เช้าวันอังคาร ทีวีออกข่าวอากาศจะเสียต่อไปอีกหลายวัน ใครที่ใช้หน้ากากปิดปากจมูกระหว่างเดินทาง ก็ควรใช้ต่อไป ใครที่ไม่ใช้ ก็ต้องตัดสินใจใช้ได้แล้วเพราะพิษภัยจากฝุ่นควันที่สูดดมเข้าไป เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็งช่วงแรกๆ ที่เริ่มเจอหมอกควัน...ก็พูดๆกันว่า เพราะรัฐบาลขยันทำโครงการรถไฟฟ้าพร้อมกันมากสาย และทุกแห่งที่โครงการรถไฟฟ้าผ่าน โครงการคอนโดมิเนียมก็ขยันสร้างตามทุกโครงการก่อสร้างก่อปัญหาฝุ่นควัน เมื่ออากาศเสียถึงระดับอันตราย การเมืองฝ่ายตรงข้ามก็ชี้หน้า...รัฐบาลเป็นตัวการใหญ่ ถ้าค่อยๆทำค่อยๆไป ปัญหาจะไม่ใหญ่โตแต่รัฐบาลนี้ท่านเก่งครับ ค่อยๆปล่อยข้อมูลว่า เหตุของฝุ่นของควันนั้น มาจากรถยนต์บนท้องถนนด้วย ยิ่งรถติดในละแวกโครงการก่อสร้าง ทั้งฝุ่นทั้งควันเสียจากรถยนต์ผสมกันย่านนั้นเป็นย่านอากาศอันตราย ไม่จำเป็นก็อย่าได้ผ่านเข้าไปไม่เพียงต้นเหตุปัญหาจะย้อนกลับเข้ามาที่คนมีรถยนต์ขี่...ข้อมูลทางวิชาการก็ยังมีตามมา กลิ่นธูปควันเทียน...ที่ทุกบ้านชาวพุทธคุ้นเคย ก็เป็นอีกต้นเหตุถึงขั้นนี้ ก็ถ้วนทั่วทุกตัวตน...ทุกคนล้วนมีส่วนร่วมในการก่อปัญหาฝุ่นควันศาลพระพรหมโรงแรมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์ ห้ามจุดธูปจุดเทียนมานับปี โบสถ์หลวงพ่อบ้านแหลม แม่กลองบ้านผม โบสถ์หลวงพ่อโสธร ที่แปดริ้ว...จุดธูปเทียน วางดอกไม้บูชาได้นอกโบสถ์มานานแล้วในโบสถ์ยังมีเสี่ยงเซียมซี ขอน้ำมนต์ ปิดทององค์พระไว้ ไม่ถึงกับห่างเหินหลวงพ่อไปทีเดียวในศาลาสวดอภิธรรมศพ ที่ติดแอร์เย็นๆ หลายวัดไม่อนุญาตให้จุดธูปหน้าศพใครอยากจุดธูปเพื่อสื่อสารกับคนตาย ก็ยังจุดได้นอกห้องความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ แสดงว่าคนเราก็รู้จักปรับตัว ไม่อยากตายผ่อนส่ง ก่อนปัญหาฝุ่นควันครอบคลุมทั้งฟ้า...อย่างที่กำลังเจอกันวันนี้เพื่อความอยู่รอด ธรรมเนียมประเพณีที่เคยทำตามๆกันมา ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้อีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า บ้านเมืองยิ่งเติบโต...ไม่แน่ว่า กลิ่นธูปควันเทียน...ที่คนรุ่นผม รุ่นพ่อแม่ปู่ย่าเคยชิน อาจเป็นคำถามของลูกหลาน...คืออะไรถึงวันนั้น ก็อย่าไปถาม อะไรเอ่ย...ถึงกิจกรรมทำนองเดียวกัน ของคนโบราณ แต่กลับด้าน แทนการกราบไหว้บูชา แต่เป็นการสื่อ เพื่อการสาปแช่ง เช่นการเผาพริกเผาเกลือตอนหนึ่งของเรื่อง คาวี พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 ความว่าโอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว ตายจากเมียเสียแล้วพึ่งประจักษ์ มันทำให้เจ็บช้ำน้ำใจนัก จะเผาเกลือแช่งชักให้ย่อยยับเด็กรุ่นผม เคยไปถามผู้ใหญ่ เผาพริกเผาเกลือ...กันทำไม คำตอบสมัยก่อนนั้น...เมื่อใครโกรธเคืองใคร ก็เอาพริกเอาเกลือมาเผาไฟ แล้วก็แช่งชักหักกระดูกผู้ใหญ่ว่า เหมือนเฆี่ยนคนด้วยความโกรธจนเนื้อแตกแล้ว ก็เอาน้ำละลายพริกละลายเกลือราด เพื่อให้สะใจแต่เมื่อคนสมัยนั้น ทำกันไปแล้ว อาจคิดว่าสะใจไม่พอ เปลืองเรี่ยวแรงแช่งด่าเปลืองแรงเผาพริกเผาเกลือ จึงเบื่อแล้วก็เลิกรากันไปถ้าเป็นคนสมัยนี้ แม้มีอารมณ์อยากจะทำ...ก็คงติดที่เศรษฐกิจไม่ดี...เงินทองก็ไม่มี ผักหญ้าอาหาร รวมไปถึงพริกและเกลือ...ก็แสนจะแพง...อยากทำก็คงทำไม่ไหวผมไปไหน ตอนนี้ได้ยินว่าผู้คนพอมีความหวัง เขาหวังกันว่า เมื่อได้เลือกตั้ง เขาจะเปลี่ยนรัฐบาล...หากเปลี่ยนได้เขาจะสะใจ ยิ่งกว่าการเผาพริกเผาเกลืออีกหลายเท่าทวี.กิเลน ประลองเชิง