียวก็หมดแล้วลูก คงไม่ได้เสี้ยวนึงที่เขาจ่ายให้นังแม่เลี้ยงหนูหรอก นังนั่นมันคงสูบเอาสูบเอา”

วิศนียิ่งฟังก็ยิ่งอึดอัด ตัดบทดื้อๆ “หนูกลับก่อนดีกว่าค่ะ แล้วหนูจะมาเยี่ยมใหม่”

“จ้ะๆ ขับรถดีๆนะลูก แล้วอย่าลืมที่แม่บอก คอยดูนังกรแก้วไว้ ของมีค่าในบ้านถ้ากลัวหายก็เอามาฝากไว้ที่แม่ แม่จะดูให้ ชักช้าเดี๋ยวมันเอาไปหมด”

วิศนีพยักหน้าแบบขอไปที ยกมือไหว้ลาก่อนจะเดินออกมาอย่างอ่อนใจ พอหันกลับไปเห็นแม่โบกมือส่งยิ้มให้ แล้วรีบกลับเข้าบ้าน หมดความสนใจต่อลูกแค่นั้น หญิงสาวยิ่งรู้สึกเคว้งคว้างอ้างว้าง เหมือนตัวเองไม่เป็นที่ต้องการของใครเลย...

ooooooo

บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยคึกคัก คลาคล่ำด้วยนักศึกษาและญาติสนิทมิตรสหาย มองไปทางไหนมีแต่รอยยิ้มของความปลาบปลื้มยินดี

อารุมกับเดชชาติเพิ่งมาถึง ทั้งคู่เดินตรงดิ่งมาตามเสียงเรียกของนนทลี กุสุมาเห็นอารุมก็ปรี่เข้ามาสอบถามเรื่องอุบัติเหตุ จับเนื้อตัวเขาสำรวจด้วยความเป็นห่วง เดชชาติเห็นแล้วอดแขวะไม่ได้ว่าตนก็นั่งไปด้วย ไม่คิดจะห่วงกันบ้างเลยเหรอ กุสุมาหน้าเจื่อน รีบขยับออกห่าง นนทลีมองยิ้มๆ ไม่ได้คิดอะไร

นีรนุช น้องสาวของนนทลีกำลังร่าเริงอยู่ในกลุ่มเพื่อน พอเห็นอารุม เธอผละออกมาหาเขาด้วยความดีใจ

“นุชนึกว่าพี่จะไม่มาซะแล้ว”

“ต้องมาสิ วันสำคัญของนุชทั้งที...ยินดีด้วยนะจ๊ะ”

นีรนุชยิ้มแป้น กล่าวขอบคุณก่อนรับกล่องของขวัญมาจากว่าที่พี่เขย แต่พอเดชชาติส่งให้บ้าง เธอกลับไม่ค่อยสนใจ บอกว่าจะดูของพี่อารุมก่อน เดชชาติงอนตุ๊บป่องจะเอาไปให้น้องบัณฑิตสาวสวยคนอื่น นีรนุชเลยต้องง้อเป็นการใหญ่

หลังจากให้ของขวัญกันเสร็จแล้ว ลำดับต่อไปเป็นการถ่ายรูป นีรนุชเกาะแขนอารุมแจ จนกุสุมาแอบอิจฉา บ่นกับเดชชาติด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ไม่มีพิรุธ

“ยายนุชนี่ติดอารุมจังเลยนะชาติ ดูสิต้องยืนใกล้กันตลอด ใครเห็นก็คงนึกว่าเป็นแฟนอารุม แบบนี้ผู้ชายที่ไหนจะกล้าจีบ”

“ยายนุชมันก็ไม่สนหนุ่มคนไหนอยู่แล้วนี่ ออกจะบูชาอารุมเป็นไอดอลซะขนาดนั้น”

“แต่มันดูไม่ดีเลยนะ ว่าที่พี่เขยแท้ๆ ออเซาะอย่างกับเป็นแฟนตัวเอง”

“แหม...ที่พูดเนี่ยสุหึงหรือเปล่า อย่าบอกนะว่า...”

กุสุมาถูกจี้ใจดำ ปรี๊ดอย่างลืมตัว “หึงบ้าอะไรล่ะ อย่ามาพูดอย่างนี้นะ ฉันไม่ชอบ”

เดชชาติอึ้ง ไม่เคยเห็นเพื่อนสาวเหวี่ยงวีนมาก่อน กุสุมารู้สึกตัวว่าหลุด รีบปรับสีหน้ายิ้มแย้ม อาสาถ่ายรูปให้สามคนนั้นเหมือนไม่มีเรื่องขุ่นข้องใดๆ

ooooooo

วิศนีขับรถคันงามออกจากบ้านไปทั้งวันโดยไม่รู้ว่าเป็นของแม่เลี้ยง กระทั่งกลับเข้ามาในตอนค่ำถูกอำนวยเล่นงาน เธอเลยยั่วแม่เลี้ยงว่า

“เหรอคะ ไม่ทราบจริงๆว่าเป็นรถของคุณ ถึงว่าสิ เมื่อเช้าคุณถึงได้หน้าตาตื่นนักตอนที่ฉันขับชนกระถางต้นไม้ ไม่ต้องห่วงนะคะ ยังมีที่หน้ารถอีกแผล เพราะฉันขับไปเฉี่ยวกับรถชาวบ้านมาด้วย จะได้ซ่อมทีเดียว”

กรแก้วตกใจ ถลาออกไปดูรถ วิศนีพูดไล่หลังอย่างหมั่นไส้

“คราวหน้าแปะชื่อไว้สิคะ อะไรที่เป็นของคุณ ฉันจะได้ไม่แตะ”

อำนวยไม่พอใจลูกสาว ก้าวตามเข้ามาในบ้าน เอ็ดว่าทำไมทำตัวอย่างนี้ คิดจะแกล้งกรแก้วใช่ไหม

“ก็บอกแล้วว่าหนูไม่รู้ว่ามันเป็นรถของเขา”

“แต่แกจะไปไหนก็ควรจะบอกกล่าวคุณกรแก้วเสียก่อน”

“หนูโตแล้วนะคะพ่อ ไม่ใช่เด็กอมมือที่ไปไหนมาไหนแล้วต้องขออนุญาตพ่อแม่ แล้วที่สำคัญ...เขาไม่ใช่ แม่หนู”

“แต่เขาเป็นเมียฉัน ถ้าแกรักจะอยู่ที่เมืองไทยก็ต้องยอมรับความจริงว่าชีวิตที่นี่มันไม่เหมือนตอนที่แกเป็นเด็กๆอีกแล้ว”

“หนูรู้แล้วค่ะว่ามันไม่มีอะไรเหมือนเดิม เพราะทุกอย่างมันเปลี่ยนไปตั้งแต่วันที่พ่อพาหนูออกมาจากบ้านแม่แล้ว”

วิศนีตอบโต้ด้วยความน้อยใจแล้วเดินหนีขึ้นข้างบน อำนวยหน้าตากลุ้มใจที่ลูกสาวยังกล่าวโทษเขาด้วยเรื่องเก่าๆ

หนีเข้าห้องมาได้สักครู่ สมจิตยกกล่องขนาดใหญ่ตามเข้ามาให้ วิศนีแปลกใจว่ามันคืออะไร?

