พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบค่า ครองชีพประชาชนจากวิกฤติพลังงาน มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ฝ่ายค้านนำโดย คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังเดินหน้ายื่น ศาลรัฐธรรมนูญ ผ่าน ประธานสภาผู้แทนฯ ให้วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ โดยเห็นว่า เงินกู้ 2 แสนล้านบาทที่ใช้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน แต่กลับเอามาอยู่ใน พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยนำเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกันฝ่ายค้านเสนอให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามการใช้จ่ายงบประมาณตาม พ.ร.ก.เงินกู้ โดย คุณณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคส้มกล่าวว่า หากรัฐบาลไม่มีเจตนาสอดไส้ปกปิดหรือตีเช็คเปล่า ก็ไม่มีความจำเป็นต้องโหวตคว่ำกรรมาธิการชุดนี้คุณณัฐพงษ์ เปิดเผยถึงคำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า หากรัฐบาลมีการใช้จ่ายไปก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย และถ้าศาลมีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้น เงินที่ใช้จ่ายไปแล้วจะดำเนินการอย่างไร จะต้องเรียกคืนหรือไม่ ในคำร้องฝ่ายค้าน ขอให้ศาลมีคำสั่งเฉพาะหน้า ให้ระงับการเบิกจ่ายเฉพาะในส่วนของเงินกู้ 2 แสนล้านบาทที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ไม่เกี่ยวกับเงินกู้อีก 2 แสนล้านบาทที่ฝ่ายค้านเองก็เห็นมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพคุณโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนฯ ต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 3 วัน อย่างช้าต้องยื่นภายในเที่ยงวันที่ 13 พ.ค.นี้ เพราะวันที่ 14 พ.ค. รัฐบาลเสนอ พ.ร.ก.ฉบับนี้ต่อสภาผู้แทนฯเพื่อขออนุมัติอย่างไรก็ตาม คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง ก็ยังยืนยันว่า จำเป็นต้องกู้ 4 แสนล้านบาท เพราะวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ปัจจุบันเป็นวิกฤติที่ซับซ้อน ยังไม่สามารถคาดการณ์จุดสิ้นสุดได้ ต้นเหตุวิกฤติมาจากราคาพลังงาน การพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงของไทย ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น เงินเฟ้อเดือนล่าสุดอยู่ที่ 2.9% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก สูงสุดคาดว่าจะขึ้นไป 4–5% จากต้นทุนราคาสินค้าที่สูงขึ้น กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 10% จึงต้องกู้เงินมาเตรียมรับวิกฤติที่จะมาเป็นระลอกๆดร.เอกนิติ เปิดเผยด้วยว่า ฝ่ายเศรษฐกิจรัฐบาลได้ประเมินว่า เม็ดเงินกู้ 4 แสนล้านบาทครั้งนี้ จะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการจ้างงานในประเทศ ช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้ราว 0.8% ในช่วงถัดไป ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนด้านพลังงานคุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ก็ให้ความเห็นถึงการประเมิน พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ของธนาคารแห่งประเทศไทย ว่า คาดว่าจะช่วยให้จีดีพีปี 2569 ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 0.6% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.6% เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2.1% โดยเงินเฟ้อในเดือนเมษายนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.89% และอาจเห็นบางเดือนขึ้นไปถึง 4–5% แต่นั่นเป็นผลมาจากฐานเงินเฟ้อที่ต่ำในปีก่อนหน้านี้ ธปท.เชื่อว่า ระดับเงินเฟ้อจะเริ่มทยอยปรับลดลงตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีหน้า 2570 เป็นต้นไป และกลับมาอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1.3%ผู้ว่าการวิทัย ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังมี “ปัจจัยบวก” จากตัวเลข การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจให้มีโอกาสเติบโตมากกว่าที่คาดไว้ แม้จะมีความเส่ียงจากสถานการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศก็ตาม (ข้อมูลจาก BOI ไตรมาสแรกปีนี้มีเงินลงทุนจาก FDI เข้ามาเกือบ 1 ล้านล้านบาท)ในภาพรวม ผมเห็นด้วยกับการกู้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ และ เห็นด้วยกับฝ่ายค้านที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เศรษฐกิจไทยป่วยหนัก เพราะนักการเมืองโกงกิน ถ้าสามารถป้องกันเงินก้อนนี้ได้จีดีพีทะลุ 2% แน่นอน ก็หวังว่า นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล จะยืนหยัดในรื่องนี้ เผื่อภาพลักษณ์โกงกินของนักการเมืองไทยในสายตาโลกจะดีขึ้น.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม