เป็นข่าวใหญ่มาอีกกับงานที่ชุด ตำรวจสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ และ ตำรวจท่องเที่ยว นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร และกรมการท่องเที่ยว บุกจับผู้จัดอบรมไกด์เถื่อนหลอกขายสินค้านักท่องเที่ยวในโรงแรม หลังปราบปรามบริษัททัวร์ผิดกฎหมาย และคนต่างด้าวใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ประกอบธุรกิจนำเที่ยวหลอกลวงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และแย่งอาชีพคนไทยชนิดผูกขาดตามนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ยังมีกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวกระทำความผิดกฎหมายในรูปแบบต่างๆ การซื้อค่าหัว ใช้มัคคุเทศก์เถื่อน ขายสินค้าไม่มีคุณภาพในราคาแพงและผิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค การเสนอ optional tour ในราคาแพง ข่มขู่นักท่องเที่ยว หากไม่มีการใช้บริการ โรงแรมผิดกฎหมาย มีร้องเรียนเข้ามาโดยตลอด ล่าสุดมีเรื่องผู้ประกอบธุรกิจการอบรมมัคคุเทศก์หรือไกด์เถื่อนและจัดการสัมมนาการขายตรง ในพื้นที่ กทม.จำนวนมาก เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากมัคคุเทศก์ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ได้สั่งให้ชุดสืบสวนเฝ้าติดตามข่าวที่มีผู้จัดโฆษณาชวนเชื่อทางโซเชียลมีเดียคนจีนที่สนใจเป็นไกด์นำเที่ยว และคนไทยที่มีบัตรมัคคุเทศก์ แต่ไม่มีความคล่องทางภาษา ให้มาอบรมขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นรายวิชา กำหนดจัดงาน 2 วัน ระหว่างวันที่ 22-23 เม.ย. ที่โรงแรมแจ๊สโซเทล ถนนประชาอุทิศ ย่านแยกเหม่งจ๋าย ฝึกอบรมกลยุทธ์ในการขายสินค้าให้นักท่องเที่ยว ขายแพ็กเกจเสริมในโปรแกรมท่องเที่ยว โดยเน้นตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีน และเก็บค่าธรรมเนียมอบรม 2,000 บาทต่อคนพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประเสริฐ เงินยวง ผบก.ทท. พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รองผบก.ทท. พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.ทท. เจ้าหน้าที่ทหาร ช.พัน. 1 รอ. ร่วมกันเข้าตรวจสอบภายในห้องเดอะออเคสตร้า บอลรูม โรงแรมแจ๊สโซเทล ขณะที่ผู้จัดกำลังอบรมวิธีการขายตรงและการทำหน้าที่ผู้นำเที่ยวหรือไกด์ให้กับผู้เข้าอบรม และอบรมสัมมนาขายตรงในลักษณะธุรกิจผู้นำเที่ยวเถื่อนมาระยะหนึ่งแล้วเข้าข่ายบังคับขายสินค้าให้แก่นักท่องเที่ยว และสินค้าที่มีจำหน่ายเป็นสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ต้องตรวจสอบว่านำเข้ามาถูกต้องหรือไม่ ทั้งหมอนยางพารา ไมโครโฟน ครีมบำรุงผิว และครีมกันแดด มีผู้เข้าร่วมอบรมเป็นคนไทย 67 คน และต่างชาติ 82 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน เมียนมา และเวียดนาม คนไทยส่วนใหญ่ถือบัตรประชาชนจากชายแดนภาคเหนือ และพูดจาภาษาไทยไม่ชัด มี นางสิริกร ธนชัยพรสกุล อายุ 53 ปี เป็นผู้จัดงานและกระจายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่จับกุม นางสิริกร นายลองเยว อายุ 27 ปี สัญชาติจีน นายลี หมิง เยน อายุ 46 ปี สัญชาติไต้หวัน นายมินอ่อง อายุ 26 ปี สัญชาติเมียนมา พร้อมเอกสารภาษาจีน และสินค้าตัวอย่างที่นำมาจำหน่ายตัวแทนเจ้าหน้าที่สัมมนาอ้างว่า การอบรมให้ผู้นำเที่ยวทั้งมีบัตรและไม่มีบัตรได้รู้จักวิธีการขายตรงสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อให้มีรายได้เสริม แต่ไม่ได้สอนให้เป็นผู้นำเที่ยวเถื่อน ซึ่งขัดแย้งกับป้ายสัมมนาบนเวทีภาษาจีนถึงวิธีการอบรมผู้นำเที่ยว แถมเอกสารบางส่วนยังเข้าข่ายแอบอ้างสถาบัน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ประสานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองคัดแยกผู้ร่วมสัมมนาออกเป็นกลุ่ม เพื่อตรวจสอบเอกสารการขออนุญาตเดินทางเข้าประเทศ ว่ามาในรูปแบบใด ขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ที่มีบัตรประชาชนจะถูกกันมาตรวจสอบเลข 13 หลัก เนื่องจากส่วนใหญ่ยังพูดภาษาไทยไม่ชัด คนที่อยู่เกินหรือโอเวอร์สเตย์จะถูกดำเนินคดี คนที่เดินทางมาในฐานะนักท่องเที่ยวแต่มานั่งอบรมสัมมนาถือว่าเป็นความผิด ส่วนกลุ่มที่ไม่มีพาสปอร์ตถูกดำเนินคดีขณะที่ผู้ประกอบการกำลังอบรมวิธีการขายตรงและการทำหน้าที่ผู้นำเที่ยวหรือไกด์ให้กับผู้เข้าอบรม และการอบรมสัมมนาขายตรงในลักษณะธุรกิจผู้นำเที่ยวเถื่อนมาระยะหนึ่งแล้ววิธีการดังกล่าวเป็นการทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยว รวมถึงบังคับขายสินค้าให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งอาจสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่สำคัญสินค้าที่มีจำหน่ายเป็นสินค้าที่นำเข้ามาจากต่าง ประเทศ ต้องตรวจสอบดูด้วยว่า นำเข้ามาอย่าง ถูกต้องหรือไม่ชุดสืบสวนเชื่อว่าการจัดการอบรมน่าจะมีกลุ่มร้านค้า บริษัททัวร์ใหญ่อยู่เบื้องหลัง เพราะมีจัดอบรมหลายครั้ง ทั้งที่บ้านและที่โรงแรม กลุ่มมัคคุเทศก์คนไทยที่เข้าอบรมบางคนเขียนภาษาไทยไม่ได้ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องการปลอมหรือสวมบัตรประชาชนมาก่อน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ. กล่าวกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า “จากสถานการณ์การเจริญเติบโตของการท่องเที่ยวในปัจจุบันอย่างรวดเร็วจนถือได้ว่าเป็นขุมทรัพย์ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาลโดยไม่ต้องซื้อหา สิ่งที่เกิดขึ้นคู่ขนานบั่นทอนสถานการณ์การท่องเที่ยวในขณะเดียวกันคือการประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ผิดกฎหมาย ทัวร์เถื่อน ไกด์เถื่อน การหลอกลวงนักท่อง-เที่ยวมาเชือดในเมืองไทย การลักลอบสวมบัตร ทำบัตรประชาชนปลอมแล้วมาประกอบอาชีพไกด์เถื่อน จัดตั้งบริษัทนอมินีข้ามชาติโดยใช้ทุนจดทะเบียนเป็นหลักหลายร้อยบาท แล้วนำรายได้ออกนอกประเทศโดยไม่มีการเสียภาษีเข้ารัฐแต่อย่างใด นับวันจะเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ”“หลายบริษัทมีรายได้ปีละพันล้านบาทโดยไม่มีการเสียภาษีแม้แต่สตางค์เดียว การปราบปรามเอาจริง เอาจังของกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษโดยการบูรณาการกำลังร่วมกับกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว กองทัพภาคที่ 1 ตำรวจ สน.ท้องที่ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ จับกุมบริษัทนอมินีข้ามชาติไปแล้วกว่า 50 บริษัท ยึดทรัพย์ดำเนินคดีในความผิดฐานฟอกเงินกว่าหมื่นล้านบาท ส่งผลให้รายได้เข้าประเทศเป็นกอบเป็นกำ แต่แสงสว่างปลายอุโมงค์ที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนคือความเชื่อมั่นและศรัทธาของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศซึ่งจะต้องเกิดขึ้นจากความร่วมมือของคนไทยทั้งประเทศโดยแท้จริง ในดินแดนประเทศไทยจะต้องไม่ใช่ที่เชือดนักท่องเที่ยวโดยเด็ดขาด และไม่มีแล้วรายสุดท้ายเพราะต่อไปนี้จะไม่มีใครเป็นรายแรกอีกต่อไป” ปัญหาเรื่องการท่องเที่ยวเป็นเรื่องใหญ่ในยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องมีการขยาย “บก.ทท.” รองรับปริมาณนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ไหลทะลักเข้ามาเมืองไทย และเข้มงวดกวดขันกลุ่มบริษัททัวร์ที่หลอกลวงและเอาเปรียบนักท่องเที่ยว เป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย รายได้หลักๆของคนไทย ปล่อยไว้ไม่ได้.ทีมข่าวอาชญากรรม