ครม.มีมติเห็นชอบโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แจกเงิน 1,000 บาท 4 เดือน ให้คนไทยกว่า 43 ล้านคน วงเงินรวม 1.7 แสนล้านบาท ช่วยลดภาระค่าครองชีพ ข้าวของ แพง ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นจากวิกฤติราคาพลังงาน แบ่งเป็นกลุ่มทั่วไปได้รับสิทธิ 60/40 จำนวน 30 ล้านคน เปิดลงทะเบียนยืนยันรับสิทธิ 25-29 พ.ค.69 ผ่าน แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ส่วนกลุ่มผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 13.18 ล้านคน ไม่ต้องลงทะเบียนยืนยันรัฐบาลเติมเงินให้ทันที 700 บาท รวมของเดิม 300 บาท เป็น 1,000 บาท เริ่มใช้จ่าย 1 มิ.ย.69ประชาชนกว่า 43 ล้านคนตามโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่มัดรวมกลุ่มทั่วไปหรือคนละครึ่งพลัสและกลุ่มเปราะบางที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าไว้ด้วยกัน ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลคนละ 4,000 บาท เพื่อลดภาระค่าครองชีพ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบมาตรการเร่งด่วนบรรเทาภาระค่าครองชีพในช่วงวิกฤติของแพงผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส ผ่าวิกฤติไปด้วยกัน” จะเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย.2569 แบ่งเป็นการเติมเงินให้ผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 13.18 ล้านคน อีก 700 บาทต่อเดือน จากเดิมรับคนละ 300 บาทต่อเดือน รวมเป็น 1,000 บาท เงินจะโอนเข้าบัญชีตามปกติ ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ จนกว่ากระทรวงการคลังจะเปิดให้ลงทะเบียนทบทวนสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อตรวจสอบคนจนจริงและไม่จริง สามารถใช้จ่ายได้ตามปกติของสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่จำกัดจำนวนวงเงินต่อวันนายเอกนิติกล่าวว่า ส่วนสิทธิ 60/40 สำหรับประชาชนทั่วไป 30 ล้านคน จะรับเงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท รวม 4,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน รัฐจะสนับสนุน 60% ประชาชนจ่ายเงิน 40% ใช้จ่ายได้วันละ 200 บาท และไม่มีการสะสมไปใช้ในเดือนถัดไป จะเปิดให้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ตั้งแต่วันที่ 25-29 พ.ค.69 เวลา 06.00-20.00 น. ประชาชนที่เคยได้รับสิทธิคนละครึ่งที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จะต้องกดยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ส่วนประชาชนที่ไม่เคยได้รับสิทธิคนละครึ่งต้องสมัครใหม่ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังตามขั้นตอน และจะต้องผ่านการตรวจสอบข้อมูล 3 วัน หลังจากนั้นจะแจ้งกลับว่าผ่านหรือไม่ผ่านคุณสมบัตินายเอกนิติกล่าวอีกด้วยว่า การช่วยเหลือประชาชนครั้งนี้ เป็นการบรรเทาค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพราะขณะนี้ต้องเผชิญสถานการณ์ข้าวของแพงจากวิกฤติต้นทุนสินค้าสูงขึ้น ผลต่อเนื่องจากวิกฤติราคาพลังงาน ไม่ได้เป็นเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการดังกล่าวเป็นการประคับประคองไม่ให้เกิดการเลิกจ้าง และไม่ต้องการให้เงินเฟ้อสูงไปแตะ 5% หากไม่ทำอะไรเงินเฟ้ออาจสูง จะส่งผลกระทบหนักมากกว่านี้ เพราะวิกฤติการเงินครั้งนี้เป็นวิกฤติโลกที่ทุกประเทศต้องเตรียมมาตรการรับมือผ่อนหนักให้เป็นเบา ส่วนกรณีศาลรัฐธรรมนูญให้รัฐบาลชี้แจงเหตุผลความจำเป็นการออก พ.ร.ก.กู้เงินภายใน 7 วัน ที่ประชุม ครม.ได้มอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ทำคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญด้านนายลวรรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เงินที่จะนำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสครั้งนี้รวม 172,720 ล้านบาท แบ่งเป็นการเติมเงินสวัสดิการแห่งรัฐ 52,720 ล้านบาท และสิทธิ 60/40 วงเงิน 120,000 ล้านบาท โดยใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เป็นการใช้เงินก้อนแรก 200,000 ล้านบาทก่อน กระทรวงการคลังจะกู้เงินตามความจำเป็น จะไม่กู้มากองไว้โดยเด็ดขาด สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสขณะนี้มี 1 ล้านรายแล้ว จะเป็นร้านค้าขนาดเล็กจำหน่ายสินค้าของกินของใช้หรือสินค้าอุปโภคและบริโภคเท่านั้น หากร้านค้าใดสนใจร่วมโครงการ ต้องลงทะเบียนแอปถุงเงินกับธนาคารกรุงไทยก่อน ส่วนการจับจ่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ฟู้ดดีลิเวอรี จะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย.-30 ก.ย.69ขณะที่นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า แอปเป๋าตัง มีความพร้อมรองรับการลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส 30 ล้านคน คนที่เคยได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัสเมื่อกดยืนยันสิทธิจะทราบผลทันที ส่วนรายใหม่ต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการก่อน นอกจากแอปเป๋าตังแล้วยังจะมีเว็บไซต์ www.ไทยช่วยไทยพลัส.th ร้านค้าร่วมโครงการเข้าไปที่แอปพลิเคชันถุงเงินกดยืนยันรับเงื่อนไขพร้อมรับชำระเงินตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.ส่วนร้านค้าใหม่สมัครได้ที่สาขาธนาคาร เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันถุงเงิน นอกจากนี้ธนาคารยังจัดทำฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า “นกกระซิบ” เป็นระบบ AI ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยใน 3 ด้าน คือ การตอบคำถามทั่วไปเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส การวิเคราะห์ยอดขายรายวัน และการเชื่อมโยงข้อมูลราคาวัตถุดิบรายวันจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่