“ของเก่าๆของคุณค่ะ คุณผู้หญิงเห็นว่าคุณจะนอนห้องนี้ก็เลยให้หนูเอาของส่วนตัวของคุณที่คุณผู้ชายเก็บไว้มาให้คุณเลือก เผื่อคุณจะใช้อะไรค่ะ”

“ขอบใจนะ”

สมจิตรับคำ ค่อยๆคลานเข่าจะออกจากห้อง วิศนีขัดตา บอกว่าอยู่กับตนทำตัวปกติก็ได้ เก็บเข่าไว้คลานให้พวกผู้ดีดูเถอะ สมจิตหันมายิ้มแหยๆ ยกมือไหว้ก่อนจะลุกเดินค้อมตัวออกไป

อำนวยกลับออกมาดูกรแก้วที่ยังสำรวจรถด้วยสีหน้าไม่ดีนัก เธอบอกเขาว่ามีรอยถลอกทั้งสองข้างจริงๆ

“พรุ่งนี้ผมจะให้ศูนย์มาเอาไปเข้าอู่แต่เช้า ระหว่างนี้คุณก็ใช้คันอื่นไปก่อนแล้วกันนะ”

“ปกติฉันไปสมาคมหรือไปงานก็ใช้คันนี้ตลอด ถ้าเปลี่ยนเป็นคันเล็กก็คงดูไม่ดี คงต้องงดออกงานซักพักล่ะค่ะ”

อำนวยพยักหน้าอย่างเข้าใจ รู้ว่ากรแก้วเป็นคนห่วงหน้าตาตัวเองแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร

“แต่ขอร้องนะคะ คุณหารถคันใหม่ให้หนูวิศนีแกใช้ดีกว่า ฉันไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก” กรแก้วพูดแกมสั่งแล้วเดินเข้าบ้าน อำนวยส่ายหน้าเหนื่อยใจ

เวลานั้น วิศนีกำลังรื้อข้าวของออกจากกล่อง เจอสมุดพกผลการเรียนสมัยเด็ก หยิบมันออกมาเปิดดูก่อนจะรำลึกความหลังในวันที่ตัวเองสอบได้ที่หนึ่งแล้วเอามาอวดพ่อ พ่อชื่นชมแต่ไม่ยอมเงยหน้าจากงาน ครั้นลูกสาวคะยั้นคะยอให้พ่อเซ็นชื่อเพราะต้องเอากลับไปคืนครู กลับได้ยินคำตอบว่า พ่อยุ่งมาก เอาไว้ก่อนเดี๋ยวพ่อจะเซ็นให้ กระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น อำนวยก็ยังไม่ได้เซ็นชื่อในสมุดพกให้ลูก นี่เองทำให้วิศนีโกรธและน้อยใจ แกล้งทำตัวเหลวไหลส่งผลให้การเรียนแย่ลง จนครูต้องเรียกผู้ปกครองมาพบ

อำนวยอับอายขายหน้า ตัดสินใจส่งวิศนีที่กำลังวัยรุ่นไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่นั้นมา

ooooooo

ค่ำคืนเดียวกัน ปาร์ตี้หมูกระทะที่ม้าหินหน้าบ้านนนทลีบรรยากาศชื่นมื่นเป็นกันเอง นีรนุชเอาใจอารุมเป็นพิเศษ คีบอาหารใส่จานโดยไม่แคร์สายตาใคร โดยเฉพาะเดชชาติที่นั่งมองตาปริบๆ ทั้งที่ตัวเองก็ร่วมเป็นเจ้ามือกับอารุมด้วยเหมือนกัน

เมื่อเดชชาติทักท้วง นีรนุชเลยยิ่งแกล้ง สองคนยั่วแหย่กันไปมาจนอารุมต้องคอยเบรก กุสุมาเฝ้ามองเงียบๆ แต่พอได้ยินเดชชาติเผลอพูดเรื่องอารุมดูฤกษ์แต่งงานกับนนทลี...กุสุมาหน้าถอดสี พูดโพล่งว่าทำไมกะทันหันนัก

“อย่าเพิ่งพูดเลย กินก่อนเถอะ ไหม้แล้วเห็นไหมเนี่ย” นนทลีตัดบท เพราะตัวเองยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเรื่องนี้เหมือนกัน

นีรนุชท่าทางตื่นเต้นดีใจมาก พูดคุยเรื่องนี้กับเดชชาติอีกครั้งตอนช่วยกันล้างถ้วยจานในครัว กุสุมาเดินเข้ามาได้ยินว่าฤกษ์ดีเดือนหน้า ตกใจถึงกับทำจานในมือหล่นแตก แต่กลบเกลื่อนว่ามือตนลื่น...

ได้เวลากลับบ้าน กุสุมาติดรถอารุมกลับเหมือนเคยเพราะบ้านอยู่ทางเดียวกัน แต่วันนี้เธอทำเป็นบ่นเกรงใจเขา เพื่อนำไปสู่คำถามต่อไป

“อีกหน่อยอารุมแต่งงานกับนนแล้ว บ้านเราก็คงคนละทางแล้วสินะ หรืออารุมจะให้นนย้ายมาอยู่ที่คอนโดด้วยจ๊ะ”

“ไม่รู้เหมือนกัน คงแล้วแต่นนมั้ง”

“แต่สุว่านนคงไม่ยอมแน่ๆ เขาเคยบอกนนนะว่าอยากมีเรือนหอเป็นบ้านหลังใหญ่ๆ มีคนคอยรับใช้ งานแต่งงานก็ต้องจัดหรูๆในโรงแรมห้าดาว นนบอกว่าเขาอยากแต่งงานแค่ครั้งเดียว เพราะฉะนั้นก็ต้องจัดให้ยิ่งใหญ่ที่สุด แล้วอารุมล่ะจ๊ะ วางแผนไว้ยังไง”

อารุมเริ่มเครียดเมื่อถูกกุสุมาตอกย้ำความทะเยอทะยานของแฟนสาว ตอบกั๊กๆไปว่า ตนยังไม่ได้วางแผนอะไรเลย บางทีอาจจะไม่ใช่ปีนี้ก็ได้

กุสุมาลอบยิ้มพอใจที่เสี้ยมสำเร็จ ครั้นกลับถึงบ้านเธอยิ้มหน้าบาน พูดกับป้าเต็มปากเต็มคำว่าแฟนมาส่ง

“แล้วเมื่อไหร่จะพามาไหว้ป้าสักที เห็นเทียวรับเทียวส่งแบบนี้ตั้งหลายปีแล้ว”

“เร็วๆนี้แหละป้า เตรียมคิดไว้แล้วกันว่าจะเรียกสินสอดเขาเท่าไหร่”

“ฮ้า! นี่แกจะแต่งงานเหรอ”

กุสุมาไม่ตอบ เดินอมยิ้มเข้าห้อง นั่งเพ้อฝันถึงอารุมอย่างมีความสุข...

เวลานั้น นีรนุชก็มีความสุขเช่นกัน เพิ่งเรียนจบปริญญาแถมพ่วงเกียรตินิยมมาด้วย เธอสัญญากับนนทลีว่าต่อไปนี้จะหางานทำเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงพี่บ้าง ตอบแทนที่พี่ยอมเหนื่อยเลี้ยงดูน้องคนนี้แทนพ่อแม่มาหลายปี แล้วถ้าพี่แต่งงานมีลูก เธอจะเลี้ยงหลานให้ด้วย

“คิดไปไกลถึงนั่น ยังไม่ใช่เร็วๆนี้หรอก”

“อ้าว ทำไมล่ะคะ”

“พี่ยังไม่พร้อม อารุมก็ยังไม่พร้อม ถ้าแต่งงานตอนนี้ ต่างคนก็ต้องปากกัดตีนถีบ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข พี่ไม่เอาด้วยล่ะ ถ้าพี่จะสร้างครอบครัวพี่ก็อยากสบาย เพราะเราลำบากกันมาเยอะแล้ว อารุมเขารู้ว่าพี่ต้องการอะไร เขายังไม่เร่งพี่หรอก เชื่อสิ”

“แต่พี่อารุมรักพี่นนมากนะ นุชดูออก พี่นนปล่อยให้เขารอแบบนี้ ไม่สงสารเขาเหรอ”

“ยุ่งเรื่องของพี่จริง ว่าแต่เรื่องของเราเถอะ เรียนจบแล้ว จะพาแฟนมาเปิดตัวได้หรือยังจ๊ะ”

“มีที่ไหนล่ะพี่นน นุชบอกแล้วไงว่าถ้าหาไม่ได้อย่างพี่อารุม นุชจะอยู่เป็นโสด”

“จ้า แม่คนช่างเลือก ถ้าขึ้นคานก็ไปตกลงกับนายชาติแล้วกันนะ เพราะรายนั้นก็คงขึ้นคานเหมือนกัน”

“โฮ้ย...ถ้าต้องลงเอยกับตาคนนั้น นุชยอมเป็นทอมดีกว่า”

สองพี่น้องหัวเราะขำๆไปด้วยกัน แต่นายเดชชาติที่อยู่บ้านใกล้กัน ถึงกับจามดังลั่นฟันแทบกระเด็น บ่นอุบว่าจามแรงขนาดนี้ต้องโดนนินทาในระยะเผาขนแน่ๆ

“ใครวะ หรือว่าจะเป็นยายนุช” ชายหนุ่มฮึ่มฮั่ม แยกเขี้ยวยิงฟันหันไปทางบ้านสองศรีพี่น้อง

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น วิศนีออกไปเต้นแอโรบิกที่สนามหมู่บ้านด้วยชุดรัดรูปอวดทรวดทรงองค์เอวเป็นที่จับตามองของหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ กรแก้วหัวโบราณรับไม่ได้ ให้อำนวยตามไปจัดการกันเอาเอง

วิศนีเห็นพ่อเดินหน้าตูมเข้ามาก็ยิ่งยั่ว ชวนพ่อมาเต้นด้วยกัน อำนวยไม่พูดพล่าม ตำหนิเรื่องเสื้อผ้าที่เธอใส่ อีกทั้งลีลาท่าเต้นก็ดูเย้ายวนจนน่าอาย แล้วสั่งเฉียบขาดให้กลับบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วตามพ่อไปที่บริษัท...

อำนวยตัดสินใจให้วิศนีไปทำงาน เจ้าหล่อนแต่งตัวสวยเฉี่ยวเปรี้ยวจี๊ดจนเป็นที่จับตามองของบรรดาพนักงาน โดยเฉพาะสาวๆขาเม้าท์ ต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นกิ๊กใหม่ของท่านประธาน วิศนีได้ยินแว่วๆ แกล้งควงแขนพ่อแน่นขึ้นอีก อำนวยไม่รู้อะไร นึกว่าลูกสาวกลัวส้นสูงพลิก บ่นออกมาเบาๆ

“แค่มาทำงาน ทำไมจะต้องแต่งตัวเหมือนมาเดินแฟชั่น”

“ถ้าไม่สวยก็ไม่มีกะจิตกะใจทำงานสิคะ”

อำนวยส่ายหน้าระอา จะเดินเข้าลิฟต์แล้วนึกได้ “แกยังไม่มีรถใช้นี่ ไปเดินดูก่อนก็ได้แล้วค่อยตามพ่อขึ้นไป”

วิศนีพยักหน้าแล้วปล่อยให้อำนวยขึ้นลิฟต์ไปตามลำพัง ตัวเองเดินแยกออกมาทางโชว์รูม ลูกเกดพนักงานต้อนรับนั่งแต่งหน้าอยู่ที่เคาน์เตอร์เหลือบมองสาวสวยแต่งเนื้อแต่งตัวฉูดฉาดด้วยความไม่ถูกชะตา เพราะคิดว่าเป็นพนักงานใหม่

“ถ้าจะมาสมัครงาน ตอนนี้ออฟฟิศยังไม่เปิดนะคะ เชิญนั่งรอก่อน”

“เปล่าค่ะ ฉันมาดูรถ”

“รถในโชว์รูมตรงนี้เป็นระดับไฮเอนด์ ถูกจองไว้หมดแล้วทุกคันค่ะ ส่วนพวกมือสองอยู่ข้างนอก” ลูกเกดตอบปัดๆ แล้วแต่งหน้าต่ออย่างไม่สนใจ วิศนีไม่รู้จะถามอะไรต่อ ยักไหล่เดินทอดน่องออกไป

ชมพู่เดินมาที่เคาน์เตอร์ ถามลูกเกดว่าผู้หญิงคนนั้น เป็นใคร แต่งตัวอย่างกับนางแบบ

“ยายชมพู่ หล่อนมองยังไงถึงคิดว่าเป็นนางแบบยะ โลว์จะตาย ฉันว่าคงเป็นอีหนูใครซักคนมากกว่า ทำเป็นมาดูรถแพงๆ เชอะ แน่จริงก็เอาสปอนเซอร์มาสิ”

วิศนีได้ยินเต็มสองหู หันขวับมามอง ลูกเกดเชิดหน้าท้าทาย แล้วก็คิดว่าเธอไม่แน่จริง ถึงได้เดินหนีไป วิศนีไม่อยากมีเรื่องต่างหาก เธอเดินเรื่อยไปทางเต็นท์รถมือสอง เดชชาติประจำการอยู่แถวนั้นเห็นเข้าก็ปรี่มาหา พอเห็นหน้าค่าตาของหญิงสาวชัดๆ ก็ทักอย่างจำได้

“อ้าว คุณนั่นเอง มาดูรถใหม่เหรอครับ นี่เลย ผมแนะนำคันนี้แหละ เจ้าของเพิ่งเอามาปล่อยเมื่อวาน เอาไปขับสองวันแล้วไม่ชอบ บอกว่าสีไม่ถูกโฉลก คุณดูสิ เพิ่งวิ่งได้ 10 กิโลเอง เครื่องยนต์ยังใหม่กิ๊ก กลิ่นขี้เจ็กยังติดเบาะอยู่เลย ไม่เชื่อคุณดมดู”

เดชชาติรัวเป็นชุด วิศนียิ้มขำในความช่างพูดของเขา ถามว่าทำงานที่นี่เหรอ ชายหนุ่มเก๊กหล่อทันที

“ผม...เอ่อ...อันที่จริงผมเป็นลูกชายท่านประธานบริษัทน่ะครับ พอดีวันนี้พนักงานของเราโดดงาน คุณพ่อท่านก็เลยให้ผมลงมาช่วย”

“เหรอคะ ว้า...ฉันว่าจะมาดูรถใหม่ซักหน่อย”

“โอ๊ย ไม่มีปัญหาครับ ซื้อกับผมได้เลย คุณชอบใจคันนี้ไหมล่ะ ผมลดให้พิเศษอีกห้าหมื่น”

“ลดซักแสนนึงไม่ได้เหรอคะ”

“โห...คุณ ขนาดนั้นค่าคอมผมก็ไม่เหลือสิครับ แล้วแม่กับน้องผมจะเอาอะไรกิน”

“เอ๊ะ คุณเป็นลูกท่านประธาน แม่คุณกับน้องคุณก็ไม่น่าจะลำบากนี่คะ”

เดชชาติสะอึก รู้ตัวว่าหลุดปากไป ได้แต่ยิ้มแหยๆ ยังไม่ทันแก้ตัวประยุทธก็วิ่งเข้ามา

“คุณหนูครับ ท่านให้มาเชิญครับ”

วิศนีพยักหน้ากับประยุทธแล้วหันกลับมาถามชื่อชายหนุ่มอีกครั้ง

“ผม...เดชชาติครับ”

“เดชชาติ เราคงได้เจอกันอีกนะคะ” วิศนีส่งยิ้มหวานให้แล้วเดินตามประยุทธไป เดชชาติเคลิ้มจัดจนลืมถามชื่อแซ่ของเธอ

ooooooo

กุสุมากับเพื่อนร่วมงานอีกสองสามคนจับกลุ่มเม้าท์สาวสวยหน้าใหม่ที่มากับท่านประธาน นนทลีซึ่งอยู่แผนกเดียวกับกุสุมาเพิ่งมาถึงพร้อมอารุม เธอสงสัยเพื่อนๆคุยเรื่องอะไรกัน

“ยุพเยาว์กับวิเวียนเขาบอกว่าท่านประธานพาเมียน้อยมาบริษัท”

“หา?! ท่านเพิ่งแต่งงานนะ”

“ก็เพราะแต่งแล้วน่ะสินน ถึงได้ควงเมียน้อยเปิดเผย ยังไงเมียแต่งก็เปลี่ยนใจไม่ทันแล้วนี่”

“พวกฉันเห็นกับตานะนน สาวกว่า สวยกว่า เปรี้ยวกว่าคุณกรแก้วตั้งเป็นกอง...อ้อ อารุม เดี๋ยวคุณก็คงเห็น ตอนนี้แม่นั่นอยู่ในห้อง ท่านบอกว่าถ้าคุณมาให้เข้าไปพบด้วย”

วิเวียนกับยุพเยาว์เม้าท์แตก อารุมทำหน้างงว่าเกี่ยวอะไรกับตน แต่ก็รีบเดินไปทางห้องท่านประธาน

“อ้าว มาแล้วเหรอ เชิญๆ” อำนวยเดินมาโอบไหล่อารุมอย่างกันเอง

“ท่านมีอะไรให้ผมรับใช้ครับ”

“ผมหาเลขาคนใหม่ให้คุณได้แล้วนะ...วิศนี”

อำนวยหมุนเก้าอี้ที่ลูกสาวนั่งหันหลังอยู่ พอหนุ่มสาวเห็นกันต่างก็ชะงัก อำนวยไม่ได้สังเกตเห็นท่าทางตกใจในทีแรก เพราะมัวแต่จะสั่งงาน

“นี่คุณอารุม ผู้จัดการฝ่ายขายของเรา...ฝากด้วยคนนะ เด็กใหม่ เพิ่งกลับจากฝรั่งเศส จะให้ทำอะไรก็ฝึกกันเอาเอง...เอ้า เลยมองกันนิ่งเลย มีอะไรหรือเปล่า”

อารุมตั้งสติ ปฏิเสธเสียงแผ่ว วิศนีสวนขึ้นมาพอดีว่า หนูไม่อยากเป็นเลขา

“อย่าเรื่องมาก ตอนนี้เราเป็นแค่เด็กฝึกงานให้ทำอะไรก็ต้องทำ ไว้ให้เก่งก่อนแล้วจะเลื่อนตำแหน่งให้”

วิศนีหน้างอ อำนวยไม่ใจอ่อน หันไปทางอารุม

“ผมให้คนจัดโต๊ะทำงานอีกชุดไว้ในห้องคุณแล้ว... เชิญ” อำนวยส่งสายตาไล่ลูกสาว วิศนีจำต้องเดินตามอารุมออกไป

ชายหนุ่มเดินนำลิ่ว วิศนีก้าวตาม แต่พอผ่านบอร์ดประชาสัมพันธ์ก็แกล้งหยุดอ่าน อารุมหันกลับมามองพร้อมกระแอมเสียงดัง แต่เธอมองตอบตาใส ทำเป็นไม่เข้าใจว่าเขาเรียก

“คุณจะตามมาไหมครับ” อารุมวางท่าเป็นการเป็นงาน วิศนีชักสีหน้าหมั่นไส้ ก่อนเดินตามไป

เมื่อตามกันเข้ามาในห้องทำงาน อารุมเดินไปนั่งโต๊ะตัวเอง นึกถึงคำพูดของพวกวิเวียนที่ว่าเธอคนนี้เป็นเมียน้อยท่านประธาน เขาถอนใจหนักหน่วงจนวิศนีได้ยิน พูดโพล่ง

“ไม่ใช่คุณคนเดียวหรอกที่เซ็งว่าโลกมันกลมขนาดนี้ ฉันก็เซ็ง”

“ผมเป็นลูกจ้าง ผมไม่มีสิทธิ์เลือก คุณทำอะไรเป็นบ้าง”

