ผมยังติดตาตรึงใจในภาพหน้า 1 หนังสือพิมพ์ทุกฉบับเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ที่ตีพิมพ์ภาพสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สวมกอด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย ในโอกาสที่นายกฯไทย นำคณะไปเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการจากภาพโคลสอัพของหน้า 1 ไทยรัฐ จะเห็นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มของ 2 ผู้นำไทย-เขมร โดยเฉพาะท่าน ฮุน เซน จะเห็นว่าอิ่มเอิบมาก ดูท่าทางปีติยินดีอย่างจริงจังและจริงใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็อิ่มเอิบเช่นกัน แต่ดูเขินๆอยู่บ้าง อาจจะเป็นเพราะความไม่คุ้นชินกับการโดนผู้ชายโอบกอด เพราะในธรรมเนียมไทยเรา ผู้ชายกับผู้ชายมักไม่โอบกอดกันในลักษณะนี้ อย่างเก่งก็แค่โอบไหล่ หรือกอดคอซึ่งจะเป็นการหันข้างให้กัน เพื่อถ่ายรูปเสียมากกว่ามีคนเคยบอกผมว่า แม้ท่านฮุน เซน จะชอบแสดงออกซึ่งความพึงพอใจ ความถูกใจ ความสนิทชิดเชื้อ หรือความไว้วางใจด้วยการสวมกอดดังกล่าว แต่ก็ใช่ว่าจะแสดงออกกับทุกๆคนจะเลือกใช้วิธีนี้เฉพาะคนที่ท่านพอใจอย่างแท้จริงเท่านั้นเมื่อหลายปีก่อนก็เคยมีภาพท่านฮุน เซน โอบกอดกับผู้นำไทยคนหนึ่ง ที่ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นว่าผมยังไม่ก้าวข้ามผู้นำท่านนี้ไปได้เสียทีผมดีใจครับที่เห็นท่านฮุน เซน โอบกอดผู้นำปัจจุบันของเราอย่าง แนบแน่น แสดงว่าท่านฮุน เซน ท่านก้าวข้ามอดีตผู้นำของเราท่านนั้นไปแล้ว อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ก็น่าจะก้าวข้ามไปได้เป็นส่วนใหญ่ยิ่งมาได้อ่านรายงานข่าวว่า การประชุมร่วมกันของ 2 นายกฯ และคณะในครั้งนี้บรรลุข้อตกลงที่จะเป็นประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศมากมายหลายข้อ ผมก็ยิ่งปลื้มอกปลื้มใจขึ้นอีกหลายเท่ารวมทั้งยังมีข่าวซุบซิบที่น่าชื่นใจด้วยว่า ท่านนายกฯ สมเด็จฮุน เซน แต่งเพลงถึง 4 เพลง เกี่ยวกับมิตรภาพไทย-กัมพูชา มอบให้เป็นของขวัญแก่นายกฯเราท่านนายกฯ สมเด็จฮุน เซน ท่านเป็นเด็กวัดเก่า เพลงฮิตเพลงหนึ่งที่ท่านเคยแต่งไว้ คือเพลง “ชีวิตเด็กวัด” ดังมากในกัมพูชาผมขอเรียนว่า ผมเขียนวันนี้ด้วยความสุขใจอย่างแท้จริงนะครับ หากจะมีสำนวนล้อเลียน หรือคึกคะนองอะไรแอบแฝงมาบ้าง ก็ต้องขออภัยไว้ด้วย เพราะสไตล์การเขียนหนังสือของผมฝึกปรือมาอย่างนี้เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากการได้เห็นผู้หลักผู้ใหญ่ของประเทศที่มีชายแดนติดกัน และมีประวัติศาสตร์ผูกพันกันมาแต่โบราณกาล ซึ่งก็โกรธกันบ้าง ดีกันบ้าง สลับกันมาเรื่อยๆ และมาดีกันในยุคนี้ท่านฮุน เซน เองนี่แหละที่เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็โกรธมาตลอด การเป็นนายกรัฐมนตรีอันยาวนานของท่านในช่วง 32 ปีที่แล้วโดยเฉพาะตอนแรกๆที่ท่านขึ้นสู่ตำแหน่งใหม่ๆ จะไม่ค่อยชอบประเทศไทยนัก อาจจะเป็นด้วยความเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง แต่ในช่วงหลังๆ ก็หันมาเข้าใจและยอมรับประเทศไทยและคนไทยมากขึ้นเป็นลำดับจริงๆแล้วท่านฮุน เซน ก็พิสูจน์ตัวเองว่า ท่านเข้าใจประเทศไทยและคนไทยมาตั้งแต่ครั้งเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยในพนมเปญ และเผาโรงแรมของคนไทยในพนมเปญเมื่อปี พ.ศ.2546 โน่นแล้วท่านฮุน เซน ขอโทษและยอมชดใช้ทุกอย่าง โดยเฉพาะสำหรับ ธุรกิจเอกชน ท่านไม่มีเงินสดให้ก็ให้เป็นสิทธิในการเช่าที่ดินระยะยาวชนิดที่คุณ “อ๊อด ทิฟฟี่” สุภชัย วีระภุชงค์ เพื่อนเศรษฐศาสตร์รุ่นน้องผม เจ้าของโรงแรมที่ถูกเผา ตื้นตันใจมากยอมควักเงินก้อนใหญ่ลงทุนสร้าง “โซฟิเทล โภคีธารา” เป็นโรงแรม 5 ดาวแทนโรงแรมเดิมที่ถูกเผา ในเวลาต่อมาจริงๆแล้วต้นตระกูลของสมเด็จฮุน เซน ที่ข่าวต่างประเทศเคยรายงานไว้ เป็นชาวจีนแต้จิ๋ว แต่ท่านกลับพูดภาษาเวียดนามได้ดีมาก และได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามตอนขึ้นสู่อำนาจใหม่ๆ จนกลายเป็นข้อวิจารณ์ว่าท่านมีนโยบายหนักไปในทางเอาใจเวียดนามซึ่งในตอนหลังๆท่านก็ค่อยๆปรับตัวและแสดงให้เห็นว่าท่านมิได้โน้มเอียงไปในทางใด ยินดีเป็นมิตรกับทุกประเทศภาพโอบกอดระหว่างสมเด็จฮุน เซน กับบิ๊กตู่ เป็นการพิสูจน์ที่ดีประการหนึ่งถึงความเป็นมิตรกับทุกๆฝ่ายของท่านฮุน เซนปล. เพื่อให้เข้าบรรยากาศของการเป็นนักเพลง ผมขอตั้งชื่อเรื่องวันนี้เป็นชื่อเพลงฮิตในอดีตเพลงหนึ่งก็แล้วกัน คือเพลง “ในอ้อมกอด” โดย ชรินทร์ นันทนาคร ที่คนไทยมักจะเรียกชื่อเพลงนี้ตามเนื้อร้องท่อนแรกว่า “ในอ้อมกอดพี่” แต่ขอเติมชื่อท่านฮุน เซน ลงไปหน่อย ในฐานะนักการเมืองรุ่นพี่เมื่อเทียบกับบิ๊กตู่ เพราะเป็นนายกฯมา 32 ปี เกือบจะยาวนานที่สุดในโลกแล้วนะครับ จากที่ข่าวต่างประเทศเคยรายงานไว้.“ซูม”