วันนี้ วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2562 ปฏิทินคุณไชยทัศน์ เตชะไพบูลย์ ที่ผมใช้ บอกเดือนวันทางจันทรคติ เป็นวันแรม 9 ค่ำ เดือน 7อาจารย์ปรานี อาจารย์สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนไว้ใน “ประเพณี 12 เดือน” ในประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรม เพื่อความอยู่รอดของคน (ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ พิมพ์ครั้งแรก ธ.ค.2548) ว่าไม่มีพิธีกรรมอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการทำมาหากินอีกแล้ว เพราะฝนตกเต็มที่ เป็นเวลาทำไร่ไถนาจริงๆแต่กระนั้น บางคนก็ยังกังวลต่อความไม่มั่นคงต่างๆ แต่ละท้องถิ่นจึงมีพิธีจร เช่น “เลี้ยงผี” ทางล้านนา เลี้ยงผีปู่ย่าตายาย เลี้ยงผีขุนน้ำ พวกมอญมีพิธีฟ้อนผีมดผีเม็ง อีสานมีบุญชำฮะ หรือบุญเบิกบ้าน ที่เกี่ยวข้องประเพณีเลี้ยงผีปู่ตา ผีตาแฮก และผีมเหสักข์หลักเมืองเลี้ยงผีแล้ว ก็ต้องเลี้ยงพระพร้อมกันไป มีชื่อเรียกว่าสลากภัตประเพณีสลากภัตเริ่มจากราชสำนัก แล้วแพร่หลายสู่ราษฎรในท้องถิ่น หมื่นพรหมสมพัตสร หรือเสมียนมี กวีรัชกาลที่ 3 เขียนไว้ในนิราศเดือนว่ากระทั่งถึงเดือนเจ็ดไม่เสร็จโศก บังเกิดโรคแรงหนักด้วยรักสมร สลากภัตจัดแจงแต่งหาบคอน อย่างแต่ก่อนหาบกระทายมีลายทอง ใส่คานรูปนาคาวายุภักษ์ ครั้นเดินหนักดูเต้นเผ่นผยอง แสรกร้อยห้อยพวงมาลัยกรอง ใส่ข้าวของหาบหามตามกันมา...ประเพณีถวายสลากภัต คือถวายอาหารหรือเครื่องสังฆทานแก่พระสงฆ์ตามสลาก ชาวบ้านจะแห่เครื่องจตุปัจจัยไทยทานไปวัดอย่างครึกครื้น แล้วให้ทายกจับสลากตามที่เขียนไว้ ตรงกับพระ (เณร) องค์ใดเป็นการปฏิบัติเพื่อไม่ให้ผู้ถวายสลาก เกิดความรู้สึกยินดียินร้ายแก่ผู้รับสลากภัตเคยทำกันในเดือนหก แต่บางท้องถิ่นก็ย้ายไปทำในเดือนเจ็ด ต้นเหตุมาจากทุเรียนเหตุผลในการกำหนดสลากภัตในเดือนเจ็ด ก็ด้วยอาศัยผลไม้บริบูรณ์ ผลไม้อื่นก็ทำเนา ดูข้อใหญ่ใจความอยู่ที่ทุเรียน ถ้าฤดูสลากภัตต้องคราวทุเรียนชุมแล้ว ก็เห็นจะเป็นใช้ได้เดือนเจ็ดยังมีอีกพิธี เรียก พิธีทิ้งข่างเสี่ยงทายหนังสือเรื่องนางนพมาศ (ตำรับท้าวศรีจุฬารักษ์) เรียกพิธี “เคณฑะ” แปลว่าทิ้งข่าง หมายถึงปั่นลูกข่างเสี่ยงทาย เป็นพิธีพราหมณ์ในโบสถ์พราหมณ์กรุงเทพฯ เอาลูกข่างศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งมาทำพิธีปั่น ให้เกิดเป็นเสียงอยู่ชั่วเวลาหนึ่งแล้วมีคำทำนายว่า ถ้า “เสียงดังกังวานเสนาะสนั่น ดุจเสียงสังข์” บ้านเมืองจะอยู่เย็นเป็นสุขถ้าเสียงข่างดังไม่ไพเราะ ก็ว่า “บ้านเมืองไม่เป็นสุข”ในราชสำนักยังมีพิธีกรรมภายใน มีชื่อในกฎมณเฑียรบาลยุคต้นกรุงศรีอยุธยาว่า “ทูลน้ำล้างพระบาท”ให้ขุนนางข้าราชการ เอา “กลออม” อ่านว่า กะ-ละ-ออม ก็คือสิ่งที่สมัยหลังเรียก “กระออม” มีสามอย่าง กลออมทอง กลออมนาก กลออมเงิน บรรจุน้ำ “ตั้งศีศะ” หมายถึงทูนไปบนหัว เพื่อล้างพระบาทพระเจ้าแผ่นดินที่ประทับยืนมีอ่างทอง รองพระบาท แล้วเอาน้ำในกระออมนั้น ล้างพระบาท ก็เป็นเสร็จพิธีพิธีทูลน้ำล้างพระบาทนี้ มีในพระราชนิพนธ์ พระราชพิธีสิบสองเดือน ว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับพิธีนารายณ์บรรทมสินธุ์แต่ไม่ว่าจะชื่อพิธีอะไร ทั้งหมดก็คือการถวายความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดินผมนึกถึงกลอนนิราศเดือน ของเสมียนมี ถึงเดือนเจ็ดไม่เสร็จโศก...แล้วก็มโนต่อเรื่องโศกในสภา อันเนื่องจาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลฝ่ายค้านกว่า 70 คน เจอข้อหาถือหุ้นสื่อ...สภาจะล่มหรือไม่ ฐานะรัฐบาลจะเป็นยังไง...แล้วก็ตั้งใจภาวนา...สิ้นเดือนเจ็ดแล้ว ก็ขอให้เสร็จโศก จบๆกันได้ บ้านเมืองจะได้เดินหน้าไปเสียที.กิเลน ประลองเชิง