หญิงสาวนึกไปมาก่อนตอบว่า กิน นอน เที่ยว...อารุมยิ้มเยาะ สวนกลับว่าไม่บอกตนก็รู้ วิศนียัวะทันที

“หมายความว่ายังไง”

อารุมทำไม่รู้ไม่ชี้ เดินไปเปิดตู้เอกสาร วิศนีก้าวตามจะเอาคำตอบให้ได้ แต่เพราะเธอตามจี้ประชิดมากไปหน่อย หน้าเกือบจะชนหน้า ชายหนุ่มถึงกับผงะถอยหนี

“คุณจะมายืนทำไมตรงนี้ ไปนั่งที่โต๊ะโน่น เดี๋ยวผมเอางานไปให้ทำ”

เธอรู้ว่าเขาเขินก็ยิ่งอยากแกล้ง ขยับตามเข้าไปอีก “ฉันไม่ไปจนกว่าคุณจะตอบคำถาม ที่พูดเมื่อกี้หมายความว่ายังไง”

อารุมทำตัวไม่ถูก พยายามเบือนหน้าหนีไม่อยากมอง รีบพูดให้จบๆ

“ก็หมายความว่าคุณดูเป็นอย่างนั้นตั้งแต่เราเจอกันครั้งแรกแล้วน่ะสิ”

“ก็แค่นั้นแหละ”

วิศนียักไหล่ เดินกลับมานั่งโต๊ะตัวเอง อารุมเหลือบมองตามใจยังเต้นโครมครามไม่หาย ทำเป็นเปิดแฟ้มอ่าน พยายามหางานให้เธอทำ

“คุณแปลเอกสารได้หรือเปล่า”

“อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส จะเอาภาษาไหนล่ะคะ”

“อังกฤษก็พอ แปลจดหมายฉบับนี้มาให้ผม” เขาดึงกระดาษแผ่นหนึ่งจากแฟ้มไปวางตรงหน้า

วิศนีหยิบมาอ่าน แต่ยังไม่ลงมือ ตอนนี้อยากหาเรื่องกวนประสาทเขามากกว่า เธอแกล้งเรียกชื่อเขาว่ามะรุม

“ผมชื่ออารุม” เขาย้ำนัยน์ตาดุๆ

“ฉันอยากเรียกคุณว่ามะรุมไม่ได้เหรอ”

“งั้นถ้าผมเรียกคุณว่าชะนีบ้าง คุณจะยอมไหม คุณวิศนี”

“ก็เรื่องของคุณสิ”

อารุมส่ายหน้าเอือมๆ สั่งให้ทำงานไป แต่เธอยังเกี่ยงว่าที่โต๊ะไม่มีคอมพิวเตอร์จะให้แปลใส่อะไร อารุมรำคาญเหลือเกิน หยิบกระดาษกับปากกามาวางให้

“เขียนใส่กระดาษตัวบรรจง ขอให้เสร็จภายในครึ่งชั่วโมง”

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นจ้องเขา ยิ้มลอยหน้าล้อเลียน “ค่ะ คุณมะรุม”

ooooooo

ยุพเยาว์ วิเวียน และกุสุมายังเข้าใจว่าวิศนีคือกิ๊กของท่านประธาน พอรู้ว่าเธอได้เป็นเลขาฯของอารุม สามสาวรีบมาเป่าหูนนทลี เกรงจะเกิดเหตุการณ์ทำนองชู้สาว

“จะบ้าเหรอ ก็ไหนเธอบอกว่าเขาเป็น...คนของท่านประธาน แล้วเขาจะมายุ่งกับอารุมทำไม”

“โอ๊ย ผู้หญิงอย่างนั้น ยุ่งได้ทุกคนแหละที่เป็นผู้ชาย เชื่อฉันเหอะว่ายายนั่นไม่ธรรมดา”

“แล้วพวกเธอจะให้ฉันทำยังไง”

“ก็แอบไปดูสิ” พูดจบ กุสุมาคว้าแขนนนทลีเดินตามวิเวียนกับยุพเยาว์ไปทางห้องทำงานของอารุม

ภายในห้อง วิศนีแปลจดหมายเสร็จแล้วนำมายื่นให้อารุม ปรากฏว่าเธอสะกดภาษาไทยผิดๆถูกๆ พอถูกเขาบ่น เธอแก้ตัวหน้าตาเฉยว่าไม่ค่อยได้ใช้

“งั้นก็เริ่มใช้ตั้งแต่วันนี้ นี่คุณอยู่เมืองไทย ไม่ใช่ยุโรป” เขาผลักกระดาษคืนไปตรงหน้า เธอกลับดันคืนมาอย่างท้าทาย

“คุณก็แก้ให้ฉันสิ ฉันแก้เองจะถูกได้ยังไง”

“ผมเป็นเจ้านาย ไม่ใช่ครูภาษาไทยของคุณ”

วิศนีหน้าง้ำ เดินกระแทกเท้ากลับมานั่งที่โต๊ะเริ่มแก้งานใหม่...ตรงหน้าห้อง นนทลีถูกเพื่อนๆผลักไสให้มาแอบดู นนทลีไม่ค่อยอยากทำเพราะรู้ว่าเสียมารยาท แต่ก็จำต้องยื่นหน้าไปอย่างเสียไม่ได้ พอเห็นหน้าสาวสวยชัดๆก็อึ้งไป บอกเพื่อนๆว่าตนเคยเจอเธอที่
โรงแรมในวันงานแต่งงานท่านประธาน

“จริงเหรอ ต๊าย...เห็นไหม บอกแล้วว่ามันร้าย ไหนดูซิว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่” วิเวียนชะเง้อคอยาว ยุพเยาว์ก็เอาด้วย กุสุมายืนข้างหลังอยากรู้อยากเห็นเหมือนกัน

“พอได้แล้ว ไปทำงาน” นนทลีตัดบทพาทุกคนออกมา แต่ไม่วายเหลือบมองไปทางห้องอารุมด้วยสีหน้ากังวล

อารุมนั่งทำงานของตัวเองไป วิศนีแก้จดหมายใหม่ พลางเหลือบตามองเขาเป็นระยะ สักครู่ก็เรียกคุณมะรุม ท่าทางเหมือนจะถามอะไร แต่เขาพูดโดยไม่เงย หน้ามองเธอ

“ถ้าคุณไม่เรียกชื่อผมให้ถูก ผมจะไม่สนใจคุณอีก”

วิศนียิ้มขำ แล้วยังกวนประสาทไปเรื่อย จนเขาทำงานแทบไม่ได้...ส่วนเดชชาติที่เจอวิศนีเมื่อเช้า บัดนี้เขากำลังด้อมๆมองๆอยู่หน้าโชว์รูม ก่อนตัดสินใจเดินมาหาลูกเกดกับชมพู่แล้วบรรยายรูปร่างหน้าตาลักษณะการแต่งตัวของวิศนีให้สองสาวฟัง อยากรู้ว่ามีใครเห็นเธอบ้างไหม

“อ๋อ เมียน้อยท่านน่ะเหรอ” ชมพู่พูดโพล่ง เดชชาติตกใจถามว่าท่านไหน? ลูกเกดจีบปากตอบทันที

“ก็ท่านประธานน่ะสิ เขาเม้าท์กันไปทั่วออฟฟิศแล้ว ฮันนีมูนปุ๊บก็พาเมียน้อยมาเปิดตัวปั๊บ”

“ตายล่ะไอ้ชาติ เกือบหัวขาดแล้วไหมล่ะ งั้นอย่าบอกใครนะว่าผมมาถามหา ไปทำงานล่ะ” ชายหนุ่มรีบร้อนออกไป สองสาวมองตามขำๆ

ส่วนที่ห้องทำงานอารุม...วิศนีแก้จดหมายเสร็จเรียบร้อยนำมาส่งให้อารุม เขาอ่านทวนครู่หนึ่งก็บอกว่าใช้ได้ แล้วขยำโยนมันทิ้งถังขยะ เท่านั้นเองหญิงสาวปรี๊ดแตก

“นี่คุณสั่งให้ฉันนั่งแปลเป็นชั่วโมงแล้วเอามาโยนทิ้งขยะอย่างนี้เนี่ยนะ มากไปแล้ว”

“คุณมาฝึกงาน ผมก็ให้คุณฝึกแปล จะได้รู้จักใช้ภาษาไทยได้ดีขึ้น ต่อไปคุณจะได้รู้ว่าตัวเองจะมีประโยชน์อะไรในบริษัทนี้”

“ฉันทำงานด้วยความตั้งใจ คุณไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้”

อารุมทำหูทวนลม วิศนีฮึดฮัดโมโห เดินอ้อมไปด้านหลังดึงปลั๊กคอมพิวเตอร์ของเขาออก หน้าจอดับวูบทันที

“นี่คุณ ทำอะไรเนี่ย”

“ทีนี้รู้สึกยังไง เวลาที่งานที่คุณทำมันโดนลบทิ้งหมด”

อารุมโกรธจะดึงปลั๊กไฟคืน แต่เธอไม่ยอม จึงเกิดการยื้อแย่งจนเธอเสียหลักล้มลงมาบนตักเขา ทั้งคู่ตะลึงหน้าตาตื่น ครู่เดียวเธอรีบลุกขึ้น มองเขาอย่างเขินๆ เพราะไม่ตั้งใจจะใกล้ชิดกันขนาดนั้น แล้วกลบเกลื่อนความเขินด้วยการเดินหนีออกจากห้อง ขณะที่ฝ่ายชายยังใจเต้นโครมครามไม่หาย

ในที่สุด อารุมตัดสินใจมาพบอำนวย กล่าวกับท่านด้วยท่าทีเกรงใจ “ผมต้องขอโทษจริงๆนะครับท่าน แต่ผมคิดว่าคุณวิศนีเธอไม่ค่อยเหมาะกับงานของผมเท่าไหร่”

“อ้าว ทำไมล่ะ ยายหนูก็เรียนด้านเลขานุการมานะ”

อารุมทำหน้างงเล็กน้อยที่เจ้านายเรียกยายหนู แต่ยังไม่ติดใจอะไรมากนัก

“แต่ผมว่าเธอ...เธออาจจะไม่ชอบ”

อำนวยมองหน้าอารุมอย่างเข้าใจ แล้วถอนใจยาวก่อนพูดตรงๆว่าวิศนีเป็นคนหัวดื้อ เวลาสั่งให้ทำอะไรแรกๆ ก็มักจะต่อต้าน อยากให้เขาอดทนหน่อย เพราะอีกไม่นานเธอจะต้องมาคุมบริษัทนี้แทนตน

“คุม?” อารุมทวนคำงงๆ

“ผมมีลูกสาวคนเดียวนะคุณอารุม”

“ลูกสาว...คุณวิศนีเป็นลูกสาวท่านเหรอครับ”

“ก็ใช่น่ะสิ แล้วคุณคิดว่าวิศนีเป็นใคร”

อารุมอึกอักไม่กล้าบอก ได้แต่ยิ้มเก้อๆ พอถึงเวลาอาหารกลางวัน อารุมนำเรื่องนี้ไปเล่าให้พวกนนทลีฟัง ทุกคนเหวออย่างคาดไม่ถึง

“อะไรนะคะ ตกลงคุณคนนั้นเป็นลูกสาวท่านเหรอ”

“ใช่ ผมเกือบปล่อยไก่ต่อหน้าท่านไปแล้ว”

“นนก็ว่าแล้ว อารุมจำได้ไหมที่นนเจอผู้หญิงคนนึงสวยๆ ที่โรงแรมน่ะ คุณคนนี้แหละ”

“ว้า...ไม่มันส์เลยอ่ะ ไปหาขนมกินดีกว่าเยาว์” วิเวียนพูดแก้เก้อ รีบเดินออกไปกับยุพเยาว์

“ค่อยยังชั่วเนอะ นนไม่สบายใจตั้งแต่เช้าแล้ว กลัวว่าอารุมจะต้องไปใกล้ชิดกับของรักของหวงของท่าน”

“ฉันเปล่าไม่สบายใจซักหน่อยนะสุ มีแต่พวกเธอที่พยายามบิวท์ฉัน แต่ไม่สำเร็จหรอก ฉันกับอารุมเชื่อใจกัน”

คู่รักยืนยันด้วยการกุมมือและจ้องตาหวานใส่กัน กุสุมาพูดไม่ออก ได้แต่ลอบมองอย่างริษยา...

ในเวลาเดียวกัน วิศนีกำลังจะออกไปกินข้าว เดินผ่านเต็นท์รถมือสองเห็นเดชชาติ เธอแวะทักทาย แต่ท่าทางเขาลนลานเหมือนจะหนี แถมลงนั่งยกมือไหว้ปลกๆ อับอายขายหน้าที่ถูกจับโกหกได้เรื่องที่บอกว่าเป็นลูกชายท่านประธาน

“ผมผิดไปแล้วครับ ผมมันไม่เจียมตัว คิดจะตีเสมอท่าน ผมไม่ได้ตั้งใจครับ อย่าให้ท่านไล่ผมออกนะครับคุณ ผมยังมีแม่มีน้องจะต้องเลี้ยงอีกหลายปากหลายท้อง”

“นี่คุณ ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้” เธอเข้าพยุงจะให้เขาลุกขึ้น

“โอ๊ยๆ อย่าๆ อย่าครับ ผมยังไม่อยากตาย ผมลุกเองได้”

“ทำไมคุณจะต้องตาย”

“ก็คุณมาแต๊ะอั๋งผมแบบนี้ เดี๋ยวท่านมาเห็นก็หิ้วผมไปซ้อมเท่านั้นเอง”

“พ่อฉันไม่โหดขนาดนั้นหรอกค่ะ”

เดชชาติเหวอ ถามแล้วถามอีกจนแน่ใจว่าเธอไม่ใช่กิ๊ก แต่เป็นลูกสาวของท่านประธาน...เมื่อรู้ว่าหลายคนเข้าใจผิด หลังอาหารกลางวันวิศนีก็เลยแกล้งเดินควงแขนพ่อ ทั้งซบทั้งออเซาะฉอเลาะ พลางเหลือบตาดูบรรดาพนักงานที่แอบมองมา อำนวยพอจะรู้เหมือนกัน เอ่ยกับลูกสาวว่า

“ท่าทางฉันคงต้องแนะนำตัวแกให้ทุกคนรู้จักอย่างเป็นทางการแล้วมั้ง ไม่งั้นคงเสียชื่อกันทั้งพ่อทั้งลูก”

“ไม่ดีเหรอคะ เขาจะได้คิดว่าพ่อยังเสน่ห์แรงไงคะ”

“ไร้สาระน่า” อำนวยส่ายหน้าเดินหนี วิศนีตามเกาะแขนไม่ปล่อย พนักงานหลายคนเริ่มรู้แล้วว่าเธอเป็นใคร ต่างพากันยกมือไหว้ ยกเว้นสองซี้อย่างชมพู่กับลูกเกดที่จับจ้องเตรียมเม้าท์ วิศนีเลยจัดไปให้สมจริง

“ป๋าขา...หนูว่าแผนกต้อนรับของเราใช้คนเยอะไปนะคะ มีแค่คนเดียวก็พอแล้ว หรือไม่มีเลยก็ยิ่งดี”

ลูกเกดกับชมพู่สะดุ้งวาบ แต่แล้วสะอึกอึ้งเมื่อได้ยินอำนวยพูดขึ้นมา

“ไอ้ลูกคนนี้ เลิกแกล้งคนอื่นได้แล้ว ไปทำงาน” สองพ่อลูกเดินจากไปแล้ว เหลือแต่สองสาวพนักงานต้อนรับที่ยืนหน้าซีดเผือด กลัวตกงานเพราะดันไปแขวะลูกท่านประธานว่าเป็นกิ๊กใหม่

ooooooo

ขณะที่คนอื่นๆวิตกกังวลกลัวมีปัญหากับลูกสาวท่านประธาน แต่อารุมกลับไม่สนใจว่าเธอจะเส้นใหญ่สักแค่ไหน เมื่อเธอกลับเข้ามาทำงานเกินเวลาพักเที่ยง เขาตำหนิโดยไม่ฟังเหตุผลของเธอที่บอกว่าออกไปกับพ่อ

“คุณจะไปกับใครมาก็ช่าง แต่คุณต้องกลับเข้างานให้ตรงเวลา นอกจากจะขออนุญาตเจ้านายเอาไว้”

วิศนีมองค้อนเขาอย่างหมั่นไส้ อารุมทำไม่รู้ไม่ชี้ยกแฟ้มมาวางบนโต๊ะตรงหน้าเธอ

“ท่านประธานบอกผมว่าอยากให้คุณศึกษาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับบริษัทตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบันให้ละเอียด เพื่อที่คุณจะได้เรียนรู้ระบบการทำงานได้เร็วๆ ผมก็เลยเอาเอกสารพวกนี้มาให้”

“จะให้อ่านหมดนี่เนี่ยนะ”

“ไม่ได้ให้อ่านอย่างเดียว แต่ขอให้คุณโน้ตย่อใส่สมุดบันทึกมาให้ผมดูด้วย”

“นี่ ฉันไม่ใช่เด็กประถมนะ จะได้มาคัดลายมือให้คุณ”

“งั้นคุณก็ไปบอกท่านประธานเองว่าคุณทำไม่ได้ แล้วคุณก็ไม่อยากทำงานที่นี่ ผมมีหน้าที่รับคำสั่งจากท่านให้ฝึกงานคุณ ผมจะไม่บังคับคุณ”

วิศนีพูดไม่ออก จำใจทำตามคำสั่งทั้งที่ขุ่นเคืองเขาเต็มที ผ่านไปจนถึงห้าโมงเย็น เธอยกแฟ้มทั้งหมดกลับมาวางบนโต๊ะเขา บอกว่าอ่านจบหมดแล้ว อารุมจึงอนุญาตให้กลับบ้านได้ แอบพูดลับหลังเมื่อเธอเดินเฉิดฉายออกไปจากห้อง

“ตั้งใจทำงานก็ทำได้นี่”

เขาพูดโดยที่ยังไม่ได้ตรวจงาน พอหยิบสมุดบันทึกมากางอ่าน แทนที่จะมีโน้ตย่อใจความสำคัญ กลับกลายเป็นรูปวาดการ์ตูนล้อเลียนหน้าตาเขาเป็นสัตว์ประหลาด เขียนชื่อกำกับไว้ด้วยว่ามะรุม

ชายหนุ่มเห็นแล้วหงุดหงิด รีบเดินไปเปิดประตูจะเรียกเธอมาต่อว่า แต่เธอหายไปเร็วราวนินจา เขาเลยได้แต่มองสมุดในมืออย่างเซ็งๆ

ooooooo

เย็นนี้มีแขกมาทานอาหารที่บ้าน กรแก้วเตรียมการเป็นพิเศษถึงขนาดจ้างเชฟฝรั่งมาทำอาหาร พอสามีกับลูกเลี้ยงกลับมา เธอรีบพาเข้าไปแนะนำตัว

“คุณพี่คะ นี่หนูวิศนี ลูกสาวคุณอำนวยไงคะ นี่คุณหญิงอวลอบจ้ะ เป็นเพื่อนที่สมาคมของฉัน”

วิศนียกมือไหว้อวลอบตามมารยาท อวลอบมองอย่างพิจารณาแล้วชวนคุย

“แหม...น้องกรแก้วนี่โชคดีนะคะ แต่งงานปุ๊บก็ได้ลูกโตเลย แถมยังสวยซะด้วย ไม่ต้องเลี้ยงให้เหนื่อย”

กรแก้วหัวเราะเสแสร้งกลบเกลื่อนความกระดาก อวลอบชวนคุยต่อ ถามวิศนีว่าไปอยู่มาหลายประเทศ เรียนจบอะไรมา

“ไม่จบอะไรซักอย่างค่ะ สอบเข้าที่ไหนไม่ได้ ก็เลยไปนั่งๆนอนๆ ใช้เงินคุณพ่อเฉยๆ”

อวลอบเจื่อนไปเมื่อได้ยินคำตอบของวิศนี กรแก้วหน้าม้านอย่างอับอาย อำนวยถลึงตากำราบลูกสาว วิศนีสีหน้ารำคาญ ขอตัวเดินเลี่ยงออกมา แล้วได้ยินเสียงดังมาจากในครัว จึงเดินเข้าไปดู เห็นคนรับใช้ช่วยกันขนอาหารเมนูบ้านๆ พวกน้ำพริกผักต้ม ปลาทอดปลาย่างออกมากินกันนอกครัว

วิศนีชอบมาก ขอกินอาหารพวกนี้ด้วย แต่ต้องไปเก็บมะม่วงมาแกล้มถึงจะได้รสชาติ ขณะที่เธอปีนป่ายเก็บมะม่วงข้างบ้านเกิดพลาดพลั้งตกลงมา โชคดีที่ชายหนุ่มคนหนึ่งพุ่งพรวดมารับไว้ทัน

เขาคือโยธิน ลูกชายของคุณหญิงอวลอบ โยธินมองหญิงสาวอย่างพึงพอใจ อำนวย กรแก้ว และอวลอบออกมาเห็นพอดี

“อ้าว เจอกันซะแล้ว ยังไม่ทันจะแนะนำเลย น้องกร คุณอำนวย นี่ลูกชายค่ะ ชื่อโยธิน เพิ่งกลับจากอเมริกาเหมือนกัน...นี่หนูวิศนี รู้จักกันแล้วใช่ไหมจ๊ะ”

โยธินทอดสายตามองวิศนีแล้วพยักหน้ารับ จากนั้นเจ้าของบ้านเชิญแขกไปที่โต๊ะอาหาร แต่วิศนีไม่ได้ตามมาด้วย กรแก้วจึงออกไปตามที่ครัว เห็นเธอกำลังนั่งโจ้น้ำพริกกับคนรับใช้อย่างเอร็ดอร่อย

“หนูวิศนี แขกรอทานข้าวอยู่นะจ๊ะ” กรแก้วเอ่ยเสียงเรียบ ทั้งที่ใจกรุ่นโกรธ

“เชิญเถอะค่ะ ฉันกินอยู่หลังบ้านก็อร่อยดี”

“ฉันว่าถ้าหนูไม่ออกไปรับแขกมันจะไม่เหมาะนะจ๊ะ คุณหญิงอวลอบเธอเป็นถึง...”

“เธอจะเป็นใครก็ช่างเถอะค่ะ ฉันไหว้ทักทายแล้วยังไม่พออีกเหรอ”

“หนูอาจจะอยู่คนเดียวมาจนชิน แต่บ้านนี้รับแขกบ่อย หนูควรจะเรียนรู้มารยาทสังคมให้มาก เพื่อหน้าตาของคุณพ่อหนูเอง”

วิศนีหน้าตึงมองกรแก้วอย่างหาเรื่อง กรแก้วจ้องตอบไม่สะทกสะท้าน

“ก็ได้ค่ะ ฉันจะออกไปรับแขก” วิศนียิ้มเจ้าเล่ห์...เธอนำอาหารพื้นบ้านไปขึ้นโต๊ะด้วย แถมใช้มือหยิบกินอย่างไม่แคร์สายตาใคร

อำนวยและกรแก้วอับอายขายหน้าอย่างมาก ส่วนอวลอบแสดงความรังเกียจ เดินบ่นออกมากับลูกชาย

“โอ๊ยตาย...น่าผิดหวังที่สุด”

“อะไรครับคุณแม่ ผมว่ามันก็อร่อยดีนะครับ”

“ยังจะพูดเล่นอีก แม่หมายถึงเด็กคนนั้น เห็นยายกรแก้วโฆษณาไว้ซะดิบดีจนแม่อยากจะรู้จัก เฮอะ ที่แท้ก็เด็กไร้การอบรม สมแล้วที่พื้นเพพ่อแม่เป็นแค่พวกชาวบ้าน ไม่ได้มีเลือดผู้ดีเลยซักนิด”

“ผมว่าก็น่าสนใจดีออกนะครับ ดูจริงใจ ดีกว่าพวกคุณหนูจอมเฟคเป็นไหนๆ แสบๆแบบนี้สิครับ ท้าทายดี”

“จะเอาจริงเหรอโย ท่าทางเด็กคนนี้มันไม่ยอมให้แกจีบทิ้งจีบขว้างหรอกนะ”

“งั้นก็จีบจริงๆเลยก็ได้ คุณแม่เองก็อยากได้สะใภ้เศรษฐีมาต่อเงินเราอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ผมว่าคนนี้เพอร์เฟกต์”

อวลอบนิ่งไป เพราะจริงๆก็อยากให้เป็นอย่างนั้น เนื่องจากฐานะการเงินของครอบครัวกำลังย่ำแย่...

หลังจากสองแม่ลูกกลับไปแล้ว วิศนีถูกอำนวยเล่นงานที่ทำให้ตนและกรแก้วขายหน้า วิศนีไม่สลดแถมยังแขวะกรแก้วว่าหน้าบางเกินเหตุ และถ้าพ่อยังอาย คราวหน้าก็ซ่อนตนไว้หลังบ้าน ไม่ต้องลากออกมาเข้าสังคมไฮโซของพ่อ ตนไม่อยากปั้นหน้าว่าเราเป็นครอบครัวอบอุ่น ทั้งๆที่มันไม่ใช่

“นี่แกจะไม่เห็นแก่ความสุขของพ่อบ้างเลยหรือไง”

“ทีพ่อยังไม่เห็นแก่ความสุขของหนูเลย”

“แล้วไอ้ความสุขของแกมันคืออะไรล่ะ บอกมาซิ ถ้าไม่ใช่เดือนใช่ดาว ฉันจะสรรหามาให้”

“นั่นสิคะ พ่อไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าอะไรคือความสุขของหนู”

อำนวยนิ่งอึ้ง รู้ตัวว่าห่างเหินกับลูกเกินไป จึงเริ่มอ่อนลง เข้ามาโอบลูก “วิศนี...ฟังพ่อหน่อยนะลูก พ่ออาจจะเป็นพ่อที่ไม่ดี แต่พ่อก็จะพยายามเป็นพ่อที่สมบูรณ์แบบให้ได้ ขออย่างเดียว ให้โอกาสพ่อบ้าง”

วิศนีน้ำตาคลอเหมือนจะซึ้ง แต่แล้วทิฐิก็ทำให้เธอสะบัดตัวออกอย่างแรง

“พ่อเคยมีโอกาสนั้นแล้วค่ะ...เคยมีแล้ว” เธอปาดน้ำตา เดินหนีไปทันที...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

#ทีมอำพน เตรียมฟิน "ก๊อต" สารภาพความในใจ "นุ่น" ใน "กระเช้าสีดา"

#ทีมอำพน เตรียมฟิน "ก๊อต" สารภาพความในใจ "นุ่น" ใน "กระเช้าสีดา"
12 พ.ค. 2564

05:15 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 12 พฤษภาคม 2564 เวลา 08:07 น.