ต้องย้ำเตือนอีกครั้งกับหน้าที่หลักของ กกต. คือเรื่องการจัดเลือกตั้งให้เกิดความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่ใช่การไล่ฟ้องประชาชนผู้เสียภาษี อดห่วงมิได้ที่เห็นรายงานข่าว กกต.แจ้งความดำเนินคดีกับ 6 บุคคล ที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งประกอบด้วย1.นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผอ.ดีโหวต ม.ศรีปทุม 2.นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ซีอีโอบริษัทดัง ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์–บล็อกเชน 3.นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย เจ้าของเพจ M.I.B Marketing In Black 4.นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. 5.นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค ปชน. 6.นายทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ SPACEBARโดนสารพัดข้อหาหนัก หนึ่งในข้อหาที่สังคมวิจารณ์กันมาก คือ มาตรา 209 ฐานเป็น “อั้งยี่” ที่บัญญัติว่าผู้ใดเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการ โทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาทเป็นข้อหาที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกย้อนยุค เนื่องจากคำว่าอั้งยี่ว่ากันว่ามาจากภาษาจีนฮกเกี้ยน แปลว่า ดอกไม้แดง หรือ อักษรแดง เดิมทีเป็นสมาคมลับในจีน โดยในสมัยรัชกาลที่ 3–5 คนจีนที่เข้ามาใช้แรงงานในไทยได้รวมกลุ่มเป็นสมาคมลับเพื่อช่วยเหลือกัน แต่ต่อมาเริ่มมีอิทธิพลเหนือกฎหมาย เปิดศึกกันเอง และต่อต้านอำนาจรัฐในหลวงรัชกาลที่ 5 จึงทรงตราพระราชบัญญัติลักษณะอั้งยี่ ร.ศ. 116 เพื่อควบคุมสมาคมลับเหล่านี้โดยเฉพาะ ก่อนจะถูกบรรจุลงในประมวลกฎหมายอาญาในเวลาต่อมา ในปัจจุบันเราจะเห็นข้อหาอั้งยี่มาคู่กับข้อหาซ่องโจร และถูกนำมาใช้กับกลุ่มนักกิจกรรม กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง อั้งยี่จำคุกไม่เกิน 7 ปี ซ่องโจรไม่เกิน 5 ปีราคาที่ต้องจ่ายกับการใช้ยาแรงของ กกต.ครั้งนี้ น่าจะเกินกว่าที่ใครหลายคนคาดการณ์ ผู้ที่โดนฟ้องคงไม่อยู่เฉย พร้อมปฏิบัติการสู้กลับ แทบทุกคนล้วนมีความรู้ด้านกฎหมาย มีทั้งอดีต กกต. รวมถึงว่าที่ผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมือง ที่มีชาวบ้านไปเข้าคูหากาลงคะแนนสนับสนุนเป็นหลักล้าน ที่สำคัญมีชื่อสื่อมวลชนที่โดนด้วยไม่น่าเชื่อว่า กกต.จะกล้าใช้วิธีฟ้องปิดปาก กลบเกลื่อนหลายปัญหาเกี่ยวกับการจัดเลือกตั้ง ซึ่งทำเช่นนี้จะส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้าโดยตรงกับเครือข่ายภาคประชาชน และสื่อฯ อย่างรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี เสมือนเปลี่ยนสนามเลือกตั้งเป็นสนามนิติสงครามโดยไม่จำเป็น และอาจกระทบต่อเสถียรภาพประชาธิปไตยไทยในระยะยาว.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม