จากการติดตามความเคลื่อนไหว ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะนี้ เห็นได้ชัดว่าฝ่ายที่ยึดโยงกับประชาชนส่วนใหญ่ สนับสนุนการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเยาวชน นักวิชาการ และ ส.ส. ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน แม้แต่พรรคภูมิใจไทยก็สนับสนุน ทั้งๆที่ไม่เคยแสดงท่าทีมาก่อน แต่อาจมีปัญหาพรรคพลังประชารัฐที่ยังไม่ชัดเจนคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนทั้งพรรคฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน มีมติให้แก้ไขมาตรา 256 ว่าด้วยวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการไขกุญแจดอกแรก เพื่อนำไปสู่การแก้ไขในประเด็นอื่นๆ ซึ่งอาจรวมถึงการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ให้ยกร่างใหม่ทั้งฉบับคาดว่า กมธ.ศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเสนอรายงานต่อสภาผู้แทน ราษฎรประมาณกลางเดือนกันยายน จากนั้นจะเสนอให้รัฐบาลดำเนินการต่อไป มีคน 3 กลุ่มที่มีสิทธิ์เป็นเจ้าภาพแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้แก่ คณะรัฐมนตรี หรือ ส.ส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือ ส.ส.กับ ส.ว. 1 ใน 5 หรือประชาชน 5 หมื่นคนขึ้นไปแม้รัฐธรรมนูญจะเขียนไว้ชัดเจน ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” แต่ตามวิธีการแก้ไขตามรัฐธรรมนูญ 2560 ฝ่ายประชาชนฝ่ายเดียวไม่มีทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้ ถ้าถูก ส.ว.เพียง 84 เสียงยับยั้ง ทั้งๆที่ไม่ได้มาจากประชาชน แต่มาจากหัวหน้า คสช.ที่มาจากการยึดอำนาจพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สายทหาร เห็นว่าถ้าแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้มี ส.ส.ร. จะเป็นกระบวนการยืดยาวทำประชามติถึง 2 ครั้ง ครั้งละ 4 พันล้าน บาท และยืนยันว่า ส.ว.ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการแก้ไข ถ้าอะไรที่ถึงเวลาต้องแก้และเชื่อว่าจะแก้ได้หลายประเด็น เช่น การเลือกนายกรัฐมนตรี ถ้ารัฐบาลกับ ส.ว.เห็นด้วยเป็นการยืนยันว่า ถ้าจะแก้ไขในเรื่องสำคัญๆที่ ส.ส.และประชาชนเรียกร้อง จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล และ ส.ว. เช่น ประเด็นอำนาจของ ส.ว.ในการควบคุมการปฏิรูปประเทศ การเลือกนายกรัฐมนตรี แต่จะต้อง “ถึงเวลาต้องแก้” อาจหมายถึงว่าขอเวลารวม 5 ปี เพื่อให้ ส.ว.เลือกนายกฯทุกครั้ง ตามบทเฉพาะกาลถ้าจะให้ ส.ว.มีอำนาจพิเศษจนครบ 5 ปีก็ไม่ได้ ต้องแก้รัฐธรรมนูญให้ทะเลาะกันเปล่าๆ เพราะถึงอย่างไรก็แก้ไขไม่ได้ถ้า ส.ว.ไม่ยินยอม อีกไม่กี่ปีบทเฉพาะกาลก็จะสิ้นไป พร้อมกับสิ้นวาระของ ส.ว. แต่ถ้าจะแก้แค่วิธีการเลือกตั้ง ส.ส.ที่พิสดาร ส.ว.อาจยอมให้ผ่านได้ เรื่องนี้พิสูจน์บทบัญญัติที่ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย”.